Nikon – CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Tue, 29 Aug 2017 06:44:08 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.0 Review : Nikon 28mm f1.4E ED Nano พรีเมียมไพรม์เลนส์ ได้ทั้งสายแลนด์สเคปและพอร์ตเทรตในตัวเดียว https://cyberbiz.mgronline.com/review-nikon-28mmf14/ Tue, 29 Aug 2017 06:20:22 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26994

ครั้งก่อนเราได้รับเลนส์ไวด์อเนกประสงค์เน้นราคาประหยัดสำหรับกล้องนิคอนตัวคูณในตระกูล DX ไปแล้ว มาวันนี้ขยับมาทดสอบกลุ่มไพรม์เลนส์ (ฟิกซ์ระยะ) อย่างพี่ใหญ่ AF-S NIKKOR 28mm f/1.4E ED Nano ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานนี้ร่วมกับกล้อง Nikon D810 

การออกแบบและสเปก

สำหรับ Nikon 28mm f1.4E ED Nano (AF-S NIKKOR 28mm) จัดเป็นเลนส์มุมกว้างระยะ 28 มิลลิเมตร หน้าเลนส์ 77 มิลลิเมตร ออกแบบมากสำหรับกล้องฟูลเฟรม (FX) เกรดพรีเมียม สามารถใส่กับกล้องตัวคูณ DX ได้ แต่ระยะจะเพิ่มเป็น 42 มิลลิเมตร มาพร้อมรูรับแสงกว้างสุด f1.4 แคบสุด f16 โดยนิคอนกำหนดกลุ่มให้เลนส์รุ่นนี้เหมาะสำหรับถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ไปถึงใช้ถ่ายภาพบุคคลและสตรีทได้

ในส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 645 กรัม ระยะโฟกัสใกล้สุดอยู่ที่ 28 เซนติเมตร ตัวเลนส์มีสเกลบอกระยะชัดลึก สามารถหมุนปรับโฟกัสแบบแมนวลได้ และที่สำคัญระบบโฟกัสในเลนส์ปรับไปใช้ Silent Wave Motor และ Rear Focusing System (โฟกัสโดยการเคลื่นที่ชิ้นเลนส์ด้านท้าย) ทำให้ระบบออโต้โฟกัสในเลนส์ตัวนี้ทำงานได้รวดเร็วและเงียบมาก

ด้านส่วนโครงสร้างเลนส์ จุดเด่นหลักก็คือตัวเลนส์ป้องกันละอองน้ำและฝุ่นได้ระดับหนึ่งตามแบบฉบับไพรม์เลนส์เกรดสูง รวมถึงหน้าเลนส์มีการเคลือบสาร Fluorine Coat ซึ่งช่วยลดการเกาะติดของหยดน้ำและโคลนได้

อีกทั้งตัวเลนส์ยังจัดเต็มในเรื่องกระจกเลนส์ภายในที่ใส่มามากถึง 14 ชิ้น 11 กลุ่ม แบ่งเป็น Aspherical Lens 3 ชิ้น, ED (Extra-Low Dispersion) Glass 2 ชิ้น – ช่วยแก้เรื่องความคลาดเคลื่อนสี นอกจากนั้นตัวเลนส์ยังเคลือบ Nano Crystal Coat ช่วยในการลดแฟร์และโกส์ทเพื่อภาพที่คมชัดมากขึ้น โดยจากภาพประกอบด้านบน เมื่อลองส่องเข้าไปในชิ้นเลนส์จะพบว่าเลนส์ค่อนข้างใสและเคลียร์มาก

มาถึงเรื่องไดอะแฟรม (มีหน้าที่ปิดเปิดเพื่อควบคุมปริมาณแสง) จะเป็น Electromagnetic Diaphragm Mechanism จำนวน 9 กลีบ รองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

เริ่มจากการทดสอบแฟร์และแฉกแสงที่เกิดขึ้นกันก่อน โดยในส่วนแฉกแสงสำหรับขาแลนด์สเคปชอบถ่ายภาพไฟยามค่ำคืน Nikon 28mm f1.4E ED Nano ให้แฉกแสงที่สวยงามและเป็กเอกลักษณ์ของเลนส์เกรดพรีเมียมนิคอนอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเปิดรูรับแสงแคบตั้งแต่ f11 ไปถึง f16 ตามภาพประกอบ

ส่วนการย้อนแสงแบบเต็มกำลัง (วันแดดจัดช่วงเกือบเที่ยง) พบว่าเลนส์ตัวนี้ให้ภาพที่เคลียร์ คมชัดอย่างมาก แฟร์ที่เกิดขึ้นน้อยและไม่รบกวนต่อความคมชัดของภาพแต่อย่างใด

ภาพต้นฉบับ – Nikon D810 1/160s, f16, ISO100

ครอปจากภาพบน เน้นให้ดูในส่วนขอบภาพ

ภาพต้นฉบับ – Nikon D810 1/125s, f16, ISO500 >ดาวน์โหลดภาพต้นฉบับ<

ครอปจากภาพบน เน้นให้ดูในส่วนขอบภาพ

Nikon D810 1/125s, f10, ISO250 >ดาวน์โหลดภาพต้นฉบับ<

ในส่วนการทดสอบถ่ายภาพ ด้วยความเป็นเลนส์ไวด์ ทีมงานจึงต้องขอเริ่มทดสอบในเรื่อง Distortion หรือความบิดเบี้ยวของภาพที่เกิดจากเลนส์ โดยภาพนี้ทีมงานเลือก Export จาก RAW ดิบๆไม่ผ่านการตกแต่งใดๆ และไม่ผ่านการแก้ไข Distortion จะเห็นว่าเลนส์ให้ผลลัพท์ภาพค่อนข้างดีมาก โดยในส่วน CA หรือความคาดเคลื่อนสีบริเวณขอบภาพแทบไม่มีให้เห็น รวมถึงความคมชัดถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีตั้งแต่ขอบภาพไปถึงกลางภาพ

Nikon D810 1/250s, f3.2, ISO64, DX Crop

ภาพนี้ทีมงานเน้นระยะใกล้ด้วยการเปิดโหมด DX Crop (เท่ากับเราได้เลนส์ระยะประมาณ 40 มิลลิเมตรอีกตัว) โดยการถ่าย เน้นเดินสแนปแบบรวดเร็วเพื่อจะทดสอบระบบโฟกัสของเลนส์ร่วมกับ Nikon D810 สิ่งแรกที่รู้สึกประทับใจก็คือมอเตอร์ Silent Wave ทำงานเงียบมาก แถมถ้าไม่เปิดจอ Live View แต่เน้นถ่ายภาพจากช่องมองภาพในแบบ DSLR มอเตอร์โฟกัสในเลนส์ยังทำงานได้เร็ว จนทีมงานสามารถถ่ายแมวที่กำลังตกใจกล้องได้อย่างแม่นยำมาก

Nikon D810 1/2,000s, f1.4, ISO100

สุดท้ายกับการทดสอบถ่ายภาพบุคคลด้วยรูรับแสง f1.4 ถือว่าผลลัพท์ออกมาดีมาก ภาพคมชัดแม้ภาพนี้จะถ่ายย้อนแสงเล็กน้อยแต่ภาพที่ได้ยังคงคุณภาพระดับบนอยู่ โดยเฉพาะส่วนหลังที่หลุดโฟกัส โบเก้กำลังสวย ส่วนสกินโทนและความคมชัดบริเวณผิวสำหรับทีมงานมองว่ากำลังสวย ไม่แข็งกระด้างหรือคอนทราสจัดจ้านเกินไป (ทดสอบด้วยโปรไฟล์ Standard) สมกับที่นิคอนคุยว่าเลนส์ตัวนี้ใช้ได้ครอบคลุมตั้งแต่ภาพวิวทิวทัศน์ไปถึงภาพบุคคลและสามารถใช้ถ่ายสตรีทก็ได้ ถ้าผู้ใช้ถนัดระยะ 28 มิลลิเมตร

Nikon D810 1/250s, f9, ISO1,100

Nikon D810 1/125s, f11, ISO80

สำหรับ Nikon 28mm f1.4E ED Nano (AF-S NIKKOR 28mm) เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งไพรม์เลนส์ตัวท็อปรุ่นใหม่ ที่ทีมงานมองว่าเหมาะสมสำหรับช่างภาพมืออาชีพที่ชื่นชอบการเก็บภาพวิวทิวทัศน์ วิถีชีวิตผู้คนไปถึงช่างภาพสตรีท แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในเลนส์ตัวนี้ก็คือเรื่องรูรับแสง f1.4 ที่ให้ระยะชัดและส่วนที่หลุดโฟกัสกำลังสวยจนอาจกลายเป็นเลนส์ถ่ายภาพบุคคลที่หลายๆคนอาจชื่นชอบถ้าได้ลองสัมผัส

เท่ากับว่าเลนส์ Nikon 28mm f1.4E ED Nano ในปัจจุบันน่าจะถือเป็นเลนส์ไพรม์ระยะไวด์ (Normal Wide) ตัวท็อปที่สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายที่สุดตั้งแต่ที่นิคอนเคยวางตลาดเลนส์แบบฟิกซ์ระยะตัวท็อปมา โดยเฉพาะส่วนการเก็บรายละเอียดและความคมชัดค่อนข้างสูงแถมเลนส์ยังทำงานเงียบและรวดเร็วกว่าเลนส์นิคอนสเปกใกล้เคียงกันแม้จะเปิดรูรับแสงกว้างถึง f1.4 ก็ตาม

ในส่วนราคาขายสำหรับต่างประเทศอยู่ที่ $1,999.95 หรือ 66,000 บาทโดยประมาณ ส่วนราคาไทยต้องรออัปเดตจากทางนิคอนประเทศไทยอีกครั้ง

ข้อดี

– ใช้งานได้ตั้งแต่ถ่ายภาพบุคคล วิวทิวทัศน์ไปถึงถ่ายสตรีท
– ชัดตั้งแต่ f1.4-f16 เลือกใช้ตามความเหมาะสมได้อย่างสบายๆ
– เลนส์ทำงานเงียบมากและเร็ว
– ตัวเลนส์ป้องกันละอองน้ำและฝุ่น หน้าเลนส์เคลือบสารป้องกันหยดน้ำเกาะและโคลนได้

ข้อสังเกต

– น้ำหนักค่อนข้างมากตามแบบฉบับเลนส์เกรดท็อป

Gallery

]]>
Review : Nikon AF-P DX 10-20mm VR ตอบโจทย์ทั้งสายแลนด์สเคปและสตรีท ในราคาไม่เกินเอื้อม https://cyberbiz.mgronline.com/review-nikon1020vr/ Thu, 03 Aug 2017 10:07:44 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26809

วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศจากรีวิวกล้องถ่ายภาพมารีวิวเลนส์กล้อง DSLR ประเภทมุมกว้างพิเศษตัวใหม่ล่าสุดAF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR จากนิคอนที่ถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก มีกันสั่น (VR) ในราคาที่ไม่สูงเกินเอื้อม

โดยในวันนี้ทีมงานจะนำเลนส์ AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR มาประกบใช้งานร่วมกับ Nikon D7500 ที่เพิ่งวางขายไปไม่นานมานี้

การออกแบบและสเปก

“AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR” เป็นเลนส์ประเภทมุมกว้างพิเศษ (Ultra-wide angle) สามารถใช้ได้เฉพาะกล้องฟอร์แมต DX (ตัวคูณ) ของนิคอน เช่น D3400 D5600 D7500 ไปถึง D500 (ถ้านำไปใส่กับกล้อง FX จะติดขอบดำ ภาพไม่เต็มเฟรม)

ในส่วนทางยาวโฟกัสจะอยู่ที่ 10-20 มิลลิเมตร หรือเทียบเท่าเลนส์ทางยาวโฟกัส 15-30 มิลลิเมตรของกล้อง FX Format

ด้านตัวเลนส์ แบ่งเป็น 11 กลุ่ม 14 ชิ้นเลนส์พร้อมเลนส์แอสเฟอริคัลจำนวน 3 ชิ้น จำนวนไดอะแฟรม 7 กลีบแบบกลม หน้าเลนส์มีขนาด 72 มิลลิเมตร ระยะโฟกัสใกล้สุด 22 เซนติเมตร และที่สำคัญตัวเลนส์มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว VR 3.5 สต็อปในตัวและมอเตอร์ออโต้โฟกัสเป็นแบบ “สเต็ปปิงมอเตอร์ AF-P” ซึ่งช่วยให้ระบบโฟกัสทำงานเงียบและลื่นไหล

ในส่วนแฟร์ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานเลนส์มุมกว้างระดับเริ่มต้น ที่ระยะกว้างสุดเมื่อเปิดรูรับแสงแคบตั้งแต่ f8 ขึ้นไปแฉกแสงถือว่ากำลังดี แต่ทีมงานรู้สึกว่าความเคลียร์ยังสู้ AF-S DX NIKKOR 10-24MM F/3.5-4.5G ED ไม่ได้

ด้านการออกแบบ AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นราคาประหยัด ทำให้ตัวบอดี้เลนส์จะเป็นพลาสติกเกรดเดียวกับเลนส์คิท ไม่มีสวิตซ์ปิดเปิดระบบ VR แต่ด้านหน้าจะมีวงแหวนปรับโฟกัสแบบแมนวลมาให้ ด้านน้ำหนักถือว่าเบามากเพียง 230 กรัมกับขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือ จัดเก็บง่าย พกพาสะดวกสบาย

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

ภาพต้นฉบับ ถ่ายที่ระยะ 10 มิลลิเมตร RAW File ไม่ผ่านการแก้ไขใดๆทั้งสิ้น

ภาพต้นฉบับเดียวกับภาพด้านบนแต่เป็นไฟล์ JPEG ส่งตรงจากกล้อง D7500 จะถูกแก้ไขเรื่องความบิดเบี้ยวขอบภาพ

เริ่มจาก Distortion ตามธรรมเนียมของเลนส์มุมกว้างพิเศษ ยิ่งเป็นระยะอย่าง 10 มิลลิเมตรในรูปแบบ DX หรือ 15 มิลลิเมตรในรูปแบบ FX ภาพที่ได้จากไฟล์ดิบมักเกิดอาการ Barrel Distortion (ภาพป่องออกมา) โดยเลนส์รุ่นนี้ถือว่าออกอาการค่อนข้างมากพอสมควร แต่ทั้งหมดสามารถแก้ไขได้ด้วยซอฟต์แวร์ในตัวกล้องเองหรือเราจะนำมาแก้ไขผ่านซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพเองก็ได้

นอกจากนั้นด้านขอบภาพ สำหรับการถ่ายที่ระยะ 10 มิลลิเมตรเลนส์ตัวนี้ยังติด Chromatic Aberration (CA) หรือเกิดความคลาดเคลื่อนสีที่บริเวณขอบภาพ (ติดขอบม่วง-เขียว) ซึ่งอาการนี้จะเริ่มจางหายไปเมื่อผู้ใช้ซูมเลนส์ตั้งแต่ระยะเกิน 10 มิลลิเมตรจนถึง 20 มิลลิเมตร ขอบม่วงเขียวจะจางลง

แต่ทั้งหมดก็ต้องไม่ลืมว่า AF-P DX NIKKOR 10-20mm VR เป็นเลนส์ระดับราคาประหยัดที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ระดับเริ่มต้น เน้นถ่ายสนุกมากกว่าจะเน้นความคมชัดเที่ยงตรงสูง โดยปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด สำหรับกล้องนิคอนซีรีย์ใหม่ เช่น D3400 D5500 D5600 สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวกล้องเอง (คือเปิดฟังก์ชันในกล้อง กดถ่ายปุ๊บภาพออกมาจะเป็นปกติทันที) ส่วนถ้าเป็นผู้ใช้แบบมืออาชีพ ชอบถ่าย RAW ไฟล์จากเลนส์ตัวนี้ต้องแก้ไขความผิดเพี้ยน ผิดพลาดค่อนข้างเยอะพอสมควร

ถ่ายที่ระยะ 20 มิลลิเมตร – f9 – 1/640s – ISO500

ครอป 100% จากภาพบน

ถ่ายที่ระยะ 14 มิลลิเมตร – f9 – 1/640s – ISO500 >ภาพต้นฉบับ<

ถ่ายที่ระยะ 16 มิลลิเมตร – f10 – 1/800s – ISO280

มาดูเรื่องความคมชัดกันบ้าง สำหรับเลนส์ AF-P DX NIKKOR 10-20mm VR ให้คุณภาพภาพระดับกลางๆไม่คมชัดเหมือนเลนส์รุ่นพี่อย่าง AF-S DX NIKKOR 10-24MM F/3.5-4.5G ED ที่มีชิ้นเลนส์เกรดท็อปกว่า (ราคาสูงกว่าด้วย) โดยเฉพาะขอบภาพ ถ้าถ่ายระยะตั้งแต่ 10-12 มิลลิเมตร ที่ค่ารูรับแสง f4.5 ถึงประมาณ 5.6-6 ขอบจะติดเบลอเล็กน้อย (ควรใช้ f8 เป็นต้นไปจะดีสุด) ส่วนตรงกลางจะคมชัดมาก ส่วนที่ระยะ 20 มิลลิเมตร (เทียบเท่า 30 มิลลิเมตรในฟอร์แมต FX) น่าจะถือเป็นระยะที่ให้ภาพคมชัดทั่วทั้งภาพดีสุดเท่าที่ความสามารถเลนส์จะทำได้

ถ่ายที่ระยะ 10 มิลลิเมตร – f4.5 – 1/30s – ISO320

ส่วนการถ่ายระยะใกล้ถือว่าใช้ได้ ดูอเนกประสงค์ แต่อาจมีติดขอบดำเล็กน้อย

ถ่ายที่ระยะ 10 มิลลิเมตร – f4.5 – 1/8s – ISO640

ลองใช้กันภาพสั่นไหว VR ถือถ่ายในที่แสงน้อย โดยเท่าที่ทีมงานทดสอบกับ D7500 ถือถ่ายด้วยมือเดียวจะได้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุดประมาณ 1/4-1/8 วินาที ช้ากว่านั้นภาพเริ่มสั่นไหว ส่วนถ้าถือถ่ายสองมือสำหรับทีมงานไซเบอร์เองสามารถทำได้ต่ำสุดระดับ 1/2 วินาที

ตัวอย่างภาพจากเลนส์ AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR + Nikon D7500

ถ่ายที่ระยะ 12 มิลลิเมตร – f10 – 1/640s – ISO160

ถ้าอยู่ในระยะที่เหมาะสม ภาพจะไม่ค่อยบิดเบี้ยว ถือว่าถ้าถ่ายวิว ทิวทัศน์ เลนส์ตัวนี้สอบผ่านในระดับกลางๆค่อนดี แต่ถ้านำไปถ่ายพวกสถาปัตยกรรมที่มีแนวเส้นชัดเจนอาจต้องแก้ไขด้วยซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพเล็กน้อย

ถ่ายที่ระยะ 12 มิลลิเมตร – f7.1 – 1/40s – ISO2000
ลองถ่ายภาพบุคคลสไตล์เซลฟี ถือว่าสกินโทนใช้ได้เลยทีเดียว

ถ่ายที่ระยะ 12 มิลลิเมตร – f7.1 – 1/400s – ISO800
ขาสตรีทชอบเก็บบรรยากาศก็สามารถใช้เลนส์ตัวนี้ได้เช่นกัน

สรุปภาพรวมสำหรับเลนส์มุมกว้างพิเศษ “AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR” ถือเป็นเลนส์มุมกว้างพิเศษ (DX) ที่มีความอเนกประสงค์ไม่ต่างจากรุ่นพี่ AF-S DX NIKKOR 10-24MM F/3.5-4.5G ED แต่ข้อดีของเลนส์รุ่นใหม่นี้คือเรื่องของราคาและการเพิ่มฟังก์ชัน VR แถมน้ำหนักยังเบาระดับเลนส์คิท 18-55mm ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ผู้ใช้มือสมัครเล่นมากกว่ารุ่นพี่ทั้ง AF-S DX NIKKOR 10-24MM F/3.5-4.5G ED และ AF-S DX NIKKOR 12-24mm f/4G IF-ED ที่มีราคาค่าตัวแตะ 3 หมื่นบาท ในขณะที่ AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR มีราคาเปิดตัวแค่ 13,500 บาทเท่านั้น

ข้อดี

– เล็ก น้ำหนักเบา
– ระยะเลนส์ใช้งานได้ค่อนข้างอเนกประสงค์
– มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว VR ติดตั้งมาด้วย
– AF-P ออโต้โฟกัสเงียบและลื่นไหลดี
– ในเลนส์มุมกว้างพิเศษตระกูล DX เลนส์รุ่นนี้เหมาะแก่งานวิดีโอที่สุด

ข้อสังเกต

– คุณภาพกลางๆ ขอบภาพติดเบลอเล็กน้อยเมื่อเปิดรูรับแสงกว้าง
– หน้าเลนส์ 72 มิลลิเมตร

Gallery

]]>
Review : Nikon D7500 จงเรียกเขาว่า D500 รุ่นเล็ก https://cyberbiz.mgronline.com/review-nikon-d7500/ Tue, 18 Jul 2017 04:18:22 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26632

หลังจากนิคอนเปิดตัว DSLR ตัวคูณ (DX Format) ระดับไฮเอนด์อย่าง D500 ไปพร้อมกับน้องคนเล็กอย่าง D3400 และ D5600 ที่เปิดตัวตามมาติดๆจนถึงปีนี้ วันนี้ก็ถึงคิวของพี่รอง (Semi-Pro) อย่าง D7xxx ที่ในคราวนี้นิคอนขอข้ามรุ่นจาก D7200 กระโดดมา D7500 พร้อมการปรับเปลี่ยนตั้งแต่เรื่องการออกแบบไปจนถึงฮาร์ดแวร์ภายในที่นิคอนไม่ได้เลือกพัฒนาสเปกต่อจาก D7200 แต่ตั้งใจพัฒนาจากดีเอ็นเอของพี่ใหญ่ D500 พร้อมตั้งให้ D7500 ให้เป็นกล้องสำหรับมือสมัครเล่นไปถึงกึ่งมืออาชีพ โดยเน้นความอเนกประสงค์ น้ำหนักเบา สามารถใช้งานได้ตั้งแต่ถ่ายภาพทั่วไป ถ่ายภาพเน้นความเร็วไปถึงงานวิดีโอระดับ 4K

การออกแบบ

ครั้งแรกที่ได้สัมผัส Nikon D7500 เฉพาะบอดี้อย่างเดียว ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ “เบามาก” และงานประกอบจะดูพลาสติกกว่า D7200 ซึ่งเมื่อทีมงานลองได้ไปกางสเปกชีทจากเว็บไซต์นิคอนก็พบว่า D7500 จะมีการปรับเปลี่ยนวัสดุโครงสร้างจาก “แมกนีเซียมอัลลอย” ไปใช้เป็น “คาร์บอนไฟเบอร์” ขึ้นรูปแบบไร้รอยต่อ ทำให้น้ำหนัก D7500 จะอยู่ที่ 600-700 กรัม ในขณะที่ D7200 อยู่ที่ 765 กรัม

แต่สำหรับผู้อ่านที่กำลังกังวลเรื่องความแข็งแรงและความทนทาน ทางนิคอนได้ระบุว่า ถึงแม้ตัวกล้อง D7500 จะผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์แต่ก็ยังคงคุณสมบัติป้องกันหยดน้ำ ฝุ่นและกันกระแทกได้เล็กน้อย สามารถลุยได้ทุกสภาพแวดล้อมเช่นเดิม

สำหรับการรองรับเลนส์ยังคงเป็น “Nikon F-mount” และมาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวภายใน 3 แกนพร้อม e-VR (Electronic Vibration Reduction) เมื่อถ่ายวิดีโอ (สามารถใช้ร่วมกับเลนส์ที่มี VR จะได้ประสิทธิภาพระบบป้องกันภาพสั่นไหวเพิ่มขึ้น)

ด้านหลัง จะมาพร้อมจอ LCD ระบบสัมผัสขนาด 3.2 นิ้ว ความละเอียด 922,000 จุด (VGA) ครอบคลุมการมองเห็นภาพเต็ม 100% อีกทั้งจอ LCD ยังสามารถปรับก้มเงย (Tilting monitor) ได้ด้วย

ส่วนช่องมองภาพ (Optical Viewfinder) ครอบคลุมการมองเห็นภาพ 100% เช่นเดียวกัน มาพร้อมตัวปรับแก้สายตา 2 ถึง +1 ม.

