Tablets 2015 – CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Fri, 19 Feb 2016 10:17:29 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.0 Review : iPad mini 4 ยกเครื่องใหม่ แรงขึ้น เบาบางลง https://cyberbiz.mgronline.com/review-ipad-mini-4/ Wed, 06 Jan 2016 05:20:01 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=20922

first-image-mini4

หลังจากกลุ่มผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตตัวเล็กของแอปเปิลอย่าง iPad mini (เป็นแท็บเล็ตยอดนิยมในบ้านเรามาก) กำลังตกอยู่ในช่วงเงียบเหงา ไร้การอัปเกรดสเปกเครื่องให้สดใหม่มาร่วมปี แถมรุ่น 3 ที่ออกวางจำหน่ายไปเมื่อปีก่อนก็โดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องสเปกเครื่องที่ไม่แตกต่างจากรุ่น 2 อย่างหนักจนยอดขายไม่ดี

มาวันนี้แอปเปิลขอแก้ตัวใหม่ด้วยการคลอด iPad mini 4 กับการปรับเปลี่ยนสเปกเครื่องใหม่หมดทุกส่วนเพื่อมาแทนที่ iPad mini 3 ที่ปัจจุบันแอปเปิลเลิกผลิตไปแล้ว

การออกแบบ

IMG_3528IMG_3499

iPad mini 4 มีการปรับเปลี่ยนขนาดรูปทรงจากรุ่นเดิมให้บางลง 18% (หนา 6.1 มิลลิเมตร) พร้อมน้ำหนักเพียง 298.8 กรัมในรุ่น WiFi และ 304 กรัมในรุ่น WiFi + Cellular

หน้าจอ – ถือเป็นครั้งแรกของตระกูล mini ที่แอปเปิลเคลือบสารกันแสงสะท้อนเข้ามา โดยพาเนลจอยังคงเป็น LED Retina ขนาด 7.9 นิ้ว ความละเอียด 2,048×1,536 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซลอยู่ที่ 326 พิกเซลต่อนิ้ว

นอกจากนั้นแอปเปิลยังใส่เทคโนโลยี Full Lamination แบบเดียวกับ iPad Air 2 และ iPad Pro เข้ามา ซึ่งช่วยให้ภาพที่แสดงผ่านหน้าจอจะได้สีสันและคอนทราสต์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะสีดำจะดำสนิทและความคมชัดจะสูงขึ้นกว่า iPad mini รุ่นเดิมมาก

ใต้หน้าจอ – ยังคงเป็นปุ่มโฮมพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ TouchID ส่วนด้านบนเป็นกล้องหน้าความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซลเหมือน iPad ทุกรุ่น

IMG_3506

ด้านหลัง – วัสดุด้านหลังเป็นอลูมิเนียมพร้อมสีให้เลือก 3 สีได้แก่ สีทอง สีเงินและสีเทาสเปซเกรย์ พร้อมกล้องหลัง iSight ปรับใหม่เพิ่มความละเอียดจาก 5 ล้านพิกเซลเป็น 8 ล้านพิกเซล รองรับโหมดถ่ายภาพต่อเนื่องและวิดีโอสโลโมชันเพิ่มจากรุ่นเดิม

IMG_3509

มาถึงพอร์ตเชื่อมต่อและปุ่มกดต่างๆรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านขวา เป็นปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง และสำหรับรุ่น WiFi + Cellular ด้านล่างจะเป็นช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์ Nano Sim

ส่วนด้านซ้ายจะไม่มีปุ่มกดและพอร์ตเชื่อมต่อใดๆติดตั้งอยู่

IMG_3511IMG_3513

มาดูด้านบนของตัวเครื่อง ตรงกลางแถบสีขาว จะเป็นส่วนของเสาสัญญาณโทรศัพท์ (ถ้าเป็น WiFi จะไม่มีแถบสีขาวนี้) ด้านขวามือ (ซ้ายของภาพ) จะเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง และซ้ายมือ (ขวาของภาพ) เป็นช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ด้านล่างเป็นลำโพงสเตอริโอซ้าย ขวา (จุดสังเกตว่าเครื่องเป็น iPad mini 3 หรือ 4 สามารถดูได้จากลำโพง โดยรุ่น 3 ช่องลำโพงจะเป็นสองแถว ส่วนรุ่น 4 จะเป็นแถวเดียวและรูลำโพงใหญ่กว่า) ตรงกลางเป็นพอร์ต Lightning

สเปกและฟีเจอร์เด่น

IMG_3532

iPad mini 4 มาพร้อมสเปกที่ใกล้เคียงกับ iPad Air 2 อย่างมาก โดยหน่วยประมวลผลเลือกใช้ Apple A8 Dual Core 1.5GHz 64 บิต (เร็วกว่าเดิม 30%) พร้อมชิปประมวลผลการเคลื่อนไหว M8 กราฟิกชิป PowerVR GX6450 แรม 2GB หน่วยเก็บข้อมูลภายในมีความจุให้เลือกตั้งแต่ 16/64/128GB (รุ่นที่ทดสอบความจุ 128GB เหลือพื้นที่ใช้งานจริงประมาณ 110GB) ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ iOS 9 (ปัจจุบัน iOS 9.2)

ipadmini4-multitask

ในส่วนฟีเจอร์เกือบทุกส่วนเหมือนกับ iPad mini รุ่นก่อนเกือบทั้งหมด Split View สามารถใช้งานได้ลื่นไหลขึ้นเมื่อเทียบกับ iPad mini รุ่นที่แล้ว โดยเมื่อเปิดใช้งานแอปฯสองหน้าจอ ระบบจะปรับขนาดเป็น iPhone Size

สำหรับสเปกปลีกย่อยที่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนหน้า WiFi พร้อม MIMO รองรับมาตรฐานใหม่ 802.11 a/b/g/n/ac สองช่องความถี่ 2.4GHz และ 5GHz สามารถรับส่งข้อมูลความเร็วสูงสุด 866Mbps ส่วนบลูทูธปรับไปใช้รุ่น 4.2

ในส่วนเซ็นเซอร์ภายใน นอกจากการเพิ่ม TouchID เข้ามาแล้ว ตัวเครื่องยังมาพร้อมเซ็นเซอร์บารอมิเตอร์และรองรับบริการ Apple Sim ด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพ

ipadmini4-game-test

ในส่วนประสิทธิภาพ iPad mini 4 ได้คะแนนทดสอบอยู่เหนือ iPhone 6 / 6 Plus และใกล้เคียงกับ iPad Air 2

การใช้งานตัดต่อวิดีโอผ่าน iMovie และเล่นเกม 3 มิติทำได้ลื่นไหลขึ้น และมีสิ่งที่น่าสนใจคือ หน้าจอ iPad mini 4 ให้สีสันที่สวยงามและความคมชัดมากกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ipadmini4-benchmark-battery-test

