CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Mon, 10 Dec 2018 07:51:00 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.6 Review : Xiaomi Mi 8 Lite จอใหญ่ สเปกดี กล้อง AI ในราคาต่ำหมื่น https://cyberbiz.mgronline.com/review-xiaomi-mi-8-lite/ Mon, 10 Dec 2018 07:51:00 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29933

เสียวหมี่ (Xiaomi) ใช้สมาร์ทโฟนในตระกูล Mi 8 เป็นหนึ่งในซีรีส์สำคัญของการเจาะตลาดสมาร์ทโฟนปีนี้ ด้วยการนำแฟลกชิปอย่าง Mi 8 เข้ามาจำหน่ายก่อนด้วยการชูเรื่องประสิทธิภาพตัวเครื่อง พร้อมกับการมาพร้อมกล้องคู่ AI

หลังจากนั้น จึงมีรุ่นย่อยอย่าง Mi 8 Lite และ Mi 8 Pro ตามออกมา เป็น 2 รุ่นย่อย เพื่อจับกลุ่มผู้ใช้งานที่หลากหลายขึ้น โดย Mi 8 Lite จะเป็นแอนดรอยด์โฟนที่เข้ามาจับผู้ใช้ในระดับราคาต่ำกว่าหมื่นบาท กับสเปกที่เน้นในเรื่องของความคุ้มค่าตามสไตล์ของ ​Xiaomi

จุดเด่นหลักๆ ของ Mi 8 Lite คือเป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่อง รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพื่อความบันเทิง พร้อมไปกับดีไซน์ตัวเครื่องที่บาง เบา จับง่ายถนัดมือ กับสีของฝาหลังที่เป็นแบบไล่เฉดสีด้วย

ข้อดี

จอใหญ่ 6.29 นิ้ว ในขนาดตัวเครื่องที่จับถือง่าย

กล้องทั้งหน้าและหลังมีการนำ AI มาช่วยในการประมวลผล

ข้อสังเกต

ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. แต่มีอะเดปเตอร์แปลงมาให้

ตัวเครื่องรองรับการชาร์จเร็ว แต่ในอะเดปเตอร์ที่ให้มาไม่รองรับต้องซื้อเพิ่ม

จอใหญ่ ตัวเครื่องไล่เฉดสี

ความโดดเด่นของเครื่องรุ่นนี้อยู่ที่การเล่นสีหลังเครื่อง โดยเฉพาะในรุ่นสีน้ำเงิน (Aurora Blue) ที่เป็นการไล่เฉดสีตัวเครื่องในแนวตั้งให้ดูน่าสนใจ เมื่อมองจากมุมที่สะท้อนแสงต่างกัน ก็จะเห็นสีที่ต่างออกไปด้วย

โดยตัวเครื่อง Mi 8 Lite จะมีขนาดอยู่ที่ 156.4 x 75.8 x 7.5 มิลลิเมตร น้ำหนัก 169 กรัม ตัวเครื่องที่ให้มาถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอ 6.26 นิ้ว (ความละเอียด 2280 x 1080 พิกเซล) ความละเอียดเม็ดสี 403ppi ในสัดส่วนจอขนาด 19:9

แน่นอนว่า Mi 8 Lite จะมากับรอยบาก (Notch) แต่ถือว่ามีขนาดเล็ก เนื่องจากใช้เป็นที่อยู่ของลำโพง เซ็นเซอร์ และกล้องหน้าที่ให้ความละเอียดถึง 24 ล้านพิกเซล ดังนั้นใครที่ชื่นชอบการเซลฟี่ รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์ได้แน่นอน

ส่วนด้านหลังเครื่องนอกจากเรื่องของเฉดสีที่บอกไป ใน Mi 8 Lite ยังมีการนำกล้องคู่ ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.9 สำหรับเลนส์ปกติ ที่ใช้เทคโนโลยี Dual Pixel AF มาช่วยในการโฟกัส ขนาดพิกเซลอยู่ที่ 1.4 um ส่วนเลนส์เทเลจะให้ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

ถัดลงมาตรงกลางเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่วางไว้ให้เวลาจับถือเครื่องสามารถใช้นิ้วชี้ในการปลดล็อกเครื่องได้ทันที หรือถ้าไม่ถนัดก็สามารถเลือกใช้การสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อกได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหลังๆ Xiaomi พัฒนาระบบสแกนได้รวดเร็ว และแม่นยำขึ้นมาก

รอบตัวเครื่องจะมีปุ่มเปิดปิดตัวเครื่องอยู่ทางขวา เช่นเดียวกับปุ่มเพิ่มลดเสียง ทางด้านซ้ายเป็นช่องใส่ถาดซิมการ์ด ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2 และจุดรับสัญญาณการเชื่อมต่อ ด้านล่างเป็นพอร์ต USB-C และลำโพง

ภายในใส่แบตเตอรีขนาด 3,350 mAh มาให้ใช้งาน ซึ่งถ้าใช้งานทั่วๆไป 1 วันอยู่ได้สบายๆ แต่ถ้าใช้งานหนักๆ อย่างนำมาเล่นเกม หรือเปิดหนังดูต่อเนื่องจะใช้งานได้ราวๆ 11-12 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าระบบการจัดการแบตเตอรีทำได้ดี

ตัวเครื่องรองรับการใช้งานแบบ 2 ซิม โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใส่นาโนซิมการ์ดคู่กับนาโนซิมการ์ด เป็น 2 ซิม หรือเลือกใช้นาโนซิมการ์ด คู่กับไมโครเอสดีการ์ดเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่องได้ ส่วนการเชื่อมต่อไวไฟ รองรับ 802.11ac บลูทูธ 5.0 มี GPS ให้ตามมาตรฐาน

สำหรับสเปกภายในของ Mi 8 Lite จะใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 660 ที่ให้ความเร็ว 2.2 GHz มีกราฟิก Adreno 512 มาคู่กัน ส่วน RAM จะอยู่ที่ 4/6 GB พื้นที่เก็บข้อมูล 64/128 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชัน 8.1 (Oreo) และจะได้รับการอัปเดตเป็น 9.0 Pie ในอนาคต

เครื่องต่ำหมื่นสเปกดี

ในส่วนของการใช้งาน ด้วยการที่ Mi 8 Lite ให้ขนาดจอมาถึง 6.29 นิ้ว ถ้านำมาใช้ในแง่ของความบันเทิง หรือใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ด้วยประสิทธิภาพของตัวเครื่องที่ให้มารองรับการใช้งานได้สบายๆอยู่แล้ว

แต่ก็จะมีจุดที่ผู้ใช้งานต้องปรับตัวเล็กน้อยคือเรื่องของการที่ Mi 8 Lite ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มาให้ด้วย ทำให้ต้องใช้ตัวแปลงหูฟังใช้งานร่วมกับพอร์ต USB-C ซึ่งในขณะที่ใช้ก็จะไม่สามารถเสียบชาร์จเครื่องได้ หรืออีกทางเลือกคือหันมาใช้งานหูฟังบลูทูธแทน

ถัดมาในส่วนของการเล่นเกม ที่ถือเป็นอีกจุดที่น่าสนใจ เพราะจากหน่วยประมวลผล Snapdragon 660 ที่ให้มา ทีมงานทดลองเล่นเกมฮิตในเวลานี้อย่าง Ragnarok Mobile ก็ไม่มีอาการกระตุกหรือค้างให้เห็น แม้จะปรับเลือกความละเอียดในการแสดงผลสูงสุดแล้ว หรือเกมอื่นๆที่ใช้สเปกสูงๆ ก็เล่นได้ลื่นๆสบายๆ

กล้องถ่ายรูปเป็นอีกส่วนที่ Mi 8 Lite ทำได้ดีเกิดคาด เพราะมีการนำ AI เข้ามาช่วยในการถ่ายภาพ ทั้งการเลือกโหมดในการถ่ายภาพตามสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการปรับภาพให้มีความคมชัดขึ้น ซึ่งถือว่าคุณภาพที่ได้เกินระดับราคาเครื่องที่จ่ายไปไม่เกินหมื่นบาทแน่นอน

Gallery

ทดสอบประสิทธิภาพ

สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพต่างๆ สามารถดูได้จากภาพด้านล่าง

สรุป

ในภาพรวมแล้ว Mi 8 Lite ถือเป็นการขยายตลาดมาจับกลุ่มผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่าหมื่นบาทได้น่าสนใจ ด้วยการนำฟีเจอร์สำคัญๆ ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการมาให้ใช้งานทั้งหน้าจอขนาดใหญ่ แบตอึด ที่สำคัญคือการไล่เฉดสีหลังเครื่องที่ทำให้ตัวเครื่องสวยงามขึ้นด้วย

ทั้งนี้ Xiaomi Mi 8 Lite วางจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นคือ รุ่นที่มากับ RAM 4 GB ROM 64 GB วางจำหน่ายในราคา 7,990 บาท (รุ่นที่นำมาทดสอบ) ส่วนรุ่น RAM 6 GB ROM 128 GB วางจำหน่ายในราคา 9,990 บาท

]]>
Cyber Apps 10/12/18 : TinType  มาเข้าสตูฯ ถ่ายภาพวินเทจ / Selfie Sticker สติกเกอร์เซลฟี่สุดกวน / Sktchy ศูนย์รวมงานอาร์ต / Dragon Nest M https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-101218/ Mon, 10 Dec 2018 04:50:03 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29923 TinType by Hipstamatic มาเข้าสตูฯ ถ่ายภาพวินเทจกันเถอะ

หากคุณกำลังมองหาอะไรหนุกๆ ทำเป็นที่ระลึกเพื่อทิ้งทวนปี 2018 เราก็อยากแนะนำแอปถ่ายรูปวินเทจเท่ๆ อย่าง TinType by Hipstamatic ให้คุณได้ลอง แอปนี้เกิดมาเพื่อถ่ายรูปเพื่อให้ได้ฟีลลิ่งโบ(ราณ)ๆ อย่างแท้จริง เพราะเมื่อเปิดแอปมาก็แค่เลือกว่าจะถ่ายเซลฟี่ หรือถ่ายแบบกล้องธรรมดา แทบจะไม่ต้องหามุมเก๋ๆ ใดๆ เลย

เพราะเมื่อกดแช๊ะเมื่อไหร่ คุณก็จะเห็นผลลัพธ์ออกมาเป็นเหมือนภาพถ่ายเก่าสุดเก๋า เก่ากึ้กเหมือนกล้องฟิล์มที่ใช้การถ่ายภาพแบบดาแกร์โรไทพ์” (Daguerreotype) ที่มีอายุเป็นร้อยๆ ปีเลยทีเดียว แต่หากคุณอยากปรับโทนสีของภาพก็ทำได้แค่กดที่ปุ่ม Edit Tintype จากนั้นก็เลือกโทนสี เลือก การปรับความแตกของภาพ (Grain) รวมถึงการทำให้เป็นภาพชัดลึกหรือชัดตื้นก็ได้ทันใจ