มาดูปุ่มคำสั่ง ด้านหลังยังคงจัดวางตามรูปแบบของนิคอน โดยปุ่มเปิดจอ Live View (Lv) จะอยู่ข้างจอด้านล่างพร้อมสวิตซ์สลับระหว่างโหมดวิดีโอและภาพนิ่ง ส่วนด้านบนสุด AE-L/AF-L จะเป็นปุ่มล็อคค่าแสง/ล็อคโฟกัส ด้านปุ่มสั่งงานปรับตั้งค่ากล้อง ด้วยความที่หน้าจอเป็นแบบสัมผัส ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม i แล้วใช้นิ้วจิ้มปรับค่ากล้องที่หน้าจอได้เช่นกัน

ด้านบน จากซ้ายจะเป็นวงล้อปรับโหมดถ่ายภาพ (M/A/S/P, Auto, SCENE, User 1, User 2 เป็นต้น) ซ้อนทับกับวงล้อปรับระบบถ่ายภาพ (ถ่ายภาพเดียว ถ่ายต่อเนื่อง โหมดชัตเตอร์เงียบ เป็นต้น)

ถัดมาเป็นส่วนกะโหลกกล้อง โดย D7500 จะมาพร้อมไฟแฟลชเหมือน D5600 ส่วนบนกะโหลกจะเป็นที่อยู่ของ Hot Shoe ใส่แฟลชแยกและอุปกรณ์เสริม ด้านขวา จะเป็นที่อยู่ของจอแสดงค่ากล้อง ด้านบนเป็นปุ่มปรับ ISO ปุ่มบันทึกวิดีโอ ชดเชยแสงและชัตเตอร์ทับด้วยสวิตซ์ปิด-เปิดกล้อง

ด้านหน้า สังเกตที่กริปจับถือจะได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความลึก จับกระชับมือมากขึ้น ตรงกลางด้านบนจะเป็นไฟช่วยโฟกัสในที่แสงน้อยแบบ LED ถัดลงมาจะเป็นปุ่มฟังก์ชัน 1 และ 2 (สามารถตั้งค่าใช้งานได้เองที่เมนูกล้อง)

ด้านซ้าย เริ่มจากปุ่มเปิดไฟแฟลชและชดเชยแสงแฟลช ถัดลงมาเป็นปุ่ม BKT (ถ่ายคร่อมแสง) และปุ่มปรับระบบออโต้โฟกัส (Manual/AF-S/AF-F)

ด้านสันกล้องจะเป็นที่อยู่ของพอร์ตเชื่อมต่อ (มีฝายางปิดไว้เพื่อกันน้ำและฝุ่น) ตั้งแต่ ไมโครโฟนแบบ 3.5 มิลลิเมตร USB, HDMI, หูฟังเพื่อมอนิเตอร์เสียงเวลาบันทึกวิดีโอและสุดท้ายช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม เช่น รีโมทชัตเตอร์ เป็นต้น

มาดูด้านขวา จะเป็นที่อยู่ของช่องใส่การ์ดความจำ (SD Card) รองรับแค่ SD, SDHC (UHS-I), SDXC (UHS-I) ไม่รองรับ XQD เหมือน D500 โดย D7500 จะลดช่องใส่การ์ดมาเหลือ 1 ช่องเท่านั้น

สุดท้ายสำหรับแบตเตอรี จะใช้รหัส EN-EL15a (ใช้ร่วมกับ D500) ความจุ 1,500mAh (ถ่ายภาพนิ่งได้ประมาณ 900-950 ภาพ) พร้อมแท่นชาร์จไฟแบบแยก

สเปกและฟีเจอร์เด่น


Nikon D7500 จะใช้เช็นเซอร์รับภาพ CMOS APS-C (นิคอนเรียกว่า DX Format) แบบปราศจาก low-pass filter ความละเอียดภาพสูงสุด 20.9 ล้านพิกเซล ประกบหน่วยประมวลผล EXPEED 5 ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการจัดการนอยซ์ที่ดีมาก ทำให้ D7500 จะมาพร้อมค่าความไวแสง ISO มาตรฐานที่ 100-51,200 และขยายได้สูงสุดถึง Hi5 หรือเทียบเท่า ISO 1,640,000 ต่ำสุด Lo1 หรือเทียบเท่า ISO 50

นอกจากนั้นนิคอนยังได้ปรับส่วนเซ็นเซอร์วัดแสงไปใช้แบบเดียวกับ D500 คือ “เซ็นเซอร์วัดแสง RGB ขนาด 180K” แต่เสียดายในส่วนระบบตรวจจับโฟกัสอัตโนมัติยังใช้เป็น Nikon Advanced Multi-CAM 3500 II จำนวน 51 จุด (แบบเดียวกับที่อยู่ใน D7200 และ D750) สามารถจับโฟกัสในสภาพแสง -3EV

ถ่ายช่วงเย็น ISO ประมาณ 3,200 ตั้งออโต้โฟกัสแบบ AF-F

นอกจากนั้นเพื่อให้กล้อง D7500 สามารถใช้งานได้อเนกประสงค์มากยิ่งขึ้น ทางนิคอนยังได้ยกฟังก์ชันถ่ายภาพต่อเนื่องจาก D500 มาลดสเปกจากเดิมที่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง 10 เฟรมต่อวินาที บัฟเฟอร์สูงสุด 200 ภาพ (JPEG) ลดเหลือ 8 เฟรมต่อวินาที บัฟเฟอร์ 100 ภาพ (JPEG) และ 50 ภาพ (RAW)

ส่วนไฟล์ภาพ RAW รองรับ 14 บิต (มาพร้อมซอฟต์แวร์จัดการ ตกแต่งและแปลงไฟล์ RAW เป็น JPEG ในตัวกล้อง) สามารถตั้งไซต์ภาพได้ 3 ขนาด ได้แก่ L20MP 5,568×3,712 พิกเซล M11.6MP 4,176×2,784 พิกเซล S5.2MP 2,784×1,56 พิกเซล อีกทั้งยังสามารถเลือกให้กล้องครอปเซ็นเซอร์ได้ 2 รูปแบบคือ เต็มเซ็นเซอร์ DX กับครอปลงมา 1.3 เท่าซึ่งจะช่วยในเรื่องระยะซูมเลนส์จะทำได้เพิ่มขึ้น เหมาะแก่การใช้งานฟังก์ชันวิดีโอ

ด้านวิดีโอรองรับความละเอียดสูงสุด 4K 30 เฟรมต่อวินาที สามารถถ่ายวิดีโอต่อเนื่องได้ยาวนาน 29 นาที และที่สำคัญโหมดวิดีโอจะรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้องแบบ 3 แกนและ Electronic Vibration Reduction (e-VR) ช่วยให้การถือกล้องถ่ายวิดีโอทำได้นิ่งมากขึ้น

ส่วนความละเอียดอื่นๆ D7500 สามารถถ่ายวิดีโอ 1080p ที่ความเร็วเฟรมสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาทีหรือ 30 เฟรมต่อวินาทีได้ โดยในส่วนรูปแบบไฟล์สามารถเลือกได้ทั้ง MOV หรือ MP4 (เข้ารหัส H.264/MPEG4)

นอกจากนั้น Nikon D7500 จะรองรับ “ไฟแฟลชไร้สาย (Wireless Flash)” ผ่าน Nikon Creative Lighting System (CLS) โดยสามารถสั่งให้ไฟแฟลชหัวกล้องเป็นตัวสั่งงานให้แฟลชภายนอกทำงานได้ผ่านระบบ Optical รวมถึงรองรับระบบแฟลชแบบ High-Speed Sync ด้วย

สุดท้าย D7500 ยังรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth และ WiFi เพื่อใช้งาน Nikon SnapBridge ได้

รายละเอียดด้านสเปกเพิ่มเติม >คลิกที่นี่<

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

เริ่มจากการทดสอบนอยซ์ที่ค่า ISO ช่วงต่างๆ (JPEG ไฟล์ดิบจากกล้อง ไม่ผ่านการตกแต่งใดๆ) จะเห็นว่า D7500 ให้ประสิทธิภาพเดียวกับ D500 สมกับเป็นหนึ่งในกลุ่มพี่ใหญ่ของตระกูล DX Format เลยเพราะรุ่นน้องอย่าง D5600 หรือ D3400 ซึ่งใช้ EXPEED 4 จะให้ประสิทธิภาพด้านนอยซ์ดีสุดที่ค่า ISO ช่วงประมาณ 3,200 เท่านั้น แต่กับ D7500 ซึ่งใช้ EXPEED 5 จากภาพด้านบนจะเห็นว่าช่วงค่า ISO ที่ให้นอยซ์ดีสุดสามารถแตะระดับหมื่นสบายๆ ส่วนถ้าจำเป็นต้องถ่ายในที่แสงน้อยมากก็สามารถดันได้ถึงระดับหมื่นปลายๆถึงหนึ่งแสนก็ยังให้คุณภาพพอใช้งานได้อยู่ เรียกได้ว่าใกล้เคียงกล้องระดับไฮเอนด์อย่าง D500 หรือ D5 ได้เลย

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/125s – f7.1 – ISO 4,500

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/100s – f7.1 – ISO 6,400

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/250s – f5.6 – ISO 6,400 >ภาพต้นฉบับ<

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/30s – f8 – ISO 640

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/200s – f11 – ISO 100 >ภาพต้นฉบับ<

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/160s – f8 – ISO 100

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/400s – f11 – ISO 100

มาถึงช่วงลงสนามทดสอบใช้งานจริง ทีมงานเลือกเน้นไปที่การถ่ายในที่แสงน้อยมาก โดยรูปส่วนใหญ่จะตั้ง ISO ระดับ 4,000 ขึ้นไปและเป็นไฟล์ JPEG ดิบจากกล้อง ไม่ผ่านการตกแต่งเพิ่มเติม แต่เสียดายทีมงานไม่มีโอกาสได้ใช้ ISO ถึงระดับหมื่นเลย เพราะสถานที่ที่ไปส่วนใหญ่ ISO ระดับ 6,400 ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แน่นอนว่าภาพที่ได้ค่อนข้างใสและเคลียร์

ถือว่า D7500 เป็นกล้องที่ให้คุณภาพไฟล์สูงมาก จนทีมงานขอยกให้เป็น D500 ไซต์มินิที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ (เมนู ฟังก์ชันกล้องเฟรนลี่กับคนทุกระดับ) โดยเฉพาะภาพนิ่ง เรียกได้ว่าเหมือนโคลนนิ่ง D500 กันมาเลย แต่เรื่องน้ำหนักเมื่อนำบอดี้มารวมเลนส์แล้วอย่างไร D7500 ก็เบาและคล่องตัวกว่า D500 มาก

ส่วนคำถามยอดฮิตสำหรับคนสนใจกล้องนิคอนก็คือ เรื่องโหมดวิดีโอถามว่า D7500 ปรับปรุงไปมากไหม? คำตอบก็คือปรับปรุงไปพอสมควร ทั้งเรื่องระบบออโต้โฟกัสและระบบป้องกันภาพสั่นไหว จุดเด่นในโหมดวิดีโอของกล้องรุ่นนี้คือให้ภาพที่ใสและเคลียร์มากแม้จะถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อยรวมถึงมีตัวช่วยสำหรับมืออาชีพ แต่ความแม่นยำในเรื่องออโต้โฟกัสผ่านไลฟ์วิวยังถือเป็นสิ่งที่นิคอนต้องแก้ไขต่อไป โดยเฉพาะการโฟกัสตามวัตถุที่เคลื่อนไหวไปมายังทำงานได้ไม่แม่นยำ ยกเว้นคุณจะเป็นคนถ่ายวิดีโอและหมุนโฟกัสด้วยมือเก่ง แต่เรื่องภาพนิ่ง D7500 ทำได้น่าประทับใจมาก

สำหรับราคาขาย Nikon D7500 พร้อมคิทเลนส์ 18-140 VR F3.5-5.6 อยู่ที่ 59,900 บาท ส่วนราคาบอดี้อย่างเดียวอยู่ที่ 49,900 บาท

ข้อดี

– กล้องระดับกึ่งมืออาชีพที่มีน้ำหนักเบา ออกแบบดี
– ภาพนิ่งคุณภาพดีมากระดับเดียวกับ D500
– ตัวกล้องป้องกันละอองน้ำและฝุ่นระดับหนึ่ง
– ฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รองรับผู้ใช้ทุกระดับ
– หน้าจอปรับก้มเงยพร้อมทัชสกรีน

ข้อสังเกต

– วิดีโอให้คุณภาพดีมากแต่เรื่องออโต้โฟกัสยังต้องปรับปรุง

Gallery

]]>
Review : Nikon D5600 กล้อง DSLR ระดับกลาง ฟังก์ชันครบครัน https://cyberbiz.mgronline.com/review-nikon-d5600/ Fri, 06 Jan 2017 06:23:33 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=24962

IMG_0517

D5000 Series ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม DSLR ราคาประหยัด (Entry Level) ระดับกลาง เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา ฟังก์ชันมีให้เลือกใช้หลากหลายจนเป็นกล้อง DSLR ที่ได้รับการตอบรับจากมือสมัครเล่นที่ดีอีกหนึ่งรุ่น จนปัจจุบันซีรีย์นี้เดินทางมาถึงรุ่น “D5600” กับความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นตามแบบฉบับนิคอนยุคใหม่

การออกแบบและสเปก

IMG_0486

IMG_0504

เริ่มจากดีไซน์ ไม่แตกต่างอย่างชัดเจนกับ D5500 บอดี้เป็นพลาสติก (Monocoque Body) แป้นเมาท์เลนส์เป็นอลูมิเนียม Nikon F mount น้ำหนักถูกปรับขึ้นเป็น 465 กรัม จับถือมือเดียวได้สะดวกสบาย โดยเฉพาะส่วนกริปยางที่ออกแบบมาให้จับได้กระชับมือยิ่งขึ้น

ด้านเซ็นเซอร์รับภาพเป็น DX Format (CMOS sensor) ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล (6,000×4,000 พิกเซล) แบบไม่ติดตั้ง Low-pass Filter ประกบชิปประมวลผลภาพ EXPEED 4 และระบบออโต้โฟกัสตัวเดียวกับ D5500 คือ Nikon Multi-CAM 4800DX 39 จุดโฟกัส และ 9 จุดแบบ cross-type รองรับเลนส์ออโต้โฟกัส AF-S AF-P และ AF-I

ระบบออโต้โฟกัสรองรับ Single-servo AF, continuous-servo AF, AF-A พร้อมโฟกัสติดตามวัตถุและโฟกัสตรวจจับใบหน้า

ส่วนค่าความไวแสง ISO เริ่มต้น 100 สูงสุด 25,600 รองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงสุด 5 เฟรมต่อวินาที ชัตเตอร์เร็วสูงสุด 1/4,000 วินาที ช้าสุด 30 วินาที มีชัตเตอร์ B และ T รวมถึงชัตเตอร์เงียบก็มีให้เลือกใช้

IMG_0487

IMG_0489

IMG_0492

มาดูด้านหลังตัวกล้อง เริ่มจากจอภาพไลฟ์วิวขนาด 3.2 นิ้ว ความละเอียด 720×480 พิกเซล ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของซีรีย์นี้ เนื่องจากตัวจอเป็น Vari-angle monitor สามารถพลิกเปลี่ยนมุมมองได้ 170 องศา ครอบคลุมเฟรมภาพ 100%

IMG_0535

นอกจากนั้นหน้าจอยังเป็นระบบสัมผัสที่ถูกปรับปรุงให้ตอบสนองดีขึ้นจากรุ่นที่แล้ว ทำให้การปรับแต่งค่ากล้อง ล็อคจุดโฟกัสผ่าน Live VIew ทำได้ง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะผู้ใช้งานวิดีโอน่าจะถูกใจหน้าจอสัมผัสรุ่นใหม่จากนิคอน

ส่วนปุ่มคำสั่งยังคงเหมือนกับ D5500 มีปุ่ม i และปุ่มล็อคค่าแสง/ล็อคโฟกัส ติดตั้งมาให้

IMG_0508

ช่องมองภาพแบบออปติคอล (Viewfinder) เป็นกระจกสะท้อนภาพปกติ ครอบคลุมเฟรมภาพ 95% ทั้งแนวตั้งและแนวนอน มาพร้อมปุ่มหมุนปรับระยะ Eyepoint

IMG_0497

ด้านบนตัวกล้อง จากซ้ายเป็นช่องลำโพง ตรงกลางเป็น Hot Shoe ใส่ไฟแฟลชแยก รองรับ Nikon Creative Lighting System หรืออุปกรณ์เสริมพร้อมไมโครโฟนรับเสียงสเตอริโอ ถัดไปขวามือ จะเป็นวงล้อปรับโหมดถ่ายภาพแบบเดียวกับรุ่นน้องสุดท้อง D3400 มีให้เลือกตั้งแต่โหมด Auto, P, S, A, M, ซีนโหมด 16 ซีนเพื่อปรับโทนภาพให้เข้ากับบรรยากาศของสถานที่จริง (ซีนแนะนำ blossom, autumn colors กับ Food น่าจะถูกใจวัยรุ่น) และโหมดเอ็ฟเฟ็กต์ 10 รูปแบบช่วยให้ถ่ายภาพทำได้สนุกสนานมากขึ้น

ถัดจากวงล้อปรับโหมดถ่ายภาพ ข้างๆจะเป็นก้านสวิตซ์ไว้เกี่ยวเพื่อเปิดปิด Live View ถัดลงมาเป็นวงล้อปรับค่ากล้อง (ค่ามาตรฐานเป็นคำสั่งปรับความเร็วชัตเตอร์) ถัดขึ้นไปด้านบนเป็นปุ่มชดเชยแสง ซึ่งเมื่อกดปุ่มนี้ค้างไว้แล้วเลื่อนวงล้อสีดำจะเป็นการเปลี่ยนขนาดรูรับแสง ถัดมาเป็นปุ่มบันทึกวิดีโอ ปุ่มชัตเตอร์และสวิตซ์เปิดปิดกล้อง

IMG_0501

ด้านหน้าจะเป็นที่อยู่ของไฟช่วยโฟกัส และถ้าสังเกตให้ดี กล้องรุ่นเล็กของนิคอนจะไม่มีปุ่มเช็คระยะชัดมาให้เหมือนรุ่นใหญ่

IMG_0499

ด้านข้าง เริ่มจากด้านซ้ายบริเวณบอดี้กล้องจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม เปิดปิดไฟแฟลชหัวกล้องพร้อมปุ่มชดเชยแสงแฟลช ปุ่ม Fn (Function) ปรับตั้งค่าได้อิสระ ปุ่มปลดล็อกเลนส์และปุ่มตั้งเวลาถ่ายหรือปรับรูปแบบการถ่ายภาพ

ถัดมาที่สันด้านซ้ายของตัวกล้อง เริ่มจากด้านบนเป็นโลโก้ Bluetooth/WiFi เนื่องจาก D5600 รองรับ SnapBridge เต็มรูปแบบ ด้านล่างเป็นที่อยู่ของช่องเชื่อมต่อรีโมทชัตเตอร์ ช่องไมโครโฟน 3.5 มิลลิเมตร และ USB

IMG_0500

ด้านขวา เป็นช่องเชื่อมต่อ HDMI, เซ็นเซอร์ NFC และช่องใส่การ์ดความจำ SD Card รองรับมาตรฐาน UHS-I

IMG_0532

ด้านล่างเป็นส่วนของช่องเชื่อมต่อกับขาตั้งกล้องและช่องใส่แบตเตอรี EN-EL14a 1,230mAh (ถ่ายได้ประมาณ 400-600 รูป)