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจเป็นข้อสังเกตสำคัญของ iPad mini 4 ก็คือเรื่องแบตเตอรีที่ปรับลดลงเหลือเพียง 5,124 mAh (จากเดิมใน iPad mini 3 อยู่ที่ 6,471 mAh) ถึงแม้แอปเปิลจะเครมว่าแบตเตอรีจะให้เวลาใช้งานเท่าเดิมคือประมาณ 10 ชั่วโมง แต่จากการทดสอบด้วย Geekbench 3 และทดลองใช้งานจริงพบว่า แบตเตอรี iPad mini 4 หมดเร็วกว่ารุ่นก่อนหน้าเล็กน้อย โดยถ้าใช้งานแบบหนักหน่วงแบตเตอรีจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมง ในขณะที่รุ่น 3 จะอยู่ที่ประมาณ 6-7 ชั่วโมง ส่วนเมื่อใช้งานทั่วไป เช่น แชท เล่นเฟสบุ๊ก ท่องเว็บไซต์ ระยะเวลาที่ได้ไล่เลี่ยกันมาก

ipadmini4-phototest2ipadmini4-phototest1

มาถึงการทดสอบสุดท้ายกับกล้อง iSight ปรับใหม่ ที่ดูแล้วสเปกใกล้เคียงกับ iPhone 6 และ 6 Plus โดยเมื่อทีมงานทดลองถ่ายภาพ ผลลัพท์ที่ได้ใกล้เคียงกับการถ่ายภาพด้วยกล้องบน iPhone 6 มาก จะแตกต่างก็ตรงระบบจัดการนอยซ์ที่ iPhone ทำได้ดีกว่า

สรุป

IMG_3522

สำหรับราคาเปิดตัว iPad mini 4 ในรุ่น WiFi ราคาเริ่มต้น 13,400 บาท รุ่น WiFi + Cellular เริ่มต้น 17,900 บาท ถือเป็นแท็บเล็ตขนาดพอดีมือ ที่ในครั้งนี้ถูกปรับสเปกมาได้พอดีและน่าสนใจจนสามารถตอกปิดฝาโลง iPad mini 3 ได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะประสิทธิภาพที่ถูกจัดอยู่ตรงกลางระหว่าง iPhone 6 และ iPad Air 2 จนกลายเป็นรุ่นที่เร็วที่สุดในตระกูล iPad mini

ผู้อ่านที่เคยผิดหวังกับการมาของ iPad mini 3 ลองหันกลับมามองรุ่น 4 ใหม่อีกครั้ง ผมเชื่อว่าคนที่กำลังรอแท็บเล็ตขนาดพอดีมือจากแอปเปิลจะต้องถูกใจรุ่นนี้ที่สุด

ข้อดี

– เล็กและน้ำหนักเบาลง
– ประสิทธิภาพดีขึ้น เหมือน iPad Air 2 ย่อส่วนลดสเปก
– หน้าจอรุ่นใหม่ สีสวย ภาพคมชัดขึ้น
– กล้อง iSight คุณภาพใกล้เคียง iPhone 6

ข้อสังเกต

– แบตเตอรีความจุน้อยลง ใช้งานหนัก แบตฯหมดเร็ว
– ไม่มีฟีเจอร์สดใหม่ เหมือนนำ iPad Air 2 มาย่อส่วน ลดสเปกลง
– ขนาดตัวเครื่องแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามาก โดยเฉพาะความบาง ต้องใช้เคสที่ออกแบบมาเฉพาะ iPad mini 4

Gallery

]]>
Review : Microsoft Surface Pro 4 พัฒนาไปอีกระดับกับแท็บเล็ตลูกผสม https://cyberbiz.mgronline.com/review-microsoft-surface-pro-4/ Fri, 11 Dec 2015 07:32:10 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=20017

IMG_1483

ถือว่าเป็นต้นแบบที่ทำตลาดต่อเนื่องมาเป็นรุ่นที่ 4 แล้วสำหรับผลิตภัณฑ์ในตระกูล Surface ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการที่เป็นอุปกรณ์ที่นำเสนอการใช้งานแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์ อย่างระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 10 ให้ใช้งานได้สมบูรณ์แบบมากที่สุด เพียงแค่ว่าก็มากับราคาที่สูงพอสมควรเช่นเดียวกัน

Surface Pro 4 มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมาจาก Surface 3 หลักๆเลยคือในส่วนของซีพียูที่ใช้งานภายในเป็น Intel 6th Gen และมีให้เลือกหลากหลายรุ่นมากขึ้นตั้งแต่ Core M3 จนถึง Core i7 ถัดมาคือส่วนของหน้าจอที่เพิ่มความละเอียดมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับกล้อง ส่วนที่เหลือก็จะใกล้เคียงกับรุ่นก่อนหน้า

การออกแบบ

IMG_1487

ในส่วนของการออกแบบ ยังคงเป็นรูปลักษณ์เดิมคือเป็นแท็บเล็ตขนาดหน้าจอ 12 นิ้ว ที่ผู้ใช้สามารถกาง Kick Stand ออกมาเพื่อวางตั้งไว้บนพื้นเรียบได้ โดยขนาดรอบตัวของ Surface Pro 4 จะอยู่ที่ 292.1 x 201.42 x 8.45 มิลลิเมตร น้ำหนัก 786 กรัม เมื่อรวมกับคีย์บอร์ดแล้วจะอยู่ที่เกือบๆ 1.1 กิโลกรัม

สำหรับหน้าจอที่ให้มามีขนาด 12 นิ้ว ความละเอียด 2736 x 1824 พิกเซล เป็นอัตราส่วน 3:2 รองรับการสัมผัส 10 จุดพร้อมกัน โดยมีกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล อยู่ส่วนบน ใกล้ๆกันก็จะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดแสง ระบบสแกนใบหน้า และมีแถบลำโพงซ่อนอยู่ตรงขอบฝั่งซ้าย และขวา

IMG_1509

ขณะเดียวกันได้มีการปรับการวางปุ่มให้สะดวกกับการใช้งานมากยิ่งขึ้นด้วยการนำปุ่มเปิดเครื่อง และปรับระดับเสียงไปอยู่ไว้ด้านบน เพื่อให้ด้านซ้ายโล่ง กลายเป็นที่เก็บปากกา ด้วยแม่เหล็กแทน ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าในการใช้งาน Surface Pen แล้วจะไม่มีที่เก็บปากกา เพราะ Surface Pro 4 ถูกออกแบบมาเฉพาะ

IMG_1497

ถัดมาคือในส่วนของพอรตการใช้งานที่ยังคงเก็บพอร์ตหลักๆอย่าง USB 3.0 และพอร์ต Thunderbolt ไว้ให้ใช้งาน พร้อมกับช่องเสียบสายชาร์จที่เป็นแบบแม่เหล็ก ในฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้าย จะมีเพียงช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ล่างเครื่องจะมีพอร์ต และแม่เหล็กเฉพาะสำหรับคีย์บอร์ดแบบ Type Cover ที่มีการยึดแน่นหนาขึ้น ไม่หลุดง่ายเหมือนรุ่นก่อนๆ

IMG_1492

หลังเครื่องจะมีสัญลักษณ์วินโดวส์สีเงิน ติดอยู่บริเวณ Kick Stand โดยมีกล้องหลักความละเอียด 8 ล้านพิกเซลอยู่ ส่วนตัว Kick Stand จะสามารถกางได้ 150 องศา เพื่อรับกับมุมในการใช้งานที่แตกต่างกันอยู่ผู้ใช้ ซึ่งจะมีตัวยึดเป็นข้อต่ออยู่ทั้งฝั่งซ้าย และขวา นอกจากนี้ ยังซ่อนช่องไมโครเอสดีการ์ดไว้เพื่อใส่เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มด้วย

IMG_1533

นอกจากตัวเครื่องแล้ว ภายในกล่องก็จะมาพร้อมกับปากกา Surface Pen มาให้ด้วย 1 แท่ง สีเงิน มีปุ่มกดที่บริเวณกลางปากกา และปลายปากกา แต่ความสามารถของ Surface Pen รุ่นใหม่นี้ นอกจากรองรับแรงกดเพิ่มขึ้นเป็น 1024 ระดับแล้ว ตรงหัวปากกายังสามารถเปลี่ยนขนาดได้ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน มีให้เลือกทั้ง 2B H HB และ B ในราคา 690 บาท

