CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Tue, 16 Jan 2018 07:44:59 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.7.2 Review : Xiaomi Mi Mix 2 หนึ่งในสมาร์ทโฟนตัวแรง ดีไซน์ดี ราคาโดน https://cyberbiz.mgronline.com/review-xiaomi-mi-mix-2/ Tue, 16 Jan 2018 07:44:59 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27964

การมาของ Xiaomi Mi Mix 2 ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่สร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ใช้ในปี 2017 ที่ผ่านไม่ ไม่ใช่แค่ในเรื่องของดีไซน์แบบไร้ขอบที่ทำมาแบบเต็มจอ แต่เป็นในเรื่องของราคาจำหน่ายที่เปิดมา 17,990 บาท แต่ให้สเปกเครื่องมาในระดับไฮเอนด์

แน่นอนว่าด้วยชื่อของ Xiaomi ผู้บริโภคต่างรับรู้อยู่แล้วว่าเป็นแบรนด์ที่เน้นเรื่องความคุ้มค่า กับราคาที่จ่ายออกไป ดังนั้นจึงอัดสเปกมาให้ทั้งการใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 835 จอไร้ขอบ กับแบตเตอรีขนาด 3,400 mAh

การออกแบบ

ในแง่ของการออกแบบ Mi Mix 2 อาจจะไม่ได้ดูใหม่ในสายตาของแฟนๆ Xiaomi เพราะ Mi Mix รุ่นแรกก็ทำออกมาในดีไซน์แบบไร้ขอบมาก่อนแล้ว แต่ถ้ามองว่าเป็นรุ่นแรกที่เข้ามาจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการ ก็ยังดูน่าตื่นตาตื่นใจอยู่

ตัวเครื่อง Mi Mix 2 ถือว่าถูกพัฒนาขึ้นมาอีกระดับด้วยการเลือกใช้วัสดุอย่างเซรามิก ผสมกับอะลูมิเนียมเกรดเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งกลายเป็นที่นิยมของแบรนด์ผู้ผลิตมือถือในช่วงหลังๆ ขนาดตัวเครื่องจะอยู่ที่ 151.8 x 75.5 x 7.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 185 กรัม

ด้านหน้าจะเจอกับ Full Screen Display ขนาด 5.99 นิ้ว ที่คลุมถึงขอบบนของเครื่อง ในสัดส่วนหน้าจอ 18:9 ความละเอียด FHD+ (2160 x 1080 พิกเซล) ความละเอียดเม็ดสี 403 ppi โดยจะมีการซ่อนลำโพงอยู่บริเวณขอบบน ส่วนกล้องหน้าจะวางตำแหน่งลงมาบริเวณขอบล่างที่ถูกเว้นพื้นที่ไว้แทนความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

ด้านหลังหลักๆเลยคือเป็นที่อยู่ของกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซล 1.25um f/2.0 ที่เน้นความโดดเด่นด้วยขอบเลนส์สีทอง ข้างๆมีไฟแฟลชแบบ 2 สี บนพื้นหลังสีดำเงา ถัดลงมาเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และตัวอักษรระบุว่า ‘Mi Mix designed by xiaomi’ ภายในมีแบตเตอรีขนาด 3,400 mAh

ด้านซ้ายจะเป็นช่องใส่ถาดซิมที่รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิม (นาโนซิมการ์ด) ด้านขวามีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิดปิดเครื่อง

ด้านบนจะมีลายเสาอากาศรับสัญญาณ และช่องไมโครโฟนตัวที่ 2 ด้านล่างหลักๆเลยคือพอร์ต USB-C และมีช่องลำโพงอยู่ข้างๆ พร้อมลายเสาอากาศเช่นเดียวกัน

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องนอกจากตัวเครื่อง Mi Mix 2 จะประกอบไปด้วย อะเดปเตอร์ สาย USB-C เข็มจิ้มถาดซิม พอร์ตแปลง USB-C เป็นช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และเคสยางสีดำ

สเปก

ในแง่ของสเปกภายใน Mi Mix 2 จะมากับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 835 (2.45 GHz) ที่เป็นรุ่นยอดนิยมสำหรับสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ในปีที่ผ่านมา RAM 6 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 64 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 7.1.1

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ 4G/3G โดยซิมหลักที่เลือกใช้จะเชื่อมต่อกับ 4G ที่ให้บริการในประเทศไทย รวมถึง WiFi มาตรฐาน 802.11 b/g/n/ac บลูทูธ 5.0 มี GPS NFC  เพียงแต่ไม่มี Wireless Charge มาให้ มีเฉพาะ Quick Charge 3.0

ฟีเจอร์เด่น

การทำงานของ Mi Mix 2 จะอยู่บนพื้นฐานของอินเตอร์เฟส MIUI 8 ที่ทาง Xiaomi พัฒนาขึ้นมา โดยเน้นที่ความง่าย และลื่นในการใช้งานเป็นหลักๆ คล้ายๆกับเป็น Pure Android เพียงแต่จะไม่มีหน้ารวมแอปมาให้ ทุกแอปที่ดาวน์โหลดมาเพิ่มจะแสดงอยู่ในหน้าจอหลักทั้งหมด

รูปแบบการใช้งานก็จะคล้ายกับใน Xiaomi Mi 6 ที่ทีมงานเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ โดยจุดเด่นของ MI Mix 2 ที่เพิ่มเข้ามาจะอยู่ในส่วนของดีไซน์ตัวเครื่องเป็นหลัก ที่ทำให้เกิดจุดต่างระหว่าง Mi 6 และ Mi Mix 2 ส่วนที่เหลือภายในก็ใกล้เคียงกัน

นอกจากการใช้งานทั่วๆไป ที่ Mi Mix 2 รองรับการใช้งานอยู่แล้ว ความพิเศษของสมาร์ทโฟนตระกูล Mi ก็คือรองรับการใช้งาน Mi Account ที่เป็นเหมือนระบบคลาวด์ในการเก็บข้อมูลสำรองของ Xiaomi รวมถึงใช้ในการติดตามเครื่องหายก็ได้

หรือจะเป็นฟีเจอร์อย่าง Second Space ที่ใช้แบ่งพื้นที่ภายในเครื่องออกมาใช้เก็บข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลที่เป็นความลับ และยังใช้เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อใช้งาน 2 บัญชี นอกเหนือจากระบบ Dual Apps ที่ให้มา

ขณะเดียวกัน เนื่องจากตัวเครื่องไม่ได้มีปุ่มโฮมแยกมาให้ จะมีเพียงปุ่มเวอร์ชวลคีย์บอร์ดข้างล่างชอบจอเท่านั้น Xiomi ก็จะมีโหมดอย่าง Quick ball มาให้ใช้ในการสั่งงานลัด หรือใช้งานเป็นปุ่มช่วยเหลือในการสั่งงานต่างๆของเครื่องได้ด้วย

ประกอบกับตัวเครื่องไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มาให้ แต่ใช้งานผ่านพอร์ต USB-C จึงมีตัวปรับแต่งเสียงมาให้ ว่าผู้ใช้จะเลือกใช้งานคู่กับหูฟังรูปแบบใด เพื่อปรับเสียงให้ได้คุณภาพมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในกล่องของ Mi Mix 2 ไม่มีการแถมหูฟังมาให้ด้วย มีแต่เพียงอะเดปเตอร์แปลงหูฟัง 3.5 มม. มาให้แทน

ส่วนของการใช้งานกล้อง Mi Mix 2 ยังไม่ได้มากับกล้องคู่ แต่เลือกใช้กล้องเดียวที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล 1.25um f/2.0 แทน อินเตอร์เฟสการใช้งานที่ให้มาถือว่าใช้งานค่อนข้างง่าย เน้นการเล็งและถ่ายเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นกลุ่มผู้ใช้งานมืออาชีพอยากตั้งค่าต่างๆด้วยตัวเองก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

โดยผู้ใช้สามารถสลับโหมดถ่ายภาพได้จากการปาดซ้ายขวาในหน้าจอกล้อง เพื่อเข้าโหมดถ่ายวิดีโอ รูปภาพ โหมดบิวตี้ ถ่ายภาพเป็นสี่เหลี่ยมจัตตุรัสเป็นต้น นอกจากนี้ ยังเลือกตั้งเวลาถ่ายภาพ เลือกใส่ลายน้ำ (shot by mi mix2) รวมถึงตั้งค่าอื่นๆของกล้องได้ตามปกติ

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 180,0656 คะแนน
Quadrant Advanced Edition = 39,059
Multi-Touch = 10 จุด

PC Mark

Work 2.0 = 6,751 คะแนน
Computer Vision = 3,473 คะแนน
Storage = 4,677 คะแนน
Work = 8,020 คะแนน

3D Mark

Sling Shot Extreme Unlimited = 4,013 คะแนน
Sling Shot Extreme = 3,793 คะแนน
Sling Shot Unlimited = 4,821 คะแนน
Sling Shot = 4,846 คะแนน
Ice Storm Extreme = 14,279 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 41,254 คะแนน
Ice Storm = 14,461 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 12,944 คะแนน
CPU Tests = 195,475 คะแนน
Memory Tests = 14,436 คะแนน
Disk Tests = 74,437 คะแนน
2D Graphics Tests = 8,358 คะแนน
3D Graphics Tests = 3,344 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 1,922 คะแนน
Multi-Core = 6,405 คะแนน
Compute = 7,709 คะแนน

AndroBench Read = 760.99 MB/s Write 202.31 MB/s

สรุป

ด้วยการที่จุดเด่นหลักของ Mi Mix 2 จะเน้นไปที่ประสิทธิภาพในการใช้งานจากหน่วยประมวลผลระดับไฮเอนด์เป็นหลัก ซึ่งถือว่าค่อนข้างตอบโจทย์กับราคา 17,990 บาท แต่ก็มีจุดที่น่าเสียดายอย่างตัวเครื่องไม่สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้ ไม่มีแถมหูฟังมาให้ ซึ่งถ้าชอบเครื่องจอใหญ่ แรงๆ มีงบจำกัดก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ในขณะเดียวกัน Mi Mix 2 ก็จะมีในบางมุมที่ไม่สุด อย่างกล้องที่ให้มาเพียงกล้องเดียว การถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอตามสมัยนิยมยังไม่สามารถทำได้ ประกอบกับการวางกล้องหน้าไว้ที่มุมล่างเครื่องแทน ก็ทำให้การใช้งานรู้สึกแปลกๆเล็กน้อย สุดท้ายแนะนำให้ไปลองจับเล่นดูก่อนตัดสินใจดีกว่า

ข้อดี

  • ดีไซน์เครื่องสมัยใหม่ ที่ใช้กระจกหน้าแบบเต็มจอ
  • สัดส่วนจอ FullView Display ที่ให้พื้นที่ใช้งาน ขนาด 5.99 นิ้ว
  • ตัวเครื่องประสิทธิภาพสูงในราคาไม่ถึง 2 หมื่นบาท

ข้อสังเกต

  • ไม่มีพอร์ต 3.5 มม. (มีอะเดปเตอร์แปลงให้ แต่ไม่มีหูฟังในกล่อง)
  • ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย
  • กล้องหน้าอยู่ที่ขอบล่างเครื่อง

Gallery

]]>
Review : WD Blue 3D NAND / SanDisk Ultra 3D โซลิดสเตตไดรฟ์เริ่มต้นที่ 4,290 บาท https://cyberbiz.mgronline.com/review-wd-blue-3d-nand-sandisk-ultra-3d/ Tue, 02 Jan 2018 09:25:12 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27951

ตลาดอุปกรณ์บันทึกข้อมูลอย่าง SSD ที่ถูกนำมาใช้งานบนพีซี และโน้ตบุ๊ก เริ่มกลายเป็นตลาดหลักของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ไปแล้ว ทำให้ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์รายใหญ่อย่าง WD ก็เริ่มออกไลน์สินค้าที่หลากหลายเข้ามาเจาะตลาดนี้เช่นเดียวกัน

แน่นอนว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม WD 3D Blue และ SanDisk Ultra 3D ถึงมาอยู่ด้วยกันได้ ก็ต้องย้อนกลับไปดูข้อมูลก่อนหน้านี้คือทาง WD หรือ Western Digital ได้เข้าซื้อกิจการของทาง SanDisk ไปก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้มีความตั้งใจว่าจะยุบแบรนด์มารวมกัน ทำให้มีการออกสินค้าต่อเนื่องในซื้อของทั้ง 2 แบรนด์ต่อไป

การออกแบบ

เริ่มจากการออกแบบ ภายนอกของ SanDisk Ultra 3D และ WD Blue 3D NAND SATA SSD จะเหมือนกับ SSD 2.5 นิ้วทั่วไป น้ำหนักในรุ่น 250 GB 500 GB และ 1 TB จะอยู่ที่ราวๆ 38 กรัม ส่วนรุ่น 2 TB จะอยู่ที่ 60 กรัม โดยขนาดตัวเคสจะอยู่ที่ 7 x 69.85 x 100.2 มิลลิเมตร