ฟีเจอร์เด่น

wifid5600

Nikon SnapBridge เป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ใน D5600 โดยการเชื่อมต่อจะทำได้เต็มฟังก์ชันกว่า D3400 เนื่องจากตัวกล้องมาพร้อม WiFi/Bluetooth ทำให้นอกจากผู้ใช้จะซิงค์รูประหว่างกล้องไปเก็บไว้ในสมาร์ทโฟนได้แล้ว ตัวกล้องยังรองรับรีโมทชัตเตอร์ผ่าน WiFi ได้ด้วย

nef-d5600

NEF 14-bit ในส่วนไฟล์ RAW ใน D5600 สามารถเลือกรูปแบบการบันทึกได้ทั้ง 12-bit และ 14-bit รวมถึง Retouch Menu ที่สามารถโปรเซสแก้ไข RAW ได้ทันทีพร้อมแปลงไฟล์ภาพเป็น JPEG จากหลังกล้องได้อย่างรวดเร็ว โดยเมื่อแก้ไขภาพเสร็จแล้วก็สามารถใช้ WiFi หรือ Bluetooth ส่งภาพผ่าน SnapBridge ไปยังสมาร์ทโฟนได้ทันที

movie-d5600

วิดีโอ Nikon D5600 รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 1,920×1,080 พิกเซล ที่ความเร็ว 60 เฟรมต่อวินาที รองรับ Manual Movie ปรับตั้งค่ากล้องได้เอง

timelapse-d5600

Timelapse เพิ่มฟังก์ชัน Exposure smoothing แบบเดียวกับกล้องรุ่นใหญ่ ทำให้การถ่ายภาพในช่วงเวลาแสงแตกต่างกันทำได้เนียนตาและเป็นมืออาชีพมากขึ้น

display-d5600

ในส่วนการแสดงผลค่ากล้องต่างๆจะทำผ่านหน้าจอ Live View เหมือน D3400 พร้อมระบบแนะนำการถ่ายภาพสำหรับมือใหม่ด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

d5600-ISO

เริ่มจากการทดสอบความไวแสงช่วงต่างๆ เริ่มจากค่า ISO ที่ให้ไฟล์ภาพดีสุดจะอยู่ในช่วง 100-3,200 ไม่แตกต่างจาก D5500 หรือ D3400 ที่ทดสอบไปก่อนหน้า เนื่องจากใช้ชิปประมวลผลตัวเดียวกัน ส่วนช่วงความไวแสง ISO 6,400 จะเริ่มมีนอยซ์เพิ่มขึ้นบ้างแต่อยู่ในระดับยอมรับได้ จนถึง ISO 12,800-25,600 จะให้นอยซ์ค่อนข้างเยอะ

มาถึงการทดสอบถ่ายภาพนิ่ง ทีมงานเลือกใช้เลนส์ AF-S 20mm. f/1.8 G ED เมื่อคูณ 1.5 จะเท่ากับระยะประมาณ 30 มิลลิเมตร

PS0_0026

ชัตเตอร์สปีด 1/8 วินาที : รูรับแสง f16 : ISO400

PS0_0040

ชัตเตอร์สปีด 1/200 วินาที : รูรับแสง f11 : ISO500

PS0_0058

ชัตเตอร์สปีด 1/640 วินาที : รูรับแสง f14 : ISO560

PS0_0077

ชัตเตอร์สปีด 1/640 วินาที : รูรับแสง f13 : ISO320

PS0_0087

ชัตเตอร์สปีด 1/640 วินาที : รูรับแสง f13 : ISO800

PS0_0108

ชัตเตอร์สปีด 1/400 วินาที : รูรับแสง f11 : ISO2800

PS0_0126

ชัตเตอร์สปีด 1/800 วินาที : รูรับแสง f16 : ISO3600

จากภาพทดสอบทั้งหมด ลองสังเกตที่การตั้งค่ากล้อง ผมพยายามดัน ISO ให้สูงเพื่อทดสอบคุณภาพไฟล์และนอยซ์ที่เกิดขึ้น พบว่า ด้วยความเป็นกล้องนิคอนยุคใหม่ (ซีรีย์ที่มาพร้อม EXPEED 4) ผมถือว่าสอบผ่านเรื่องคุณภาพไฟล์อย่างมาก เนื้อไฟล์ดีมาก โดยเฉพาะ RAW 14-bit ที่เก็บรายละเอียดได้ดี อย่างบางภาพผมดึงแสงขึ้น 2-3 สตอปก็ยังให้รายละเอียดที่ครบถ้วนไม่ต่างจากพี่ใหญ่ D500 แต่อย่างใด ยกเว้นเรื่องนอยซ์จากไฟล์ RAW ที่อาจมากกว่ารุ่นใหญ่เล็กน้อย

ส่วน JPEG ก็ให้คุณภาพที่ดีเช่นกัน ไฟล์เนียนสวยแม้จะใช้ ISO สูงระดับ 6,400 ก็ตาม

สำหรับการจับถือ ด้วยน้ำหนักที่ไม่มาก ตัวกล้องขนาดเล็กและมีกริปยางที่จับกระชับมือมาก ทีมงานขอให้คะแนนส่วนการจับถือและพกพาติดตัวเต็ม 10 เลย เพราะลองใช้งานทั้งวันแล้ว ความรู้สึกไม่ต่างจากการพกพามิร์เรอร์เลส แถมการจับถือก็ถนัดมากกว่า ยิ่งจับคู่กับเลนส์ฟิกซ์น้ำหนักเบาคุณภาพสูงอย่าง 20mm f1.8G ED ดูแล้วเข้ากันอย่างมาก ยกเว้นราคาเลนส์ที่เหมือนจะแพงกว่าตัวกล้อง

ส่วนการควบคุม เริ่มจากการวางตำแหน่งปุ่มกดต่างๆทำได้ดีแล้ว แต่ด้วยเป็นกล้องรุ่นเล็กทำให้นิคอนออกแบบปุ่มคำสั่ง 1 ปุ่มให้ใช้งานได้หลายฟังก์ชัน จนบางครั้งกลายเป็นสร้างความสับสนให้ผู้ใช้งานได้ แต่ก็ยังดีที่รุ่นนี้เป็นหน้าจอสัมผัส บางคำสั่งสามารถกดปุ่ม i แล้วเลือกปรับเปลี่ยนโดยจิ้มจากหน้าจอโดยตรงได้

ด้านวิดีโอ คล้ายกับ D5500 ไฟล์คุณภาพดี โดยเฉพาะนอยซ์และความคมชัดถือว่าสอบผ่าน ยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับเลนส์ AF-P โฟกัสทำได้ลื่นไหลมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อสังเกตในเรื่องระบบออโต้โฟกัส เมื่อทำงานผ่าน Live View ระบบโฟกัสภาพจะทำงานช้าและไม่แม่นยำตามสไตล์นิคอนเนื่องจากใช้วิธีคิดแบบเก่า ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย ไม่เช่นนั้น D5600 จะเป็น DSLR ที่มีฟังก์ชันครบครันคุ้มค่าคุ้มราคามากกว่านี้

สุดท้ายกับราคาเปิดตัว 27,500 บาท (ชุดแถมคิทเลนส์ AF-P 18-55VR) ก็ถือเป็นช่วงราคาเดิมที่นิคอนตั้งไว้กับตระกูล D5000 แน่นอนว่ากล้องซีรีย์นี้น่าจะเหมาะแก่คนที่ใช้งานระดับเริ่มต้นที่กำลังมองหากล้อง DSLR ตัวเล็กเน้นฟังก์ชันใช้งานครบครันตั้งแต่ภาพนิ่ง วิดีโอ มีจอพลิกได้และเป็นจอสัมผัส โดย D5600 มีการเพิ่ม SnapBridge เข้ามาทำให้การถ่ายภาพแล้วแชร์ผ่านสมาร์ทโฟนทำได้รวดเร็วมากขึ้นรวมถึงหน้าจอสัมผัสที่ทำได้ลื่นไหลขึ้น ในขณะที่คุณภาพและการใช้งานโดยรวมไม่ต่างจาก D5500 อย่างชัดเจนนัก

ข้อดี

– ตัวเล็ก น้ำหนักเบา
– จอพลิกได้
– หน้าจอสัมผัสแม่นยำกว่า D5500
– มี RAW 14-bit คุณภาพไฟล์ดี
– ฟังก์ชันใช้งานครบครัน มีช่อง 3.5 มิลลิเมตรเชื่อมต่อไมโครโฟนภายนอกได้
– SnapBridge ผ่าน NFC / WiFi / Bluetooth ทำให้การแชร์รูปไปยังสมาร์ทโฟนทำได้ง่าย (ประมาณกดถ่ายภาพแล้วรูปไหลไปอยู่ในสมาร์ทโฟนทันทีโดยไม่ต้องมากดแชร์ภาพให้ยุ่งยาก)

ข้อสังเกต

– ระบบออโต้โฟกัสผ่าน Live View ทำงานช้าและไม่แม่นยำ
– แบตเตอรีชาร์จไฟเต็ม ถ่ายได้ประมาณ 480 ภาพ น้อยกว่า D5500

Gallery

]]>
Review : Nikon D3400 ต่อยอด DSLR ระดับเริ่มต้น เพิ่มบลูทูธ แบตเตอรีอึดขึ้น https://cyberbiz.mgronline.com/review-nikon-d3400/ Fri, 07 Oct 2016 06:37:47 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=24073

d3400head

D3400 เป็นตระกูลกล้องนิคอน DSLR รุ่นเริ่มต้น (Entry Level) ต่อยอดจาก D3300 มีความโดดเด่นในเรื่องการพกพาที่ทำได้สะดวกสบาย เนื่องจากมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาและใช้งานง่ายด้วยระบบที่ไม่ซับซ้อน เหมาะสมกับผู้ใช้ทุกเพศทุกวัย

โดยในรุ่น D3400 จะมีสเปกคล้ายกับ D3300 แต่นิคอนได้ปรับปรุงเรื่องระบบจัดการพลังงานให้มีความประหยัดมากขึ้น รวมถึงเพิ่มบลูทูธเพื่อรองรับการใช้งาน Nikon SnapBridge พร้อมคิทเลนส์ตัวใหม่ AF-P DX 18-55mm F3.5-5.6G VR

การออกแบบและสเปก

Nikon D3400 รุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบจะมาพร้อมกับคิทเลนส์ F-mount : AF-P DX 18-55mm F3.5-5.6G VR ทำให้กล้องมีขนาดเล็กกะทัดรัด (ประมาณฝ่ามือเรา) โดยขนาดตัวกล้อง กว้างxสูงxลึก อยู่ที่ 124x98x75.5 มิลลิเมตร น้ำหนัก 445 กรัม เนื่องจากตัวกล้องผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทำให้มีน้ำหนักเบา และเมื่อรวมน้ำหนักกับคิทเลนส์ (หนักประมาณ 205 กรัม) น้ำหนักรวมจะอยู่ที่ประมาณ 650 กรัมไม่ต่างจากกล้องมิร์เรอร์เลส APS-C ที่มาพร้อมคิทเลนส์มาตรฐานเท่าใดนัก

ด้านเซ็นเซอร์รับภาพเป็น CMOS DX(APS-C) Format x1.5 ไม่มี Low-Pass Filter เพื่อให้ภาพมีความคมชัดมากขึ้น โดยขนาดเซ็นเซอร์อยู่ที่ 23.5×15.6 มิลลิเมตร ความละเอียดภาพ 24 ล้านพิกเซล ประกบหน่วยประมวลผลภาพ EXPEED 4 รองรับความไวแสงในช่วง ISO 100-25,600 รองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็ว 5 เฟรมต่อวินาที และวิดีโอความละเอียดสูง 1080p ที่ความเร็วสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที

ส่วนตัววัดแสงใช้ RGB Sensor TTL 420 พิกเซล รองรับการวัดแสงเฉลี่ยทั้งภาพ, เน้นวัดกลางภาพ 75% ของพื้นที่วงกลมขนาด 8 มม และวัดแสงเฉพาะจุด

3658393857

ในส่วนระบบออโต้โฟกัส เลือกใช้ Nikon Multi-CAM 1000 พร้อมจุดโฟกัส 11 จุด มีไฟช่วยออโต้โฟกัสแบบ LED รองรับระบบออโต้โฟกัสทั้ง AF-S, AF-C, AF-F, โฟกัสติดตามวัตถุและ Manual Focus

ชัตเตอร์สปีด – สูงสุดอยู่ที่ 1/4,000 วินาที ช้าสุด 30 วินาที รองรับชัตเตอร​์ Bulb, Time ความเร็วชัตเตอร์สัมพันธ์ไฟแฟลชอยู่ที่ 1/200 วินาที ส่วนโหมดถ่ายภาพมีชัตเตอร์เงียบและรองรับรีโมทชัตเตอร์แบบ IR ด้วย

มาดูที่คิทเลนส์ AF-P DX 18-55mm F3.5-5.6G VR เป็นเลนส์กลุ่มใหม่ที่ปรับกลไกลทำงานภายในไปใช้สเต็ปปิ้งมอเตอร์ ทำให้การจับโฟกัสทำได้รวดเร็วและนุ่มนวลพร้อมระบบลดภาพสั่นไหว (Optical VR) ได้มากถึง 4 สตอป

ด้านหลัง ส่วนช่องมองภาพ Optical Viewfinder ครอบคลุมการมองเห็นภาพประมาณ 95% พร้อมตัวแก้สายตา หน้าจอ Live View มีขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 921,000 จุด ด้านซ้ายของจอเป็นปุ่มคำสั่งพรีวิวภาพ เข้าเมนู เลือกซูมขณะพรีวิวภาพ และปุ่ม i สำหรับเข้าเมนูตั้งค่ากล้องแบบเร่งด่วน

ด้านขวา บนสุดเป็นที่อยู่ของปุ่มล็อกค่าแสงและโฟกัส AE-L/AF-L ถัดไปเป็น Dial วงล้อปรับรูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์สปีด ลงมาเป็นที่พักนิ้ว ปุ่มคำสั่ง LV กดเพื่อเปิดใช้หน้าจอ Live View ปุ่มทิศทางสำหรับใช้เลือกจุดโฟกัสและเมนูคำสั่งในหน้าจอ ปุ่มเปลี่ยนโหมดถ่ายภาพและลบภาพ

ด้านบน เริ่มจากตรงกลางจะเป็น Hot Shoe และส่วนไฟแฟลชหัวกล้อง (ไม่รองรับ Wireless Flash จากไฟแฟลชหัวกล้อง) ด้านขวา จะเป็นที่อยู่ของวงล้อปรับโหมดถ่ายภาพมีให้เลือกตั้งแต่ M/A/S/P ปกติ และโหมดถ่ายภาพสำเร็จรูปตามสถานการณ์ต่างๆที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้หมุนปรับได้ตามการใช้งาน รวมถึงโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ (AUTO) และมี Effect/Guide Mode ที่จะอธิบายรายละเอียดการใช้งานในหัวข้อถัดไป

ถัดจาก Dial ปรับโหมดถ่ายภาพ เหนือขึ้นไปจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม Info, ปุ่มบันทึกวิดีโอ, ปุ่มปรับชดเชยแสง (สามารถปรับ –5 ถึง +5 EV) อีกทั้งปุ่มนี้ยังใช้ร่วมกับการปรับรูรับแสงด้วย (เนื่องจากกล้องรุ่นเล็กจะไม่มี Dial ด้านหน้า) และสุดท้ายปุ่มชัตเตอร์พร้อมสวิตซ์ปิด-เปิดเครื่อง

quickmenu-d3400

ในส่วนหน้าจอแสดงค่ากล้องต่างๆในรุ่นเล็กจะใช้รวมกับหน้าจอ Live View โดยผู้ใช้สามารถปรับตั้งค่ากล้องแบบเร่งด่วนได้โดยกดปุ่ม i

กลับมาบริเวณโลโก้ D3400 จะเป็นที่อยู่ของปุ่มเปิดปิดไฟแฟลชหัวกล้องและปุ่ม Function (Fn) พร้อมไมโครโฟนรับเสียง

ด้านซ้ายของตัวกล้อง เริ่มจากด้านบนเป็นโลโก้บลูทูธเพื่อบอกให้ผู้ใช้ทราบว่ากล้องรุ่นนี้รองรับ Nikon SnapBridge ถัดลงมาจากเดิม D3300 จะมีช่องไมโครโฟนแต่ใน D3400 นิคอนเลือกตัดออกเหลือเพียงช่อง USB และ HDMI เท่านั้น

ด้านขวาของตัวกล้อง จะเป็นช่องใส่การ์ดความจำ SD Card รองรับการ์ดมาตรฐานสูงสุด SDHC (UHS-I), SDXC (UHS-I)

ด้านล่าง จะเป็นที่อยู่ของช่องใส่แบตเตอรี EN-EL14a 1,230mAh พร้อมช่องเชื่อมต่อขาตั้งกล้อง

รายละเอียดสเปกกล้องส่วนอื่นสามารถติดตามอ่านได้จาก http://www.nikon.co.th/th_TH/product/digital-slr-cameras/d3400#tech_specs

เมนูและฟีเจอร์เด่น

display-d3400

จุดประสงค์หลักของกล้องรุ่นเล็กจากนิคอนก็คือ เน้นการใช้งานที่ง่ายและคล่องตัว ทำให้เมนูทั้งหมดถูกปรับและลดความซับซ้อนลง พร้อมตัวช่วยพิเศษสำหรับผู้ใช้มือใหม่ที่ไม่เคยใช้งาน DSLR มาก่อน ทางนิคอนได้ให้ Guide Mode มาช่วยแนะนำการตั้งค่ากล้องตามรูปแบบการใช้งานต่างๆ รวมถึงส่วนของ Live View จะมีระบบแนะนำสภาพแสงตามการตั้งค่ากล้องด้วย เช่น เราปรับค่ากล้องจนแสงติดอันเดอร์ ระบบจะแจ้งให้เราทราบว่า “Subject is too dark” เป็นต้น

setup-d3400

ส่วนเมนูตั้งค่าจะถูกปรับลดให้เหลือเฉพาะส่วนที่จำเป็น เช่น ปรับขนาดภาพ รูปแบบไฟล์ JPEG, RAW ปรับ Picture Control ปรับความละเอียดวิดีโอและที่สำคัญ Retouch Menu ที่มีให้ใช้หลังกล้องครบทุกฟังก์ชัน

snapbridge-d3400

มาถึง Nikon SnapBridge (ปัจจุบันใช้ได้ทั้งแอนดรอยด์และ iOS) ซึ่งทีมงานไซเบอร์บิซเคยรีวิวไปแล้วตอน Nikon D500 แต่ใน D3400 ฟังก์ชันนี้จะถูกใช้เพื่อซิงค์ภาพกับสมาร์ทโฟนและคลาวด์สตอเรจ Nikon Image Space แบบอัตโนมัติ (ซิงค์ตลอดเวลาแม้กล้องจะปิดอยู่ก็ตาม) รวมถึงสามารถใส่พิกัด GPS ให้ภาพได้ด้วย

ส่วน Remote Photography จะไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากตัวกล้อง D3400 ไม่มี WiFi ติดตั้งมาให้

d3400-effect

ในส่วนโหมดถ่ายภาพพิเศษ Effect 10 รูปแบบที่มีให้เลือกใช้งานใน D3400 หลักๆการทำงานยังคงเดิมคือใส่เอ็ฟเฟ็กต์ให้ภาพแบบเรียลไทม์และเซฟเป็น JPEG เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้ทันทีจากหลังกล้อง

nikontrim

และสุดท้าย กับหนึ่งฟีเจอร์เล็กๆแต่ใช้งานได้น่าสนใจก็คือ Trim กล่าวคือ เวลาผู้ใช้ต้องการครอปและตัดแต่งภาพทันที เพียงกดพรีวิวภาพจากนั้นกดซูมพร้อมจัดตำแหน่งภาพให้เรียบร้อย เมื่อกดปุ่ม i และเลือก Trim ระบบจะทำการครอปภาพตามที่เราต้องการทันที

filesize-d3400

ขนาดไฟล์ภาพ JPEG 24 ล้านพิกเซลอ ยู่ที่ประมาณ 14MB ต่อหนึ่งไฟล์ ส่วน RAW 24 ล้านพิกเซล อยู่ที่ประมาณ 24MB ต่อหนึ่งไฟล์

ทดสอบประสิทธิภาพ

ISOTEST-D3400

เริ่มจากทดสอบสัญญาณรบกวนกันก่อน Nikon D3400 จะสามารถปรับค่าความไวแสง (ISO) ได้ตั้งแต่ 100-25,600 แน่นอนด้วยชิปประมวลผลภาพตัวใหม่ทำให้สัญญาณรบกวนที่ได้ต่ำลงและทำได้ค่อนข้างน่าประทับใจสำหรับกล้อง DSLR ระดับเริ่มต้น ทำให้ช่วง ISO ที่ใช้งานได้ดีจะเริ่มตั้งแต่ 100 จนดันไปสูงถึง 3,200 ได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนที่ ISO 6,400 ภาพจะเริ่มมีสัญญาณรบกวนมากขึ้น แต่เรื่องของสีสันยังไม่เพี้ยน สามารถใช้งานได้เช่นกัน

พอขยับสูงขึ้นเป็น ISO 12,800 สัญญาณรบกวนเริ่มชัดเจนขึ้น แต่ถ้าถ่ายภาพเพื่อใช้ลงโซเชียลเล็กๆน้อย ยังถือว่าใช้งานได้ จนสุดท้ายที่ ISO 25,600 สัญญาณรบกวนจะเพิ่มมากสุดจนเห็นเป็นเม็ดสีแตกๆปรากฏขึ้นพร้อมสีสันของภาพที่เริ่มเพี้ยนมากขึ้น

D3400_8

1/320s : f5 : ISO 6,400

มาถึงการทดสอบถ่ายภาพ ทีมงานขอเริ่มทดสอบที่ ISO 6,400 กันก่อน เป็นสิ่งที่ทีมงานประทับใจมากสุดกับกล้องรุ่นเล็กสุดของตระกูล เพราะด้วยเทคโนโลยีที่แปรเปลี่ยนไปตามเวลา ทำให้ D3400 รองรับการถ่ายภาพในทุกสภาพแสงได้ดียิ่งขึ้น สัญญาณรบกวนน้อยลงและที่สำคัญภาพมีความคมชัดมากขึ้น เลนส์ AF-P ตัวใหม่ทำงานได้ดี โดยเฉพาะระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็วและแม่นยำกว่าคิทเลนส์ตัวเดิมและระบบกันสั่น VR ที่ปรับปรุงมาได้ดีขึ้นมาก

D3400_1

1/250s : f13 : ISO 200

D3400_2

1/500s : f5 : ISO 100

D3400_3

1/125s : f13 : ISO 100

D3400_4

1/250s : f13 : ISO 100

D3400_5

1/250s : f13 : ISO 100

D3400_10

1/250s : f13 : ISO 100

D3400_6

1/30s : f8 : ISO 200

D3400_7

10s : f16 : ISO 800

D3400_9

1/60s : f10 : ISO 100

ในส่วนการวัดแสง ยอมรับว่า D3400 ทำได้แม่นยำกว่ารุ่นพี่ D610 ที่ใช้ EXPEED 3 เสียอีก รายละเอียดภาพที่ได้ก็ถือว่าทำได้ดีไม่แพ้รุ่นกลางหรือรุ่นใหญ่แต่อย่างใด