แอปนี้ใช้งานได้บน iPhone หาซื้อได้ที่ App Store ในราคาเพียง 35 บาทเท่านั้น 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/tintype-by-hipstamatic/id926177061?mt=8

Selfie Sticker สร้างสติกเกอร์เซลฟี่สุดกวน ในสไตล์คุณ

การใช้ภาพเซลฟี่ของตัวเองมาทำเป็นสติกเกอร์ดุ๊กดิ๊กได้ไม่ถือเป็นของเล่นใหม่ แต่แอปอย่าง Selfie Sticker จะทำให้คุณสนุกกับการทำภาพสติกเกอร์เซลฟี่มากกว่าที่เคย เพราะแค่เอาหน้ามาส่องในช่องใบหน้าที่เจาะไว้ คุณจะรู้สึกได้ถึงความกรึ้บเหมือนสวมหน้ากากเป็นตัวการ์ตูนสุดกวนในทันที ที่เหลือก็เพียงตกแต่งข้อความ สีของพื้นหลัง สีและทรงผม ฯลฯ เมื่อปรับจนได้ภาพถูกใจแล้ว ก็เตรียมกดปุ่มสีแดงเพื่ออัดภาพใบหน้าสุดฮาของคุณ ผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็นภาพการ์ตูนเซลฟี่ดุ๊กดิ๊กเรียกยอดไลค์ได้ทันที

แอปนี้ใช้งานได้บน iPhone ดาวน์โหลดฟรีที่ App Store

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/selfie-sticker-gif-yourself/id1417268010?mt=8

Sktchy – ศูนย์รวมงานอาร์ตจากศิลปินทั่วโลก

สำหรับคนเป็นศิลปินแล้ว แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ มันคือแรงผลักดันที่ทำให้เราสร้างผลงานใหม่ๆ ออกมาได้เรื่อยๆ แต่ถึงแรงบันดาลใจจะมีอยู่ทุกที่ทุกเวลา แต่มันจะดีกว่าไหมถ้าทั้งหมดรวมกันอยู่ในแอป Sktchy แอปเดียวที่ที่เปรียบเสมือน Instagram สำหรับงานศิลปะสุดครีเอทีฟที่จะทำให้คุณได้รู้จักกับศิลปินเก่งๆ คนอื่นและจุดไฟในตัวคุณให้ลุกโชนสำหรับผลงานชิ้นต่อไป

ผลงานใน Sktchy มาจากภาพเซลฟี่ของคนทั่วไปที่ศิลปินใช้เพื่อสร้างงานศิลปะของตัวเอง โดยคุณสามารถดูทั้งงานหลากหลายสไตล์และรูปต้นฉบับรวมอยู่ในโพสต์เดียว หรือจะนำรูปของคนอื่นมาลองสร้างภาพวาดสไตล์ตัวเองด้วยก็ได้ แต่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นแค่รูปหน้าเท่านั้นนะ จะรูปทิวทัศน์ สัตว์เลี้ยง หรืออะไรก็ได้ ขอแค่เป็นรูปที่คุณชอบก็พอ

โชว์และเสพงานอาร์ตดีๆ ใน Sktchy ได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/sktchy/id594661327?mt=8

Dragon Nest M – ผจญภัย ล่ามอนสเตอร์กันอีกครั้งบนมือถือ

เกมนี้หลายคนคงรู้จักดี เพราะนี่คือผลงานที่สร้างขึ้นจากเกม PC สุดฮิตอย่าง Dragon Nest ที่เปิดตัวให้เล่นกันตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งในเวอร์ชันมือถือนี้ Dragon Nest M ก็ได้นำการผจญภัยสุดตื่นมาไว้ในมือของคุณแล้ว ด้วยกราฟิกแสนงดงามทำให้คุณดื่มด่ำกับการผจญภัยได้แบบฟินๆ รวมไปถึงตัวละครที่เหมือนกับทะลุออกมาจากหนังแอนิเมชัน ทำให้บางครั้งก็อยากจะหยุดดูอยู่นิ่งๆ เพื่อชื่นชมความสวยงามเลยทีเดียว

แต่ก็อย่าเผลอชมจนเพลินล่ะ ยังมีอะไรให้คุณได้ลองเล่นอีกเยอะ คุณสามารถเลือกเล่นฮีโร่ในสไตล์ของคุณได้อย่างอิสระ เริ่มด้วยการเลือกคลาสที่มีให้เล่นกว่า 7 คลาส เมื่อเลือกได้แล้วก็ไปลุยการผจญภัยเก็บเลเวลได้เลย โดยเมื่อคุณเก็บเลเวลถึงขั้น คุณก็สามารถเลือกโฟกัสความสามารถให้ตรงกับสไตล์ของคุณได้มากขึ้นด้วย ทำให้คุณอินกับบทบาทที่ใจเรียกร้อง เกมนี้มีอะไรให้คุณได้ค้นพบอีกมากมายเลย คุณสามารถไปลุยเดี่ยวในโหมดแคมเปญ รวมพลังกับเพื่อนๆ ไปลุยดันเจี้ยนแห่ง Abyss หรือดวลเดือดกับผู้เล่นในอารีนาก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าการ PVP ไม่เหมือนการลุยมอนสเตอร์ทั่วไป คุณและคู่ต่อสู้จะถูกปรับค่าพลังให้เท่ากันและชัยชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเลเวลและไอเทมที่ใส่ด้วย นี่คือการวัดกันด้วยฝีมือล้วนๆ รับรองได้เลยว่าทุกก้าวจะมีแต่ความสนุกตื่นเต้นให้ได้สัมผัสอย่างแน่นอน

สนุกกับ Dragon Nest M ได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/dragon-nest-m-sea/id1364803895?l=th

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.playfungame.ggplay.lzgsea&hl=th

]]>
Cyber Apps 3/12/18 : Pastel Keyboard / Sygic / Apollo / Assassin Creed Rebellion https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-31218/ Mon, 03 Dec 2018 07:01:36 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29915 Pastel Keyboard เปลี่ยนสีสันใหม่ๆ ให้แป้นพิมพ์ของคุณ 

หนึ่งในฟังก์ชันที่เราทุกคนต้องใช้เมื่อหยิบจับสมาร์ทโฟน นั่นก็คือ การพิมพ์ข้อความ ซึ่งแอปอย่าง Pastel Keyboard จะช่วยทำให้ทุกครั้งที่คุณจะพิมพ์จะสนุก ง่าย และเต็มไปด้วยสีสันสดใสมากกว่าที่เคย

แอป Pastel Keyboard นอกจากจะมีคลังแป้นพิมพ์หลากสีหลากดีไซน์ให้คุณเลือกโหลดไปใช้แล้ว อาทิ ลายหินอ่อนสีดำ ที่ดูเรียบและหรูในคราวเดียวกัน หรือรุ่นที่เป็นสีเหมือนไฟนีออนที่ให้ความล้ำๆ คูลๆ ด้วย

แอปนี้ยังมีให้เลือกแบบอักษร เก็บคำที่พิมพ์บ่อยๆ เอาไว้ใช้ทีหลัง ทั้งยังใช้ได้กับภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาไทยและอังกฤษ อาทิ ภาษาตากาล็อก (สำหรับฟิลิปปินส์) ภาษาบาฮาซา และ มลายู (สำหรับอินโดนีเซีย และมาเลเซีย) ภาษาเกาหลี เวียดนาม และรัสเซียด้วย

Pastel Keyboard มีราคา 35 บาท ใช้งานได้ทั้งบน iPhone, iPad และ iMessage

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/pastel-keyboard-themes-color/id938571723?mt=8

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.iappcreation.pastelkeyboard&hl=th

Sygic Travel Maps Offline แอปแผนที่ที่จะพาคุณออกไปท่องโลก

ใกล้ปลายปีแล้ว หากคุณได้จองตั๋วไปท่องโลกเรียบร้อยโดยการไปสถานที่ยอดฮิตอย่างโตเกียว ไทเป โซล หรือแม้กระทั่งเชียงใหม่ของไทย เราก็อยากแนะนำให้คุณพกไกด์ไฮเทคอย่าง “Sygic Travel Maps Offline” ติดตัวไปด้วย เพราะแอปนี้นอกจากจะสามารถดาวน์โหลดแผนที่ของเมืองต่างๆ เอาไว้นำทางในเครื่องโดยไม่ต้องต่อเน็ตแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำหรับช่วงวางแผนทริป ช่วยแนะนำโรงแรม หรือแม้แต่แนะนำแพคเกจเช่ารถ ชิมอาหารท้องถิ่นได้ครบครัน โดยทุกสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปในเมืองต่างๆ จะถูกปักด้วยหมุดกลมๆ บนแผนที่ เมื่อกดเข้าไปก็จะอ่านข้อมูล อ่านรีวิว (เป็นภาษาอังกฤษ) ของแต่ละสถานที่ได้อีกด้วย และหากเที่ยวที่แรกเสร็จแล้ว ก็สั่งให้แอปนำทางไปยังจุดต่อไปได้ทันที Sygic Travel Maps Offline ดาวน์โหลดได้ฟรี iPhone, iPad และ Apple Watch หากใช้จนติดใจแล้วเราก็แนะนำให้ดาวน์โหลด Sygic Travel Premium ที่ลดราคาเหลือเพียง 349 บาท ที่จ่ายครั้งเดียวใช้ได้ตลอดชีพ

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/sygic-travel-maps-offline/id519058033?mt=8

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.sygic.aura&hl=th

Apollo – แต่งทิศทางแสงให้ภาพโดดเด่นสดใส

แอปแต่งภาพ Apollo แอปนี้จะชวนให้คุณเล่นกับจุดกำเนิดแสงของรูปและเปลี่ยนภาพ Portrait หรือภาพถ่ายบุคคลจาก iPhone ให้กลายเป็นเหมือนรูปบนปกนิตยสารประมาณนั้นเลย มาเติมอารมณ์ให้กับรูปของคุณเพื่อจับทุกสายตา อาจจะใช้เวลาสักนิดถึงจะเข้าใจการทำงานของแอป แต่พอคุณเก็ทปุ๊บ รูปคุณก็จะสวยปั๊บเลย เริ่มจากเลือกรูปใน รูปภาพทั้งหมด (หรือ Camera Roll) และแอปก็จะแนะนำให้ใช้รูปที่มีแสงปกติและไม่มีเงา และภาพถ่ายที่มือคุณนิ่งพอ เพราะถ้ารูปเบลอล่ะก็แอปนี้ไม่ให้ผ่านแน่นอน จากนั้นเลือกรูปที่อยากจะไฮไลต์ด้วยแสง ปรับความสว่างและการกระจายแสงได้ด้วย ทั้งนี้คุณอาจจะกลัวว่ามันจะใช้ยากไปหรือไม่ แต่ไม่ต้องห่วง แอปนี้จะสอนคุณตั้งแต่สเต็ปแรกๆ เลย