ส่วนสเปกภายในทาง WD ระบุไว้ในเอกสารสเปกว่า WD 3D Blue จะมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 560 MB/s พร้อมค่าความทนทานอยู่ที่ 400 Terabytes Written (TBW) หรือประมาณ 1.75 ล้านชั่วโมง ตามสเปกของ SSD ยุคใหม่ที่มีความทนทานมากขึ้น

ทดสอบประสิทธิภาพ

เริ่มจากการทดสอบเชื่อมต่อกับพีซี (Windows 10) จากภาพจะเห็นว่าการทดสอบ CrystalDiskMark 5.2.2 สำหรับ WD Blue 3D 1 TB สามารถทำคะแนนอ่านได้สูงถึง 562.9 MB/s ส่วนการเขียนข้อมูลอยู่ที่ 531.8 MB/s

ส่วนของ Sandisk Ultra 3D สามารถทำคะแนนอ่านได้ 563.4 MB/s ส่วนการเขียนข้อมูลอยู่ที่ 533.5 MB/s

ด้านการทดสอบคัดลอกไฟล์ ลองคัดลอกไฟล์เกมจากสตรีมขนาด 50.6 GB ระหว่าง WD Blue 3D 1 TB และ Sandisk Ultra 3D ความเร็วในการคัดลอกไฟล์อยู่ที่ 231MB/s เพียงแต่จะเห็นจากกราฟว่าค่อนข้างแกว่งขึ้นลงพอสมควร แต่ระดับความเร็วถือว่าน่าพอใจ

สำหรับราคา WD Blue 3D NAND SATA SSD เและ SanDisk Ultra 3D SSDs เริ่มต้นที่ 4,290 บาท สำหรับ 250 GB ส่วนรุ่น 500 GB = 7,590 บาท 1 TB = 13,900 บาท และ 2 TB = 26,900 บาท

สรุป

รวมๆแล้วใครที่มีงบ และกำลังมองหาฮาร์ดดิสก์แบบ SSD ประสิทธิภาพสูง ที่นำมาช่วยให้การใช้งานพีซี หรือโน้ตบุ๊กรวดเร็วขึ้น ทั้ง WD Blue 3D และ SanDisk Ultra 3D ถือเป็นรุ่นที่น่าสนใจและมีระดับราคาให้เลือกหลากหลายตามความจุที่ต้องการ

Gallery

]]>
Review : Huawei Mate 10 Pro เครื่องเร็ว กล้องสวย แบตอึด คือ 3 นิยามหลักของรุ่นนี้ https://cyberbiz.mgronline.com/review-huawei-mate-10-pro/ Tue, 26 Dec 2017 08:58:26 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27891

อย่างที่รู้กันว่าซีรีส์ Mate ของ Huawei ถือเป็นตระกูลที่เน้นในแง่ของประสิทธิภาพ การใช้งาน และเทคโนโลยีใหม่เป็นหลัก ที่จะกลายเป็นตัวต้นแบบให้รุ่นอื่นๆที่จะตามออกมาในอนาคต ซึ่งใน Mate 10 Pro ที่เพิ่งวางจำหน่ายนี้ก็เช่นกัน

Huawei Mate 10 Pro จะเคลมถึงการเป็นสมาร์ทโฟนที่มากับหน่วยประมวลผล Kirin 970 ที่มีการแยกหน่วยประมวลผลที่เป็น AI ออกมาด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการที่รองรับ 4.5G แบบ 2 ซิมที่สามารถใช้งานได้พร้อมกัน และที่ไม่เคยมีใน Huawei มาก่อนคือ Desktop Mode ในการต่อสมาร์ทโฟนกับจอเพื่อใช้งานเป็นคอมพิวเตอร์

ไม่นับรวมกับเรื่องที่ถูกปรับปรุงจากรุ่นก่อนหน้าอย่างกล้องหลังคู่ที่ยังคงคอนเซปต์ Leica เช่นเดิม เพิ่มเติมด้วยเลนส์ชนิดใหม่ที่ให้รูรับแสงขนาดใหญ่มากขึ้น ขณะเดียวกันการมาของ AI ช่วยทำให้เครื่องมีการเรียนรู้ และปรับการใช้งานให้เหมาะกับผู้ใช้ด้วย ในราคา 27,900 บาท

การออกแบบ

ตัวเครื่องของ Mate 10 Pro จะมากับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์อย่างอย่างวัสดุอะลูมิเนียมที่ใช้ ให้ความคงทนแข็งแรง ประกอบกับมีการใช้หน้าจอ Full View Display ทำให้ตัวเครื่องไม่กว้างจนเกินไป แม้จะให้จอที่มีขนาดใหญ่ โดยตัวเครื่องจะอยู่ที่ 154.2 x 74.5 x 7.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 178 กรัม วางจำหน่ายด้วยกัน 2 สีคือ น้ำเงิน และน้ำตาล

ด้านหน้าจะมีการเว้นขอบบนและล่างไว้ในขนาดที่สมมาตร โดยขอบบนจะเป็นที่อยู่ของลำโพงสนทนา กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่ให้ f/2.0 เซ็นเซอร์ต่างๆ และไฟแสดงสถานะเครื่อง ถัดลงมาเป็นหน้าจอ OLED Full View Display ขนาด 5.9 นิ้ว Full HD+ (2160 x 1080 พิกเซล) ส่วนขอบล่างเป็นตรา Huawei

ด้านหลังที่เห็นหลักๆเลยคือกล้องเลนส์ Leica คู่ที่เป็นเลนส์ขาวดำความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และเลนส์สี 12 ล้านพิกเซล ที่ f/1.6 ทั้งคู่ (Summilux-H) โดยมีไฟแฟลช Dual LED อยู่ข้างๆ ซึ่งตรงนี้จะมีการเล่นลายสีของเครื่องที่เข้มกว่าพาดผ่านอยู่

ลงมาเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ซึ่งเมื่อวางตำแหน่งอยู่ข้างล่างเลนส์กล้อง ถือเป็นจุดที่เหมาะมาก เพราะช่วยให้สามารถใช้นิ้วชี้ปลดล็อกได้พอดี ลงมาด้านล่างก็จะมีโลโก้ Huawei อยู่ ทั้งนี้ด้วยการที่ฝาหลังจะใช้วัสดุเงามันทำให้เวลาใช้งานจะมีรอยนิ้วมือติดค่อนข้างง่าย ภายในจะมีแบตเตอรีขนาด 4,000 mAh อยู่

ด้านซ้ายจะมีเพียงช่องถาดใส่ซิมการ์ด ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใส่ 1 นาโนซิม + ไมโครเอสดีการ์ด หรือจะเลือกใส่นาโนซิมทั้ง 2 ช่อง ด้านขวาเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิดปิดเครื่อง

ด้านบนจะมีเซ็นเซอร์อินฟาเรดอยู่ กับไมโครโฟนตัดเสียง และลายเสาอากาศ ด้านล่างจะมีลำโพง ไมโครโฟนสนทนา และพอร์ต USB-C โดยมีลายเสาอากาศขนาบอยู่เช่นกัน

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องประกอบไปด้วย ตัวเครื่อง อะเดปเตอร์ สาย USB-C เคสใส คู่มือ และอะเดปเตอร์แปลงพอร์ต USB-C เป็นช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มาให้ด้วย

สเปก

Huawei Mate 10 Pro จะทำงานบนหน่วยประมวลผล Kirin 970 ที่เป็น Octa Core (2.36 GHz x 4, 1.8 GHz x 4) หน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G72 MP12 มี NPU เพิ่มเติมมาด้วย RAM 6GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 128 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 8.0 Oreo

ในส่วนของการเชื่อมต่อ Mate 10 Pro จะเป็นเครื่องรุ่นแรกในโลกที่รองรับ 4G 2 ซิม ที่ใช้งานได้พร้อมกัน และยังมาพร้อมการเชื่อมต่อไวไฟ 802.1.1 a/b/g/n/ac บลูทูธ 4.2 โดยตัวพอร์ต USB-C ยังสามารถใช้ต่อกับจอเพื่อเข้าใช้งาน Desktop Mode ได้ด้วย

ฟีเจอร์เด่น

สำหรับจุดเด่นหลักๆของ Huawei Mate 10 Pro จะเริ่มกันจากตัวของอินเตอร์เฟสที่เป็น EMUI 8.0 ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เน้นการใช้งานที่ลื่นไหลมากขึ้น ด้วยการที่ไม่มีหน้ารวมแอป แต่จะเป็นการแสดงไอค่อนที่หน้าจอหลักทั้งหมด ทำให้การใช้งานไม่ซับซ้อน

รูปแบบการแจ้งเตือนก็จะเป็นตามปกติของแอนดรอยด์ทั่วไปที่บริเวณแถบ Notification จะมีไอค่อนลัดสำหรับการตั้งค่าด่วนต่างๆ ซึ่งจะมีที่น่าสนใจอย่างการจับภาพหน้าจอ การบันทึกภาพหน้าจอเป็นวิดีโอ โหมดถนอมสายตา มาให้เลือกใช้ด้วย

ส่วนในแง่ของแอปพลิเคชันที่บันเดิลมาให้ นอกจากเครื่องมือพื้นฐานทั่วไป และบริการของกูเกิลเซอร์วิสแล้ว จะมีเครื่องมืออย่างพยากรณ์อากาศ เครื่องคิดเลข ไฟฉาย กระจก รีโมทอัจฉริยะ (ใช้อินฟาเรตควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า) เข็มทิศ

มาถึงในแง่ของการใช้งานเริ่มจากจุดเด่นหลักๆกันก่อน คือเรื่องของการเชื่อมต่อที่ Mate 10 Pro รองรับการใช้งาน 4G 2 ซิม กล่าวคือจากเดิมสมาร์ทโฟนที่รองรับ 2 ซิมเวลาซิมหลักเชื่อมต่อ 4G ซิมรองจะสแตนบายในโหมด 3G หรอื 2G แต่พอมาเป็นใน Mate 10 Pro ตัวเครื่องถูกทำมาให้สามารถเชื่อมต่อ 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม

เมื่อเชื่อมต่อ 4G ได้ทั้ง 2 ซิมแล้วดีอย่างไร ก็คือในเรื่องของการใช้งานโทรศัพท์ที่จะได้เสียงที่คมชัดขึ้นจาก VoLTE และการสลับการใช้งานดาต้าทำให้ง่ายขึ้น ประกอบกับการที่รองรับ 4G LTE Cat 18 ทำให้สามารถเชื่อมต่อได้สูงสุดถึง 1.2 Gbps (บนเครือข่ายที่รองรับ)

ถัดมาในแง่ของการที่ตัวเครื่องมี AI มาให้ หลักๆแล้วจะถูกนำไปใช้งานกับโหมดการถ่ายภาพอัตโนมัติ ที่จะตรวจจับวัตถุที่ถ่ายและเลือกโหมดใช้งานที่เหมาะสมให้ ซึ่งถือว่าทำให้กล้องอัตโนมัติของหัวเว่ยฉลาดขึ้น ถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น

ในขณะเดียวกันด้วยกล้องใหม่ทำให้การใช้งานในโหมดโปรทำได้สนุกขึ้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้ที่ชอบการถ่ายภาพ และปรับแต่งได้เอง มีไฟล์ RAW ไปให้ Process ภาพให้ดีขึ้นอีก Mate 10 Pro จะไม่ทำให้ผิดหวัง

อีกระบบหนึ่งที่ AI ถูกนำไปใช้คือตัวบริหารจัดการแบตเตอรี ที่ตัวเครื่องจะคอยทำการสแกนแอปที่เปิดใช้งาน เมื่อพบแอปที่มีการใช้พลังงานมากกว่าปกติก็จะมีการแจ้งเตือน เพื่อให้ปิดแอป หรือตรวจสอบการใช้งาน (ในอีกมุมหนึ่งผู้ใช้อาจจะรู้สึกรำคาญได้เพราะจะมีแจ้งเตือนขึ้นมาเรื่อยๆ)

ทำให้แบตเตอรีที่ให้มาขนาด 4,000 mAh สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องทั้งวันสบายๆ ไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรีจะหมดระหว่างวัน ซึ่งเท่าที่ลองใช้มาเเดือนกว่าๆ ก็พบว่า Mate 10 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่แบตอึดมาก เมื่อเทียบกับเรือธงหลายๆรุ่นในช่วงปลายปีนี้

ส่วนฟีเจอร์อื่นๆที่ให้มา เนื่องจาก Mate 10 Pro จะไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ทำให้ถ้าไม่ใช้งานหูฟัง USB-C ที่แถมมาให้ ก็สามารถใช้อะเดปเตอร์แปลง USB-C ไปเป็นพอร์ต 3.5 มม.ได้เช่นเดียวกัน โดยในการใช้งานผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งค่าหูฟังที่ใช้ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานได้