โดยเฉพาะ RAW ที่มาพร้อมบัฟเฟอร์รัวต่อเนื่องได้ 16 ภาพที่ความเร็ว 5 เฟรมต่อวินาทีต่อการกดชัตเตอร์ค้างไว้หนึ่งครั้ง ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานระดับเริ่มต้นแล้ว

ด้านน้ำหนักและการจับถือ ส่วนนี้ถือว่าสอบผ่านแน่นอนเพราะกล้องค่อนข้างเบา พกพาสะดวกสบายมาก กริปจับถือถูกปรับองศาเล็กน้อยทำให้จับถือถนัดกว่า D3300 โดยเฉพาะผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพแนวสตรีท น่าจะชื่นชอบเรื่องน้ำหนักและขนาดตัวที่ไม่สร้างภาระให้กับชีวิตการเดินถ่ายภาพตามท้องถนนนัก แถมกล้องก็มีหน้าตาน่ารัก อ้วนป้อมไม่ค่อยเป็นที่สะดุดตาผู้คนเท่าใด

แต่ทั้งนี้ด้วยการเป็นกล้องรุ่นเล็ก ก็ต้องแลกกับปุ่มปรับค่ากล้องที่ถูกลดทอนลงไป ทำให้การปรับค่ากล้อง โดยเฉพาะคนที่ชอบถ่าย Manual Mode เป็นหลักอาจไม่ถนัดนัก

ในส่วนการใช้งาน Live View สำหรับภาพนิ่งและวิดีโอ ก็ยังคงเป็นจุดอ่อนสุดของนิคอน DSLR เช่นเดิม การจับโฟกัสที่ทำได้ช้าต่างจากโฟกัสผ่าน Optical Viewfinder

ส่วนโหมดวิดีโอ นิคอนปรับลดให้เป็นแค่ลูกเล่นเสริมแทนการใช้งานแบบจริงจัง ไฟล์วิดีโอที่ได้คุณภาพดีตามสมัยนิยม (1080p ที่ความเร็วสูงสุด 60fps) แต่ก็มาพร้อมข้อสังเกตในเรื่องระบบออโต้โฟกัสเมื่อใช้งานผ่าน Live View แม้จะใช้เลนส์รุ่นใหม่อย่าง AF-P แต่โฟกัสที่ได้ยังคงช้าและไม่ค่อยลื่นไหลเท่าที่ควร (ต่างจากการโฟกัสผ่านช่องมองภาพที่รวดเร็วและแม่นยำกว่ามาก) ระบบป้องกันภาพสั่นไหวทำงานได้แค่ระดับพอใช้ และที่สำคัญเมื่อใช้งานในที่เงียบ เสียงออโต้โฟกัสจากเลนส์ AF-P ยังคงเข้ามาในวิดีโอให้ได้ยินเช่นเดิม

สุดท้ายส่วนแบตเตอรีเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมาก เพราะ D3400 มีแบตเตอรีที่อึดขึ้น สามารถถ่ายภาพได้สูงสุด 1,200 ภาพต่อการชาร์จแบตเตอรีหนึ่งครั้ง

สรุป

สำหรับราคาขาย Nikon D3400 รวมชุดคิทเลนส์ AF-P DX 18-55mm F3.5-5.6G VR อยู่ที่ประมาณ 20,900 บาท

ถือเป็นกล้องรุ่นเล็กที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานที่ต้องการ DSLR ระดับเริ่มต้น และเข้ามาทดแทน D3300 เดิม เพราะฉะนั้นในเรื่องคุณภาพและฟีเจอร์จะมีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น เพิ่มบลูทูธ ปรับแบตเตอรีและดีไซน์บางส่วน คนที่มี D3300 อยู่แล้ว คงต้องลองช่างใจเอาเองว่าสิ่งที่นิคอนปรับเพิ่มเข้ามาจำเป็นหรือไม่สำหรับเรา แต่สำหรับผู้ใช้หน้าใหม่ที่กำลังมองหา DSLR ใช้งานง่าย เน้นขนาดที่เล็กและเบา D3400 ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจครับ โดยเฉพาะคุณภาพไฟล์ภาพนิ่งที่ประทับใจทีมงานมากเมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายออกไป

ข้อดี

– ตัวเล็ก น้ำหนักเบา จับถนัดกว่าเดิม
– แบตเตอรีอึดมากกว่าเดิม
– มีบลูทูธ รองรับ Nikon SnapBridge
– คุณภาพไฟล์ภาพนิ่งดีมาก
– กล้องทำงานรวดเร็ว มีโหมดช่วยเหลือสำหรับมือใหม่
– ISO 100-3,200 ให้ไฟล์ภาพที่ดี
– ไฟช่วยระบบออโต้โฟกัสในที่มืดสว่างมาก

ข้อสังเกต

– ไม่เน้นงานวิดีโอ ช่องไมโครโฟน 3.5 มิลลิเมตรถูกตัดออก
– โฟกัสผ่าน Live View ทำงานช้าไม่แม่นยำ
– จอ Live View ความละเอียดต่ำไป

Gallery

]]>
Review : Nikon D500 : King of DX Format กลับมาแล้ว https://cyberbiz.mgronline.com/review-nikon-d500/ Wed, 22 Jun 2016 01:40:29 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=22992

IMG_5223

เป็นเวลากว่า 7 ปีที่ Nikon D300s ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มกล้องท็อปฟอร์มของเซ็นเซอร์รับภาพ APS-C (DX Format) จะต้องถูกปลดระวางและแทนที่ด้วยน้องใหม่ไฟแรงล่าสุด Nikon D500 พร้อมการชุบชีวิตกลุ่มกล้อง DX Format ไฮเอนด์ที่นิคอนทิ้งตลาดไปหลายปีให้กลับมาโลดแล่นเคียงข้างรุ่นใหญ่ในตระกูล D5

และนอกจากนั้น นิคอนยังเพิ่มความชัดเจนของความเป็นไฮเอนด์ DX Format ด้วยการดึงสเปกฮาร์ดแวร์หลายส่วนของ Nikon D5 มาใช้ และตั้งจุดขายให้ D500 ใหม่ กลายเป็นกล้องระดับมืออาชีพสำหรับคนที่ต้องการความรวดเร็วในการถ่ายภาพและความคล่องตัวที่สูงในระดับรองจาก D5 รวมถึงความสามารถในการถ่ายวิดีโอที่ปรับปรุงเพิ่มขึ้นด้วย

การออกแบบและสเปก

IMG_5181

IMG_5190

Nikon D500 ใช้เซ็นเซอร์รับภาพ CMOS DX (APS-C) ขนาด 23.5 x 15.7 มิลลิเมตร ประกบหน่วยประมวลผลภาพ EXPEED 5 รองรับความละเอียดภาพสูงสุด 20.9 ล้านพิกเซล (5,568 x 3,712 พิกเซล)

ตัวกล้องมีขนาดกว้าง x สูง x ลึก อยู่ที่ 147 x 115 x 81 มิลลิเมตร น้ำหนักรวมประมาณ 860 กรัม บอดี้กล้องทั้งหมดเป็นแมกนีเซียมอัลลอยและคาร์บอนไฟเบอร์ สามารถป้องกันหยดน้ำและฝุ่นละอองระดับเดียวกับ D5

นอกจากนั้นนิคอนยังติดตั้งช่องเชื่อมต่อรีโมท 10 พิน อยู่บริเวณใต้โลโก้ D500 เหมือนกล้องไฮเอนด์นิคอนทุกรุ่น เพื่อใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม เช่น GPS, รีโมตคอนโทรลไร้สาย เป็นต้น

IMG_5169

ด้านกริปจับถือ ได้รับการออกแบบใหม่ให้จับกระชับมือมากกว่าเดิม ยางหุ้มห่อเต็มพื้นด้านขวาของกล้องตั้งแต่จุดวางนิ้วโป้งไปถึงฝ่ามือและนิ้วมือบริเวณกริปทั้งหมด ทำให้การจับถือทำได้ถนัดมากขึ้น (ถือตัวกล้องนานๆแล้วเมื่อยมือสามารถนำนิ้วทั้งสี่สอดเข้าไปต้องกริปแล้วถือหลวมๆได้โดยกล้องไม่ตกหล่นลงมา)

IMG_5172

flipscreen-d500

ด้านหลังกล้อง – ส่วนหลักเป็นหน้าจอแสดงผล Live View (RGBW) แบบสัมผัส (Touch Screen) ขนาด 3.2 นิ้ว ความละเอียด 2,359,000 จุด ครอบคลุมการมองเห็นภาพ 100% พร้อมหน้าจอปรับเงยก้มได้ 170 องศา

ช่องมองภาพสะท้อนเลนส์มีขนาดใหญ่ สามารถปรับระยะห่างระหว่างสายตากับช่องมองภาพได้ ส่วนระยะครอบคลุมพื้นที่การมองเห็นในโหมด DX 100% และโหมดครอป 1.3x ที่ 98% พร้อมกรอบกะระยะภาพแสดงที่ช่องมองภาพ

function-d500

function-d500-2

ในส่วนปุ่มคำสั่งต่างๆ จะไม่แตกต่างจากกล้องนิคอนไฮเอนด์รุ่นอื่นๆ พร้อมปุ่ม Function 2 ปุ่ม Jog 1 ปุ่ม และปุ่ม Pv 1 ปุ่ม โดยปุ่มพิเศษเหล่านี้สามารถปรับแต่งได้อิสระผ่านหน้าจอ Custom control assignment

IMG_5179

IMG_5206

มาดูส่วนบนและกะโหลก D500 ด้านซ้ายเป็นปุ่มปรับโหมดถ่ายภาพ ปรับตัววัดแสง ปรับคุณภาพไฟล์ และวงแหวนเปลี่ยนระบบถ่ายภาพตั้งแต่ Single ถ่ายภาพเดียว, CL ถ่ายภาพต่อเนื่องแบบช้า (สามารถตั้งความเร็วได้ 1-9 เฟรมต่อวินาที), CH ถ่ายภาพต่อเนื่องแบบเร็ว, Q ชัตเตอร์เงียบ, Qc ชัตเตอร์เงียบในโหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง, ตั้งเวลาถ่าย, ใช้รีโมทชัตเตอร์ เป็นต้น

ตรงกลาง เป็นช่องใส่ไฟแฟลชและอุปกรณ์เสริม (D500 ไม่มีแฟลชหัวกล้องติดตั้งมาให้)

ด้านขวา เป็นส่วนของจอแสดงการตั้งค่ากล้องต่างๆ จำนวนภาพที่จะถ่ายได้และไฟสถานะแบตเตอรี ถัดขึ้นไปเป็นปุ่มปรับความไวแสง (ISO) ไฟช่วยวัดระยะโฟกัส ปุ่มบันทึกวิดีโอ ปุ่มชดเชยแสง ชัตเตอร์ และสวิตซ์เปิดปิดกล้อง พร้อมวงล้อหน้าหลังปรับค่ากล้องและปรับรูรับแสง

IMG_5185

ด้านขวาของตัวกล้อง เป็นที่อยู่ของ NFC และฝาสามารถดันเพื่อเปิดออกได้ โดยภายในจะเป็นช่องใส่การ์ดความจำ 2 รูปแบบได้แก่ ช่องบนใส่ XQD ช่องล่างใส่ SD Card รองรับมาตรฐานอ่านเขียนข้อมูลสูงสุด UHS-II

ส่วนถ้าใส่การ์ดความจำทั้งสองรูปแบบพร้อมกันจะสามารถตั้งค่าให้การ์ด XQD เป็นการ์ดบันทึกข้อมูลหลัก และตั้งให้ SD Card เป็นการ์ดสำรองข้อมูล หรือจะตั้งให้ SD Card เก็บเฉพาะไฟล์วิดีโอก็สามารถทำได้เช่นกัน

IMG_5183

IMG_5214

ด้านซ้ายของตัวกล้อง สังเกตด้านบนจะมีโลโก้ Bluetooth และ WiFi (เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องสังเกตทุกครั้งที่ซื้อกล้องนิคอน เพราะถ้ามีโลโก้ทั้งสองแสดงว่ากล้องนิคอนรุ่นนี้รองรับ SnapBridge)

ถัดลงมาเป็นที่อยู่ของพอร์ตเชื่อมต่อ (มีฝายางปิดไว้กันน้ำเข้า) เริ่มตั้งแต่พอร์ตบนสุด USB 3.0 ถัดลงมาเป็นช่องเชื่อมต่อไมโครโฟนและหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรสำหรับงานวิดีโอ และสุดท้ายพอร์ต HDMI type C (รองรับ Clean HDMI)

IMG_5216

IMG_5218

ด้านใต้กล้อง – รองรับการเชื่อมต่อกริปเสริม Nikon MB-D17 Multi Power Battery Pack โดยแบตเตอรีกล้องจะใช้รหัส EN-EL15 ขนาด 1,900mAh

ฮาร์ดแวร์และฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจ

IMG_5165

contn-d500

เริ่มจากระบบโฟกัสอัตโนมัติที่นิคอนเลือกใช้ Multi-CAM 20K พร้อมฟังก์ชั่นตรวจวัดระยะห่างแบบ TTL ซึ่งยกมาจาก D5 ทำให้ D500 จะมีจุดโฟกัสรวม 153 จุด โฟกัสสามารถเลือกได้หลากหลายตั้งแต่ โฟกัสใบหน้า พื้นที่กว้าง พื้นที่ปกติและโฟกัสติดตามวัตถุ

อีกทั้งในครั้งนี้ นิคอนยังได้ปรับปรุงระบบโฟกัสติดตามวัตถุด้วย Lock-on ให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าการตอบสนองของโฟกัสได้ตามต้องการด้วย

คลิปวิดีโอทดสอบ Buffer ถ่ายภาพต่อเนื่องจาก Nikon D500

มาถึงเรื่องความเร็วชัตเตอร์ D500 สามารถตั้งความเร็วชัตเตอร์สูงสุดที่ 1/8,000 วินาที ช้าสุด 30 วินาที ส่วนความสามารถในการถ่ายภาพต่อเนื่อง ความเร็วสูงสุดทำได้ 10 ภาพต่อวินาที (ลดสเปกจาก D5 ลงมา) พร้อม RAW บัฟเฟอร์ถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุดได้มากถึง 200 ภาพเมื่อใช้ร่วมกับการ์ด XQD ที่มีความเร็วในการเขียนมากกว่า 400MB/s

settings-d500

file-size-d500

ด้านคุณภาพไฟล์ภาพ รองรับการบันทึกไฟล์ในรูปแบบ JPEG, RAW และ TIFF โดย RAW ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบการบันทึกไฟล์ได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Uncompressed ไม่บีบอัด ขนาดไฟล์ใหญ่สุดตกไฟล์ละประมาณ 40 MB > Compressed บีบอัดไฟล์ และ Lossless compressed บีบอัดไฟล์แบบไม่สูญเสียรายละเอียด

ส่วนวิดีโอในครั้งนี้นิคอนอัปเกรดให้รองรับความละเอียดสูงถึง 4K ที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที และ 1080p ที่ความเร็ว 60/30 เฟรมต่อวินาที พร้อมเปิดใช้ฟีเจอร์ Electronic VR (ไม่สามารถเปิดใช้งานได้เมื่อถ่าย 4K) ช่วยลดการสั่นไหวของวิดีโอได้

นอกจากนั้นระหว่างถ่ายวิดีโอคุณสามารถถ่ายภาพนิ่งพร้อมกันได้ที่ความละเอียด 5,568 x 3,128 พิกเซล และที่วิดีโอความละเอียด 4K จะถ่ายภาพนิ่งพร้อมบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียด 3,840 x 2,160 พิกเซล

flicker-reduct-d500

flicker-reduct-001

Flicker reduction – Nikon D500 มาพร้อมระบบป้องกันภาพกระพริบเมื่อต้องถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์สูงในสภาพที่แหล่งกำเนิดแสงมาจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ โดยเมื่อกล้องตรวจจับได้ว่าจะเกิดภาพกระพริบขึ้น หลังจากกดชัตเตอร์ลงไปครึ่งหนึ่งเพื่อโฟกัสภาพ ที่ช่องมองภาพจะมีตัวอักษร Flicker ปรากฏให้ผู้ใช้ทราบทันที

ISO-D500

สุดท้ายเรื่องค่าความไวแสง (ISO) ในครั้งนี้ทีมงานต้องขอยกมาพูดถึงในหัวข้อฟีเจอร์-ฮาร์ดแวร์เด่นแทน เนื่องจากนิคอนเน้นเป็นจุดขายหลัก หลังจาก EXPEED 5 ได้สําแดงฤทธิ์เรื่องการจัดการสัญญาณรบกวนในช่วง ISO สูงๆมาแล้ว ตั้งแต่ Nikon 1 J5 (EXPEED 5A) มาใน D500 รวมถึง D5 นิคอนได้นำ EXPEED 5 เข้าใช้งานเช่นเดียวกัน รวมถึงการปรับปรุงฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์รับภาพใหม่หมดทำให้ D500 สามารถตั้งความไวแสง (ISO) ได้เริ่มต้นตั้งแต่ 100-51,200 และสามารถลด ISO ได้ต่ำสุด 50 สูงสุดได้ถึง 1,638,400

โดยจากภาพตัวอย่างความไวแสงในช่วงต่างๆ (JPEG) จะเห็นว่า D500 ให้ภาพที่ดีตั้งแต่ช่วงความไวแสง ISO 100 ถึงช่วงประมาณ 32,000-51,200 ได้อย่างสบายๆ หลังจากนั้นเราจะเริ่มเห็นสัญญาณรบกวนเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ ISO 64,000-80,000 ซึ่งถ้าอยู่ในสถานการณ์บีบบังคับต้องใช้ ก็ถือว่าให้คุณภาพไม่น่าเกลียดนัก ส่วนช่วงความไวแสงตั้งแต่ ISO 204,800 เป็นต้นไป ถ้าไม่จำเป็นควนหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขด้วยวิธีอื่น เช่น จัดหาแสง เปลี่ยนมุมถ่ายใหม่ จะดีที่สุด

ส่วนคนถ่าย RAW หน่วยประมวลผลภาพจะไม่เข้ามาช่วยเรื่องการจัดการสัญญาณรบกวนเลย เพราะฉะนั้นค่าความไวแสงที่ให้คุณภาพไฟล์ภาพที่ดีที่สุดจะอยู่ตั้งแต่ ISO 100 ถึงหลักพันปลายๆ พอเข้าสู่หลักหมื่น ก็ต้องวัดกันที่ซอฟต์แวร์โปรเซสภาพแล้วว่าตัวใดจะจัดการได้ดีที่สุด

Nikon SnapBridge

ก่อนอ่านบทความด้านล่างนี้ แนะนำให้กดรับชมวิดีโอสาธิตการใช้งาน SnapBridge ก่อนเพื่อความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น

Nikon SnapBridge ถือเป็นการต่อยอดระบบแชร์ภาพผ่าน WiFi ให้มีความเสถียร ประสิทธิภาพสูงขึ้นและทำให้สมาร์ทดีไวซ์และกล้องที่ติดตั้งระบบ SnapBridge เป็นหนึ่งเดียวและใช้งานได้อย่างไร้รอยต่อมากขึ้น

IMG_5219

snapb-1

snapb-sync

โดยระบบ SnapBridge จะใช้การเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 4.1 Low Energy (ใช้พลังงานต่ำ) กับสมาร์ทดีไวซ์ (ปัจจุบันรองรับแค่แอนดรอยด์ ส่วน iOS รอช่วงเดือนสิงหาคม) ซึ่งใช้หลักการเดียวกับอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable) หลังจากติดตั้งระบบครั้งแรกเสร็จ กล้องและสมาร์ทดีไวซ์จะเชื่อมต่อกันตลอดเวลา และเมื่อกดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพ กล้องจะส่งภาพถ่ายเหล่านั้นผ่าน Bluetooth ไปที่สมาร์ทดีไวซ์ทุกครั้ง (แม้เราจะปิดกล้องไปแล้วก็ตาม) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำภาพจากกล้องไปแชร์เข้าสู่สังคมออนไลน์ต่างๆอย่างไร้รอยต่อทันที ซึ่งต่างจากระบบเชื่อมต่อผ่าน WiFi แบบดั้งเดิม ที่เวลาผู้ใช้ต้องการจะส่งภาพไปที่สมาร์ทดีไวซ์จะต้องทำการเชื่อมต่อกันก่อนทุกครั้ง

snapb-app1

snapb-app2

ในส่วนแอปพลิเคชันที่ใช้ควบคุมการทำงานจะมีชื่อว่าเดียวกับระบบคือ “SnapBridge” โดยในแอปฯคุณสามารถตั้งค่าการเลือกความละเอียดภาพที่ต้องการซิงค์ได้ (ระบบแนะนำความละเอียดที่ 2 ล้านพิกเซล แต่เราก็สามารถเลือกให้ซิงค์แต่ขนาดภาพตามต้นฉบับได้)

snapb-app3

นอกจากนั้นแอปฯ SnapBridge ยังสามารถแจ้งเตือนเฟริมแวร์กล้องใหม่ๆ รวมถึงใส่ลายน้ำ เช่น วันที่ถ่าย ข้อมูลการถ่ายภาพเบื้องต้น ติดลงไปที่ภาพถ่ายของเราได้ด้วย

snapb-gps-d500

อีกทั้งด้วยการที่กล้องกับสมาร์ทดีไวซ์ของเราเชื่อมต่อกันตลอดเวลา ทำให้เวลาถ่ายภาพ ระบบจะดึงพิกัดสถานที่จากสมาร์ทดีไวซ์ติดลงไปที่โปรไฟล์ภาพอัตโนมัติด้วย

snapb-app4

ส่วนถ้าผู้ใช้ต้องการ WiFi Remote Camera (ใช้จับโฟกัสและลั่นชัตเตอร์) ทางนิคอนก็ยังติดตั้งระบบดังกล่าวมาให้เช่นเดิม รวมถึงยังสามารถดาวน์โหลดภาพจากกล้องผ่าน WiFi เหมือนระบบดั้งเดิมได้อีกด้วย

nikonimage-2

สุดท้ายนอกจากการซิงค์ภาพระหว่างกล้องกับสมาร์ทดีไวซ์แล้ว ระบบ SnapBridge ยังรองรับการสำรองภาพถ่ายไปสู่คลาวด์สตอเรจ “Nikon Image Space” ได้ด้วย โดยลูกค้านิคอนเมื่อสมัครใช้งานครั้งแรกจะได้รับพื้นที่เก็บภาพฟรี 20GB และการสำรองภาพอัตโนมัติผู้ใช้สามารถตั้งค่าได้ว่าจะให้อัปโหลดภาพเมื่อเชื่อมต่อ WiFi หรือจะเลือกอัปโหลดภาพเองก็ได้

