Gadgets 2015 – CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Sun, 06 Mar 2016 11:02:10 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.0 Review : Apple Watch Magnetic Charging Dock แท่นชาร์จแอปเปิล วอทช์สุดมินิมัล https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-magnetic-charging-dock/ Mon, 25 Jan 2016 01:30:32 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=21128

วันนี้ทีมงานไซเบอร์บิซจะพาทุกท่านไปพบกับอุปกรณ์เสริมสำหรับผู้ใช้แอปเปิล วอทซ์ ที่ช่วยให้การชาร์จไฟด้วยหัวชาร์จแบบแม่เหล็กแปะติดเป็นไปอย่างสะดวกสบายมากขึ้น กับ “Apple Watch Magnetic Charging Dock” หรือ “แท่นชาร์จแม่เหล็กสำหรับแอปเปิล วอทซ์” ที่มีความโดดเด่นในเรื่องดีไซน์แบบ Docking ใช้งานง่ายและรองรับ Nightstand Mode ด้วย

การออกแบบ

IMG_3542IMG_3539IMG_3543

ลักษณะของ Apple Watch Magnetic Charging Dock จะเป็นแท่นชาร์จไฟทรงกลม สีขาว หน้าตาเรียบเกลี้ยงเกลาตามสไตล์แอปเปิล วัสดุด้านหน้าผลิตจากโพลียูรีเทนแบบเดียวกับเคส iPad Smart Cover ด้านหลังใช้วัสดุคล้ายไมโครไฟเบอร์ สามารถยึดติดกับพื้นผิวต่างๆได้แน่นหนา

ตรงกลางเป็นฐานชาร์จแม่เหล็กแบบทรงกลมรองรับแอปเปิล วอทซ์ทั้งรุ่น 38 มิลลิเมตรและ 42 มิลลิเมตร สามารถดูดแปะติดกับด้านหลังของแอปเปิล วอทซ์ ได้แนบสนิท อีกทั้งผู้ใช้สามารถดันหัวฐานชาร์จขึ้นมาเป็นแนวตั้งได้ด้วย

IMG_3545IMG_3547

ด้านการเชื่อมต่อชาร์จไฟสามารถทำได้ผ่านสาย Lightning (แอปเปิลแถมสายชาร์จมากับแพกเกจยาวถึง 2 เมตร) โดยในส่วนอะแดปเตอร์แอปเปิลไม่แถมมาให้ เพราะให้ไปใช้ร่วมกับอะแดปเตอร์แอปเปิล วอทซ์

การใช้งานและสรุปผลทดสอบ

ในส่วนการใช้งานชาร์จไฟให้กับแอปเปิล วอทซ์ สามารถทำได้ 2 รูปแบบคือ

IMG_3553

วางแปะติดไปกับแท่นชาร์จ

IMG_3549IMG_3556

วางชาร์จในแนวตั้ง ผู้ใช้ต้องดันฐานชาร์จแม่เหล็กขึ้นเป็นแนวตั้งก่อน แล้วค่อยนำแอปเปิล วอตซ์ไปแปะติด โดยการชาร์จลักษณะนี้จะทำให้ Nightstand Mode (นาฬิกาบอกเวลา) ทำงาน

สำหรับราคา Apple Watch Magnetic Charging Dock อยู่ที่ 3,300 บาท เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมที่มีราคาสูงตามสไตล์แอปเปิลเมื่อเทียบกับฟีเจอร์ใช้งานที่ทำได้เพียงแค่เป็นแท่นชาร์จไฟ ช่วยให้แอปเปิล วอทซ์ดูมีมูลค่าและทำให้การชาร์จไฟเป็นไปอย่างสะดวกสบายเท่านั้น ไม่มีจุดเด่นพิเศษอะไร

ข้อดี

– เป็นแท่นชาร์จที่ทำให้แอปเปิล วอทซ์ ดูเด่นขึ้น
– ผิวสัมผัสด้านหลังสามารถยึดเกาะกับวัสดุต่างๆได้ดี

ข้อสังเกต

– ราคาค่อนข้างสูง

Gallery

]]>
Review : WD My Book Pro ท็อปสุดของ External Harddisk https://cyberbiz.mgronline.com/review-wd-mybook-pro/ Thu, 14 Jan 2016 00:00:26 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=21042

WDBDTB0120JSL

สำหรับผู้ใช้แมคที่ต้องการเอ็กซ์เทอร์นัลฮาร์ดดิสก์ประสิทธิภาพสูงเพื่อใช้ในงานตัดต่อวิดีโอ ตกแต่งภาพหรือทำงานกราฟิกที่ต้องใช้อัตรารับส่งข้อมูลความเร็วสูงตลอดเวลา WD “My Book Pro” ถือเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบไดร์ฟแบบ Hot-swap ให้ผู้ใช้สามารถถอดเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ด้วยตัวเองได้ในรูปแบบเดียวกับ NAS Storage

การออกแบบและสเปก

IMG_3595

หน้าตาของ WD My Book Pro มองเผินๆจะคล้าย NAS Storage แต่จริงๆแล้ว My Book Pro ถูกเรียกว่าเป็น “Professional RAID Storage” หรือเรียกภาษาง่ายๆก็คือ “ฮาร์ดดิสก์พกพาประสิทธิภาพสูง” ที่ออกแบบมาเพื่อคนทำงานสายศิลป์ โดยเฉพาะงานตัดต่อภาพยนตร์ที่ต้องการความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูลตลอดเวลา

IMG_3608

โดยหัวใจหลักของ My Book Pro ก็คือ ฮาร์ดดิสก์ WD Black แบบองค์กร มาพร้อมรอบหมุน 7,200 รอบต่อนาที จำนวน 2 ลูก และถูกผูกการทำงานด้วย Hardware RAID Controller ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านเขียนข้อมูลให้แรงกว่าการใช้ฮาร์ดดิสก์ลูกเดียวทั่วไป (ค่าเริ่มต้นเมื่อเปิดใช้งานครั้งแรกระบบจะตั้งเป็น RAID 0 ไว้)

IMG_3611IMG_3638

นอกจากนั้นบริเวณด้านหน้า ทาง WD ยังได้ติดตั้งพอร์ต USB 3.0 เพื่อเป็นฮับ (HUB) ขยายพอร์ต USB จากคอมพิวเตอร์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถนำฮาร์ดดิสก์พกพาตัวเล็ก กล้องดิจิตอลและอื่นๆมาเชื่อมต่อได้ทันที (ไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ใดๆเพิ่มเติม)

wdfMB_Pro-1

มาดูเรื่องการเชื่อมต่อข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาคอขวด WD My Book Pro จึงถูกออกแบบให้มาพร้อมช่องเชื่อมต่อ Thunderbolt 2 (20 Gb/s) จำนวน 2 พอร์ต และ USB 3.0 จำนวน 1 พอร์ต โดย  Thunderbolt รองรับการต่อพ่วง (daisy chain) พร้อมกันสูงสุด 6 เครื่อง โดยระบบจะจัดการแบนด์วิธให้อัตโนมัติ

IMG_3612

ในส่วนแหล่งพลังงาน จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับอะแดปเตอร์ 12V 5.42A (ขนาดประมาณอะแดปเตอร์จ่ายไฟโน้ตบุ๊ก) ซึ่งเมื่อรวมกับน้ำหนักของฮาร์ดดิสก์ 2 ลูกและเคสอลูมิเนียมแล้ว WD My Book Pro มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ไม่เหมาะแก่การเคลื่อนย้ายไปใช้งานนอกสถานที่

การใช้งาน ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

raidsetup-wdmybook-pro

สำหรับการเริ่มต้นใช้งานครั้งแรก เมื่อเชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์กับสาย Thunderbolt เข้ากับเครื่องแมค ฮาร์ดดิสก์จะพร้อมใช้งานทันที (ฟอร์แมตเริ่มต้นคือ HFS+J) โดย RAID ที่ WD ตั้งไว้เป็นค่าเริ่มต้นคือ RAID 0

แต่ทั้งนี้ถ้าผู้ใช้ต้องการตั้งค่า RAID ใหม่ สามารถทำได้ด้วยการถอดสาย Thunderbolt ออกแล้วเชื่อมต่อสาย USB 3.0 แทน จากนั้นติดตั้งซอฟต์แวร์ WD Drive Utilities ระบบจะอนุญาตให้ปรับแต่งส่วนของ RAID ได้ดังนี้ (การปรับแต่งทุกครั้ง ระบบจำเป็นต้องฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ลูก)

Stripe (RAID 0) – ระบบจะมัดรวมฮาร์ดดิสก์รวมถึงความจุของทั้ง 2 ลูกรวมเป็นลูกเดียวกัน ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นจากการช่วยกันทำงานของฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ลูก แต่ข้อเสียคือ ถ้าฮาร์ดดิสก์ลูกใดลูกหนึ่งเสียหาย ข้อมูลทั้งหมดจะหายไป

Mirror (RAID 1) – เน้นความปลอดภัย โดยฮาร์ดดิสก์ตัวที่หนึ่งจะทำงานเป็นหลัก ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์ตัวที่สองจะใช้สำรองข้อมูล ถ้าฮาร์ดดิสก์ตัวใหตัวหนึ่งเสียหาย ผู้ใช้สามารถเรียกคืนข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์อีกลูกหนึ่งได้ แต่ข้อเสียคือ พื้นที่เก็บข้อมูลจะน้อยลง เช่น ใส่ฮาร์ดดิสก์ความจุ 6TB + 6TB ถ้าอยู่ใน RAID 0 จะได้พื้นที่ 12TB แต่ถ้าเปิดใช้ RAID 1 จะเหลือพื้นที่ใช้งานแค่ 6TB เท่านั้น

Individual Drives (JBOD) – มัดรวมฮาร์ดดิสก์ 2 ลูกเป็นลูกเดียว แต่การทำงานจะต่างคนต่างแยกกันทำงาน ทำให้ประสิทธิภาพการอ่านเขียนข้อมูลจะเท่ากับใช้งานฮาร์ดดิสก์ลูกเดียว และถ้าฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ข้อมูลจะหายเฉพาะในฮาร์ดดิสก์ตัวที่เสียเท่านั้น

benchmark-wdmybookprowdmybook-benchmark2

มาถึงเรื่องทดสอบใช้งาน โดยทีมงานเลือกเชื่อมต่อกับ MacBook Pro 13” Late 2011 ด้วยพอร์ต Thunderbolt รุ่นแรก ผลคะแนนด้านประสิทธิภาพทำได้น่าพอใจ ความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลทำได้รวดเร็วและเมื่อทดลองใช้งานเป็นฮาร์ดดิสก์เก็บไฟล์ตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูง 1080p 100Mbps พร้อมตัดต่อสดๆผ่านซอฟต์แวร์ Final Cut Pro X ถือว่าสามารถทำงานได้ลื่นไหลมาก

wdfMB_Pro

ส่วนเมื่อนำไปใช้งานตัดต่อไฟล์วิดีโอ 4K ร่วมกับ iMac และพอร์ต Thunderbolt 2 ประสิทธิภาพที่ได้จะยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้น อีกทั้งเมื่อนำ My Book Pro หนึ่งตัวไปต่อพ่วงกับอุปกรณ์ที่รองรับ Thunderbolt จำนวน 3 เครื่อง พบว่าเอ็กซ์เทอร์นัลฮาร์ดดิสก์รุ่นนี้สามารถจัดการแบนด์วิธในตัวเองได้ค่อนข้างดี ถึงแม้ความเร็วอ่านเขียนในแต่ละดีไวซ์จะตกลงไปบ้าง แต่ความเสถียรที่ได้ยังคงยอดเยี่ยม ไม่พบอาการฮาร์ดดิสก์ค้างแต่อย่างใด

ถือเป็นเอ็กซ์เทอร์นัลฮาร์ดดิสก์ประสิทธิภาพสูงที่ถูกออกแบบมาได้เหมาะสมกับผู้ใช้งานเฉพาะทางที่ต้องการความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงตลอดเวลา พร้อมความสามารถ Hot-swap ถอดเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ได้ตามต้องการอย่างสะดวกสบาย

สำหรับราคาเปิดตัว WD My Book Pro เริ่มต้นที่ 24,900 บาท สำหรับความจุ 6TB / 31,900 บาท สำหรับความจุ 8TB / 37,900 บาท สำหรับความจุ 10TB และ 42,900 บาท สำหรับความจุ 12TB

ข้อดี

– ฮาร์ดดิสก์ทำงานแบบ RAID ประสิทธิภาพสูง สามารถเลือกการใช้งาน RAID ได้ตามต้องการ
– ประสิทธิภาพสูง รองรับการตัดต่อวิดีโอ 4K จนถึง 6K
– รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Thunderbolt 1/2 และ USB 3.0
– ด้านหน้ามี USB Hub 3.0 รองรับการชาร์จไฟให้สมาร์ทดีไวซ์และเชื่อมต่อกล้องดิจิตอลเพื่อโอนถ่ายข้อมูลได้
– ฮาร์ดดิสก์ทั้งสองลูกสามารถถอดเปลี่ยนได้
– WD ให้ฮาร์ดดิสก์ภายในเป็นรุ่น Black ทุกความจุ ทุกราคา

ข้อสังเกต

– พัดลมระบายความร้อนเสียงดัง เคสไม่เก็บเสียงเวลาฮาร์ดดิสก์ทำงาน
– น้ำหนักมาก ไม่เหมาะแก่การเคลื่อนย้ายบ่อยๆ
– ค่าเริ่มต้น ฟอร์แมตมาเพื่อ Mac เพียงอย่างเดียว

Gallery

]]>
Review : iPhone 6s Smart Battery Case ลองใช้จริง! แบตเตอรีเคสจากแอปเปิล https://cyberbiz.mgronline.com/review-iphone-smart-battery-case/ Wed, 30 Dec 2015 23:42:47 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=20825

smart-batt-white-blackcha

กลายเป็นเซอร์ไพรส์สร้างความประหลาดใจสำหรับสาวก iPhone อีกครั้ง เมื่อแอปเปิลคลอดเคสซิลิโคนตัวใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมแบตเตอรีเสริมขนาด 1,877 mAh ฝังอยู่ภายในและดีไซน์สุดแปลกจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก ถึงแนวคิดและการออกแบบแบตเตอรีเคสที่ไม่น่าเชื่อว่าแอปเปิลจะเป็นผู้ผลิต