ในส่วนของการตั้งค่า หัวเว่ยจะใช้การรวมการตั้งค่าในลักษณะเดียวกันเข้าไปอยู่ในหัวข้อเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเครือข่าย เชื่อมต่ออุปกรณ์ ตั้งค่าแอป การแจ้งเตือน จัดการแบตเตอรี ตั้งค่าหน้าจอ เสียง จัดการพื้นที่เก็บข้อมูล ระบบรักษาความปลอดภัย

โดยในส่วนของการแจ้งเตือนผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้มีการแสดงไฟแจ้งเตือน แสดงชื่อโอเปอเรเตอร์ที่เชื่อมต่อ ความเร็วในการเชื่อมต่อ และเปอเซนต์แบตเตอรี นอกจากนี้ ก็ยังมีฟีเจอร์ App Twin ที่จะทำให้สามารถใช้งานเฟซบุ๊ก ไลน์ ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียว

การแสดงผลนอกจากปรับตั้งค่าความสว่างอัตโนมัติแล้ว ยังสามารถเข้าไปตั้งค่าอุณหภูมิสี เปิดโหมดถนอมดวงตา ตั้งขนาดตัวอักษรได้ สำหรับแถบควบคุมด้านล่างก็ยังสารถเลือกจัดเรียงปุ่มต่างๆได้ และโหมดช่วยในการใช้งานอย่างการใช้งานมือเดียว การควบคุมด้วยท่าทางต่างๆ

คีย์บอร์ดที่ให้มากับตัวเครื่องคือ SwifKey ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ใช้ แต่โดยส่วนตัวแล้วเลือกที่จะโหลดแอปคีย์บอร์ดอย่าง Gboard ที่เป็นของกูเกิลมาใช้งาน และถนัดมากกว่า

สุดท้ายในส่วนของ PC Mode หรือการเปลี่ยน Mate 10 Pro ให้กลายเป็นพีซี เมื่อเชื่อมต่อกับจอแสดงผล ด้วยการเชื่อมต่ออะเดปเตอร์ USB-C to HDMI โดยเมื่อเชื่อมต่อแล้วตัวหน้าจอ Mate 10 Pro ก็จะทำหน้าที่แทนเมาส์ หรือคีย์บอร์ดให้ใช้งานกัน

กรณีที่มีคีย์บอร์ด หรือเมาส์บลูทูธ ก็ยังสามารถเชื่อมต่อกันเพื่อใช้งานแบบไร้สายได้ หรือถ้าตัวอะเดปเตอร์มีพอร์ต USB แยกมาให้ก็สามารถเสียบสายเพื่อใช้งานได้ทันทีเช่นเดียวกัน

ในการใช้งาน PC Mode นอกจากแอปที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องอย่างตัวจัดการไฟล์ โครม อีเมล โน้ต อัลบั้มภาพ และวิดีโอ ผู้ใช้ยังสามารถเรียกใช้งานแอปที่ดาวน์โหลดมาติดตั้งเพิ่มเติมได้ ช่วยให้สามารถใช้งานบนหน้าจอขนาดใหญ่ได้สะดวกขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นถ้าต้องการดูหนังจากจอขนาดใหญ่ เปิด Netflix ขึ้นมา ก็สามารถเลือกดูซีรีส์เรื่องโปรดได้ทันที

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 177,816 คะแนน
Multi-Touch = 10 จุด
AndroBench Read = 803.58 MB/s Write 229.62 MB/s

PC Mark
Work 2.0 = 6,888 คะแนน
Computer Vision = 4,595 คะแนน
Storage = 14,615 คะแนน
Work = 8,086 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme Unlimited = 3,017 คะแนน
Sling Shot Extreme = 2,929 คะแนน
Sling Shot Unlimited = 3,297 คะแนน
Sling Shot = 3,385 คะแนน
Ice Storm Extreme = 14,145 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 32,043 คะแนน
Ice Storm = 14,269 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 12,798 คะแนน
CPU Tests = 178,344 คะแนน
Memory Tests = 9,052 คะแนน
Disk Tests = 71,384 คะแนน
2D Graphics Tests = 8,028 คะแนน
3D Graphics Tests = 3,892 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 1,899 คะแนน
Multi-Core = 6,773 คะแนน
Compute = 7,486 คะแนน

ในส่วนของการทดสอบแบตเตอรีจาก PC Mark เปิดใช้งานตลอดเวลาจนแบตเตอรีลดลงเหลือ 20% จะได้ระยะเวลาประมาณ 11 ชั่วโมง 18 นาที ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะเป็นการทดสอบใช้งานต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับการใช้งานจริงจึงสามารถใช้งานได้วันถึง 2 วันสบายๆ

สรุป

หลังจากได้ลองใช้งาน Hauwei Mate 10 Pro มาเกือบๆ 2 เดือน สิ่งที่พบหลักๆเลยคือตัวเครื่องค่อนข้างครบ และคุ้มเมื่อเทียบกับระดับราคาตามที่หัวเว่ยเคลมไว้ เพราะตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งการใช้งานหนักๆ การถ่ายภาพ แบตเตอรี ประกอบกับหน้าจอขนาดใหญ่ รวมๆจึงตอบโจทย์ทั้งหมด

เพียงแต่ว่าด้วย EMUI ของ Mate 10 Pro อาจจะยังไม่สมบูรณ์มากนัก เวลาใช้งานบางทีจะเจออาการแอปเด้ง หรือแอปค้างให้เห็นบ้าง ประกอบกับสัดส่วนหน้าจอเป็น 18:9 แต่ในบางแอป (ที่เจอคือ 1-2 แอปฯ) ไม่สามารถเลือกปรับสัดส่วนได้เอง ทำให้กลายเป็นไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่

แต่ด้วยการที่เป็นรุ่นเรือธงของปีอยู่แล้วเชื่อว่าจะมีการอัปเดตเฟิร์มแวร์ออกมาต่อเนื่อง รวมถึงเมื่อแอปมีการอัปเดตให้รองรับสัดส่วนใหม่ก็จะใช้งานได้อย่างราบรื่น อีกจุดที่ค่อนข้างประทับใจคือภาครัฐสัญญาณ 4G ที่ใช้งานได้ทั้ง 2 ซิม ถือเป็นจุดที่น่าสนใจจริงๆ

ส่วนในเรื่องของ AI ที่นำมาใช้กับหน่วยประมวลผล ผู้ใช้อาจจะยังไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ เพราะยังอยู่ในช่วงการเก็บข้อมูลใช้งาน แต่ถ้าใช้งานไปสักพัก ตัวเครื่องมีการเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้มากขึ้น ก็จะเข้ามาช่วยโดยเฉพาะในเรื่องของแบตเตอรีที่ไม่เคยหมดระหว่างวัน

ข้อดี

สมาร์ทโฟนไฮเอนด์สเปกแรง

แบตฯ อึดมากใช้งานได้ 2 วันสบายๆ ถ้าไม่ใช้งานหนัก

กล้องคู่ Leica ไม่ทำให้ผิดหวัง โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายโหมด Pro

รองรับ 4G สแตนบายพร้อมกัน 2 ซิม ใช้ VoLTE ได้เสียงคมชัด

ข้อสังเกต

ตัวเครื่องจะมีขนาดใหญ่ไม่สักหน่อยเมื่อถือใช้งานมือเดียว

ไม่มีระบบชาร์จไร้สายมาให้

ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. (แต่ในกล่องมีแถมอะเดปเตอร์แปลงมาให้)

อินเตอร์เฟส EMUI ยังไม่ค่อยสมบูรณ์

Gallery

]]>
เทียบภาพถ่ายจาก 3 สมาร์ทโฟนเด่นช่วงปลายปี 2017 Note 8 – Mate 10 Pro – iPhone X https://cyberbiz.mgronline.com/compare-flagship-smartphone-camera-2h2017/ Tue, 19 Dec 2017 08:39:01 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27837

กับคำถามที่ว่าช่วงปลายปีเลือกซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใดดี กล้องจากเครื่องระดับไฮเอนด์รุ่นไหนดีที่สุด ทีมงาน Cyberbiz เลยนำ 3 รุ่นเด่นในช่วงปลายปี 2017 ไม่ว่าจะเป็น Samsung Galaxy Note 8 Huawei Mate 10 Pro และ Apple iPhone X มาเทียบกันให้หายสงสัย

(รูปถ่ายไม่ได้เรียงตามรุ่นที่กล่าวไป เฉลยอยู่ด้านล่าง)

สภาพแสงปกติ

ซูม 2X


แสงน้อย

อาหาร

หน้าชัดหลังเบลอ

สำหรับลำดับในการเรียงภาพ รูปแรกจะมาจาก Apple iPhone X ตามด้วย Huawei Mate 10 Pro และ Samsung Galaxy Note 8

เมื่อลองเทียบกันในแง่ของคุณภาพรูปที่แตกเชื่อว่าไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก แต่ละแบรนด์ก็จะมีเอกลักษณ์ในแง่ของสีที่ได้แตกต่างกัน แต่ถ้าถามว่าสีจากเครื่องรุ่นใดที่ให้ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด ก็จะเป็น iPhone X แต่ถ้ามองในแง่ของความสด การชดเชยแสงที่ทำให้สีอิ่มมากขึ้น Note 8 ก็ให้แสงดีที่สุด

ส่วน Mate 10 Pro จะดีโดดเด่นในเรื่องของการทำหน้าชัดหลังเบลอมากกว่า เนื่องจากเลนส์คู่ที่ใช้ไม่ได้เป็นเลนส์เทเลเหมือนอีก 2 รุ่น แต่ใช้เลนส์ขาว-ดำ ในมีความฉลาดในแง่การเก็บมิติของภาพมาช่วยแยกวัตถุออกมา ดังนั้นดูแล้วชอบสี ชอบโทนรูปแบบไหน ก็เลือกใช้งานกันได้

ทั้งนี้ผู้ที่อยากเข้าไปชมภาพจากไฟล์จริง สามารถเข้าไปดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้ที่ Google Drive นี้เลย

]]>
Review : Asus Zenbook Flip S 2-1 โน้ตบุ๊กหรูสุดบางพับจอได้ 360 องศา https://cyberbiz.mgronline.com/review-asus-zenbook-flip-s/ Mon, 18 Dec 2017 07:04:30 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27787

ถ้ามองไปในตลาดโน้ตบุ๊ก 2-1 เครื่องบาง เชื่อว่าชื่อของ Asus Zenbook จะกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจเสมอ มาถึงในรุ่นล่าสุดอย่าง Asus Zenbook Filp S (UX370UA) ก็เช่นกัน จากความโดดเด่นในเรื่องของวัสดุที่ใช้ ความบาง และการหมุนหน้าจอใช้งานได้แบบ 360 องศา

ไม่นับรวมเรื่องของสเปกที่ใส่มาให้สุดแบบ Intel Core i7 RAM 8 GB และฮาร์ดดิสก์ที่เป็นแบบ SSD 512 GB แน่นอนว่า เมื่ออัดสเปกมาให้สูงแบบนี้ ราคาจำหน่ายก็สูงด้วยเช่นกัน จากค่าตัวที่ 63,900 บาท แลกกับโน้ตบุ๊ก 2-1 ขนาดบางที่สุดในเวลานี้

การออกแบบ

ตัวเครื่องของ Asus Zenbook Flip S UX370UA จะทำจากอะลูมิเนียมอัลลอย 6013 ซึ่งเป็นวัสดุเกรดเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบิน และอวกาศ ที่มาพร้อมลวดลายที่ขัดเป็นวงกลมเอกลักษณ์ของ Zenbook โดยมีขนาดเครื่องอยู่ที่ 313 x 218 x 10.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.1 กิโลกรัม

เมื่อเปิดฝาพับขึ้นมาจะพบกับหน้าจอขนาด 13 นิ้ว ที่ใช้กระจก Corning Gorilla Glass ให้ความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) โดยเมื่อเทียบกับสัดส่วนจอกับตัวเครื่องจะอยู่ที่ 80% ให้มุมมองกว้าง 178 องศา ขนาดของขอบจอ 6.11 มม.