IMG_1521

ขณะที่ Surface Pro 4 Type Cover นั้นไม่ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะยังคงเป็นคีย์บอร์ดลักษณะเดิม ที่ผู้ใช้สามารถพิมพ์งานได้เสมือนคีย์บอร์ดจริง มีไฟแอลอีดีภายในเพื่อส่องสว่างกรณีที่ใช้งานในเวลากลางคืน รวมถึงทัชแพดที่รองรับการสั่งงานแบบมัลติทัชมากยิ่งขึ้น ขนาดของ Type Cover จะอยู่ที่ 295 x 217 x 4.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 310 กรัม

สเปก

s02

สำหรับสเปกภายในของ Surface Pro 4 จะมากับหน่วยประมวลผล Intel 6th Gen Core m3 – Core i7 RAM 4 – 16 GB โดยรุ่นที่ได้มาทดสอบคือรุ่น Core i5 RAM 4 GB พื้นที่เก็บข้อมูล SSD 256 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 10

ด้านการเชื่อมต่อจะรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi มาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac บลูทูธ 4.0 โดยจะไม่มีรุ่นที่รองรับการใส่ซิมการ์ดเข้ามา เนื่องจากไมโครซอฟท์มองว่าปัจจุบันการให้บริการไวไฟสาธารณะมีมากขึ้น ประกอบกับสมาร์ทโฟนก็สามารถปล่อยสัญญาณมาให้ใช้งานได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ คำแนะนำของไมโครซอฟท์ในการเลือกใช้งาน Surface Pro 4 ระหว่างรุ่น Core m3 Core i5 และ Core i7 คือ Core m3 จะเหมาะกับการใช้งานซอฟต์แวร์บนโน้ตบุ๊กทั่วไป เน้นการสตรีมเพลง วิดีโอต่างๆเป็นหลัก Core i5 จะเหมาะกับกาใช้งาน Microsoft Office เล่นเกม รวมถึงการแต่งภาพบนโปรแกรมอย่าง Photoshop

ขณะที่รุ่น Core i7 จะเหมาะกับผู้ที่ใช้ในการตัดต่อวิดีโอระดับ HD ทำงานแต่งรูปบน Photoshop ใช้งานแอประดับมืออาชีพอย่าง Visual Studio หรือ AutoCAD ในการสร้างโมเดล 3มิติ ดังนั้น ในการเลือกซื้อก็ควรจะเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานด้วย

ฟีเจอร์เด่น

IMG_1527

จุดเด่นหลักที่ไมโครซอฟท์ พยายามชูขึ้นมานอกเหนือจากเรื่องของสเปกที่มีการพัฒนา และให้เลือกหลากหลายมากขึ้นแล้ว ก็จะเป็นเรื่องของการใช้งานตัวเครื่องที่ออกแบบมาใหม่ให้สามารถติดปากกาไว้ที่ข้างเครื่องเพื่อป้องกันการที่ไม่มีที่เก็บปากกา

IMG_1534

ขณะที่ความสามารถของ Surface Pen กดปุ่มบนสุดปากกาค้างไว้เพื่อเรียกใช้งาน Cortana หรือระบบผู้ช่วยอัจฉริยะในการค้นหาข้อมูล หรือสั่งงานอย่างง่าย กดปุ่ม 1 ครั้ง สำหรับเรียกใช้งานโปรแกรม OneNote ในการจดข้อมูลแบบเร่งด่วน และกด 2 ครั้ง เพื่อจับภาพหน้าจอ และเขียนลงไปได้ทันที

IMG_1535

ที่สำคัญคือ กรณีที่ต้องการหัวปากกาที่ให้ลายเส้นหลายขนาด ทางไมโครซอฟท์ ก็ได้มีการขายเป็นชุดหัวปากกาเสริม มีให้เลือกตั้งแต่หัว 2H H HB และ B ให้เปลี่ยนกัน ทั้งนี้หัวปากกาที่แถมมาให้กับ Surface Pen จะเป็นหัวแบบ HB อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับแอปพลิเคชันที่ใช้งานด้วยว่ารองรับการทำงานร่วมกับแรงกดของปากกาถึง 1024 ระดับหรือไม่

20151209_004241

นอกจากนี้ ก็จะมีระบบปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้า Face  Recognize ถือเป็นอีกระบบรักษาความปลอดภัยที่ไมโครซอฟท์คิดค้นขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีร่วมกับทางอินเทล และติดตั้งมาบนวินโดวส์ 10 เมื่อนำมาใช้งานร่วมกับ Surface Pro 4 ก็จะได้ความสามารถในการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้า รวมถึงการใช้ใบหน้าแทนการป้อนรหัสผู้ใช้ (Admin) ในขั้นตอนการลงโปรแกรมเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียหลักของระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าคือ กรณีที่ปิดเครื่องด้วยโหมด Sleep ไว้ และปรากฏเครื่องเปิดขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ ตัวระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าก็จะพยายามค้นหาใบหน้าเพื่อมาปลดล็อกเครื่องไปเรื่อยๆ อาการเหมือนตัวเครื่องกลับมาทำงานแต่ไม่สามารถปลดล็อกเครื่องได้ ความร้อนจากการประมวลผลก็จะสะสมไปเรื่อยๆ ทำให้พัดลมเครื่องทำงานจนท้ายที่สุดคือแบตเตอรีหมด แม้ว่าจะตั้งเวลา Sleep เครื่องไว้ก็ตาม

ในจุดนี้ ทางไมโครซอฟท์ ออกมายอมรับถึงข้อผิลพลาดดังกล่าวแล้วว่า ระบบ Sleep ของเครื่องวินโดวส์ 10 ไม่หลับลึกเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นจึงได้เตรียมการจะอัปเดตวินโดวส์เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทำให้ต้องรอดูว่าหลังจากมีการอัปเดตแล้วปัญหาดังกล่าวจะหายไปหรือไม่

s01

ที่เหลือความสามารถของ Sufface Pro 4 ก็คล้ายคลึงกับการใช้งานของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 10 ที่มีการพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก ในแง่ของการใช้งานระหว่างเป็นแท็บเล็ต และเป็นพีซี หน้าจอแสดงผลก็จะแตกต่างกัน โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปกดสลับการทำงานได้

IMG_1522
IMG_1523

ส่วนของ Type Cover ที่ขายแยกในราคา 5,190 บาท ก็จะมีความในแง่ของการวางระดับในการใช้งาน ว่าจะให้ตัวคีย์บอร์ดราบไปกับพื้น หรือติดขึ้นมาบนหน้าจอเล็กน้อย เพื่อให้แป้นเอียงรับองศากับการพิมพ์ นอกจากนี้ กรณีที่ใช้งานเป็นแท็บเล็ตยังสามารถสลับด้านในการติดกับจอเพื่อให้ปุ่มแนบเข้าไปกับหลังเครื่องได้ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ที่สำคัญยังมาพร้อมกับไฟส่องสว่างให้สามารถใช้งานได้ในเวลากลางคืน