ยิ่งเมื่อเกิดการเปรียบเทียบกับผู้ผลิตแบตเตอรีเคสรายอื่นในท้องตลาดที่วางจำหน่ายมาก่อนแอปเปิล เช่น Mophie กระแสวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งร้อนแรงมากขึ้น จนทีมงานไซเบอร์บิซอดใจไม่ไหวต้องตามหา iPhone 6s Smart Battery Case มาทดสอบเพื่อพิสูจน์ด้วยตาของตัวเองว่าท้ายสุดแล้ว Smart Battery Case จะเป็นอุปกรณ์เสริมยอดแย่ส่งท้ายปีจริงหรือไม่ มาร่วมพิสูจน์ไปพร้อมกัน

การออกแบบและสเปก

IMG_3558IMG_3566

iPhone 6s Smart Battery Case ออกแบบมาเพื่อใช้กับ iPhone 6s และ iPhone 6 รุ่นหน้าจอ 4.7” เท่านั้น เนื่องจาก iPhone รุ่นดังกล่าวมีแบตเตอรีขนาดเล็กเพียง 1,715 mAh (6s) และ 1,810 mAh (6) แน่นอนว่าถ้าใช้งานทั่วไป อายุแบตเตอรีสามารถอยู่ได้ทั้งวันไม่มีปัญหา แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามผู้ใช้นำไปใช้งานนอกสถานที่ เช่น ไปทริปท่องเที่ยวระยะไกล หรือใช้เปิดแผนที่นำทางตลอดเวลา แบตเตอรี iPhone รุ่นนี้จะหมดลงอย่างรวดเร็วมาก

เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งหมด แอปเปิลจึงได้พัฒนา iPhone 6s Smart Battery Case ขึ้นมาในรูปแบบเคสซิลิโคนแบบดั้งเดิม พร้อมรูปแบบการใช้งานที่ง่าย ไม่มีปุ่มกด ไม่ต้องซิงค์ เพียงผู้ใช้นำ iPhone เสียบลงไปที่เคส ระบบจะทำงานอัตโนมัติทันที

IMG_3562IMG_3564

มาดูในส่วนรูปทรงและสเปก iPhone 6s Smart Battery Case ด้านวัสดุภายนอกทั้งหมดเป็นซิลิโคน มีความหนืด จับกระชับมือ ไม่ลื่นเหมือนเคสหนัง ส่วนโครงสร้างเคสมีการออกแบบให้ขอบมีความแข็งแรง ป้องกันการตกกระแทกได้ดี ภายในเคสเป็นไมโครไฟเบอร์พร้อมพอร์ต Lightning

ด้านช่องไมโครโฟนและลำโพงถูกย้ายตำแหน่งมาอยู่บริเวณด้านหน้าของเคส (ใช้หลักการสะท้อนเสียง)

ส่วนสเปกแบตเตอรีในเคส แอปเปิลเลือกใช้แบตเตอรีแบบเดียวกับใน iPhone คือ Lithium-ion ความจุ 1,877 mAh 3.8V พร้อมชิปควบคุมพลังงานภายในที่ทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ iOS 9.1 เป็นต้นไป

IMG_3559

มาดูเรื่องปุ่มกดและพอร์ตเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านล่างของเคสจะเป็นช่อง Lightning สำหรับเสียบสายชาร์จไฟ ส่วนด้านซ้ายมือจะถูกเจาะเป็นรูวงกลมเพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำแจ็คหูฟัง/Smalltalk 3.5 มิลลิเมตร เสียบเข้ากับพอร์ตที่ตัวเครื่องได้

IMG_3560IMG_3575

ด้านข้างจะมีการเจาะช่องสำหรับสวิตซ์เปิดปิดเสียงไว้ ส่วนปุ่มเพิ่มลดระดับเสียงด้านขวาและปุ่มเปิดปิดเครื่องด้านซ้ายจะมีการหล่อซิลิโคนปิดทับอยู่

IMG_3567IMG_3570

สำหรับการสวมใส่ iPhone เข้ากับ Smart Battery Case ทำได้ง่ายเพียงแค่นำส่วนท้ายของ iPhone ใส่ลงบริเวณส่วนบนของเคส (เป็นส่วนที่มีความยืดหยุ่นมากสุด สามารถหักงอได้) จากนั้นค่อยๆกดและดัน iPhone ลงในแนวตั้งจนโทรศัพท์ไหลเข้าล็อคแนบสนิทกับเคส

ส่วนวิธีการถอดเคสออก เพียงงอส่วนหัวของเคสลงมาจนเห็นตัว iPhone จากนั้นนำนิ้วกดด้านล่างหน้าจอพร้อมดัน iPhone ออกในแนวตั้งขึ้นไปเรื่อยๆ จน iPhone หลุดออกมา

การใช้งาน/สรุป

ขึ้นชื่อว่าเป็น Smart Battery Case เพราะฉะนั้นแอปเปิลจึงออกแบบให้ส่วนของซอฟต์แวร์ iOS 9.1 และฮาร์ดแวร์ให้ทำงานสอดประสานกันแบบอัตโนมัติ

charge-smart-batt-iphone

โดยเมื่อไอโฟนเชื่อมต่อกับเคส ที่แถบแจ้งเตือน (Notification) จะปรากฏสถานะแบตเตอรีของเคสขึ้นมา จากนั้นระบบจะปรับการดึงพลังงานจากไอโฟนให้ไปดึงพลังงานจากเคสแทน

ส่วนถ้าผู้ใช้ชาร์จไอโฟนเต็ม 100% อยู่แล้ว เมื่อเชื่อมต่อกับเคส ระบบจะเรียกใช้พลังงานจากเคสก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อพลังงานในเคสหมดลง ระบบถึงจะเปลี่ยนไปดึงพลังงานจากตัวแบตเตอรีในไอโฟนตามปกติ

แต่ทั้งนี้อีกกรณีหนึ่งคือ ถ้าแบตเตอรี iPhone ถูกใช้ไปบางส่วน เมื่อเชื่อมต่อกับเคสแบตเตอรี พลังงานในเคสจะไหลไปชาร์จให้ iPhone จนเต็ม 100% (คล้ายกับกหลักการทำงานของ Power Bank)

จากนั้นเมื่อการชาร์จไฟเต็มแล้ว ระบบจะตัดระบบชาร์จไฟออกและเปลี่ยนสถานะเป็นแหล่งพลังงานหลักให้ iPhone จนเคสพลังงานหมดลง ระบบจะถูกปรับไปดึงไฟจากไอโฟนเหมือนปกติ

แต่ทั้งนี้ถ้าคุณใช้ iPhone จนแบตเตอรีหมด 0% และเชื่อมต่อกับแบตเตอรีเคสที่มีไฟเต็ม 100% ระบบจะชาร์จ iPhone ได้เพียงประมาณ 70-80% เท่านั้น ไฟในแบตเตอรีเคสจะหมดลง

IMG_0403

สำหรับการชาร์จพลังงานแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบคือ

1.ชาร์จเฉพาะแบตเตอรีเคสอย่างเดียว – ทำได้โดยนำสาย Lightning กับอะแดปเตอร์ที่แถมมากับ iPhone เสียบเข้าที่พอร์ต Lightning ของเคส สังเกตไฟด้านในเคส (บริเวณไมโครไฟเบอร์ใต้โลโก้ iPhone) ถ้าเป็น สีส้ม แสดงว่าไฟยังไม่เต็ม ส่วนถ้าเป็น สีเขียว แสดงว่าไฟเต็ม 100% แล้ว

2.ชาร์จพร้อมกับ iPhone (ใช้เวลาชาร์จทั้ง iPhone และเคสจนเต็มประมาณ 2 ชั่วโมง) – ถ้าผู้ใช้เชื่อมต่อ iPhone และ Smart Battery Case ไว้ด้วยกัน ผู้ใช้สามารถชาร์จไฟทั้งเคสและไอโฟนได้พร้อมกันโดยเชื่อมต่อ Lightning เข้าไป จากนั้นหน้าจอล็อคสกรีนจะแสดงสถานะการชาร์จแบตเตอรีทั้งตัวเคสและ iPhone

สุดท้ายกับการทดลองใช้งาน iPhone 6s Smart Battery Case อย่างแรกถ้าตัดเรื่องการออกแบบที่ดูแปลกประหลาดรวมถึงน้ำหนักที่มากออกไปและมาดูเฉพาะฟีเจอร์ที่ให้มา ถามว่าแบตเตอรีเคสที่ให้มาเพียง 1,877 mAh เพียงพอต่อการใช้งานไอโฟนแบบหนักหน่วงตลอดทั้งวันหรือไม่ คำตอบหลังจากทดสอบใช้งานตลอด 3 วันก็คือ “เพียงพอสำหรับการใช้งานออกทริปเที่ยวทั่วไป” เพราะจากเดิมที่ทีมงานเคยทดสอบแบตเตอรี iPhone 6s สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 10-11 ชั่วโมง แต่เมื่อใช้งานร่วมกับ Smart Battery Case จะได้ระยะเวลาเพิ่มขึ้นอีก 8-9 ชั่วโมง (ระยะเวลารวมเมื่อเชื่อมต่อ iPhone 6s เข้ากับ Smart Battery Case จะอยู่ที่ 18-20 ชั่วโมง) สำหรับการใช้งานทั่วไป เช่น เปิดแผนที่นำทาง หรือใช้ตรวจจับการออกกำลังกายต่างๆ เป็นต้น

ส่วนขาเกมเมอร์ถ้าใช้ iPhone 6 หรือ 6s ร่วมกับ Smart Battery Case จะช่วยขยายเวลาใช้งานได้มากถึง 6-7 ชั่วโมงเลยทีเดียว

IMG_3582IMG_3586

มาถึงคำถามสำหรับคนที่ชอบใช้ iPhone กับลำโพง Docking หลายคนสงสัยว่าการเชื่อมต่อ iPhone เข้ากับ Smart Battery Case จะยังสามารถเชื่อมต่อ Docking ที่ใช้อยู่ได้หรือไม่ คำตอบหลังจากทีมงานทดสอบกับ ลำโพง Docking หลากหลายตัว ทำให้ทีมงานเห็นข้อดีของการออกแบบเสียที เพราะการที่แอปเปิลเลือกออกแบบส่วนแบตเตอรีด้านหลังให้เป็นเหมือนหลังเต่าอยู่ตรงกลางรวมถึงการขยับพอร์ต Lightning ด้านล่างเคสให้เยื้องไปข้างหลังจะมีผลเมื่อผู้ใช้นำเคสไปเชื่อมต่อกับ Docking ต่างๆจะสามารถทำได้ง่ายโดยไม่ต้องถอดเคส ยกเว้น Docking บางรุ่นที่ช่องใส่พอดีกับตัวไอโฟนอาจเกิดปัญหาได้

ส่วนช่องหูฟังที่ถูกเจาะเป็นรูไว้ ส่วนนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่สุดเพราะช่องที่ถูกเจาะมีขนาดเล็กและลึกมาก เวลาเชื่อมต่อสาย 3.5 มิลลิเมตร ถ้าหัวแจ็คมีขนาดใหญ่ เช่นหูฟังจำพวกครอบศรีษะ จะไม่สามารถผ่านช่องนี้ลงไปได้

IMG_3580

สรุปภาพรวม 

การใช้งานจะเน้นเป็นแบตเตอรีเสริมให้ iPhone (เคสและ iPhone เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกันตลอด ประหนึ่งเป็นแบตเตอรีก้อนที่สอง จุดประสงค์คือเพื่อขยายเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟน) มากกว่าจะใช้ในลักษณะ Power Bank หรือแบตเตอรีสำรองทั่วไป (แบตฯ iPhone หมดแล้วค่อยเสียบชาร์จไฟ) ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาเปิดตัว 4,300 บาท (มีให้เลือก 2 สีได้แก่ สีขาวและสีเทาชาร์โคล) ถือเป็นราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ แต่สิ่งที่ผู้ใช้ iPhone จะได้จาก Smart Battery Case ตัวนี้ก็คือ “การเป็นอุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อ iPhone และระบบปฏิบัติการ iOS อย่างแท้จริง การจัดการพลังงานทำได้ฉลาดและปลอดภัย สามารถเชื่อมต่อกันตลอดเวลาได้อย่างไม่มีปัญหา” แม้ความจุแบตเตอรีในเคสจะให้มาน้อย แต่ด้วยความเป็น iOS Device ทำให้การจัดสรรพลังงานภายในทำได้ดีมากทั้งการใช้ชาร์จไฟเข้าและจ่ายไฟให้ไอโฟนทุกอย่างเป็นไปอย่างอัตโนมัติไม่ต้องกลัวปัญหา overcharging พร้อมแถบสถานะแจ้งเตือนที่ถูกติดตั้งเข้ามากับระบบปฏิบัติการ iOS 9.1 เป็นต้นไป

แต่ทั้งนี้อย่างที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ ปัญหาสำคัญที่สุดของ iPhone 6s Smart Battery Case ก็คือการออกแบบที่แปลกประหลาด ราคาที่สูงและน้ำหนักตัวเคสเมื่อรวมกับ iPhone แล้วหนักมากประหนึ่งพก iPhone 6s สองเครื่องซ้อนทับกัน ใครสนใจคงต้องลองพิจารณาดูความจำเป็นกันเอง แต่เรื่องประสิทธิภาพและการใช้งาน ส่วนนี้ทีมงานคอนเฟริมว่า “ทำได้ดี ไม่ผิดหวัง ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานแอปเปิลเช่นเดิม”

ข้อดี

– การจัดสรรพลังงานทำได้ฉลาดและเป็นหนึ่งเดียวกับ iPhone 6 และ 6s ทั้งการชาร์จไฟและจ่ายไฟ
– ภายในเคสมีเสาสัญญาณซ่อนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจว่าเคสจะไม่รบกวนการรับสัญญาณโทรศัพท์ใดๆ
– ใช้งานง่าย เพียงเสียบ iPhone ลงเคสเพื่อเชื่อมต่อ ระบบจะปรับเปลี่ยนอัตโนมัติ
– มีแถบสถานะแบตเตอรีของเคสแสดงในส่วนแจ้งเตือน iOS
– เคสป้องกันการตกกระแทกได้ระดับหนึ่ง

