CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Wed, 21 Aug 2019 08:15:12 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.6 Review : Xiaomi Mi Band 4 ฟิตเนสแทร็กเกอร์คุ้มๆ สำหรับสายสุขภาพ https://cyberbiz.mgronline.com/review-xiaomi-mi-band-4/ Wed, 21 Aug 2019 08:15:12 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31088

ตลาดอุปกรณ์ไอทีสวมใส่ได้ในกลุ่มอุปกรณ์วัดการออกกำลังกาย ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความคึกคักมากที่สุด ทั้งจากแบรนด์มือถือที่หันมาผลิตอุปกรณ์เสริมเพื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และผู้ผลิตอุปกรณ์ออกกำลังกายโดยเฉพาะ

โดยตลาดที่มีความน่าสนใจมากที่สุดคือ ฟิตเนสแทร็กเกอร์ในราคาพันกว่าบาท ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงอุปกรณ์วัดการใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ที่ Xiaomi ถือเป็นเจ้าตลาดของกลุ่มนี้ จากผลิตภัณฑ์ในตระกูล Mi Band ที่ปัจจุบันออกมาเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว

ความสามารถของ Mi Band 4 ถือว่าพัฒนาเพิ่มขึ้นมากทั้งการแสดงผลที่ปรับเป็นหน้าจอสัมผัสสี รองรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ สามารถใส่ว่ายน้ำได้ และที่สำคัญคือเรื่องของแบตเตอรีที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

ข้อดี

  • ฟิตเนสแทร็กเกอร์ราคาจับต้องได้
  • รองรับการใช้งานทั้ง Android – iOS
  • วัดอัตราการเต้นของหัวใจ
  • กันน้ำลึก 50 เมตร 30 นาที

 

ข้อสังเกต

  • เฟิร์มแวร์ไทยยังไม่รองรับการแสดงผลภาษาไทย
  • เวลาชาร์จต้องถอดตัวเครื่องออกจากสาย (ค่อนข้างยาก และทำให้สายยืด)

การใช้งาน

Xiaomi Mi Band 4 ถือเป็นอุปกรณ์วัดการออกกำลังกาย หรือการใช้ชีวิตประจำวันที่จะเหมาะกับผู้ที่ไม่อยากหาสมาร์ทวอทช์มาใช้ ยังรู้สึกชื่นชอบการใส่นาฬิกาทั่วไปใช้งานอยู่ Mi Band 4 จะกลายเป็นอุปกรณ์เสริมที่นำมาใช้เพื่อตรวจสอบกิจกรรมต่างๆแทน

ด้วยการที่ตัวเรือนออกแบบมาให้มีขนาดเล็ก สวมใส่ง่าย ดังนั้น Mi Band 4 จึงเหมาะกับการใส่ติดข้อมือไปทุกที่ ทุกเวลา และที่สำคัญก็คือไม่ต้องระมัดระวังมากนักในการสวมใส่เพื่อใช้งาน เนื่องจากระดับราคาที่ไม่ได้สูงมากนัก ประกอบกับวัสดุที่เป็นยาง และพลาสติกเป็นหลัก

โดยในขั้นต้นผู้ใช้ต้องทำการเชื่อมต่อ Mi Band 4 เข้ากับแอปพลิเคชันอย่าง Mi Fit (iOS) เพื่อล็อกอินเข้าบัญชีของ Xiaomi ก่อนทำการเพิ่ม Mi Band 4 เข้าไป ซึ่งตัวข้อมูลต่างๆที่วัดออกมา ก็จะถูกบันทึกเข้าไปใน Apple Health เช่นเดียวกัน

ภายในแอปพลิเคชันผู้ใช้สามารถเข้าไปเลือกตั้งค่าหน้าจอ เปิดการแจ้งเตือนสายเรียกเข้า แสดงผลข้อความ การแจ้งเตือนปฏิทิน นาฬิกาปลุก เตือนให้ขยับเมื่อนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ไปจนถึงช่วงเวลาในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และการอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้ตัวเครื่อง

หลังจากนั้น ตัวเครื่องก็จะทำการวัดก้าว วันนอน วัดอัตราการเต้นของหัวใจตามปกติของฟิตเนสแทร็กเกอร์ทั่วไป ซึ่งจุดเด่นหลักๆของ Mi Band 4 เลยคือเรื่องของแบตเตอรีที่แทบจะใส่แบบลืมชาร์จไปได้เลย

