Vivo – CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Mon, 14 Jun 2021 05:00:52 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.0 Review : vivo V21 5G เด่นที่เซลฟี่ กล้องหน้า 44 ล้านพิกเซล ดีไซน์บาง รับ 5G https://cyberbiz.mgronline.com/review-vivo-v21-5g/ Fri, 11 Jun 2021 03:19:38 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35353

หลังจากที่หลายๆ แบรนด์เริ่มนำเสนอสมาร์ทโฟน 5G ออกสู่ตลาดกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมือถือ 5G ในระดับราคาหมื่นบาท มีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น แต่ละแบรนด์ก็จะเน้นนำจุดเด่นของแบรนด์ มาผสมผสานเข้าไป

vivo V21 5G ก็เป็นอีกรุ่นที่มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่น่าสนใจ นอกเหนือจากตัวเครื่องที่มีความบางแล้ว ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมกับกล้องหน้าที่ใส่ระบบกันสั่นมาให้ ทำให้รองรับการถ่ายทั้งเซลฟี่ และวิดีโอเซลฟี่ ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ในส่วนของตัวเครื่อง vivo V21 5G ทำงานบนชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 800U ที่รองรับ 5G แบบ Dual SIM ด้วย ส่วนกล้องหลักที่ให้มา 64 ล้านพิกเซล ก็ตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี จึงกลายเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจในระดับราคาเริ่มต้น 12,999 บาท

ข้อดี

  • สมาร์ทโฟน 5G ดีไซน์สวย บางเบา
  • กล้องหน้ากันสั่น 44 ล้านพิกเซล กล้องหลัก 64 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี 4,000 mAh เพียงพอกับการใช้งาน

ข้อสังเกต

  • ต้องระวังแอปที่พรีโหลดมาในเครื่อง
  • ไม่มีกล้อง Telephoto / คุณภาพกล้องมุมกว้างยังไม่ค่อยดี
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

จับกลุ่มคนชอบถ่ายเซลฟี่

กลุ่มเป้าหมายของ vivo V21 5G ถือว่าค่อนข้างชัด จากการที่ใส่กล้องหน้ากันสั่น (OIS) มาให้ใช้งาน ทำให้เหมาะกับผู้บริโภคที่ชื่นชอบทั้งการถ่ายภาพ และถ่ายวิดีโอจากกล้องหน้าเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นหลัก

ภาพที่ได้จากกล้องของ vivo V21 5G ถือว่ามีคุณภาพที่สวยงาม คมชัด โดยเฉพาะในสภาพแสงปกติที่เก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน ส่วนกล้องหน้าก็มีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานหลากหลาย ใครที่ชื่นชอบการเซลฟี่จะรู้ถึงฟีเจอร์ต่างๆ ของ Vivo กันอยู่แล้ว

ในแง่ของการใช้งานในภาพรวม ด้วยการที่รองรับการเชื่อมต่อ 5G เมื่อใช้งานร่วมกับซิมการ์ดที่รองรับทำให้การใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตทำได้ลื่นไหลมากๆ รองรับการใช้งานโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้ครบ

ส่วนในมุมของเกมเมอร์ที่ต้องการเล่นเกมด้วย vivo V21 5G ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี จากชิปเซ็ต Dimensity 800U ที่รองรับการประมวลผลหนักๆ ได้ในระดับนึง แต่ก็อาจจะไม่สามารถเปิดความละเอียดระดับสูงสุดได้

แบตเตอรีที่ให้มา 4,000 mAh ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานในแต่ละวันอยู่แล้ว และตัวเครื่องยังรองรับการชาร์จเร็ว 33W ด้วย ทำให้สามารถชาร์จได้กว่า 60% ในเวลาแค่ 30 นาที ซึ่งก็สามารถใช้งานได้ทั้งวันสบายๆ

ดีไซน์บางเบา ถือใช้งานสะดวก

ด้วยการที่ vivo V21 5G เป็นรุ่นต่อยอดมาจาก V20 ที่โดดเด่นในเรื่องความบางของตัวเครื่อง vivo V21 5G ก็ยังคงจุดเด่นนั้น แม้ว่าจะเพิ่มการรองรับ 5G เข้ามา ด้วยขนาดตัวเครื่องที่ 159.68 x 73.9 x 7.29 มิลลิเมตร น้ำหนัก 176 กรัม

หน้าจอของ vivo V21 5G เป็น AMOLED ขนาด 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2404 x 1080 พิกเซล) ซึ่งรองรับการแสดงผล HDR10+ โดยมีอัตราการรีเฟรชหน้าจอที่ 90Hz ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด ใต้หน้าจอมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือให้ใช้งานด้วย

กล้องหน้า 44 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อม OIS ที่ให้มาจะอยู่บริเวณขอบบนของหน้าจอในลักษณะของหยดน้ำ ที่น่าสนใจคือข้างๆ จะมีไฟแฟลช LED คู่ ซ่อนอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อช่วยให้สามารถถ่ายภาพเซลฟี่ในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้นด้วย