โดยบริเวณส่วนบนหน้าจอจะมีกล้องที่ให้ความละเอียดระดับ VGA มาให้เท่านั้น ส่วนขอบล่างจะมีการสกรีน Asus Zenbook สีทอง ถัดลงมาก็จะเป็นบริเวณข้อต่อจอ ที่เอซุส ระบุว่าใช้บานพับ ErgoLift 360 องศา ที่ได้รับการทดสอบเปิดปิดกว่า 20,000 รอบ ก็ยังสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี

บริเวณคีย์บอร์ดที่ให้มาจะเป็นขนาด Full Size ทำให้ เพียงแต่ในบริเวณปุ่มแถบบนที่เป็นคีย์ลัด และ คำสั่งต่างๆจะมีขนาดเล็กลงราวครึ่งหนึ่งของปุ่มขนาดปกติ ซึ่งตัวคีย์บอร์ดจะมากับไฟ Back LED เพื่อช่วยให้ใช้งานเวลากลางคืนได้ด้วย

ส่วนบริเวณทัชแพดที่มีขนาดใหญ่ การตอบสนองทำได้ลื่นไหลดี รวมถึงการที่มีฟีเจอร์สั่งงานในรูปแบบต่างๆ ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นบริเวณที่วางข้อมือ จะมีการติดสติกเกอร์ระบุหน่วยประมวลผลที่ใช้งานในฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวาจะมีโลโก้ Harman Kardon ที่เป็นระบบเสียงของเครื่องนี้อยู่

พอร์ตที่ให้มารอบตัวเครื่องทางฝั่งซ้ายจะมีพอร์ต USB-C และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และรูพัดลมระบายอากาศ ส่วนทางฝั่งขวา จะมีตั้งแต่พอร์ต USB-C เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ปุ่มปรับระดับเสียง ปุ่มเปิดเครื่อง

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องนอกจากตัวเครื่องก็จะมีปากกา อะเดปเตอร์สำหรับแปลง USB-C มาเป็นพอร์ต USB 3.0 และ HDMI ให้ด้วย ส่วนอะเดปเตอร์ก็จะใช้ช่อง USB-C ในการชาร์จไฟ และยังมีเคสหนังมาให้ด้วย

สเปก

สำหรับสเปกของ Asus Zenbook Flip S UX370UA จะมากับหน่วยประมวลผล Intel Core i7-7500U 2.7GHz (up to 3.5GHz) 4MB cache กราฟิก Intel HD Graphics 620 RAM LPDDR3 8GB 2133MHz SSD 512 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ Wi-Fi มาตรฐาน 802.11ac บลูทูธ 4.1 USB-C 2 พอร์ต แบตเตอรีที่ให้มาเป็นแบบ 39Wh 2 เซลล์ หรือประมาณ 5,000 mAh ที่มากับระบบ Fast Charge สามารถชาร์จได้ 60% ใน 49 นาที

ฟีเจอร์เด่น

จุดเด่นหลักๆของ Asus Zenbook Flip S คือการเป็นโน้ตบุ๊กแบบบางเบา หน้าจอสัมผัสที่มากับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ดังนั้นในแง่ของการใช้งานต่างๆ จึงไม่ได้แตกต่างจากโน้ตบุ๊กรุ่นอื่นๆในตลาดมากนัก

โดยจะมีรูปแบบการแสดงผลระหว่างจอเดสก์ท็อปปกติ กับหน้าจอใช้งานแท็บเล็ต เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สั่งงานผ่านนิ้วได้สะดวกขึ้น ซึ่งก็เป็นตามปกติของ Windows 10 ที่รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบมากขึ้น

จะมีก็เพียงในเรื่องของการที่ตัวเครื่องจะมีปากกามาให้ด้วย ทำให้นอกจากการสั่งงานรูปแบบเดิมคือผ่านคีย์บอร์ด ทัชแพด และการสัมผัสหน้าจอแล้ว ยังสามารถใช้งาน Asus Pen ที่มีมาให้ในกล่องใช้งานควบคู่กันได้ ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่ต้องการจดบันทึก วาดรูป หรือร่างแบบต่างๆได้

อีกส่วนที่น่าสนใจคือเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย ที่เมื่อทำงานร่วมกับ Windows Hello ทำให้นอกจากการปลดล็อกเครื่องจากการใส่รหัส ยังสามารถใช้กล้องเว็บแคมในการปลดล็อก หรือใช้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่ข้างเครื่องก็สามารถปลดล็อกเครื่องได้

ส่วนที่เหลือ Asus ก็จะมีซอฟต์แวร์มาช่วยบริหารจัดการอย่างแบตเตอรี ที่มี Asus Battery Health Charging มาให้ คือผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้เครื่องทำการชาร์จแบตเตอรีแบบเต็มประจุตลอดเวลา หรือจะเลือกยืดอายุการใช้งานแบตเตอรีด้วยการจำกัดการชาร์จไว้ที่ 60% เพื่อให้อายุแบตเตอรีนานขึ้น

รวมถึง Asus Installation Wizard ที่จะมาทำหน้าที่ในการหาไดร์ฟเวอร์ตัวเครื่อง หรือซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อให้การใช้งานเครื่องได้ลื่นไหลมากที่สุด

ไม่นับรวมกับการเลือกโหมดใช้งานของ Asus Splendid Technology ที่มีให้เลือกทั้งโหมดปกติ โหมดถนอมสายตา เร่งสี หรือจะเลือกปรับโทนสีตามที่ต้องการก็ได้

นอกจากนี้ ในกรณีเริ่มใช้งานเครื่องครั้งแรก Asus จะมีฟีเจอร์มาช่วยในการ Pre Install โปรแกรมแบบอัตโนมัติ โดยผู้ใช้สามารถเลือกติดตั้งโปรแกรมที่ต้องการใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน โปรแกรมบีบอัดไฟล์ โปรแกรมแชทต่างๆ

ทดสอบประสิทธิภาพ

PCMark 10 = 2,978 คะแนน
PCMark 10 Express = 2,890 คะแนน
PCMark 10 Extended = 1,644 คะแนน

PCmark 8 Home Conventional = 2,453 คะแนน
PCmark 8 Home Accelerated = 3,579 คะแนน
PCmark 8 Creative Conventional = 2,914 คะแนน
PCmark 8 Creative Accelerated = 4,604 คะแนน
PCmark 8 Work Conventional = 3,357 คะแนน
PCmark 8 Work Accelerated = 4,722 คะแนน

3D mark
Fire Strike Ultra 233 คะแนน
Fire Strike Extreme 411 คะแนน
Fire Strike 965 คะแนน
Sky Driver 4,218 คะแนน
Cloud Gate 6,563 คะแนน
Time Sky 304 คะแนน
Ice Storm Unlimited 73,435 คะแนน
Ice Storm Extreme 48,720 คะแนน
Ice Storm 64,660 คะแนน

Geekbench 4 / Single-core = 4,301 คะแนน, Multi-core = 8,433 คะแนน Open CL 20,212 คะแนน

ในส่วนของระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี ถือว่า Asus Zenbook Flip S ทำได้เหนือกว่าที่คาดไว้ เมื่อลองใช้งานยาวๆ 5-6 ชั่วโมงต่อเนื่องก็ยังใช้งานได้อยู่ ดังนั้นถือว่าเป็นเครื่องที่น่าสนใจ เหมาะกับการพกไปใช้งานได้ตลอดวัน

สรุป

ถ้าไม่นับเรื่องราคาของ Asus Zenbook Flip S ที่อยู่ 63,900 บาท ที่ดูแล้วค่อนข้างสูง ก็จะเป็นโน้ตบุ๊กวินโดวส์ ที่มากับ 2-1 รุ่นหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของดีไซน์ การออกแบบ การที่หมุนหน้าจอได้ 360 องศา รองรับการใช้งานปากกา และประสิทธิภาพตัวเครื่องที่เพียงพอกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่าด้วยกลุ่มเป้าหมายของเครื่องรุ่นนี้ จะเน้นที่กลุ่มวัยรุ่นที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต หรือกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องการโน้ตบุ๊กซึ่งมาตอบโจทย์ทั้งการใช้งาน และในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ใครที่มองหาโน้ตบุ๊กเครื่องบาง สเปกแรงชือของซีรีส์ Zenbook ก็ยังเป็นรุ่นที่น่าสนใจ

ข้อดี

ดีไซน์ตัวเครื่องที่บาง และเบา

รองรับการใช้งาน Windows Hello ทั้งสแกนลายนิ้วมือ และการใช้ใบหน้าปลดล็อก

เแม้ว่าจะเปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB-C ทั้งหมด แต่การที่แถมอเดปเตอร์แปลงมาให้ทำให้ผู้ใช้สะดวกไม่น้อย

หน้าจอรองรับการใช้งานระบบสัมผัส รวมถึงปากกา

ข้อสังเกต

หน้าจอที่ให้มายังเป็นความละเอียด Full HD เท่านั้น

แบตเตอรีที่ใช้ได้ 5-6 ชั่วโมง น่าจะใช้งานได้ยาวกว่านี้

Gallery

]]>
Review : Wiko View Prime สมาร์ทโฟนจอ FullView ในราคาจับต้องได้ง่ายๆ https://cyberbiz.mgronline.com/review-wiko-view-prime/ Tue, 12 Dec 2017 07:31:09 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27743

ขึ้นชื่อว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่มากับจอ FullView สัดส่วน 18:9 ที่ราคาไม่ถึง 7,500 บาท จึงทำให้ Wiko View Prime กลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่งบน้อย แต่อยากได้สมาร์ทโฟนที่มากับเทรนด์จอรูปแบบใหม่ และสเปกที่เพียงพอกับการใช้งานทั่วไป

โดย View Prime ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหญ่สุดในตระกูลของ Wiko View ที่เพิ่งออกมาทำตลาดในปีนี้ จับกลุ่มระดับราคาประมาณ 5,000 – 8,000 บาท ขยายไลน์สินค้าของ Wiko ให้มาอยู่ในระดับกลางมากขึ้น โดยชูจุดเด่นที่หน้าจอ 18:9 ขนาด 5.7 นิ้ว รองรับการใช้งาน 4G และมากับกล้องหน้าคู่

การออกแบบ

ด้วยการที่เป็นสมาร์ทโฟนในสัดส่วนจอ 18:9 แต่การออกแบบของ View Prime ก็ยังมาในรูปทรงทั่วไปตามสมัยนิยม ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาดใหญ่เกือบเต็มหน้าจอ โครงเครื่องใช้วัสดุโลหะ ให้ความรู้สึกแข็งแรง ในตัวเครื่องสีดำ โดยมีขนาดเครื่องอยู่ที่ 152.3 x 72.8 x 8.3  มิลลิเมตร น้ำหนัก 162 กรัม

ด้านหน้าส่วนบนจะเป็นช่องลพโพงสนทนากล้องหน้าคู่ 20 + 8 ล้านพิกเซล ไฟแฟลช เซ็นเซอร์ต่างๆ และไฟแสดงสถานะต่างๆ ถัดลงมาเป็นหน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด HD (1440 x 720 พิกเซล) โดยจะไม่มีปุ่มสัมผัสในส่วนล่างหน้าจอ เพราะใช้ปุ่มแบบเวอร์ชวลภายในจอแทน

ด้านหลังจะเห็นส่วนโค้งของขอบเครื่องช่วยให้จับถือถนัดมือขึ้น มีลายเสาอากาศตัดบริเวณขอบบนและล่าง โดยตรงกึ่งกลางจะมีสัญลักษณ์ Wiko อยู่ ถัดขึ้นไปเป็น เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และกล้อง 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช ภายในมีแบตเตอรีขนาด 3,000 mAh

ด้านซ้ายจะเป็นที่อยู่ของช่องใส่ซิมการ์ด โดยจะรองรับ 2 นาโนซิมการ์ด และไมโครเอสดีการ์ด ทำให้สามารถใส่ใช้งานได้พร้อมกัน ด้านขวามีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิดปิดเครื่อง

ด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้ ด้านล่างเป็นพอร์ตไมโครยูเอสบี สำหรับเสียบสายชาร์จ และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ พร้อมลำโพง และช่องไมโครโฟน

สำหรับอุปกรณ์ที่แถมมาให้ในกล่องนอกจากตัวเครื่อง ก็จะมีอะเดปเตอร์ สายชาร์จ หูฟัง เข็มจิ้มซิม และเคสใส พร้อมคู่มีการใช้งานมาให้ด้วย

สเปก

สเปกภายในของ Wiko View Prime จะใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 430 Octa-Core 1.4 GHz กราฟิกเป็น Adreno 308 RAM 4 GB พื้นที่เก็บข้อมูล 64 GB รองรับการใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มสูงสุด 128 GB

ด้านการเชื่อมต่อรองรับการใช้งาน 4G/3G แบบ 2 ซิม (ซิมรองสแตนบาย 3G) WiFi มาตรฐาน 802.11 b/g/n บลูทูธ 4.2 จีพีเอส พร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 7.1

ฟีเจอร์เด่น

จุดเด่นหลักๆของ Wiko View Prime เลยคือเรื่องของความคุ้มค่าในราคา 7,490 บาท ซึ่งทำให้กลายเป็นสมาร์ทโฟนจอ 18:9 ที่ราคาต่ำสุดในตลาดตอนนี้ แน่นอนว่าด้วยการที่เป็นจอ 18:9 ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้เต็มตามากขึ้น แม้ว่าแอปพลิเคชันบางส่วนจะยังไม่รองรับการแสดงผลในสัดส่วนดังกล่าวก็ตาม