เท่าที่ทดสอบใช้งานถ้าใส่วัดการใช้ชีวิตทั่วๆไป แบตเตอรีบน Mi Band 4 สามารถอยู่ได้เกิน 2 สัปดาห์สบายๆ แต่ถ้าช่วงไหนที่มีการออกกำลังกายบ่อย มีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจถี่ขึ้น ระยะเวลาในการใช้งานก็จะลดลง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

จุดเดียวที่ทำให้ Mi Band 4 ยังไม่สมบูรณ์แบบคือเรื่องของ GPS เนื่องจากตัวเครื่องไม่ได้รองรับระบบระบุพิกัด ทำให้เวลาใช้ออกกำลังกลางแจ้งต่างๆ ต้องใช้งานคู่กับสมาร์ทโฟน เพื่อดึงข้อมูล GPS จากตัวสมาร์ทโฟนมาใช้แทน

เจาะลึกรายละเอียด Mi Band 4

สำหรับรายละเอียดของ Mi Band 4 ไล่ตั้งแต่การแกะกล่องออกมา จะพับกับตัวเครื่อง สายรัดข้อมือ สายชาร์จ และคู่มือการใช้งาน โดยเวลาที่ต้องการชาร์จ ผู้ใช้จำเป็นต้องถอดตัวเรือนออกจากสายก่อนเสียบเข้ากับอุปกรณ์ชาร์จ

โดยตัวเรือน Mi Band 4 จะมากับขนาดหน้าจอสัมผัส 0.95 นิ้ว ความละเอียด 120 x 240 พิกเซล เป็นจอแสดงผลแบบ AMOLED ที่ให้ความสว่างหน้าจอสูงถึง 400nit (สามารถปรับความสว่างได้) มีปุ่มควบคุมเป็นปุ่มเดียวด้านข้างเครื่อง ที่ใช้กดค้างเพื่อเปิด และกดเพื่อย้อนกลับ

ขาดของสายรัดข้อมือจะมีความกว้างที่ 18 มม. ความยาวสายปรับได้ระหว่าง 155 – 216 มม. น้ำหนัก 22.1 กรัม โดยวัสดุที่ใช้จะเป็นยางเทอร์โมพลาสติก โพลียูรเทน กับตัวเรือนที่เป็นโพลีคาร์บอเนต ภายในมีแบตเตอรี 135 mAh

ส่วนของเซ็นเซอร์ตรวจจะมีทั้งไว้ใช้ตรวจจับการเคลื่อนไหว Accelerometer และ Gyroscope อย่างละ 3 แกน ร่วมกับเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และเซ็นเซอร์วัดระยะ (ใช้เพื่อตรวจสอบว่าสวมใส่อยู่)

ในแง่ของการเชื่อมต่อ Mi Band 4 ใช้บลูทูธ 5.0 BLE ที่ใช้พลังงานต่ำ ซึ่งช่วยให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนตลอดเวลา ดังนั้นในการใช้งานก็แนะนำให้เปิดบลูทูธเชื่อมต่อทิ้งไว้เลย เพื่อให้เวลามีการแจ้งเตือนในโทรศัพท์ก็จะเตือนที่ Mi Band 4 ด้วย

ฟีเจอร์ที่ห้ามพลาด

ในการใช้งาน Mi Band 4 ด้วยการที่เป็นหน้าจอแบบสัมผัสแล้ว ทำให้สามารถสั่งงานตัวเครื่องได้ง่ายขึ้น โดยหลักๆแล้วจะมีโหมดให้เลือกกดเข้าไปใช้อย่าง Status เพื่อเข้าไปดูจำนวนก้าว ปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลานไป ถัดมาเป็น Heart rate เพื่อแสดงผลอัตราการเต้นของหัวใจ

ถ้าเริ่มออกกำลังกายก็สามารถเข้าไปเลือกประเภทการออกกำลังได้ภายในโหมดของ Workout ที่จะมีให้เลือกแบบพื้นฐานทั้งวิ่งบนลู่วิ่ง วิ่งกลางแจ้ง ปั่นจักรยาน เดิน ว่ายน้ำ และยังมีโหมดให้ใช้เช็กสภาพอากาศผ่าน Weather ที่ดึงข้อมูลจากเน็ตมาแสดงผลให้ดูด้วย

ที่เหลือก็จะเป็นฟีเจอร์เพิ่มเติม อย่างเปิดโหมดห้ามรบกวน ตั้งนาฬิกาปลุก นาฬิกาจับเวลา ค้นหาสมาร์ทโฟน เลือกการแสดงผลหน้าจอหลัก และเข้าไปตั้งค่าอย่างการปรับความสว่าง ล็อกหน้าจอ สั่งรีสตาร์ทเครื่อง

ความสามารถพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาในรุ่นนี้คือสามารถใช้เพื่อควบคุมการเล่นเพลงได้ด้วย อย่างที่ทดสอบคือใช้ควบคุม Spotify บน iPhone ก็สามารถสั่งหยุด เพิ่มลดเสียง และเปลี่ยนเพลงได้ตามปกติ

สรุป

รวมๆแล้ว Mi Band 4 ถือเป็นฟิตเนสแทร็กเกอร์ราคาประหยัดที่น่าสนใจ เพราะด้วยราคาเปิดตัวที่ 1,290 บาท แต่ได้อุปกรณ์ที่สามารถใช้วัดการออกกำลังกาย สามารถซิงค์ข้อมูลไปเก็บไว้บน Google Fitness หรือ Apple Health ได้ก็ถือว่าครบถ้วนอยู่แล้ว ถ้าใครยังไม่มี หรือเครื่องเก่าเสีย Mi Band 4 จึงกลายเป็นตัวเลือกในระดับเริ่มต้นที่พลาดไม่ได้

Gallery

]]>
Cyber Apps 19/08/19 : 4 แอปใช้ iPad คู่กับ Apple Pencil https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-190819/ Mon, 19 Aug 2019 05:14:40 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31081 ช่วงนี้หลายๆ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเริ่มเปิดเทอมกันแล้ว หลังจากที่ทดลองเรียน ลงทะเบียน เพิ่มถอนรายวิชาที่ต้องการเรียนในเทอมนี้จนเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาตั้งใจเรียน ทบทวนหนังสือ เพื่อการสอบกลางภาคและปลายภาค

การเตรียมตัวที่ดีเริ่มที่การวางแผนการเรียนอย่างตั้งใจ และคุณทราบหรือไม่ว่า iPad และ Apple Pencil ทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด App Store ขอแนะนำแอปดีๆ เพื่อเพิ่ม productivity ในการเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้การจดเลกเชอร์ การแชร์ และ การติว สะดวกไปอีกระดับ

Planny 2 วางแผนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ไม่ว่าวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ จะมีการบ้านกี่ล้านสิ่งที่ต้องทำ และถึงโลกนี้จะมีแอปมากมายที่ให้คุณสร้างรายการที่ต้องทำอยู่แล้วก็ตาม แต่ Planny 2 – Smart To Do List เป็นแอปที่มาพร้อมกับพื้นฐานง่ายๆ ในรูปแบบที่ทันสมัย ฟีเจอร์ต่างๆ ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ และหน้าตาที่สะอาดสบายตาที่ทำให้ไม่เหมือนใครด้วย

แอปนี้จะเป็นเหมือนผู้ช่วยขนาดจิ๋วที่ติดตัวคุณไปตลอด โดยสามารถช่วยเตือนคุณได้ว่ามีอะไรที่ยังทำไม่เสร็จบ้างในระหว่างวัน พร้อมกับแนะนำให้คุณจัดเรียงสิ่งที่ต้องทำตามโปรเจกต์และนำเข้ามาจากแอปเตือนความจำ’ (Reminders) ใน iPhone และ iPad คุณด้วยเช่นกัน โดยการปัดเพียงทีเดียวก็ถือว่าเราทำสิ่งนั้นเสร็จแล้ว

Planny 2 ทำให้การทำงานแต่ละอย่างเป็นเรื่องสนุกด้วยการมอบคะแนนให้คุณทุกครั้งที่ทำอะไรเสร็จ ถ้าหากเสร็จช้ากว่าที่ตั้งใจไว้ล่ะก็ คุณจะเสียคะแนน แล้วคุณก็จะเห็นได้ว่าคุณทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละวันและสามารถเพิ่มเพื่อนเข้ามาและเปรียบเทียบคะแนนของกันและกันได้ด้วยนะ

นอกจากนี้คุณยังสามารถเปลี่ยนการทำงานเดิมๆ ให้เป็นเกมที่เราเล่นสนุกได้ด้วย และโหมด Teamwork จะให้คุณแชร์ผลงานของคุณและมอบหมายงานให้กับเพื่อนร่วมงาน ทำให้การทำงานกลุ่มเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ไม่ว่าโปรเจกต์จะยักษ์ใหญ่หรือยากเย็นแค่ไหนก็ตาม 

Planny 2 ใช้ได้ทั้งบน iPad และ iPhone ดาวน์โหลดได้ฟรีที่ https://apps.apple.com/th/app/planny-2-smart-to-do-list/id1289070327?l=th