รอบตัวเครื่องทางขวามีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิดปิดเครื่อง ส่วนด้านล่างจะมีพอร์ต USB-C ลำโพง และถาดใส่ซิมที่เป็นนาโนซิมการ์ดคู่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไมโครเอสดีการ์ดแทนซิมที่ 2 ได้

ในส่วนของกล้องหลัก vivo V21 5G ให้มาเป็นแบบ 3 เลนส์ ประกอบด้วยเลนส์หลัก 64 ล้านพิกเซล f/1.7 ที่จัดวางอยู่บนสุด ถัดลงมาอีก 2 เลนส์ด้านล่างเป็นมุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล และ มาโคร 2 ล้านพิกเซล ตามด้วยไฟแฟลช ที่จัดเรียงรวมกันในลักษณะสี่เหลี่ยมหลังเครื่อง

ภายในเครื่องจะมากับแบตเตอรีขนาด 4,000 mAh ภายในกล่องมีอะเดปเตอร์ชาร์จเร็ว FlashCharge 2.0 33W มาให้ด้วย พร้อมกับอะเดปเตอร์แปลง USB-C เป็น 3.5 มม. ให้ใช้งานคู่กับหูฟัง เคสใส และเข็มจิ้มซิม

สเปก และทดสอบประสิทธิภาพ

สำหรับชิปเซ็ตที่ vivo V21 5G ใช้งานจะเป็น MediaTek Dimensity 800U Octa-Core 2.4 GHz RAM 8 GB ซึ่งมีความพิเศษด้วยเทคโนโลยี Extended RAM ที่จะดึงพื้นที่เก็บข้อมูลมาใช้เป็นหน่วยความจำอีก 3 GB โดยมีตัวเลือกพื้นที่เก็บข้อมูลให้เลือกระหว่าง 128 GB และ 256 GB

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ 5G แบบ Dual SIM Dual Standby Wi-Fi 5 บลูทูธ 5.1 มี GPS ในตัว แต่ไม่รองรับ NFC ทำงานบน ระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 11.1 บน Android 11

ในส่วนของการใช้งานบนแบตเตอรี ทีมงานทดสอบใช้งานต่อเนื่องได้อยู่ที่ราวๆ 14 ชั่วโมง และยังมีแบตเตอรีเหลืออยู่อีก 20% ส่วนประสิทธิภาพในการประมวลผลถือว่าอยู่ในระดับกลางบน ที่ครอบคลุมการใช้งานทั้งหมดอยู่แล้ว

สรุป

vivo V21 5G นับเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายเซลฟี่ และต้องการเครื่องที่เบาบาง พกพาง่ายเป็นหลัก ส่วนความสามารถโดยรวมตอบโจทย์การใช้งานในระดับราคาเริ่มต้น 12,999 บาท ได้เป็นอย่างดี

]]>
Review : VIVO V7+ เน้นเซลฟี 24 ล้านพิกเซลพร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า https://cyberbiz.mgronline.com/review-vivo-v7plus/ Fri, 06 Oct 2017 09:26:13 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27333

ช่วงนี้ตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางค่อนข้างคึกคัก เพราะนอกจากกระแสจอแบบไร้ขอบ (Full View) จะถูกนำมาใช้มากขึ้นแล้ว เรื่องของกล้องหน้าเน้นถ่ายเซลฟีคุณภาพสูง ยังถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ปัจจุบันกลายเป็นจุดขายหลักของสมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 1 หมื่นห้าพันบาทไปเช่นกัน

โดยในวันนี้ทีมงานไซเบอร์บิซได้รับอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนระดับกลาง VIVO V7+ ที่มีความโดดเด่นตั้งแต่หน้าจอแบบ Full View ไปถึงเรื่องกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 24 ล้านพิกเซลและมาพร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าไม่ต่างกับ iPhone X อีกด้วย

การออกแบบ

เริ่มจากด้านหน้า VIVO V7+ การออกแบบหน้าจอของวีโว่จะเป็นแบบ Full View ที่ใช้การขยายขอบจอทั้ง 4 ด้านให้ชิดกับขอบเครื่องมากยิ่งขึ้น ทำให้อัตราส่วนภาพเปลี่ยนจาก 16:9 เป็น 18:9 พร้อมขอบจอบางเพียง 2.15 มิลลิเมตร ทำให้ V7+ จะมีหน้าจอที่ใหญ่ถึง 5.99 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ 1,440×720 พิกเซล แต่ตัวเครื่องยังคงความเล็กในแบบสมาร์ทโฟนจอ 5 นิ้วปกติ

ในส่วนปุ่มคำสั่ง Navigation Buttons จะทำผ่านซอฟต์แวร์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นปุ่มโฮม ย้อนกลับและเรียก Recent Apps โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งสลับตำแหน่งปุ่มคำสั่งได้ในเมนูตั้งค่า