แอป Apollo ราคา 35 บาท ใช้งานได้บน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/apollo-immersive-illumination/id1373682251?mt=8

Assassin Creed Rebellion – เกมนักฆ่าแต่หน้าตาน่ารัก

หากใครคุ้นเคยเกมนี้ในโฉมเดิมอาจต้องเปลี่ยนความคิด เพราะนี่คือการพลิกโฉมใหม่ให้นักลอบสังหารในเกม Assassin’s Creed Rebellion ถึงกราฟิกจะถูกสร้างขึ้นใหม่ให้ดูน่ารักสไตล์การ์ตูน แต่เมื่อคุณได้ลองเล่นดูแล้ว มันจะดึงคุณเข้าสู่โลกแห่ง Assassin’s Creed ได้ไม่แพ้กับเวอร์ชันดั้งเดิมเลยล่ะ กระนั้นแล้วในภาค Rebellion แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเกมใหม่หมดจด นี่คือเกมที่สร้างมาเพื่อให้เล่นบน iPhone และ iPad โดยเฉพาะ โดยในเกมจะมีทั้งภารกิจลอบสังหารและโจรกรรมสิ่งของที่เป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์อยู่ครบ แต่คราวนี้ถูกพลิกโฉมให้เป็นด่านที่แบ่งเป็นส่วนเล็กๆ ให้เล่นได้ง่ายขึ้นและเปลี่ยนมุมมองเป็นด้านข้างแทน เกมนี้จะมีภารกิจไขพัซเซิลแยกไปตามห้องที่คุณต้องส่งตัวละครเข้าไป ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมระบบนี้ถึงคล้ายๆ กับเกม Fallout Shelter ก็เพราะภาค Rebellion นี้ได้รับการพัฒนาจากค่าย Behaviour Interactive (ผู้สร้าง Fallout Shelter) ซึ่งทำงานร่วมกับ Ubisoft นั่นเอง

เกมนี้ดาวน์โหลดได้ฟรี สนุกกันได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/assassins-creed-rebellion/id1164056434

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.ubisoft.accovenant

]]>
Review : Fitbit Charge 3 ชาร์จรอบเดียวใช้ได้ 7 วัน https://cyberbiz.mgronline.com/review-fitbit-charge-3/ Mon, 03 Dec 2018 06:42:17 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29797  

ถัดจาก Fitbit Charge 2 ที่เพิ่มเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแล้วทำตลาดช่วงปี 2016 วันนี้ถึงคิว Fitbit Charge 3 ที่ปรับดีไซน์ใหม่ให้บางลง แลดูหรูพรีเมียมมากขึ้นกว่าเดิม จุดเด่นคือ Fitbit Charge 3 ใส่แล้วเบาเพราะตัวเรือนอะลูมิเนียมที่ Fitbit ระบุว่าใช้เทคโนโลยีอากาศยานให้น้ำหนักเบาขึ้น ขณะเดียวกันก็ใช้จอทัชสกรีนกระจก Gorilla Glass 3 ทนต่อรอยขีดข่วน

ความใหม่ของ Fitbit Charge 3 ยังอยู่ที่ฟีเจอร์เพื่อสุขภาพและการออกกำลังกาย ที่ผู้ใช้เลือกได้ตามชนิดกีฬา นอกจากนี้ยังรองรับระบบชำระเงิน Fitbit Pay ทั้งหมดนี้ใช้งานได้เต็มที่เพราะแบตเตอรี
อึดทนยาวนาน 7 วันหลังจากชาร์จเต็ม 100%

การออกแบบ

จากที่เคยหนา Charge 3 ถูกปรับให้บางกว่าเดิมโดยที่จอแสดงผลยังคงกว้างพอแสดงรายละเอียดสำคัญ มีให้เลือก 2 ขนาด คือ Small สำหรับขนาดข้อมือ 5.5 – 7.1 นิ้ว และ Large 7.0 – 8.7 นิ้ว เส้นทแยงมุมหน้าจอ 1.57 นิ้ว ขนาดจอ 0.78×1.36 นิ้ว

เช่นเดียวกับ Charge 2 ด้านหลังตัวเรือน Charge 3 จะมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ตรงกลาง และมีส่วนสำหรับชาร์จและชิงค์ข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ผ่านสายยูเอสบี การชาร์จทำได้ง่ายเพราะจะชาร์จทันทีที่เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์แล้วลงล็อกพอดี สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนสาย สามารถพลิกด้านหลังตัวเรือนเพื่อปลดล็อกสายออกจากเครื่องได้ง่าย จุดนี้ต้องชื่นชมเพราะการถอดสายทำได้ง่ายกว่าคู่แข่งรุ่นราคาระดับเดียวกันอย่าง Gear Fit Pro 2

สเปก

Fitbit Charge 3 ใช้เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (3-axis accelerometer) ระบบวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบออปติคอล เครื่องวัดระดับความสูง (Altimeter) และมอเตอร์ระบบสั่น มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดสัมพัทธ์ SpO2 และรองรับ NFC (เฉพาะรุ่นพิเศษ) ใช้หน้าจอสัมผัส OLED ขาวดำ

หลังจากชาร์จประมาณ 2 ชั่วโมง Fitbit Charge 3 มีอายุใช้งานแบตเตอรี่ได้ต่อเนื่อง 7 วัน ตัวเครื่องสามารถบันทึกข้อมูลเคลื่อนไหวได้ละเอียดตลอดสัปดาห์ 7 วันแบบนาทีต่อนาที สามารถบันทึกผลสรุปรายวันในรอบ 1 เดือน

จากข้อมูล พบว่า Fitbit Charge 3 สามารถกันน้ำได้ลึก 50 เมตร แต่หลังจากว่ายน้ำหรือกิจกรรมที่ทำให้ Charge 3 เปียก Fitbit ย้ำว่าควรเช็ด Charge 3 ให้แห้ง และไม่แนะนำให้สวมใส่ Charge 3 ในอ่างน้ำร้อนหรือซาวน่า

Fitbit Charge 3 รองรับ Bluetooth 4.0 ตัวเครื่องสามารถซิงค์อัตโนมัติกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ iOS, Android และ Windows โดย Charge 3 จะยังซิงค์ได้เมื่อห่างจากอุปกรณ์ที่ติดตั้งแอปพลิเคชันรัศมี 20 ฟุต 

ฟีเจอร์เด่น

Fitbit Charge 3 ถือเป็นฟิตเนสแทรคเกอร์ที่ฉลาดและครบเครื่อง เพราะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดสัมพัทธ์ SpO2 มาใส่ไว้ในแทรคเกอร์เป็นครั้งแรก เมื่อรวมกับเซ็นเซอร์วัดการเต้นหัวใจ โหมดออกกำลังกายใน Fitbit Charge 3 จึงทำงานได้อย่างเหนียวแน่น

Charge 3 เปิดให้ผู้ใช้เลือกโหมดออกกำลังกายได้มากกว่า 15 โหมด เช่น หากเลือกโหมดว่ายน้ำ ก็จะมีแดชบอร์ดข้อมูลสุขภาพที่เข้ากับกิจกรรมว่ายน้ำโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการติดตามสุขภาพสำหรับสุภาพสตรี และฟังก์ชั่นติดตามการนอน

นอกจากดีไซน์หรู Fitbit Charge 3 มีจุดเด่นที่ปุ่มกดด้านซ้ายของเครื่อง ซึ่ง Fitbit เรียกว่าปุ่มเหนี่ยวนำ (inductive button) ให้สัมผัสไวกว่าปุ่มกดปกติ ถือเป็นความใหม่ที่ทำให้การใช้งาน Fitbit Charge 3 ง่ายขึ้น

เมื่อกดปุ่มนี้ Charge 3 จะเปิดให้ผู้ใช้เลือกโหมด เช่น โหมดแสดงหน้าจอหลัก โหมดแสดงสถิติจำนวนก้าว โหมดตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจ โหมดปริมาณแคลอรี่ที่ใช้ จำนวนชั้นที่ก้าวเดิน และเวลาที่มีการเคลื่อนไหว ยังมีโหมด Relax ซึ่งจะแสดงกราฟิกบนหน้าจอให้ผู้ใช้หายใจเข้า-ออกตาม

Fitbit Charge 3 ทำให้ผู้ใช้ไม่พลาดการติดต่อและไม่โดนรบกวน มีฟีเจอร์แจ้งเตือนสายเรียกเข้า ข้อความ และปฏิทินนัดหมาย ขณะที่โหมดตอบกลับเร็ว (Quick Replies) สำหรับโทรศัพท์ระบบแอนดรอยด์ จะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้

สำหรับระบบการชำระเงิน ”ฟิตบิท เพย์” จะต้องทำบน Special Edition Charge 3 รุ่นพิเศษที่มีชิป NFC เท่านั้นจึงจะสามารถชำระเงินด้วยข้อมือ วิธีการเปิดใช้งาน Fitbit Pay คือการกดปุ่มซ้ายของ Special Edition Charge 3 ค้างไว้ 2 วินาที ก็จะเข้าสู่เมนูหลัก จุดนี้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าบัตรเครดิตที่เมนู Wallet จากแอปพลิเคชันก่อน

สรุป

ความประทับใจใน Charge 3 ต้องยกให้ความอึดทนของแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้เกิน 7 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยจากการทดสอบ เราพบว่าหลังจากผ่านไป 7 วัน แบตเตอรี่ยังมีเหลือไม่น้อยกว่า 28%

สำหรับ Fitbit ถือว่าชัดเจนเรื่องความพยายามในการพัฒนาแอปพลิเคชันให้ฉลาดขึ้น แอปพลิเคชัน Fitbit สามารถตรวจจับกิจกรรมของผู้ใช้ได้แบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังและการนอนแบบไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม ทำให้ผู้ใช้ไม่ยุ่งยากในการใช้งาน รวมถึงฟีเจอร์ Female Health ที่น่าสนใจมากสำหรับผู้หญิง เพราะไม่ได้ติดตามเฉพาะรอบประจำเดือน แต่ยังครอบคลุมถึงช่วงไข่ตก และอาการปวดหัวอื่นๆ

ถือว่า Charge 3 คุ้มค่ามากกว่า Charge 2 ที่ก่อนหน้านี้ตั้งราคาเริ่มต้น 7,490 บาท สำหรับ Charge 3 ถูกลดราคาเริ่มต้นเหลือ 6,490 บาท มีจำหน่ายทั้งแบบสีดำพร้อมกรอบอะลูมีเนียมกราไฟต์ หรือสีบลูเกรย์พร้อมกรอบอะลูมิเนียมสีชมพูโรสโกลด์ อุปกรณ์เสริมราคาระหว่าง 990-1,890 บาท และรุ่น Special Edition ในราคา 6,990 บาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งเดียวที่ทำให้ Charge 3 มีข้อสงสัยคือความแม่นยำในการวัดจำนวนก้าว เพราะจากการสวมใส่ Charge 3 เข้านอน พบว่าเมื่อตื่นนอนโดยที่ยังไม่ลงจากเตียง หน้าจอ Charge 3 แสดงผลว่าได้ก้าวเดินมากกว่า 38 ก้าว ซึ่งตัวเลขจะเปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน จุดนี้หากไม่ใช่ Charge 3 ทำงานพลาด ก็อาจเป็นเพราะการ “นอนดิ้น” 38 ตลบที่แทบไม่น่าจะเป็นไปได้.

