Tablets 2016 – CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Wed, 07 Dec 2016 13:46:48 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.0 Review : Lenovo Yoga Book แท็บเล็ต 2 in 1 มีคีย์บอร์ดและปากกาใช้หมึกจริง https://cyberbiz.mgronline.com/review-lenovo-yoga-book/ Wed, 07 Dec 2016 12:54:20 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=24643

lenovo-yoga-book-android-1

Lenovo Yoga Book ถือเป็นสีสันใหม่ของวงการแท็บเล็ตได้อย่างดี เนื่องจากการออกแบบตัวเครื่องให้เป็นลูกผสมระหว่างแท็บเล็ตและโน้ตบุ๊ก มีให้เลือก 2 ระบบปฏิบัติการ ได้แก่ แอนดรอยด์ และวินโดวส์ 10 ไปถึงส่วนการใช้งานที่ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ในตลาดแท็บเล็ตตอนนี้

สำหรับ Yoga Book รุ่นที่ทีมงานไซเบอร์บิซได้รับมาทดสอบขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์มาพร้อมแบตเตอรีขนาดใหญ่ซึ่งเลอโนโวเครมว่าใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 ชั่วโมง (All Day Battery Life)

การออกแบบและฟีเจอร์เด่น

IMG_0212

IMG_0270

การออกแบบ ชื่อรุ่นก็บอกอยู่แล้วว่า Yoga Book เพราะฉะนั้นรูปทรงแท็บเล็ตจะคล้ายกับสมุด ใช้งานได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน มาพร้อมความบางเพียง 4.05 มิลลิเมตร น้ำหนัก 690 กรัมและตัวเครื่องทั้งหมดผลิตจากโลหะ

IMG_0302

หน้าจอ – เป็นแบบสัมผัส Capacitive Touch ขนาด 10.1 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1,920×1,200 พิกเซล รองรับปากกา (AnyPen Technology)

yob-drawing

ส่วนอีกด้านถือเป็นสีสันใหม่ของโลกแท็บเล็ตและโน้ตบุ๊ก ซึ่งเลอโนโวเรียกว่า “Create Pad” เป็นส่วนที่ผู้ใช้สามารถนำปากกามาเขียนบนแพดได้เหมือนกับหน้าจอ (ใช้เทคโนโลยีจาก Wacom) อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนเป็นคีย์บอร์ดเสมือนจริง (Halo Keyboard) ได้ด้วย

IMG_0227

IMG_0225

IMG_0307

และทีเด็ดสุดไม่มีใครเหมือนก็คือ บริเวณ “Create Pad” สามารถนำกระดาษจริงมาวางและเขียนด้วยปากกาของเลอโนโวด้วยหมึกจริง (Real Ink ออกแบบมาใช้งานเฉพาะ Lenovo Yoga Book เท่านั้น ไม่สามารถใช้ร่วมกับไส้หมึกยี่ห้ออื่นได้) หรือถ้าไม่อยากเขียนบนกระดาษจริง ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไปใช้หัวปากกา Capacitive แล้วเขียนไปบนแพดเปล่าๆได้

สำหรับผู้อ่านที่ต้องการชมการทำงานระหว่างปากกากับ Create Pad ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถกดรับชมจากคลิปวิดีโอด้านบน

IMG_0314

ด้านสเปกตัวปากกาจะรองรับแรงกด 2,048 ระดับ ไม่ต้องใส่แบตเตอรี สามารถใช้งานได้ทั้งจดข้อความและวาดรูป

IMG_0276

IMG_0288

กลับมาดูงานออกแบบรอบตัวเครื่องกันต่อ อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจใน Yoga Book จะอยู่ที่บริเวณสันเครื่องที่ถูกออกแบบเป็นบานพับโลหะอันเป็นเอกลักษณ์เด่นของเลอโนโวตระกูล Yoga เพราะสามารถพับหน้าจอได้อิสระ 360 องศา 4 รูปแบบใช้งานดังนี้

IMG_0317

Type ใช้ในรูปแบบโน้ตบุ๊ก เน้นใช้พิมพ์งานและวาดภาพเป็นหลัก
Watch ใช้ในการรับชมวิดีโอ

IMG_0331

Browse ใช้ในรูปแบบแท็บเล็ต อ่านอีบุ๊ค ท่องเว็บไซต์

IMG_0306

IMG_0220

Create ใช้สำหรับเขียนหนังสือ จดเลคเชอร์ โดยอุปกรณ์เสริมแนะนำเพื่อให้การเขียนเหมือนเขียนลงกระดาษจริงมากขึ้น ได้แก่ Lenovo Book Pad (แถมมาให้ตามภาพประกอบ) หรือถ้าไม่อยากเขียนลงกระดาษด้วยหมึกจริงก็สามารถเปลี่ยนเป็นหัวปากกา Capacitive ได้ (ในกล่องแถมหัวปากกามาให้ 2 รูปแบบ)

IMG_0341

ด้านพอร์ตเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากซ้ายมือ เป็นพอร์ต Micro USB 2.0 ช่องใส่ MicroSD Card รองรับความจุสูงสุด 128GB

ถัดมาเป็นช่อง Micro HDMI และลำโพงซ้าย

IMG_0343

ด้านขวา เริ่มจากซ้ายเป็นสวิตซ์เปิดปิดเครื่อง ถัดมาเป็นช่องลำโพงขวา ปุ่มเพิ่มลดระดับเสียงและช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ในส่วนกล้องถ่ายภาพมี 2 ตัวได้แก่ กล้องหน้า ติดตั้งบริเวณด้านบนของจอภาพ (ในแนวนอน) มีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลังเป็นแบบออโต้โฟกัส ติดตั้งอยู่บริเวณ Create Pad มุมบนขวา มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

สเปก

spec-yob

Lenovo Yoga Book รุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 6.0 Marshmallow ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล (x86) Intel Atom x5-Z8550 Processor Quad-Core ความเร็ว 2.4GHz แรม LPDDR3 ขนาด 4GB รอม 64GB (เหลือให้ใช้งานจริงประมาณ 46GB)

ด้านแบตเตอรี เป็น Li-ion Polymer ขนาด 8,500mAh ให้มาใหญ่จุใจ โดยเลอโนโวเครมว่า รุ่นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์สามารถสแตนบายได้นาน 70 วันและอายุการใช้งานแบตเตอรีอยู่ที่ 15 ชั่วโมง

atmos-yob

ในส่วนสเปกอื่นๆ เริ่มจากการเชื่อมต่อเครือข่าย ถึงแม้จะมีช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์แต่จากสเปกจะไม่รองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือ (รุ่นที่วางขายอย่างเป็นทางการในไทยอาจรองรับ 3G/4G ต้องตรวจสอบจากเลอโนโว ประเทศไทยอีกครั้ง) ส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac ระบบเสียง Dolby Atmos มีบลูทูธ 4.0 และเซ็นเซอร์ภายในมีให้ทั้ง G-Sensor, Hall Sensor, GPS-AGPS และ Ambient Light Sensor เหมือนแท็บเล็ตทั่วไป

ซอฟต์แวร์เด่น

home-yob

แอนดรอยด์ 6.0 ที่ติดตั้งมาใน Yoga Book จะถูกปรับแต่งจากเลอโนโวเพิ่มเติม โดยเน้นให้ตัวระบบปฏิบัติการสอดคล้องกับการออกแบบสไตล์โน้ตบุ๊กมากขึ้น (จะต่างจากรุ่นที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่ตัวโอเอสออกแบบมาเพื่อเป็นโน้ตบุ๊กอยู่แล้ว)

taskbar-yob

ยกตัวอย่างการใส่ Taskbar เข้ามา ทำให้ผู้ใช้สามารถกดสลับใช้งานแอปฯได้ลื่นไหลขึ้น รวมถึงสามารถกดเปิดปิดการใช้งานปากกากับตัว Halo Keyboard ได้สะดวกสบายขึ้น

multi-yob

อีกส่วนที่ทำให้ Yoga Book มีความคล้ายกับการใช้งานบน Windows มากยิ่งขึ้นก็คือ การรองรับ Multitasking สามารถเปิดแอปฯหลายตัวและใช้งานพร้อมกันได้อย่างอิสระ

web-yob

รวมถึงการใช้งานเว็บบราวเซอร์ผ่าน Chrome เมื่อเปลี่ยนรูปแบบไปใช้งานสไตล์โน้ตบุ๊ก ทั้งการแสดงผลและการควบคุม คุณสามารถใช้ทัชแพดเลื่อนเคอเซอร์เมาส์และคลิกเลือกได้เหมือนโน้ตบุ๊กทุกอย่าง