IMG_1537ที่ไมโครซอฟท์ใส่ใจอีกจุดในการผลิตสินค้าออกมาคือ อะเดปเตอร์ ที่นอกจากจะมีขนาดเล็ก และใช้สายชาร์จปกติแล้ว ยังมีพอร์ตยูเอสบีให้ 1 ช่องสำหรับใช้ในการชาร์จอุปกรณ์เสริมอื่นๆเพิ่มไป ทำให้ไม่ต้องกังวลในกรณีที่มีปลั้กไม่เพียงพอในการใช้งาน

ทดสอบประสิทธิภาพ

pcmark-creative

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของ Surface Pro 4 ผ่านโปรแกรมทดสอบยอดนิยมอย่าง PC Mark 8 ผลที่ได้ในส่วนของ Cretive Conventional จะอยู่ที่ 2,448 คะแนน ส่วนแบบทดสอบอื่นๆ ต้องรอการอัปเดตเพิ่มเติมให้รองรับการทำงานบนวินโดวส์ 10 ของทาง FutureMark ก่อน

3dmark

ถัดมาในส่วนของ 3D Mark ทดสอบผ่านทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Fire Strike Ultra ได้ 191 คะแนน Fire Strike Extreme 361 คะแนน Fire Strike 770 คะแนน Sky Diver 3,437 คะแนน Cloud Gate 5,654 คะแนน Ice Storm Unlimited 56,017 คะแนน Ice Storm Extreme 35,585 คะแนน และ Ice Storm 48,067 คะแนน

geekbench32geekbench64

ขณะที่ Geek Bench บนการทดสอบแบบ 32 บิต ได้คะแนน Single Core 2,907 คะแนน และ Multi Core 6,102 คะแนน ส่วน 64 บิต ได้คะแนน Single Core 3,051 คะแนน และ Multi Core 6,102 คะแนน

สรุป

IMG_1524

ถ้าถามว่า Surface Pro 4 น่าใช้หรือไม่ ต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแท็บเล็ต และพีซี (2in1) รุ่นที่น่าสนใจเป็นอันดับต้นๆในฝั่งของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ จากการที่ไมโครซอฟท์ทำออกมาให้ผสานการทำงานของวินโดวส์ 10 ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เพียงแต่ด้วยระดับราคาของ Surface Pro 4 ทำให้ผู้บริโภคหลายรายอาจถอยหนี เพราะกับราคาเริ่มต้นที่ 33,900 บาท ในรุ่น Intel Core M3 ก็ถือว่าแรงเอาเรื่อง

กลับกันด้วยขนาดของตัวเครื่องที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เวลาใช้งานจริง Surface Pro 4 จะถูกใช้งานในรูปแบบของโน้ตบุ๊ก อาจจะมีการสัมผัสหน้าจอ หรือใช้ปากกาจดลงบนหน้าจอบ้างเป็นบางเวลา แต่โดยรวมก็ถือว่ามีไว้ดีกว่าไม่มี ดังนั้นถ้าเป็นผู้ที่ต้องการคอมพิวเตอร์แบบเครื่องเดียวจบ ไม่งอกเครื่องที่ 2-3 ต่อไปก็ควรจะหา Surface Pro 4 มาใช้

อย่างไรก็ตาม Surface Pro 4 ยังมีจุดที่ต้องทำการบ้านอีกเล็กน้อยอย่างในเรื่องของแบตเตอรี ที่แม้จะเคลมว่าสามารถใช้งานเล่นวิดีโอได้ต่อเนื่อง 9 ชั่วโมง แต่ในการใช้งานจริง 4-5 ชั่วโมงก็ถือว่าสูงแล้ว รวมถึงปัญหาการ Sleep ที่หลับไม่ลึกพอ ทำให้เครื่องยังมีการทำงานบางช่วงก็ส่งผลกระทบต่อแบตเตอรีเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกันในเรื่องของการระบายความร้อนถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ เพราะเวลาใช้งานเครื่องหนักๆ ตัวเครื่องมีความร้อนสะสมก็จะทำให้ไม่สามารถใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอได้ (ทดสอบจากรุ่น Core i5) และเมื่อมีความร้อนก็ทำให้พัดลมต้องทำงานหนัก ทำให้มีเสียงออกมารบกวนในเวลาใช้งานในที่เงียบๆด้วย

ข้อดี

แท็บเล็ต ที่สามารถเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดให้กลายเป็นพีซีได้

ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 10

มีให้เลือกหลายสเปกตามความต้องการของผู้ใช้

อะเดปเตอร์ สามารถเสียบสายยูเอสบีพร้อมกับการชาร์จเครื่องได้ด้วย

ข้อสังเกต

ตัวเครื่องรองรับการเชื่อมต่อผ่านไวไฟเท่านั้น ไม่รองรับการใส่ซิมการ์ด

เครื่องที่ได้รับมาทดสอบเป็นซีพียู Core i5 เมื่อใช้งานไปสักพักจะมีเสียงพัดลมออกมาค่อนข้างดัง

ในการใช้งานจริงแบตเตอรีหมดค่อนข้างเร็ว ไม่เพียงพอกับการใช้งานตลอดวัน

Gallery

]]>
Review : iPad Pro ฮาร์ดคอร์ไอแพด เพื่อผู้ใช้ระดับโปร https://cyberbiz.mgronline.com/review-ipad-pro/ Thu, 03 Dec 2015 06:46:10 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=19763

ipadpro-headline

“ขนาด MacBook ยังมี MacBook Pro เพื่อเน้นกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง แล้วทำไม iPad จะมี iPad Pro ไม่ได้” เป็นคำกล่าวที่ทำให้ผม เป๋า @dorapenguin เห็นภาพของ iPad Pro ขนาดใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้าชัดเจนมากยิ่งขึ้น

วิดีโอแนะนำ iPad Pro นี้ผมตัดต่อบนความละเอียด 4K โดย iPad Pro ทั้งหมด (ปรับคุณภาพวิดีโอเป็น 4K ได้)

iPad Pro เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มแท็บเล็ต (ทำงานบนระบบปฏิบัติการ iOS) ตัวใหม่ล่าสุดของแอปเปิล ที่เปิดตัวมาด้วยสเปกระดับท็อปสุด ซึ่งแอปเปิลตั้งใจให้ iPad Pro เป็นพี่ใหญ่สุดในตระกูล iPad

โดยจุดเด่นของ iPad Pro อยู่ที่สเปกน้องๆ MacBook (ประสิทธิภาพสูงพอจะตัดวิดีโอและเล่นไฟล์ 4K ได้ ไม่เชื่อลองคลิกชมวิดีโอด้านบนได้) พร้อมรูปแบบการใช้งานที่แอปเปิลต้องการตอบรับกลุ่มคนใช้ iPad เพื่อใช้ทำงานและเอนเตอร์เทนเมนท์ให้ได้รับประสบการณ์ครั้งใหม่ที่ดีและเป็นมืออาชีพมากขึ้นจาก iPad Pro โดยเฉพาะความพิเศษของหน้าจอและอุปกรณ์เสริมอย่าง Apple Pencil ที่ทำให้คุณสามารถวาดภาพที่ต้องการบนหน้าจอ iPad Pro ได้

สำหรับ iPad Pro มี 2 รุ่น 2 ความจุเท่านั้น ได้แก่

WiFi
32GB 30,990 บาท
128GB 36,900 บาท

WiFi + Cellular (รองรับ 3G/4G LTE ทุกค่ายในไทย)
128GB 41,900 บาท

การออกแบบและสเปก

IMG_3187

iPad Pro มาพร้อมหน้าจอ Retina 5.6 ล้านพิกเซล ขนาด 12.9 นิ้ว หนา 6.9 มิลลิเมตร (ใหญ่กว่าหน้าจอ iPad Air 2 ถึง 78%) ความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 2,732 x 2,048 พิกเซล ซึ่งคาบเกี่ยวความละเอียดหน้าจอ 2K ถึง 4K ความหนาแน่นพิกเซล 264 พิกเซลต่อนิ้ว