ในส่วนของอินเตอร์เฟสการใช้งาน Wiko แทบจะไม่ได้มีการปรับแต่งเพิ่มเติมจากแอนดรอยด์เวอร์ชันปกติ ดังนั้นถ้าเคยใช้งานแอนดรอยด์มาก่อน ก็สามารถปรับตัวใช้งานได้ไม่ยาก เพราะมีทั้งหน้าหลักให้ใส่วิตเจ็ต หน้ารวมแอปให้เข้าไปเลือกใช้

ส่วนของการแจ้งเตือนต่างๆ ก็จะมีทางลัดให้เข้าไปตั้งค่าด่วนครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อไวไฟ บลูทูธ ดาต้า ปรับโหมดเครื่องบิน ล็อกการหมุนหน้าจอ หรือแม้กระทั่งไอค่อนลัดสำหรับเรียกใช้งานไฟฉาย มาให้

จุดที่ 2 ที่น่าสนใจคือเรื่องของการรักษาความปลอดภัย เพราะตัวเครื่องมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ใช้งานด้วย แม้ว่าจะเพิ่มได้สูงสุดแค่ 5 ลายนิ้วมือก็ตาม แต่ยังสามารถเลือกได้ว่ากรณีที่ใช้นิ้วที่ตั้งไว้สแกน จะทำการเข้าแอปพลิเคชันเฉพาะได้

สุดท้ายคือในส่วนของกล้องที่ให้มา 16 ล้านพิกเซล เพียงแต่ด้วยระดับราคาของเครื่อง ทำให้คุณภาพที่ได้อาจไม่ดีนักเมื่อถ่ายในที่แสงน้อย แต่ก็ยังมีเรื่องของกล้องหน้าคู่ 20 + 8 ล้านพิกเซล มาให้เป็นลูกเล่นที่น่าสนใจ ในการถ่ายเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอ

ที่เหลือคือเรื่องของการใช้งานทั่วๆไป Wiko View Prime ถือว่าทำได้ดีเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็วในการใช้งาน ตัวเครื่องรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเข้าไปได้ (ไม่ได้เป็นถาดซิมแบบไฮบริดจ์) แบตเตอรีก็ถือว่าอึดใช้งานได้เกินวันสบายๆ

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 42,483 คะแนน
Quadrant Standard = 13,945 คะแนน
Multi-Touch = 5 จุด

PC Mark
Work 2.0 = 3,747 คะแนน
Computer Vision = 1,722 คะแนน
Storage = 2,846 คะแนน
Work = 4,786 คะแนน

3D Mark

Sling Shot Extreme Unlimited = 346 คะแนน
Sling Shot Extreme = 298 คะแนน
Sling Shot Unlimited 572 คะแนน
Sling Shot = 575 คะแนน
Ice Storm Extreme = 5,841 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 9,540 คะแนน
Ice Storm = 10,002 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 3,540 คะแนน
CPU Tests = 73,283 คะแนน
Memory Tests = 5,532 คะแนน
Disk Tests = 53,165 คะแนน
2D Graphics Tests = 2,377 คะแนน
3D Graphics Tests = 815 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 662 คะแนน
Multi-Core = 2,512 คะแนน
Compute = 2,231 คะแนน

ส่วนการทดสอบใช้งานแบตเตอรีจาก PCMark จะใช้งานได้ต่อเนื่องราว 7 ชั่วโมง 56 นาที เมื่อแบตเตอรีเหลือ 20% แต่ถ้าเป็นการใช้งานทั่วๆไป แบบเล่นเกม เล่นโซเขียลมีเดีย เช็กอีเมล โทรศัพท์บ้างเล็กน้อย สามารถใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเพียงพอกับการใช้งานในแต่ละวันอยู่แล้ว

สรุป

รวมๆแล้วถ้ามองหาสมาร์ทโฟนในช่วงระดับราคา 7,000 – 8,000 บาท เชื่อว่า Wiko View Prime จะขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆในตลาดเวลานี้ เพราะด้วยความสามารถโดยรวมที่ค่อนข้างครบถ้วน แต่ถ้าจะขยับราคาขึ้นไปในช่วงหมื่นบาท ในตลาดก็ยังมีอีกหลายรุ่นที่น่าสนใจเช่นกัน

ดังนั้น ถ้ามีงบประมาณจำกัด อยากได้สมาร์ทโฟนจอใหญ่ รองรับการใช้งาน 4G แบตเตอรีสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง ไว้ใช้ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเน็ต ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก Wiko View Prime ถือเป็นรุ่นที่น่าสนใจในระดับราคาดังกล่าว

ข้อดี

– สมาร์ทโฟนจอ FullView 5.7 นิ้ว ในราคา 7,490 บาท

– รองรับการใช้งาน 2 ซิม + ไมโครเอสดีการ์ด

– กล้องหน้าคู่ 20 + 8 ล้านพิกเซล

– แบตเตอรี 3,000 mAh ที่ให้มาเพียงพอกับการใช้งานสบายๆ

ข้อสังเกต

– ไม่มีระบบ FastCharge มาให้

– ความละเอียดหน้าจอยังเป็น HD

– หน่วยประมวลผลที่ให้มาเป็น Snapdragon 430 อาจจะยังไม่แรงนัก

Gallery

]]>
Review : Sansiri A.I. Box ลำโพง Alexa ภาษาไทยรุ่นต้นแบบ https://cyberbiz.mgronline.com/review-sansiri-a-i-box-alexa/ Sun, 03 Dec 2017 13:49:09 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27712 เหตุผลที่ทำให้คนไทยตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อ “แสนสิริ” เจ้าพ่อวงการอสังหาริมทรัพย์เปิดตัวลำโพงอัจฉริยะ “แสนสิริ เอไอบ็อกซ์” (Sansiri A.I. Box) คือเพราะ Sansiri A.I. Box เป็นต้นแบบลำโพงระบบปัญญาประดิษฐ์จากแอมะซอน (Amazon) ที่ทำงานด้วยเสียงภาษาไทยรุ่นแรก

หลังจากผ่านการเทรนระบบนับหมื่นชั่วโมง Sansiri A.I. Box สามารถโต้ตอบกับคนไทยได้ดีระดับหนึ่ง ท่ามกลางคำยืนยันจากทีมพัฒนาว่ายังมีการบ้านรออยู่อีกมาก เพื่อให้รับกับการใช้จริงในมีนาคม 61

การออกแบบ

Sansiri A.I. Box รุ่นต้นแบบมาพร้อมกับทรง 4 สี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย โดยรุ่นต้นแบบที่ทีมงานได้ทดสอบไม่พบพอร์ตเชื่อมต่อ ไม่พบปุ่มเพิ่มลดเสียง และไม่พบไฟแสดงสถานะ มีเพียงรูเล็กถี่เรียงเป็นระเบียบตามสไตล์ลำโพงบลูทูธไร้สายทั่วไป

ดร. ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยีและวิเคราะห์ข้อมูล บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หัวหน้าทีมพัฒนาระบุว่า Sansiri A.I. Box รุ่นต้นแบบยังอยู่ระหว่างการวิจัยเรื่องการออกแบบฮาร์ดแวร์เพิ่มเติม ตอนนี้จึงยังไม่มีข้อสรุปแน่นอนว่าจะติดหน้าจอบอกสถานะเพิ่มเติมหรือไม่ รวมถึงรูปทรงภายนอกที่อาจเปลี่ยนจากกล่องสี่เหลี่ยมสีขาวดูเรียบง่ายพร้อมสัญลักษณ์แสนสิริ แต่ที่จะเพิ่มเติมแน่นอนคืออุปกรณ์ตัดเสียงรบกวน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นกับรุ่นต้นแบบ

ฟีเจอร์เด่นและทดสอบประสิทธิภาพ

คุณสมบัติพื้นฐานของ Sansiri A.I. Box รุ่นต้นแบบ ยังจำกัดอยู่ที่การเปิดปิดไฟ พยากรณ์อากาศ สรุปข่าว และข้อมูลจำนวนจดหมาย-พัสดุ

การเรียกคำสั่ง ผู้ใช้ต้องพูดว่าอะเล็กซ่า “Alexa” เป็นคำกระตุ้นหรือปลุกการทำงาน จากการทดสอบ พบว่าระบบไม่จดจำเอกลักษณ์ของเสียง ทำให้ใครก็ตามที่พูดว่า Alexa ระบบจะทำงานทันที

เมื่อพูดว่าอะเล็กซ่า ผู้ใช้ต้องรอฟังให้ระบบตอบเป็นเสียง “ปี๊บ” กลับมา จากนั้นจะต้องพูดคำว่ารูมเซอร์วิส “room service” เพื่อให้ระบบตอบกลับมาว่า “รูมเซอร์วิสสวัสดีค่ะ” ผู้ใช้จึงจะถามตอบได้ต่อไป แต่ถ้าหากว่าระบบไม่ตอบกลับมา ก็จะไม่สามารถทำงานได้ ผู้ใช้ต้องกลับไปเริ่มเรียกอะเล็กซ่าใหม่อีกครั้ง

เมื่อถามว่า “มีพัสดุมาส่งไหม” ผู้ใช้ต้องรอจนมีปี๊บ ก่อนที่เสียง ”ผู้หญิงสไตล์โรบ็อท” จะตอบกลับมาว่ามีจดหมาย…ฉบับและพัสดุ…ชิ้นค่ะ

ประโยคที่เกี่ยวข้องกับอากาศ เช่น วันนี้ฝนตกไหม?, แดดแรงไหมวันนี้?, พรุ่งนี้ร้อนไหม? Sansiri A.I. Box รุ่นต้นแบบยังไม่สามารถตอบได้ เว้นแต่ว่าถามด้วยประโยค “อากาศวันนี้เป็นอย่างไร” แต่ในอนาคต ทีมพัฒนามั่นใจว่าระบบจะเรียนรู้กลุ่มคำเพิ่ม สะสมไว้จนทำให้รู้ว่าคำว่า “ฝน-แดด-ร้อน” นั้นเกี่ยวข้องกับอากาศ

การพูดสำเนียง “เสียงเน่อ” ขณะนี้ระบบยังรองรับไม่ได้เต็มรูปแบบ แต่ทีมพัฒนายืนยันว่าอนาคตจะตอบกลับมาได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นคำศัพท์พื้นบ้านเฉพาะท้องถิ่น ผู้พัฒนาบอกว่าจะยังรองรับไม่ได้ เว้นแต่จะมีการใช้งานต่อเนื่องจนระบบคุ้นเคย

ทีมพัฒนาระบุว่าความสามารถของ Sansiri A.I. Box รุ่นต้นแบบนั้นเทียบเท่าได้กับ “เด็กอนุบาลภาคกลาง” ที่สามารถฟังสำเนียงคนต่างถิ่นออกได้บ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ทำให้ไม่เข้าใจศัพท์ท้องถิ่นครบถ้วน

เมื่อระบบอ่านข่าวภาษาไทยให้ฟัง พบว่ายังฟังยาก ตามสไตล์ระบบแปลงข้อความเป็นเสียงพูดหรือ Text to Speech แต่สำหรับผู้คุ้นเคย เสียงอ่านติดต่อเนื่องกันสไตล์หุ่นยนต์อาจไม่ใช่ปัญหาในการใช้งาน

จากการทดสอบรุ่นต้นแบบในพื้นที่มีเสียงรบกวน พบว่ายังต้องใช้เวลารอมากกว่า 5 วินาทีในการให้ระบบตอบกลับมานับจากพูดจบ จุดนี้ผู้พัฒนาบอกว่าเป็นเพราะระบบประมวลเสียงทำให้ล่าช้า แต่ระบบประมวลผลสามารถดึงข้อมูลได้ใน 2-3 วินาที

Sansiri A.I. Box รุ่นต้นแบบยังเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษกรณีระบบไม่สามารถวิเคราะห์คำถามได้ จุดนี้ทีมพัฒนาระบุว่าในอนาคต Sansiri A.I. Box จะเอ่ยเป็นภาษาไทยทั้งหมด

นอกจาก Sansiri A.I. Box แสนสิริยังเริ่มใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ A.I. และบิ๊กดาต้า (Big Data) เข้ามาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกบ้านหลายทาง ที่เห็นได้ชัดคือระบบโมบายแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่ ที่สามารถแจ้งเตือน สั่งเปิดไฟ ปิดแอร์ รวมถึงจองรถพลังงานไฟฟ้า เพื่อเดินทางไปสถานีรถไฟฟ้าได้ ทั้งหมดนี้ลูกค้าสามารถทำรายการอยู่ที่ห้อง ไม่ต้องเดินทางมาที่โครงการเพื่อจองบริการ