ด้านขนาดตัวเครื่องจะมีความหนาเพียง 7.7 มิลลิเมตรและน้ำหนัก 160 กรัม เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอใหญ่แต่ตัวเครื่องทั้งน้ำหนักและขนาดกำลังพอดีมือ

มาดูกล้องหน้า VIVO V7+ จะมีความละเอียดสูงสุดที่ 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f2.0 พร้อมไฟ LED Selfie Softlight และตัวกล้องรองรับระบบสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อกสมาร์ทโฟนด้วย

ด้านหลัง ใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียม โดยด้านบนจะเป็นที่อยู่ของกล้องถ่ายภาพหลัก 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f2.0 พร้อมไฟแฟลช LED 1 ดวง ถัดลงมาเป็นส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือและโลโก้วีโว่

มาดูในส่วนพอร์ตเชื่อมต่อและปุ่มกดรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านล่างเครื่อง จะเป็นที่อยู่ของช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ไมโครโฟน พอร์ต MicroUSB และลำโพง 1 ตัว

ด้านบน เป็นที่อยู่ของไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน

ด้านซ้าย เป็นช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์แบบ Nano Sim รองรับ 2 ซิมการ์ดและ 1 MicroSD Card (รองรับความจุสูงสุด 256GB)

ด้านขวา เป็นปุ่มเพิ่มลดเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่อง (สังเกตบริเวณกล้องถ่ายภาพด้านหลังจะยื่นออกจากตัวเครื่องเล็กน้อย ทำให้ต้องระวังเรื่องการวางเครื่องบนโต๊ะเพราะอาจทำให้เกิดรอยที่เลนส์ได้ แนะนำให้ใส่เคสจะดีที่สุด)

สุดท้ายมาแกะกล่อง VIVO V7+ เสียหน่อย จะพบว่าทางวีโว่ได้แถมเคสพลาสติกพร้อมติดฟิล์มกันรอยที่หน้าจอมาให้ในกล่องเลย

สเปก

VIVO V7+ ขับเคลื่อนด้วยซีพียู Qualcomm Snapdragon 625 Octa-core ความเร็ว 1.80GHz มาพร้อมแรม 4GB รอม 64GB (เหลือให้ใช้จริงประมาณ 50GB) ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 7.1 (และ Funtouch OS 3.2 จากวีโว่) พร้อมแบตเตอรี 3,225mAh

ด้านสเปกเชื่อมต่อเครือข่ายรองรับ 3G/4G ทุกเครือข่ายในบ้านเรา ส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n/ac บลูทูธ 4.2 GPS รองรับทั้ง GLONASS/BeiDou พร้อมภาครับวิทยุ FM ภายในตัว และสุดท้ายภายในตัวเครื่องยังมาพร้อมชิปเสียง AK4376A HiFi รองรับการถอดรหัสไฟล์เสียงคุณภาพสูงอย่างเต็มรูปแบบ

ฟีเจอร์เด่น

ต้องบอกว่าข้อดีของ Funtouch OS 3.2 จากวีโว่จะอยู่ในเรื่องหน้าตาที่ดูเรียบและเข้าถึงง่ายไม่ซับซ้อน แถมการออกแบบไอคอนไปถึงการจัดวางเรียกใช้ออปชันปรับแต่งค่าต่างๆยังให้ความรู้สึกเดียวกับ iOS บนไอโฟนอย่างมาก เช่น เวลาจะเรียก Quick Setting ปกติของแอนดรอยด์จะต้องรูดนิ้วจากขอบจอด้านบนลงล่าง แต่ของวีโว่จะใช้วิธีรูดจากขอบจอด้านล่างขึ้นบนพร้อมอินเตอร์เฟสแบบเดียวกับ Control Center บน iOS อย่างใดอย่างนั้น

ในส่วนแอปฯพื้นฐานติดตั้งมาจากโรงงานทางวีโว่ให้มาพอประมาณ ส่วนใหญ่จะเป็นแอปฯจำพวกจดโน้ต WPS Office เวอร์ชันอ่านแก้ภาษาไทยได้ VIVO Cloud รวมถึงเฟสบุ๊ก เป็นต้น

มาดูฟีเจอร์เด่นกันบ้าง เริ่มจาก “ระบบสแกนและจดจำใบหน้าเพื่อใช้ปลดล็อกตัวเครื่อง” ที่ทาง VIVO เรียกว่า “Facial Recognition” และมีลักษณะการทำงานคล้ายกับ Face ID บน iPhone X เพียงแต่ของวีโว่จะไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้าโดยเฉพาะ แต่ใช้กล้องหน้าในการตรวจจับใบหน้าเราหลายส่วน และการปลดล็อกจะใช้เวลารวดเร็วเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น (ทำงานเร็วกว่าระบบตรวจจับใบหน้าที่เคยมีในแอนดรอยด์ทุกรุ่นรวมถึง Iris Scan ของซัมซุง)