นอกจากนั้นหน้าจอ iPad Pro ยังนำเทคโนโลยีจาก iMac Retina 5K มาปรับใช้ ตั้งแต่จอภาพแบบ Full Lamination และระบบจัดเรียงภาพแบบใหม่ ทำให้ความสว่างของหน้าจอสม่ำเสมอกันทั้งหมด พร้อมระบบรีเฟรชแบบแปรผันเพื่อช่วยเรื่องประหยัดพลังงาน กล่าวคือ

“ปกติอัตรารีเฟรซภาพบนหน้าจอ iPad จะอยู่ที่ 60 ครั้งต่อวินาที (อัตรารีเฟรซภาพยิ่งสูง ภาพยิ่งลื่นไหลมากขึ้น) แต่ใน iPad Pro ระบบรีเฟรซภาพจะสามารถรับรู้ได้ว่า คอนเทนต์ที่กำลังแสดงผลอยู่เป็นภาพเคลื่อนไหวหรือเป็นตัวอักษร ภาพนิ่ง ถ้าเป็นตัวอักษรและภาพนิ่ง ระบบจะปรับรีเฟรซภาพเหลือ 30 ครั้งต่อวินาที ทำให้ลดการใช้พลังงานลง ส่วนถ้าเป็นภาพเคลื่อนไหวหรือกำลังเล่นเกมอยู่ ระบบจะปรับรีเพรซภาพเป็น 60 ภาพต่อวินาทีแบบอัตโนมัติ”

IMG_3198IMG_3210

ด้านปุ่มโฮมใต้จอภาพ แอปเปิลเลือกใส่ระบบสแกนลายนิ้วมือ TouchID ลงไปแบบเดียวกับ iPad Air 2 และ iPad mini 4 ส่วนสเปกกล้องหน้า รองรับความละเอียดภาพ 1.2 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล f2.4 เพิ่มการรองรับโหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง และไมโครโฟนคู่สำหรับใช้บันทึกวิดีโอและบันทึกเสียง

ด้านหลัง – วัสดุเป็นอะลูมิเนียม Unibody ชิ้นเดียว มีให้เลือก 3 สีได้แก่ สีเงิน ทอง และเทาสเปซเกรย์

น้ำหนักตัวเครื่องรุ่น WiFi อยู่ที่ 713 กรัม ส่วนรุ่น WiFi + Cellular อยู่ที่ 723 กรัม

button-cellular-ipad-pro

สำหรับปุ่กดและพอร์ตเชื่อมต่อรอบตัวเครื่องเริ่มจากด้านบนขวามือจะเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ด้านซ้ายเป็นช่องเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ส่วนด้านข้างเป็นปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง และถ้าเป็นรุ่น WiFi + Cellular จะมีช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์แบบ Nano Sim ติดตั้งมาให้ด้วย

ด้านล่าง – ตรงกลางจะเป็นพอร์ต Lightning รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมมากมาย เช่น Lightning Digital AV Adapter, Lightning to SD Card Camera Reader, Lightning to USB Camera Adapter เป็นต้น

port-speaker-ipad-prospeaker-details

มาถึงจุดแตกต่างเรื่องการออกแบบจาก iPad รุ่นอื่นทั้งหมดก็คือ ตำแหน่งลำโพงที่แอปเปิลออกแบบใหม่หมด พร้อมติดตั้งมาบน iPad Pro ถึง 4 ตัว 4 มุมเลยทีเดียว โดยแอปเปิลเรียกลำโพงทั้ง 4 ตัวว่า “Smart Stereo Speaker” กล่าวคือ

“ลำโพงทั้งสี่ตัวนอกจากจะทำหน้าที่เป็นลำโพงแยกเสียงซ้ายขวา (สเตอริโอ) แล้ว ลำโพงทั้ง 4 ตัวยังมีความฉลาดอย่างมาก โดยสองตัวบนจะมีหน้าที่ส่งเสียงโทนสูง แหลม ส่วนสองตัวล่างจะทำหน้าที่ส่งเสียงโทนต่ำ เบส และเมื่อผู้ใช้ตะแคงเครื่องในแนวอื่น นอกจาก Gyro Sensor และเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว จะส่งข้อมูลมาให้หน้าจอสามารถพลิกหมุนตามการใช้งานแล้ว ลำโพงทั้งหมดก็สามารถรับรู้และเปลี่ยนตำแหน่งสลับหน้าที่กันทำงานได้อย่างอิสระทั้ง 4 ตัว เป็นผลให้เสียงที่ออกมาสมดุลกันและการเปลี่ยนตำแหน่งลำโพงแต่ละครั้งเป็นไปอย่างธรรมชาติ”

IMG_3229IMG_3247

มาดูอุปกรณ์เสริม (ต้องซื้อแยกต่างหาก) พระรองที่ทำให้ iPad Pro มีความน่าใช้มากยิ่งขึ้นได้แก่ “Smart Keyboard” (ราคา 6,700 บาท) และ “Apple Pencil” (ราคา 3,900 บาท)

IMG_3255

เริ่มจาก “Smart Keyboard” ที่แอปเปิลออกแบบมาให้ผู้ใช้ที่เน้นการพิมพ์งานเป็นหลักและสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้แนบเนียน ไม่กลายเป็นส่วนเกินของ iPad Pro ด้วยวัสดุที่เป็นผ้าชิ้นเดียว สามารถทำความสะอาดและป้องกันน้ำได้

ในส่วนการเชื่อมต่อจะทำผ่านช่อง Smart Connector เพียงนำมาแตะกันแม่เหล็กจะดูด Smart Keyboard ติดกับสันเครื่อง iPad Pro และพร้อมใช้งานทันที

IMG_3272

สำหรับ Smart Keyboard ถูกออกแบบมาให้ใช้พลังงานและส่งข้อมูลผ่านพอร์ต Smart Connector ใน iPad Pro พอร์ตเดียวเท่านั้น ไม่รองรับการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธและไม่มีแบตเตอรีภายใน ส่วนแป้นพิมพ์ ปัจจุบันจะมีเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น ภาษาไทยผู้ใช้ต้องพิมพ์สัมผัสด้วยตัวเอง

ด้านการใช้งาน Smart Keyboard ก็เหมือนกับการพิมพ์บนแป้นพิมพ์ MacBook ปกติ ผู้ใช้สามารถใช้คีย์ลัดร่วมกับแอปฯต่างๆได้ เช่น ในแอปฯเมล์ กด Command + Shift + A เท่ากับเพิ่มไฟล์แนบ เป็นต้น

IMG_3242

นอกจากนั้น Smart Keyboard ยังสามารถพับส่วนคียบอร์ดเก็บไว้และเปลี่ยนสภาพเป็น Smart Cover ปกปิดหน้าจอ iPad Pro ให้สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือแม้แต่การพับเปลี่ยนเป็น Stand ตั้ง iPad Pro ไว้กับโต๊ะก็สามารถทำได้เช่นกัน