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือ “หุ่นยนต์แสนดี” หุ่นยนต์ให้บริการลูกบ้านที่สามารถขึ้นลงอาคารด้วยลิฟต์ได้ด้วยตัวเอง แสนสิริระบุว่าน้องแสนดีสามารถส่งพัสดุยังห้องของลูกบ้านได้อย่างส่วนตัว ถ้ามีใครมาขวางทาง หุ่นจะหลบทางได้ โดยลูกบ้านสามารถใส่รหัสผ่านที่หน้าจอของหุ่น เพื่อให้หุ่นเปิดช่องรับพัสดุได้ทันที

ในอนาคต หุ่นนี้จะเริ่มตรวจจับคนแปลกหน้าได้ เพื่อส่งต่อข้อมูลให้นิติฯผู้ดูแลอาคาร

อีกโครงการที่น่าสนใจของแสนสิริคือการใช้บิ๊กดาต้าสร้างเป็นแอพพลิเคชั่นให้ลูกค้าสามารถใส่ข้อมูลเพื่อที่จะเสนอโครงการที่เหมาะสมกับลูกค้า โดยจะดึงเอาบิ๊กดาต้ามาประเมินราคาในอนาคตของโครงการนั้นว่าจะสูงขึ้นเป็นเท่าไหร่ รวมถึงหากเดินทางน้อยลง ลูกค้าจะสามารถทำกิจกรรมอะไรเพิ่มเติมใดได้บ้าง เช่น สามารถนอนหลับได้เพิ่มขึ้นกี่ชั่วโมง

ดร.ทวิชา ระบุว่าถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่นำ A.I. มาประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีระบบข้อมูลประเมินราคาอสังหาในอนาคตอย่างเป็นทางการ ระบบนี้จึงมีโอกาสเปลี่ยนมิติวงการอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย โดยข้อมูลถูกนำมาประเมินได้แก่ ราคาในอดีต ราคาขายปัจจุบัน ข้อมูลโครงการก่อสร้างเพิ่มเติมในอนาคต เช่น โรงเรียน โรงแรม สถานีบีทีเอส ห้าง และร้านสะดวกซื้อ ทั้งหมดนี้จะทำให้ผู้ซื้อจะได้รับทราบแนวทางลงทุน ขณะที่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยจะน่าเชื่อถือมากขึ้น

ระบบ A.I. ที่ไม่ใช่ Box นี้จะให้บริการผ่านเว็บไซต์ของแสนสิริอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีหน้า และจะถูกนำมาให้บริการในงานอีเวนท์เปิดตัวโครงการอสังหาฯของแสนสิริในอนาคต

สรุป

บทสรุปจากการได้ทดลอง Sansiri A.I. Box รุ่นต้นแบบคือต้องรอดูต่อไปในอนาคต เพราะทีมพัฒนาวางแผนให้ระบบนี้เป็นเลขาส่วนตัว หรือผู้ช่วยส่วนตัวที่สามารถให้ข้อมูลผู้ใช้โดยไม่ต้องรอรับคำสั่ง โดยในอนาคต ระบบ Sansiri A.I. Box จะทราบว่าผู้ใช้เป็นใคร และกำลังต้องการอะไร ระบบจะพร้อมเสนอบริการให้ตามที่ระบบเห็นว่าควรจะเสนอ ทั้งหมดนี้จะวิเคราะห์จากข้อมูลเวลา อากาศ หรือข้อมูลแวดล้อมอื่นในขณะนั้น

ผู้พัฒนาคาดว่าอีก 2 ปี เราจะได้เห็นพัฒนาการนี้ที่จะทำให้ระบบ Sansiri A.I. Box ให้บริการได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ข้อดี

– แนวโน้มการพัฒนาดูดีมาก ระบบกำลังถูกพัฒนาให้ผู้อาศัยคอนโดมีเนียมสามารถตรวจค่าน้ำ เช็คพัสดุ จองห้องส่วนกลาง จองห้องโยคะ เปิดปิดไฟ-แอร์-ผ้าม่านไฟฟ้า เปลี่ยนช่องทีวี พยากรณ์อากาศ รายงานจราจร และสรุปข่าวประจำวัน รวมถึงสามารถเปิดเพลงได้

– การออกแบบเรียบง่าย ดูดี จัดวางได้ทุกที่ของบ้าน

ข้อสังเกต

– ผู้ใช้ที่ไม่คุ้นเคยอาจรู้สึกงงเมื่อระบบเงียบ ซึ่งแปลว่าระบบยังฟังอยู่ ทั้งที่ผู้พูดกล่าวจบประโยคแล้ว

– รุ่นต้นแบบยังทำงานไม่ราบรื่นเมื่อมีเสียงรบกวน

– ผู้ใช้ต้องใจเย็น อดทนรอให้ระบบฉลาดขึ้นในอนาคต

]]>
Review : Plantronics Voyager 3240 หูฟังบลูทูธ ดีไซน์สวย และเทคโนโลยีฉลาดๆ https://cyberbiz.mgronline.com/review-plantronics-voyager-3240/ Tue, 21 Nov 2017 07:26:03 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27679

ถ้าต้องการมองหาหูฟังบลูทูธสำหรับการใช้งานในกลุ่มมืออาชีพ หนึ่งในแบรนด์ที่ผุดขึ้นมาทันทีเลยคงหนีไม่พ้น Plantronics เพราะที่ผ่านมาได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้ใช้งานหูฟังบลูทูธ ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

จนล่าสุด ซิสเตมส์ 2000 ผู้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Plantronics ในไทย ได้นำรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดอย่าง Plantronics Voyager 3240 มาขยายกลุ่มผู้ใช้งานหูฟังสำหรับสื่อสารให้มีตัวเลือกที่มากขึ้น ในช่วงราคาที่หลากหลาย

โดยแต่เดิมซีรีส์ของ Voyager จะเน้นในกลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นนักธุรกิจ ต้องการหูฟังบลูทูธที่มาช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้แก่ผู้ใช้งาน พร้อมทั้งต้องมีเทคโนโลยีที่มาช่วยให้ไม่พลาดการสื่อสารด้วย ดังนั้นการมาของ Voyager 3240 จึงเข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าวทั้งหมด

การออกแบบ

สิ่งที่ Plantronics เน้นมากขึ้นในช่วงหลังๆคือ การออกแบบหูฟังไม่ให้ดูเป็นหูฟังอวกาศมากเกินไป ประกอบกับเทรนด์หูฟังบลูทูธแบบที่ไม่ต้องเกี่ยวหูได้รับความนิยมมากขึ้น พอมาเป็น Plantronics Voyager 3240 จึงถูกออกแบบมาให้เป็นหูฟังที่เน้นความโฉบเฉี่ยว และล้ำสมัยเป็นหลัก เหมือนกับในรุ่น Voyager Edge ที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยน้ำหนักเบาเพียง 9 กรัมเท่านั้น

โดยที่บริเวณตัวเครื่องจะมีปุ่มเปิดปิดเครื่องอยู่ที่ขอบขวา และปุ่มเพิ่มลดเสียงกับช่องเสียบสายชาร์จไมโครยูเอสบีอยู่ทางฝั่งซ้าย ส่วนปุ่มกดหลักจะซ่อนอยู่บริเวณที่เป็นลายๆ ที่สามารถกดลงไปได้ ถัดมาเป็นไมโครโฟนไว้ช่วยในการตัดเสียงรบกวน

ส่วนที่บริเวณก้านไมโครโฟนรับเสียงที่ยื่นออกมาจะมีปุ่มสำหรับสั่งงานด้วยเสียง และบริเวณปลายๆก็จะมีการเล่นลวดลายที่ซ่อนความหรูของหูฟังบลูทูธด้วยขอบสีแดง ส่วนภายในก้านก็จะมีสัญลักษณ์ของแบรนด์ Plantronics และขั้วชาร์จไฟจากกล่องเก็บหูฟัง

ตัวกล่องเก็บหูฟังที่แถมมาให้จะรองรับการชาร์จไฟในตัว โดยผู้ใข้สามารถนำหูฟังวางเข้าไปในกล่อง เมื่อล็อกเรียบร้อยก็จะทำการชาร์จทันที โดยที่ตัวกล่องจะมีไฟสัญลักษณ์บอกปริมาณของแบตเตอรีทั้งตัวกล่อง (ซ้าย) และหูฟัง (ขวา) ว่าเต็มอยู่หรือชาร์จอยู่ด้วย

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาภายในกล่อง นอกจากตัวหูฟังบลูทูธ Plantronics Voyager 3240 ที่มีจุดยางให้เลือกเปลี่ยน 3 ขนาด และขาพลาสติกไว้เกี่ยวหู ก็จะมีชาร์จเคสที่เป็นทั้งกล่องเก็บหูฟัง และแท่นชาร์จภายในตัว พร้อมสายไมโครยูเอสบี และสายคล้องคอสำหรับผู้ที่ต้องการพกติดตัวเหมือนเครื่องประดับชิ้นหนึ่งแทน

Gallery

ฟีเจอร์เด่น

จุดเด่นหลักของ Plantronics ที่รับรู้กันดีคือการเป็นหูฟังบลูทูธคุณภาพสูง ที่โดดเด่นในเรื่องของการตัดเสียงรบกวนรอบข้าง ด้วยการใส่ไมโครโฟนมาด้วยกัน 3 ตัวทั้งเพื่อการรับเสียง และตัดเสียงรบกวน ทำให้การสื่อสารเวลาที่อยู่ในพื้นที่กลางแจ้งสามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น

ถัดมาคือความฉลาดของ Voyager 3240 ที่มีมาตั้งแต่รุ่น Voyager 5200 คือเรื่องของการใส่เซ็นเซอร์ตรวจจับการใส่ใช้งานมาให้ เมื่อนำหูฟังสวมเข้าไปในหู ตัวหูฟังจะรับรู้ว่าขณะนี้กำลังสวมอยู่อยู่ เมื่อถอดออกก็จะรู้ว่าถอดออก

การที่หูฟังสามารถตรวจจับการถอดหรือใส่ได้ ช่วยอะไรผู้ใช้? ก็คือความฉลาดของหูฟังบลูทูธ อย่างกรณีมีสายเรียกเข้า ถ้าผู้ใช้หยิบ Voyager 3240 ใส่เข้าหูก็จะทำการรับสายอัตโนมัติ หรือกรณีที่ไมไ่ด้ใส่อยู่ แม้จะมีการเชื่อมต่อเวลารับโทรศัพท์เสียงก็จะออกจากลำโพงสมาร์ทโฟนตามปกติเป็นต้น

นอกจากนี้ เมื่อสวย Voyager 3240 เข้าไปก็จะมีเสียงแจ้งเตือนการเชื่อมต่อ สถานะแบตเตอรี บอกอยู่ กรณีที่มีสายเรียกเข้าถ้ามีการบันทึกชื่อไว้ก็จะอ่านชื่อให้ฟัง หรือถ้าไม่มีก็จะบอกหมายเลขแทน ทำให้สามารถกดปุ่มรับที่ตัวหูฟังเพื่อรับสายได้ โดยไม่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเลย

หรือจะในแง่ของการสั่งงานด้วยเสียงสามารถ พูดสั่ง Answer เพื่อรับสาย หรือ Ignor เพื่อตัดสายได้ และเมื่อใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน Plantronic Hub ก็จะสามารถควบคุมหูฟังบลูทูธได้หลากหลายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อของบลูทูธ 4.1 ทำให้ระยะในการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้น จากในรุ่นก่อนหน้าจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10 เมตร แต่ในรุ่น Voyager 3240 สามารถเชื่อต่อได้เกือบๆ 30 เมตร โดยเมื่อได้ทดลองใช้ก็พบว่าระยะใช้งานไกลขึ้นจริงๆ แม้ว่าจะผ่านผนัง หรือประตูก็สามารถส่งสัญญาณได้ชัดเจน รวมถึงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน NFC ก็ทำได้เช่นกัน

รวมถึงการที่สามารถใช้แอปสั่งงานเพื่อค้นหาหูฟัง โดยตัวหูฟังจะมีการปล่อยเสียงออกมา เพื่อให้หาได้ง่ายขึ้น หรือจะดูจากจุดที่มีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนล่าสุดได้ด้วย

ทั้งนี้ Voyager 3240 จะมากับเคสใส่หูฟังบลูทูธ ที่เป็นที่ชาร์จแบบพกพาไปในตัว ผู้ใช้สามารถใช้เคสในการเก็บตัวหูฟังพร้อมชาร์จแบตไปได้ โดยที่ตัวเคสจะมีไฟสัญลักษณ์บอกอยู่ตลอดที่มีการเคลื่อนไหว