ข้อสังเกต

– ออกแบบได้แปลกประหลาด
– น้ำหนักมาก
– ช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร เล็กและลึกมาก

Gallery

]]>
Review : WD My Passport for Mac โฉม 2015 พร้อมพอร์ต USB 3.0 https://cyberbiz.mgronline.com/review-wd-mypassport-2015-mac/ Wed, 09 Dec 2015 08:21:49 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=18024

IMG_3472IMG_3480

สินค้าในกลุ่ม My Passport จาก WD (Western Digital – เวสเทิร์น ดิจิตอล) เป็นกลุ่มสินค้า Portable Drives หรือภาษาบ้านเราเรียกว่า “ฮาร์ดดิสก์หรือฮาร์ดไดร์ฟพกพา” ที่ได้รับความนิยมสูงมากและมีสินค้าหลากหลายรูปแบบตั้งแต่รุ่นหรูหราสุดแบบอะลูมิเนียม ไปถึงรุ่นไร้สายที่สามารถรองรับสมาร์ทดีไวซ์และสุดท้ายกับกลุ่ม Mac ที่เราจะนำมารีวิวกันในวันนี้กับ My Passport for Mac สุดฮิต ซึ่งได้รับการปรับโฉมใหม่ในปีนี้ให้บางลงพร้อมอินเตอร์เฟสเชื่อมต่อ USB 3.0

การออก สเปกและฟีเจอร์เด่น

IMG_3484

WD My Passport for Mac ใหม่นี้ เชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB 3.0 (รองรับ USB 2.0 ด้วย) ด้านดีไซน์ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความบางด้วยขนาดกว้าง x ยาว ที่ 81.5 x 110 มิลลิเมตร หนา 15.8-20.9 มิลลิเมตร (ตามความจุ) พร้อมความจุให้เลือกตั้งแต่ 1TB, 2TB และ 3TB

โดย WD มองว่ารูปทรง WD My Passport for Mac โฉม 2015 จะเข้ากันได้ดีกับ MacBook, MacBook Air และ MacBook Pro รุ่นใหม่ได้อย่างดี โดยเฉพาะน้ำหนักที่เบาลง พกพาสะดวกสบายมากขึ้น

ส่วนการรองรับ ด้วยการที่ My Passport รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อสินค้าตระกูล Mac ฟอร์แมตที่ WD ให้มาตั้งแต่โรงงานจึงเป็น “HFS + Journaled” ถ้าผู้ใดต้องการนำไปใช้กับวินโดวส์ต้องหาวิธีฟอร์แมตเป็น NTFS หรือ FAT ด้วยตัวเอง

wd-passport-mac-backupmactime

มาถึงการใช้งาน เมื่อผู้ใช้เสียบ My Passport เข้ากับแมคระบบจะถามว่าต้องการใช้ฮาร์ดไดร์ฟตัวนี้เป็น Time Machine (ระบบสำรองข้อมูลของแมค) หรือไม่ ถ้าไม่ต้องการก็กดปุ่ม “Don’t Use” เท่านั้น

wdpassmac-setup-startuppage

ในส่วนซอฟต์แวร์จัดการฮาร์ดไดร์ฟที่แถมมากับ My Passport จะมี “WD Security” ไว้ใช้ล็อคฮาร์ดไดร์ฟด้วย Hardware Encryption 256 บิต และ “WD Drive Utilities” หรือตัวช่วยตรวจเช็คและจัดการระบบทำงานของ My Passport

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

ด้านการทดสอบประสิทธิภาพความเร็วอ่านเขียนเป็นไปได้รวดเร็วตามมาตรฐานฮาร์ดไดร์ฟ์พกพาตัวเล็ก โดยการทดสอบผ่านซอฟต์แวร์ Blackmagic Disk Speed Test ความเร็วในการเขียนอยู่ที่ประมาณ 102 MB ต่อวินาที ส่วนความเร็วอ่านอยู่ที่ 104 MB ต่อวินาที

สำหรับราคาค่าตัว เริ่มต้นที่ความจุ 1TB อยู่ที่ 2,490 บาท 2TB อยู่ที่ 3,790 บาท และความจุสูงสุด 3TB อยู่ที่ 6,390 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี

ก็ถือเป็นอีกหนึ่งฮาร์ดไดร์ฟพกพาขนาดเล็กที่เหมาะแก่เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลเสริมสำหรับผู้ใช้ MacBook ที่มาพร้อมจุดเด่นในเรื่องซอฟต์แวร์ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลด้วยฮาใร์ดแวร์ 256 บิต พร้อม Auto Unlock (จดจำ MacBook ของเจ้าของไว้ ถ้าเชื่อมต่อกับแมคของเจ้าของ ไม่ต้องใส่รหัส แต่ถ้านำไปเชื่อมต่อกับแมคเครื่องอื่น ระบบจะถามหารหัสผ่านทันที)

ข้อดี

– ขนาดเล็ก พกพาสะดวก
– งานประกอบดีขึ้น ฝาหน้าพลาสติกด้านเป็นรอยยากขึ้น ส่วนกรอบและฝาหลังเป็นอะลูมิเนียม
– ซอฟต์แวร์จัดการใช้งานดี โดยเฉพาะ WD Security มี Auto Unlock

ข้อสังเกต

– ย้ำชัดอีกครั้งว่ารุ่นนี้เน้นรองรับเฉพาะผู้ใช้แมคเท่านั้น เพราะโรงงานฟอร์แมตมาในรูปแบบ HFS + Journaled ถ้าต้องการใช้ร่วมกับวินโดวส์ต้องเลือกเป็นรุ่น My Passport Ultra

]]>
Review : Samsung Gear S2 Classic บทใหม่ของสมาร์ทวอทช์ https://cyberbiz.mgronline.com/review-samsung-gear-s2-classic/ Tue, 17 Nov 2015 08:34:00 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=19376

IMG_1275

ตลาดสมาร์ทวอทช์ (Smart Watch) ถือเป็นอีกกลุ่มที่กำลังอยู่ในช่วงที่เติบโตไปพร้อมๆกับตลาดสมาร์ทโฟน พร้อมๆไปกับการมาของ IoT (Internet of Things) ที่ซัมซุง พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาจับตลาดนี้ โดยก่อนหน้านี้จะเน้นจับไปที่กลุ่มคนที่รักสุขภาพเป็นหลัก มาจนถึงรุ่นล่าสุดเริ่มจับเข้ามาในตลาดแฟชันมากขึ้น

Samsung Gear S2 ถือเป็นสมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดของซัมซุง ที่มีออกมาจับ 2 กลุ่มผู้ใช้งานหลักๆคือ กลุ่มที่ใช้งานเป็นอุปกรณ์ช่วยในการใช้ชีวิต รวมถึงการออกกำลังกาย และอีกกลุ่มที่มองนาฬิกาว่าเป็นสินค้าแฟชัน เข้ามาเติมเต็มไลฟ์สไตล์ในการใช้งาน ดังนั้นก็จะมีทั้งรุ่นที่เป็น Gear S2 Sport และ Gear S2 Classic

การออกแบบ

1600

ตามจริงแล้ว Gear S2 ถือว่าเป็นสมาร์ทวอทช์รุ่นแรกที่ซัมซุงทำออกมาแล้วดูเป็นนาฬิกาแฟชันมากที่สุด เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปใน Galaxy Gear จนมาถึง Gear Fit และ Gear S ต่างทำหน้าจอออกมาในแนวสี่เหลี่ยมเน้นไปที่ฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก แต่พอมาถึง Gear S2 ทำให้กลับมาเป็นรูปลักษณ์ของนาฬิกาด้วยหน้าปัดกลม พร้อมวงแหวนให้หมุ่นสั่งงาน

IMG_1266

วัสดุที่ใช้ทำตัวเรือนจะทำงานอะลูมิเนียนดูแล้วมีความแข็งแรง มาพร้อมกับการกันน้ำกันฝุ่นบนมาตรฐาน IP 68โดยขนาดรอบตัวของ Gear S2 Sport จะอยู่ที่ 49.8 x 42.3 x 11.4 มิลลิเมตร นำ้หนัก47 กรัม มีให้เลือก 2 สีคือ เทาเข้ม (Dark Gray) และ เงิน (Silver) ส่วน Gear S2 Classic จะมีขนาดอยู่ที่ 39.9 x 43.6 x 11.4 มิลลิเมตร นำ้หนัก 42 กรัม มีให้เลือกเฉพาะสีดำ (Blue Black)

ความแตกต่างระหว่าง Gear S2 Sport กับ Gear S2 Classic นอกจากในแง่ของขนาด และน้ำหนักที่ต่างกันเล็กน้อยแล้ว ก็จะมีในส่วนของหน้าปัดที่ตัว Gear S2 Classic จะมีลวดลายเพิ่มเติมบริเวณขอบวงแหวน ในขณะที่ Gear S2 Sport จะเป็นวงแหวนเรียบๆ ที่เหลือก็คือเรื่องของสายที่เป็นสายยาง และสายหนัง

IMG_1253

ตัวเรือนจะมากับจอสัมผัส Gorilla Glass 3 แบบ Super AMOLED ขนาด 1.2 นิ้ว ความละเอียด 360 x 360 พิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ทำให้เมื่อยกแขนขึ้นมาดูนาฬิกาตัวจอก็จะติดโดยอัตโนมัติ เมื่อนำแขนลงจอก็จะดับอัตโนมัติเช่นเดียวกัน

IMG_1255

การควบคุมจะทำได้ 3 รูปแบบ คือ การสัมผัสที่หน้าจอ การหมุนวงแหวนบริเวณขอบจอ และการกดปุ่มที่ข้างตัวเครื่อง โดยปุ่มบนจะเป็นปุ่มย้อนกลับ ส่วนปุ่มล่างจะเป็นปุ่มกลับหน้าแรก โดยสามารถกดค้างเพื่อใช้ในการเปิดปิดเครื่อง หรือกดค้างพร้อมปาดหน้าจอในการจับภาพหน้าจอได้ด้วย

IMG_1251

หลังตัวเรือนจะมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ตรงกลาง ขณะที่ตัวอักษรรอบกรอบจะระบุชื่อรุ่น และสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานต่างๆ ส่วนบริเวณข้อต่อสามารถปลดสายได้ด้วยการดันปุ่มสีเงินๆตรงข้อต่อเพื่อปลดล็อก ก็สามารถเปลี่ยนสายได้ทันที

ส่วนตัวสาย Gear S2 Classic ทีไ่ด้มาทดสอบ จะมีเขียนระบุไว้ว่าเป็นสายหนัง (Genuine Leather) และมีสายให้เลือก 2 ไซส์คือ เล็ก และ ใหญ่ ที่แถมมาให้ภายในกล่องด้วย พร้อมกับแท่นชาร์จ อะแดปเตอร์ และคู่มือการใช้งานเบื้องต้น

สเปก

IMG_1243

สำหรับสเปกภายในของ Gear S2 ทั้ง 2 รุ่น จะเหมือนกันคือ ทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการ Tizen ใช้หน่วยประมวลผล Samsung Exynos 3250 ที่เป็นดูอัลคอร์ 1 GHz RAM 512 MB และพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 4 GB ภายในมีแบตเตอรีขนาด 250 mAh สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ราว 2-3 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

ด้านการเชื่อมต่อรองรับการเชื่อมต่อกับบลูทูธ 4.1 ไวเลส มาตรฐาน 802.11 b/g/n รวมถึงรองรับ NFC และไวเลสชาร์จด้วย ส่วนกรณีที่ต้องการใช้งานกับแอนดรอยด์รุ่นอื่นในท้องตลาด ทางซัมซุงระบุว่าสมาร์ทโฟนที่ทำงานบน แอนดรอยด์ 4.4 ขึ้นไป และมี RAM สูงกว่า 1.5 GHz สามารถใช้งานได้ โดยสามารถตรวจสอบรุ่นได้ที่ http://www.samsung.com/global/galaxy/gear-s2/device-compatibility/

ฟีเจอร์เด่น

s10s11

ในการเริ่มใช้งาน Gear S2 สิ่งแรกที่จำเป็นเลยคือการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Gear เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อยตัวนาฬิกาจะทำการซิงค์ข้อมูลมาแสดงผล หลังจากนั้นถึงจะเริ่มใช้งาน Gear S2 ได้ ทั้งนี้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าเบื้องต้นจากภายในแอปพลิเคชันได้ไม่ว่าจะเป็น การแสดงผลหน้าปัดนาฬิกา การแจ้งเตือน รวมถึงการบริหารจัดการแอปพลิเคชันภายในตัว Gear S2

s12s13

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังเลือกที่จะตั้งการซิงค์ข้อมูลเพลง และรูปที่ต้องการเก็บไว้ใน Gear S2 เพื่อใช้งานขณะออกกำลังกายทำให้ไม่ต้องพกโทรศัพท์ติดตัว  รวมถึงยังสามารถเข้าไปเลือกตั้งค่าการตอบกลับข้อความกรณีปฏิเสธการรับสาย การตั้งค่าปุ่มลัดเมื่อกดปุ่มโฮม 2 ครั้ง การส่งข้อความฉุกเฉินไปยังเลขหมายที่ตั้งไว้ การสำรองข้อมูลด้วย ดูพื้นที่เหลือใช้งานบน Gear S2 และการค้นหา Gear S2 ด้วยการส่งเสียงเรียกออกไป

s01

ทีนี้ มาดูกันที่หน้าปัดนาฬิกาของ Gear S2 อย่างที่กล่าวไปว่าผู้ใช้สามารถเลือกลายหน้าจอที่แสดงผลได้ เมื่อหมุนวงแหวนตามเข็มนาฬิกา หรือปาดหน้าจอไปทางซ้าย จะพบกับหน้าจอการใช้งานเบื้องต้น ที่จะมีปุ่มเรียกหน้ารวมแอป ปุ่มเรียกดูรายชื่อเพื่อน ตั้งค่า และเรียกใช้งาน S-Voice ที่เป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงของทางซัมซุง

เมื่อปาดหน้าจอไปเรื่อยๆก็จะพบกับหน้าแสดงผลการก้าวเดิน ตารางนัดหมาย พยากรณ์อากาศ ปุ่มควบคุมเครื่องเล่นเพลง วัดอัตราการเต้นของหัวใจ แสดงผลระยะเวลาที่เคลื่อนไหว และปฏิทิน โดยในส่วนของหน้าจอพวกนี้สามารถเลือกเพิ่ม และจัดเรียงการแสดงผลได้ตามที่ต้องการ

s02

ถัดมาเมื่อปาดขวา หรือหมุนทวนเข็มนาฬิกา จะพบกับหน้าจอแสดงการเจ้งเตือน เมื่อปาดหน้าจอลงมาจะแสดงแบตเตอรีที่เหลือ สถานะการเชื่อมต่อ รวมถึงปุ่มลัดไปยังเครื่องเล่นเพลง ที่สามารถปรับเสียงได้ โหมดห้ามรบกวน และปรับความสว่างหน้าจอ

โดยในส่วนของหน้าจอหลักจะมีที่น่าสนใจเกี่ยวกับแอป S-Helath คือโหมด Quick Start สำหรับบันทึกข้อมูลการออกกำลังกายแบบเร่งด่วน และอีกหน้าจอหนึ่งคือการใส่ข้อมูลการดื่มน้ำ และกาแฟ ที่สามารถกดเพิ่มได้ตลอดเวลา

ส่วนหน้ารวมเมนูก็จะมีให้กดใข้อย่าง พยากรณ์อากาศ S-Voice ปฏิทิน ตั้งค่า ไนกี้ S-Health โทรศัพท์ ข้อความ รายชื่อด่วน รูปภาพ เพลง ซีเอ็นเอ็น บลูมเบิร์ก นาฬิกาจับเวลา นาฬิกาปลุก อีเมล ค้นหามือถือ แผนที่ บันทึกเสียง และยังสามารถดาวน์โหลดแอปเพิ่มเติมได้จากในสมาร์ทโฟน

s05

ในส่วนของการใช้งานเบื้องต้นอย่างโหมดโทรศัพท์สามารถสั่งโทรออกได้จากตัว Gear S2 เพียงแต่เมื่อโทรแล้วก็ต้องยกตัวสมาร์ทโฟนขึ้นมาคุยเช่นเดิม โดยกรณีที่มีการบันทึกรายชื่อไว้ก็สามารถเลือกรายชื่อ เพื่อกดโทรออก หรือส่งข้อความหาได้ทันที

ส่วนกรณีที่มีสายเข้าสามารถใช้นิ้วปาดเพื่อรับสาย ตัดสาย ส่งข้อความกลับได้ หรือจะใช้เสียงสั่งงานให้รับสายก็ได้เช่นเดียวกัน เมื่อมีสายที่ไม่ได้รับ ตัวนาฬิกาสามารถเลือกได้ว่าจะโทรกลับ ส่งข้อความหา สั่งให้แสดงผลบนหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือเลือกบล็อกสายได้ทันที

s06

การอ่านข้อความต่างๆ ขณะนี้สามารถใช้งานได้กับบางแอปพลิเคชันอย่าง ข้อความสั้น อีเมล ไลน์ โดยเมื่ออ่านแล้วสามารถเลือกได้ว่าจะตอบกลับ หรือสั่งให้แสดงผลบนหน้าจอ โดยถ้าเลือกตอบกลับจะสามารถเข้าไปเลือกชุดข้อความด่วนที่บันทึกไว้ หรือพิมพ์ใหม่จากคีย์บอร์ดเสมือนบนนาฬิกาได้ทันที แต่ทั้งนี้เลย์เอาท์คีย์บอร์ดบนนาฬิกาจะเป็นในลักษณะของปุ่มกดตัวเลขบนมือถือสมัยก่อน ไม่ใช่คีย์บอร์ดแบบครบทุกปุ่ม

กรณีที่ต้องการส่งรูปจากในตัว Gear S2 ไปยังสมาร์ทโฟน สามารถทำได้โดยการเข้าไปที่แอปรูปภาพ กดเลือกรูปที่ต้องการส่ง และเลือกคำสั่ง Send to Phone ได้ทันที รูปที่บันทึกก็จะไปรวมอยู่ในอัลบั้มของ Gear S2 โดยเฉพาะ

s07

ในส่วนของการใช้งาน S-Health จะมีการแจ้งเตือนให้เคลื่อนไหวเมื่อนั่งอยู่เฉยๆในช่วงระยะเวลาหนึ่ง รวมถึงสามารถเข้าไปดูระยะก้าวเดินย้อนหลังในแต่ละวัน เมื่อถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็จะมีการแจ้งเตือน ส่วนการออกกำลังกายก็สามารถเลือกประเภทกีฬาได้อย่าง เดิน วิ่ง ขี่จักรยาน ปีนเขา และออกกำลังบนเครื่องเล่น

ขณะที่การวัดอัตราการเต้นของหัวใจจะมีแสดงผลทั้งตอนที่กำลังออกำลังกายอยู่ หรือถ้าต้องการวัดในเวลาทั่วไปจำเป็นต้องกดให้ระบบทำงาน โดยเมื่อวัดเสร็จแล้วก็จะมีให้ติดแท็กว่าวัดในขณะที่ร่างกายรู้สึกเป็นอย่างไร เพื่อนำข้อมูลไปเก็บไว้ประมวลผลในตอนหลัง

s03s04

มาถึงส่วนของการตั้งค่า ภายในตัว Gear S2 ผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งค่าหน้าจอ อย่างเช่นการเปลี่ยนรูปหน้าปัด การปรับความสว่าง เลือกฟอนต์ ความแรงของการสั่นแจ้งเตือน ตั้งกดปุ่มลัดเข้าแอป ตั้งให้ใช้ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวให้หน้จอติดอัตโนมัติ เปิดการใช้งานโทรศัพท์ เลือกการเชื่อมต่อบลูทูธ ไวไฟ ตั้งค่าล็อกหน้าจอ เลือกการป้อนข้อความ ระบบประหยัดพลังงาน และดูรายละเอียดเครื่อง

s08

สุดท้ายการใช้งานระบบ S-Voice บน Gear S2 สามารถใช้ในการสั่งงานโทรศัพท์อย่างเช่นการโทรออก ตรวจสอบสภาพอากาศ การเพิ่มน้ำฟรือกาแฟใน S-Health รวมถึงคำสั่งเสียงอื่นๆที่ตัวเครื่องรองรับ

นอกจากนี้ก็จะมีตัวอย่างในส่วนของแอปอ่านข้อมูลข่าวจาก CNN และ Bloomberg ที่ผู้ใช้สามารถกดเลือกดูหัวข้อที่สนใจ และเข้าไปอ่านข้อมูลจากบนข้อมือได้ทันที โดยในการใช้งานตัว Gear S2 จะใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อในการดึงข้อมูลมาแสดงผล

s09

ไม่นับรวมกับระบบแผนที่ ที่ทาง Gear S2 เลือกใช้แผนที่ของทาง Here ที่ผู้ใช้สามารถกดเข้าไปดูที่อยู่ปัจจุบัน ค้นหาเส้นทางการเดินทางจากระบบระบุพิกัด และค้นหาสถานที่ ซึ่งจะแสดงรายละเอียดต่างๆขึ้นมา โดยสามารถใช้คำสั่งเสียงในการค้นหาได้เช่นเดียวกัน หลังจากเจอสถานที่แล้วก็สามารถกดเพื่อแสดงเส้นทางได้ทันที

สรุป

ถ้าเป็นลูกค้าที่ใช้งานสมาร์ทโฟนภายใต้ตระกูล Galaxy ของทางซัมซุงอยู่แล้ว Gear S2 ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ในกรณีที่ต้องการสมาร์ทวอทช์ ที่จะมาแจ้งข้อมูลต่างๆจากบนสมาร์ทโฟนมาไว้บนข้อมือแทน แต่อย่างไรก็ตามในการใช้งานหลักๆส่วนใหญ่ก็ยังจำเป็นต้องทำบนสมาร์ทโฟนอยู่เช่นเดิม

นอกจากนี้ ด้วยการที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำให้ตัวแอปพลิเคชันที่รองรับการใช้งานยังน้อยอยู่ การแสดงผลข้อมูลทำได้ไม่หมดอย่างเช่นเฟซบุ๊กยังไม่สามารถอ่านข้อมูลจาก Gear S2 ได้ แต่ Line อีเมล และพวกข้อความสั้นสามารถอ่านและตอบกลับได้ทันทีเป็นต้น

ในส่วนของการจับการออกกำลังกาย ถ้าเป็นรุ่น Gear S2 ธรรมดาน่าจะเหมาะกว่ารุ่น Gear S2 Classic เนื่องจากในรุ่น Classic ตัวสายจะเป็นหนังทำให้เมื่อใส่ออกกำลังกายและโดนเหงื่อจะสกปรกง่าย หรือต้องใช้วิธีการเปลี่ยนสายตอนใช้งานแทน สำหรับ Gear S2 วางจำหน่ายในราคา 9,900 บาท ส่วน Gear S2 Classic ขายในราคา 11,900 บาท

ข้อดี

– รองรับการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติม

– สามารถซิงค์เพลงมาเก็บไว้ใน Gear S2 เพื่อใช้งานได้โดยไม่ต้องต่อสมาร์ทโฟน

– รองรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ

ข้อสังเกต

– แอปพลิเคชันที่รองรับยังน้อยอยู่

– ยังต้องมีการนำระบบไปผูกกับแอปภายนอกเพิ่มเติมเพื่อให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการบันทึกการออกกำลังกาย

– ระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องประมาณ 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับการใช้งาน

Gallery

]]>
Review : Fitbit Surge นาฬิการัดข้อมือวัด HR ได้ https://cyberbiz.mgronline.com/fibit-surge-reivew/ Thu, 05 Nov 2015 01:01:34 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=18137

IMG_0615

ถือเป็นอีกหนึ่งนาฬิกาเพื่อการออกกำลังกายที่น่าสนใจในท้องตลาด จากความสามารถในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่ข้อมือได้ทันที และด้วยความที่ Fitbit อยู่ในตลาดนี้มาเป็นเจ้าแรกๆ ทำให้มีการพัฒนาตัวแอปพลิเคชันให้ใช้งานได้ทั้งบนสมาร์ทโฟน รวมถึงบนพีซีด้วย เพื่อให้ง่ายต่อการประมวลผลข้อมูล

จุดเด่นของ Surge นอกจากเรื่องของการวัดอัตราการเต้นของหัวใจแล้ว ก็จะมีในแง่ของการแสดงผลที่เป็นหน้าจอแบบสัมผัส สามารถเข้าไปเลือกโหมดในการใช้งานได้ รวมถึงการบันทึกพิกัดจีพีเอส เพียงแต่จะไม่กันน้ำทำให้ไม่สามารถใช้ในการว่ายน้ำ หรือกีฬาที่สมบุกสมบันได้ แต่ยังสามารถใช้กันละอองน้ำหรือเหงื่อได้ตามปกติ

การออกแบบ

IMG_0622

ด้วยการที่ Fitbit Surge เน้นในแง่ของการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้การดีไซน์จะแปลกตาจากรุ่นเดิมๆที่เป็นเพียงสายรัดข้อมือวัดก้าววัดนอน เพื่อให้กลายเป็นกึ่งๆสมาร์ทวอทช์ ที่ใช้งานได้ทั้งตอนออกกำลังกาย และใช้งานในชีวิตประจำวัน

วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติก ผสมกับยาง เพื่อให้นาฬิกามีน้ำหนักเบา เหมาะกับการใส่ติดข้อมือไว้ตลอดเวลา และง่ายต่อการทำความสะอาดหลังจากออกกำลังกาย ตัวเรือนจะทำจากสแตนเลสสตรีลเพิ่มความแข็งแรงในการใช้งาน

IMG_0623

ตัวเรือนจะมีหน้าจอสัมผัสขนาด 1.25 นิ้ว พร้อมไฟ led ไว้ใช้งานในเวลากลางคืน โดยจะมีปุ่มสั่งงานด้วยกันทั้งหมด 3 ปุ่ม คือปุ่มทางซ้ายไว้กดเรียกหน้าเมนูขึ้นมา กับการกดย้อนกลับ ส่วนปุ่มทางขวาไว้ใช้สั่งงานอย่าง การสั่งเริ่มออกกำลังกาย พัก และหยุดออกกำลังเป็นต้น

IMG_0629

หลังตัวเรือนจะมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ ซึ่งจะมีการนูนออกมาจากตัวเรือนเล็กน้อย ถัดมาเป็นจุดสำหรับเชื่อมต่อกับสายชาร์จ ที่ต้องใช้สายเฉพาะของทาง Fitbit ในการชาร์จแบตเตอรี ใช้ระยะเวลาชาร์จประมาณ 1 ชั่วโมง ต่อการใช้งานประมาณ 7 วัน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งาน

IMG_0618

ส่วนภายในกล่อง นอกจากตัวเรือน และสายชาร์จแล้ว ก็จะมีคู่มือการใช้งาน และตัวรับข้อมูลที่เป็นพอร์ตยูเอสบี ไว้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ในการซิงค์ข้อมูลระหว่างตัวนาฬิกา และพีซี ในการนำข้อมูลมาประมวลผล เท่านั้น 

ฟีเจอร์เด่น

s04

จุดที่น่าสนใจของ Fitbit Surge ในส่วนของตัวเครื่อง จะมีโหมดหลักไว้ใช้ในการแสดงผลทั้งเป็นนาฬิกา บอกจำนวนก้าวเดิน อัตราการเต้นของหัวใจ ระยะทาง ปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลายไป และการขึ้นบันได โดยสามารถใช้นิ้วในการปัดหน้าจอไปทางซ้าย หรือ ขวาได้ทันที

s05

ถัดมาเมื่อกดปุ่มฝั่งขวา จะเข้าสู่หน้าจอเมนูตั้งค่า วิ่ง การออกกำลังกาย นาฬิกาจับเวลา นาฬิกาปลุก โดยในส่วนของนาฬิกาปลุกต้องตั้งผ่านแอปพลิเคชัน เพราะตัวเครื่องจะมีการสั่งงานเพื่อให้มีการปลุกในช่วงเวลาที่เหมาะสม ถ้ามีการใส่นาฬิกานอน