IMG_0324

halo-yob

Halo Keyboard – ถือเป็นคีย์บอร์ดเสมือน มีปุ่ม Function (Fn) เหมือนคีย์บอร์ดโน้ตบุ๊ก การทำงานใช้ Capacitive Touch ที่ให้แรงกดเหมือนคีย์บอร์ดจริงด้วย Haptic (กดแล้วจะมีแรงสั่นตอบกลับนิ้วให้เราได้รู้สึก) พร้อมทัชแพดใช้งานแบบเมาส์ได้ไม่ต่างจากโน้ตบุ๊ก โดยตัว Halo Keyboard รองรับภาษาไทย สมบูรณ์แบบ (แต่ไม่มีสกรีนคีย์ไทยไว้ ต้องใช้การพิมพ์สัมผัส) พร้อมฟีเจอร์ตรวจคำผิดและคาดเดาคำคัพท์

ในส่วนการเปิดใช้งาน Halo Keybaord สามารถทำได้ 2 วิธีได้แก่ 1.เมื่อใช้งานในรูปแบบโน้ตบุ๊ก คีย์บอร์ดจะทำงานอัตโนมัติ 2.กดปุ่มปิดปากกา คีย์บอร์ดจะทำงานทันที

ส่วนเมื่อพับส่วนคีย์บอร์ดไปด้านหลังเพื่อใช้งานแบบแท็บเล็ต คีย์บอร์ดจะปิดการทำงานอัตโนมัติ

ซอฟต์แวร์ปากกา

IMG_0228

อย่างที่เกริ่นไปแล้วข้างต้นว่า ปากกาที่ใช้กับ Yoga Book ถูกพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีจาก Wacom โดยเน้นการใช้งานไปในด้านเขียนตัวอักษรด้วยหมึกกับกระดาษจริงผ่านเทคโนโลยี EMR เป็นอันดับแรก ส่วนรองลงมาจะเป็นการใช้วาดภาพด้วยปากกาแบบเดียวกับ Sketch Pad ของ Wacom ที่เหล่าศิลปินน่าจะรู้จักกันดี

bookapp-yob

เพราะฉะนั้นในส่วนแอปฯที่ใช้แสดงศักยภาพของปากกา ทางเลอโนโวติดตั้งมาให้ 2 ตัวด้วยกัน เริ่มจาก Lenovo Note Saver ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถจดโน้ตข้อความต่างๆผ่านแอปฯ รวมถึงใส่ภาพถ่ายหรือพิมพ์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดและจัดเก็บเป็นไฟล์รูปภาพได้ หรือถ้าอยากวาดภาพเล็กๆน้อยๆด้วยปากกาก็สามารถทำผ่านแอปฯนี้ได้เช่นกัน

ส่วนถ้าผู้ใช้อยากใช้ฟีเจอร์เขียนลง Create Pad แล้วให้ระบบแปลงเป็นตัวพิมพ์ให้ ก็สามารถเข้า Play Store แล้วเลือกติดตั้ง “Google Handwriting Input” ได้ (ตัวอย่างการใช้งานตามคลิปวิดีโอด้านบน)

paint-yob

และสำหรับคนชอบวาดภาพ ทางเลอโนโวได้ติดตั้งแอปฯ “ArtRage” มาให้ โดยภายในแอปฯจะสามารถเปลี่ยนหัวปากกาปกติเป็น พู่กัน ดินสอ รวมถึงเลือกการลงสีได้หลากหลายรูปแบบ

anypen

AnyPen – เป็นเทคโนโลยีในส่วนของหน้าจอที่เปิดโอกาสให้คุณสามารถนำปากกามาเขียนที่ส่วนของหน้าจอได้ (ทดสอบแล้วปากกาที่เป็นหัว Capacitive ทั้งหมดรวมทั้ง Apple Pencil สามารถใช้งานได้) แต่ความแม่นยำและความลื่นไหลจะสู้การเขียนผ่านส่วน Create Pad ไม่ได้ โดยเฉพาะระบบรับรู้น้ำหนักแรงกดจะไม่ทำงาน

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

bench-yob

PC Mark
Work 2.0 = 4,702 คะแนน
Storage score = 3,709 คะแนน

AnTuTu Benchmark = 84,696 คะแนน

Geekbench 4.0
Single-Core = 1,118 คะแนน
Multi-Core = 3,239 คะแนน

bench2-yob

PassMark PerformanceTest Mobile
System = 6,380 คะแนน
CPU Tests = 65,894  คะแนน
Disk Tests = 55,804 คะแนน
Memory Tests = 6,324 คะแนน
2D Graphics Tests = 5,085 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,583 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Using ES 3.1 = 1,104 คะแนน
Sling Shot Using ES 3.0 = 1,444 คะแนน

vellamo-yob

Vellamo
Multicore = 2,614 คะแนน
Metal = 1,612 คะแนน
Chrome Browser = 3,946 คะแนน

เรื่องทดสอบประสิทธิภาพ ทีมงานขอกล่าวถึงภาพรวมหลังจากใช้ชีวิตร่วมกันมา 1 อาทิตย์เต็ม พบว่า Lenovo Yoga Book ซึ่งใช้ชิปประมวลผล x86 (Intel Atom) เมื่อมาอยู่ในเวอร์ชันแอนดรอยด์ การทำงานต่างๆก็ถือว่าลื่นไหล ยกเว้นการแสดงผลกราฟิก 3 มิติ เมื่อทีมงานลองทดสอบกับเกม ยกตัวอย่างเช่น Asphalt Xtreme จะพบอาการกระตุกจนไม่สามารถเล่นได้ รวมถึงอีกหลายเกมที่แสดงอาการไม่รองรับซีพียูสถาปัตยกรรม x86

ด้านปากกาและแอปฯที่รองรับ ถือว่าเพียงพอสำหรับคนทำงานที่เน้นเลคเชอร์เป็นหลัก เทคโนโลยี Wacom feel IT ทำให้ปากกาใช้งานได้เหมือนจริง โดยเฉพาะการเขียนด้วยหมึกจริงบนกระดาษจริง ให้ความรู้สึกที่ดีและเป็นธรรมชาติมากที่สุดในตลาดตอนนี้ อีกทั้งสเปกปากกาก็ถือว่าให้มาหรูหรา เช่น สามารถเอียงมุมปากกาได้สูงสุด 100 องศา และไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรีด้วย

แต่ทั้งนี้ก็มีผู้ทดสอบหลายคนบ่นว่า การเขียนบนกระดาษจริงค่อนข้างสิ้นเปลืองและทำให้การใช้งานยุ่งยากกว่าเขียนบนหน้าจอโดยตรง ส่วนนี้ก็คงต้องให้ผู้อ่านและผู้สนใจไปลองทดสอบด้วยตัวเองครับ

ส่วนการใช้วาดภาพ ทีมงานมีความรู้สึกว่าตัวแอปฯยังดึงศักยภาพของปากกาออกมาได้ไม่เต็มที่นัก อาจต้องหาแอปฯจากผู้พัฒนารายอื่นมาใช้งานร่วมกัน

batt-yob

มาถึงเรื่องแบตเตอรี เป็นสิ่งที่น่าประทับใจเพราะ Yoga Book สามารถใช้งานต่อเนื่อง (ทดสอบด้วยแอปฯ Geekbench เปิดหน้าจอตลอดการทดสอบ) ได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง 32 นาที 50 วินาที ซึ่งถ้าคิดเป็นเวลาใช้งานปกติก็จะอยู่ที่ประมาณ 14-15 ชั่วโมง เพียงพอต่อการใช้งานทั้งวัน

IMG_0350

สุดท้ายค่าตัว Lenovo Yoga Book เริ่มต้น 19,990 บาท (แอนดรอยด์) ส่วนเวอร์ชัน Windows เลอโนโวจะวางจำหน่ายเร็วๆนี้ แน่นอนว่าถ้าผู้ใช้เน้นงานออฟิซเป็นหลัก รุ่น Windows น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ส่วนถ้าผู้ใช้เน้นทำงานเล็กๆน้อยๆ แต่เน้นการพกพา ต้องการแบตเตอรีอึดและชอบขีดเขียนมากกว่าพิมพ์ เวอร์ชันแอนดรอยด์น่าจะตอบโจทย์ดีที่สุด