GoodNotes 5 จดทุกสิ่ง รู้สึกดีจริงเหมือนเขียนบนสมุด

ปัจจุบันหลายคนรณรงค์ให้ใช้กระดาษให้น้อยลง แล้วหันไปลองใช้แอปจดโน้ตแทนดู แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าแอปจดโน้ตที่มีอยู่ในตลาดกับเทคโนโลยีปัจจุบันจะมาแทนที่กระดาษกับปากกาในมือคุณได้อย่างไร หรือคิดไปว่าแอปไหนจะมาสู้การจดด้วยปากกาลงบนกระดาษจริงๆ

GoodNotes 5 จะเปลี่ยนใจคุณได้แน่นอน สิ่งที่จะเปลี่ยนใจคุณก็คือวิธีการเขียนที่เสมือนจริงของแอปนี้ ไม่ว่าคุณจะใช้นิ้วหรือ Apple Pencil ระบบหมึกของแอปก็จะทำให้ทุกลายเส้นออกมาดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด รวมถึงฟีเจอร์หน้าต่างซูม ที่ให้อิสระในการเขียนกับคุณมากขึ้นด้วย เพียงเขียนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงขอบแล้วหน้าต่างก็จะย้อนกลับมาที่ในกรอบทันที คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเลื่อนมือเพื่อขึ้นบรรทัดต่อไปแล้วอาจจะทำให้ลืมสิ่งที่กำลังจะเขียนไปได้

และคุณสมบัติ Split View บน iPad จะช่วยให้คุณได้เขียนในหน้าต่างด้านล่าง และคอยดูความก้าวหน้าแบบภาพรวมในด้านบนไปพร้อมกัน แต่ถ้าคุณยังชอบเสน่ห์ของสมุดแบบเก่าอยู่ แอปก็สามารถมอบประสบการณ์นั้นให้ได้เช่นกัน ด้วยการปรับแต่งสมุดของคุณให้มีหน้าปกที่สวยงามตามสไตล์ที่คุณชอบ พร้อมกับรูปแบบกระดาษมากมาย

หรือจะนำหน้าปกและหน้ากระดาษที่คุณเคยออกแบบมาใช้เพื่อความพิเศษขั้นสุดก็ได้เช่นกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือสมุดโน้ตหนึ่งเดียวในโลกนี้ที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณคิดและไม่เหมือนใครเลย เมื่อเขียนจบจนพอใจ ก็ส่งต่อในรูปแบบไฟล์ PDF ให้เพื่อนในชั้นเรียนก็ได้เหมือนกัน

GoodNotes 5 ราคา 279 บาท ใช้ได้ทั้งบน iPad และ iPhone https://apps.apple.com/th/app/goodnotes-5/id1444383602?l=th

Explain Everything Whiteboard กระดานดำยุคไฮเทค

หลังจากมีข้อมูลมากมายที่พร้อมจะใช้ทั้งเตรียมสอบและพรีเซ็นต์รายงาน กิจกรรมอีกอย่างที่วัยเรียนจะขาดไม่ได้คือ การทำงานกลุ่ม ซึ่งยิ่งทำ ก็ยิ่งได้ฝึกฝนความเข้าใจ เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ดังนั้นเราจึงอยากนำเสนอแอปเด่นอย่าง Explain Everything Whiteboard  ที่ทำหน้าที่เป็นกระดานดำยุคไฮเทค ใช้สื่อสารไอเดียของเราให้เพื่อนในทีมเข้าใจได้ง่ายๆ

แอปนี้ถือเป็นผู้ช่วยแสนไฮเทค ที่ไม่ว่าเรื่องที่อยากพรีเซนต์จะเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนแค่ไหน แอปนี้จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ไม่ว่าคุณจะวาดอะไรลงไปก็ได้ ใส่เสียง รูป วิดีโอ หรือแม้กระทั่งสมการคณิตศาสตร์ก็ยังได้เลย แถมยังนำไฟล์ Keynote เข้ามาไว้ในแอปก็ง่าย เปิดเว็บไซต์ผ่านลิงก์บนงานนำเสนอของคุณก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างง่ายแค่ปลายนิ้วจริงๆ อยากจะขยับขยายเคลื่อนย้ายอะไรก็สะดวกด้วย Explain Everything จะใส่คำอธิบายเพิ่มเติมตรงไหนก็ทำได้ทุกที่บนหน้ากระดาษเลย