เมื่อเข้าไปในโหมดวิ่ง ตัวเครื่องจะมีให้เลือกทั้ง วิ่งแบบอิสระ วิ่งบนลู่วิ่ง วิ่งแบบเป็นรอบ ซึ่งแต่ละประเภทการวิ่งจะมีการจับข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน เช่นถ้าวิ่งบนลู่วิ่งจะไม่มีการเปิดโหมดบันทึกพิกัด เพราะเป็นการวิ่งอยู่กับที่ ส่วนถ้าวิ่งแบบอิสระ หรือเป็นรอบก็จะมีการเปิดโหมดจีพีเอสในการบันทึกพิกัดไปด้วย พร้อมกับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจเป็นระบบพื้นฐาน

s03

ส่วนในเมนูการออกกำลังกาย ผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งรูปแบบการออกกำลังกายที่ใช้งานบ่อยๆผ่านโทรศัพท์มือถือได้ 7 ประเภทด้วยกัน อย่างการขี่จักรยาน เล่นเวท ตีเทนนิส เป็นต้น ถ้าเป็นการออกกำลังที่ใช้ควบคู่กับการบันทึกพิกัดตัวเครื่องก็จะเปิดโหมดจีพีเอสขึ้นมาด้วย แต่ถ้าไม่ก็จะเปิดเพียงเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ

สิ่งเหล่านี้คือความสามารถรวมๆของ Fitbit Surge เฉพาะภายในตัวนาฬิกา แต่ก็ยังมีความสามารถเพิ่มเติมเมื่อใช้ควบคู่กับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนอย่าง Fitbit เพราะภายในแอปดังกล่าว นอกเหนือไปจากการแสดงผลข้อมูลทั่วไปย้อนหลังอย่างการเดิน การนอน ระยะการเดินขึ้นบันได การเผาผลานพลังงาน

s002

ก็คือผู้ใข้สามารถใช้งานร่วมกับเพื่อนในกลุ่มเพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันรวมถึงการเข้าไปดูรายละเอียดการออกกำลังกายที่ให้ความสะเอียดมากขึ้นอย่างการแสดงโซนของอัตราการเต้นของหัวใจที่จะมีแบ่งระดับเป็นทั่วไปโซนลดไขมันและโซนสร้างกล้ามเนื้อ

s01

เมื่อกดเข้าไปดูในแต่ละประเภทก็จะมีกราฟแสดงข้อมูลย้อนหลัง ที่สามารถกดเข้าไปดูละเอียดถึงแต่ละวันได้ว่า ช่วงเวลาใดมีการเดินมากที่สุด และสามารถนำมาเทียบกับอัตราการเต้นของหัวใจที่จะคอยแสดงผลว่าในช่วงเวลาใด อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่เท่าไหร่

s02

ส่วนของการออกกำลังกาย อย่างที่กล่าวไปว่าจะสามารถดูอัตราการเต้นของหัวใจในแต่ละโซน ปริมาณแคลอรี่ที่มีการเผาผลาย แสดงผลเป็นกราฟตลอดช่วงเวลาที่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังสามารถแชร์ข้อมูลเหล่านี้ไปยังเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ทันที

ขณะเดียวกัน ถ้าต้องการควมคุม หรือลดน้ำหนัก ตัวแอปพลิเคชันก็เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถใส่ปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ปริมาณน้ำ และน้ำหนัก เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นข้อมูลในการประมวลผลเพิ่มได้

s001

นอกจากนี้ ถ้าเชื่อมต่อซิงค์ข้อมูลเข้ากับในพีซี ก็จะมีการแสดงผลเป็นกราฟ และอินโฟกราฟิกเพิ่มเติม ที่จะคอยบอกว่าในแต่ละวันเดินไปกี่ก้าว สามารถดูย้อนหลังเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน ดูรายละเอียดการออกกำลังกายล่าสุด รวมถึงการใส่ข้อมูลอาหาร น้ำ คุมน้ำหนักต่างๆผ่านหน้าจอแสดงผลบนเว็บไซต์ได้ทันที

s003

ที่สำคัญคือในแต่ละสัปดาห์ทาง Fitbit จะมีการส่งรายการสรุปผลเข้ามาแสดงในอีเมลที่สมัครไว้ โดยจะแสดงผลคร่าวๆว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเดินไปทั้งหมดกี่ก้าว ระยะทางเท่าไหร่ ขึ้นบันไดกี่ขั้น เผาผสานแคลอรี่เท่าไหร่ เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า มาให้ดูด้วย

สรุป

ถ้าเป็นผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย และต้องการนาฬิกาที่มาช่วยในการวัดข้อมูลการนับก้าวเดิน การนอน วัดอัตราการเต้นของหัวใจ Fitbit Surge ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะสามารถนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อแสดงเป็นกราฟได้เลย รวมถึงการที่เข้าถึงข้อมูลได้จากหลายทาง ไม่จำเป็นต้องใช้งานเฉพาะกับสมาร์ทโฟน

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นผู้ที่ออกกำลังกายแบบจริงจัง อาจจะมองว่าความสามารถของ Surge อาจจะอยู่ในช่วงครึ่งๆกลางๆ คือสามารถนำมาวัดผลการออกกำลังกายได้แต่ไม่สุด อย่างในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ Surge จะแสดงผลเป็นแค่ 3 ช่วงเท่านั้น ไม่สามารถดูโซนการเต้นของหัวใจหรือตั้งโซนได้เองเป็นต้น

ข้อดี

นาฬิกาวัดการออกกำลังกาย พร้อมอัตรการเต้นของหัวใจ

ตัวเรือนทำจากสแตนเลวผสมกับสายยางทำให้เบา และใส่ติดข้อมือได้

รองรับการแสดงข้อมูลบนพีซี

ข้อสังเกต

ตัวเครืองไม่สามารถกันน้ำได้ (กันได้เพียงละอองน้ำ และเหงื่อขณะออกกำลังกาย)

ยังไม่มีการเพิ่มฟีเจอร์พิเศษในการใช้งานในชีวิตประจำวัน

ตัวเรือนมีขนาดใหญ่ ทำให้ใส่นอนไม่ค่อยสะดวก

Gallery

]]>
รีวิว Apple Watch หลังใช้งานครบ 2 เดือน https://cyberbiz.mgronline.com/apple-watch2os/ Wed, 23 Sep 2015 10:10:45 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=18411

558000011140102ตามสัญญาเดิมที่ให้ไว้กับผู้อ่านว่าหลังจากทดลองใช้ Apple Watch ครบ 2 เดือน ทีมงานจะกลับมาเขียนรีวิวให้อ่านกันอีกครั้ง วันนี้ช่วงเวลาดังกล่าวได้เดินทางมาถึงแล้ว ทีมงานก็พร้อมนำเสนอบทความรีวิว Apple Watch ที่ล่าสุดมาพร้อมระบบปฏิบัติการ WatchOS 2 กับการปรับเปลี่ยนทั้งเรื่องความเสถียรและลูกเล่นที่เพิ่มมากขึ้น

สำรวจภาพรวมภายนอกหลังใช้งาน 2 เดือน

558000011140103

สำหรับ Apple Watch ที่ทีมงานได้รับมาทดสอบจะเป็นรุ่นผลิตจากสแตนเลส สตีล (Stainless Steel) ขนาด 42 มิลลิเมตรพร้อมสาย Sport Band (ราคา 22,500 บาท) และสายสแตนเลส Link Bracalet ที่มาพร้อมค่าตัวที่สูงถึง 16,900 บาท

ด้านการสวมใส่ ตลอด 2 เดือน ทีมงานเลือกใช้สาย Sport Band สลับกับสายสแตนเลส Link Bracalet

สำหรับสาย Sport Band ซึ่งเป็นสายรัดข้อมือที่มีราคาถูกสุด แอปเปิลเลือกใช้วัสดุเป็นยาง Fluoroelastomer ที่มีความยืดหยุ่นและแข็งแรง และที่สำคัญหลังจากทีมงานได้ทดลองสวมใส่เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์เต็ม พบว่า สาย Sport Band ไม่เก็บกลิ่นเหม็นของเหงื่อที่ข้อมือเราไว้ แม้ตลอดทั้งอาทิตย์หรือทั้งเดือนทีมงานจะไม่เคยถอดสายออกมาทำความสะอาดก็ตาม ซึ่งแตกต่างกับสายรัดข้อมือ Fitness Band หลายรุ่นที่เมื่อสวมใส่ไปได้สัก 1-2 วัน สายจะเริ่มมีกลิ่นเหม็นของเหงื่อเกิดขึ้น

558000011140104558000011140105

ด้านความคงทนของสาย Sport Band สำหรับความยืดหยุ่นของวัสดุยางเมื่อต้องถูกรัดบนข้อมือเป็นเวลาร่วมเดือน พบว่าด้านความกระชับยังคงเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือเรื่องผิวของสายรัดข้อมือที่เริ่มมีอาการลอกและเป็นรอยเกิดขึ้น โดยเฉพาะสายสีขาว หลังจากทีมงานเผลอทำสายรัดข้อมือไปโดนสีแดงจากปลายก้านธูปจนสีติดเข้ากับสายรัดข้อมือสีขาว เมื่อกลับถึงบ้านทีมงานพยายามถอดล้างทำความสะอาดโดยวิธีการต่างๆไม่ว่าจะเป็น ใช้น้ำยาล้างสายยางหรือใช้น้ำเปล่าผสมสบู่และอื่นๆ ก็ไม่สามารถลบสีแดงจากปลายธูปออกไปได้ทั้งหมด จะเหลือทิ้งไว้เพียงคราบสีแดงจางๆให้เห็นอยู่ถึงทุกวันนี้

ใครคิดซื้อ Apple Watch พร้อมกับสาย Sport Band สีขาวอาจต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้งานพอสมควร เพราะสายสีนี้ค่อนข้างสกปรกง่าย แถมการทำความสะอาดและดูแลรักษาก็ยากกว่าสายสีดำพอสมควร

558000011140107558000011140106

มาถึงสายสแตนเลส สตีล 316L Link Bracalet ที่มีราคาค่าตัวสูงที่สุด หรูหราที่สุด และคนที่ซื้อสายนี้มาใช้งานต้องคาดหวังเรื่องความคงทนที่มีตลอดทุกเวลา แต่เมื่อทดลองใช้งานจริง แค่วันแรกที่สวมใส่ ทีมงานได้พบร่องรอยเกิดขึ้นมากมายบนสายรัดข้อมืิอสุดหรูนี้เพียงแค่ทีมงานเผลอเหวี่ยงข้อมือไปเฉี่ยวกับขอบโต๊ะที่เป็นไม้หรือการนั่งพิมพ์งานแล้วตัวสายไปถูกับตัวเครื่องโน้ตบุ๊กเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

โดยหลังจากใช้งานผ่านมา 2 เดือน สายสแตนเลส สตีล 316L Link Bracalet ก็มีรอยเกิดขึ้นมากมาย นับไม่ถ้วน (ตามภาพประกอบด้านบน) จนกลายเป็นสายรัดข้อมือ Apple Watch ที่น่าผิดหวังมากที่สุด

558000011140109558000011140108558000011140110

กลับมาดูที่ตัวเรือนนาฬิกา กับรุ่นที่หรูหราด้วยสแตนเลส สตีล 316L ที่มาพร้อมเสียงวิจารณ์เรื่องวัสดุเป็นรอยง่าย แต่สิบปากว่าจะเท่าทดลองใช้เอง โดยผลลัพท์หลังใช้งาน 2 เดือน เมื่อทีมงานเริ่มตรวจหาร่องรอยที่เกิดขึ้นพบว่า “รอบตัวเรือนนาฬิกามีรอยเกิดขึ้นมากมาย” แม้ทีมงานจะใช้งาน Apple Watch ด้วยความระมัดระวังเพียงใดก็ตาม

ในขณะรุ่นที่เป็นตัวเรือนอะลูมิเนียม การเกิดขึ้นของร่องรอยต่างๆเหล่านี้จะเป็นไปได้ยากกว่าแต่ก็ต้องแลกมากับความแข็งแรงของหน้าจอที่รุ่นสแตนเลส สตีลจะใช้วัสดุที่แข็งแรงกว่ารุ่นตัวเรือนอะลูมิเนียมพอสมควร

WatchOS 2 ปรับใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

558000011140111

อย่างที่ทีมงานได้กล่าวไปเมื่อบทความรีวิวที่แล้วว่า WatchOS รุ่นแรกเป็นอีกหนึ่งจุดบอดที่ทำให้ Apple Watch ไม่น่าสนใจมากพอ เพราะถึงแม้ฮาร์ดแวร์ของ Apple Watch จะครบครันเพียงใด แต่เมื่อซอฟต์แวร์ไม่สามารถรีดประสิทธิภาพได้ทั้งหมด Apple Watch ก็จะเป็นได้เพียงแค่สมาร์ทวอตซ์ธรรมดาเหมือนคู่แข่งรายอื่น

558000011140112558000011140113

ดังนั้นในอัปเดตใหม่กับ WatchOS 2 แอปเปิลจึงให้ความสำคัญกับเรื่องของซอฟต์แวร์และการปรับปรุงความเสถียรมากขึ้น โดยจุดเด่นหลักก็คือ การที่แอปเปิลยอมเปิดให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์รายอื่นเข้าถึงฮาร์ดแวร์ของ Apple Watch ได้แล้วโดยเฉพาะส่วนของเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจที่เริ่มถูกนำไปใช้กับซอฟต์แวร์อื่นๆมากขึ้น เช่น Motifit ที่ช่วยสร้างสีสันในการออกกำลังกายของเราได้ดีกว่าเดิม เป็นต้น

558000011140114

นอกจากนั้นในส่วนหน้านาฬิกาบอกเวลา แอปเปิลยังเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นสามารถพัฒนา Widget ของตัวเองแล้วนำมาแสดงผลในหน้านาฬิกาบอกเวลาได้ เช่น Widget บอกสภาพอากาศ เป็นต้น