แต่ทั้งนี้ระบบ Facial Recognition ของวีโว่ก็มีข้อจำกัดอยู่โดยเฉพาะเมื่อใช้ในที่แสงน้อยมาก ระบบจะไม่สามารถตรวจจับใบหน้าได้ หรือถ้าเรามีฝาแฝดที่หน้าตา โครงหน้าและไว้ทรงผมเหมือนกับเราระบบอาจมองว่าเป็นคนคนเดียวกันและยอมปลดล็อกหน้าจอได้ ส่วนการใช้รูปถ่ายในการปลดล็อก ทีมงานทดสอบแล้วว่าไม่สามารถทำได้

มาถึงฟีเจอร์ต่อไปกับความสามารถในการทำ Multitask เปิด 2 แอปฯใน 1 หน้าจอที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของแอนดรอยด์ทุกรุ่นในปัจจุบัน แน่นอนว่า VIVO V7+ สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ลื่นไหล เพียงแต่ต้องเป็นแอปฯที่รองรับเท่านั้นถึงจะเข้าสู่โหมดใช้งานดังกว่าได้

นอกจากนั้น VIVO V7+ ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Dual Apps ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ที่มีบัญชีแอปฯโซเชียล เช่น Facebook, LINE สามารถเข้าใช้งาน 2 บัญชีพร้อมกันได้ในเครื่องเดียว

สุดท้ายกับฟีเจอร์เด็ดเอาใจสาวสวย หนุ่มหล่อกับ Beauty Mode ที่ออกแบบมาเพื่อกล้องหน้า V7+ โดยเฉพาะและสามารถเปิดใช้งานเมื่อเราวิดีโอคอลล์หาเพื่อนผ่านแอปฯ เช่น LINE ผู้ใช้สามารถปรับเอ็ฟเฟ็กต์แต่งความงามบนใบหน้าหรือจะเปิดไฟ Softlight ช่วยให้หน้าขาวใสก็สามารถทำได้ทันที

กล้องถ่ายภาพ

อย่างที่ทราบดีว่า V7+ จะเน้นกล้องหน้าเป็นหลัก ส่วนกล้องหลังจะให้คุณภาพไม่โดดเด่นนัก โดยในส่วนของซอฟต์แวร์ก็เรียกได้ว่า วีโว่จัดเต็มเอาใจขาเซลฟีอย่างมาก โดยเมื่อผู้ใช้เปิดกล้องหน้าจะสามารถเลือกโหมดเซลฟีได้หลากหลายตั้งแต่ เซลฟีมุมกว้าง (พาโนรามา) สำหรับถ่ายเซลฟีร่วมกับวิวทิวทัศน์หรือจะประยุกต์ใช้ถ่ายเซลฟีหมู่ก็ได้ ใบหน้าสวยหรือ Beauty Mode โหมดปรับความขาวใสของใบหน้า รวมถึงมี Portrait Mode ทำหน้าชัดหลังเบลอ (ผ่านซอฟต์แวร์) และสุดท้ายกล้องหน้าสามารถบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุด 1080p

วิดีโอตัวอย่างจากกล้องหน้าที่ความละเอียด 1080p

ส่วนกล้องหลังจะมีโหมดให้เลือกใช้ตั้งแต่ UltraHD, โหมดมืออาชีพปรับแต่งค่ากล้องเองได้รวมถึง Time Lapse และมี HDR, Live Photo รวมถึงมีฟิลเตอร์สีให้เลือกใช้และสามารถใส่ลายน้ำให้รูปได้ด้วย

ตัวอย่างภาพจากกล้อง VIVO V7+

กล้องหลัง

กล้องหลัง

กล้องหลัง

กล้องหน้า โหมดภาพปกติ

กล้องหน้า Beauty Mode (ใบหน้าสวย)

กล้องหน้าถ่ายย้อนแสงพร้อมเปิด Beauty Mode (ใบหน้าสวย) + Portrait Mode หน้าชัดหลังเบลอ

ภาพรวมเรื่องกล้องถ่ายภาพจะเห็นว่า VIVO V7+ จะโดดเด่นในเรื่องกล้องหน้ามากกว่า ส่วนกล้องหลังคุณภาพถือว่ากลางๆไม่ดีและแย่เกินไป พอใช้ถ่ายภาพสนุกๆได้ ส่วนความรวดเร็วของชัตเตอร์ถือว่ากำลังดี กดปุ๊บภาพมาปั๊บ ไม่เชื่องช้าให้จังหวะการถ่ายภาพเสียเหมือนหลายแบรนด์ในระดับเดียวกัน

ทดสอบประสิทธิภาพ

AnTuTu Benchmark = 56,570 คะแนน

PCMark Work 2.0 = 4,934 คะแนน

3DMark
Sling Shot Extreme = 435 คะแนน
Sling Shot = 799 คะแนน
Ice Storm Extreme = 7,879 คะแนน
Ice Storm = 12,063 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 4,561 คะแนน
CPU Tests = 113,173 คะแนน
Memory Tests = 6,108 คะแนน
Disk Tests = 60,656 คะแนน
2D Graphics Tests = 3,284 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,049 คะแนน