ข้อดี

– ดีไซน์หรู
– แบตเตอรี่ทนนานกว่า 1 สัปดาห์
– ทำงานอัตโนมัติ
– ใส่ว่ายน้ำได้

ข้อสังเกต

– ขาดแอปพลิเคชันเสริมของค่ายอื่น
– ไม่รองรับการซิงค์อัตโนมัติกับ Apple Health หรือ Google Fit

]]>
Review : Razer Phone 2 ออกแบบมาเพื่อเล่นเกมโดยเฉพาะ https://cyberbiz.mgronline.com/review-razer-phone-2/ Mon, 26 Nov 2018 11:17:05 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29863

แบรนด์อย่าง Razer ถือว่าเป็นเกมมิ่งแบรนด์ที่ได้รับความนิยม และการยอมรับอย่างต่อเนื่อง มาจากผู้บริโภคสายเกมที่มีกำลังซื้อ เพราะเชื่อว่าอุปกรณ์คู่มือในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ด เมาส์ แม้กระทั่งแผ่นรองเมาส์ Razer ถือเป็นตัวเลือกแรกๆ ในกลุ่มนี้อยู่แล้ว

ในวันที่ Razer หันมาจับตลาดเกม ก็ไม่แปลกที่จะมีกลุ่มผู้ใช้ที่เฝ้ารอวันที่ Razer Phone จะเข้ามาทำตลาดในไทย จนกระทั่งเอไอเอส มีการจับมือกับทาง Razer นำ Razer Phone 2 เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ในราคา 27,990 บาท

เมื่อดูจากราคา แน่นอนว่า Razer Phone 2 เป็นแฟลกชิปสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ ที่ต้องเป็นผู้ใช้งานที่ชื่นชอบ และมีกำลังซื้อถึงจะเลือกหามาใช้งาน เพราะจุดเด่นหลักๆ ของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้คือเรื่องของการออกแบบมาสำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ

ข้อดี

หน้าจอ 5.72 นิ้ว ที่แสดงผลระดับ 120 MHz

ประสิทธิภาพตัวเครื่องที่เล่นเกมแรงๆ ได้สบาย

ไฟ Chroma ที่เปลี่ยนสีได้ที่โลโก้ด้านหลัง

รองรับการเชื่อมต่อ 4.5G / Next-G / VoLTE

ข้อสังเกต

คุณภาพของกล้องที่ยังอยู่ระดับกลางๆ

ดีไซน์ตัวเครื่อง ทำให้จับถืออยาก

ใช้งานต่อเนื่องแล้วตัวเครื่องค่อนข้างร้อน

จุดที่โดดเด่นและสะดุดตามากที่สุดใน Razer Phone 2 คือเรื่องของดีไซน์ทรงสี่เหลี่ยม ที่ฝาหลังใช้วัสดุเป็นกระจก ซึ่งเพิ่มลูกเล่นด้วยไฟ Chroma ที่ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนสีได้เอง บนตราสัญลักษณ์ของ Razer ทำให้เชื่อว่าฟีเจอร์นี้เป็น 1 ในเรื่องสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้ใช้งานภูมิใจที่ได้ซื้อ Razer Phone 2 มาใช้งาน

เนื่องจากปัจจุบัน การถือใช้งานสมาร์ทโฟน ไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ 1 ชิ้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นสินค้าแฟชันที่แสดงความเป็นตัวตนของผู้ใช้งานด้วย ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความพรีเมียมของแบรนด์อย่าง Razer ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างตัวตนที่มีเอกลักษณ์ได้ไม่ยาก

กลับมาในแง่ของการดีไซน์ตัวเครื่อง Razer Phone 2 จะมากับการออกแบบสมาร์ทโฟนจอสัมผัสที่เน้นเหลี่ยมมุม ที่ Razer ต้องการทำออกมาให้แตกต่างจากสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆในท้องตลาด เพียงแต่ว่าทำออกมาแล้วตัวเครื่องจะค่อนข้างใหญ่ โดยมีขนาดอยู่ที่ 158.5 x 78.99 x 8.5 มิลลิเมตร นำ้หนัก 220 กรัม

เหตุที่บอกว่าตัวเครื่องค่อนข้างใหญ่ เพราะเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอ 5.72 นิ้วที่ให้มา Razer Phone 2 จะมีขอบจอเครื่องส่วนบนและล่างที่ค่อนข้างหนา แม้ว่าจะเป็นที่อยู่ของกล้องหน้า และลำโพง ที่ให้เสียงดังมากก็ตาม

เพียงแต่ว่ากที่ที่ขอบจอบน และล่างหนา ก็กลายเป็นจุดที่ดีในการเล่นเกม เพราะเมื่อผู้ใช้งานถือเครื่องในแนวนอน ปัญหาอุ้งมือไปสัมผัสบริเวณมุมเครื่องก็จะไม่เกิดขึ้น ทำให้ช่วยลดความผิดพลาดจากการสัมผัสโดยในจุดนี้ไปได้ด้วย

เทคโนโลยีการแสดงผลที่ Razer Phone 2 ใส่มาให้ใช้งานกันจะมีตั้งแต่หน้าจอ ที่เป็น UltraMotion ที่แสดงผลระดับ 120 MHz เพื่อให้ภาพลื่นไหลมากที่สุด (ผู้ใช้สามารถปรับได้ตั้งแต่ 60 MHz 90 MHz และ 120 MHz) บนความละเอียดหน้าจอระดับ 2K (2560 x 1440 พิกเซล)

หลังเครื่องในส่วนของกล้องต้องยอมรับว่า Razer Phone 2 ทำออกมาไม่ค่อยประทับใจเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนราคาเกือบ 3 หมื่นบาท แม้ว่าจะใช้กล้องหลังคู่ 12 ล้านพิกเซล (เลนส์มุมกว้าง f/1.75 เลนส์เทเล f/2.6) ที่มีระบบ Dual PDAF มาช่วยในการโฟกัส ส่วนวิดีโอถ่ายได้สูงสุดที่ระดับ 4K

แต่ภาพที่ถ่ายออกมาอยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น แต่เชื่อว่าถ้าในอนาคตมีการอัปเดตเฟิร์มแวร์มา ก็จะช่วยปรับปรุงคุณภาพกล้องให้ดีขึ้นได้ เพราะด้วยคุณภาพของเลนส์ที่ใช้อยู่ในระดับท็อปอยู่แล้ว ก็ขึ้นอยู่กับทีม Razer ว่าจะปรับปรุงได้มากแค่ไหน

รอบๆเครื่อง Razer Phone 2 จะมีปุ่มปรับระดับเสียงอยู่ทางฝั่งซ้าย ส่วนทางฝั่งขวาเป็นปุ่มเปิดเครื่อง ที่ในปุ่มจะมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ ทำให้เวลาจับถือเครื่องขึ้นมาก็สามารถใช้นิ้วโป้งขวา หรือนิ้วชี้ซ้ายปลดล็อกได้ทันที

ตัวเครื่อง Razer Phone 2 มากับแบตเตอรีขนาด 4,000 mAh รองรับการชาร์ตแบบไร้สาย รวมถึงเทคโนโลยี QuickCharge 4.0 ที่ช่วยให้ชาร์จแบตเตอรีได้เร็วขึ้น จากพอร์ต USB-C ที่ให้มา และแน่นอนว่าเมื่อใช้ USB-C Razer Phone 2 ก็ตัดพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. ออกไปด้วย แต่ก็ให้ตัวแปลงมาใช้ในกล่อง

Gallery

ปรับสีโลโก้ ลูกเล่นสร้างความต่าง

Chroma กลายเป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Razer Phone 2 ด้วยการนำไฟ LED 16 ล้านสี มาให้ผู้ใช้สามารถเลือกตั้งค่าไฟแสดงผลบนฝาหลังเครื่องได้ โดยสามารถเข้าไปเลือกปรับการแสดงผลไฟสัญลักษณ์นี้ได้ 3 รูปแบบหลักๆคือ ให้เป็นไฟติดค้างไว้ เป็นไฟสลับสีไปเรื่อยๆ หรือไฟแบบวูบขึ้นลงคล้ายจังหวะการหายใจ

นอกจากนี้ ยังสามารถปรับความเข้มข้นของไฟสัญลักษณ์ในการแสดงผล ที่มีให้เลือกทั้งแบบประหยัดพลังงาน ไปจนถึงให้ความสว่างสูงสุด การเลือกสีไฟสามารถเลือกผ่านตารางสี หรือจะใส่รหัสสีลงไปก็สามารถทำได้เช่นกัน

หน้าจอลื่น แต่ก็ใช้พลังงานสูง

อีกเรื่องที่ผู้ใช้ควรทำความเข้าใจคือเรื่องของการแสดงผลที่ระดับ 120 MHz ที่จะให้ภาพในระหว่างการดูภาพยนต์ หรือเล่นเกม เนียน และลื่นไหลมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นว่าทำให้ใช้พลังงานเครื่องในการประมวลผลสูงตามไปด้วย

ดังนั้น ถ้าเป็นการใช้งานทั่วๆไป ที่ไม่ได้เล่นเกม หรือต้องการประมวลผลภาพสูงๆ แนะนำให้ปรับความละเอียดลงมาเหลือ 60 MHz ก็จะช่วยยืดระยะเวลาใช้งานบนแบตเตอรีไปได้ด้วย เช่นเดียวกับความละเอียดหน้าจอที่สามารถปรับลงมาอยู่ในระดับ FullHD ได้เช่นกัน