558000011140115

ในส่วนของธีมนาฬิกา แอปเปิลได้เพิ่มธีมใหม่เข้ามา เช่น Timelapse 6 สถานที่เด่นที่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวของสถานที่นั้นตามเวลาจริงได้, Photo Album/Photo ที่ผู้ใช้สามารถเลือกรูปจากอัลบั้มภาพมาแสดงเป็นพื้นหลังนาฬิกาได้ รวมถึงธีมย่อย Multicolor ที่ช่วยให้การแสดงผลนาฬิกาบน Apple Watch มีสีสีนมากขึ้น

นอกจากนั้นใน WatchOS 2 แอปเปิลยังได้ปรับปรุงชุดซอฟต์แวร์ภายในหลายส่วน เช่น อีเมล์ที่สามารถตอบกลับผ่านระบบแปลงเสียงเป็นข้อความได้แล้ว หรือแม้แต่ Siri ที่ตอบคำถามได้มากขึ้น รวมถึงแอปฯฟิตเนสอย่าง Activity ที่แอปเปิลปรับปรุงชุดซอฟต์แวร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวให้แม่นยำมากขึ้น เป็นต้น

สรุป

อีกหนึ่งความพิเศษของ Apple Watch คือสามารถป้องกันน้ำได้ตามมาตรฐาน IPX7

หลังทดลองใช้งานถึง 2 เดือนเต็มๆ ในด้านซอฟต์แวร์และฟังก์ชันใช้งานคงไม่มีอะไรต้องกล่าวถึง เพราะใน WatchOS 2 เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายส่วนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม ระบบเริ่มลงตัวและเปิดกว้างรับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์รายอื่นมากยิ่งขึ้น

“จากวันแรกที่เปิดตัว Apple Watch ระบบและฟังก์ชันใช้งานถูกผูกขาดอยู่กับบริการของแอปเปิลและ OS ที่ไม่สมบูรณ์นัก แต่วันนี้ทุกอย่างถูกปรับให้สมบูรณ์ขึ้นมาก”

แต่ก็ใช่ว่าระบบที่ปรับปรุงใหม่จะช่วยให้ Apple Watch ไม่มีข้อสังเกตใดๆ เพราะในที่สุดแอปเปิลก็ยังมาตกม้าตายในเรื่องการออกแบบและวัสดุในรุ่นสแตนเลส สตีลที่มองภาพรวมแล้วดูพรีเมียมสมราคาหลายหมื่นบาท แต่เมื่อได้ลองใช้งานจริงตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ความพรีเมียมเหล่านั้นเริ่มลดลงเรื่อยๆ ตัวเรือนสแตนเลส สตีลที่แอปเปิลคุยว่าสวยงาม แข็งแรง เป็นรอยได้ง่ายกว่าตัวเรือนอะลูมิเนียมที่มีราคาถูกกว่าเสียอีก

“สุดท้ายใครกำลังสนใจ Apple Watch อยู่ตอนนี้ (อย่าลืม! Apple Watch รองรับไอโฟน 5 เป็นต้นไป) ทีมงานมองว่า รุ่นตัวเรือนอะลูมิเนียมพร้อมสาย Sport Band ที่มีราคาค่าตัวตั้งแต่ 13,500-15,500 บาท ดูจะคุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุดแล้ว”

Gallery

]]>
Review: Apple Watch สมาร์ทวอตซ์สุดหรูเพื่อผู้ใช้ไอโฟนโดยเฉพาะ https://cyberbiz.mgronline.com/apple-watch/ Mon, 27 Jul 2015 22:42:04 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=18360

558000008802002

หลังจากทีมงานลงบทความพรีวิว Apple Watch (แอปเปิล วอตซ์) ไปแล้วเมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมเสียงตอบรับจากผู้อ่านอยากทราบถึงรายละเอียด การใช้งานและประเด็นสำคัญที่หลายคนตั้งคำถามไว้ก็คือ “Apple Watch ใช้ทำอะไรได้บ้าง”วันนี้ก็ถึงเวลาของรีวิวฉบับเต็มหลังจากทีมงานไซเบอร์บิซได้ทดลองใช้งานเป็นเวลา 1 อาทิตย์เต็ม

แต่ก่อนจะไปรับชมรีวิว ทีมงานไซเบอร์บิซขอสรุปรุ่นและสเปกของ Apple Watch อีกครั้ง เริ่มจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ Apple Watch แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก จับกลุ่มตั้งแต่วัยรุ่น คนทำงานไปถึงกลุ่มไฮโซ ได้แก่

558000008802003

1.Apple Watch Sport เป็นรุ่นเริ่มต้น ตัวเครื่องผลิตจากอลูมิเนียมประกบหน้าจอ Ion-X Glass หน้าจอมีให้เลือก 2 ขนาดได้แก่ 38 มิลลิเมตร (น้ำหนัก 25 กรัม)และ 42 มิลลิเมตร (น้ำหนัก 30 กรัม) ราคาเริ่มต้น 13,500 – 15,500 บาท

2.Apple Watch จับกลุ่มระดับกลาง ตัวเครื่องผลิตจากสแตนเลส สตีล 316L (ทนการกัดกล่อนและทนสนิม) ประกบหน้าจอ Sapphire crystal มีให้เลือก 2 ขนาดได้แก่ 38 มิลลิเมตร (น้ำหนัก 40 กรัม)และ 42 มิลลิเมตร (น้ำหนัก 50 กรัม) ราคาเริ่มต้น 20,500 – 41,500 บาท

3.Apple Watch Edition จับกลุ่มระดับบน ไฮโซสุด เนื่องจากตัวเครื่องผลิตจากทองคำ 18 กะรัตมี 2 สีให้เลือกได้แก่ Rose Gold และ Yellow Gold ประกบหน้าจอ Sapphire crystal มีให้เลือก 2 ขนาดได้แก่ 38 มิลลิเมตร (น้ำหนัก 54 กรัมสำหรับ Rose Gold และ 55 กรัมสำหรับ Yellow Gold) ขนาด 42 มิลลิเมตร (น้ำหนัก 67 กรัมสำหรับ Rose Gold และ 69 กรัมสำหรับ Yellow Gold) ราคาเริ่มต้น 395,000 – 660,000 บาท

สำหรับการวางขายในประเทศไทย เริ่มต้นที่ iStudio 11 สาขาได้แก่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล พระราม 9, เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่, เซ็นทรัล พระราม 2, เดอะมอลล์ บางกะปิ, แฟชั่นไอส์แลนด์, สยามพารากอน, เอ็มควอเทียร์, เมกะบางนา และเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่

ส่วนรุ่นตัวเครื่องทองคำ 18 กะรัตวางขายเฉพาะ iStudio สยามพารากอนและเอ็มควอเทียร์เท่านั้น

การออกแบบและสเปก

558000008802004

มาถึง Apple Watch ที่ทีมงานจะมารีวิวในวันนี้ ทีมงานเลือก Apple Watch ตัวเครื่องผลิตจากสแตนเลส สตีล (Stainless Steel) ขนาด 42 มิลลิเมตรพร้อมสาย Sport Band ซึ่งถือเป็นรุ่นระดับกลาง มีความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 390×312 พิกเซล

โดยขนาดนาฬิกา (Case size) กว้างxยาว อยู่ที่ 42×35.9 มิลลิเมตร หนา 10 มิลลิเมตร น้ำหนักอยู่ที่ 50 กรัม หน้าจอใช้เทคโนโลยี Force Touch รับรู้น้ำหนักแรงกดได้หลายระดับ ครอบทับด้วยกระจก Sapphire crystal ทนแรงขีดข่วนและการตกกระแทกสูงกว่าหน้าจอ Ion-X Glass ในรุ่น Watch Sport

558000008802005

ด้านหลังเคลือบผิวด้วยเซรามิก ตรงกลางเป็นส่วนของเซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจประกอบด้วยกล้อง 2 ตัวและไฟ LED สีเขียว 2 ดวง รอบๆเซนเซอร์จะเป็นตัวหนังสือบอกรุ่นและรหัสของนาฬิกา

558000008802007

นอกจากนั้นบริเวณดังกล่าวยังเป็นที่อยู่ของเซนเซอร์ชาร์จไฟแบบ “Magnetic MagSafe-style” หรือเป็นที่ชาร์จแบบแม่เหล็กแปะติดที่ผนวกเทคโนโลยีการชาร์จแบบไร้สายและ MagSafe เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้สมาร์ทวอตซ์จากแอปเปิลไม่จำเป็นต้องติดตั้งพอร์ต Lightning หรือ USB ให้ไปรบกวนการออกแบบที่หรูหรา

558000008802006

ส่วนปุ่มกดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนและล่าง สามารถกดค้างและดึงสายออกเพื่อเปลี่ยนได้ โดยสายนาฬิกา Apple Watch สามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบถึง 6 รูปแบบ ได้แก่

558000008802008

1.Sport Band ราคา 1,900 บาท ผลิตจากยาง Fluoroelastomer
2.Milanese Loop ราคา 5,900 บาท สายสแตนเลส สตีลแบบถักพร้อมตัวล็อคแม่เหล็ก
3.Classic Buckle ราคา 5,900 บาท สายหนังดัตช์พร้อมตัวล็อคสายสแตนเลส สตีล
4.Leather Loop ราคา 5,900 บาท สายบุหนัง Venezia พร้อมตัวล็อคแม่เหล็กแบบปรับได้
5.Modern Buckle ราคา 9,500 บาท สายหนัง Granada พร้อมตัวล็อคแม่เหล็กสองชิ้น
6.Link Bracalet ราคา 16,900 บาท สายโลหะผสมสแตนเลส สตีล 316L พร้อมตัวล็อคแบบปีกผีเสื้อ

558000008802009

มาดูปุ่มกดและส่วนอื่นๆรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านขวาของตัวนาฬิกา ส่วนหลักจะเป็น “เม็ดมะยม” หรือที่แอปเปิลเรียก“Digital Crown” ที่ทำหน้าที่เป็นส่วนควบคุมการซูมเข้าออกแอปพลิเคชัน เรียกหน้ารวมแอปฯ ไปถึงเลื่อนหน้าต่างขึ้นลง ดูข้อความต่างๆ กดเพื่อย้อนกลับ เป็นต้น และถ้ากดค้างจะเป็นการเรียกผู้ช่วยสิริ (Siri) ขึ้นมา

หน้ารวมแอปฯสามารถใช้ Digital Crown ซูมเข้าออกแอปฯแต่ละตัวได้
หน้ารวมแอปฯสามารถใช้ Digital Crown ซูมเข้าออกแอปฯแต่ละตัวได้

ถัดมาปุ่มสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นปุ่มเรียกเมนู “Friends” หรือ หน้าเมนูเรียกดูเบอร์คนโปรดที่เราโทรบ่อยๆ โดยผู้ใช้ต้องตั้งค่าผ่านแอปฯ Apple Watch บนไอโฟนก่อนเข้าใช้งาน

นอกจากนั้นถ้าผู้ใช้กดปุ่มดังกล่าวข้างไว้จะเข้าสู่หน้าเมนูปิดเครื่อง ไปถึงสามารถใช้ควบคุม Apple Pay ได้

558000008802011

อีกด้านจะเป็นที่อยู่ของลำโพงและไมโครโฟนสำหรับใช้งานโทรศัพท์

ในส่วนรายละเอียดสเปกของ Apple Watch เริ่มจากหน่วยประมวลผลใช้ Apple S1 ที่แอปเปิลออกแบบมาเพื่อ Apple Watch พร้อมระบบปฏิบัติการ WatchOS โดยเฉพาะ ภายในมีเซนเซอร์ตรวจจับสภาพแสง ตรวจจับการเคลื่อนไหว Gyroscope จำนวน 6 แกน เซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และภายในยังมาพร้อมหน่วยเก็บข้อมูลขนาด 8GB ไว้สำหรับติดตั้งแอปพลิเคชัน แคชไฟล์ รวมถึงนำไปใส่เพลงได้สูงสุด 2GB และรูปภาพ 75MB หรือประมาณ 500 ภาพ

ส่วนฮาร์ดแวร์ภายในที่น่าสนใจอีกหนึ่งตัวในชื่อ Taptic Engine จะเป็นรูปแบบการแจ้งเตือนแบบใหม่ที่ใช้ลักษณะคล้ายคนมาสะกิดที่ข้อมือพร้อมเสียงเตือนเบาๆกลมกลืนไปกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกถึงการแจ้งเตือนที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะความนุ่มนวลที่มากกว่าการสั่นเตือนแบบปกติ

นอกจากนั้นตัว Apple Watch ยังได้มาตรฐานป้องกันน้ำ IPX7 (ทดสอบแล้วสามารถใส่ล้างมือและโดนน้ำฝนได้ ส่วนการใส่ว่ายน้ำในสระหรือใส่อาบน้ำ ทีมงานได้ทดสอบแล้วสามารถทำได้แต่แอปเปิลไม่แนะนำเพราะตัวนาฬิกาเป็น Water resistant ไม่ใช่ Waterproof)

ด้านการเชื่อมต่อต้องทำผ่าน Bluetooth 4.0 Low Energy ร่วมกับไอโฟน 5 เป็นต้นไปเท่านั้น ส่วน WiFi ถามว่าใน Apple Watch มีไหม คำตอบคือจากสเปกซีพียูน่าจะมี WiFi 802.11 b/g/n 2.4GHz และ NFC ติดตั้งไว้ แต่การเรียกใช้งานจะเป็นไปตามระบบที่แอปเปิลกำหนดไว้เอง ส่วน NFC จะเรียกใช้งานได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในบริการ Apple Pay เท่านั้น

558000008802012

สำหรับเรื่องความอึดของแบตเตอรีที่หลายคนสงสัย สำหรับการใช้งานทั่วไปจะอยู่ได้ 18 ชั่วโมง ส่วนถ้าสนทนาโทรศัพท์ผ่าน Apple Watch ต่อเนื่องจะอยู่ได้ประมาณ 6.5 ชั่วโมง ตรวจจับการออกกำลังกาย (Workout) จะอยู่ได้นาน 6.5 ชั่วโมง เล่นเพลงต่อเนื่องอยู่ได้นาน 6.5 ชั่วโมง และสุดท้ายเปิดโหมด Power Reserve ใช้งานเป็นนาฬิกาข้อมือบอกเวลาเพียงอย่างเดียวจะอยู่ได้นานถึง 72 ชั่วโมง