ข้อดี

– วัสดุ งานประกอบแข็งแรงมาก ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย
– เป็นแท็บเล็ตมีคีย์บอร์ด น้ำหนักเบา พกพาสะดวก
– แบตเตอรีอึด
– ปากกาใช้หมึกจริง เขียนได้จริง และสามารถเปลี่ยนหัวปากกาได้
– Halo Keyboard ตอบสนองการกดดีเยี่ยม

ข้อสังเกต

– เวอร์ชันแอนดรอยด์ แอปฯที่ให้มายังไม่น่าสนใจเพราะเน้นเขียนและเซฟเป็นภาพมากกว่า (น่าจะมีระบบแปลงลายมือเป็นตัวอักษรได้ภายในแอปฯของเลอโนโว)
– หน้าจอรองรับการใช้ปากกาผ่านฟีเจอร์ AnyPen ยังทำงานได้ไม่ดีนัก
– ไส้น้ำหมึกต้องใช้เฉพาะรุ่นที่เลอโนโวออกแบบมาเท่านั้น

Gallery

]]>
Review : HUAWEI MediaPad M3 เสียงดัง ฟังชัด สเปกดี คุ้มราคา https://cyberbiz.mgronline.com/review-huawei-mediapad-m3/ Sat, 15 Oct 2016 04:39:40 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=24171

head-huam3

ปีนี้แบรนด์หัวเว่ยรุกตลาดสมาร์ทดีไวซ์ (สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต) อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในส่วนของนวัตกรรมที่หัวเว่ยทุ่มเทสร้างดีลร่วมพัฒนากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ยกตัวอย่างที่โด่งดังสุดในปีนี้ก็คือ การจับมือร่วมกับ “Leica (ไลก้า)” เพื่อพัฒนากล้องถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟน Huawei P9/P9 Plus เป็นครั้งแรกของโลก

จนมาถึงวันนี้ หัวเว่ยสร้างดีลครั้งใหม่ (Co-Engineered) ให้กับกลุ่มแท็บเล็ตรุ่นใหม่ “HUAWEI MediaPad M3” โดยจับมือกับ harman/kardon (ฮาร์แมน คาร์ดอน) ร่วมพัฒนาและออกแบบลำโพง เพื่อทำให้แท็บเล็ตรุ่นนี้สามารถใช้งานด้านความบันเทิงได้สมบูรณ์แบบที่สุด

การออกแบบ

DSC_2664

DSC_2685

MediaPad M3 เป็นแอนดรอยด์แท็บเล็ตหน้าจอขนาด 8.4 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 16:10 แบบ IPS ความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 2K 2,560×1,600 พิกเซล พร้อมความหนาแน่นพิกเซล 359 พิกเซลต่อตารางนิ้ว

ด้านขนาดตัวเครื่อง ความสูงอยู่ที่ 215.5 มิลลิเมตร กว้าง 124.2 มิลลิเมตร หนา 7.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 310 กรัม มาพร้อมกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 8 ล้านพิกเซล

DSC_2686

fingerprint-huam3

มาดูปุ่มโฮมและส่วนสแกนลายนิ้วมือแบบสัมผัส (คล้ายกับปุ่มโฮมบนไอโฟน 7 เพียงแต่ไม่มีเซ็นเซอร์รับรู้แรงกด) โดยมาพร้อมความสามารถดังต่อไปนี้

– ระหว่างหน้าจอปิดอยู่ ผู้ใช้สามารถสัมผัสเพื่อสแกนนิ้วพร้อมปลดล็อกหน้าจอทันที
– เมื่ออยู่ในหน้าแอปฯ ถ้าสัมผัสปุ่มโฮมหนึ่งครั้งจะแทนคำสั่งย้อนกลับ (Back)
– สามารถกดปุ่มโฮมนี้ค้างไว้เพื่อไปหน้าโฮมสกรีนได้ทันที
– สามารถสไลด์นิ้วซ้ายหรือขวาที่ปุ่มโฮมเพื่อเรียกส่วน Recent Apps ได้

ในส่วนระบบสแกนลายนิ้วมือจะเหมือนกับสมาร์ทโฟนหัวเว่ยทุกรุ่น กล่าวคือจะใช้เทคนิคการสัมผัสลงไปตรงๆ ซึ่งตอบสนองได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าการรูดนิ้วเพื่อสแกนแบบเดิม

DSC_2696

DSC_2673

ด้านหลัง เป็นอลูมิเนียมทั้งหมด ด้านบนเป็นส่วนของเสาสัญญาณโทรศัพท์และกล้องถ่ายภาพความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ไม่มีไฟแฟลช LED ตรงกลางเป็นโลโก้หัวเว่ย ด้านล่างเป็นโลโก้ harman/kardon และส่วนของเสาสัญญาณโทรศัพท์เช่นเดียวกัน

DSC_2676

DSC_2674

พลิกมาดูด้านบนและล่างของตัวเครื่อง เริ่มจากด้านบนจะเป็นที่อยู่ของช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร พร้อมลำโพงตัวที่ 1 ส่วนด้านล่างจะเป็นที่อยู่ของลำโพงตัวที่ 2 (ลำโพงสเตอริโอทั้ง 2 ตัวพัฒนาร่วมกับ harman/kardon บนเทคโนโลยี SWS 3.0) และพอร์ต MicroUSB 2.0

DSC_2690

ถัดจากช่องลำโพง สำหรับโมเดลที่ขายในบ้านเราจะรองรับ 3G/4G LTE สามารถใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์แบบ Nano SIM พร้อมใส่การ์ดความจำ MicroSD (สูงสุด 128GB) ได้จากช่องนี้

DSC_2677

DSC_2679

ด้านข้าง เริ่มจากขวามือจะเป็นที่อยู่ของปุ่มเปิดปิดเครื่องและปุ่มเพิ่มลดเสียง ส่วนอีกด้านจะไม่มีปุ่มกดและพอร์ตเชื่อมต่อใดๆติดตั้งอยู่

DSC_2698

DSC_2705

สุดท้ายในส่วนของอุปกรณ์ที่แถมมาในแพกเกจ HUAWEI MediaPad M3 สำหรับรุ่นที่ขายในบ้านเราจะมีอะแดปเตอร์ชาร์จไฟ สาย MicroUSB เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด คู่มือและฟิล์มกันรอยหน้าจอพร้อมผ้าเช็ดทำความสะอาดเท่านั้น ไม่มีการแถมหูฟัง AKG มาให้

สเปก

spec-huam3

HUAWEI MediaPad M3 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล HUAWEI HiSilicon Kirin 950 Octa-core ความเร็ว 2.30GHz (4 แกน) และ 1.8GHz (4 แกน) แรม (RAM) ให้มา 4GB รอม (ROM) 32GB แต่เหลือใช้งานเก็บข้อมูลได้จริงประมาณ 25GB ส่วนระบบปฏิบัติการเป็นแอนดรอยด์ 6.0 Marshmallow ครอบทับด้วย EMUI 4.1 จากหัวเว่ย

สำหรับแบตเตอรี หัวเว่ยเลือกใช้ Lithium Polymer ความจุ 5,100 mAh

ด้านการรองรับเครือข่ายโทรศัพท์เพื่อใช้งานดาต้าอินเตอร์เน็ต รองรับ 3G/4G LTE ทุกคลื่นความถี่ในบ้านเรา WiFi รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11 a/b/g/n/ac บนย่านความถี่ 2.4/5GHz พร้อม GPS รองรับทั้ง A-GPS, Glonass และ Beidou ส่วนบลูทูธรองรับเวอร์ชัน 4.1

สุดท้าย MediaPad M3 ยังมาพร้อมชิปประมวลผลเสียง AK4376 จาก Asahi Kasei Microdevices ซึ่งรองรับการถอดรหัสเสียง HiFi 192khz/24-bit ด้วย