AndroBench
Seq. Read = 300.64 MB/s
Seq. Write = 218.44 MB/s

สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพ VIVO V7+ คะแนนถือว่าใช้ได้ตามาตรฐานกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับกลาง ส่วนการใช้งานจริงถือว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่ทำงานลื่นไหลและไม่พบอาการแอปฯเด้งเพราะแรมหมดให้เห็น การทำงาน ลูกเล่นและการใช้งานทำได้ค่อนข้างประทับใจ สเปกและซอฟต์แวร์วีโว่ใส่มาให้พอดีเหมาะสมกับราคา โดยเฉพาะรอม 64GB ถือว่าเพียงพอในปัจจุบันแล้ว

ส่วนแบตเตอรีเป็นอะไรที่ว้าวมาก เพราะจากสเปกแล้วไม่น่าจะอึดทนถึงเพียงนี้ แต่ VIVO V7+ สามารถทดสอบใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 14-15 ชั่วโมงแบบเปิดหน้าจอทิ้งไว้ตลอดการทดสอบ (แบตฯเหลือ 20%) ส่วนเมื่อใช้งานปกติในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ใช่คนชอบถ่ายรูปหรือแชทตลอดทั้งวัน แบตฯของวีโว่สามารถใช้ได้เต็มวันเกือบ 24 ชั่วโมงแน่นอน

สรุป

สำหรับราคา VIVO V7+ อยู่ที่ 11,990 บาท มีให้เลือก 2 สีได้แก่ ดำด้านและทอง เทียบกับสเปก ประสิทธิภาพและลูกเล่นต่างๆก็ถือเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนระดับกลางที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเน้นกล้องหน้าเพื่อนำมาถ่ายวิดีโอไลฟ์ รีวิวสินค้าหรือเน้นเซลฟีเป็นหลัก V7+ น่าตอบโจทย์ได้ดี จะมีข้อสังเกตอยู่อย่างเดียวก็เรื่องกล้องหลังที่ให้คุณภาพระดับเริ่มต้นเกินไป แน่นอนว่าแพ้พี่ใหญ่ในกลุ่มที่เคยทำคะแนนทดสอบไว้ยอดเยี่ยมอย่าง OPPO R9s พอสมควร แต่เรื่องกล้องหน้าตามความรู้สึกของทีมงาน R9s สู้ V7+ ไม่ได้ ส่วนหลายคนที่สงสัยว่าสู้ ASUS Zenfone 4 Selfie รุ่นราคา 8,990 บาทได้หรือไม่ ต้องเรียนตามตรงว่า VIVO V7+ ดีกว่ามากครับ เพราะ Zenfone 4 Selfie จะจับกลุ่มระดับเริ่มต้นกว่า V7+ (ถ้าจะเทียบชนกันให้ถูกต้องเป็นรุ่น Zenfone 4 Selfie Pro)

ข้อดี

– กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล เป็นสมาร์ทโฟนที่เกิดมาเพื่อเน้นเซลฟีโดยเฉพาะ
– แบตเตอรีอึด
– งานประกอบค่อนข้างดี
– ระบบสแกนใบหน้าและปลดล็อกเครื่องทำงานรวดเร็ว
– ลำโพงถึงแม้จะเป็นโมโนแต่เสียงดีมาก
– รอม 64GB
– ในแพกเกจมีฟิล์มกันรอยหน้าจอและเคสแถมมาให้ด้วย

ข้อสังเกต

– กล้องหลังคุณภาพยังไม่น่าประทับใจ
– ระบบสแกนใบหน้าและปลดล็อกเครื่องเหมือนเป็นลูกเล่นเสริมมากว่าจะใช้งานจริงจังเนื่องจากเรื่องความปลอดภัยที่ไม่ดีเท่าสแกนลายนิ้วมือและรหัสผ่าน

Gallery

]]>
Review : Vivo V5 Plus ตัวแม่ของคนชอปเซลฟี่ด้วยกล้องหน้าคู่ https://cyberbiz.mgronline.com/review-vivo-v5-plus/ Sun, 30 Apr 2017 10:48:35 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25872

การวางกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนของ Vivo ด้วยการใส่กล้องหน้าคู่ความละเอียด 20/8 ล้านพิกเซล มาให้ใช้งาน กับกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ Vivo V5 Plus กลายมาเป็นแอนดรอยด์โฟนในช่วงหมื่นบาทที่น่าสนใจในเวลานี้

การออกแบบ

Vivo V5 Plus ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาได้ใกล้เคียงกับ iPhone 7 มากที่สุด ทั้งในแง่ของดีไซน์โดยรวม และยูสเซอร์อินเตอร์เฟสที่มีให้เลือกใช้งาน ดังนั้น การที่มาจับกลุ่มผู้ใช้ที่อยากได้เครื่องดีไซน์พรีเมียมในระดับราคาหมื่นบาท ถือเป็นจุดที่น่าสนใจ