หรือถ้าไม่ได้เล่นเกมที่ต้องใช้ความละเอียดสูงมาก การปรับความละเอียดหน้าจอลงมาก็จะช่วยยืดระยะเวลาในการใช้งานแบตเตอรีไปได้ในตัวด้วย รวมถึงเรื่องของการระบายความร้อนของตัวเครื่อง เพราะยิ่งเครื่องทำงานหนัก ก็จะเกิดความร้อนมากขึ้น

ที่เหลือคือแอนดรอยด์โฟน

นอกจาก 2 ความสามารถหลักที่สร้างเป็นจุดต่างออกมาแล้ว Razer Phone 2 ก็จะเหมือนแอนดรอยด์โฟนสเปกไฮเอนด์รุ่นอื่นๆ ในท้องตลาด เพราะด้วยการที่ทุกอย่างอยู่บนระบบปฏฺิบัติการแอนดรอยด์เหมือนกันหมด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Razer ต้องพิสูจน์คือเรื่องของการอัปเดตเวอร์ชันของแอนดรอยด์ว่า จะอัปขึ้นมาเป็นเวอร์ชันล่าสุดเมื่อไหร่ อย่างปัจจุบันที่เป็น Android 9 Pie แต่ใน Razer Phone 2 ยังมากับ Android 8.0 Oreo อยู่ รวมถึงการอัปเกรดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ส่วนเรื่องของการรับประกัน Razer Phone 2 จะให้ทาง AIS เป็นจุดในการรับเครื่องซ่อมกรณีที่มีปัญหาตามปกติอยู่แล้ว ดังนั้นก็ถือว่ามั่นใจได้ในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับเครื่องที่หิ้วเข้ามาขายก็จะมีความต่างอยู่

ทดสอบประสิทธิภาพ

สมาร์ทโฟนเพื่อสาวก Razer

ที่สุดแล้วเชื่อว่ากลุ่มผู้ใช้งาน Razer Phone 2 จริงๆแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสาวกแบรนด์ Razer ที่มีความมั่นใจในแบรนด์อยู่แล้ว เมื่อ Razer หันมาขายสมาร์ทโฟน และมีตัวแทนนำเข้ามาทำตลาดในไทยก็ยิ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นขึ้น จนสุดท้ายก็จะเป็นการตัดสินใจเลือกซื้อจากประสิทธิภาพเครื่อง และอารมณ์ของผู้ใช้มากกว่า

ส่วนจุดที่ Razer Phone 2 ต้องปรับปรุงแบบด่วนๆ ก็คือเรื่องของกล้องถ่ายภาพที่น่าจะทำได้ดีขึ้นกว่านี้ ถ้ามีการอัปเดตเฟิร์มแวร์ออกมาในอนาคต ส่วนการใช้งานที่เหลือ Razer สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมดอยู่แล้ว

]]>
Review : Dell XPS 13 (2018) โน้ตบุ๊กพกพาระดับพรีเมียมที่อัปเดตซีพียูให้แรงขึ้น https://cyberbiz.mgronline.com/review-dell-xps-13-2018/ Fri, 23 Nov 2018 10:03:27 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29777

โน้ตบุ๊กตระกูลบางเบาระดับพรีเมียมของเดลล์ (Dell) อย่าง XPS 13 ยังกลายเป็นหนึ่งในโน้ตบุ๊กพกพาที่พัฒนาต่อเนื่องมาได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการทำการบ้านในเรื่องของจอภาพ แบตเตอรี ไปพร้อมกับการเพิ่ประสิทธิภาพในการใช้งานให้สูงขึ้น

แม้ว่า XPS 13 ในปีนี้ จะไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนจากรุ่นปีก่อนหน้ามากนัก แต่ถ้ามองเฉพาะในแง่ของการปรับมาใช้ซีพียูรุ่นใหม่จาก Intel ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้เครื่องรุ่นนี้น่าสนใจมากขึ้น เพียงแต่สุดท้าย เรื่องของราคาจำหน่ายที่สูงเกือบ 8 หมื่นบาท ก็ทำให้ต้องคิดหนักพอสมควร

ก่อนหน้านี้ทีมงานเคยรีวิว Dell XPS 13 (2017) ไว้ โดยฟีเจอร์หลักๆ จะคล้ายคลึงกัน แต่ที่เปลี่ยนแปลงคือเรื่องของดีไซน์​ และรูปแบบการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป

ข้อดี

เครื่องบางเบา ประสิทธิภาพสูง

จอภาพระดับ 4K รองรับการสัมผัสหน้าจอ

ข้อสังเกต

ราคาเริ่มต้นที่ 59,990 – 79,990 บาท ขึ้นอยู่กับสเปกเครื่อง

พอร์ตเชื่อมต่อเป็น Thunderbolt 3 / USB-C ทั้งหมด ถ้าจะใช้กับอุปกรณ์เสริมเดิมต้องใช้อะเดปเตอร์

โน้ตบุ๊ก 13 นิ้ว ในขนาดเครื่อง 11 นิ้ว

Dell XPS 13 ถือเป็นเครื่องในตระกูลบางเบาของเดลล์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนการออกแบบตัวเครื่องให้มีขนาดเล็กลง บางลง โดยในรุ่นล่าสุด สามารถทำความบางในจุดที่บางที่สุดได้ 7.8 มิลลิเมตร ส่วนหนาสุดก็จะอยู่ประมาณ 11.6 มม. เท่านั้น ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ราว 1.21 กิโลกรัม

ก่อนหน้านี้ XPS 13 ถือเป็นโน้ตบุ๊กรุ่นแรกๆในตลาดที่มากับขนาดหน้าจอ 13.3” ในขนาดตัวเครื่องเท่ากับโน้ตบุ๊กจอ 11 นิ้วก่อนหน้านี้ โดยใช้วิธีการลดขอบจอให้บางลงเหลือ 4 มม. ทำให้ได้ตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กลง แต่ยังให้จอแสดงผลใหญ่เหมือนเดิม

เดลล์เรียกการออกแบบหน้าจอใหม่นี้ว่าเป็น InfinityEdge Display และเลือกนำจอความละเอียด 4K Ultra HD (3840 x 2160 พิกเซล) มาใช้งาน ทำให้การแสดงผลคมชัด ให้ความสว่างถึง 400nit มุมมองในการแบบ IPS เรียกได้ว่าใส่เทคโนโลยีในการแสดงผลมาครบ

ถัดจากหน้าจอลงมา เดลล์ มีการใส่กล้องอินฟาเรตมาให้ใช้งานคู่กับกล้องเว็บแคมปกติด้วย ทำให้เวลาใช้งาน Windows Hello สามารถใช้งานได้ในทุกสภาพแสง และขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลด้วย

ขณะที่ในส่วนของคีย์บอร์ด เดลล์ ยังทำการบ้านมาได้เป็นอย่างดี ที่แม้ว่าตัวเครื่องจะมีขนาดเล็กลง แต่ในการพิมพ์ใช้งานแบบสัมผัสได้แม่นยำ เช่นเดียวกับทัชแพดที่มีขนาดใหญ่ รองรับการใช้งานได้ลื่นไหลดี

ในส่วนของพอร์ตเชื่อมต่อบริเวณฝั่งซ้ายจะมีพอร์ต Thunderbolt 3 (USB-C) 2 พอร์ต ไว้ใช้ทั้งชาร์จไฟ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริม และต่อกับจอภาพ ข้างๆ จะเป็นไฟแสดงสถานะแบตเตอรีไว้ให้เช็กเวลาชาร์จทิ้งไว้ว่าเต็มหรือยัง โดยไม่ต้องเปิดเครื่องขึ้นมาดู

ทางฝั่งขวาจะมีตั้งแต่ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. พอร์ต USB-C 3.1 ช่องใส่ไมโครเอสดีการ์ด ส่วนบริเวณปลายขอบๆ จะเป็นที่อยู่ของลำโพงทั้ง 2 ฝั่ง ขนาดของ XPS 13 จะอยู่ที่ 302 x 199 x 7.8-11.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.21 กิโลกรัม

สำหรับสเปกของ XPS 13 ที่นำมาทดสอบจะเป็นรุ่นที่มากับซีพียู 8th Gen Intel Core i7 8550U ที่เป็น 4 คอร์ ความเร็วในการประมวลผลสูงสุด 4 GHz มากับ L3-Cache 8MB Intel UHD 620 RAM 16 GB พื้นที่เก็บข้อมูล 256 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 64bit

Gallery

ทดสอบประสิทธิภาพ

สำหรับผลการทดสอบประสิทธิภาพของ XPS 13 สามารถดูได้จากผลทดสอบด้านล่าง

สรุป

สำหรับในแง่ของการใช้งาน XPS 13 มาตอบโจทย์การใช้งานสำหรับนักธุรกิจและการใช้งานเพื่อความบันเทิงเป็นหลักโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการโน้ตบุ๊กบางเบาพกพาง่ายที่เน้นในเรื่องของการแสดงผลที่คมชัดและไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของงบประมาณเนื่องจากในตลาดนี้เริ่มมีตัวเลือกที่หลากหลายขึ้น

]]>
Review : GoPro Hero 7 Black พัฒนาด้านกันสั่น ถ่ายวิดีโอสนุกกว่าเดิม https://cyberbiz.mgronline.com/review-gopro-hero-7-black/ Wed, 21 Nov 2018 06:05:35 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29748

ตลาดกล้องแอคชั่นแคม เริ่มกลายเป็นอุปกรณ์ที่ถูกนำมาใช้งานกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบกีฬาเอ็กซ์สตรีมอีกต่อไปแล้ว แต่กลายมาเป็นกล้องวิดีโอพกพาที่ให้ภาพในมุมมองที่แปลกตา และใช้งานสะดวกเหมาะกับผู้บริโภคที่ชอบบันทึกเรื่องราว

เหตุผลหลักที่ทำให้ GoPro Hero ยังกลายเป็นกล้องแอคชั่นแคมที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องเลย มาจากความง่ายในการใช้งาน ให้มุมมองภาพเลนส์ไวด์ที่แปลกตา โดยในรุ่น Hero 7 มีการพัฒนาหลักๆขึ้นมา ในแง่ของระบบกันสั่นภายในกล้องช่วบให้ภาพไม่สั่นไหว พร้อมกับการเพิ่มโหมด Live FB ได้ทันทีเมื่อเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน

ข้อดี

ระบบกันสั่นทำออกมาได้ดีขึ้นกว่ารุ่นที่ผ่านมา

แบตเตอรีถ่ายใข้งานได้ต่อเนื่องราว 30-40 นาที

กันน้ำ 10 เมตร เปลี่ยนแบตได้ ชาร์จไฟไปถ่ายไปได้

ข้อสังเกต

ยังมีข้อจำกัดในการบันทึกภายในที่แสงน้อย

ราคาค่อนข้างสูง (14,500 บาท)