ฟีเจอร์เด่น

home-huam3

home-huam3-2

เริ่มจากส่วนระบบปฏิบัติการที่ถูกครอบทับด้วย EMUI 4.1 ของหัวเว่ย โดยในรุ่นใหม่นี้ หน้าตายูสเซอร์อินเตอร์เฟสจะเรียบร้อยและมีแอปฯติดตั้งมาให้ใช้งานเท่าที่จำเป็น เช่น แอปฯบันทึกเสียง, WPS Office เป็นต้น ทำให้การใช้งานค่อนข้างลื่นไหล ไม่มีอาการหน่วงให้เห็น

setup-huam3

ในส่วนฟีเจอร์เด่นของ MediaPad M3 จะมาพร้อมฟีเจอร์ถนอมสายตา Eye comfort สำหรับผู้ใช้ที่ชอบอ่าน ebook epaper ในแท็บเล็ต ระบบจะปรับสีหน้าจอและควบคุมแสงสว่างเพื่อความสบายตา นอกจากนั้นสำหรับผู้ชอบความบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลงผ่าน MediaPad M3 ยังสามารถเลือกปิดเปิดฟีเจอร์เสียง SWS Mode ได้จากหน้าตั้งค่าอีกด้วย

cameramode-huam3

ในส่วนกล้องถ่ายภาพ ทางหัวเว่ยก็จัดเต็มฟีเจอร์กล้องไม่แพ้สมาร์ทโฟนของตน โดยซอฟต์แวร์กล้องถ่ายภาพใน MediaPad M3 จะมาพร้อมโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้หลากหลายตั้งแต่ โหมดอัตโนมัติ, Pro Mode ปรับตั้งค่ากล้องเอง ไปถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนที่หลายคนประทับใจมาแล้ว ก็มีให้เลือกใช้ครบทุกฟังก์ชัน

แต่ทั้งนี้เพราะ MediaPad M3 เป็นแท็บเล็ตที่หัวเว่ยไม่เน้นเรื่องกล้องถ่ายภาพมากนัก คุณภาพของไฟล์ภาพที่ได้จากกล้องหลังจึงถูกลดทอนลงไปอยู่ในเกณฑ์แค่พอใช้เท่านั้น แต่ในส่วนกล้องหน้ากลับให้คุณภาพที่ดีมาก ทั้งเรื่องความละเอียดระดับ 8 ล้านพิกเซล สกินโทนที่ดี รวมถึงความคมชัดที่อยู่ในระดับน่าประทับใจ

ทดสอบประสิทธิภาพ

bench-huam3

bench2-huam3

PC Mark : Work Performance score = 5,614 คะแนน

3D Mark
Sling Shot using ES 3.1 = 701 คะแนน
Sling Shot using ES 3.0 = 1,272 คะแนน

AnTuTu Benchmark = 68,568 คะแนน

Vellamo
Chrome Browser = 5,616 คะแนน
Metal = 2,935 คะแนน
Multicore = 3,274 คะแนน

Quadrant Benchmark = 35,405 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core Score = 1,700 คะแนน
Multi-Core Score = 4,620 คะแนน

มาถึงเรื่องการทดสอบประสิทธิภาพ MediaPad M3 ใช้ซีพียูตัวเดียวกับ Mate 8 เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพโดยรวมถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ของปีที่แล้ว ส่วนการทดสอบใช้งานจริงร่วม 1 อาทิตย์เต็มพบว่า ตัวเครื่องใช้งานลื่นไหลดีมาก อาการแรมหมดระหว่างใช้งานหนักหน่วงไม่มีให้เห็น การเล่นเกมสามารทำได้ไม่ต่างจากไฮเอนด์สมาร์ทโฟน

ส่วนเรื่องหน้าจอความละเอียด 2K ให้ความคมชัดที่ดี จออาจให้สีไม่สว่างสดใส แต่เรื่องความสบายตาเป็นธรรมชาติถือว่าสอบผ่าน

ด้านระบบเสียงและลำโพงจาก harman/kardon ซึ่งเป็นจุดขายหลักของ MediaPad M3 ทีมงานทดสอบพบว่า ด้านความดังของเสียงถือว่าดีมาก เสียงดังจริง เวลารับชมยูทูปหรือฟังเพลงจะเปิดเสียงเพียงครึ่งเดียวก็เพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องการจัดตำแหน่งลำโพงซ้ายขวาถือว่าทำได้ดี เสียงจากลำโพงซ้ายและขวาแยกชัดเจน มีมิติและสามารถปรับเปลี่ยนตามการใช้งานได้ เช่น ใช้งานในแนวตั้งเสียงจะเปลี่ยนเป็นโมโน ส่วนเมื่อเอียงเครื่องใช้งานแนวนอน เสียงจะเปลี่ยนเป็นสเตอริโอโดยอัตโนมัติ

ในส่วนคุณภาพเสียง ส่วนนี้ถือว่าให้คุณภาพพอใช้ ความคมชัดอยู่ในเกณฑ์ดีแต่เรื่องน้ำหนักเสียง โดยเฉพาะเสียงเบสให้แค่พอใช้ เนื่องจากโทนเสียงจะออกกลางๆแหลมๆมากกว่า

batt-m3

สุดท้ายเรื่องแบตเตอรี ทดสอบโดย Geekbench 3 สามารถทำเวลาใช้งานต่อเนื่องได้ 9 ชั่วโมง 22 นาที 30 วินาที หรือถ้าคิดเป็นเวลาใช้งานปกติทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 14-17 ชั่วโมง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

สรุป

DSC_2688

สำหรับราคาเปิดตัว HUAWEI MediaPad M3 อยู่ที่ 12,900 บาท นับว่าหัวเว่ยเปิดราคามาได้ดีและน่าสนใจเช่นเดิม เนื่องจากเมื่อเทียบประสิทธิภาพ สเปกเครื่องกับช่วงราคาแล้ว MediaPad M3 ถือเป็นแท็บเล็ตที่มีความคุ้มค่าคุ้มราคาอีกหนึ่งรุ่นที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้

ข้อดี

– ลำโพงสเตอริโอให้เสียงดัง ฟังชัด
– รองรับ 3G/4G LTE
– เพิ่มความจุด้วย MicroSD Card ได้
– หน้าจอ 2K คมชัด
– ระบบปฏิบัติการปรับแต่งมาได้ลื่นไหล เรียบร้อยและสวยงาม

ข้อสังเกต

– กล้องถ่ายภาพหลังให้คุณภาพพอใช้เท่านั้น
– ไม่มี NFC

Gallery

]]>
Review : iPad Pro 9.7” ทรงพลังในขนาดพอดีมือ https://cyberbiz.mgronline.com/review-ipad-pro-97/ Sun, 17 Apr 2016 08:53:49 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=22289

ipadpro-head

ถ้า iPad Pro 12.9 นิ้วมีขนาดใหญ่และน้ำหนักที่มากเกินไป iPad Pro 9.7 นิ้ว จะเป็นแท็บเล็ตในกลุ่มประสิทธิภาพสูงตัวใหม่ที่จะเข้ามาเสริมไลน์กลุ่มไฮเอนด์ไอแพดเพื่อเน้นตอบโจทย์ผู้ใช้งานเน้นพกพาได้สะดวกสบายขึ้นไม่ต่างจาก iPad Air 2

สำหรับรุ่นที่ทีมงานทดสอบจะเป็น iPad Pro 9.7 นิ้ว WiFi 128GB สีเทาสเปซเกรย์

การออกแบบ สเปกและฟีเจอร์เด่น

IMG_4394

IMG_4416

iPad Pro หน้าจอ 9.7 นิ้ว มีขนาดความสูง 240 มิลลิเมตร กว้าง 169.5 มิลลิเมตร หนา 6.1 มิลลิเมตรและน้ำหนัก 437 กรัมในรุ่น WiFi ส่วนรุ่น WiFi + Cellular อยู่ที่ 444 กรัม ซึ่งเท่ากับ iPad Air 2 ทุกสัดส่วนอย่างไม่น่าเชื่อ

iPadPro-compare

ส่วนเมื่อเทียบกับพี่ใหญ่ iPad Pro 12.9 นิ้ว (ที่หลายคนบ่นว่าใหญ่และหนักเกินกว่าจะเป็นแท็บเล็ต)

ด้านความสูงรุ่นหน้าจอ 12.9 นิ้วอยู่ที่ 305.7 มิลลิเมตร รุ่นหน้าจอ 9.7 นิ้วอยู่ที่ 240 มิลลิเมตร ต่างกัน 65.7 มิลลิเมตร

ด้านความกว้างรุ่นหน้าจอ 12.9 นิ้วอยู่ที่ 220.6 มิลลิเมตร รุ่นหน้าจอ 9.7 นิ้วอยู่ที่ 169.5 มิลลิเมตร ต่างกัน 51.1 มิลลิเมตร

ด้านความหนารุ่นหน้าจอ 12.9 นิ้วอยู่ที่ 6.9 มิลลิเมตร รุ่นหน้าจอ 9.7 นิ้วอยู่ที่ 6.1 มิลลิเมตร ต่างกัน 0.8 มิลลิเมตร

สุดท้ายส่วนน้ำหนักที่ต่างกันมากพอสมควร โดยในรุ่นหน้าจอ 12.9 นิ้ว (WiFi) อยู่ที่ 713 กรัม รุ่นหน้าจอ 9.7 นิ้วอยู่ที่ 437 กรัม ต่างกัน 276 กรัม