อย่างไรก็ตามในประเทศไทยจะวางจำหน่าย Voyager ในซีรีส์ 3200 จะแบ่งออกเป็นหลายรุ่นด้วยกัน คือถ้าเป็น 3200 จะมากับตัวหูฟังบลูทูธเพียงอย่างเดียวในราคา 3,990 บาท แต่ถ้าเป็น Voyager 3240 จะมากับเคสใส่พร้อมที่ชาร์จแบตในราคา 4,890 บาท โดยถ้าซื้อในราคาเต็มจะได้รับการขยายเวลารับประกันเป็น 2 ปี

สรุป

Plantronics Voyager 3240 เป็นหูฟังบลูทูธแบบ Mono ที่ออกมาจับกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องการใช้งานหูฟังบลูทูธไร้สายเพื่อคุยงาน หรือติดต่อสื่อสารตลอดเวลา โดยชูจุดเด่นอยู่ที่การใช้งานได้ต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และสามารถชาร์จกับเคสเพื่อใช้งานได้อีก 10 ชั่วโมง และระยะเวลาสแตนบาย 7 วัน

เมื่อทดลองใช้งาน ระยะเวลาที่ใช้ก็ใกล้เคียงกับที่เคลมไว้ ส่วนเรื่องของคุณภาพเสียง ระยะในการเชื่อมต่อถือว่าคุ้มค่ากับราคาที่เสียไป แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นหูฟังแบบ Mono เมื่อนำมาใช้ในการฟังเพลงเพื่อความบันเทิงอาจจะไมไ่ด้อรรถรสเท่าที่ควร แต่ถ้าเพื่อคุยงานด้วยประสิทธิภาพของหูฟังถือว่าตอบโจทย์

ข้อดี

– หูฟังบลูทูธที่มากับระบบตัดเสียงรบกวน

– ดีไซน์ดูทันสมัย สามารถใส่หูได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะหลุด

– ระยะการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พกพาที่ได้ไกลถึง 30 เมตร

ข้อสังเกต

– ใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 6 ชั่วโมง และชาร์จกับเคสใช้งานได้ต่ออีกราว 10 ชั่วโมง

– เป็นหูฟังบลูทูธแบบข้างเดียว ทำให้ไม่เหมาะกับใช้เพื่อความบันเทิง

– ราคาค่อนข้างสูง (4,890 บาท) จึงเหมาะกับผู้ที่เน้นการติดต่อสื่อสารสำคัญๆจริงๆ

]]>
Review : Xiaomi Mi A1 ชูจุดขายที่ Android One สเปกดี ในราคาคุ้ม https://cyberbiz.mgronline.com/review-xiaomi-mi-a1/ Wed, 15 Nov 2017 06:29:23 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27623

นอกจากรุ่นใหญ่สเปกแรงอย่าง Xiaomi Mi 6 ที่วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้ อีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจของ Xiaomi คงหนีไม่พ้นรุ่นกลางๆ ในช่วงราคาต่ำกว่า 8,000 บาท อย่าง Xiaomi A1 ที่มีความพิเศษอยู่ที่เป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับ Android One

จุดเด่นหลักของ Xiaomi A1 คือเป็นสมาร์ทโฟนที่มากับหน้าจอ 5.5 นิ้ว พร้อมกับกล้องหลังคู่ รองรับการใช้งาน 3G/4G ในสเปกระดับกลางๆ ที่สำคัญสุดคือการเป็น Android One ทำให้การันตีได้ว่า จะได้รับการอัปเกรดระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่มาใช้งานแน่นอน

การออกแบบ

ในแง่ของการออกแบบตัว Xiaomi Mi A1 ถือว่าไม่ได้เป็นสมาร์ทโฟนที่มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น เพราะยังมากับดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่ายของตัวเครื่อง พร้อมความโค้งของหลังเครื่องเพื่อให้จับใช้งานถนัดมือ โดยวัสดุที่ใช้ก็จะเน้นไปที่ตัวเครื่องอะลูมิเนียม และกระจก โดยมีขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 155.4 x 75.8 x 7.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 165 กรัม มีให้เลือกด้วยกัน 3 สีคือ ดำ ทอง และชมพู

ด้านหน้าไล่จากขอบบนก็จะมีช่องลำโพงสนทนา กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล 1.12μm, f/2 หน้าจอ 5.5 นิ้ว FullHD 1080p 403ppi ส่วนล่างหน้าจอจะมีปุ่มสัมผัสเรียกดูแอปล่าสุด ปุ่มโฮม และย้อนกลับ

ด้านหลังตัวเครื่องจะเน้นความเรียบง่ายเป็นหลัก ทำให้ส่วนของฝาหลังจะมีกล้องคู่หลักเลนส์มุมกว้าง 12 ล้านพิกเซล 1.25μm f/2.2 + เลนส์เทเล 12 ล้านพิกเซล 1.0μm f/2.6 ที่มุมบน (ตัวเลนส์กล้องยื่นออกมาจากตัวเครื่องเล็กน้อย พร้อมไฟแฟลชแบบ Dual LED ถัดลงมาเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ สัญลักษณ์ “Mi” ภายในมีแบตเตอรีขนาด 3,000 mAh

ด้านบนจะมากับเซ็นเซอร์อินฟาเรด (IR) เพื่อใช้ร่วมกับ Mi Remote ในการควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า และไมโครโฟนตัวที่ 2 ด้านล่างจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ไมโครโฟนสนทนา ช่องเสียบสาย USB-C และลำโพง

ด้านซ้ายเป็นที่อยู่ของถาดใส่ซิมที่ต้องใช้เข็มจิ้มถาดซิมออกมา โดยถาดซิมที่ให้มาจะเป็นแบบ Hybrid คือเลือกใส่ระหว่าง 2 นาโนซิมการ์ด หรือ 1 นาโนซิมการ์ด และไมโครเอสดีการ์ด ด้านขวาเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียง

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาภายในกล่องของ Mi A1 นอกจากตัวเครื่อง ก็จะมีเข็มจิ้มซิม อะเดปเตอร์ และสายชาร์จ USB-C เท่านั้น

สเปก

สำหรับสเปกภายในของ Xiaomi Mi A1 จะมากับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 ที่เป็น Octa Core 2.0 GHz RAM 4 GB พื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเครื่อง 64 GB รองรับไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มสูงสุด 128 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 7.1.2

ด้านสเปกการเชื่อมต่อเครือข่าย รองรับ 3G/4G ในบ้านเราทั้งหมด โดย 4G (รองรับ VoLTE) จะรองรับความเร็วระดับ Cat6 ดาวน์โหลดสูงสุด 300Mbps 3G รองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 42 Mbps ส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n/ac บลทูธ 4.2

ฟีเจอร์เด่น

จุดเด่นหลักๆของ Mi A1 คือการเป็น Android One หรือการที่เป็นสมาร์ทโฟนที่มากับ Pure Android โดยทางผู้ผลิตอย่าง Xiaomi จะไม่ได้มีการนำอินเตอร์เฟสใดๆมาครอบ เพื่อให้ได้ความเป็นแอนดรอยด์ในการใช้งานมากที่สุด แต่ก็จะมีการนำบันเดิลแอปพลิเคชันบางตัวติดมาให้ใช้งานด้วย

การที่เป็น Pure Android จึงทำให้ Mi A1 ทำงานได้ลื่น โดยรูปแบบการใช้งานก็จะเป็นเหมือนแอนดรอยด์ทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็นการมีหน้าหลักมาให้ใช้ สามารถเลือกดูแอปพลิเคชันทั้งหมดได้จากการปาดจากขอบล่างขึ้นมา

ถ้าต้องการเข้าไปดูการแจ้งเตือนต่างๆ ก็สามารถปาดหน้าจอจากขอบบนลงมาได้ รวมถึงการตั้งค่าด่วน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดการเชื่อมต่อไวไฟ บลูทูธ การหมุนหน้าจอ ปรับความสว่างหน้าจอ ก็สามารถปรับได้จากแถบแจ้งเตือนที่อยู่ส่วนบน

กล้องเป็นอีกจุดเด่นที่น่าสนใจในเครื่องรุ่นนี้ เพราะมากับกล้องคู่เลนส์มุมกว้าง และเลนส์เทเล ทำให้เวลาถ่ายภาพสามารถถ่ายรูปแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ง่ายขึ้น หรือถ้าต้องการเก็บรายละเอียดด้วยการซูมภาพ การมีเลนส์เทเลมาให้ก็ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น

สำหรับโหมดกล้องที่มีมาให้เลือกจะเริ่มตั้งแต่การใส่ลายน้ำให้ภาพ เลือกโหมดพาโนราม่า นับเวลาถอยหลัง บันทึกภาพพร้อมเสียง โหมดตั้งค่าเอง โหมดแต่งหน้า ถ่ายกรุ๊ปเซลฟี่ ถ่ายรูปในอัตราส่วน 1:1 เป็นต้น

ในส่วนของการตั้งค่ากล้องก็จะมีให้เลือกพื้นที่เก็บข้อมูล การเปิดเสียงชัตเตอร์ ใส่เวลาในรูป เพิ่มตารางขณะถ่าย เลือกสัดส่วนหน้า การตั้งค่าการตรวจจับใบหน้า แสดงอายุและเพศ ใช้ปุ่มเพิ่มลดเสียงเป็นชัตเตอร์

ขณะเดียวกันแอปพลิเคชันของ Xiaomi ที่ติดตั้งเข้ามาให้และมีความน่าสนใจ ก็จะมีอย่าง Mi Remote ที่สามารถใช้งาน Mi A1 ให้เป็นรีโมทในการควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ชุดโฮมเทียเตอร์ เครื่องเสียง เครื่องปรับอากาศ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถใช้รีโมทควบคุมได้

โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปเลือกได้ว่าต้องการใช้งานกับอุปกรณ์ประเภทใด หลังจากนั้นก็เข้าไปเลือกแบรนด์จากตัวเลือกที่มี ก่อนทำการทดลองควบคุมว่าสามารถกดสั่งงานได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็เปลี่ยนรูปแบบสัญญาณที่ส่งไปจนกว่าจะควบคุมได้

หลังจากตั้งค่าเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อย ก็สามารถใช้ Mi A1 ในการควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ทันที อย่างถ้าใช้เป็นรีโมทโทรทัศน์ ก็สามารถเปลี่ยนช่อง ปรับเพิ่มลดเสียง เปลี่ยนที่มาของสัญญาณได้ตามปกติ หรือถ้าใช้ในการควบคุมเครื่องปรับอากาศก็สามารถกำหนดเพิ่มลดอุณหภูมิ ความเร็วพัดลมได้

รวมถึง Mi Community ที่จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลเกี่ยวกับ Xiaomi ที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วม เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ และยังมีหน้าให้เข้าไปค้นหาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ การเก็บคะแนนเพื่อแลกของรางวัลในอนาคต่อไปด้วย

สุดท้ายในส่วนของการตั้งค่าก็จะมาแบบที่เป็น Pure Android แบ่งการตั้งค่าการเชื่อมต่อ อุปกรณ์ ส่วนตัว ระบบตามปกติ โดยมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่างการใช้นิ้วเลื่อนผ่านเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ เพื่อดูการแจ้งเตือน หรือการกดปุ่มเปิดเครื่อง 2 ครั้งเพื่อเข้าโหมดกล้องด่วนมาให้ด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 63,437 คะแนน
Quadrant Standard = 24,248 คะแนน
Multi-Touch = 10 จุด

Geekbench 4
Single-Core = 860 คะแนน
Multi-Core = 4,287 คะแนน
Compute = 3,166 คะแนน

AndroBench
Sequential Read = 282.59 MB/s
Sequential Write = 209.95 MB/s
Random Read = 51.66 MB/s
Random Write = 15.79 MB/s

3D Mark

Sling Shot Unlimited = 514 คะแนน
Sling Shot Extreme = 463 คะแนน
Sling Shot = 841 คะแนน
Ice Storm Extreme = 8,221 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 13,461 คะแนน
Ice Storm = 12,451 คะแนน

PC Mark

Work 2.0 = 4,943 คะแนน
Computer Vision = 2,451 คะแนน
Storage = 3,565 คะแนน
Work = 6,066 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 5,391 คะแนน
CPU Tests = 114,458 คะแนน
Memory Tests = 6,286 คะแนน
Disk Tests = 47,855 คะแนน
2D Graphics Tests = 3,511 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,336 คะแนน

ในส่วนของการทดสอบประสิทธิภาพแบตเตอรี เมื่อลองเปิดเทสผ่าน PCMark จนเหลือแบตเตอรี 20% จะอยู่ได้ราว 9-10 ชั่วโมง ซึ่งถ้าใช้งานต่อเนื่องไปจนถึงแบตหมด น่าจะอยู่ได้ราว 12 ชั่วโมง ทำให้เมื่อเทียบกับการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานสบายๆ ส่วนระยะเวลาชาร์จแบตฯจนเต็มจะอยู่ราว 2 ชั่วโมง