ส่วนที่เจ๋งที่สุดก็คือการซูมเข้าแบบอิสระที่จะทำให้เราสามารถซ่อนคำใบ้หรือคำตอบเอาไว้ในจุดเล็กๆ ที่หลายๆ คนคาดไม่ถึงได้ เรียบง่ายแต่ซ่อนลูกเล่นไว้เต็มตัว ร่วมด้วยช่วยกันทำงานก็ง่ายๆ เพราะทุกคนสามารถทำงานแบบ Live ไปพร้อมๆ กันได้ตั้งแต่ต้นจนจบ หรือจะอัดวิดีโอการทำงานทั้งหมดเก็บไว้ดูย้อนหลัง

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์สวยงามแล้วก็แชร์ให้กับทุกคนได้ทันที ไม่ต้องรอ ยิ่งถ้าคุณจะใช้แอปนี้เพื่อสอนหนังสือก็เยี่ยมไปเลย เพราะนักเรียนทุกคนจะได้ค่อยๆ ติดตามบทเรียนไปทีละขั้นตอน แถมถ้าไม่เข้าใจอะไรก็สามารถย้อนกลับมาดูทีหลังได้ด้วยนะ ลูกเล่นของเค้านี่เหนือชั้นจริงๆ

Explain Everything Whiteboard ดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad https://apps.apple.com/th/app/explain-everything-whiteboard/id1020339980

Oilist เสกภาพถ่ายให้กลายเป็นงานศิลป์ชั้นครู

เรียนหนักมาทั้งวันแล้ว แวะมาผ่อนคลายกับการจับวิวใกล้ๆ ตัวให้กลายเป็นภาพศิลปะสื่ออารมณ์ด้วยแอปอย่าง Oilist ซึ่งทำหน้าที่แปลงภาพถ่ายให้กลายเป็นภาพวาดสไตล์ Abstract ที่ไม่เน้นที่ความสมจริง แต่กลับเน้นภาพที่แสดงถึงความคิดและอารมณ์โดยใช้องค์ประกอบต่างๆเช่นสีและเส้นแทน

โดยทีมงานได้นำสไตล์การวาดและการใช้ฝีแปรงของศิลปินระดับโลกในตำนานอย่างแวนโก๊ะ (Van Goh) โมเน่ต์ (Monet) ปิกัสโซ่ (Picasso) มาให้เราปรับใช้กับภาพถ่ายของเราเอง วิธีการเสกงานศิลปด้วยแอป Oilist ทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่ถ่ายรูป ระบบก็จะค่อยๆ แปลงภาพถ่ายให้เป็นภาพวาด โดยเราจะเห็นภาพวาดปรากฎขึ้นมาบนจอทีละนิดๆ เหมือนมีศิลปินคนดังมาวาดให้ดูตรงหน้า รอไม่ถึงนาทีภาพวาดระดับก็จะเสร็จสมบูรณ์

หน้าที่ของเราก็เพียงแค่ปรับส่วนต่างๆ ของภาพ เช่น พ่นสเปรย์ ทำให้บางจุดเบลอ ปรับแสง ปรับสี ฯลฯ ซึ่งจุดนี้หากใช้งานกับ Apple Pencil ก็จะยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น แอปอย่าง Oilist ช่วยให้คนที่หลงใหลงานศิลป์ แต่รู้ว่าตัวเองไม่มีหัวทางนี้ สามารถสร้างงานศิลป์จากภาพถ่ายของตัวเองได้ รวมถึงสำหรับเหล่านักเรียนสามารถใช้ภาพเหล่านี้เป็นภาพประกอบรายงาน การใช้เป็นภาพสุดท้ายเพื่อพรีเซ็นต์รูปทีมงานก็จบสไลด์ ก็สามารถเรียกความสนใจและเสียงปรบมือจากเพื่อนๆ และคุณครูได้อย่างแน่นอน

Oilist ดาวน์โหลดได้ทั้งบน iPhone และ iPad ในราคา 99 บาทเท่านั้น https://apps.apple.com/th/app/oilist/id985497767

]]>
Cyber Apps 12/08/19 : แนะนำแอปที่เปลี่ยนให้ทุกวันเป็นวันแม่ https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-120819/ Mon, 12 Aug 2019 05:02:22 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31070 วันแม่ทั้งที เหล่าบรรดาลูกๆ อาจกำลังง่วนกับการหาของขวัญ วางแผนมื้ออาหารสุดพิเศษ และทริปสนุกๆ เตรียมไว้ให้คุณแม่ผู้เป็นที่รัก แต่ความรักไม่จำเป็นต้องแสดงออกแค่วันเดียว เราสามารถแสดงความรักต่อท่านได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการโทรหาท่านบ่อยๆ แชร์สารทุกข์สุขดิบ หรือหากิจกรรมที่น่าสนใจทำร่วมกัน