โดยรวมแล้วดีไซน์ของ V5 Plus ก็เหมือนเป็นการนำ V5 มาเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น ใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียม ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมของ Vivo V5 Plus จะอยู่ที่ 152.58 x 74.00 x 7.26 มิลลิเมตร น้ำหนัก 158.6 กรัม มีให้เลือกเฉพาะสีขาว-ทอง

ด้านหน้า – จะมีขอ IPS Lcd ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ความละเอียดเม็ดสี 401 ppi โดยเป็นจอกอลิล่ากลาส 5 ที่ลบเหลี่ยมมุมเป็นแบบ 2.5D ส่วนบนหน้าจอมีช่องลำโพงสนทนาตรงกึ่งกลาง

โดยมีกล้องความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และ 8 ล้านพิกเซล f/2.0 อยู่ทางฝั่งซ้าย และทางฝั่งขวาเป็นไฟแฟลชกล้องหน้า และเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้า พร้อมกับไฟแสดงสถานะทางฝั่งขวา ส่วนล่างหน้าจอมีปุ่มโฮม (ใช้สแกนลายนิ้วมือ) ปุ่มย้อนกลับ และปุ่มเรียกดูแอปที่ใช้งานล่าสุด

ด้านหลัง – ตัวผิวเครื่องจะทำออกมาเกือบๆด้าน ทำให้มีรอยนิ้วมือติดค่อนข้างยาก โดยมีกล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลขอยู่ที่มุมบน โดยตัวกล้องจะนูนออกมาจากเครื่องเล็กน้อย และมีสัญลักษณ์ของ Vivo สีเงิน อยู่ตรงกึ่งกลาง และสัญลักษณ์มาตรฐานต่างๆอยู่ส่วนล่าง

ด้านซ้าย – จะมีช่องถาดใส่ซิมการ์ด แบบนาโนซิมการ์ด 2 ซิม ด้านขวา – เป็นปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียง โดยถ้าสังเกตการออกแบบจะมีลายเส้นของสายสัญญาณโทรศัพท์พาดมาด้วย

ด้านบน – ถูกปล่อยว่างไว้เช่นเดียวกัน ด้านล่าง – มีทั้งพอร์ตไมโครยูเอสบี ช่องเสียบหูฟัง ไมโครโฟน ลำโพง และรูน็อตสำหรับแกะตัวเครื่อง

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องนอกจากตัวเครื่อง จะประกอบไปด้วย สายยูเอสบี อะเดปเตอร์ หูฟัง คู่มือการใช้งาน เคสใส และฟิลม์กันรอยอีก 1 แผ่น (ที่ตัวเครื่องแปะมาแล้ว 1 แผ่น) นอกจากนี้ ก็จะมีชุดหูฟังบลูทูธอินเอียร์แบบเกี่ยวหู (มีจุกให้เลือกเปลี่ยน) และที่เสียบชาร์จในรถยนต์แบบชาร์จเร็ว

สเปก

สำหรับสเปกภายในของ Vivo V5 Plus จะใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 ที่เป็น Octa Core 2 GHz 64 bit RAM 4 GB พื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเครื่อง 64 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Funtouch 3.0 ที่เป็นแอนดรอยด์ 6.0

ด้านการเชื่อมต่อรองรับทั้ง 4G LTE / 3G 2 ซิมสแตนบาย Wi-Fi มาตรฐาน 802.11 ac บลูทูธ 4.0 มี วิทยุ FM, GPS ภายในตัว แต่ไม่มี NFC มาให้ แบตเตอรีภายใน 3,160 mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว

ฟีเจอร์เด่น

ในส่วนของการใช้งาน Vivo V5 Plus ต้องยอมรับว่า Vivo ทำการบ้านมาค่อนข้างดี ด้วยการออกแบบอินเตอร์เฟสใหม่มาครอบในชื่อ Funtouch OS ให้มีความแตกต่างจากแอนดรอยด์ทั่วไป ด้วยการนำหน้ารวมแอปออกไป รวมทุกอย่างมาไว้บนหน้าจอหลักทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ก็มีการปรับไอค่อนแอปให้คล้ายกับบน iOS เมื่อดีไซน์คล้ายกัน การสื่อสารไปยังผู้บริโภคก็ง่ายขึ้น แต่แน่นอนว่าถ้าใครไม่ชอปดีไซน์ลักษณะที่ก็สามารถเข้าไปเลือกเปลี่ยน Themes ได้ตามความต้องการอยู่แล้ว

เบื้องต้นแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้ก็จะเป็นแอปทั่วไปๆ ทั้งบริการต่างๆของกูเกิล เซอร์วิส โทรศัพท์ ข้อความ เบราว์เซอร์ กล้อง เครื่องเล่นเพลง อัลบั้มภาพ วิดีโอ ครบถ้วน ที่เพิ่มมาก็จะมีอย่าง i Manager ไว้จัดการตัวเครื่อง WPS Office ไว้เปิดเอกสารดู และ UC Browser เป็นอีกช่องทางในการท่องเว็บ