สรุป

จากจุดเด่นหลักของ Xiaomi คือสมาร์ทโฟนที่เน้นในแง่ของความคุ้มค่ากับสเปก ประกอบกับการเป็น Android One ทำให้ Mi A1 กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจในช่วงระดับราคา 7,990 บาท แม้ว่าในตลาดนี้จะมีแบรนด์จีนหลายๆแบรนด์ทำตลาดอยู่ แต่ก็เป็นช่องว่างที่ไม่มี Android One อยู่ในตลาดนี้

ประกอบกับประสิทธิภาพของตัวเครื่องทีไ่ด้ แม้ว่ากล้องถ่ายภาพที่เป็นกล้องคู่จะไม่ได้ให้คุณภาพที่สูงเทียบเท่ากับรุ่นไฮเอนด์ แต่ก็อยู่ในระดับที่ยอมรับได้เมื่อเทียบกับราคาเครื่องที่จ่ายไป การใช้งานอื่นๆอย่างโซเชียลมีเดีย เล่นเกม หรือใช้งานเพื่อความบันเทิงในชีวิตประจำวันสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

ทำให้ Xiaomi Mi A1 กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาดสมาร์ทโฟนที่กลุ่มผู้ใช้งานแอนดรอยด์ราคาประหยัดต่างกำลังมองหา เพียงแต่ว่าก็จะไม่มีฟีเจอร์แปลกๆพิเศษช่วยเพิ่มแวลูให้กับตัวเครื่องอย่างความโดดเด่นเรื่องของกล้องเซลฟี่ หรือการใช้งานโซเชียลมีเดีย 2 บัญชีในเครื่องเดียว

ข้อดี

– Android One กับเครื่องสเปกระดับกลางบน ในราคา 7,990 บาท
กล้องคู่ ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ง่ายขึ้น
มี IR มาให้ใช้งานเป็นรีโมทคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าได้

ข้อสังเกต

กล้องถ่ายภาพในที่แสงน้อยยังเก็บรายละเอียดได้ไม่ดี
ไม่ได้มาพร้อมระบบชาร์จเร็ว
ไม่มี NFC
เนื่องจาก Pure Android เลยไม่ค่อยมีลูกเล่นมากนัก

Gallery

]]>
Review : Asus Zenfone 4 Max Pro เน้นหนักที่แบตอึด แชร์แบตให้เพื่อนก็ได้ https://cyberbiz.mgronline.com/review-asus-zenfone-4-max-pro/ Sat, 11 Nov 2017 13:13:11 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27550

หนึ่งในซีรีส์ที่ได้รับความนิยมของเอซุสในปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้น Zenfone 3 Max ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของการเป็นสมาร์ทโฟนที่มากับแบตเตอรีขนาด 5,000 mAh แถมยังพ่วงความสามารถในการแปลงสมาร์ทโฟนเป็นพาวเวอร์แบงค์เพื่อชาร์จแบตให้กับเครื่องอื่นได้ด้วย

ประกอบกับเมื่อดูในไลน์สินค้าของ เอซุส จะเห็นว่ามีการแตกไลน์ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆด้วยกันคือ ซีรีส์ Max ที่เป็นรุ่นเริ่มต้นเน้นเรื่องแบตฯเป็นพิเศษ ถัดมาเป็น Selfie ที่เน้นเรื่องกล้องหน้า และสุดท้ายคือรุ่นปกติที่จะจับตลาดกลางบนเป็นหลัก

ดังนั้น Asus Zenfone 4 Max และ Max Pro จึงเป็นสมาร์ทโฟนที่อยู่ในช่วงระดับราคาต่ำกว่าหมื่นบาท (5,990 – 7,990 บาท) แต่ไม่ใช่ว่าจะโดดเด่นที่เรื่องแบตเพียงอย่างเดียว เพราะตัวเครื่องก็มากับหน่วยประมวลผลระดับที่พอใช้งาน และยังมีกล้องหลังคู่มาให้ใช้งานด้วย

การออกแบบ

รุ่นที่ทีมงานได้มารีวิวในวันนี้คือ Asus Zenfone 4 Max Pro ที่จะมีแบตเตอรีมากกว่ารุ่น Zenfone 4 Max ธรรมดา โดยตัวเครื่องจะมากับขนาด ขนาด 154 x 76.9 x 8.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 181 กรัม มีให้เลือกด้วยกัน 3 สี คือ Deepsea Black Sunlight Gold และ Rose Pink

ด้านหน้าจะมีหน้าจอ 2.5D IPS ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด HD (1280 x 720 พิกเซล) โดยส่วนบนหน้าจอประกอบไปด้วยกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช ลำโพงสนทนา และเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้า ล่างหน้าจอเป็นปุ่มโฮมและเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ พร้อมปุ่มย้อนกลับ และเรียกดูแอปที่ใช้งานล่าสุด

ด้านหลังไล่จากส่วนบนจะมีกล้องหลักคู่ที่เป็นเลนส์ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล คู่กับเลนส์มุมกว้าง พร้อมไฟแฟลช ถัดลงมาเป็นสัญลักษณ์เอซุส โดยจะใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียม เน้นความเรียบง่ายเป็นหลัก ภายในมีแบตเตอรี 5,000 mAh อยู่

ด้านซ้ายจะมีช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์ (Nano Sim) ที่มีความพิเศษตรงช่องใส่ซิมที่ 2 ไม่ต้องแชร์กับช่องใส่การ์ด MicroSD เหมือนหลายๆแบรนด์ สะดวกสบายสำหรับคนที่ใช้ 2 ซิมแล้วต้องการใส่การ์ดความจำเพิ่มด้วย ถือเป็นอีกจุดที่น่าสนใจของรุ่นนี้

ด้านขวามีปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง และปุ่มเปิดปิดเครื่อง ด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และไมโครโฟน ด้านล่างเป็นพอร์ตไมโครยูเอสบี และช่องลำโพง (โมโน)

อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง นอกจากตัวเครื่อง อะเดปเตอร์ สายชาร์จ หูฟัง และคู่มือการใช้งานแล้ว เอซุส ยังได้แถมสาย OTG หรือสายแปลงหัวไมโครยูเอสบี เป็นพอร์ตยูเอสบีให้เสียบสายชาร์จ หรือแฟลชไดรฟ์เพื่อต่อใช้งานได้ทันทีมาให้ด้วย

สเปก

ASUS Zenfone 4 Max Pro จะขับเคลื่อนด้วยซีพียู Qualcomm Snapdragon 430 Octa-core ความเร็ว 1.4GHz กราฟิก Adreno 505 พร้อมแรม 3GB รอม 32GB ระบบปฏิบัติการเป็น Android 7.1.1 ครอบทับด้วย ASUS ZenUI 4.0 และแบตเตอรีความจุ 5,000 mAh

ด้านสเปกการเชื่อมต่อเครือข่าย รองรับ 3G/4G ในบ้านเราทั้งหมด โดย 4G (รองรับ VoLTE) จะรองรับความเร็วระดับ Cat4 ดาวน์โหลด 150Mbps 3G รองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 42 Mbps ส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n บลทูธ 4.0, มี GPS/A-GPS/GLONASS/BDSS และภาครับสัญญาณ FM

ฟีเจอร์เด่น

ในแง่ของฟีเจอร์การใช้งานทั่วไป Zenfone 4 Max Pro จะคล้ายๆกับรุ่นที่เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้อย่าง Zenfone 4 Selfie ที่มีการใช้อินเตอร์เฟสของ Zen UI 4.0 มาครอบเพื่อให้ใช้งานได้ในสไตล์ของเอซุส ซึ่งถือว่าทำออกมาได้เบา ทำให้เครื่องไม่หน่วงเวลาใช้งานแม้จะให้ RAM มาเพียง 3GB

โดยจุดเด่นหลักๆของเครื่องรุ่นนี้จริงๆ ก็จะเป็นเรื่องของการแชร์แบตเตอรี ที่สามารถต่อกับอะเดปเตอร์เพื่อแชร์แบตให้เครื่องอื่นได้ เพราะด้วยแบตเตอรีที่ให้มา 5,000 mAh ก็เปรียบเหมือนพาวเวอร์แบงค์ขนาดเล็กๆอันหนึ่ง

แต่ถ้าไม่ได้ไปแชร์ใช้ให้ใคร เมื่อใช้เครื่องปกติ ระยะเวลาการใช้งานที่ได้ก็ถือว่าใช้งานได้สบายๆ 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งาน แต่ถ้าใช้งานต่อเนื่องหนักๆ ก็จะได้ประมาณ 1 วันสบายๆ เพราะด้วยสเปกที่ให้มาก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ตามระดับราคาของเครื่อง

ในส่วนของกล้องที่ให้มา แม้ว่าจะมีลูกเล่นอย่างกล้องคู่มาให้ด้วย แต่คุณภาพของรูปทีไ่ด้จากกล้องรองที่เป็นเลนส์มุมกว้างนั้น ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เนื่องจากใช้เลนส์ความละเอียดต่ำ เหมือนใส่มาเพื่อให้การถ่ายภาพได้มุมมองที่แปลกไปมากกว่า

ขณะที่ในแง่ของโหมดถ่ายภาพที่ให้มาก็เป็นมาตรฐาน มีทั้งโหมดอัตโนมัติ โหมดโปร ที่เข้าไปตั้ง ISO และ Speed Shutter ได้เอง แต่ถ้าเน้นถ่ายง่ายๆ สนุกๆโหมดอัตโนมัติที่ให้มาก็พอแล้ว ไม่นับรวมกับพวกโหมดพิเศษอย่างพาโนราม่า หรือการถ่ายภาพเป็นไฟล์ GIF

ที่เหลือก็จะเป็นลูกค้าที่มากับ Zen UI ภายใต้ Zen Motion ที่จะมีให้เลือกตั้งค่าอย่างการจับภาพหน้าจอ สามารถกดปุ่ม Recent Apps ค้างไว้เพื่อบันทึกภาพแทน หรือการแตะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อเปิดปิดหน้าจอ การวาดตัวอักษรบนหน้าจอเพื่อเรียกใช้แอปเป็นต้น

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 44,447 คะแนน
Quadrant Standard = 14,760 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 3513 คะแนน
CPU Tests = 81,572 คะแนน
Memory Tests = 5,267 คะแนน
Disk Tests = 36,236 คะแนน
2D Graphics Tests = 2,446 คะแนน
3D Graphics Tests = 807 คะแนน

3D Mark

Sling Shot Unlimited = 566 คะแนน
Sling Shot Extreme = 296 คะแนน
Sling Shot = 569 คะแนน
Ice Storm Extreme = 5,838 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 9,483 คะแนน
Ice Storm = 10,004 คะแนน

PC Mark

Work 2.0 = 3,716 คะแนน
Computer Vision = 1,704 คะแนน
Storage = 3,155 คะแนน
Work = 4,846 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 656 คะแนน
Multi-Core = 2,493 คะแนน
Compute = 2,129 คะแนน

ขณะที่การทดสอบแบตเตอรีผ่าน PCMark จะอยู่ที่ 15 ชั่วโมง 5 นาที เมื่อแบตเตอรีเหลือ 20% ดังนั้นถ้าใช้งานต่อเนื่องจนถึงแบตหมดเหมือนใช้งานต่อเนื่องได้ทั้งวันสบายๆ หรือถ้าใช้งานทั่วๆไปในแต่ละวัน ก็สามารถอยู่ได้ 2-3 วัน

สรุป

ด้วยการที่เอซุสในซีรีส์เน้นเรื่องแบตเตอรีเป็นหลัก ดังนั้นถ้าอยากได้สมาร์ทโฟนที่แบตอึดๆ ใช้ได้ยาวๆก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในราคาระดับนี้ เพราะโดยรวมกับสเปกที่ให้มาอยู่ในช่วงกลางๆ พอกับการใช้งานทั่วๆไป อย่างใช้โซเชียลมีเดีย แชท เล่นเน็ต ดูซีรีส์ยาวๆ แต่ถ้าจะเอามาเล่นเกมหนักๆ ตัวเครื่องก็จะมีอาการหน่วงอยู่นิดๆ

ข้อดี

– แบตเตอรี 5,000 mAh ที่ใช้ได้ยาวๆ และแชร์แบตให้เพื่อนได้
– มีสาย OTG (แปลง MicroUSB เป็น USB) มาให้ในกล่อง
– มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือให้ใช้งาน
– กล้องหลังคู่ที่เป็นเลนส์มุมกว้าง

ข้อสังเกต

– ประสิทธิภาพตัวเครื่องจะอยู่ในระดับกลางๆ
– กล้องคู่ที่ให้มาคุณภาพไม่ค่อยดี ส่วนกล้องหลักตามราคาเครื่อง
– ZenUI ที่ให้มายังไม่ค่อยเสถียรมากนัก
– ดีไซน์ไม่ได้มีความแปลกใหม่จากรุ่นเดิมมากนัก

Gallery

]]>