ให้วันแม่ปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างแม่ลูก เริ่มด้วยตอนเช้า ชวนท่านออกไปออกกำลังกายด้วย Apple Watch กับแอปอย่าง MyFitnessPal, Walkr และ Streaks จากนั้นลองออกไปหากิจกรรมสนุกๆ วันเดย์ทริปกับท่านในแอป KLOOK

MyFitnessPal

Walkr 

Streaks

KLOOK

ถ่ายภาพเพื่อเก็บช่วงเวลาดีๆ ให้อยู่กับคุณตลอดไป

อีกหนึ่งในกิจกรรมสุดซึ้งของการรำลึกถึงพระคุณของคุณแม่ คือ การย้อนไปดูรูปสมัยเก่าๆ ตั้งแต่เราแรกเกิดจนเติบโต เท่านี้ก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความรักและความเอาใจใส่ของแม่ที่มีให้กับเราในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความรักแบบไม่มีเงื่อนไข และจะไม่มีวันเปลี่ยน

ว่าแล้วก็ใช้แอปอย่าง Photo Scan App เพื่อสแกนภาพเก่าๆ เก็บความทรงจำในรูปแบบไฟล์ดิจิตอล หรือจะลองเสกให้รูปขาวดำเหล่านั้นกลายเป็นรูปสีได้ด้วยแอปอย่าง Colorize

ปิดท้ายด้วยการแชะเก็บภาพคุณแม่ในมุมที่สวยที่สุดด้วยแอปสอนโพสต์ท่าถ่ายรูปอย่าง SOVS2 จากนั้นก็เอารูปสุดสวยนี้ไปแต่งเป็นโปสการ์ดสไตล์วินเทจด้วยแอปเก๋อย่าง Nichi หรือจะส่งไปทำอัลบั้มภาพกระดาษ 4 สีด้วยแอป Photobook รวมถึงจับภาพสุดซึ้งเหล่านี้ให้เป็นภาพบนกรอบมือถือด้วยแอปของไทยอย่าง เคสติจูด 

Photo Scan App 

Colorize

SOVS2 

Nichi 

Photobook 

เคสติจูด

ดวลเกมสนุกๆ กับคุณแม่

อีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยให้คุณได้ใช้เวลาดีๆ กับคุณแม่ คือการรวมพลังกันเล่นเกมจับคู่สีลูกกวาดสุดชิล อย่าง Candy Crush Soda Saga ต่อด้วยเกม Hidden Folks ที่แม่ลูกจะมีโอกาสได้ช่วยกันกวาดสายตาหาวัตถุปริศนาที่ซ่อนอยู่ไปพร้อมๆ กัน

และอีกเกมที่อยากนำเสนอคือ ปริศนาฟ้าแลบ ที่จับเอาเกมโชว์ดังทางจอทีวีมาเป็นเกมบน iPhone และ iPad เพื่อสร้างความหรรษาให้กับทุกคนในครอบครัว

Candy Crush Soda Saga

Hidden Folks

ปริศนาฟ้าแลบ

]]>
Cyber Apps 05/08/19 : iReader / Comico / Pan-Pan / OVERHIT https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-050819/ Mon, 05 Aug 2019 06:59:22 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31061 iReader อ่านนิยายเพลินๆ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมในแอป

เพราะนิยายจีนขึ้นชื่อว่าอ่านแล้วติดหนึบหนับ บางเรื่องมีเป็นร้อยๆ ตอน ทำให้อินฟินกันยาวเป็นปีๆ และหากใครอยากลองมาสัมผัสความรู้สึกเคลิ้มๆ กับการอ่านนิยายแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้คุณได้รู้จักกับแอป iReader

แอปอ่านนิยายที่นอกเหนือจากจะเด่นด้านนิยายจีนแล้ว ยังมีการ์ตูนจากค่ายดังในตำนานจากสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจของไทยให้เลือกอ่านด้วย อาทิ เรื่องไอ้หนูซูชิ”, “เอ็มม่าเป็นต้น

เปิดแอปมาก็บอกความต้องการกับตัวแอปก่อนว่าเราชอบอ่านแนวไหน เช่น นิยายรักกุ๊กกิ๊ก นิยายสืบสวน หรือ นิยายรักข้ามภพ ระบบก็จะแนะนำเรื่องเด่นๆ มาให้คุณได้ลองอ่านกัน และพิเศษสุดตอนนี้ในแอปจัดกิจกรรมเอาใจหนอนนิยายด้วยการอัพเดทนิยายและการ์ตูนใหม่ๆ พร้อมจับรางวัลลุ้นรับบัตรกำนัลเพื่อไปอ่านนิยายโปรดให้จุใจ ทั้งยังมีโอกาสลุ้นรับลายเซ็นจากนักเขียนคนดังอีกด้วย