ทดสอบประสิทธิภาพ

DSC_0156

testd500

ระยะ 35mm 1/400sec ISO100 f4.5

ลำดับแรกทีมงานขอทดสอบเรื่องคุณภาพไฟล์ภาพก่อน โดยทีมงานเลือกบันทึกไฟล์ RAW 14-bit Uncompressed ขนาดไฟล์ตก 40 กว่า MB แต่สิ่งที่ได้ถือว่านิคอนก็ยังรักษามาตรฐานกล้องระดับโปรไว้ได้อย่างดี แม้ตัวกล้องจะจัดอยู่ในระดับเซ็นเซอร์ DX แต่ D500 กลับเก็บรายละเอียดภาพได้อย่างน่าพอใจ

โดยเฉพาะ JPEG File ส่วนนี้ถือว่ายอดเยี่ยมสุด และเป็น JPEG File ที่ให้คุณภาพดีมาก (ผมเคยชื่นชม EXPEED 5 จาก Nikon 1 J5 ไปแล้ว) คนทำงานเป็นช่างภาพสื่อสารมวลชนและงาน Event ที่จำเป็นต้องส่งภาพให้สำนักข่าวและลูกค้าด้วยเวลาที่จำกัด ไม่มีเวลามานั่งตกแต่งภาพ อยากจะบอกว่า D500 กับ JPEG เป็นสิ่งที่พึ่งพิงได้จริง ISO ระดับ 100 ถึงหลักหมื่นไว้ใจคุณภาพได้เลย

ส่วนเรื่องการจับถือ ยอมรับว่าแนวทางการผลิต DSLR ยุคใหม่ของนิคอนได้รับการออกแบบมาดีขึ้นมาก อย่างตัว D500 ผม (เป๋า พศวัต ศิริจันทร์) เดินถือถ่ายสตรีทเป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมง D500 ไม่ค่อยเป็นอุปสรรคต่อการจับถือเลย กริปของ D500 นี่นับว่าออกแบบมาได้ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะความกระชับและยางที่หนึบมือดีมาก จนผมมองว่าถ้า D5 จะเป็นกล้องที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุด เน้นการถ่ายกีฬาที่ไม่ต้องเคลื่อนกล้องไปมามากนัก D500 น่าจะนำมาเป็นกล้องเสริมสำหรับการวิ่งถ่ายภาพ ใส่กับขาตั้งกล้อง Monopod น่าจะลงตัวดี อีกทั้งคุณภาพไฟล์ D500 กับ D5 นี่คือพี่กับน้องเลยก็ว่าได้ แม้ D500 จะใช้เซ็นเซอร์ตัวคูณและสเปกเรื่อง ISO และความเร็วชัตเตอร์ถ่ายภาพต่อเนื่องจะด้อยกว่า แต่ลักษณะไฟล์ที่ได้ออกมาถือว่าคล้ายกันพอสมควร (ผมรู้สึกว่าไฟล์ภาพ D500 มันเหนือกว่า D750 แต่ไม่เท่า D800 – ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ)

มาถึงเรื่องชัตเตอร์กล้องกันบ้าง ต้องชื่นชมการออกแบบกลไกลชัตเตอร์และกระจกใหม่ เสียงและความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นหลังกดชัตเตอร์มีความนุ่มนวลมาก

การจับโฟกัส – ถ้าใช้ผ่านช่องมองภาพ ถือว่านิคอนปรับปรุงมาได้ยอดเยี่ยมขึ้นมาก โฟกัสจับได้เร็ว แม่นยำ และเด็ดสุดตรงโฟกัสติดตามวัตถุที่ว่องไวใช้ได้เลย

มาถึงเรื่องข้อสังเกตกันบ้าง เริ่มจากจุดขาย SnapBridge ส่วนนี้ข้อดีก็มีมาก แต่ข้อเสียก็คือบริโภคแบตเตอรีอยู่บ้าง แม้เราจะปิดกล้องไปแล้วก็ตาม (จะว่ามีภาพค้างไว้ไม่ได้ซิงค์กับสมาร์ทโฟนก็ไม่ใช่) แต่ก็มีบางครั้ง จู่ๆระบบ SnapBridge ก็ไม่กินแบตเตอรีเลย แปลกดีครับ! อีกทั้งระบบการเชื่อมต่อครั้งแรกยังมีปัญหาสมาร์ทดีไวซ์หากล้องพบบ้างไม่พบบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นปัญหามาจากเฟริมแวร์ที่ต้องรอนิคอนอัปเดตในอนาคต

ส่วนเรื่องที่สองกับวิดีโอและการใช้งานผ่าน Live View ส่วนนี้ถ้าเทียบกับคู่แข่งแล้ว ถือว่านิคอนยังทำได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะระบบโฟกัสที่เมื่อเปลี่ยนไปใช้ Live View แล้วโฟกัสทำงานไม่ค่อยแม่นยำ แต่ความเร็วในการจับโฟกัสถือว่าปรับปรุงดีขึ้น

และเรื่องสุดท้ายงานวิดีโอที่มีทั้งข้อดีคือ รองรับ 4K 30fps ที่ให้คุณภาพดีมาก และ 1080p 30/60fps ที่ปรับปรุงไฟล์ได้ดีขึ้น และสามารถครอปเซ็นเซอร์เพื่อเพิ่มระยะเลนส์ได้รวมถึงถ่ายภาพนิ่งระหว่างบันทึกวิดีโอได้ด้วย แต่ข้อเสียอยู่ที่เรื่องออโต้โฟกัสแบบต่อเนื่องก็ยังทำได้ไม่ดีนัก แม้จะได้ลองใช้ร่วมกับเลนส์ stepping motors AF-P แล้วแต่การจับโฟกัสแบบต่อเนื่องอัตโนมัติก็ยังไม่รวดเร็วและแม่นยำทัดเทียมคู่แข่งอยู่ดี

ตัวอย่างภาพจากกล้อง Nikon D500

Nikon D500
RAW 14-bit Uncompressed
Processed : Capture NX-D และ Lightroom
Lens : Nikon AF-S NIKKOR 24-85mm f/3.5-4.5G ED VR และ Nikon AF-S NIKKOR 35mm 1:1.8G DX

ระยะ 52mm 1/640sec ISO100 f6.3
ระยะ 52mm 1/640sec ISO100 f6.3

ระยะ 52mm 1/500sec ISO100 f9
ระยะ 52mm 1/500sec ISO100 f9

ระยะ 52mm 1/1,600sec ISO100 f4.5
ระยะ 52mm 1/1,600sec ISO100 f4.5

ระยะ 52mm 1/400sec ISO100 f11
ระยะ 52mm 1/400sec ISO100 f11

ระยะ 36mm 1/500sec ISO2,800 f3.5
ระยะ 36mm 1/500sec ISO2,800 f3.5

ระยะ 36mm 1/1,250sec ISO640 f3.5
ระยะ 36mm 1/1,250sec ISO640 f3.5

ระยะ 52mm 1/500sec ISO100 f3.2
ระยะ 52mm 1/500sec ISO100 f3.2

ระยะ 36mm 1/400sec ISO100 f5.6
ระยะ 36mm 1/400sec ISO100 f5.6

ระยะ 57mm 1/250sec ISO100 f7.1
ระยะ 57mm 1/250sec ISO100 f7.1

ระยะ 26mm 1/800sec ISO100 f4.5
ระยะ 26mm 1/800sec ISO100 f4.5

ระยะ 127mm 1/250sec ISO100 f6.3
ระยะ 127mm 1/250sec ISO100 f6.3

สรุป

ราคาเปิดตัว Nikon D500 (Body อย่างเดียว ไม่มีเลนส์มาให้) อยู่ที่ 69,900 บาท

เทียบกับประสิทธิภาพ สเปกฮาร์ดแวร์และคุณภาพไฟล์ที่ได้ถือว่านิคอนไม่ทำให้แฟนๆผิดหวัง D500 มีสเปกที่ใช้งานระดับมืออาชีพได้หรือจะใช้เป็นกล้องเสริมกับ D5 เพื่อนำเซ็นเซอร์ตัวคูณมาใช้เพิ่มระยะเลนส์เวลาถ่ายงานกีฬา สารคดี ภาพสัตว์ป่า รวมถึงงานวิดีโอที่ D500 จะใช้งานได้ค่อนข้างคล่องตัวกว่า โดยเฉพาะขาลุยทั้งหลายน่าจะถูกใจ D500 เนื่องจากตัวกล้องทั้งหมดมีความแข็งแรง ลุยฝน ลุยโคลนได้เหมือนกับกล้องไฮเอนด์ของนิคอนทุกรุ่น

ส่วนถ้าใครกำลังลังเลใจหรืองงกับกลุ่มกล้องของนิคอน DSLR ผมจะแนะนำดังนี้ครับ

  • Nikon D5 (FX), D500 (DX) เป็นกล้องที่เน้นประสิทธิภาพสูง ส่วนใหญ่จะถูกเลือกใช้ในงานอาชีพที่ต้องการความรวดเร็วทั้งการประมวลผลและชัตเตอร์
  • Nikon D810A จับกลุ่มคนต้องการกล้องความละเอียดสูง ไม่เน้นความรวดเร็ว เช่น เก็บภาพสถาปัตยกรรม ถ่ายดวงดาว งาน Landscape เป็นต้น
  • Nikon D750, D610 กลุ่มคนทั่วไปที่ต้องการเซ็นเซอร์ฟูลเฟรม
  • และสุดท้าย Nikon Dxxxx (พวกเลขสี่ตัว) จะเน้นกลุ่มคนทั่วไปที่ต้องการเซ็นเซอร์ตัวคูณ DX นำโดย D7200 เน้นความรวดเร็วลงไปถึง D3300 เป็นรุ่นเริ่มต้น น้ำหนักเบา

ข้อดี

– การออกแบบ จับถือกระชับมือและแข็งแรงตามแบบฉบับนิคอน
– SnapBridge แนวคิดดีมาก
– ถ่ายภาพต่อเนื่องเร็ว บัฟเฟอร์ทำได้มากถึง 200 ภาพ
– ค่าความไวแสงในช่วงต่างๆกับ EXPEED 5 ให้ผลลัพท์ภาพที่น่าประทับใจมาก
– วิดีโอทั้ง 4K และ 1080p ให้คุณภาพสูงมาก

ข้อสังเกต

– มีปัญหาเรื่องจัดการพลังงานเมื่อเปิดใช้ Bluetooth LE ร่วมกับ SnapBridge
– ออโต้โฟกัสสำหรับงานวิดีโอ และเมื่อเปิด Live View ยังทำได้ไม่น่าประทับใจ

Gallery

]]>
Review : Nikon COOLPIX P900 คอมแพกต์ซุปเปอร์ซูม ถ่ายทะลุถึงดวงจันทร์ https://cyberbiz.mgronline.com/review-nikon-p900/ Sun, 13 Mar 2016 04:44:23 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=21955

Nikon COOLPIX P900 เป็นกล้องดิจิตอลคอมแพกต์กระแสแรงตั้งแต่งานเปิดตัวเมื่อปีก่อน (บ้านเรา นิคอนประเทศไทยเพิ่งนำเข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา) ด้วยวิดีโอแสดงการซูมภาพถ่ายดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ได้กลมโตและดวงใหญ่มาก เนื่องจากตัวกล้องมาพร้อมเลนส์ซูมถึง 83 เท่า หรือคิดเป็นระยะ 35 มิลลิเมตร จะครอบคลุมระยะตั้งแต่กว้างสุด 24 มิลลิเมตรจนไหลไปไกลถึง 2,000 มิลลิเมตรพร้อมเทคโนโลยีป้องกันภาพสั่นไหวตัวใหม่ เพื่อต่อกรกับระยะซูม 83 เท่าเป็นครั้งแรกของตลาดคอมแพกต์

การออกแบบ

IMG_4179

ในส่วนการออกแบบตัวกล้อง ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก Nikon COOLPIX P900 มีขนาดตัวที่ใหญ่ใกล้เคียงกับกล้อง DSLR ระดับกลางๆได้เลย โดยขนาดกว้างxยาวxสูงxลึก อยู่ที่ 139.5×103.2×137.4 มิลลิเมตร น้ำหนักอยู่ที่ 899 กรัม (ใกล้เคียง D7200) พร้อมกริปยางจับถือได้กระชับมือ ผิวสัมผัสนุ่ม (จับแล้วให้อารมณ์ไม่ต่างจาก DSLR) อีกทั้งด้านหน้านิคอนยังได้ติดตั้งช่องรับสัญญาณอินฟาเรด รองรับรีโมทลั่นชัตเตอร์กล้องด้วย

IMG_4185

ด้านซ้าย – บริเวณกริปจับจะเป็นที่อยู่ของ NFC และพอร์ต Micro USB สำหรับชาร์จไฟ (รองรับการชาร์จไฟผ่านพอร์ต USB 5V 1A) พร้อมช่อง Micro HDMI

IMG_4198

ด้านขวา – ด้านบนสุดเป็นปุ่มเปิดไฟแฟลช ถัดลงมาตรงกระบอกเลนส์จะเป็นที่อยู่ของปุ่ม Snap-Back Zoom (เวลาถ่ายภาพระยะใกล้แล้ววัตถุที่กำลังโฟกัสหลุดออกจากเฟรม ให้กดปุ่มนี้ค้างไว้เลนส์จะซูมออกให้กว้างขึ้นชั่วคราวเพื่อให้เราสามารถมองเห็นวัตถุที่หลุดจากเฟรมไปแล้วได้ จากนั้นเมื่อเราจัดองค์ประกอบภาพเสร็จ ปล่อยปุ่มนี้ เลนส์จะซูมไปที่ระยะเดิม)

ถัดไปด้านข้างจะเป็นสวิตซ์ T/W สามารถเลื่อนขึ้นลงเพื่อใช้ซูมภาพเข้าออกได้ (ใช้เวลาถ่ายวิดีโอ ระบบซูมจะนุ่มนวลมาก)

IMG_4196

ด้านบน – ตรงกลางเป็นไมโครโฟนสเตอริโอพร้อมโลโก้ GPS ถัดไปด้านขวามือจะเป็นที่อยู่ของปุ่มหมุนปรับโหมดถ่ายภาพ (สไตล์ DLSR-Like) คือมีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้หลากหลายตั้งแต่ Auto, Program, Manual, ซีนโหมด, ปรับความเร็วชัตเตอร์หรือรูรับแสงเอง เป็นต้น

นอกจากนั้นนิคอนยังให้ปุ่ม Fn (Function) และวงล้อ Dial ส่วนปุ่มชัตเตอร์และวงแหวนซูมภาพถูดติดตั้งอยู่ในตำแหน่งกริปจับเหมือน DSLR

IMG_4187display-tilt-p900

ด้านหลัง – เป็นจอไลฟ์วิว TFT LCD ปรับหมุนได้ ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ 921,000 จุด (RGBW) ครอบคลุมการมองเห็นภาพ 100%

display-p900

ช่องมองภาพ – เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ขนาด 0.2 นิ้วความละเอียด 921,000 จุด โดยมีฟังก์ชั่นการปรับแก้สายตา (–3 ถึง +1 m) และเซ็นเซอร์สลับจอใช้งานอัตโนมัติเมื่อมองช่องมองภาพ

ถัดไปด้านขวามือ จะเป็นที่อยู่ของปุ่มควบคุม ปุ่มบันทึกวิดีโอ เปิด WiFi ปุ่มพรีวิวภาพ และส่วนสำคัญคือวงล้อปรับตั้งค่ากล้องต่างๆ

IMG_4211

ด้านใต้กล้อง – จะเป็นที่อยู่ของรูเชื่อมต่อขาตั้งกล้องและช่องใส่แบตเตอรี EN-EL23 1,850mAh (ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ประมาณ 360 ภาพ วิดีโอ 1 ชั่วโมง 20 นาที) พร้อมช่องใส่การ์ดความจำ SD, SDHC, SDXC

IMG_4203IMG_4239

มาถึงเรื่องเลนส์กล้องและสเปกภายใน เริ่มจากเลนส์ นิคอนเลือกใช้ Nikkor 83x 4.3-457 มิลลิเมตร (24-2,000 มิลลิเมตร) Wide Optical Zoom ED VR (หน้าเลนส์ขนาด 67 มิลลิเมตร) พร้อมรองรับ Dynamic Fine Zoom 166 เท่า (4,000 มิลลิเมตร) ดิจิตอลซูมสูงสุด 8,0000 มิลลิเมตร

zoom83x

24wide-p90083tele-p900166x-p900

จากบน – ภาพถ่ายที่ระยะกว้างสุด 24 มิลลิเมตร > ซูม 83x 2,000 มิลลิเมตร และจบด้วยภาพซูม Dynamic Fine Zoom 166 เท่า (4,000 มิลลิเมตร)

ช่วงโฟกัส – ระยะกว้างสุดประมาณ 50 เซนติเมตร เทเลประมาณ 5 เมตร

Shutter lag – มุมกว้าง อยู่ที่ 0.12 วินาที, เทเล ประมาณ 0.75 วินาที

ส่วนประกอบชิ้นเลนส์ – 16 ชิ้น 12 กลุ่ม พร้อมเลนส์ ED 5 ชิ้น และ Super ED 1 ชิ้น เพื่อลดความคลาดเคลื่อนสี Chromatic Aberration (CA) โดยเฉพาะเมื่อยู่ในระยะซูม

รูรับแสงและม่านชัตเตอร์ – ควบคุมด้วยแผ่นไดอะแฟรมม่านรูรับแสงหกกลีบควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มต้นที่ f2.8 และเมื่อซูมภาพ รูรับแสงกว้างสุดจะไหลไปได้ถึง f6.5 ส่วนรูรับแสงแคบสุดที่สามารถตั้งค่าได้คือ f8.0

qc-p900

ด้านเซ็นเซอร์รับภาพเป็นชนิด CMOS ขนาด 1/2.3 นิ้ว (เท่าคอมแพกต์และสมาร์ทโฟนทั่วไป) พร้อมหน่วยประมวลผลภาพ EXPEED C2 ความละเอียดภาพสูงสุด 16 ล้านพิกเซล ที่อัตราส่วนภาพ 4:3 คุณภาพไฟล์ JPEG เลือกได้ระหว่าง Normal/Fine ไม่รองรับการบันทึกในรูปแบบไฟล์ RAW

focus-mainfocus-p900

มาดูระบบออโต้โฟกัส นิคอนเลือกใช้ระบบ Contrast Detection AF แต่เพิ่มความฉลาดให้หน่วยประมวลผลภาพทำให้จับโฟกัสได้เร็ว โดยโหมดออโต้โฟกัสที่น่าสนใจได้แก่ Target finding AF ที่ระบบสามารถจะตรวจหาและคาดเดาวัตถุที่เราต้องการโฟกัสให้อัตโนมัติ โดยใน P900 ระบบดังกล่าวถูกปรับแต่งมาให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า

สำหรับการปรับตั้งค่าโฟกัส P900 จะมีให้เลือกเฉพาะออโต้โฟกัส, มาโคร (ใกล้สุด 1 เซนติเมตร) และอินฟินิตี้สำหรับถ่าย Landscape เท่านั้น ไม่มี Manual Focus ให้เลือกใช้งาน

ois-p900

นอกจากนั้นยังรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Active ที่สามารถเลือกใช้ขณะกำลังนั่งถ่ายภาพอยู่บนรถ เดิน หรือถือถ่ายวิดีโอ (ใช้ร่วมกับระบบลดภาพสั่นไหวแบบอิเล็กทรอนิกส์) โดยระบบดังกล่าวจะช่วยลดอาการภาพพร่ามัวลงได้ระดับหนึ่ง

มาถึงระบบป้องกันภาพสั่นไหว VR (Vibration Reduction) เป็นแบบ Dual Detect Optical 5 สตอป โดยเทคโนโลยีป้องกันภาพสั่นไหวใหม่นี้จะใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับ (Angular velocity) ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์รับภาพที่จะช่วยอ่านค่าการสั่นไหวของกล้องได้ละเอียดขึ้น ทำให้การถือ P900 ถ่ายในที่แสงน้อยทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

mode-p900set-p900

ในส่วนสเปกปลีกย่อยอื่นๆ

– ค่าความไวแสง ISO เริ่มต้น 100 สูงสุด 6,400 และ Hi1 ISO 12,800 เมื่ออยู่ในโหมดเอ็ฟเฟกต์พิเศษ
– ความเร็วชัตเตอร์ : ช้าสุด 15 วินาที เร็วสุด 1/4,000 วินาที
– ถ่ายภาพต่อเนื่อง : 7.1 เฟรมต่อวินาที (ความเร็วสูงสุด 60 และ 120fps ที่ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล อัตราส่วน 16:9) พร้อมโหมด BSS (Best Shot Selector)
– ระบบวัดแสง : เฉลี่ยทั้งภาพ, เน้นตรงกลาง, เฉพาะจุด
– รองรับการเชื่อมต่อพิเศษ : NFC, WiFi 802.11b/g/n, GPS GLONASS พร้อม POI ทำงานร่วมกับ Here Maps
– วิดีโอ : ความละเอียดสูงสุด 1080p 30/60fps, Slowmotion 120 fps ที่ความละเอียด 640×480 พิกเซล
– สามารถถ่ายวิดีโอ Time-lapse, Interval Timer Shooting ได้


วิดีโอสโลโมชัน 120 เฟรมต่อวินาที ที่ความละเอียด 480p

ฟังก์ชันที่น่าสนใจ

scene-p900

ด้วยการที่ Nikon COOLPIX P900 เป็นกล้องคอมแพกต์เน้นโหมดอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นนิคอนจึงพัฒนาซีนโหมดมาให้ใช้งานได้หลากหลายมาก ตั้งแต่ถ่ายภาพบุคคล HDR พาโนรามา สัตว์เลี้ยง และที่สำคัญซีนโหมดพิเศษเฉพาะกล้องซุปเปอร์ซูมตัวนี้ ได้แก่ โหมดพระจันทร์และชมนก โดยกล้องจะปรับความเร็วชัตเตอร์ โทนสีและระยะโฟกัสให้ คุณมีหน้าที่แค่เล็งและกดถ่ายเท่านั้น หรือถ้าต้องการความคล่องตัวมากขึ้น สามารถตั้งซีนโหมดให้เลือกอัตโนมัติได้ด้วย

pc-p900

Picture Control – P900 ให้โปรไฟล์ภาพมาให้เลือกใช้ถึง 4 รูปแบบได้แก่ Standard, Neutral, Vivid และ Monochrome นอกจากนั้นในแต่ละโปรไฟล์ ผู้ใช้ยังสามารถเข้าไปปรับแต่งรายละเอียดภายในได้ด้วย

effect-p900

Effects – เป็นโหมดถ่ายภาพพร้อมเอฟเฟ็กต์พิเศษให้เลือกมากมาย

IMG_4263app-nwu

WiFi and NFC – รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ผ่านแอปฯ Nikon Wireless Mobile Utility สามารถส่งรูปจากกล้องไปสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตได้หรือจะใช้สมาร์ทโฟนควบคุมกล้องผ่าน WiFi ก็ได้