ปรับดีไซน์ไม่เยอะ แต่สมบูรณ์มากขึ้น

ในส่วนของตัวเครื่อง GoPro Hero 7 จะมีลักษณะเหมือนใน GoPro Hero 6 ที่ออกมาวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2018 ซึ่งปรับจากดีไซน์เดิมที่เป็นพลาสติกในรุ่น Hero 4 Hero 5 มาเป็นดีไซน์ใหม่ที่เป็นกล้องที่คลุมด้วยวัสดุคล้ายยางสังเคราะห์ ที่สามารถกันน้ำได้ โดยไม่ต้องใส่เคสเพิ่มเติม

ทำให้ Hero 7 สามารถนำไปใช้งานได้ทั้งในน้ำทะเล แม้น้ำ น้ำสระว่ายน้ำ ได้โดยไม่ต้องหาซื้อเคสมาใส่เพิ่ม โดยตัวเครื่องจะกันน้ำบนมาตรฐานของ IP68 ที่สามารถกันน้ำลึกได้ 2 เมตร ไม่เกิน 30 นาที

รอบๆตัวไล่จากด้านหน้าจะมีเลนส์กล้องขนาดใหญ่ พร้อมจอแสดงผลบอกรายละเอียดการบันทึกภาพว่าใช้งานโหมดวิดีโอ ภาพนิ่ง หรือถ่ายแบบร่นเวลา (Time Labs) อยู่ ถัดลงมาเป็นความละเอียดของภาพ รระยะเวลาที่สามารถบันทึกได้ และสถานะแบตเตอรี

ส่วนด้านหลังก็จะเป็นจอทัชสกรีนขนาด 2 นิ้ว ที่สามารถสัมผัสหน้าจอเพื่อสั่งงานได้ โดยในหน้าจอหลักก็จะแสดงสถานะแบตเตอรี โหมดที่ใช้งาน สามารถสลับโหมดได้ด้วยการปัดซ้ายขวา ระยะเวลาที่บันทึกได้อยู่ในแถบบน

ถัดลงมาเป็นการตั้งค่าการบันทึกภาพอย่างความละเอียด มุมกล้อง ปรับแสงในการบันทึก ซึ่งทุกอย่างถูกออกแบบมาบนอินเตอร์เฟสที่ง่ายต่อการใช้งาน ส่วนถ้าต้องการตั้งค่าการเชื่อมต่อต่างๆให้ปัดจากขอบจอล่างขึ้นมาก็จะเข้าสู่เมนูการตั้งค่าทั่วไป

รอบตัวเครื่องด้านบนจะมีปุ่มชัตเตอร์ให้ใช้งาน กรณีที่ไม่ได้สั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน ก็สามารถกดบันทึกภาพจากกล้องได้ทันที ทางด้านซ้ายจะมีพอร์ค Mini-HDMI ไว้ต่อออกจอภาพ และพอร์ต USB-C ไว้เสียบสายชาร์จ (มีฝาปิดไว้ แต่สามารถถอดออกได้)

ทางด้านขวาก็จะเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ด้านล่างก็จะเป็นช่องใส่แบตเตอรี และไมโครเอสดีการ์ด โดยจะมีฝาปิดแบบกันน้ำอยู่ ซึ่งถ้ามีการนำไปใช้งานในน้ำก็ให้ตรวจสอบฝาปิดพอร์ตต่างๆให้เรียบร้อยก่อนลงน้ำด้วย

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องจะประกอบไปด้วย ตัวกล้อง GoPro Hero 7 แบตเตอรี และอุปกรณ์เสริมอย่างเคสที่ไว้ยึดกับขาตั้งแบบ 3 ขา หรือจะนำไปยึดติดกับฐานยึดที่มีมาให้ก็ได้เช่นกัน หรือถ้าไม่ต้องการใช้งานร่วมกับขาตั้ง ก็สามารถใส่เคสยางเพื่อนำไปใช้งานในน้ำได้เช่นเดียวกัน

สรุป

ส่วนที่พัฒนามามากที่สุด และเห็นได้ชัดเจนเลยใน GoPro Here 7 คือเรื่องของระบบกันสั่นภายในตัวกล้อง ที่ทำให้ภาพเคลื่อนไหวที่ได้เนียนตามากยิ่งขึ้น พร้อมไปกับการเพิ่มคุณภาพเลนส์ให้รับแสงได้ดีขึ้น ดังนั้นถ้าใครที่ชื่นชอบกล้องแอคชั่นแคม ได้ท่องเที่ยว ได้นำไปใช้งานในชีวิตประจำวัน การมี GoPro ติดตัวไปด้วยก็ยังเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ช่วยเก็บความประทับใจได้แน่นอน

Gallery

]]>
Cyber Apps 19/11/18 : 4 แอปเพิ่มดีกรีความสนุกให้กับคืนลอยกระทง https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-191118/ Mon, 19 Nov 2018 06:42:54 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29763 kirakira+ เพิ่มความระยิบระยับให้กับทุกภาพถ่าย

ค่ำคืนลอยกระทงที่กำลังจะถึงนี้ นอกจากจะวางแผนการเดินทางอย่างดีว่าจะไปลอยกระทงที่ท่าน้ำไหนแล้ว การวางแผนให้ได้ช็อตเจ๋งๆ ระหว่างปล่อยกระทงก็เป็นสิ่งที่คนรักการเซลฟี่พลาดไม่ได้

ด้วยการนี้ เราจึงอยากแนะนำให้คุณได้ลองแอปถ่ายรูปสไตล์ฟรุ้งฟริ้งอย่าง “kirakira+” ที่จะช่วยเพิ่มเอฟเฟกต์ความระยิบระยับของวิวกลางคืน ทำให้ทุกๆ ช็อตที่ถ่ายในคืนวันลอยกระทงออกมาสวยสุดประทับใจ

แอปนี้ใช้ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ และยังเหมาะอย่างมากกับการถ่ายภาพเครื่องประดับที่เพิ่มความเงางามให้กับสินค้าได้อีกด้วย

ดาวน์โหลดแอป “kirakira+” ได้ทั้งบนไอโฟนและไอแพดในราคา 35 บาท

ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/kirakira/id955687901?mt=8

LightSpace ใช้ AR สาดสีสันให้กับยามค่ำคืน

แสงไฟนีออน ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนในเมืองหลวงดูโรแมนติกขึ้นอีกเป็นกอง โดยเฉพาะกับค่ำคืนวันลอยกระทง และตอนนี้คุณก็สามารถเสกเอฟเฟกต์แสงไฟนีออนให้กับโลกรอบๆ ตัวคุณได้

แค่เพียงมีแอปอย่าง LightSpace – 3D painting in AR เมื่อลงแอปนี้และเลือกอนุญาตให้แอปเข้าถึงภาพถ่ายและไมโครโฟนแล้ว ก็กดที่หน้าจอเพื่อถ่ายวิดีโอ จากนั้นก็เอามือวาดรูปต่างๆ ลงบนจอได้เลย ก็จะพบลายเส้นสีเขียวนีออนปรากฎอยู่ตรงหน้า อย่าลืมอัดเสียงฮาๆ ระหว่างที่วาดรูปบนจอไปด้วย คลิปสั้นๆ แต่แปลกตานี้ก็พร้อมโพสต์เรียกไลค์ได้แล้ว!

แอป LightSpace – 3D painting in AR ดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad และหากต้องการเพิ่มสีไฟนีออนสีอื่นๆ ก็แค่เพียงจ่ายเงินซื้อฟีเจอร์นี้เพิ่มในแอปเพียง 99 บาทเท่านั้นก็เปลี่ยนสีสันไฟนีออนได้ตามต้องการ

ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/lightspace-3d-painting-in-ar/id1274597316?mt=8

PICA – ถ่ายภาพให้อิ่มใจกับฟิลเตอร์ตระการตา สมกับสถานที่และเวลา

แอปถ่ายรูปใน App Store มีให้เลือกมากมายตามสไตล์ที่ถนัด สำหรับ PICA เรามองว่ามันเป็นแอปถ่ายรูปคู่ใจนักท่องเที่ยวอีกแอปที่ขาดไปไม่ได้ เพราะรูปที่ดีไม่ได้ต้องการแค่องค์ประกอบที่ครบ แต่ต้องการสีและอารมณ์ของรูปที่สื่อถึงสถานที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย

ในแต่ละเดือน แอป PICA จะคอยอัปเดต Scene ใหม่ ซึ่งเป็นฟิลเตอร์พิเศษที่ให้คุณเลือกตามอารมณ์หรือสภาพอากาศ และยิ่งไปกว่านั้น Jongbeom Lee ช่างภาพชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังแอปนี้ จะแชร์รูปสวยๆ ของเขาหนึ่งรูปที่เขาใช้ฟิลเตอร์ใหม่นี้ พร้อมทั้งอธิบายว่าต้องแต่งอย่างไรถึงจะสวยได้แบบนี้ด้วย

พูดๆ ง่ายก็คือ นี่จะเป็นพื้นที่แสดงผลงานสำหรับคนมากความสามารถอย่างเขา และเป็นแหล่งความรู้ที่ดีที่ให้คุณเรียนรู้การแจต่งรูปที่สวยขึ้นตามกันไป โดยเฉพาะคืนลอยกระทงที่จะมาถึงสีชมพูคือดาวเด่นสำหรับรูปพระอาทิตย์ตกดินและรูปยามค่ำคืน รูปเมืองยามค่ำคืนนั้นมักจะอมเหลืองเพราะแสงไฟ เราแนะนำฟิลเตอร์ TK ในแอปนี้ เพื่อเป้าหมายในการลดสีเหลืองลงและคงสีจริงให้มากที่สุด 

แอป PICA ราคา 69 บาท ใช้ได้บน iPhone และ iPad

ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/pica-picn2k/id1376609012?mt=8

Luna Flowers – สัมผัสอารมณ์พริ้วไหวของดอกไม้และสายน้ำ

เหนื่อยมาทั้งวัน ได้เวลาผ่อนคลายกับเกมที่ว่าด้วยดอกไม้ แสงจันทร์ สายน้ำ ที่มีตัวดำเนินเรื่องคือเจ้าหญิงที่ต้องผจญภัยผ่านไปยังดินแดนต่างๆ อย่างเกม Lunar Flowers จะว่าไปเราก็ไม่ต้องรอค่ำมืดเพื่อต้องออกเดินทางหรอกนะ ไปกันเลย