ดาวน์โหลด iReader ได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/ireader-novel-comic/id1357465979?l=th

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.zhangyue.read&hl=th

Comico อ่านการ์ตูนมันพร้อมโปรโดนๆ 

วันหยุดนี้ทำอะไรจะฟินที่สุดนะ? ถ้าหากคุณเป็นแฟนการ์ตูนญี่ปุ่นตัวลงล่ะก็ บอกได้เลยว่าต้องโหลดแอป Comico ลงเครื่องก่อนใคร เพราะนอกจากอีคอมมิคการ์ตูนลายเส้นสวยๆ สไตล์ญี่ปุ่นที่เหมือนกับในหนังสือการ์ตูนกระดาษแล้ว

ยังมีเว็บคอมมิคการ์ตูนที่ออกแบบมาให้อ่านแนวตั้ง ปัดสะดวกบนจอมือถือ และนิยายที่เน้นการสร้างจินตนาการให้สนุกไปกับตัวอักษรที่อยู่ตรงหน้า ที่สำคัญตอนนี้ในแอปมีโปรโมชั่นพิเศษ สามารถซื้อเหรียญเพื่ออ่านเรื่องต่างๆ จนจบบริบูรณ์แบบจุใจในราคาลดสูงสุดถึง 44% 

ดาวน์โหลด Comico ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/comico-การนและนยายออนไลน/id1014370177?l=th

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่https://play.google.com/store/apps/details?id=com.toast.comico.th&hl=th

Pan-Pan แค่ปรับมุมมองนิด ก็ไขปริศนาได้แล้ว

เกมอินดี้สัญชาติสวีเดนเกมนี้มอบความผ่อนคลายให้คุณได้ดีสุดๆ ถึงขนาดที่ว่าแค่เดินสำรวจและฟังดนตรีแอมเบียนต์ของเกมก็ทำให้ฟินได้แล้ว แล้วแบบนี้จะสนใจพล็อตเรื่องของเกม Pan-Pan ไปทำไม?

ก็เพราะว่านักบินตัวน้อยของคุณต้องซ่อมยานอวกาศของเธอและบินออกไปจากดาวนี้ให้ได้น่ะสิ และมันก็คงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าจะให้เธอรออย่างไม่มีจุดหมาย แต่ทว่าดาวแห่งนี้จะมีพัซเซิลสุดสร้างสรรค์ให้คุณได้ไขและมีตัวละครที่เป็นมิตรให้ทำความรู้จักด้วยนะ

ในการซ่อมแซมยานอวกาศให้ใช้งานได้อีกครั้ง คุณจะได้ไขพัซเซิลโดยการดันถังไปรอบๆ ยกของไปวางตามจุดที่กำหนด สับสวิตช์ และเปิดประตูเพื่อไปยังพื้นที่ใหม่ๆ โดยแผนที่ในเกมจะหมุนและซูมเข้าและออกเองเมื่อคุณค้นพบถ้ำใหม่ๆ ซึ่งวิธีการไขพัซเซิลนั้นจะมีหลายขั้นตอนด้วยกัน

คุณจะต้องลากและดึงชิ้นส่วนไปมาเพื่อหาวิธีไขพัซเซิลในการเปิดประตูที่อยู่ที่ไหนสักแห่งอีกที จะมีหุ่นยนต์ที่คุณต้องเปิดใช้งานมัน มีสะพานที่คุณต้องยืดไปให้ถึงอีกฝั่ง ในขณะที่การบีบยางออกจากดอกไม้หรือดูดน้ำจากแอ่งน้ำตกจะต้องใช้ไหวพริบในการย้ายสิ่งของรอบๆ ตัวเพื่อไขปริศนา ในเกมจะมีตัวช่วยที่จะบอกว่าต้องยกของชิ้นไหน แต่บางครั้งมันก็ซับซ้อนจนต้องเกาหัวเลยทีเดียว ถ้าคุณรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ คุณจะสามารถทำภารกิจให้เสร็จได้เร็วขึ้น แต่ความสนุกนั้นอยู่ที่การออกสำรวจโลกกว้างที่คุณไม่รู้จักต่างหากล่ะ ฉะนั้นไม่ต้องรีบ โลกแห่งนี้มีความมหัศจรรย์ให้คุณได้ค้นพบอีกเยอะ

Pan-Pan ราคา 139 บาท สนุกกันได้บนทั้ง iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/pan-pan/id926251842