ทดสอบประสิทธิภาพ

*JPEG Fine 1 ภาพ ใช้เนื้อที่ประมาณ 6-7MB

ISO-TEST-P900

เริ่มจากทดสอบนอยซ์กับช่วงค่าความไวแสงตั้งแต่ ISO 100-6,400 ยอมรับว่านิคอนยุคใหม่เกือบทุกรุ่นรวมถึง P900 ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์รับภาพ 1/2.3 นิ้ว ทำผลทดสอบตรงนี้ได้ดี ISO 100-800 ให้ภาพคมชัดดี ในขณะที่ ISO 1600-3,200 จะเริ่มเห็นการเกลี่ยนอยซ์เกิดขึ้น ภาพเริ่มสูญเสียรายละเอียดความคมชัดไปบ้างแต่ไม่ถึงกับน่าเกลียด EXPEED ยังจัดการได้ดี และสุดท้ายที่ค่า ISO 6,400 เกิดนอยซ์ค่อนข้างมาก ระบบจัดการนอยซ์จนสูญเสียเรื่องความคมชัดไปพอสมควร (ต้องเข้าใจ เพราะเป็นคอมแพกต์ที่มีเซ็นเซอร์รับภาพเล็ก แถมพิกเซลยังมีขนาดแค่ 1.34 ไมครอน ประมาณ Samsung Galaxy S4 Zoom เท่านั้น)

DSCN0045DSCN0020-CROP

แน่นอนด้วยเซ็นเซอร์รับภาพขนาดไม่ต่างจากสมาร์ทโฟนทั่วไป สิ่งหนึ่งที่ทีมงานสัมผัสได้ทันทีหลังจากทดลองถ่ายภาพกลางคืนก็คือ สีสันและโทนภาพโดยรวมที่ไม่ถูกใจทีมงานนัก โดยเฉพาะการเปิดหน้ากล้องนานเกิน 1 วินาทีในโหมด M ที่ค่า ISO 100 ภาพที่ได้กลายเป็นนอยซ์เกิดขึ้นเยอะมาก และภาพชอบติดโอเวอร์ แถมการไล่โทนสีก็ดูแปลกๆ สีสันที่ได้ก็ติดตุ่นๆเพี้ยนๆ ต้องแก้ด้วยการเข้าไปปรับ Picture Control กันตลอดเวลา กว่าจะลงตัวเข้ากับความต้องการผู้ทดสอบได้ ต้องใช้เวลาเรียนรู้นิสัยอยู่หลายชั่วโมง

DSCN0064

DSCN0010

DSCN0002

DSCN0013

คราวนี้พอเริ่มชินมือแล้ว ก็ลองทดสอบกันสั่น VR แบบใหม่ด้วยการถือถ่ายในที่แสงน้อยพร้อมซูมระดับ 125-170 มิลลิเมตร ด้วยความเร็วชัตเตอร์ช้าๆตั้งแต่ 1/5-1/15 วินาที ผลปรากฏคือ “ระบบกันสั่นทำผลลัพท์ได้ดีสมราคาคุยมาก” ภาพส่วนใหญ่ถ่ายได้เพียงแค่กลั้นหายใจอึกเดียวแล้วกดชัตเตอร์เท่านั้น ภาพคมชัดทันที

DSCN0080

มาลองถ่ายชัตเตอร์ 1/500 วินาที ISO 6,400 ที่ระยะ 135 มิลลิเมตรกันบ้าง ก็เป็นไปตามคาด ISO สูงภาพที่ได้จะแตกและสูญเสียความคมชัดไปพอสมควร (ดูภาพนี้แล้วนึกถึงกล้องดิจิตอลเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว)

ส่วนเรื่องสีสันเมื่อกลับมาลองในที่แสงปกติ อาการสีตุ่นและเพี้ยนหายไปแล้ว

DSCN0068

DSCN0101

DSCN0172

DSCN0166

DSCN0155

คราวนี้ขอทดลองเรื่องซุปเปอร์ซูมกันบ้าง ทีมงานขอลองซูมระยะตั้งแต่ 800 มิลลิเมตรจนไปถึงระดับ 1,000 ปลายๆ ยอมรับว่านิคอนผลิตกระบอกเลนส์ชุดนี้มาได้ยอดเยี่ยมมาก ภาพที่ได้ทุกระยะค่อนข้างคมชัดมาก อีกทั้งกันสั่นถ้าปรับเป็น Active แล้วผลลัพท์ที่ได้ถือว่ายอดเยี่ยมเช่นกัน


วิดีโอแสดงการทำงานของระบบป้องกันภาพสั่นไหวในโหมดวิดีโอ (ถือถ่ายด้วยมือ) (VR : Active + Electronic VR)

ส่วนอาการชัตเตอร์หน่วง (Shutter lag) ส่วนนี้มีให้เห็นแน่นอน โดยเฉพาะเวลาซูมมากๆอาการหน่วงจะชัดเจนมากขึ้น

DSCN0106DSCN0118DSCN0134DSCN0122DSCN0137DSCN0161DSCN0142DSCN0174DSCN0171DSCN0066DSCN0175


วิดีโอแสดงการซูมออปติคอลตั้งแต่ระยะ 24 มิลลิเมตร ถึง 2,000 มิลลิเมตร


ไฟล์ดิบส่งตรงจากกล้องทดสอบการบันทึกเสียงแบบสเตอริโอ

สรุปด้านทดสอบประสิทธิภาพ ในภาพรวม – Nikon COOLPIX P900 โดดเด่นในเรื่องเลนส์ซูมคุณภาพสูง ระบบกันสั่นยอดเยี่ยม มี GPS WiFi และ NFC ส่วนคุณภาพไฟล์ภาพถ้าเป็นการถ่ายในที่แสงน้อยและกลางคืน ถึงแม้ระบบกล้องจะมีตัวช่วยมากมาย แต่ไฟล์ที่ได้ยังไม่น่าพอใจนัก โดยเฉพาะโทนสี มิติความกว้างของภาพที่ทำได้ไม่ค่อยดีนัก

ส่วนถ่ายกลางวันคุณภาพหน้ามือเป็นหลังมือจากกลางคืน ไฟล์ที่ได้โอเค สีสวย คอนทราสต์จัด และที่สำคัญ Dynamic Fine Zoom 166 เท่า (4,000 มิลลิเมตร) หลังพ้นออปติคอลซูมไปแล้วให้ผลลัพท์ภาพที่ดีมาก

ในส่วนงานวิดีโอ นิคอนทำได้ดีมาก โดยเฉพาะระบบป้องกันภาพสั่นไหว ถือว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของพวกกล้องคอมแพกต์ซุปเปอร์ซูมได้เลย ส่วนเรื่องโฟกัสที่ถึงแม้จะทำงานเร็วจริง แต่ชอบโฟกัสพลาดเป้าและมักมีอาการเอ๋อ โฟกัสวืดวาดไปมาบ่อยครั้งตามสไตล์ CDAF (แถมไม่มีแมนวลโฟกัสมาให้ด้วย)

สรุป

p700-head

ราคาค่าตัว Nikon COOLPIX P900 อยู่ที่ 19,900 บาท ถือว่าเป็นกล้องคอมแพกต์ราคาไม่ถึงสองหมื่นบาท ที่มาพร้อมเลนส์ซูมครอบคลุมระยะมากสุดในตลาดตอนนี้ แม้สเปกจะเก่าไปนิด แต่คุณภาพโดยรวมสำหรับการใช้งานทั่วไปก็อยู่ในเกณฑ์พอใช้สอดคล้องกับราคาไม่ถึงสองหมื่นบาท

ส่วนพวกช่างภาพมืออาชีพหรือคนเน้นถ่ายภาพจริงจัง อยากนำไฟล์ไปต่อยอด อาจจะต้องยอมเพิ่มเงินอีก 1-2 หมื่นบาทวิ่งไปหากล้องชุปเปอร์ซูมในตระกูลคอมแพกต์พรีเมียม DL24-500 f2.8-5.6 ที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆของปีนี้รวมถึงเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่กว่า P900 อยู่มากโข (แต่ต้องแลกกับระยะซูมที่น้อยกว่า P900)

ข้อดี

– เลนส์กล้องคุณภาพสูง 24-2,000 มิลลิเมตรพร้อมมาโคร 1 เซนติเมตร ครอบคลุมทุกระยะ ทุกสถานการณ์
– ระบบป้องกันภาพสั่นไหว Dual Detect Optical 5 สตอป ทำงานดีมาก
– การออกแบบได้อารมณ์ DSLR จับถนัดมือ
– ปุ่มซูมภาพตรงกระบอกเลนส์นุ่มนวล มี Snap-Back Zoom
– จอภาพปรับหมุนได้
– มีช่องมองภาพ
– มี WiFi, NFC, GPS ครบครัน
– โหมดอัตโนมัติ ซีนโหมดฉลาด
– ไฟช่วยโฟกัสส่องได้ไกล

ข้อสังเกต

– คุณภาพไฟล์ภาพในที่แสงน้อยและกลางคืน ไม่น่าประทับใจ
– โฟกัสไม่แม่นยำ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในระยะซูมมากๆ
– ขนาดและน้ำหนักตัวกล้องค่อนข้างมาก
– จอไลฟ์วิวหลอกตาเล็กน้อย โดยภาพที่แสดงผ่านหน้าจอจะสว่างกว่าไฟล์จริง

Gallery

]]>
Review: Nikon 1 J5 กล้องตระกูลวันที่ดีและลงตัวที่สุดของนิคอน https://cyberbiz.mgronline.com/review-nikon1-j5/ Sun, 12 Jul 2015 15:32:11 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=17554

558000007776602

หลังจากทีมงานไซเบอร์บิซได้ลงบทความรีวิวสัมผัสแรก Nikon 1 J5 ไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพร้อมเสียงตอบรับจากผู้อ่านว่าอยากเห็นคุณภาพไฟล์จากสภาพแวดล้อมต่างๆรวมถึงคุณภาพการจัดการสัญญาณรบกวนในแต่ละช่วงค่าแสง (ISO) เพิ่มมากขึ้น วันนี้ทางนิคอน ประเทศไทย ได้จัดส่งกล้อง Nikon 1 J5 มาให้ทีมงานได้ทดสอบแบบเจาะลึกกันอีกครั้ง

โดยก่อนรับชมรีวิวนี่กรุณาอ่านบททดสอบตอนแรกกันก่อนเพื่อความเข้าใจและรู้จัก Nikon 1 J5 เพิ่มมากขึ้น >แรกจับประทับใจ Nikon 1 J5<

สเปก


558000007776604558000007776603

Nikon 1 J5 จัดอยู่ในกลุ่ม ACIL มิร์เรอร์เลสของนิคอน ที่ในครั้งนี้นิคอนคิดใหม่ทำใหม่พยายามให้ J5 มีความลงตัวตั้งแต่ด้านการออกแบบให้มีขนาดเล็กพร้อมดีไซน์ย้อนยุคโดนใจคนทุกเพศทุกวัยด้วยน้ำหนักเพียง 265 กรัม คิทเลนส์ 10-30 f3.5-5.6 VR ถูกออกแบบมายืดหดเก็บตัวเองเมื่อไม่ใช่งานได้แบบเดียวกับดิจิตอลคอมแพกต์ทั่วไปเพื่อสะดวกต่อการพกพาอีกทั้งยังสามารถใช้ร่วมกับอะแดปเตอร์แปลงใส่เลนส์ Nikon DSLR ได้ด้วย

558000007776605

นอกจากนั้นในส่วนหน้าจอขนาด 3 นิ้วยังให้เป็นแบบสัมผัสและเป็นลักษณะ Tiltable พับเปลี่ยนหน้าจอเปลี่ยนองศาการรับชมได้

558000007776606

มาถึงส่วนสำคัญกับเรื่องหน่วยประมวลผลภาพที่นิคอนเปลี่ยนไปใช้ EXPEED 5A เซนเซอร์รับภาพ CMOS CX-Format รองรับความละเอียดภาพสูงสุด 20.8 ล้านพิกเซล วิดีโอความละเอียดสูง 1,920×1,080 พิกเซล 60 เฟรมต่อวินาที รองรับการถ่ายภาพความเร็วสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที ชัตเตอร์เร็วสุดตั้งได้ 1/16,000 วินาที ช้าสุด 30 วินาที ความไวแสง ISO มีให้เลือกใช้ตั้งแต่ 160-12,800 และออโต้โฟกัสที่มาพร้อมพื้นที่จับโฟกัสมากถึง 41 จุด ส่วนโฟกัสแบบจุดเดียว สามารถเลือกพื้นที่โฟกัสได้มากถึง 171 จุด

และสุดท้าย J5 ยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน WiFi และ NFC กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตด้วย

>สำหรับรายละเอียดสเปกเพิ่มเติม คลิกที่นี่<

ทดสอบประสิทธิภาพ


เริ่มจากสิ่งที่หลายคนอยากรู้มากที่สุดก็คือการทดสอบ ISO เมื่อตอนที่ 1 ผม เป๋า @dorapenguin ชมอย่างออกหน้าออกตาว่าครั้งนี้นิคอนทำได้ดีมาก หลังจากที่ผมได้รับ Nikon 1 J5 กลับมาทดสอบอีกครั้งด้วยรูปแบบการทดสอบเดิมของเรา ผมขอย้ำอีกครั้งว่านี่คือกล้องในตระกูล 1 ที่สามารถจัดการเรื่องสัญญาณรบกวน (Noise) ได้ดีที่สุดตั้งแต่เคยทดสอบมาและถือเป็นครั้งแรกที่นิคอนทำให้กล้องตระกูล 1 สามารถใช้งานได้สนุกและปราดเปรียวขึ้นมาก

จุดที่น่าสนใจอีกส่วนในเรื่อง ISO ก็คือ HIGH ISO Zone 12,800 ที่นิคอนเลือกใส่ช่วง ISO พิเศษมาก็คือ ISO 12,800 with Noise Reduction (์NR) ที่ระบบจะช่วยจัดการลบสัญญาณรบกวนออกให้ด้วยซอฟต์แวร์ภายในกล้อง เท่ากับว่าสำหรับผู้ใช้ทั่วไปคุณสามารถเลือกใช้ ISO ได้ทุกช่วงแสงจริงๆโดยไม่ต้องกังวลว่าภาพที่ได้จะแตกเละแต่อย่างใด ในขณะที่ผู้ใช้งานมืออาชีพขึ้นมาก็น่าจะพอใจช่วงค่าแสงตั้งแต่ ISO 160-6,400 ที่ EXPEED 5A ให้ผลลัพท์มาได้น่าประทับใจกว่า EXPEED ตัวเก่าที่อยู่ในวันรุ่นก่อนหน้าทั้งหมด

มาลองทดสอบกับการถ่ายภาพในสถานที่จริงในสภาพแสงน้อย (สองภาพบน ISO 1,600 – ภาพล่าง ISO 6,400) ผมเลือกถ่ายด้วยการดึง ISO ให้สูงและใช้มือถือถ่ายแทนขาตั้งกล้อง โดยตัวเลือกเสริมที่ผมเพิ่มเข้ามาก็คือเปิดใช้งานร่วมกับระบบกันสั่น VR (Vibration Reduction) ผลลัพท์ที่ได้ถือว่าประทับใจมากกับคุณภาพไฟล์ภาพที่ออกมา รวมถึงสีสัน ระบบวัดแสงและโหมดอัตโนมัติที่ทำได้ถูกต้องและรวดเร็ว

อีกทั้งเมื่อประกบกับหน้าจอแบบสัมผัสเรื่องการจับจุดโฟกัสแบบจิ้มหน้าจอก็ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น และยิ่งประกบกับขนาดตัวกล้องที่ออกแบบมาได้เล็กจึงไม่เป็นจุดสนใจของผู้คนทั่วไปเมื่อต้องนำไปใช้งานถ่ายภาพท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆอีกด้วย

ทีนี้ลองถ่ายแบบ Manual ที่ต้องเน้นการปรับแต่งค่าด้วยตัวเอง ก็ถือว่าใน Nikon 1 J5 การจัดการค่ากล้องต่างๆก็สามารถทำได้ดีเหมือนใช้กล้อง DSLR ตัวใหญ่ รวมถึงจุดเด่นยังอยู่ที่ RAW File ซึ่งเก็บรายละเอียดภาพมาได้ดีเหมือนรุ่นพี่ใหญ่เลขสามหลัก Dxxx รุ่นใหม่มาก

ยกตัวอย่างภาพนี้ผมถ่ายแบบ RAW File ISO 160 f6.3 ชัตเตอร์ 30 วินาที ขนาดไฟล์อยู่ที่ 19.3MB เข้าตกแต่งผ่าน Capture NX-D และ Lightroom ด้วยการดึงฟ้าให้เห็นดาวมากขึ้น นอกนั้นส่วนอื่นเป็นภาพเดิม White Balance ติดกล้องเดิมไม่เปลี่ยนค่าใดๆ ภาพที่ได้ถือว่าทำได้ประทับใจลบความทรงจำแย่ๆที่เคยมีกับกล้องตระกูลวันไปทั้งหมดเลย

Nikon 1 J5 / 1 NIKKOR VR 10-30mm f/3.5-5.6 PD-ZOOM / f5.6 / 1/250s / ISO 400

Nikon 1 J5 / 1 NIKKOR VR 10-30mm f/3.5-5.6 PD-ZOOM / f4.0 / 1/30s / ISO 2,800

Nikon 1 J5 / 1 NIKKOR VR 10-30mm f/3.5-5.6 PD-ZOOM / f7.1 / 1/250s / ISO 220

Nikon 1 J5 / 1 NIKKOR VR 10-30mm f/3.5-5.6 PD-ZOOM / f7.1 / 1/250s / ISO 360

สุดท้ายกับการทดสอบถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติทั้งหมด โดยตั้งค่า ISO Auto ไว้ที่ช่วง 160-12,800 ถือว่าผลลัพท์ที่ได้น่าประทับใจทุกช่วงค่าความไวแสง การประมวลผลภาพและวิเคราะห์เลือกซีนภาพต่างๆทำได้ค่อนข้างดีจนถือเป็นมิรเรอร์เลสที่ถ่ายสนุกมาก

อีกส่วนหนึ่งที่มีการปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นก็คือโหมดวิดีโอสโลโมชันที่มีความคมชัดใช้จริงได้ตั้งแต่ 120-400fps แล้ว ส่วน 1,200fps ยังให้ภาพที่ความละเอียดต่ำเกินไป

นอกจากนั้นโหมดวิดีโอยังมาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวทั้ง Optical VR และ Electronic VR ช่วยให้การถือถ่ายวิดีโอทำได้นิ่งมาก

แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าการปรับใหม่ของ Nikon 1 J5 จะไม่มีข้อสังเกตใดๆเลย โดยจากการทดลองใช้งานร่วม 1 อาทิตย์เต็มพบว่าข้อสังเกตหลักจะตกไปอยู่ที่เรื่องแบตเตอรีก้อนเล็กที่หมดเร็วมาก ถ่ายได้ประมาณ 200-240 รูปแบตเตอรีก็หมดแล้ว หรือถ้าใช้ถ่ายวิดีโอและเชื่อมต่อ WiFi หรือถ่ายชัตเตอร์ช้าบ่อยครั้งแบตเตอรีสามารถหมดลงได้เร็วกว่าปกติเป็นเท่าตัว รวมถึงฟีเจอร์ถ่าย 4K ที่ความเร็ว 15 เฟรมต่อวินาทีที่ผมมองว่าเป็นได้แค่ฟีเจอร์ลูกเล่นสนุกๆเท่านั้น ใช้จริงคงไม่เหมาะเท่าใด

สรุป


สำหรับราคาเปิดตัว Nikon 1 J5 พร้อมคิทเลนส์ 1 NIKKOR VR 10-30mm VR f/3.5-5.6 PD-ZOOM อยู่ที่ 21,990 บาท ถือเป็นมิร์เรอร์เลสที่ลงตัวสุดและดีที่สุดของนิคอนแล้ว โดยเฉพาะการถ่ายภาพนิ่งที่ทำได้สนุกเหมาะกับคนชอบเที่ยวชอบเก็บภาพความประทับใจต่างๆ กล้องสามารถจัดการให้คุณได้หมดทั้งแบบโหมดอัตโนมัติหรือปรับตั้งค่าเอง โดยคุณไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับตั้ง ISO เพื่อหลีกเลี่ยง Noise เลยเพราะชิปประมวลผลภาพตัวใหม่สามารถให้ผลลัพท์ภาพที่ดีระดับสามารถดึงไปใช้งานทั่วไป เช่น อัปโหลดภาพลงโซเชียล เว็บไซต์ได้ คนที่เคยบ่นเรื่องเซนเซอร์ CX Format ขนาดเล็กและให้คุณภาพที่ยังไม่ดีลองมาทดสอบใช้ 1 J5 ดูก่อนแล้วคุณจะเปลี่ยนใจทันที

ข้อดี

– EXPEED 5A พระเอกคนสำคัญที่ทำให้ Nikon 1 J5 น่าใช้มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะคุณภาพไฟล์ภาพถ่าย
– การออกแบบตัวกล้องทำได้ดี โดยเฉพาะคิทเลนส์เล็กกระทัดรัดและเบามาก
– โหมดกันสั่นวิดีโอมีทั้ง Optical VR และ Electronic VR
– วิดีโอสโลโมชันปรับปรุงใหม่คมชัดขึ้น
– RAW คุณภาพดีขึ้น

ข้อสังเกต

– แบตเตอรีหมดเร็วและแย่กว่ารุ่นก่อนหน้า
– วิดีโอ 4K เป็นได้แค่ลูกเล่นเสริมเพราะไม่มีความลื่นไหลเสียเลย

Gallery

]]>
Review: Nikon COOLPIX S9900 คอมแพกต์จัดเต็ม ทั้งจอหมุน เซลฟีฟรุ้งฟริ้ง ซูม 30x GPS และ NFC https://cyberbiz.mgronline.com/review-nikon-coolpix/ Sun, 22 Mar 2015 23:25:36 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=17508