เสน่ห์ของ Lunar Flowers อยู่ที่เกมนี้จะไม่บอกอะไรเลย ไม่มีภาษาหรืออักษรใดๆ แต่จะสื่อสารด้วยดอกไม้ที่จะลอยอยู่กลางฟ้า ให้คุณลากเส้นเชื่อมตามแพทเทิร์นที่กำหนด จะว่ากำหนดก็ไม่ใช่ แต่เกมจะใบ้ให้คุณรู้ เช่น คำใบ้จะมาในรูปแบบโคมลอยกลางน้ำ คุณต้องลากเส้นจากจุดต่อจุดตามก่อนหมดเวลา โคมลอยชนเรือและต้องเริ่มเล่นใหม่จนกว่าจะผ่าน คลอเคล้าไปกับดนตรีบรรเลงแสนงดงาม เอาเป็นว่าถ้าอยากบิลด์อารมณ์ให้เย็นใจไปกับดอกไม้และสายน้ำต้อนรับคืนวันลอยกระทง หยิบเกมนี้ไปเล่นก่อนเลยดีกว่า

เกมนี้ดาวน์โหลดฟรี เล่นได้บน iPhone และ iPad

ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/lunar-flowers/id1008637459?mt=8

]]>
Review : Nokia 6.1 Plus จอไร้ขอบขนาดเหมาะมือ https://cyberbiz.mgronline.com/review-nokia-6-1-plus/ Tue, 13 Nov 2018 09:05:56 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29671 Nokia 6.1 Plus เหมาะกับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มองไม่เหมือนสมาร์ทโฟนจีน รวมถึงทุกคนที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะ Android One ที่จะรับประกันว่าเครื่องจะได้อัปเดทระบบแน่นอนภายใน 2 ปีหลังจากซื้อ บนราคาที่ถือว่าเป็นระดับเริ่มต้นของสมาร์ทโฟนระดับกลาง

ข้อดี

– รูปลักษณ์พรีเมี่ยม ดูหรูแวววาว
– ขนาดกะทัดรัดกำลังดี
– จอแสดงผลยอดเยี่ยม
– ระบบ Android One เร็วและไม่รก

ข้อสังเกต

– การถ่ายภาพในที่แสงน้อยยังไม่น่าพอใจ
– ระบบสแกนนิ้วผิดพลาดบ่อย

*** กระจกเงาให้ความหรู

ไม่ถึง 2 ปีดีหลังจากที่ HMD Global ชุบชีวิต Nokia ขึ้นมา วันนี้สมาร์ทโฟนแบรนด์ Nokia ถูกมองว่าสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้แล้ว บนจุดยืนเรื่องความจงรักภักดีกับโครงการ Android One ของ Google อย่างเหนียวแน่น ซึ่งกรณีของ Nokia 6.1 Plus ที่รับไม้ต่อจาก Nokia 6 และ Nokia 6.1 ถือว่าเป็นอีกจุดขายที่เสริมให้ Nokia 6.1 Plus น่าเชื่อถือมากขึ้น

สิ่งที่มีใน Nokia 6.1 Plus คือการอัปเดทฮาร์ดแวร์ที่ดีขึ้น บนรูปลักษณ์ใหม่ซึ่งหลายคนบอกว่าต่างจาก Xiaomi และ Honor ซึ่งเป็นคู่แข่งในตลาดระดับราคาเดียวกัน ด้านหน้าของ Nokia 6.1 Plus คือจอใหญ่ไร้ขอบดูธรรมดาทั่วไป แต่บอดี้ด้านข้างที่ใช้อะลูมิเนียม คู่กับฝาหลังที่ทำจากกระจกนั้นทำให้เครื่องมีความโดดเด่นสวยงามดี ทำให้ดูราคาแพงกว่าที่เป็นจริง

เครื่องสีขาวที่ทดลองใช้งานนั้นไม่เห็นลายนิ้วมือหรือรอยเปื้อนเลย จุดนี้ผู้สนใจควรสังเกตให้ดีหากต้องการซื้อสีดำ จุดนี้ข้อมูลระบุว่าหน้าจอ IPS ของ Nokia 6.1 Plus มีขนาด 5.86 นิ้ว ความละเอียด FHD (1080 x 2280 พิกเซล) ความละเอียดเม็ดสี 432 ppi อัตราส่วนภาพ 19:9 โดย Nokia 6.1 Plus เป็นรุ่นแรกสำหรับโทรศัพท์โนเกียที่มีรอยบาก ตัวหน้าจอใช้ Corning Gorilla Glass 3 เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน

กล้อง 2 ตัวด้านหลังเรียงกันในแนวตั้งอยู่บนแฟลช ทั้งหมดยื่นออกมาเล็กน้อยเพื่อให้โทรศัพท์ไม่ราบเรียบบนผิวเครื่อง จุดนี้ต้องปรบมือให้เพราะโมดูลกล้องและเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือด้านล่างมีโครเมี่ยมเงาล้อมอยู่รอบตัว ดูแวววาวน่าสนใจมากขึ้นเหมือนปุ่มเพาเวอร์และปุ่มปรับระดับเสียง

Nokia 6.1 Plus ถือเป็น 1 ในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนขนาดกะทัดรัดที่สุดในตลาดในขณะนี้ขนาดไล่เลี่ยกับ Pixel 2 ความหนาเครื่องคือ 8 มม. น้ำหนัก 151 กรัม แทบทุกคนตกใจกับราคาเครื่องที่บอกว่าอยู่ระดับ 8,990 บาท เนื่องจากคิดว่าราคาเครื่องจะสูงกว่านี้

***ชิปวางใจได้

Nokia 6.1 Plus แตกต่างจากโทรศัพท์โนเกียรุ่นก่อนที่การใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 636 พร้อมชิปเซ็ต Kryo 260 ซึ่งเป็นชิปเดียวกับสมาร์ทโฟนคู่แข่งรายอื่นเช่น Asus Zenfone Max Pro M1 และ Xiaomi Redmi Note 5 Pro จุดนี้ Nokia 6.1 Plus ทำคะแนนทดสอบประสิทธิภาพเครื่องได้ไม่เป็นรองใคร ด้วยแรม 4GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในขนาด 64GB ซึ่งสามารถขยายได้ด้วยการ์ด microSD

Nokia 6.1 Plus ถือว่าใช้งานได้ดีในชีวิตประจำวัน แม้ว่าจะมีอาการกระตุกเล็กน้อยหากสแกนลายนิ้วมือติดกันบ่อยมากเกินไป ตัวเครื่องรองรับการเล่นเกมส่วนใหญ่ แต่เกมแบบกราฟิกที่เข้มข้นเช่น PUBG Mobile จะทำงานโดยใช้ค่ากราฟิกต่ำที่สุด

การทดสอบบน AuTuTu Benchmark v7.1.0 พบว่า Nokia 6.1 Plus เครื่องที่ทีมงานได้รับมาทดสอบนั้นทำคะแนน 117,260 แต้ม โดยการทดสอบแบตเตอรี่ที่ HMD เคลมว่าสนทนาต่อเนื่องได้ 20.5 ชั่วโมง พบว่าหากเครื่องมีแบตเตอรี่เหลือ 40% ทำให้ยังใช้งานต่อได้มากกว่า 4 ชั่วโมง

 

นอกจากนี้ Nokia 6.1 Plus ยังรองรับ QuickCharge 3.0 ซึ่งช่วยให้ชาร์จแบตเตอรี่ได้ตั้งแต่ 0 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ในเวลาประมาณ 80 นาทีเร็วทันใจ ใช้ USB Type-C สำหรับชาร์จ ไม่สามารถถอดแบตเตอรี่เปลี่ยนได้ ขนาดความจุ 3,060 mAh

Nokia 6.1 Plus มาพร้อมกับถาดไฮบริดเพื่อให้สามารถใช้ซิมการ์ด 4G แบบนาโนซิม 2 ชิ้น หรือจะยอมเสียช่องหนึ่งสำหรับใส่การ์ด microSD แทน

กล้องหลัง 2 ตัวของ Nokia 6.1 Plus ใช้เซ็นเซอร์หลัก 16 MP f/2.0 พร้อม PDAF และเซ็นเซอร์วัดความลึก 5MP f/2.4 หากอยู่ในสภาพแสงกลางวัน รูปภาพจะสวยบนสีสมบูรณ์แบบ เรียกว่าภาพมีความคมชัดและมีรายละเอียดที่ดี สามารถโฟกัสได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งตรวจจับได้ดีบนโทนสีผิวที่สวยสมบูรณ์แบบ

แต่ในสภาพแสงน้อย Nokia 6.1 Plus มีอาการภาพเบลอ โดยเฉพาะการถ่ายวัตถุที่เคลื่อนไหวในสภาพแสงน้อย

โดยรวมแล้ว Nokia 6.1 Plus ทำให้เรารู้สึกประทับใจกับกล้องทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพราะเมื่อใช้ถ่ายภาพในเวลากลางวัน การทำ bokeh เกิดขึ้นได้ง่ายดายและมีการจัดการเพื่อเบลอพื้นหลังโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดเลย

กล้องด้านหน้าของ Nokia 6.1 Plus ละเอียด 16MP f / 2.0 สามารถจับภาพ selfies หน้าเนียนได้แม้จะใช้งานในอาคาร ถึงจะเป็นเลนส์เดี่ยวก็ไม่มีปัญหาในการถ่ายภาพโหมด bokeh เช่นเดียวกับโหมดที่ Nokia พยายามขายอย่าง Dual-Sight Bothie การถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอด้วยกล้องหน้าและหลังพร้อมกันในโหมดนี้เป็นประโยชน์มากสำหรับการถ่ายวิดีโอเด็กหรือสัตว์เลี้ยง ซึ่งสามารถทำ LIVE สดไปยัง Facebook และ YouTube ได้ด้วยคลิกเดียว

ใครชอบลูกเล่น 3D AR สติกเกอร์ไม่ผิดหวัง เช่นเดียวกับโหมดถ่ายภาพบุคคลที่ทำงานได้ไม่เลวเลย การซูมเข้าหรือออกในระหว่างการบันทึกวิดีโอพบอาการสะดุดเล็กน้อย

บทสรุปคือกล้องใน Nokia 6.1 Plus อยู่ในระดับใช้ได้ แต่หากเทียบกับสมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นอื่น Nokia 6.1 Plus ถือว่ายังไม่ดีพอสำหรับความคาดหวังที่หลายคนตั้งไว้

*** ซอฟต์แวร์ไม่รก

เช่นเดียวกับโทรศัพท์รุ่นอื่นของ HMD Global สมาร์ทโฟน Nokia 6.1 Plus เป็นสมาร์ทโฟน Android One ที่จะจัดส่งด้วยระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ที่สามารถอัปเดทเป็น Android 9 Pie ได้แล้ว และคาดว่าจะได้เป็น Android Q เร็วกว่าสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่น

ความเป็น Android One จะทำให้ Nokia 6.1 Plus ได้รับการอัปเกรดแน่นอนในระยะเวลา 2 ปีหลังจากซื้อเครื่อง ขณะเดียวกันก็ได้อัปเดทระบบรักษาความปลอดภัยรายเดือนต่อเนื่อง 3 ปี