ส่วนการชาร์จไฟเข้า 0-80% อยู่ที่ 1.5 ชั่วโมง และ 0-100% อยู่ที่ 2.5 ชั่วโมง

558000008802013558000008802014

สุดท้ายสำหรับการเชื่อมต่อกับไอโฟน (ต้องไอโฟน 5 เป็นต้นไป) หลังการเชื่อมต่อครั้งแรกเสร็จสิ้น ผู้ใช้สามารถตั้งค่านาฬิกาผ่านแอปฯ Apple Watch ที่ปรากฏบนไอโฟนได้ทั้งหมด ตั้งแต่กำหนดการเปิดปิดแจ้งเตือนต่างๆ ปรับ Layout หน้ารวมแอปฯ กำหนดเพื่อนโปรด ไปถึงการเปิดปิดเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและตรวจวัดหัวใจได้ ปรับความสว่างหน้าจอ ปรับขนาดตัวอักษร เป็นต้น

558000008802015

นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถกำหนดอัลบั้ม Playlist เพลงที่ต้องการซิงค์เก็บไว้ใน Apple Watch รวมถึงอัลบั้มรูปภาพที่เราสามารถเลือกซิงค์เก็บไว้ในนาฬิกาได้เช่นกัน

558000008802016

ในส่วนแอปฯที่รองรับ Apple Watch จากผู้พัฒนาภายนอก เช่น Instagram, LINE, Twitter เป็นต้น ปัจจุบันผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดได้จาก AppStore (มีแอปฯที่รองรับประมาณ 8,500 แอปฯ) โดยแอปฯใดที่รองรับกับนาฬิกาจะมีข้อความว่า “Offers Apple Watch App”

ฟีเจอร์เด่น

แนะนำให้รับชมวิดีโอนี้ก่อนเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น

558000008802017558000008802018

เริ่มต้นจากส่วน Clock Face หน้านาฬิกาบอกเวลา แอปเปิลออกแบบมาได้สวยงามและการดูเวลาก็ทำได้ฉลาดและรวดเร็วมาก โดยแอปเปิลจะใช้เซนเซอร์ตรวจจับเมื่อผู้ใช้ยกแขนขึ้นเพื่อมองนาฬิกา หน้าจอ Apple Watch จะถูกปลุกและแสดงหน้านาฬิกาอัตโนมัติ (ถ้ายกแขนดูเวลาค้างไว้ไม่นำแขนลง หน้าจอก็จะติดค้างไว้ให้ประมาณ 7-8 วินาที) ในขณะที่เมื่อผู้ใช้วางแขนลงหน้าจอจะดับอัตโนมัติทันที

558000008802019

ส่วนการเปลี่ยนธีมนาฬิกา สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยี Force Touch โดยที่หน้าจอนาฬิกาบอกเวลา ให้กดหน้าจอลงไปแรงๆ นาฬิการจะสั่นเล็กน้อย และระบบจะพาเข้าสู่หน้าเลือกธีมนาฬิกาที่มีให้เลือกใช้ 10 รูปแบบ ซึ่งในแต่ละรูปแบบสามารถปรับแต่งหน้าตาได้เล็กน้อย เช่น เลือกเปิดโชว์อุณหภูมิ วันที่ เป็นต้น

558000008802020

ระบบแจ้งเตือนแบบอัจฉริยะ ด้วยการที่ Apple Watch ต้องเชื่อมต่อกับไอโฟนตลอดเวลา และแอปเปิลต้องการให้การทำงานระหว่างดีไวซ์ทั้งสองเป็นแบบไร้รอยต่อ เวลามีข้อความแจ้งเตือนจากแอปฯต่างๆเข้ามายังไอโฟน ถ้าผู้ใช้เก็บไอโฟนไว้ในกระเป๋า ข้อความแจ้งเตือนเหล่านั้นจะมาปรากฏบน Apple Watch พร้อมสั่นเตือนด้วยการสะกิดแทน ซึ่งผู้ใช้สามารถดูข้อความแจ้งเตือนเหล่านั้นได้เพียงแค่ยกแขนแล้วมองไปที่นาฬิกาโดยไม่ต้องกดปุ่มใด

558000008802021

อีกทั้งถ้าแอปฯใดรองรับ Apple Watch ผู้ใช้สามารถตอบโต้กับแอปฯเหล่านั้นผ่านนาฬิกาได้ทันที เช่น LINE ที่สามารถส่งสติ๊กเกอร์หรือข้อความเสียงแล้วแปลงเป็นตัวอักษรผ่าน Dictation ได้

ส่วนถ้าผู้ใช้กำลังใช้งานไอโฟนอยู่แล้วมีข้อความแจ้งเตือนเข้ามา Apple Watch จะเข้าใจว่าคุณกำลังเล่นไอโฟนอยู่ ข้อความแจ้งเตือนจะไม่มาปรากฏซ้ำซ้อนบนนาฬิกาให้ผู้ใช้เกิดความรำคาญ

ในขณะเดียวกันถ้าผู้ใช้เชื่อมต่อกับที่ชาร์จไฟหรือวางไว้บนโต๊ะ ระบบแจ้งเตือนจากนาฬิกาจะไม่ส่งเสียงและสัญญาณใดๆ เนื่องจากระบบเข้าใจว่าผู้ใช้ไม่ได้สวมใส่นาฬิกาอยู่ที่ข้อมือ แจ้งเตือนทั้งหมดจะถูกส่งไปที่ไอโฟนแทน

558000008802022

Handoff เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นช่วยให้การใช้งาน Apple Watch ทำได้ต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ ช่วยให้การสลับใช้งานระหว่างตัวนาฬิกากับไอโฟนทำได้่ต่อเนื่องมากขึ้น เช่น เราค้นหาร้านอาหารจาก Wongnai บน Apple Watch และกดนำทางที่นาฬิกาไปแล้ว จากนั้นต้องการให้นำเส้นทางที่ค้นหาได้มานำทางต่อบนไอโฟน ผู้ใช้ก็เพียงหยิบไอโฟนขึ้นมา เปิดหน้าจอและกดไอคอนแผนที่บริเวณมุมซ้ายล่างของหน้า Lock Screen ค้างไว้และสไลด์ขึ้น ผู้ใช้ก็สามารถนำทางต่อด้วยไอโฟนได้แบบไร้รอยต่อ

ความสามารถนี้ยังใช้ได้ดีเมื่อผู้ใช้รับโทรศัพท์จาก Apple Watch และต้องการมาคุยแบบส่วนตัวต่อบนไอโฟนก็สามารถใช้ความสามารถของ Handoff ได้เช่นกัน

558000008802023

Quick Glances เป็นหน้าโชว์แอปฯที่ใช้งานบ่อย โดยผู้ใช้สามารถกำหนดแอปฯที่มาแสดงผ่าน Glances ได้จากแอปฯ Apple Watch บนไอโฟน

ส่วนวิธีเรียกใช้ ที่หน้านาฬิกาบอกเวลา สัมผัสที่หน้าจอแล้วเลื่อนนิ้วขึ้นด้านบนก็จะพบกับ Glances Screen โดยค่าเริ่มต้นหน้าแรกจะเป็น Quick Settings ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเปิด Airplane Mode, เปิดโหมดห้ามรบกวน, Silent Mode และสามารถกดให้ไอโฟนส่งเสียงได้

นอกนั้น ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเลือกให้แอปฯต่างๆมาปรากฏบนหน้า Glances ได้ตามใจชอบ เช่น วัดอัตราการเต้นของหัวใจ เครื่องเล่นเพลง แผนที่ระบุพิกัดที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน นาฬิกาโลกพร้อมบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก เป็นต้น

558000008802024558000008802025

Activity อีกหนึ่งความสามารถของ Apple Watch ก็คือการใช้เซนเซอร์ทั้งหมดตรวจจับการก้าวเดินและคำนวณเป็นจำนวนแคลอรี่ที่เผาพลาญไปพร้อมระยะทางในแต่ละวัน พร้อมความสามารถในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้

โดยการแสดงผลค่าการเคลื่อนไหวในแต่ละวันจะแสดงผ่านวงกลม 3 สี 3 วงซ้อนกัน ได้แก่

วงกลมสีแดง แสดงการเคลื่อนไหว (โดยผู้ใช้ต้องกำหนดจำนวนแคลอรี่ที่ต้องการเผาพลาญไว้ทุกอาทิตย์ ค่าเริ่มต้นจะเป็นค่าแคลอรี่ที่ระบบคำนวณตามน้ำหนักตัว อายุและเพศที่ระบุไว้ตอนเริ่มใช้งานครั้งแรก) ซึ่งถ้าในหนึ่งวันเราเดินจนวงกลมสีแดงมาซ้อนทับกันแสดงว่าในวันนี้เราเคลื่อนไหวจนเผาพลาญแคลอรี่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว

558000008802026

วงกลมสีเขียว Exercise แสดงการออกกำลังกายแบบจริงจัง โดยระบบจะตรวจจับจากการจำนวนก้าวเดินที่เกิดขึ้นผสมกับข้อมูลที่วัดได้จากอัตราการเต้นของหัวใจว่าสามารถเข้าสู่โซนออกกำลังกายได้หรือไม่ ถ้าหัวใจเต้นเร็วขึ้นสอดคล้องกับจำนวนก้าวเดินที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว เช่น การวิ่งหรือเดินเร็ว ไปถึงการเดินด้วยความเร็วระดับหนึ่งเป็นเวลานานหลายกิโลเมตร ก็สามารถทำให้ขีดสีเขียวนี้ขึ้นได้

โดยเป้าหมายส่วน Exercise จะอยู่ที่วันละ 30 นาที

วงกลมสีฟ้า แสดงการยืน (Stand) ในแต่ละวัน หน่วยเป็นชั่วโมง โดยวงกลมนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ได้ทราบว่า วันหนึ่งเรายืนไปกี่ชั่วโมง อีกทั้งยังคอยเตือนผู้ใช้เวลานั่งเฉยๆติดต่อกันเป็นเวลานานด้วย

558000008802027

โดยการแจ้งเตือนในส่วน Activity ผู้ใช้ Apple Watch จะพบเห็นได้บ่อยสุดตลอดทั้งวัน ยกตัวอย่างเช่น เรานั่งนานมากๆ นาฬิกาจะสะกิดบอกเราว่า ถึงเวลา “Time to stand” จากนั้นจะบอกให้เราไปเดินเคลื่อนไหวสัก 1 นาที หรือแม้แต่การสรุปผลทุก 4 ชั่วโมง(หรือตามแต่ที่เราตั้งค่าไว้) ว่าเหลือเป้าหมายอีกเท่าไหร่ถึงจะสำเร็จ เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ใช้ Apple Watch ใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นทุกสัปดาห์ระบบจะมีการสรุปผลประจำสัปดาห์ให้ผู้ใช้ทราบ และสามารถกำหนดเป้าหมายใหม่ในอาทิตย์ถัดไปได้ตามต้องการ

558000008802028

ส่วนผู้ใช้ที่อยากรับชมสถิติการเคลื่อนไหวและออกกำลังกายประจำวันแบบละเอียดมากขึ้น ก็สามารถรับชมผ่านแอปฯ Activity บนไอโฟนได้ (แอปฯจะถูกติดตั้งเองเมื่อเริ่มใช้งาน Activity ครั้งแรก) ซึ่งในแอปฯดังกล่าวผู้ใช้สามารถรับชมสถิติย้อนหลังรวมถึงชมถ้วยรางวัลแห่งความภาคภูมิใจจากการพิชิตเป้าหมายต่างๆลงได้

558000008802029

Apple Health & Heart Rate monitor ด้วยการที่เซนเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจไม่สามารถทำงานได้ตลอดเวลา เนื่องจากบริโภคพลังงานค่อนข้างสูง แอปเปิลจึงเลือกใช้วิธีตรวจวัดการเต้นหัวใจเป็นระยะร่วมกับผลอ้างอิงจากการตรวจจับการเคลื่อนไหว Activity ร่วมด้วย โดยในหนึ่งวันถ้าผู้ใช้ไม่ค่อยมีกิจกรรม ระบบอาจตรวจวัดการเต้นหัวใจทุก 1-4 ชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนมีกิจกรรมต้องเคลื่อนไหวบ่อยครั้ง ระบบอาจตรวจวัดทุกๆนาที หรือ 5-10 นาทีแล้วแต่ความหนักเบาของกิจกรรม

โดยค่าอัตราการเต้นของหัวใจจะถูกนำไปใช้ในเรื่องการคำนวณจำนวนกิโลแคลอรี่ที่ต้องเผาพลาญ รวมถึงถูกเก็บเป็นสถิติไว้ใช้ยามต้องไปพบหมอและในอนาคตค่าเหล่านี้จะถูกนำไปใช้งานร่วมกับแอปฯจากผู้พัฒนารายอื่น

การดูผลสรุป ปัจจุบันต้องรับชมผ่านแอปฯ Apple Health บนไอโฟนเท่านั้น ยังไม่มีแอปฯที่สามารถดูกราฟหัวใจแบบลงรายละเอียดได้ลึกเหมือนกับฟิตเนสแบนด์อื่นๆ

558000008802030

มาดูส่วนโทรศัพท์กันบ้าง เนื่องจาก Apple Watch สามารถรับสาย โทรออกและส่งข้อความได้จากตัวนาฬิกา โดยวิธีโทรออกสามารถทำได้จากปุ่มเพื่อนโปรด (Friends) หรือเลือกจาก Contacts ในแอปฯโทรศัพท์บนนาฬิกาได้เช่นกัน จากนั้นระบบจะส่งหมุนเบอร์โทรไปที่ไอโฟนและเมื่อปลายสายรับแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถเลือกจะสนทนาผ่านตัวนาฬิกาหรือไอโฟนได้จากฟีเจอร์ Handoff

558000008802031

ส่วนการส่งข้อความจากนาฬิกาสามารถทำได้ง่ายๆด้วยฟีเจอร์ Dictation ด้วยวิธีการคือ พูดข้อความที่ต้องการ (รองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) ไปที่ไมโครโฟน จากนั้นระบบจะแปลงเสียงพูดพิมพ์เป็นตัวอักษรให้แบบเดียวกับ Dictation บนไอโฟนและแมค