558000003437902

ถือเป็นการปลุกตลาดกล้องดิจิตอลคอมแพกต์ให้คึกคักหลังตลาดกล้องขนาดเล็กโดนกลุ่มสมาร์ทโฟนกล้องเด่นแย่งชิงไป หลายค่ายสร้างจุดขายด้วยการเลือกใช้เลนส์ซูมครอบจักรวาลที่ให้ภาพคมชัดมากขึ้นหรือแม้แต่การเลือกใส่ NFC WiFi ไปถึงการกำเนิดกลุ่มกล้องแอนดรอยด์ก็ถือเป็นการช่วยปลุกตลาดดิจิตอลคอมแพกต์ไม่ให้ล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว

มาวันนี้ก็ถึงคิวของค่ายใหญ่อย่างนิคอนที่หลังจากปรับไลน์กล้อง DSLR ไปแล้วก็มาถึงคิวของกล้องเล็กตระกูล COOLPIX กันบ้างกับ “Nikon COOLPIX S9900” ที่นอกจากจะเป็นกล้องคอมแพกต์พร้อมเลนส์ซูมออปติคอล 30 เท่าครอบจักรวาลพร้อมรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย NFC/WiFi เหมือนคู่แข่งแล้ว นิคอนสร้างความแตกต่างด้วยการใส่ GPS และเข็มทิศดิจิตอลมาให้ภายในตัวกล้องเพื่อเอาใจสาวกโซเชียลที่ชอบติดแท็กสถานที่ อีกทั้งยังเอาใจสาวสวยหนุ่มหล่อที่ชอบเซลฟีด้วยจอหมุนได้และโหมดรีทัชใบหน้าแบบพิเศษ

ทั้งหมดนี้นิคอนจัดเต็มมากับ COOLPIX S9900 เพื่อดึงตลาดกล้องขนาดเล็กให้น่าสนใจ เข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ยิ่งขึ้น

การออกแบบและสเปก

558000003437904558000003437903

Nikon COOLPIX S9900 ถูกจัดกลุ่มให้เป็นกล้องคอมแพกต์ระดับกลางค่อนไปทางระดับบนของกลุ่ม COOLPIX ด้านการออกแบบดูย้อนยุค (Retro-style) คล้าย COOLPIX A โครงสร้างยังคงเอกลักษณ์ของนิคอนไฮเอนด์คือเป็นแมกนีเซียม-อลูมิเนียมครอบด้วยพลาสติกบางส่วน ส่วนซีลรอยต่อถูกออกแบบและประกอบมาได้แน่นหนาและแข็งแรง สามารถป้องกันละอองน้ำ ฝุ่นและการตกกระแทกได้บ้างเล็กน้อย

ด้านขนาดตัวเครื่องกว้างxสูงxลึก อยู่ที่ 112.0×66.0x39.5 มิลลิเมตรหรือเทียบง่ายๆก็คือประมาณหนึ่งฝ่ามือ ด้านน้ำหนักตัวเครื่องรวมแบตเตอรีและการ์ดความจำอยู่ที่ 289 กรัม

558000003437905

ลักษณะเลนส์ที่ยื่นออกมาเมื่ออยู่ในระยะกว้างสุด

558000003437906

ลักษณะเลนส์ที่ยื่นออกมาเมื่ออยู่ในระยะซูมสุด 30 เท่า

16663046467_45693ceaee_c

นส่วนเลนส์กล้อง (ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้) นิคอนใช้เลนส์ NIKKOR Zoom Lens ที่ภายในมาพร้อมกระจก ED 3 ชิ้น กระจายแสงต่ำเป็นพิเศษเป็นครั้งแรกพร้อมกลุ่มชิ้นเลนส์ Aspherical ลดความผิดเพี้ยนของภาพ โดยเลนส์สามารถซูมแบบออปติคอล (ซูมโดยเลนส์ยืดออก) ได้สูงสุด 30 เท่าหรือเทียบระยะกล้องฟิล์ม 35 มิลลิเมตร (คูณ 5.53) อยู่ที่ 25-750 มิลลิเมตร) นอกจากนั้นยังรองรับระบบซูมด้วยเทคโนโลยี Dynamic Fine Zoom 60 เท่า (1,500 มิลลิเมตร) ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ทำงานร่วมกัน

รูรับแสงเป็นแผ่นไดอะแฟรมแบบม่านรูรับแสง 3 กลีบควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ระยะไวด์สามารถตั้งรูรับแสงกว้างสุด f3.7 และเมื่อซูมค่ารูรับแสงกว้างสุดจะไหลไปที่ f6.4 ส่วนค่ารูรับแสงแคบสุดจะปรับตั้งได้แค่ f8.0 ตามแบบฉบับเลนส์ซูมครอบจักรวาลทั่วไปและสำหรับระยะมาโครใกล้สุดอยู่ที่ 1 เซนติเมตร

558000003437907

มาดูสเปกเซนเซอร์รับภาพ CMOS มีขนาด 1/2.3 นิ้ว ความละเอียดภาพสูงสุด 16 ล้านพิกเซล (4,608×3,456 พิกเซล) อัตราส่วนภาพ 4:3 ระบบป้องกันภาพสั่นไหวเป็นแบบ Hybrid VR 5 แกนคือใช้ทั้ง Lens Shift VR รวมกับ Electronic VR

558000003437908

ส่วนหน่วยประมวลผลภาพนิคอนเลือกใช้ EXPEED C2 รุ่นปรับปรุงใหม่ให้ทำงานได้เร็วขึ้น ด้านไฟล์ภาพเลือกได้เฉพาะ JPEG Fine/Normal เท่านั้น ไม่มีไฟล์ RAW ให้เลือกใช้ วิดีโอเลือกคุณภาพได้สูงสุด 1,920×1,080@60i ในรูปแบบไฟล์ MOV (วิดีโอ: H.264/MPEG-4 AVC, เสียง: สเตอริโอ LPCM)

สำหรับค่าความไวแสง ISO ที่สามารถเลือกใช้ได้จะอยู่ในช่วง ISO 125-6,400 แต่แนะนำให้ตั้งค่าเป็น Auto ISO ได้เลยเนื่องจากชิปประมวลผลรุ่นใหม่นี้ทำงานได้เร็วและฉลาดกว่ารุ่นก่อนหน้ามากแล้ว

ด้านระบบโฟกัสอัตโนมัติจะเป็นแบบตรวจจับคอนทราสต์ พื้นที่โฟกัสมีให้เลือก 99 จุด รองรับระบบตรวจจับใบหน้า โฟกัสแบบติดตามวัตถุอัตโนมัติและออโตโฟกัสค้นหาวัตถุ ส่วนความไวชัตเตอร์สามารถตั้งได้ตั้งแต่ 1/2,000 – 8 วินาที

558000003437909558000003437910

มาพลิกดูด้านหลังของกล้องกันบ้าง จะพบหน้าจอ Live View TFT LCD ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 921,000 จุด (RGBW) หน้าจอสามารถปรับหมุนได้แบบเดียวกับ DSLR Nikon D5500 ที่เคยรีวิวไป ส่วนด้านขวามือจะเป็นปุ่มคำสั่งและวงแหวนที่สามารถหมุนเพื่อปรับค่ากล้องได้

จุดที่น่าสนใจและควรรู้คือปุ่มเปิด WiFi (รูปเสาสัญญาณ) ที่เมื่อกดลงไปหนึ่งครั้งตัวเครื่องจะปล่อย SSID ให้เราสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ไม่มี NFC ได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

558000003437911

ด้านบนของตัวเครื่องจากซ้ายสุดบริเวณชื่อรุ่นของกล้องจะเป็นไฟแฟลช ถัดมาใต้โลโก้ GPS/WiFi จะเป็นสวิตซ์เปิดไฟแฟลช มาดูด้านขวาเริ่มจากวงแหวนแรกสุดจะเป็นวงแหวนปรับเปลี่ยนโหมดถ่ายภาพมีให้เลือกตั้งแต่ M/A/S/P, Auto, Scene Mode, Smart Portrait และโหมดวิดีโอสั้นแบบสร้างสรรค์ ถัดไปเป็นปุ่มชัตเตอร์ล้อมรอบด้วยวงแหวนซูมภาพเข้าออก ปุ่มเปิดปิดตัวเครื่องและวงแหวนปรับแต่งค่าเพิ่มเติม

สำหรับช่องใส่สายคล้องข้อมือจะติดตั้งอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวา สามารถเลือกใส่สายได้ตามความถนัดของผู้ใช้

558000003437912558000003437913

ด้านข้างขวาของตัวเครื่อง จุดที่ต้องสังเกตคือสัญลักษณ์ NFC สามารถใช้สมาร์ทโฟนที่รองรับแตะสัมผัสบริเวณนี้ ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อ USB และ HDMI จะมีฝาปิดไว้ป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ ส่วนอีกด้านจะเป็นปุ่มกดเพื่อเปิดแผนที่สำหรับคนที่ต้องการแก้ไขพิกัดรูปภาพ

558000003437914558000003437915

ส่วนช่องใส่แบตเตอรีและการ์ดความจำจะติดตั้งอยู่ด้านใต้สุด โดบแบตเตอรีที่ใช้ร่วมกับ COOLPIX S9900 เป็นรหัส EN-EL12 ก้อนเล็กขนาด 1,050mAh ชาร์จเต็มหนึ่งครั้งสามารถถ่ายภาพนิ่งได้ต่อเนื่องประมาณ 300 ภาพ นอกจากนั้นนิคอนได้ออกแบบระบบชาร์จไฟผ่านพอร์ต MicroUSB ให้สามารถชาร์จไฟและใช้งานพร้อมกันได้ (เหมาะแก่คนถ่าย Timelapse)

ฟีเจอร์เด่น

558000003437916

เริ่มจากเรื่องแรกที่ขอยกให้เป็นข้อเด่นด้านการออกแบบของ COOLPIX S9900 ก็คือบริเวณกริปและแผ่นรองนิ้วโป้งด้านหลังที่นิคอนเลือกใช้วัสดุเป็นยางแกะลายเลียนแบบหนังเทียม ซึ่งจับกระชับ ช่วยให้การถือกล้องเป็นไปอย่างมั่นคงไม่หลุดล่วงหล่นจากมือได้ง่าย

558000003437917

มาดูหน้าจอ Live View หลักๆก็ใช้แสดงสถานะการตั้งค่ากล้องทั้งหมดรวมถึงพรีวิวภาพถ่าย พร้อมสิ่งที่เพิ่มเข้ามาเฉพาะ COOLPIX S9900 ก็คือเข็มทิศดิจิตอลและพิกัดแบบแสดงเป็นชื่อสถานที่ที่อยู่ใกล้บริเวณที่ถ่ายภาพ โดยระบบจะดึงข้อมูลจาก HERE Maps เป็นหลัก

558000003437918

นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถเรียกแผนที่ HERE Maps ขึ้นมารับชมจุดพิกัดที่เราถ่ายภาพไปแล้วได้โดยการกดปุ่มรูปลูกโลกข้างกล้อง

558000003437919

ในส่วนไฟล์ภาพที่ถ่ายออกมาจาก COOLPIX S9900 จะมาพร้อมเลขพิกัด ทิศทางที่ถ่ายภาพและความสูงจากระดับน้ำทะเล ซึ่งผู้ใช้ที่ชื่นชอบการโพสต์รูปแล้วติดแท็กสถานที่น่าจะรักฟีเจอร์นี้เป็นพิเศษ

ตัวอย่าง Timelapse > ทิวทัศน์ 20 นาทีเมื่อประมวลผลเรียบร้อยแล้วจะเหลือวิดีโอความยาว 8 วินาที

มาดูฟีเจอร์ต่อไป Timelapse ที่มาในรูปแบบสำเร็จรูปไม่ต้องปรับตั้งค่าให้ยุ่งยาก โดยการใช้งานต้องเปลี่ยนเป็น Scene Mode > Timelapse แล้วจะพบกับโหมด Timelapse สำเร็จรูปสามารถเลือกได้ตั้งแต่ถ่ายทิวทัศน์ 20 นาทีไปถึงถ่ายหมู่ดาวยามค่ำคืน 150 นาที

558000003437920

สำหรับ NFC ก็ถือว่าช่วยอำนวยความสะดวกเวลาเราต้องการจะแชร์ภาพหรือใช้หน้าจอสมาร์ทโฟนเป็น Live View เพราะเพียงแค่นำสมาร์ทโฟนที่รองรับ NFC ไปแตะที่สัญลักษณ์ด้านข้างกล้องเท่านั้น ระบบ WiFi จะเชื่อมต่อกันและเรียกแอปพลิเคชัน Wireless Mobile Utility ขึ้นมาใช้งานในขั้นตอนเดียว

558000003437921558000003437922

ฟีเจอร์เด่นอีกหนึ่งหมัดเด็ดที่เกริ่นไปแล้วข้างต้นกับโหมด Smart Portrait ที่ระบบจะทำหน้าขาวนวลให้ระดับหนึ่ง ถ้าผู้ใช้ต้องการปรับแต่งส่วนอื่นอีกก็สามารถกดเข้าไปรีทัชภาพได้

โดยระบบรีทัชจะรองรับการปรับแต่งใบหน้าตั้งแต่ลดขนาดแก้ม เพิ่มขนาดดวงตา ทำหน้าใส ปรับสีผิว ลบสิว ปัดแก้ม ใส่ขนตา และอีกมากมายที่นิคอนออกแบบมาเอาใจคุณผู้หญิงเป็นพิเศษ คุณภาพของโหมดรีทัชก็ประมาณน้องๆกล้องฟรุ้งฟริ้งเลย

สุดท้ายมาดูอีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นกับระบบป้องกันภาพสั่นไหว Hybrid VR แบบ 5 แกนที่จะให้ผลลัพท์ที่โดดเด่นมากในโหมดถ่ายวิดีโอ ยิ่งเมื่อผู้ใช้ซูมภาพระหว่าง 30-60 เท่า ระบบ Hybrid VR จะยิ่งให้ผลลัพท์ที่ดีมากยิ่งขึ้น อย่างวิดีโอตัวอย่างที่ผม @dorapenguin แอบถ่ายนกที่ระยะ 60 เท่า (1,500 มิลลิเมตร) ปกติถ้าเป็นกันสั่นออปติคอลธรรมดาภาพจะสั่นมากกว่านี้ แต่เมื่อเปิดใช้ Hybrid VR จะถือถ่ายได้ง่ายขึ้น ภาพไหวน้อยลงแต่เล็งยากพอสมควร เพราะเมื่อเคลื่อนไหวมือตามวัตถุที่ไม่อยู่นิ่งภาพที่ปรากฏบน Live View จะเกิดอาการดีเลย์เล็กน้อยเนื่องจากซอฟต์แวร์ภายในต้องมีการประมวลผลเรื่องการสั่นไหวมากกว่าปกติ

ในส่วนการถ่ายวิดีโอปกติ ก็เป็นไปตามสไตล์นิคอนยุคใหม่ก็คือโหมดวิดีโอทำงานได้ลื่นไหล ไมโครโฟนรับเสียงภายในเป็นแบบสเตอริโอ การปรับแสงสี สมดุลแสงสีขาวต่างๆทำได้ดี ภาพที่ได้ค่อนข้างคมชัดมาก ระบบซูมทำงานร่วมกับ Hybrid VR ได้อย่างยอดเยี่ยม ถือได้ว่า COOLPIX S9900 เป็นกล้องคอมแพกต์ราคาไม่เกิน 15,000 บาทที่ถ่ายวิดีโอได่้สวยติดอันดับต้นๆของตลาดตอนนี้

ทดสอบประสิทธิภาพ

ISO-9900

ทีนี้ลองมาทดสอบค่าความไวแสงในช่วงต่างๆกันบ้าง ต้องเรียนตามตรงว่าถ้ามองเผินๆ ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียด ISO ตั้งแต่ 125-6,400 แทบแยกความแตกต่างกันไม่ออกเลย เพราะเนื้อไฟล์ สีสันเนียนตาด้วยอานิสงส์จากชิป EXPEED C2 จนต้องลองซูมเทียบแบบ 100% ถึงจะเห็นความแตกต่างและการเกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ที่เริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ ISO 3,200 และมากสุดที่ ISO 6,400

DSCN0175จบเรื่องการทดสอบ ISO มาเริ่มทดสอบคุณภาพไฟล์ภาพจาก COOLPIX S9900 กันบ้าง เริ่มจากภาพแรกสุดที่ผมต้องการแสดงให้เห็นถึงคุณภาพชิ้นเลนส์ที่นิคอนเลือกใช้ ส่วนใหญ่ภาพที่ถ่ายย้อนแสงด้วย f8.0 รวมถึงแสงไฟยามค่ำคืนมักให้แฉกแสงที่สวยงามมากและน่าจะเป็นจุดเด่นของชุดเลนส์ที่ติดตั้งใน S9900 เลยทีเดียว

DSCN0209DSCN0270

ในส่วนการทดสอบระยะเลนส์ซูมครอบจักรวาล ผมขอคอนเฟริมว่าทุกช่วงซูม ใช้งานได้จริงหมด ภาพคมชัด ขอบภาพไม่เบลอเหมือนหลายแบรนด์ ส่วนนี้คงต้องยกความดีความชอบให้กับชุดชิ้นเลนส์ที่นิคอนเลือกใช้ส่วนหนึ่ง หน่วยประมวลผลปรับใหม่อีกส่วนหนึ่ง ยกตัวอย่างภาพที่ผมนำมาให้ชม 3 ภาพบน ผมเลือกซูมที่ระยะตั้งแต่ 30 เท่าถึงช่วง Dynamic Fine Zoom 60 เท่า (ภาพนกพิราบปากแหลม) ผลลัพท์ที่ได้คือภาพคมชัดทั้งหมด โดยเฉพาะช่วงเข้า Dynamic Fine Zoom ที่ใช้การทำงานของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และคุณภาพไฟล์ JPEG ที่ดีผสมกัน ทำให้ภาพที่ได้สามารถนำไปใช้งานได้จริง

DSCN0289ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 24 มิลลิเมตร / f3.7 / ISO 280 / Shutter: 1/30 วินาที

DSCN0192

ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 24 มิลลิเมตร / f3.7 / ISO 500 / Shutter: 1/8 วินาที

DSCN0286ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 136 มิลลิเมตร / f6.0 / ISO 250 / Shutter: 1/30 วินาที

DSCN0181

ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 49 มิลลิเมตร / f4.5 / ISO 125 / Shutter: 1/125 วินาที

DSCN0190

ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 746 มิลลิเมตร / f6.4 / ISO 125 / Shutter: 1/250 วินา

DSCN0194ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 24 มิลลิเมตร / f3.7 / ISO 320 / Shutter: 1/30 วินาที DSCN0202 ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 24 มิลลิเมตร / Macro Mode / f3.7 / ISO 400 / Shutter: 1/25 วินาที DSCN0232

ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 24 มิลลิเมตร / Macro Mode / f6.3 / ISO 125 / Shutter: 1/60 วินาที

DSCN0204ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 115 มิลลิเมตร / f5.6 / ISO 125 / Shutter: 1/500 วินาที DSCN0205ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 35 มิลลิเมตร / f6.4 / ISO 125 / Shutter: 1/50 วินาที

DSCN0206ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 24 มิลลิเมตร / f4.8 / ISO 125 / Shutter: 1/2,000 วินาที DSCN0208

ระยะ(เทียบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร): 24 มิลลิเมตร / f3.7 / ISO 125 / Shutter: 1/640 วินาที

สำหรับภาพรวมด้านคุณภาพไฟล์ที่ได้รับจาก Nikon COOLPIX S9900 ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานกล้องคอมแพกต์เซนเซอร์เล็ก การจะทำโบเก้ฉากหลังละลายทำได้ยากพอตัว ส่วนไฟล์ภาพส่วนใหญ่ที่ได้รับจาก S9900 มีคุณภาพสูงตามหน่วยประมวลผลภาพที่ปรับปรุงใหม่ เลนส์ซูมไว้ใจได้ คมชัดทุกระยะออปติคอล 30x ระบบวัดแสงและจัดการต่างๆทำงานมีประสิทธิภาพจนทำให้ S9900 เป็นกล้อง Point and Shoot ที่ถ่ายสนุกตัวหนึ่ง

เสียดายอย่างเดียวจอไม่ใช่ระบบสัมผัส ไม่อย่างนั้นการใช้ซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพและการจับโฟกัสด้วยการจิ้มหน้าจอจะทำให้การใช้ S9900 สะดวกสบายมากขึ้น

ในส่วนลูกเล่นพวก GPS NFC รีทัชโหมดต่างๆ ใช้งานได้จริงและทำได้ดีมาก โดยเฉพาะรีทัชโหมดสำหรับขาเซลฟีที่ออกแบบส่วนซอฟต์แวร์ตกแต่งมาได้ละเอียดและดึงความสามารถของระบบตรวจจับใบหน้ามาใช้งานได้สมบูรณ์แบบมาก ในขณะที่ลูกเล่นอื่นๆ เช่น Timelapse หรือเอ็ฟเฟ็กต์ตกแต่งภาพก็มีให้เลือกใช้งานครบครัน

สรุป

สำหรับราคาเปิดตัว Nikon COOLPIX S9900 อยู่ที่ประมาณ 12,900 บาท ถือเป็นกล้องคอมแพกต์ระดับกลางค่อนสูงที่มีฟังก์ชันใช้งานครบครันคุ้มค่าคุ้มราคาตัวหนึ่ง จุดเด่นของกล้องรุ่นนี้อยู่ที่เลนส์ซูมครอบจักรวาล พร้อม GPS NFC และโหมดรีทัชภาพเซลฟีที่น่าจะถูกใจผู้ใช้ที่กำลังมองหากล้องถ่ายภาพที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก

ถ้าเป็นเมื่อก่อนกล้องครอบจักรวาลลักษณะนี้มักให้คุณภาพไม่ว่าจะเป็นไฟล์ภาพหรือคุณภาพของเลนส์ซูมที่ไม่ดีนัก แต่ปัจจุบันจากที่ได้ทดสอบ COOLPIX S9900 เป็นเวลานานร่วมอาทิตย์ทำให้ความเชื่อเก่าๆกับกล้องครอบจักรวาลลักษณะนี้ต้องเปลี่ยนไปทั้งหมด จนทำให้ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า “ถ้าคุณจ่ายเงิน 12,900 บาทไปสิ่งที่ได้ผมรับรองว่าคุ้มค่ากว่าราคาที่จ่ายออกไปแน่นอน”