IMG_3441

ส่วนต่อไปคือ “Apple Pencil” ที่หลายคนให้ความสนใจช่วงงานเปิดตัว iPad Pro อย่างมาก โดยแอปเปิลออกแบบ Pencil เพื่อตอบรับกับกลุ่มคนที่นิยมใช้ iPad เพื่องานศิลป์รูปแบบต่างๆ และครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนที่ทำงานเฉพาะทางเช่น วิศวกรที่ต้องมีการเขียนแบบหรือกลุ่มคนที่ต้องใช้ Stylus จดตัวอักษรต่างๆตลอดเวลา โดยแอปเปิลออกแบบ Pencil ให้เหมือนดินสอที่ทุกคนคุ้นเคยมากที่สุด โดยเฉพาะหัวดินสอที่มีความหนืด ซึ่งเมื่อวาดบนหน้าจอ iPad Pro จะให้ความรู้สึกเหมือนเขียนลงบนกระดาษจริง

iPadPro-APencil

อีกทั้ง Apple Pencil ยังรองรับแรงกดได้หลายระดับ ถ้าคุณอยากลากเส้นให้หนาก็เพียงกดดินสอให้หนักกว่าปกติ หรือถ้าคุณต้องการตวัดเส้นให้บางๆ ก็สามารถทำได้แบบเดียวกับดินสอจริง

และที่สำคัญผู้ใช้สามารถเอียงดินสอเพื่อแรเงาหนักเบาได้ตามความต้องการเหมือนวาดด้วยดินสอถ่านหรือดินสอธรรมดา

IMG_3269battery-pencil-ipro

ในส่วนการเชื่อมต่อและชาร์จแบตเตอรี สามารถทำได้ง่ายเพียงแค่ดึงตูดดินสอออกจะพบพอร์ต Lightning ให้คุณเสียบเข้าช่อง Lightning บน iPad Pro (ใส่เคสก็เสียบได้ เพราะหัว Lightning บนดินสอออกแบบให้มีความยาวกว่าปกติ) จากนั้นระบบจะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติ พร้อมแถบสถานะแบตเตอรีแสดงอยู่ส่วน Notifications > Widgets

ส่วนการชาร์จแบตเตอรี Apple Pencil สามารถทำผ่านพอร์ต Lightning ได้โดยตรงจาก iPad Pro โดยการชาร์จด้วยระยะเวลา 15 วินาที จะทำให้ดินสอสามารถใช้งานได้นาน 30 นาที ชาร์จไฟจาก 0-100% อยู่ที่ประมาณ 20 กว่านาที ซึ่งเมื่อไฟเต็ม ดินสอจะใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนาน 12 ชั่วโมง

IMG_0126-apencilIMG_3295

แต่ทั้งนี้สำหรับผู้ใช้ที่ไม่สะดวกชาร์จ Apple Pencil กับ iPad Pro รวมถึงผู้ใช้ที่ต้องการเปลี่ยนหัวดินสอเพราะใช้งานหนักจนหัวสึกไปแล้ว ทั้งหมดสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เพราะในกล่องดินสอ แอปเปิลได้แถมหัวดินสอสำรองไว้ให้ รวมถึงอะแดปเตอร์ตัวกลางพิเศษให้ผู้ใช้สามารถนำอะแดปเตอร์ชาร์จไอโฟน ไอแพดมาเชื่อมต่อกับดินสอผ่านสาย Lightning ได้

53-ipro-pencil

ส่วนใครที่ไม่ชื่นชอบ Apple Pencil อยากหา Stylus อื่นๆมาใช้งาน แอปเปิลไม่ได้ปิดกั้นส่วนนี้ โดยผู้ใช้สามารถหาปากกาจากผู้ผลิตรายอื่นมาใช้งานร่วมกับ iPad Pro ได้ แต่ต้องดูสเปก Stylus ให้ละเอียดว่ารองรับกับหน้าจอ iPad Pro หรือไม่ ยกตัวอย่าง Pencil ของ 53 เป็นต้น

IMG_3296

มาดูในส่วนของสเปก – iPad Pro ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Apple A9X Dual Core ความเร็ว 2.26GHz พร้อมแรม 4GB ด้านการเชื่อมต่อรองรับ WiFi 802.11 a/b/g/n/ac Dual band บลูทูธเวอร์ชัน 4.0 เข็มทิศดิจิตอลและสำหรับรุ่น WiFi + Cellular จะรองรับ 3G/4G LTE ทุกเครือข่าย พร้อม GPS และ GLONASS

ด้านเซ็นเซอร์ต่างๆใน iPad Pro แอปเปิลใส่มาทั้ง TouchID, Gyro 3 แกน, อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว, บารอมิเตอร์และระบบปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ นอกจากนั้นตัวเครื่องยังรองรับ Siri และสุดท้าย iPad Pro มาพร้อมแบตเตอรีความจุ 10,307 mAh สามารถใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง

ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสและฟีเจอร์เด่น

ก่อนเข้าสู่เจาะลึกฟีเจอร์เด่นบน iPad Pro อยากให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับชมวิดีโอด้านบนนี้ก่อน จะทำให้เห็นภาพการใช้งาน iPad Pro ที่มาพร้อมหน้าจอใหญ่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

iPad Pro ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ iOS 9.1 มาจากโรงงาน ซึ่งด้วยขนาดหน้าจอและความละเอียดระดับ 2K-4K ทำให้มีพื้นที่ใช้งานกว้างขวาง หลายแอปพลิเคชันสามารถแสดงผลได้ลักษณะเดียวกับเดสก์ท็อป

web-land-ipro

Safari : หน้าเว็บเพจแสดงผลในแนวนอน

web-port-ipro

Safari : หน้าเว็บเพจแสดงผลในแนวตั้ง

ยกตัวอย่างเช่นแอปฯ Safari เมื่อเราเปิดเว็บไซต์ต่างๆทั้งแนวตั้งและแนวนอนบน iPad Pro หน้าเว็บเพจจะเข้าสู่การแสดงผลแบบ Desktop Mode เหมือนกับเปิดบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊กทันที

split-2-iproiPadPro-image2

ส่วนฟีเจอร์แบ่งครึ่งจอ “Split Screen Multitasking” ก็มีให้เลือกใช้บน iPad Pro เหมือนกับ iPad รุ่นอื่น แต่ด้วยความละเอียดจอที่เพิ่มขึ้น ทำให้ฟีเจอร์ดังกล่าวสามารถแสดงผลแอปฯที่ถูกแบ่งครึ่งจอได้เต็มตากว่าเดิม (อารมณ์คล้ายกับเรานำ iPad mini สองเครื่องมาต่อกัน)

video-ovelay-ipro

มาถึงฟีเจอร์เก่าอีกหนึ่งตัวอย่าง “Video Overlay (Picture in Picture)” ที่แสดงผลบน iPad Pro ได้เต็มตากว่าเดิม โดยหลังจากขยายกรอบวิดีโอให้ใหญ่ขึ้น (ตามภาพประกอบด้านบน) ผู้ใช้จะเหลือพื้นที่ทำงานกว้างกว่า iPad ปกติมาก

ในส่วนคีย์บอร์ด on screen ก็ได้รับอานิสงส์จากขนาดหน้าจอที่ใหญ่โตเช่นกัน ทำให้ผู้ใช้สามารถสัมผัสปุ่มคีย์ต่างๆได้สะดวกสบายและถนัดมือมากขึ้น

มาดูในส่วนแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อ iPad Pro และ Apple Pencil จากภาพตัวอย่างแอปฯที่ทีมงานค้นหามาจาก AppStore จะเห็นว่า “ส่วนใหญ่เป็นแอปฯเฉพาะทางสำหรับคนทำงานสายศิลป์มากกว่าแอปฯจำพวกความบันเทิง เกมหรือโซเชียล”