นอกจากนั้นสำหรับใครที่มีเพื่อนใช้ Apple Watch เหมือนกันยังสามารถเปิดใช้ฟีเจอร์ Digital Touch ด้วยการวาดรูปหรือส่งจังหวะการเต้นของหัวใจบอกความรู้สึกไปสะกิดเพื่อนได้558000008802032

Maps เป็นอีกฟีเจอร์ที่แอปเปิลออกแบบมาได้น่าสนใจ เพราะเราสามารถใช้ Dictation พูดบอกสถานที่ที่เราต้องการให้ระบบนำทางไปได้ พร้อมเลือกวิธีการเดินทางว่าเราจะไปโดยรถหรือเดินไป (ในอนาคตจะรองรับการนำทางด้วยขนส่งมวลชนด้วย)

558000008802033

Siri มาถึงผู้ช่วยคนเก่งที่ล่าสุดเพิ่งร่ำเรียนวิชาภาษาไทยไป ก็มีให้เลือกใช้บน Apple Watch (เข้าใช้โดยกดเม็ดมะยมค้างไว้) ด้วยการซิงค์ระบบและข้อมูลร่วมกับ Siri บนไอโฟน โดย Siri บน Apple Watch สามารถสั่งงานเป็นภาษาไทยและตอบกลับเราเป็นข้อความภาษาไทยได้ (สิริบนนาฬิกาจะไม่พูดเหมือนบนไอโฟน) เช่น สั่งให้เล่นเพลงหรือถามเวลา บางครั้งสิริก็จะตอบกลับมาด้วยวาจากวนประสาทเล็กน้อยก่อนจะเริ่มทำในสิ่งที่เราสั่งไปให้

558000008802034

สุดท้ายกับแอปฯที่มากับนาฬิกาส่วนใหญ่จะคล้ายกับบนไอโฟน เช่น ปฏิทิน นาฬิกาปลุก นาฬิกาจับเวลา อีเมล์ Gallery เป็นต้น โดยการทำงานของแอปฯเหล่านี้จะเข้ามาเติมเต็มเวลาเราไม่สามารถเข้าใช้งานผ่านไอโฟนได้ แอปฯบนนาฬิกาจะเข้ามาเติมเต็มส่วนนี้ ไม่ใช่เข้ามาแทนที่ไอโฟน

ส่วนการทำงานอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า แอปเปิลใส่ใจเรื่องการใช้งานแบบไร้รอยต่อมาก การตั้งค่าหรือเปิดดูข้อมูลจาก Apple Watch แล้วมาดูอีกครั้งบนไอโฟนจะต่อเนื่องกันทุกครั้ง ยกตัวอย่างเช่น เราตั้งเวลาแจ้งเตือนหรือตั้งนาฬิกาปลุกบน Apple Watch เมื่อถึงเวลาถ้าเราไม่ได้ใส่นาฬิกา การแจ้งเตือนจะไปแสดงที่ไอโฟนแทน หรือแม้กระทั่งการนำทางบนนาฬิกาก็สามารถมารับชมข้อมูลแบบละเอียดได้จากไอโฟนตลอดเวลา

ทดสอบประสิทธิภาพ

558000008802035

การทดสอบประสิทธิภาพหลังใช้งาน Apple Watch มาร่วม 1 อาทิตย์เต็ม ด้านการทำงานพบว่าเรื่องการเชื่อมต่อกับไอโฟนแบบตลอดเวลาถือว่าแอปเปิลจัดการได้ดีมาก การเชื่อมต่อไอโฟนกับ Apple Watch ตลอดเวลาไม่กระทบกับแบตเตอรีของไอโฟนแม้จะใช้งานให้นาฬิกาดึงข้อมูลจากไอโฟนหนักเพียงใดก็ตาม ส่วนเรื่องความเสถียรด้านการเชื่อมต่อ ตลอด 1 อาทิตย์ไม่พบอาการเชื่อมต่อหลุดแต่อย่างใด

อีกทั้งการที่เราเผลอเดินออกจากรัศมีบลูทูธจนนาฬิกาหลุดจากการเชื่อมต่อกับไอโฟน แอปฯหลายตัวสามารถทำงานต่อได้ด้วยตัวเองเพราะตัวนาฬิกามีการทำแคชไฟล์ไว้บางส่วน พอเราเดินกลับเข้ารัศมีของบลูทูธระบบก็จะเชื่อมต่อกันอัตโนมัติจนผู้ใช้ไม่เกิดความรู้สึกสะดุดแต่อย่างใด แถมฟีเจอร์ Hnadoff ก็ถือว่าทำงานได้ดีมาก

อีกหนึ่งข้อดีของ Apple Watch อยู่ที่ในอนาคตแอปเปิลจะเปิดโค้ดให้ผู้พัฒนารายอื่นได้ใช้ความสามารถของ Apple Watch พัฒนาแอปฯออกมารองรับได้ดีขึ้นกว่าตอนนี้ โดยเฉพาะแอปฯออกกำลังกาย เช่น ตรวจวัดรอบขาการปั่นจักรยาน แอปฯ Track การออกกำลังกายต่างๆด้วย GPS หรือ Heart Rate Sensor ไปถึงแอปฯถ่ายรูปที่ใช้ Apple Watch เป็นรีโมทกดชัตเตอร์หรือใช้ประยุกต์สร้างสรรค์ผลงานต่างๆ จะเริ่มมีให้เห็นมากขึ้นตั้งแต่วันนี้

“โดยสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะช่วยให้ Apple Watch มีความน่าสนใจและเกิดความสดใหม่ตลอดเวลา”

558000008802036

มาถึงประเด็นเรื่องวัสดุงานผลิต ทีมงานไม่ขอติเรื่องความหรูหราเพราะแอปเปิลทำได้ดีพอสมควร แต่จะขอกล่าวถึงข้อสังเกตรุ่นตัวเรือนสแตนเลส สตีล โดยเฉพาะสาย Link Bracalet ที่ทีมงานไช้งานในชีวิตประจำวันอยู่ว่า “เป็นรอยง่ายมากกว่าช้อนรับประทานข้าวสแตนเลสที่แถมมากับชุปก้อนเสียอีก” ลองคิดดู สาย Link Bracalet ราคาสูงถึง 16,900 บาท แค่เดินเฉี่ยวกำแพงบ้านนิดเดียวก็เป็นรอยหรือแม้แต่วางมือเฉยๆลงบนเครื่องแมคบุ๊ก สายก็สามารถเป็นรอยได้ง่ายมากในขณะที่ตัวเครื่องแมคไม่มีรอยใดๆเลย

ส่วนตัวเครื่องตามที่หลายคนได้เห็นภาพจากสื่อต่างประเทศว่าเป็นรอยง่ายเช่นกัน ส่วนนี้ทีมงานได้ลองสังเกตตลอดการใช้งาน 1 อาทิตย์ก็พบรอยขนแมวเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น

ด้านหน้าจอ Sapphire crystal ส่วนนี้ต้องขอชมเรื่องความแข็งแรงที่ดีมาก และการใช้งานตลอดหนึ่งอาทิตย์ (มีแอบทำเครื่องตกจากโต๊ะบ้าง) หน้าจอก็ยังไม่พบรอยขีดข่วนใดๆเลย

**ไฮไลท์สำคัญอีกหนึ่งอย่างของส่วนหน้าจอและตัวเรือน Apple Watch คือ มีการเคลือบสารกันหยดน้ำเกาะไว้ และจากการทดสอบลองโยนตัวนาฬิกาลงสระน้ำพบว่าไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้น แต่ก็อย่างว่า “แอปเปิลไม่แนะนำนะจ๊ะ ถ้าเครื่องมีปัญหาขึ้นมาอาจต้องน้ำตาตกใน”**

มาถึงเรื่องสายขอแบ่งวิจารณ์เป็นสองแบบได้แก่ แบบแรกสาย Sport Band ที่ราคาถูกสุด และมองครั้งแรกแล้วดูไม่ต่างจากสายยางที่ใช้กับฟิตเนสแบนด์หลายยี่ห้อ แต่เมื่อลองสัมผัสและใช้จริง พบว่าวัสดุสายแบบ Fluoroelastomer ค่อนข้างนุ่ม ไม่ระคายเคืองผิวและมีความยืดหยุ่นสูงมาก และที่สำคัญไม่เก็บกลิ่นเหงื่อ กลิ่นอับชื้นให้ผู้ใช้ต้องทำความสะอาดบ่อยๆด้วย

มาดูสายเส้นที่สอง Link Bracalet หลังจากวิจารณ์ข้อสังเกตไปแล้ว ก็เป็นส่วนของข้อดีกับเรื่องการปรับความยาวสายที่สามารถปรับได้ด้วยตัวล็อก “แค่กดและดึงออกเท่านั้น” จะปรับสายให้สั้นแค่ไหนก็แค่ดึงข้อต่อแต่ละข้อออกตามต้องการ

นอกจากนั้นเรื่องตัวล็อกสายกับข้อมือแบบปีกผีเสื้อก็ถือว่าใช้งานถอดเข้าออกได้สะดวกดีมาก

สุดท้ายมาดูในเรื่องความเสถียรของ WatchOS ที่ทีมงานมองว่าในเวอร์ชันแรกนี้ การทำงานหลายส่วนยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถของฮาร์ดแวร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่มีให้ครบครัน แต่ซอฟต์แวร์ Activity ยังดึงประสิทธิภาพออกมาได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะระบบวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่ไม่มีแอปฯเฉพาะเหมือนการวัดก้าวเดิน ไปถึงแบตเตอรีที่อยู่ได้แค่ 18 ชั่วโมง จะนำมาใช้ตรวจจับการนอนหลับก็ทำได้ยากลำบากเพราะต้องชาร์จแบตเตอรีแบบวันต่อวัน

หรือแม้แต่เรื่องแอปฯจากผู้พัฒนาภายนอกที่เมื่อทำงานบน Apple Watch แล้วมีอาการหน่วงช้าและบางครั้งก็เกิดอาการแอปฯปิดตัวเองบ่อยครั้งรวมถึงการที่แอปเปิลยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นเข้าถึงฮาร์ดแวร์ได้เต็มที่ คงต้องรอดูการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มมากขึ้นจาก WatchOS 2 อีกครั้ง

สรุปภาพรวม Apple Watch ถือว่าเป็นสมาร์ทวอตซ์ราคาสูงจากแอปเปิลที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับไอโฟนโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากเป็นนาฬิการบอกเวลาและเป็นสินค้าแฟชั่นสร้างภาพลักษณ์ไฮโซแล้ว Apple Watch ยังเป็นเหมือนส่วนเติมเต็มของไอโฟน (ย้ำชัด!ว่าไม่สามารถใช้งานแทนไอโฟนได้ เพราะอุปกรณ์ทั้งสองต้องพึ่งพาอาศัยกัน!) ยกตัวอย่างเช่น เรายืนอยู่บนรถไฟฟ้าไม่สามารถหยิบไอโฟนออกมาได้ Apple Watch จะเข้ามาเสริมตรงส่วนการช่วยแจ้งเตือนเวลามีข้อความสำคัญเข้ามา มีคนโทรเข้ามา ในขณะที่นักเล่นหุ้นก็สามารถตรวจดูกราฟหุ้นผ่านนาฬิกาได้ หรือแม้แต่คนที่ชอบเดินทาง ชอบออกกำลังกาย Apple Watch จะเข้ามาช่วยตรวจจับก้าวเดิน ตรวจวัดการเต้นของหัวใจและสามารถเป็น GPS นำทางได้โดยไม่ต้องหยิบไอโฟนออกมา และเมื่อถึงเวลาที่เราต้องการรับชมรายละเอียดที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่นาฬิกาจะแสดงข้อมูลได้ ไอโฟนก็จะเข้ามารับบทบาทเหล่านั้นต่อ

ก็ถือเป็นสมาร์ทวอตซ์สำหรับผู้ใช้ไอโฟนโดยเฉพาะ (เพราะรองรับแค่ไอโฟนรุ่น 5 และ 6 เท่านั้น) ที่มีข้อดีที่ชัดเจน เอกลักษณ์ของแอปเปิลตั้งแต่การออกแบบและจัดการระบบภายในยังถือเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดเงินในกระเป๋าผู้ใช้แอปเปิลและไอโฟนได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ทีมงานมองว่าถ้าไม่รีบร้อนจนเกินไป อยากให้รอ Apple Watch รุ่นที่ 2 หรือรอดูการเปลี่ยนแปลงในด้านระบบปฏิบัติการ WatchOS 2 ก่อน เพราะในรุ่นแรกนี้ทุกอย่างยังคงเหมือนการทดลองตลาดที่ระบบหลายส่วนยังไม่สมบูรณ์ดีนัก

ข้อดี

– ออกแบบดี เซนเซอร์ฉลาด หน้าจอ Sapphire crystal แข็งแรงมาก
– Taptic Engine ให้ความรู้สึกการสั่นที่เป็นธรรมชาติ
– การสลับใช้งานระหว่างไอโฟนและ Apple Watch ทำได้ลื่นไหล ไม่สะดุดด้วยฟีเจอร์ Handoff
– การแจ้งเตือนแบบอัจฉริยะ
– ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว ก้าวเดิน แคลอรี่ที่เผาพลาญ และวัดอัตราการเต้นของหัวใจ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อนั่งนานเกินไป

ข้อสังเกต

– สแตนเลส สตีล 316L เป็นรอยง่ายเกินไป
– WatchOS รุ่นแรกยังขาดความสมบูรณ์หลายส่วน ตัวเครื่องมีอาการหน่วงให้รู้สึกบ้างบางครั้ง
– แบตเตอรีต้องชาร์จวันต่อวัน
– ไม่มีระบบตรวจจับการนอนหลับเหมือนสมาร์ทวอตซ์คู่แข่ง

[usrlist “การออกแบบ:9” “สเปก/ฟีเจอร์เด่น:9.5” “ความสามารถโดยรวม:8.5” “ความคุ้มค่า:7″ avg=”true”]>หลักเกณฑ์การให้คะแนนรีวิว<

Gallery

]]>