ส่วนรุ่นหน้าจอ 12.9 นิ้ว (WiFi+Cellular) อยู่ที่ 723 กรัม รุ่นหน้าจอ 9.7 นิ้ว (WiFi+Cellular) อยู่ที่ 444 กรัม ต่างกัน 279 กรัม

IMG_4463IMG_4435

มาถึงสเปกของจอแสดงผล Retina มองผิวเผินดูไม่แตกต่างจาก iPad Pro 12.9 นิ้วและ iPad Air 2 แต่เมื่อลองเจาะลึกสเปกดูจะพบว่า แอปเปิลได้ลดความละเอียดหน้าจอลงเหลือ 2,048×1,536 พิกเซล แต่ด้านเทคโนโลยีแสดงผลภาพ แอปเปิลได้ปรับปรุงใหม่และเลือกใช้งานครั้งแรกใน iPad Pro 9.7 นิ้ว ดังนี้

1. ความสว่างหน้าจอเพิ่มเป็น 500 นิต (iPad Pro 12.9 นิ้ว อยู่ที่ 374 นิต)
2. หน้าจอสามารถแสดงเม็ดสีได้กว้างกว่าเดิมถึง 25% ตามมาตรฐาน DCI P3 (ของเดิมถ้าข้อมูลไม่ผิดพลาดจะเป็น sRGB) โดยแอปเปิลเครมว่า “หน้าจอใหม่นี้จะทำให้คุณเห็นสีและรายละเอียดของภาพที่ถูกซ่อนไว้จากหน้าจอรุ่นเก่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ”
3. สีดำจะดำสนิท สีขาวจะใสและเคลียร์ ทำให้ภาพมีมิติมากขึ้น
4. หน้าจอรองรับฟีเจอร์ Retina Flash (ใช้แทนไฟแฟลชเวลาถ่ายเซลฟีในที่แสงน้อยได้) แบบเดียวกับ iPhone 6s

ambient-sensors-pro97

นอกจากนั้นแอปเปิลยังได้เพิ่มเซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแสง (Ambient light sensor) บริเวณมุมจอด้านบน 2 ตัว 4 ช่องสัญญาณพร้อมรองรับเทคโนโลยี “True Tone Display” เป็นครั้งแรกของแอปเปิล

truetone-display

truetone-menu

สำหรับการทำงานของ “True Tone Display” จะใช้เซ็นเซอร์ 2 ตัว 4 ช่องสัญญาณตรวจจับสภาพแสงรอบตัวผู้ใช้ระหว่างเปิดใช้งานไอแพด จากนั้นระบบจะทำการปรับสีของหน้าจอให้เหมาะสม (ปรับได้นุ่มนวลจนผู้ใช้ไม่รู้สึก) สอดคล้องกับสภาพแสงในห้องเพื่อลดอาการปวดตาลงได้

ในส่วนกล้องหน้า ยังคงติดตั้งอยู่ตำแหน่งเดิมแต่แอปเปิลปรับเพิ่มความละเอียดเป็น 5 ล้านพิกเซล (ยกมาจาก iPhone 6s) พร้อมรองรับ Retina Flash และวิดีโอที่ความละเอียด 720p

IMG_4412

ด้านปุ่มโฮม ยังคงมาพร้อม Touch ID เช่นเดิม

IMG_4426

IMG_4423

ด้านหลัง – จุดแตกต่างที่ชัดเจนจากไอแพดทุกรุ่นที่วางขายในปัจจุบันก็คือ “กล้องหลัง iSight ปรับใหม่ครั้งแรกในรอบหลายปี” โดยกล้องหลัง iPad Pro 9.7 นิ้ว ถูกยกมาจาก iPhone 6s ทุกส่วน ตั้งแต่เลนส์กล้องพร้อมรูรับแสง f2.2, ออโต้โฟกัสพร้อม Focus Pixel ไปถึงความละเอียดภาพถูกเพิ่มให้เท่ากับ iPhone 6s คือ 12 ล้านพิกเซล (พาโนรามา 63 ล้านพิกเซล) พร้อมไฟแฟลช True Tone ครั้งแรกของกลุ่มผลิตภัณฑ์ไอแพด

camera-setup-pro97

ในส่วนสเปกวิดีโอมีการปรับเปลี่ยนใหม่ให้เท่ากับ iPhone 6s เช่นกัน โดยวิดีโอรองรับความละเอียดสูงสุด 4K และ 1080p ที่ความเร็วสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที นอกจากนั้นยังรองรับวิดีโอสโลโมชั่น 1080p ที่ความเร็ว 120 เฟรมต่อวินาที และ 720p ที่ความเร็ว 240 เฟรมต่อวินาที พร้อมระบบป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหว

IMG_4414

IMG_4415

IMG_4417

IMG_4416

กลับมาดูพอร์ตเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากขวามือจะเป็นปุ่มเพิ่มลดระดับเสียงและไมโครโฟน ซ้ายมือเป็นพอร์ตเชื่อมต่อกับเคส Smart Keyboard
ด้านล่าง – ตรงกลางเป็นพอร์ต Lightning ซ้ายและขวาเป็นลำโพง
ด้านบน – เป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ขวามือสุดเป็นช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร และลำโพงซ้ายและขวา

โดยเมื่อรวมกับลำโพงอีก 2 ตัวด้านล่าง iPad Pro 9.7 นิ้ว จะมีลำโพงถึง 4 ตัว (แบบเดียวกับ iPad Pro 12.9”) สามารถแบ่งหน้าที่การทำงานคือ 2 ตัวบนเป็นลำโพงเสียงแหลมซ้ายขวา 2 ตัวล่างเป็นลำโพงเบสซ้ายขวา และเมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้พลิกตะแคงเครื่องไปแนวอื่น ลำโพงทั้งสองคู่จะสามารถสลับตำแหน่งการทำงานได้ตามที่เซ็นเซอร์ตรวจจับเพื่อรักษาสมดุลเสียงสเตอริโอให้คงที่ รวมถึงการแยกเสียงซ้ายและขวาจะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องไม่ว่าผู้ใช้จะใช้ไอแพดในมุมมองใดก็ตาม เสียงที่ออกมาต้องสมบูรณ์แบบที่สุด

IMG_4441

case-pro97

iPad Pro 9.7 นิ้ว เมื่อรวมร่างกับ Smart Keyboard (Made for iPad Pro 9.7-inch) นอกจากนั้นยังรองรับดินสอไฮเทค Apple Pencil ด้วย

IMG_4451

ส่วนอะแดปเตอร์ชาร์จไฟจะให้รุ่น 10 วัตต์มา

สเปกประมวลผล

เริ่มจากหน่วยประมวลผล (ซีพียู) เลือกใช้ Apple A9X Dual Core 64 บิต ตัวเดียวกับที่ใช้บน iPad Pro 12.9 นิ้ว แต่ลดความเร็วเหลือ 2.16GHz พร้อมกราฟฟิก PowerVR Series 7 แรม 2GB และแบตเตอรีให้มา 7,306 มิลลิแอมป์

ด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร สำหรับรุ่น WiFi + Cellular จะรองรับ 3G/4G LTE ทุกคลื่นความถี่ที่มีในประเทศไทย WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac ทั้ง 2.4GHz และ 5GHz พร้อม MIMO, บลูทูธรองรับเวอร์ชัน 4.2

ส่วนความจุทั้ง 2 โมเดลมีให้เลือกตั้งแต่ 32GB/128GB/256GB

ซอฟต์แวร์เด่น

home-pro97

split-screen-pro97

iPad Pro 9.7 นิ้วจะมาพร้อมระบบปฏิบัติการ iOS 9.3 โดยฟีเจอร์เด่นเมื่อใช้งานบนไอแพดก็คือ Split-screen ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถแบ่งครึ่งจอเพื่อใช้งานแอปพลิเคชัน 2 ตัวพร้อมกันได้

camera-pro97

ส่วนแอปฯกล้องก็มีการปรับเพิ่มฟังก์ชันใช้งานให้เหมือนกับ iPhone 6s พร้อม Live Photos และปุ่มเปิดปิดไฟแฟลช โดยกล้องของ iPad Pro 9.7 นิ้วจะให้คุณภาพทั้งไฟล์ภาพและการใช้งานทุกอย่างเหมือนกับ iPhone ทั้งหมด