ยกตัวอย่าง การวาดรูปและตกแต่งภาพไปถึงแอปฯสร้างสมุดภาพถ่าย พิมพ์งาน เช่น Paper, AutoCAD, Adobe Lightroom, Evernote, Microsoft Office เป็นต้น จะให้ผลลัพท์ที่ดีอย่างยิ่งเมื่อใช้งานบนหน้าจอ iPad Pro โดยเฉพาะแอปฯสร้างสรรค์ผลงานภาพวาดที่มีให้เลือกในสโตร์มากพอจะใช้งานระดับมืออาชีพได้แล้วในตอนนี้

pao-edited-imovie4kimovie-ipro

มาถึงอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความเป็นอุปกรณ์ iOS ระดับมืออาชีพให้ iPad Pro ก็คือความสามารถในการประมวลผลวิดีโอความละเอียดสูงตั้งแต่ 1080p-4K (3,840×2,160 พิกเซล) ได้รวดเร็วมาก อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถจัดการตัดต่อไฟล์ 4K ผ่าน iPad Pro และแอปฯ iMovie ได้ลื่นไหลมาก

แต่ทั้งนี้การตัดต่อวิดีโอก็มีข้อจำกัดในเรื่องความยาวและขนาดไฟล์ ยิ่งเป็นไฟล์ 4K ที่มีความยาวเกิน 15 นาทีขึ้นไป โอกาสที่ iMovie จะประมวลผลล้มเหลวมีสูงมาก เนื่องจากไฟล์จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่เกินกว่าระบบ iOS จะรับไหว คุณอาจต้องหันไปพึ่ง MacBook Pro และซอฟต์แวร์ Final Cut Pro X แทน

ทดสอบประสิทธิภาพ

ตารางรวมผลทดสอบแท็บเล็ต ประจำปี 2015
*โมเดลขายในประเทศไทย / ชุดทดสอบ : AnTuTu Benchmark
*ราคาเปิดตัวกับราคาขายจริงอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลา
แบรนด์ คะแนนทดสอบ ราคาเปิดตัว
Apple iPad Pro 63,067 30,900.-
Samsung Galaxy Tab S2 45,331 15,900.-
Sony Xperia Z3 Tablet Compact 42,685 20,990.-
HP Slate Pro 8 33,044 16,900.-
ASUS FonePad 8 32,133 7,990.-

 

ด้านผลคะแนนทดสอบ iPad Pro สอบผ่านทั้งหมด โดยเฉพาะการทดสอบกราฟิก 3 มิติแบบหนักหน่วงด้วย 3D Mark Sling Shot ซึ่ง iPad Pro ทำผลงานได้ดีและคะแนนอยู่เหนือเกือบทุกแท็บเล็ตที่เราเคยทดสอบไป

games-bench-ipro

ส่วนการเล่นเกม เหมือน iPad Air 2 แต่ได้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าและเสียงดีกว่า ยิ่งเกมใดปรับแต่งมาให้รองรับ iPad Pro ด้วยแล้ว นอกจากภาพที่ลื่นไหลและแสดงผลได้เต็มความละเอียดหน้าจอแล้ว เสียงในเกมจะมีความคมชัดสูงกว่าเล่นบน iPhone หรือ iPad รุ่นก่อนหน้าชัดเจนมาก โดยเฉพาะการแยกซ้ายขวาและมิติของเสียงที่ดีขึ้น

IMG_3259

คราวนี้มาถึงการทดสอบพระรองอย่าง “Smart Keyboard” และ “Apple Pencil” 

IMG_3237

เริ่มจาก Smart Keyboard – อย่างแรกขอย้ำเตือนคนไทยที่ชอบใช้ iPad พิมพ์งานและกำลังคิดว่า iPad Pro พร้อม Smart Keyboard ที่มีราคาสูงถึง 6,700 บาท จะทำให้คุณพิมพ์งานได้ถนัดขึ้น ส่วนนี้ทีมงานได้ทดสอบแล้ว พบว่าการวางปุ่มบนคีย์บอร์ด เหมือนจะออกแบบมาเฉพาะภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว พอเราลองมาพิมพ์สัมผัสภาษาไทย การวางมือจะดูไม่เป็นธรรมชาติในทันที ต่างจากคีย์บอร์ดบน Mac หรือโน้ตบุ๊กมาก

แต่ถ้าใช้ไปสักพักแล้วผู้ใช้เกิดปรับตัวได้ Smart Keyboard จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปุ่มคีย์ลัดที่ออกแบบมาได้เหมือน Mac เช่น กด Command + Tab จะเป็นการสลับแอปฯใช้งาน เป็นต้น

นอกจากนั้นการออกแบบน้ำหนักปุ่มคีย์ต่างๆ ถือว่าแอปเปิลทำการบ้านมาดี การกดแต่ละคีย์มีน้ำหนักให้รู้สึกว่ากดลงไปจริงๆ

วิดีโอทดสอบการตอบสนองของ Apple Pencil แบบสโลโมชัน 500 เฟรมต่อวินาที ด้วยกล้อง Sony RX100 Mark 4

Apple Pencil – การทดสอบของผมจะเน้นหนักไปในเรื่องการตอบสนองของดินสอ Apple Pencil กับหน้าจอ iPad Pro ด้วยการใช้กล้องวิดีโอถ่ายที่ความเร็ว 500 เฟรมต่อวินาที ผลที่ออกมาจะพบว่า

“หลังจากเราลองลากเส้นด้วย Apple Pencil ช่วงที่เราลากเส้น ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์หน้าจอจะรับจุดข้อมูลที่ดินสอเขียนลงไป (240 ครั้งต่อวินาที) โดยดินสอจะส่งข้อมูลในเรื่องน้ำหนักการกด การเอียงดินสอ (เป็นข้อมูลที่ดินสอส่งมาจากการยุบตัวของหัวดินสอเมื่อเราทิ้งน้ำหนักกดหรือเอียงดินสอ) จากนั้นระบบประมวลผลจะทำงานและปรากฏเป็นเส้นที่วาดให้ผู้ใช้ได้เห็นบนหน้าจอ”

โดยกระบวนการทำงานทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเสี้ยววินาที ผู้ใช้บางรายจึงอาจรู้สึกว่าการเขียนภาพด้วย Apple Pencil จึงไม่เป็นธรรมชาติเหมือนกับเขียนด้วยดินสอและกระดาษจริง แต่ทั้งนี้ผมได้ลองให้คุณครูสอนศิลปะที่ปกติจะใช้การวาดเขียนกับกระดาษจริงได้ทดลองใช้ดินสอของแอปเปิลบน iPad Pro ส่วนใหญ่จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“จุดเด่นของดินสอแท่งนี้คือ สามารถแรเงาและทิ้งน้ำหนักได้ธรรมชาติเหมือนดินสอจริง แต่เรื่องการตอบสนองความเป็นธรรมชาติอาจต้องใช้เวลาปรับตัวอีกเล็กน้อย เพราะต่างจากวาดบนกระดาษจริง”

ในขณะที่นักวาดภาพที่ใช้ปากกาดิจิตอลวาดอยู่เป็นประจำจะให้ความเห็นแตกต่างออกไปคือ

“เทียบในระดับเดียวกัน Apple Pencil น่าจะเหมาะกับพวกสายศิลป์มากที่สุด เพราะดินสอมีจุดเด่นเรื่องการรับรู้น้ำหนักการกดและเอียงได้ละเอียดมาก เราสามารถพก iPad Pro แทนกระดาษแล้วไปหาที่นั่งวาดภาพสวยๆ จากนั้นก็ดึง Apple Pencil ออกมาวาดภาพที่อยู่ตรงหน้าแทนดินสอได้เลย แอปฯบน iPad เองก็มีให้เลือกหลากหลายกว่า และที่พิเศษสุดก็คือแอปฯหลายตัวรองรับ Markup แบบได้”