ในแง่ของการตั้งค่าลัดต่างๆของ Vivo V5 Plus จะใช้วิธีการลากจากล่างหน้าจอขึ้นมา แน่นอนว่าเหมือนการใช้งานบนไอโฟนไม่ผิดเพี้ยน แต่จะมีรูปแบบการตั้งค่าที่หลากหลายกว่าไม่ว่าจะเป็นปรับสีจอ ปรับระดับเสียง เปิดโหมดเครื่องบิน ปรับการแสดงผล(ตัดแสงสีฟ้า) เปิดปิดการเชื่อมต่อไวไฟ ดาต้า บลูทูธ พร้อมทางลัดเรียกใช้ไฟฉาย กล้อง จับภาพหน้าจอ

ส่วนของการแจ้งเตือนดูได้จากการลากนิ้วจากขอบบนตามปกติ ซึ่งนอกจากแสดงผลแจ้งเตือน ก็จะมีแสดงเวลา วันที่ เครือข่ายที่ใช้งานอยู่ด้วย ส่วนหน้าจอล็อกสกรีน ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบได้ทั้งกรอกรหัส วาดรูปแบบ และสแกนลายนิ้วมือ โดยหน้าจอล็อกจะมีปุ่มลัดสำหรับการโทร และเรียกใช้งานกล้องให้

ในส่วนของการตั้งค่า มีการเพิ่มสีสันให้ดูใช้งานง่ายขึ้น แบ่งออกเป็นส่วนๆคือการเชื่อมต่อ การแสดงผลและการแจ้งเตือน การตั้งค่าตัวเครื่อง การจัดการบัญชีผู้ใช้ และแอปการใช้งานพื้นฐานต่างๆ รวมถึงการตั้งค่าโหมดพิเศษต่างๆ

การใช้งานอัจฉริยะ จะเป็นการทำให้จอเปิดโดยไม่ต้องสัมผัส ด้วยการใช้มือปาดบริเวณเซ็นเซอร์ส่วนบนหน้าจอ การเปิดหน้าจออัจฉริยะอย่างการสัมผัสหน้าจอ 2 ครั้ง หรือเมื่อนำออกจากระเป๋า รูปแบบการโทรอัจฉริยะเมื่อนำเครื่องไปแนบใบหน้า เขย่าเครื่องเพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย การซูมภาพโดยการเอียงโทรศัพท์ต่างๆ

รวมถึงการใช้งานแบบ Multi-Screen กับแอปพื้นฐานอย่างข้อความ เฟซบุ๊ก ไลน์ วอทซ์แอป ที่สามารถใช้งานพร้อมๆกันได้แบบแบ่งเครื่องหน้าจอ และสุดท้ายโหมดการใช้งานด้วยมือข้างเดียว ทั้งปุ่มกด และการใส่รหัสผ่านในการปลดล็อกเครื่อง และแป้นพิมพ์ที่ย่อขนาดลงมา

ที่กล่าวถึง i Manager จะเป็นเหมือนแอปที่ไว้เช็กการทำงานของโทรศัพท์ ที่จะตรวจสอบว่าตัวเครื่องมีการเปิดแอปอะไรค้างไว้หรือไม่ รวมถึงการอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้ใหม่ที่สุด และยังใ้ช้ในการจัดการพื้นที่ในตัวเครื่อง เพื่อดูว่าแต่ละแอปใช้งานพื้นที่ใดบนเครื่องบ้าง ถ้ามีข้อมูลแคช หรือที่ไม่ได้ใช้ก็สามารถลบทิ้งเพื่อให้เครื่องโล่งขึ้นได้

การถ่ายภาพของ Vivo V5 Plus อินเตอร์เฟสจะใช้การสลับโหมดด้วยการปาดซ้ายขวาบนหน้าจอเพื่อเลือกถ่ายภาพพาโนราม่า ใบหน้าสวย ภาพถ่ายปกติ และการถ่ายวิดีโอ โดยในโหมดภาพถ่ายยังสามารถเลือกได้ว่าจะถ่ายภาพกลางคืน ภาพคมชัดสูง (ใช้การซ้อนภาพ) ถ่ายจอพาวเวอร์พอยต์ โหมดกีฬา การปรับตั้งค่าเอง ภาพเคลื่อนไหว (Gif) ถือว่าให้มาค่อนข้างครบ