ทดสอบประสิทธิภาพ

antutu-pro97

antutucompare

เริ่มจาก AnTuTu Benchmark ทำคะแนนทดสอบได้ 159,087 คะแนน เทียบกับ iPad Pro 12.9 นิ้ว (ทำคะแนนทดสอบได้ 184,084 คะแนน) จะเห็นว่าคะแนนต่างกันบ้างเนื่องจาก iPad Pro 9.7 นิ้วมีการลดสเปกซีพียูและแรมลง

geekbench-pro97

benchmark-pro97

ในส่วนคะแนนทดสอบ Geekbench Single Core อยู่ที่ 3,075 คะแนน Multi Core อยู่ที่ 5,246 คะแนน
มาถึงการทดสอบกราฟิกด้วย 3D Mark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ทำได้คะแนนได้ 2,844 คะแนน ส่วน Ice Storm Unlimited อยู่ที่ 33,383 คะแนน

battery-test-pro97

batt-compare

มาถึงการทดสอบแบตเตอรี อย่างแรกต้องเข้าใจสเปกก่อนว่า iPad Pro 9.7 นิ้ว ถูกลดสเปกแบตเตอรีจาก iPad Pro 12.9 นิ้วที่ 10,307 มิลลิแอมป์ เหลือ 7,306 มิลลิแอมป์ ทำให้เวลาใช้งานต่อเนื่องลดลงเล็กน้อยจาก 16 ชั่วโมงปลายๆ เหลือเพียง 14 ชั่วโมง 22 นาที 20 วินาที หรือถ้าคิดเป็นเวลาใช้งานทั่วไป (สแตนบายบ้างใช้งานบ้างสลับทั้งวัน) จะอยู่ที่ประมาณ 19-21 ชั่วโมง ถือว่าโอเค ใช้งานตลอดทั้งวันสบายๆหายห่วง

ลองมาทดสอบประสิทธิภาพเพื่อตอบคำถามว่า “แรม 2GB กับสเปกบางส่วนที่ลดลงจะเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่” (กรุณาชมคลิปด้านบนประกอบความเข้าใจไปด้วย) ผลการทดสอบจะเห็นว่า iPad Pro 9.7 นิ้ว ให้ประสิทธิภาพการทำงานทั้งหมดไม่แตกต่างจาก iPad Pro 12.9 นิ้วมากนัก ทุกอย่างที่เคยทำบน iPad Pro 12.9 นิ้วได้ iPad Pro 9.7 นิ้วก็ทำได้เช่นกัน เพียงแต่ถ้าใช้งานหนักมากจริงๆ เช่นต้องเปิดและรันปลั๊กอินแอปฯทำเพลงต่างๆไว้เบื้องหลังจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้จะทำให้ iPad เกิดอาการกระตุกขึ้นได้

imovie-pro97

music-pro97-2

ส่วนการตัดต่อวิดีโอ 4K หรือคลิป 1080p รวมถึงการจัดทำเพลงด้วยแอปฯ GarageBand ส่วนนี้สามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา ทุกอย่างทำได้ลื่นไหลไม่เสียชื่อตระกูล Pro แน่นอน

รับชมอีกหนึ่งคลิปวิดีโอรีดเค้นประสิทธิภาพ iPad Pro 9.7 นิ้วกับการใช้เล่นดนตรีสดผ่านแอปฯ GarageBand ด้วยฟีเจอร์ Live Loops

สุดท้ายกับการทดสอบกล้องถ่ายภาพทั้งหน้าและหลัง เนื่องจากแอปเปิลตั้งใจปรับฮาร์ดแวร์กล้องให้เท่ากับ iPhone 6s พร้อมไฟแฟลช LED เป็นครั้งแรก (ส่วน iPad Pro 12.9 นิ้วจะใช้สเปกกล้องตัวเก่าแบบเดียวกับ iPad mini 4 และ iPad Air 2) ผลลัพท์ของการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ก็คือ ภาพและวิดีโอ 4K และ 1080p ที่ได้ให้คุณภาพไม่ต่างจาก iPhone 6s แต่อย่างใด ทุกฟีเจอร์กล้องที่ iPhone 6s ทำได้ iPad Pro 9.7 นิ้วก็ทำได้ไม่ต่างกัน

สรุป

ราคาเปิดตัว iPad Pro 9.7 นิ้ว WiFi เริ่มต้น 22,900 บาท – 34,900 บาท ส่วนรุ่น WiFi + Cellular เริ่มต้น 27,900 บาท – 39,900 บาท

iPad Pro 9.7 นิ้ว ยังถือว่าเป็นไฮเอนด์แท็บเล็ตจากแอปเปิลไม่ต่างจากรุ่นพี่ใหญ่ 12.9 นิ้ว โดยขนาดหน้าจอ 9.7 นิ้วเป็นขนาดที่แอปเปิลขายดีที่สุด เนื่องจากหน้าจอมีขนาดพอเหมาะกับการพกพาและใช้งานด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ได้พอดิบพอดี อีกทั้งในส่วนประสิทธิภาพแม้จะถูกลดทอนสเปกจากรุ่น 12.9 นิ้วลงไปบ้าง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับการใช้งานปกติ แอปฯทุกตัวที่ใช้งานบน iPad Pro 12.9 นิ้วได้ iPad Pro 9.7 นิ้วก็ใช้งานได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นเลิกกังวลกันได้เสียทีว่า ด้วยสเปกที่ลดลงจะทำให้ระบบเครื่องทำงานได้ช้า ส่วนนี้แอปเปิลปรับแต่งมาได้ดีตามแบบฉบับเช่นเดิม ใช้มาร่วมอาทิตย์ก็ไม่พบปัญหาแอปฯเด้งเพราะแรมหมดแต่อย่างใด

คราวนี้ถ้าถามว่าระหว่าง iPad Pro 12.9 นิ้ว เทียบกับ iPad Pro 9.7 นิ้ว ซื้อรุ่นไหนคุ้มค่ากว่ากัน?

ทีมงานขอตอบว่า ถ้าคุณต้องการ iPad ประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ต้องการหา iPad ไว้ตัดต่อวิดีโอตกแต่งภาพ วาดการ์ตูนหรือทำเพลงแบบมืออาชีพที่ต้องใช้แอปฯปลั๊กอินทำงานเบื้องหลังจำนวนมาก iPad Pro 12.9 นิ้วจะเหมาะสมที่สุด เพราะด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่เทียบเท่า MacBook แล้ว ประสิทธิภาพถือว่าจัดเต็มสุด

ส่วนถ้าคุณต้องการ iPad เพื่อใช้งานทั่วไป เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก ไปถึงต้องการ iPad ที่สามารถพกพาได้ในขนาดกำลังพอดีมือและต้องการประสิทธิภาพประมวลผลที่สูงแบบเดียวกับพี่ใหญ่ iPad Pro 9.7 นิ้วน่าจะเหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะการนำไปใช้งานด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ พกพาเป็นโรงหนังเคลื่อนที่ไปถึงคนชอบอ่าน E-Book ด้วยหน้าจอใหม่ True Tone Display ที่มีเฉพาะ iPad Pro 9.7 นิ้วในตอนนี้ น่าจะทำให้คุณหลงรักได้ไม่ยาก

ข้อดี

– เป็น iPad ที่หน้าจอสวยสุดในปัจจุบันนี้
– ความหนา น้ำหนักกำลังพอดีมือ เป็น iPad Pro ที่อนาคตจะเข้ามาแทนที่ iPad Air ได้สมบูรณ์มาก
– ลำโพง 4 ตัว ทรงพลังเช่นเดิม
– True Tone Display ปรับสีหน้าจอตามสภาพแวดล้อมได้เนียนตามาก
– กล้องหลังและหน้ารวมถึงไฟแฟลชที่หลายคนรอคอย ถูกติดตั้งมาให้อย่างสมบูรณ์

ข้อสังเกต

– กล้องหลังนูนออกมาค่อนข้างมาก (ใครใช้รุ่นนี้แล้วไม่ใส่เคสหลัง ต้องระวังเลนส์กล้องเป็นรอย)
– อุปกรณ์เสริมอย่าง Smart Keyboard ที่ควรจะเป็นข้อดีเพราะเมื่อใช้ร่วมกับ iPad แล้ว ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก แต่ที่ต้องให้เป็นข้อสังเกตไว้เพราะไม่มีภาษาไทย และราคาสูงมาก

Gallery

]]>
Review : Samsung Galaxy View แท็บเล็ตจอยักษ์เกิดมาไว้ดูหนัง https://cyberbiz.mgronline.com/review-samsung-galaxy-view/ Mon, 22 Feb 2016 03:22:55 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=21595