สุดท้ายกับผู้ใช้ทั่วไปที่นำมาใช้งานในชีวิตประจำวัน ที่ส่วนใหญ่จะมองว่า Apple Pencil ยังเป็นอะไรที่พกติดตัวลำบากเพราะไม่มีที่เก็บมาให้ อีกทั้งแอปฯที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันก็ยังมีน้อย แต่หลายคนชอบแนวคิดของแอปเปิลที่ในแอปฯ Mail สามารถเซ็นชื่อเอกสารได้ทันทีจากนั้นก็เก็บไว้บน iCloud และเวลาต้องการเรียกใช้จาก Mac ก็สามารถกดเรียกใช้งานได้ทันที

battery-ipro

มาถึงการทดสอบสุดท้ายที่เราจะพูดถึงในส่วนทดสอบประสิทธิภาพก็คือเรื่องการใช้งานเป็นโฮมเอนเตอร์เทนเมท์และอายุแบตเตอรีต่อการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง

เริ่มจากเรื่องโฮมเอนเตอร์เทนเมท์ – เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไป เพราะทุกคนมุ่งเน้นแต่การนำ iPad Pro ไปใช้ในการทำงานเฉพาะด้านมากกว่า จนลืมไปว่า iPad Pro มีลำโพงอัจฉริยะมาให้ถึง 4 ตัวและเสียงที่เปล่งออกมาจากลำโพงแต่ละตัวก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะการแยกเสียงซ้ายขวาที่มีมิติ น้ำหนักและความใส ซึ่งหาได้ยากจากแท็บเล็ตในปัจจุบัน นอกจากนั้นตัว iPad Pro ยังรองรับการเล่นภาพยนตร์ความละเอียดสูง 4K ได้ผ่านแอปฯจากผู้พัฒนารายอื่น เช่น AVPlayer ที่สามารถใช้หน่วยประมวลผล 64 บิตช่วยจัดการไฟล์วิดีโอคุณภาพสูงได้ด้วย

แบตเตอรี – แอปเปิลเครมว่า iPad Pro สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับ iPad ทุกรุ่น แต่ทั้งนี้ถ้าผู้ใช้ต้องการยืดอายุแบตเตอรีออกไปอีก เช่น ต้องการนั่งพิมพ์งานหรือวาดภาพนานๆ ลองปิดอินเตอร์เน็ตทั้งหมดดูแล้วจะพบว่า iPad Pro สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง (ในที่นี้หมายถึงเปิดหน้าจอตลอด) ได้เกิน 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว

สรุป

ราคา iPad Pro เมื่อรวมอุปกรณ์เสริม Smart Keyboard และ Apple Pencil

priceipadpro

“iPad Pro ไม่ได้เหมาะกับทุกคน”

ถ้าคุณพอใจกับการทำงานบน iPad หรือแท็บเล็ตอยู่แล้ว iPad Pro จะช่วยให้คุณได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นเทียบชั้นโน้ตบุ๊ก โดยเฉพาะความสามารถที่เพิ่มเติมเข้ามาจาก iPad ปกติก็คือรองรับการเขียนและวาดภาพด้วย Apple Pencil ที่ทำได้ง่าย สะดวกสบาย และสามารถใช้งานระดับมืออาชีพได้หลากหลายตั้งแต่งานออกแบบไปถึงงานศิลป์ต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนที่ชื่นชอบการทำดนตรี ตกแต่งภาพถ่าย ชอบทำคลิปวิดีโอลงโซเชียล หรือต้องการแท็บเล็ตเพื่อเป็นตัวกลางในการนำเสนองานกับลูกค้า iPad Pro จะตอบโจทย์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่ความละเอียดสูงรวมถึงแบตเตอรีที่จัดการได้ดีกว่าโน้ตบุ๊กอยู่มาก

แต่ทั้งนี้ถ้าในชีวิตการทำงานของคุณจำเป็นต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก เช่น งานเว็บไซต์ ตัดต่อภาพยนตร์ รายการขนาดยาว iPad Pro จะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้ทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่า iPad Pro ก็คือ iPad ปกติที่ขับเคลื่อนด้วย iOS ไม่ใช่ MacBook หรือ iMac ที่ขับเคลื่อนด้วย OSX รวมถึงอุปกรณ์ที่รองรับ Windows สิ่งเหล่านั้นจะตอบโจทย์คุณได้มากกว่า

ผู้ใดที่กำลังสนใจต้องลองเปรียบเทียบช่างน้ำหนักความคุ้มค่าดูเองว่าเราเหมาะกับสิ่งใด iPad Pro เทียบกับโน้ตบุ๊กแล้วพกพาได้สะดวกกว่า แบตเตอรีอึดกว่า ถ้างานคุณตอบรับกับแท็บเล็ต iPad Pro จะให้อะไรมากกว่าแท็บเล็ตทั่วไป แต่ในทางกลับกัน ถึงแม้สเปกจะสูงแต่ข้อจำกัดในตัวระบบปฏิบัติการก็มีมากเช่นกัน

ตัวช่วยตัดสินใจ

– ถ้าคุณเป็นคนชอบวาดภาพ ทำเพลง ดูหนังผ่านแท็บเล็ต ชอบงานศิลป์ ตกแต่งภาพไปถึงผลิตคลิปวิดีโอหรืออ่านหนังสือ จงเลือก iPad Pro

– ถ้าคุณทำงานเว็บไซต์ เน้นพิมพ์งานผ่าน Microsoft Office หรืองานที่ต้องมีการตัดภาพ รีไซต์ภาพ จงเลือก MacBook, โน้ตบุ๊ก หรือไฮบริดโน้ตบุ๊กจะดีที่สุด

– ถ้าคุณเป็นคนชอบเล่นโซเชียล ใช้งานทั่วไป เน้นพกพา จงเลือก iPad Mini

– ถ้าคุณชอบเล่นเกมจอใหญ่มากกว่าทำงาน จงเลือก iPad Air 2 หรือถ้ามีงบไม่สนใจเรื่องความหนักและขนาดที่ใหญ่ จงเลือก iPad Pro เพราะแบตเตอรีอยู่ได้นานกว่าทุกรุ่น

ข้อดี

– หน้าจอใหญ่ พื้นที่ใช้งานกว้างขวาง
– สเปกเครื่องแรง ตัดต่อและเล่นวิดีโอ 4K ได้ลื่นไหลมาก
– Apple Pencil ลูกเล่นโดนใจคนชอบวาดภาพ
– แบตเตอรีอึดประทับใจ

ข้อสังเกต

– น้ำหนัก 700 กว่ากรัม และขนาดที่ใหญ่ ทำให้การพกพาและจับถือใช้งานในชีวิตประจำวันไม่สะดวก
– Apple Pencil มีอาการค้างให้เห็นบ้าง (แก้ไขโดยปิดเปิดเครื่องใหม่หรือถ้าไม่หายแนะนำให้กดปุ่ม Power + ปุ่มโฮมค้างไว้สักครู่จนเครื่องรีสตาร์ท)
– Smart Keyboard ไม่มี Layout ภาษาไทย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าและหลัง

Gallery

]]>