ภาพตัวอย่างจาก Vivo V5 Plus

การใช้งานโทรศัพท์ ตัวแป้นพิมพ์ตัวเลขจะมาพร้อมกับระบบคาดเดารายชื่ออยู่แล้ว เมื่อกดเลขหมายนำหน้า หรืออักษรก็สามารถเลือกเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้ทันที หน้าจอขณะสนทนาจะแสดงชื่อ เบอร์ เวลาที่ใช้ มีปุ่มลัดเรียกแป้นพิมพ์ บันทึกเสียง พักสาย ปิดเสียง เพิ่มสาย ดูรายชื่อ เปิดลำโพงให้กด ส่วนกรณีที่มีสายเรียกเข้าใช้การลากลงเพื่อรับ ลากขึ้นเพื่อตัดสาย หรือลากจากขอบหน้าจอขึ้นมาเพื่อส่งข้อความกลับ

ภายในเครื่องยังมีการใส่แอปสำหรับจัดการไฟล์มาให้ เพื่อช่วยให้สามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆในตัวเครื่องได้สะดวกขึ้น มีการแบ่งประเภทของไฟล์ชัดเจน นอกจากนี้ Vivo ยังมีการใส่แอปอย่าง Easy Share มาให้เลือกส่งข้อมูลผ่าน WiFi กับเพื่อนที่ใช้งานแอนดรอยด์ด้วยกันได้มาให้ด้วย

การใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ รองรับการโหลดหน้าเว็บหนักๆได้สบายๆ ประกอบกับขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดีทั้งแนวตั้ง แนวนอน ไม่รวมถึงการนำไปใช้ในด้านความบันเทิงอย่างดูยูทูป หรือวิดีโอ Live จากเฟซบุ๊ก ก็ช่วยให้ผู้ใช้สนุกได้

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 62,444 คะแนน
Quadrant Standard = 39,789
Multi-touch Test = 10 จุด

PC Mark
Work 2.0 = 4,828 คะแนน
Computer Vision = 2,337 คะแนน
Storage Score = 4,589 คะแนน
Work = 6,673 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme = 462 คะแนน
Sling Shot = 843 คะแนน
Ice Storm Extreme = 8,132 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 13,800 คะแนน
Ice Storm = 12,053 คะแนน

PassMark PerformanceTest

System = 7,296 คะแนน
CPU Tests = 156,031 คะแนน
Disk Tests = 43,004 คะแนน
Memory Tests = 5,130 คะแนน
2D Graphics Tests = 3,980 คะแนน
3D Graphics Tests = 2,340 คะแนน

Vellamo
Chrome Browser = 2,749 คะแนน
Android Web View = 2,909 คะแนน
Metal = 1,583 คะแนน
Multicore = 2,590 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 833 คะแนน
Multi-Core = 2,990 คะแนน
Compute = 2,517 คะแนน

อีกจุดที่น่าสนใจคือแบตเตอรีที่ให้มา 3,160 mAh ทดสอบการใช้งานผ่าน PC Mark จนเหลือ 20% เปิดใช้งานตลอดเวลาจะได้ราว 11 ชั่วโมงซึ่งถ้าเทียบเป็นการใช้งานจริงๅวันถือว่าสบายๆถ้าไม่ได้ใช้งานหนักมากนัก

สรุป

การมารอบนี้ของ Vivo กับซีรีส์ V5 ถือว่าเป็นรุ่นที่ทำการบ้านมาได้ดี ทั้งในแง่ของการโปรโมทที่ดึงซูเปอร์สตาร์อย่าง อั้ม พัชราภา มาช่วย ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างได้ และยังมีการวางจำหน่ายรุ่นย่อยๆออกมาจับลูกค้าหลายๆกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่า ถ้าสินค้าไม่ดีพอ ก็จะไม่เกิดความประทับใจ แต่เท่าที่ได้สัมผัส เมื่อเทียบความสามารถ วัสดุที่ใช้ กับราคาเปิดตัวที่ 13,900 บาท ถือว่าเป็นรุ่นที่ครบเครื่อง จากจุดเด่นหลักที่กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล มีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานหลากหลาย

ความสามารถในการใช้งานโดยรวม การจับเครือข่าย 4G การใช้งาน 2 ซิม ทำได้ตามมาตรฐาน เมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไป แน่นอนว่าถ้าไม่ต้องการเครื่องเกินหมื่น Vivo ก็จะมีรุ่นอย่าง V5 และ V5s เป็นทางเลือกให้อีกด้วย

ข้อดี

อินเตอร์เฟสทำมาใช้งานง่ายกับ FunTouch OS
การออกแบบวัสดุทำมาให้จับแล้วรู้สึกถึงความพรีเมี่ยม
กล้องหน้าคู่ 20/8 ล้านพิกเซล เลือกจุดโฟกัสได้
รองรับการใช้งาน 3G / 4G และ 2​ ซิม

ข้อสังเกต

ตัวเครื่องไม่สามารถใส่ MicroSD เพิ่มได้
ไม่รองรับการเชื่อมต่อ NFC
กล้องหลังโฟกัสช้าเป็นบางจังหวะ
ต้องรอดูว่าในอนาคตจะมีการอัปเดตเฟิร์มแวร์เป็น 7.0 หรือไม่

Gallery

]]>