IMG_20160215_220928

ถือว่าเป็นการก้าวเข้าสู่อีกตลาดของผู้ใช้งานซัมซุงในตระกูล Galaxy ด้วยการที่ซัมซุงเลือกออกแท็บเล็ตขนาดหน้าจอ 18.4 นิ้ว มาตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้งานแท็บเล็ตหน้าจอขนาดใหญ่ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อการรับชมคอนเทนต์วิดีโอผ่านแอปพลิเคชันบนแอนดรอยด์เป็นหลัก เข้ามาเสริมกับอีกกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานสมาร์ททีวีเดิม

เมื่อเป็นแท็บเล็ตที่มีเป้าหมายในการใช้งานชัดเจน ซัมซุง จึงเลือกที่จะทำตลาดแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับทาง เอไอเอส ที่เพิ่งมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มอย่าง AIS Play ที่เป็นแหล่งรวมคอนเทนต์วิดีโอสตรีมมิ่งผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมชูจุดเด่นของการใช้งาน 4G Advanced บนตัวเครื่องด้วย แน่นอนว่าถ้าไม่อยากใช้ 4G ก็เลือกเชื่อมต่อไวไฟได้เช่นกัน

การออกแบบ

IMG_20160215_221447

ด้วยการที่เป็นแท็บเล็ตที่มีจอขนาดใหญ่ถึง 18.4 นิ้ว ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่อยู่ที่ 451.8 x 275.8 x 11.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2.65 กิโลกรัม วางจำหน่ายสีดำเพียงสีเดียว วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติก ผสมกับกระจกหน้าจอ ทำให้ต้องระมัดระวังในการตกกระแทกเหมือนแท็บเล็ตทั่วๆไปด้วย

ด้านหน้าพื้นที่ส่วนใหญ่ทั้งหมดจะเป็นหน้าจอขนาด 18.4 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1,920 x 1,080 พิกเซล) โดยส่วนบนหน้าจอจะมี กล้องหน้า 2.1 ล้านพิกเซล และเซ็นเซอร์วัดแสง ส่วนล่างหน้าจอมีโลโก้ของ Samsung สีเงินพาดอยู่ตรงกลาง ตัวเครื่องสามารถแสดงผลได้เฉพาะแนวนอนเท่านั้น

IMG_20160215_221231

ด้านหลังเป็นที่อยู่ของขาตั้ง (Kickstand) ที่ปรับมุมมองในการวางได้ 2 รูปแบบคือ แนวตั้ง และแนวราบ ไม่สามารถปรับเอียงองศาเพิ่มเติมได้ ตรงส่วนของขาตั้งจะมีช่องสำหรับถือกรณีที่ต้องการเคลื่อนย้ายที่วางแท็บเล็ต ในบริเวณดังกล่าวเมื่อมองทะลุเข้าไปจะมีโลโก้ของ AIS อยู่ แสดงถึงความเป็นสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะเอไอเอส กับสัญลักณ์ของซัมซุงตรงกลางขาตั้ง

เมื่อดูลึกเข้าไปในขาตั้ง จะมีการเชื่อมต่อกับตัวเครื่องบริเวณกลางเครื่องเท่านั้น เพื่อให้ขาตั้งสามารถพลิกย้ายรองรับการวางหน้าจอได้ โดยลำโพงสเตอริโอจะซ่อนอยู่ในจุดบริเวณขาตั้ง ส่วนช่องใส่นาโนซิมการ์ด และไมโครเอสดีการ์ด จะมีฝาปิดอยู่บริเวณมุมล่างซ้ายเมื่อมองจากด้านหลังเครื่อง ภายในบรรจุแบตเตอรีขนาด 5,700 mAh

IMG_20160215_221043

IMG_20160215_221139

บริเวณรอบตัวเครื่องจะมีจุดที่น่าสนใจ 2 ส่วนเท่านั้น คือบริเวณด้านบนที่จะมีปุ่มเปิดปิดตัวเครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียงอยู่ และทางด้านขวาที่มีช่องเสียบสายหูฟังขนาด 3.5 มม. พอร์ตไมโครยูเอสบี และช่องเสียบสายชาร์จแยกอีกช่องหนึ่ง เพื่อให้สามารถชาร์จไปพร้อมกับการใช้งานพอร์ตยูเอสบีได้

IMG_20160215_220242

อุปกรณ์ที่ให้มาภายในกล่อง เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับคู่มือการใช้งาน หูฟังขนาด 3.5 มม.แบบ In-Ear พร้อมจุกให้เลือก และอะเดปเตอร์ชาร์จเครื่อง เมื่อแกะโฟมออกก็จะพบกับตัวเครื่องห่อมาในพลาสติก พร้อมแปะฟิลม์อีกชั้นหนึ่ง

สเปก

สำหรับสเปกของ Galaxy View จะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Samsung Exynos 7580 Octa-Core 1.6 GHz RAM 2 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 32 GB สามารถใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มได้สูงสุด 128 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 5.1 (Lollipop)

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ 4G LTE Cat 6 ทำให้สามารถใช้งาน LTE Advanced ได้ความเร็วในการเชื่อมต่อสูงสุด 300/50 Mbps กับ 3G บนคลื่น 900/2100 ความเร็วสูงสุด 42.2/5.76 Mbps รวมถึง Wi-Fi มาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac ทำให้วิ่งได้ทั้งบน 2.4 GHz และ 5 GHz บลูทูธ 4.1 มี GPS ภายในตัวด้วย

ฟีเจอร์เด่น

s01

อย่างที่บอกไปว่ารูปแบบการทำตลาดของ Galaxy View จะมีการจับมือกับโอเปอเรเตอร์ที่ให้บริการคอนเทนต์ในการวางจำหน่ายเหมือนอย่างในสหรัฐฯ มีการจับมือกับทาง AT&T ในบ้านเราก็เช่นกัน ซัมซุงเลือกที่จะจับมือกับทาง AIS มาทำตลาดตัวเครื่อง Galaxy View ร่วมกับการโปรโมท 4G Advanced และ AIS Play ไปในคราวเดียว

เมื่อมีการเอ็กซ์คลูซีฟกัน สิ่งที่เกิดขึ้นใน Galaxy View คือจะมีการบันเดิลแอปพลิเคชันของเอไอเอสติดมาในตัวเครื่องด้วย เริ่มตั้งแต่หน้าจอหลักในการใช้งาน ‘AIS Galaxy View’ ที่มีหน้าแสดงผลเฉพาะตัวด้วยสีเขียวของเอไอเอส มีการแสดงพยากรณ์อากาศ เวลา และวันที่ บริเวณมุมซ้ายบน พร้อมสัญลักาณ์ AIS มีมุมขวาบน

s02s03

ตรงกลางหน้าจอมีไอค่อนลัดสำหรับเข้าสู่บริการอย่าง AIS Play เลือกเข้าใช้งานแอปพลิเคชันโปรด เบื้องต้นจะมีติดตั้ง AIS Cloud+ AIS BookStore และ AIS U Academy มาให้ ผู้ใช้สามารถตั้งแอปที่ต้องการเพิ่มได้ รวมถึงการสร้างโฟลเดอร์ไว้รวมกัน และไอค่อนสุดท้ายสำหรับการเรียกใช้งาน AIS eService

s04

เมื่อลองกดเข้ามาใน AIS Play ก็จะพบกับหน้ารวมวิดีโอคอนเทนต์ที่มีให้เลือกทั้งการรับชมทีวีดิจิตอล ภาพยนตร์ รายการย้อนหลัง ซีรีส์ การ์ตูนสำหรับเด็ก เลือกดูสิทธิพิเศษ 4G โปรแกรมคาราโอเกะ ดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก บริการสตรีมมิ่งวิดีโออย่าง Hooq และหน้าการเรียนรู้

s05

เมื่อกดเข้าไปในภาพยนตร์ก็จะพบกับหนังที่มีให้เลือกทั้งพากย์ไทย และซับไทย รวมถึงเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ ที่เอไอเอสพยายามสร้างอยู่อย่างการนำการแข่งขันของ Amanda Car มาให้รับชม เมื่อเลือกเข้าไปดูก็จะมีขึ้นหน้าให้กรอกเลขหมายเอไอเอส เพื่อส่งข้อความเป็นรหัสในการเข้าชม หลังจากนั้นก็สามารถรับชมคอนเทนต์ต่างๆได้ทันที

s06

แน่นอนนว่าฟีเจอร์เหล่านี้ เพิ่มขึ้นมาจากการที่ทางซัมซุงบันเดิลแพกเกจในการจำหน่าย Galaxy View ร่วมกับทางเอไอเอส แต่ถ้าผู้ใช้ไม่ต้องการให้หน้าจอหลักเป็น AIS Galaxy View ผู้ใช้ก็สามารถเข้าไปเลือกตั้งหน้า Home Screen กลับเป็นอินเตอร์เฟสที่คุ้นเคยอย่าง TouchWiz ตามเดิมได้เช่นเดียวกัน