ข้อดี

– งานประกอบดี แข็งแรง กริปจับถนัดมือ
– หน้าจอปรับหมุนได้
– ซอฟต์แวร์รีทัชภาพเซลฟีและถาพถ่ายบุคคลสามารถปรับแต่งได้ละเอียด
– เลนส์ซูมครอบจักรวาลคุณภาพสูง คมชัดทุกระยะ
– ระบบป้องกันภาพสั่นไหว Hybrid VR 5 แกนทำงานได้ดีมาก
– ฟีเจอร์ครอบคลุมทุกการใช้งาน เช่น Timelapse, เอ็ฟเฟ็กต์ภาพ, วิดีโอ 1080@60i พร้อมไมโครโฟรสเตอริโอ
– สามารถชาร์จแบตเตอรีและใช้งานกล้องพร้อมกันได้

ข้อสังเกต

– หน้าจอ Live View ไม่มีระบบสัมผัส
– ไม่มีไฟล์ RAW ให้เลือกใช้
– ถึงแม้ Hybrid VR จะทำงานได้ดี แต่เมื่อซูมเกิน 20 เท่าขึ้นไปจะเล็งภาพผ่าน Live View ยากขึ้นเพราะภาพจะหน่วงไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้การจัดองค์ประกอบภาพให้ถูกใจทำได้ยาก

Gallery

]]>
Review: Nikon D5500 ปรับใหม่เล็กลง ทรงประสิทธิภาพมากขึ้น https://cyberbiz.mgronline.com/review-nikon-d5500/ Thu, 05 Mar 2015 03:28:16 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=17463

558000002699402

ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนิคอนปรับปรุงไลน์สินค้ากลุ่มดีเอสแอลอาร์ FX Format ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ D750, D810 ที่มาพร้อมหน่วยประมวลผลภาพ EXPEED 4 โปรไฟล์ภาพแบบใหม่ ระบบวัดแสงใหม่ ไปถึงการปรับปรุง D-Movie โหมดถ่ายวิดีโอใหม่เพื่อให้เทียบเคียงกับคู่แข่งได้

การปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ทำให้กล้องนิคอนยุคใหม่มีเอกลักษณ์ด้านภาพปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น กลุ่มเป้าหมายใหม่เกิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ชื่นชอบงานวิดีโอ DSLR ที่เริ่มหันมาสนใจนิคอนมากกว่าแต่ก่อน

มาวันนี้นิคอนก็ได้เริ่มปรับไลน์กล้องตระกูลเลขสี่หลักที่ถือเป็นตลาดใหญ่เพราะจับกลุ่มตั้งแต่ระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง (upper-entry-level ราคาอยู่ในช่วง 3 หมื่นบาทเฉพาะบอดี้) เน้นวัยรุ่น คนชอบเที่ยวที่ต้องการกล้อง DSLR ขนาดเล็ก ต้องการฟีเจอร์ถ่ายภาพสำเร็จรูปมากกว่าฟังก์ชันมืออาชีพ เน้นถ่ายสนุก ใช้งานไม่ยุ่งยาก มี WiFi ถ่ายวิดีโอดี กับ “Nikon D5500” ด้วยการปรับเปลี่ยนหลายส่วนจนแทบจะเป็นแฝดพี่น้องกับ D750 รุ่นใหญ่เลยทีเดียว

การออกแบบและสเปก


558000002699404558000002699403

เริ่มจากรูปทรงยังคงความเล็กกระทัดรัดเช่นเดิม การออกแบบตัวเครื่องเป็นแบบ monocoque พร้อมคาร์บอน ไฟเบอร์ ขนาดตัวเครื่องมีการปรับลดจากรุ่น D5300 เหลือความกว้างxสูงxลึก ที่ 124x97x70 มิลลิเมตร น้ำหนักปรับลดจากรุ่นเดิม 480 กรัมเฉพาะตัวกล้องเหลือเพียง 420 กรัม พร้อมปรับส่วนกริปยางจับถือให้กระชับมือขึ้น

ด้านสเปกหน่วยประมวลผลกล้องยังใช้เซ็นเซอร์ CMOS DX-Format (F-mount) ขนาดเซ็นเซอร์ 23.5×15.6 มิลลิเมตรแบบไม่มี low-pass filter (OLPF) รองรับความละเอียดภาพ 24.2 ล้านพิกเซล (6,000×4,000 พิกเซล) ประกบชิป EXPEED 4 เหมือนตัวที่แล้วแต่มีการปรับซอฟต์แวร์ภายในใหม่ให้ทำงานได้ฉลาดขึ้นพร้อมระบบ Active D-Lighting เลือกปรับได้ตั้งแต่อัตโนมัติ สูงพิเศษ สูง ปกติ ต่ำและปิด

558000002699405

ในส่วนระบบออโต้โฟกัสใช้เซ็นเซอร์ Nikon Multi-CAM 4800DX ตัวเดียวกับ D5300 รองรับ AF-Single, AF-Continuous, AF-Auto ถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็ว 5fps ความเร็วชัตเตอร์เร็วสุด 1/4,000 วินาที ช้าสุด 30 วินาที จุดโฟกัสเลือกใช้งานได้ 39 จุดและ 11 จุด รองรับระบบตรวจจับโฟกัสอัตโนมัติแบบติดตามวัตถุ ค่าความไวแสง ISO ที่ให้มาเลือกใช้งานได้ตั้งแต่ 100-25,600 เลือกปรับขึ้นลงได้ขั้นละ 1/3EV หรือ 1/2EV

ด้านระบบวัดแสงหลายคนตั้งความหวังว่าจะมีโหมดวัดแสงใหม่อย่าง Highlight-Weighted Metering แบบเดียวกับใน Nikon D750 มาให้เลือกใช้ แต่ความเป็นจริงระบบวัดแสงของ Nikon D5500 ยังเป็นระบบเดิม รวมถึงวิดีโอรองรับความละเอียดสูงสุด 1,920×1,080 พิกเซล 60p พร้อม Manual Movie และระบบปรับชดเชยแสงด้วย ISO Auto

558000002699406558000002699407

มาดูด้านจอแสดงผลภาพของตัวกล้องกันบ้าง เริ่มจากหน้าจอไลฟ์วิวขนาด 3.2 นิ้ว ความละเอียด 1,037K เป็นหน้าจอสัมผัส พร้อมความสามารถในการปรับมุมมองการมองเห็นได้ 170 องศา ครอบคลุมการมองเห็นภาพ 100% (ส่วนวิวไฟเดอร์รองรับการครอบคลุมการมองเห็นภาพประมาณ 95%)

นอกจากนั้นหน้าจอยังรองรับระบบสัมผัสเพื่อจับจุดโฟกัสได้ตามใจต้องด้วย Contrast-AF ปรับปรุงใหม่ อีกทั้งหน้าจอไลฟ์วิวด้านหลังยังใช้สำหรับตั้งค่ากล้องทั้งหมด ดูจำนวนรูปที่ถ่ายภาพ โชว์ภาพพรีวิวด้วยระบบสัมผัสได้ด้วย

558000002699408

ด้านปุ่มและวงล้อเลือกโหมดถ่ายภาพจะมีการปรับการออกแบบใหม่เล็กน้อยโดยยกส่วนวงล้อปรับค่ากล้องขึ้นมาด้านบนพร้อมเปลี่ยนวัสดุเป็นอลูมิเนียม สัมผัสแล้วลื่นไหลและจัดวางตำแหน่งใช้งานได้ถนัดกว่าเดิม ส่วนปุ่มคำสั่งอื่นๆจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งใหม่เล็กน้อยไม่ต่างจาก D5300 มากนัก

558000002699409

และอีกจุดเด่นหนึ่งของ Nikon D5500 ก็คือการออกแบบส่วนรับเสียงไมโครโฟนสเตอริโอใหม่ที่นอกจากเล็กลงยังรับเสียงได้ดีขึ้นโดยเฉพาะเสียงเบสที่ทำได้ดีกว่าเดิม

558000002699410558000002699411

มาดูด้านข้างของตัวเครื่อง ด้านซ้ายประกอบด้วยช่องเชื่อมต่อสายลั่นชัตเตอร์ ช่องไมโครโฟนขนาด 3.5 มิลลิเมตร (รองรับไมโครโฟนภายนอกแบบสเตอริโอ) และช่อง USB/AV OUT ส่วนด้านขวาจะเป็นช่อง HDMI และช่องใส่การ์ดความจำรองรับ SD/SDHC/SDXC มาตรฐานความเร็วอ่านเขียนสูงสุดที่รองรับ UHS-I

558000002699412

ในส่วนแบตเตอรีเป็นแบตฯลิเธียมไอออน EN-EL14a แบบเดียวกับ D5300 แต่ถ่ายภาพได้มากขึ้นจากเดิมประมาณ 600 ภาพเพิ่มเป็น 820 ภาพ แต่ทั้งนี้ถ้าเปิดใช้งาน WiFi ตลอดเวลา จำนวนภาพที่ถ่ายได้จะน้อยลงเกือบครึ่ง

และที่สำคัญ Nikon D5500 ตัด GPS ออกไป

ฟีเจอร์เด่น


558000002699413558000002699414

WiFi Built-in ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของกล้องนิคอนยุคใหม่จะมาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อ Wireless LAN ภายใน โดย Nikon D5500 รองรับ WiFi ตามมาตรฐาน IEEE802.11 b/g สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทดีไวซ์ผ่านแอปพลิเคชัน “Wireless Mobile Utility” เพื่อใช้ดึงภาพจากตัวกล้องและใช้เป็นรีโมทชัตเตอร์พร้อมไลฟ์วิวจากหน้าจอสมาร์ทดีไวซ์ได้โดยตรง

558000002699415

ระบบแนะนำการตั้งค่าถ่ายภาพ สำหรับมือใหม่ นิคอนได้ใส่ระบบแนะนำการตั้งค่าไว้ให้ที่ปุ่ม ? ด้านล่างของจอไลฟ์วิว โดยตัวระบบจะคอยบอกสภาพแสงว่าควรเปิดหรือปิดแฟลชรวมถึงควรใช้โหมดถ่ายภาพไหนเพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ดีที่สุด และนอกจากนั้นด้วยระบบหน้าจอสัมผัสจึงทำให้การใช้งานกดคำสั่งตั้งค่าต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้นมาก

558000002699416

Falt Picture Control เป็นโปรไฟล์ภาพที่โด่งดังมาจาก D750 และมีให้เลือกใช้ใน Nikon D5500 ด้วยเช่นกัน

558000002699417

ในส่วนคุณภาพไฟล์ภาพ Nikon D5500 รองรับ RAW File (NEF) 12 และ 14 บิต สามารถถ่ายภาพด้วยรูปแบบไฟล์ JPEG และ RAW+JPEG โดยขนาดไฟล์ RAW อยู่ที่ประมาณ 27-28MB ต่อหนึ่งไฟล์ ไฟล์ JPEG อยู่ที่ 12-13MB เพราะฉะนั้นผู้ใช้ท่านใดต้องการถ่ายไฟล์ RAW+JPEG หรือ RAW อย่างเดียวแนะนำให้ใช้การ์ดความจำ Class 10 หรือ UHS-I จะดีที่สุดครับ

ทดสอบประสิทธิภาพ


558000002699418

สำหรับชุดทดสอบที่ทีมงานได้รับมาได้แก่ Nikon D5500 ประกบเลนส์ระยะ 16-85 มิลลิเมตร f3.5-5.6 VR

ISOTEST-D5500

ยอมรับว่าครั้งแรกที่ได้จับสัมผัส Nikon D5500 รู้สึกว่ากล้องจับถนัดมือ น้ำหนักเบาแต่พอใส่เลนส์ 16-85 เข้าไป โอ่..เลนส์ใหญ่กว่ากล้องจนดึงให้ตัวกล้องหน้าทิ่มตลอดเวลา

จนถึงเวลาเริ่มใช้งานจริง ในครั้งนี้เวลาทดสอบมีไม่มากแค่ 2-3 วันเพราะผม @dorapenguin ติดภารกิจชีวิตส่วนตัวมากมาย อีกทั้งทางนิคอนก็มีคิวส่งมอบกล้องตัวนี้ให้กับสื่ออื่นอีกหลายคิว เวลาจึงค่อนข้างรัดตัวมากจนทำให้ผมต้องรีบไปค้นดูสเปกกล้องจากหลายสื่อรวมถึงรีบเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง D5300 เพื่อหวังจะได้ช่วยรวบรัดการรีวิวให้เร็วยิ่งขึ้น

แต่ยิ่งอ่านสเปกก็ยิ่งเกิดอาการประหลาดใจ และยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเมื่อนำสเปก D5500 มาเทียบกับ D5300 เพราะทั้งสองมีสเปกไม่ต่างกันนัก ยกเว้น Picture Control Flat ที่เพิ่มมาให้และรูปทรงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่แค่แผ่นกระดาษบอกสเปกจะสู้การทดสอบภาคสนามจริงที่ไขข้อสงสัยของผมได้ทันที

เริ่มการทดสอบจากสัญญาณรบกวนในช่วงค่าความไวแสงต่างๆ ดูเผินๆ ไม่แตกต่างจาก D5300 ค่า ISO 100-6,400 ให้ความคมชัดสดใส สัญญาณรบกวนต่ำตามแบบฉบับนิคอนยุคใหม่ แต่พอดัน ISO แตะระดับตั้งแต่ 8,000 จนถึง 51,200 สัญญาณรบกวนที่ได้จะน้อยกว่า D5300 เล็กน้อยเท่านั้น

DSC_0044
DSC_0094

มาลองทดสอบถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยกับการพกพาติดตัวใช้งานจริงแบบไม่ใช้ร่วมกับขาตั้งกล้อง เน้นถือถ่ายแบบไม่ต้องตั้งค่ากล้องมากนัก ผมเลือกใช้โหมด A ปรับ ISO ด้วยตัวเอง ตัวอย่างภาพทั้งสองด้านบนตั้ง ISO 640 และ ISO 8,000 สำหรับภาพสนามบิน ISO 640 ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ กล้องรุ่นใหม่ทุกตัวที่วางขายตอนนี้ก็ให้ภาพที่ไม่ต่างกัน แต่สำหรับภาพแม่ค้าผัดไทด้วย ISO 8,000 กับ D5500 ถือว่าทำได้น่าประทับใจในภาพรวม โทนและสีเหมือนจะอิ่มตัวกว่า D5300 เล็กน้อย ส่วนเรื่องสัญญาณรบกวนก็มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติของกล้องระดับนี้ที่ค่า ISO สูงๆ แต่ก็ไม่น่าเกลียดแต่อย่างใด ไฟล์ภาพ RAW ยังนำไปปรับแต่งต่อยอดได้อีกพอสมควร

DSC_0053
DSC_0055

คราวนี้มาทดสอบ Picture Control ใหม่ในนาม Flat ที่มีให้เห็นตั้งแต่ Nikon D750 ใน D5500 นิคอนใส่มาให้ใช้งานเป็นครั้งแรกอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงความสามารถในการปรับจูน Picture Control ได้ละเอียดขึ้น สองภาพนี้ผมจบหลังกล้องด้วยการประมวลผลไฟล์ RAW ผ่านระบบกล้องทั้งหมด

ผลลัพท์ที่ได้ต้องบอกว่า “นี่คือภาพถ่ายย้อนแสงที่ผมชื่นชอบมากที่สุดตั้งแต่จับกล้องถ่ายภาพมา” ปกติภาพลักษณะนี้ผมต้องจับ RAW เข้าคอมพิวเตอร์แล้วตกแต่งผ่านซอฟต์แวร์ แต่ Flat สามารถทำให้ผมสร้างภาพผ่านกล้องเพียวๆ จนได้ดั่งใจผมมาก การเก็บไดนามิกภาพทำได้น่าประทับใจ ไฟล์ RAW ทรงพลังแบบเดียวกับที่เคยเกิดกับฟูลเฟรมนิคอนยุคใหม่จนแทบจะทลายเส้นแบ่งเรื่องขนาดเซ็นเซอร์ทิ้งได้เลย

DSC_0068

ส่วนภาพนี้ก็ยังลอง Picture Control Flat เหมือนเดิมแต่เปลี่ยนจาก RAW เป็น JPEG และภาพนี้เป็นไฟล์ดิบจากกล้องก็ถือว่ายังให้ผลลัพท์ที่ดี น่าประทับใจอย่างมากถ้าต้องการภาพถ่ายย้อนแสงแบบแปลกใหม่เป็นเอกลักษณ์ที่นิคอนสร้างได้ดีเลยทีเดียว

DSC_0026

ระยะ 85 มิลลิเมตร – f5.6 – 1/250 วินาที – ISO 3,200

DSC_0093

ระยะ 85 มิลลิเมตร – f5.6 – 1/800 วินาที – ISO 640

DSC_0050

ระยะ 85 มิลลิเมตร – f5.6 – 1/320 วินาที – ISO 125

DSC_0061

ระยะ 85 มิลลิเมตร – f5.6 – 1/320 วินาที – ISO 125

DSC_0078

ระยะ 85 มิลลิเมตร – f36 – 1/320 วินาที – ISO 100 leo.

DSC_0074

ระยะ 52 มิลลิเมตร – f6.3 – 1/80 วินาที – ISO 110

DSC_0071

Auto Mode – Picture Control: Vivid

DSC_0067

Auto HDR Mode

DSC_0051

ระยะ 85 มิลลิเมตร – f8 – 1/500 วินาที – ISO 125

DSC_0046

ระยะ 72 มิลลิเมตร – f8 – 1/250 วินาที – ISO 125

DSC_0031

ระยะ 78 มิลลิเมตร – f9 – 1/160 วินาที – ISO 200

จากภาพถ่ายทั้งหมดผมเริ่มคลายข้อสงสัยหาความแตกต่างระหว่าง Nikon D5300 กับ D5500 และได้ข้อสรุปว่า “ไม่แตกต่างชัดเจนนัก” โดยการถ่ายภาพทั่วไปทั้ง D5300 กับ D5500 ให้คุณภาพไฟล์คล้ายกันมาก จะแตกต่างก็คงต้องมาพิสูจน์แบบจุดต่อจุดถึงจะเห็นว่า D5500 คุณภาพไฟล์ดีและเนียนกว่าเล็กน้อย

ส่วนเรื่องฟีเจอร์และการออกแบบ ส่วนนี้แหละครับคือข้อแตกต่างที่จะสามารถดึงดูดผู้คนให้หันมาสนใจ D5500 เริ่มจากส่วนแรกการออกแบบที่มีการปรับลดน้ำหนักลงเล็กน้อยพร้อมออกแบบให้ตัวเครื่องจับกระชับมือขึ้น พกพาท่องเที่ยวสะดวกสบายขึ้น ส่วนที่สองระบบหน้าจอสัมผัสครั้งแรกในตระกูล ใช้งานได้ลื่นไหลมาก การจับโฟกัสผ่านไลฟ์วิวด้วยการสัมผัสทำได้นุ่มนวล รวดเร็ว การโฟกัสแบบตรวจจับวัตถุด้วยการจิ้มลงไปที่หน้าจอทำให้ชีวิตนักถ่ายภาพสะดวกสบายมากขึ้น

DSC_0086

ส่วนที่สาม Killer Feature คือ Picture Control Flat ที่ให้ผลลัพท์ที่ดีและช่วยรีดพลังของกล้องออกมาได้ยอดเยี่ยมมากทั้งการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ รวมถึงการปรับแต่ง Picture Control ที่ทำได้ค่อนข้างละเอียดคล้ายการปรับแต่งใน Nikon D750

และสุดท้ายสำหรับงานถ่ายวิดีโอกับความรวดเร็วในการปรับสภาพแสง ผมรู้สึกว่าการปรับเพิ่มลด ISO และ Manual Movie ทำได้ดีและนุ่มนวลขึ้นมาก ไฟล์วิดีโอคมและสีสันเนียนตาขึ้น เสียอย่างเดียวระบบออโต้โฟกัสในโหมดวิดีโอยังไม่ฉลาดเท่าคู่แข่ง

สำหรับราคาค่าตัวเฉพาะบอดี้ Nikon D5500 อยู่ที่ 27,900 บาท ถ้าเป็นชุดมาพร้อมคิทเลนส์ AF-S DX NIKKOR 18-55mm f/3.5-5.6G VR II อยู่ที่ 30,900 บาทหรืออีกชุดมาพร้อมคิทเลนส์ AF-S DX NIKKOR 18-140mm f/3.5-5.6G ED VR จะอยู่ที่ 35,900 บาท ก็ขอสรุปทิ้งท้ายตรงนี้แบบตรงไปตรงมาคือ Nikon D5500 ก็เปรียบเหมือนรถยนต์รุ่นไมเนอร์เชนจ์ที่ปรับฟีเจอร์หน้าตาบางส่วนใหม่แต่ขุมพลังยังคงเดิม ลูกค้า Nikon D5300 เดิมถ้ายังพอใจในคุณภาพกล้องตัวนี้อยู่ ผมมองว่าการปรับเปลี่ยนไปใช้ D5500 ดูจะไม่คุ้มค่าเท่าใด เพราะสิ่งที่คุณจะได้แบบสัมผัสได้จริงๆก็มีเพียงโปรไฟล์ภาพ Flat ใหม่กับหน้าจอสัมผัสแบบลื่นไหลเหมือนสมาร์ทโฟน นอกนั้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆที่ต้องใช้การสังเกตถึงจะมองเห็น ยกเว้น GPS ในตัวเครื่อง ส่วนนี้ D5500 ถูกตัดออก ใครที่ชื่นชอบการติดแท็กสถานที่อาจไม่ชอบการปรับเปลี่ยนนี้

แต่ทั้งนี้ถ้าคุณมีเงินและคิดอยากใช้ของใหม่ซึ่งแน่นอนว่าต้องดีกว่ารุ่นเก่าและคุณไม่สนใจ GPS ที่ไม่มีมาให้ ส่วนนี้ผมก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด เพราะ D5500 ก็เป็นกล้องที่เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของ D5300 ได้ดีตัวหนึ่งและผมมองว่า D5500 ก็เหมือนเป็นการชุปชีวิตซีรีย์ยอดฮิตของนิคอนให้กลับมาต่อสู้กับคู่แข่งในปีนี้ได้สมน้ำสมเนื้อมากขึ้น

[usrlist “การออกแบบ:8” “สเปก/ฟีเจอร์เด่น:9” “ความสามารถโดยรวม:8.5” “ความคุ้มค่า:9″ avg=”true”]

Gallery

]]>