แอปที่น่าสนใจใน Nokia 6.1 Plus คือ Nokia Camera ที่ถือว่ามีประโยชน์ สามารถตั้งค่าท่าทางเพื่อเปิดใช้งานกล้องได้รวดเร็วขึ้น ที่สำคัญคือชาว Nokia 6.1 Plus ควรอัปเกรด Android Pie จึงจะสามารถใช้งานระบบสั่งการด้วยท่าทางได้ดีขึ้น

*** ราคาเปิดตัว 8,990 บาท

Nokia 6.1 Plus มีราคา 8,990 บาท เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนระดับกลางที่ต้องการเน้นเซลฟี่ ซีพียูไว้วางใจได้ บนหน้าจอใหญ่ไร้ขอบที่ขนาดเครื่องไม่ใหญ่โตเกินงาม

แม้ในเครื่องที่ทีมงานทดสอบจะพบข้อผิดพลาดที่ระบบอ่านลายนิ้วมือบ่อยครั้ง แต่ต้องยอมรับว่า Nokia 6.1 Plus ทำงานด้านอื่นได้เสถียรดี กลายเป็นอีกสมาร์ทโฟนไร้ขอบที่น่าสนใจในตลาดขณะนี้

สรุปคุณสมบัติเด่น Nokia 6.1 Plus:

หน่วยประมวลผล (CPU / GPU) Qualcomm SnapdragonTM 636 Octa-core 1.8 GHz Kryo 260 / Adreno 509
หน้าจอขนาด 5.86 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (1080 x 2280 พิกเซล, 19:9) ประมาณ 432 ppi
ระบบปฎิบัติการ Android 8.1 Oreo อัปเดทเป็น Android 9 Pie
หน่วยความจำในตัว 64 GB eMMC 5.1 พร้อมรองรับ MicroSD Card สูงสุด 400 GB
รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด, USB Type-C
รองรับเครือข่าย 2G/3G/4G
RAM 4GB
กล้องหลังคู่ความละเอียด 16MP + 5MP
กล้องหน้าความละเอียด 16MP
รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint Scan
มีฟีเจอร์สแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่อง
แบตเตอรี่ 3,060 mAh ชาร์จแบบ 5V/2A 10 W
ราคา 8,990 บาท.

]]>
Cyber Apps 12/11/18 : 3 แอปดีฝีมือคนไทย ที่จะติดใจคุณ https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-121118/ Mon, 12 Nov 2018 03:20:57 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29730 คุณเคยเป็นแบบนี้ไหม ที่เวลาจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ อยากเปลี่ยนแปลงนิสัยตัวเองเมื่อไร ก็จะต้องรอขึ้นปีใหม่ จะได้เขียนเป้าหมายตัวเองไว้ใหญ่ๆ แต่พอพ้นต้นปีไปสักสองสัปดาห์เท่านั้นแหละ เป้าหมายที่ดูยิ่งใหญ่ก็กลายเป็นแผ่วลง อ่อนแรง จนกระทั่งหยุดทำมัน และกลับสู่ภาวะเดิมในที่สุด

โอกาสนี้ App Store ไม่อยากให้คุณเฝ้ารอถึงปีใหม่ ขอบิลด์ไฟในตัวคุณให้ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่ทำแอป แต่ทำอะไรก็ได้ที่คุณตั้งใจไว้ว่าจะทำ ผ่านเรื่องราวของผู้พัฒนาแอปชาวไทย 3 ราย ที่เชื่อเลยว่าเรื่องของพวกเขาจะช่วยจุดประกายไฟแรงๆ และเพิ่มอะดรีนาลีนให้กับคุณได้เลยทีเดียว

Earth Atlantis – 15 ปี กับผลผลิตของฝันจากคนรักเกม 

ใครจะไปรู้ว่า Earth Atlantis เกมสุดมันที่เราติดหนึบในการขับเคี่ยวเรือดำน้ำไล่ยิงสัตว์ประหลาดใต้ท้องทะเล ซึ่งมากับลายเส้นเหมือนงานวาดมือ คือผลงานในฝันของ อนุชา อารีพรรค นักพัฒนาอินดี้ชาวไทยที่ใช้เวลากว่า 15 ปีในการออกแบบเกมนี้ ภาพและองค์ประกอบสุดวิจิตรในเกมเกิดจากการวาดภาพด้วยมือในเวลาว่าง นอกเหนือจากการเป็นอาจารย์ภาควิชาเกมดีไซน์ในมหาวิทยาลัย 

เขาเห็นภาพชัดมาตั้งแต่แรก ว่า Earth Atlantis ต้องเป็นเกมของนักสำรวจสายเรทโทรในยุคศตวรรษที่ 14 และมีเป้าหมายชัดในการทำเกมนี้ออกมาด้วยความหลงใหล ขับด้วยความมุ่งมาดปรารถนาส่วนตัว ไม่ใช่การวางเป้าหมายด้วยตัวเงินหรือยอดดาวน์โหลด แต่กระนั้นตัวเกมก็ได้พิสูจน์ตัวมันเอง ด้วยการได้รับรางวัลและถูกพูดถึงในเวทีเกมของต่างประเทศตั้งแต่ยังไม่เปิดตัว ทั้งรางวัล Excellence in Art award ในงาน 2016 BIC Festival ที่เกาหลี และรางวัล The Grand Prize (Vermilion Gate Award) ในงาน BitSummit 2017 ที่ญี่ปุ่น

ระยะทางไกลขนาดนี้ อนุชาบอกว่าต้องตั้งข้อผูกมัดกับตัวเองไว้ให้ชัด และมีแผนสองในการทำงานไว้เสมอ เพราะบางทีอาจเกิดปัญหาระหว่างทาง แต่งานต้องสำเร็จตามแผนที่วางไว้ และการเป็นนักพัฒนาสายอินดี้ถ้าจะเกิดต้องมีไอเดียที่โดดเด่นฉีกจากกระแสเดิมๆ ถึงจะประสบความสำเร็จ

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/earth-atlantis/id1065334252?mt=8

FIN – เห็นโอกาสแล้วรีบทำก่อนใคร

การลงทุนในกองทุนรวม ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายกว่าไปลงในหุ้นรายตัว เพราะมีผู้จัดการกองทุนคอยเลือกให้ว่าจะเอาเงินเราไปลงทุนกับหุ้นตัวไหนถึงจะได้ผลตอบแทนอย่างที่หวัง ทั้งนี้ตอนที่จะเริ่มเลือกลงทุน ก็ยังเลือกยากสำหรับมือใหม่ สุทธิวัฒน์ ยังคล้าย ก็ประสบปัญหานี้ด้วยตัวเองเช่นกัน เขาจึงสร้างแอป FIN เพื่อช่วยติดตามข้อมูลของกองทุนรวมต่างๆ เพื่อให้จับจังหวะการซื้อ ขาย และ หรือสับเปลี่ยนกองทุนได้ถูกเวลา และ FIN ก็เป็นแอปที่ช่วยนักลงทุนได้บริหารจัดการพอร์ตได้สะดวกขึ้นมาก

ด้วยความที่อยู่กับสายงานประจำด้านไอที เมื่อพบปัญหาด้านการติดตามข้อมูลกองทุน ประกอบกับการเห็นเทรนด์ใหม่ในโลกการเงินอย่างฟินเทค’ (Financial Technology) สุทธิวัฒน์จึงใช้เวลาวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอดหนึ่งปีเต็มเพื่อเรียนรู้การเขียนแอปบน iOS ในภาษา Swift ด้วยตัวเอง 

วิธีการเรียนเขียนแอปที่ดีที่สุดของ สุทธิวัฒน์ เขาแนะนำว่าให้ลองจากของจริงเลย ด้วยการคิดหาโปรเจกต์ที่อยากทำก่อน ถ้ามั่นใจว่าโปรเจกต์นั้นช่วยแก้ปัญหาผู้คนในวงกว้างได้แน่ๆ แล้วยังไม่มีใครทำ เขาบอกว่านี่คือจังหวะน่าเข้าให้เริ่มลงมือได้ทันที ดังนั้น คิดอะไรได้ มองให้รอบ และอย่าช้า ก่อนที่คนอื่นจะคว้าไอเดียนั้นไป

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/fin-app-กองทนรวม-mutualfund/id972662339?mt=8

Flixer – ความร่วมมือกับความไว้วางใจ ติดจรวดให้เกิดงานใหม่

ส่วนผสมของสองสิ่งอันลงตัวทำให้เกิดสิ่งใหม่ที่ปังและถูกใจผู้ใช้เสมอ อย่าง Flixer แอปสตรีมสาระบันเทิงจากญี่ปุ่น ที่หลายคนอาจจะรู้จักว่าเป็นแอปไว้ดูการ์ตูนญี่ปุ่น แต่จริงๆ แล้วเป้าหมายของเขาไปไกลกว่านั้น

จุดเริ่มต้นของ Flixer มาจาก เอกชัย เจริญพัฒนมงคล จากบริษัท iAppCreation ผู้พัฒนาแอปตกแต่งคีย์บอร์ด Pastel Keyboard ที่วันหนึ่งต้องเข้าไปติดต่อขอลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนญี่ปุ่นจากบริษัท DreamExpress (DEX) จึงเล็งเห็นโอกาสของการสร้างแอปสำหรับการดูการ์ตูนที่ถูกลิขสิทธิ์โดยเฉพาะ ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทย

เมื่อทั้งสองฝั่งเห็นถึงโอกาส ฝั่งหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาแอป อีกฝั่งหนึ่งก็มีคอนเทนต์อยู่ในมือ จึงเป็นโอกาสของความร่วมมือที่สร้างความแตกต่างให้วงการ สิ่งสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญจากต่างวงการมาร่วมมือกัน นอกจากความสามารถอันโดดเด่นของแต่ละคนแล้ว การไว้วางใจกันให้แต่ละฝ่ายดูแลในสิ่งที่ตัวเองถนัด รวมไปถึงการพูดคุยด้วยภาษาที่อีกฝ่ายเห็นภาพง่าย ก็มีส่วนช่วยให้งานเดินไวและราบรื่น

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/flixer-ฟลกเซอร/id1287963018?mt=8

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.flixer.flixer&hl=th

พร้อมกันนี้ หากคุณพร้อมที่จะเป็นนักพัฒนา ทางแอปเปิลขอชวนมาเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ด้วยกันได้ที่ร้าน Apple Iconsiam ไปด้วยกันซึ่งจะมีกิจกรรม Today at Apple ที่คอยสอนและให้ความรู้แก่ผู้ใช้ไปด้วย 

]]>