มาถึงในแง่ของการใช้งานเป็นแท็บเล็ตแอนดรอยด์ 5.1 ที่ครอบด้วยอินเตอร์เฟส TouchWiz ของซัมซุง ซึ่งผู้ที่เคยใช้แท็บเล็ตของซัมซุงมาก่อนน่าจะคุ้นเคยกันดี คือมีหน้าจอหลักมาให้ สามารถเลือกวิตเจ็ตต่างๆมาใส่ได้ มีปุ่มรวมแอปพลิเคชันให้กดเข้าไปเลือกใช้งาน

s07

แถบการตั้งค่าลัด และแจ้งเตือนยังเมื่อลากนิ้วลงมาก็จะอยู่บริเวณกลางตัวเครื่อง สามารถใช้ตั้งค่าด่วนอย่างเปิดปิดไวไฟ จีพีเอส เสียง บลูทูธ ดาต้า ระบบประหยัดพลังงาน เปิดไวไฟฮ็อตสป็อต ตั้งความสว่างหน้าจอได้ทันที หรือเลือกเข้าไปหน้าการตั้งค่าจากฟันเฟืองที่ส่วนบน

s08

ตัวแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้พื้นฐานในเครื่องก็เป็นแอปทั่วๆไป เพราะจะมีหน้าสโตร์ของ Galaxy และ AIS ให้เข้าไปดาวน์โหลดแอปติดตั้งเพิ่มเติมได้ เช่นเดียวกับ Play Store แต่ก็จะมีแอปเพิ่มเติมมาให้ใช้อย่าง Family Square ที่ทำเป็นเหมือนไวท์บอร์ดให้คนในครอบครัวใช้จดโน้ต เก็บบันทึกรูปภาพในความทรงจำ และ S Console ที่เป็นหน้าจอในการเล่นเกมด้วยรีโมทบลูทูธ ที่ซิงค์กับเพลย์สโตร์ในการโหลดเกมมาติดตั้ง

s11

ฟังก์ชันสำคัญในการใช้งานแท็บเล็ตของซัมซุงอย่าง Multi Screen ยังคงใช้งานได้อยู่ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้แอปพลิเคชันจากกูเกิลเซอร์วิสพื้นฐานพร้อมๆกันได้ อย่างการเปิดเว็บเบราว์เซอร์ ยูทูป แกลอรี อีเมล เครื่องเล่นเพลง ภาพยนตร์ แบบ 2 หน้าจอพร้อมกัน พร้อมกับการปรับขนาดให้เหมาะสมตามการใช้งาน

s09

ด้วยการที่หน้าจอมีขนาดใหญ่ คีย์บอร์ดเสมือนที่ติดตั้งมาให้จึงมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย พร้อมแยกปุ่มตัวเลขออกมาให้พิมพ์ใช้งานได้ทันที ไม่เหมือนในสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตหน้าจอเล็กที่ต้องกดปุ่มเพื่อสลับโหมดในการพิมพ์ แน่นอนว่าถ้าคีย์บอร์ดใหญ่เกินไปก็สามารถปรับให้เล็กลงเพื่อใช้งานสะดวกขึ้นได้

จุดสำคัญในการใช้งานของ Galaxy View คือใช้งานได้เฉพาะแนวนอนเท่านั้น ประกอบกับหน้าจอที่เป็นสัดส่วนแบบ 16:9 ทำให้เหมาะกับการรับชมภาพยนตร์เป็นหลัก ดังนั้นจึงถือเป็นอุปกรณ์ที่มาตอบโจทย์ด้านความบันเทิงเป็นหลัก เสมือนแท็บเล็ตหน้าจอขนาดใหญ่ที่สามารถพกพาติดตัวไปไหนก็ได้ และใช้งานได้ทุกพื้นที่ ต่างจากสมาร์ททีวี หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอื่นๆ เพราะภายในมีแบตเตอรีให้ใช้งานได้ด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพ

s16

ในส่วนของผลการทดสอบ ผ่านโปรแกรมทดสอบประสิทธิภาพบนแอนดรอยด์อย่าง Quadrant Standart และ Antutu ได้คะแนน 23,720 คะแนน และ 41,705 คะแนน ตามลำดับ หน้าจอรองรับการสัมผัส 10 จุดพร้อมกัน

s17

ทดสอบการใช้งาน HTML 5 ผ่าน Vellamo จากอินเทอร์เน็ตเบราว์เซอร์ ได้ 2,821 คะแนน แอนดรอยด์เว็บวิวได้ 2,344 คะแนน โครมเบราว์เซอร์ 2,989 คะแนน ส่วนประสิทธิภาพตัวเครื่องได้ (Metal) 1,099 คะแนน Multicore 1,623 คะแนน คะแนน Geek Bench 3 Single-Core 720 คะแนน Multi-Core 3,658 คะแนน

ระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรีต่อเนื่องอยู่ที่ 14 ชั่วโมง 26 นาที คิดเป็นคะแนนของ Geekbench 3 ได้ 5,773 คะแนน จากแบตเตอรีที่ใหญ่ถึง 5,700 mAh

s18

ขณะที่การทดสอบด้วยโปรแกรม PCMark ในส่วนของ Work Performance ได้ 4,119 คะแนน 3D Mark ตัว Sling Shot ES3.1 ได้ 207 คะแนน Sling Shot ES3.0 ได้ 332 คะแนน Ice Storm Unlimited ได้ 7,854 คะแนน ส่วน Ice Storm Extreme 5,032 คะแนน และ Ice Storm 8,595 คะแนน

ส่วน Passmark Performance Test Mobile ได้คะแนน System 4,717 คะแนน CPU 31,266 คะแนน Disk 22,020 คะแนน Memory 4,863 คะแนน 2D Graphics 3,428 คะแนน และ 3D Graphics 1,273 คะแนน

สรุป

Screen-Shot-2559-02-17-at-5.33.38-PM

ถ้ามองไปที่โจทย์หลักในการเป็นแท็บเล็ตหน้าจอขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการรับชมคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอสตรีมมิ่ง Galaxy View ถือว่าออกมาตอบโจทย์ให้แก่ทั้งซัมซุง และเอไอเอส ในฐานะที่เป็นพาร์ทเนอร์ในการนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย และได้ส่วนเสริมคือการเป็นอุปกรณ์ในการนำไปพรีเซนต์งานนอกสถานที่ และอุปกรณ์ความบันเทิงที่พกพาไปไหนก็ได้ด้วย ในราคา 23,900 บาท

อีกมุมหนึ่งถ้าต้องการนำ Galaxy View มาเพื่อใช้แทนแท็บเล็ตในการใช้งานทั่วๆไป ต้องยอมรับว่าด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่เกินไป การใช้งานในระยะใกล้ๆ อาจทำให้สายตาล้าได้ เพราะต้องมีการกรอกตาไปให้ทั่วหน้าจอ ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการนำมาใช้งานทั่วๆไปในระยะเวลายาวนานแทนแท็บเล็ตอย่างแน่นอน

ดังนั้น ถ้าเป็นผู้บริโภคที่ต้องการแท็บเล็ต หรือกำลังมองหาสมาร์ททีวีขนาดหน้าจอไม่ใหญ่เกินไป เชื่อว่า Galaxy View จะกลายเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพียงแต่ในการใช้งานรับชมทีวีต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาไม่สามารถรับชมเป็นแบบดิจิตอลทีวีได้นั่นเอง

ข้อดี

แท็บเล็ตหน้าจอขนาดใหญ่ 18 นิ้ว สามารถพกพาไปใช้งานข้างนอกได้ เพราะมีแบตเตอรีภายในตัว

เหมาะกับการใช้รับชมคอนเทนต์ต่างๆ

รองรับการเชื่อมต่อทั้ง 4G และ Wi-Fi

ข้อสังเกต

พอร์ตการเชื่อมต่อที่ให้มามีแต่ MicroUSB น่าจะมีช่องยูเอสบีมาให้เสียบใช้งานได้ด้วยเลย

ถ้าต้องการต่อกับอุปกรณ์อย่าง ฮาร์ดดิสก์ คีย์บอร์ด เมาส์ ต้องผ่านสาย USB On The Go และ USB Hub

Gallery

]]>