OVERHIT สงครามต้านความชั่วร้ายสไตล์แฟนตาซีล้ำยุค

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในมหานครอันยิ่งใหญ่ของ Industria มีองค์กรชั่วร้ายที่ชื่อว่าองค์กรลับคอนเคลฟ (Conclave Corporation) อยู่ ด้วยการทำงานอย่างหนักและความล้ำหน้าขององค์กร พวกมันจึงสามารถสร้างความหายนะครั้งใหญ่และครอบครองแหล่งพลังงานอันไม่มีที่สิ้นสุดได้ แถมยังควบคุมเมืองทั้งเมืองให้อยู่ในกำมือและใช้ชีวิตสุขสบายมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

เมื่อ แอช (Ash) และเพื่อนๆ ของเขาเริ่มการโจมตีต่อต้านความชั่วร้ายนี้ ขอต้อนรับสู่การต่อสู้สุดอลังการในโลกแห่ง Overhit เกมนี้ได้จับเอาแรงบันดาลใจจากแนว Cyberpunk และนิยายโลกหลังการล่มสลาย (Post-apocalyptic) รวมไปถึงประวัติศาสตร์เก่าแก่ของเอเชียและการเดินทางข้ามมิติมาผสมผสานกันไว้ในเกมด้วย

โดยผู้พัฒนาของ Overhit ได้สร้างจักรวาลในสไตล์อนิเมะเพื่อให้การใช้ดาบในการต่อสู้กับหุ่นยนต์ดูสมเหตุสมผลมากขึ้น มีโกเล็มหินโบราณที่มีแขนเป็นปืนกลด้วยนะขอบอก โดยตัวละครกว่า 120 ตัวจะแยกความเก่งกาจตามธาตุต่างๆ ดังนั้นเลือกสะสมและจัดทีมกันให้ดีๆ ไม่ว่าคุณจะชอบเรื่องราวแฟนตาซีแนวไหน จะเป็นเวทมนตร์โบราณหรือหุ่นยนต์สุดล้ำสไตล์ Cyberpunk ในเกม Overhit ก็จัดเต็มมาให้คุณได้แบบฟินๆ ด้วยพลังแห่งเวทมนตร์และจักรกลที่มีอยู่ในกำมือ มันจะพาคุณไปสู่การผจญภัยที่สนุกตื่นเต้นและพิชิตเป้าหมายการล้มองค์กรลับคอนเคลฟลงได้อย่างแน่นอน พร้อมแล้วก็ไปลุยกันได้เลย!

สนุกกับ Overhit ได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/overhit/id1439160755

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.nexon.overhit.global&hl=th

ขอปิดท้ายด้วยซีรีย์ฮอตจากแอป WeTV ที่นำเรื่องแนวย้อนยุคจีนโบราณอย่าง “ปรมาจารย์ลัทธิมาร” มาลงให้ดูแบบเต็มอรรถรส

ปรมาจารย์ที่มาทำหน้าที่ไขคดีลับทั่วยุทธจักรนี้ เริ่มมาจากตำนานของเด็กหนุ่มกำพร้าที่ได้รับการเลี้ยงดูจากบ้านสกุลเจียง หนึ่งในตระกูลที่ยึดถือปฏิบัติตนเป็นนักพรต ประกอบด้วยสกุลใหญ่ 5 สกุล คือ เจียงหลานจินเนี่ยและเวิน โดยเว่ยอู๋เซี่ยนได้ไปฝึกวิชากับบ้านสกุลหลานและได้พบกับ ‘หลานวั่งจี’ ซึ่งทั้งคู่มีนิสัยที่แตกต่างกันมาก

หลานวั่งจีจะนิ่งๆ อยู่ในกฏระเบียบ แต่เว่ยอู๋เซี่ยนจะคิดต่าง มีความคิดใหม่ๆ อาจจะฝ่าฝืนกฎบ้าง แต่ทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและร่วมฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ด้วยกันหลายต่อหลายครั้ง ต่อมาตระกูลเวินต้องการที่จะเป็นผู้นำในบรรดา 5 สกุล ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายขึ้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตของเว่ยอู๋เซี่ยนไปตลอดกาล

ไม่อยากพลาดซีรีส์จีนเรื่องนี้ก็สามารถโหลดแอป WeTV ได้ฟรีบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/wetv-dramas-films-more/id1441531611?l=th

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.tencent.qqlivei18n&hl=th

]]>
Review : AIS Fibre Mesh Wi-Fi เพิ่มจุดกระจายสัญญาณในบ้านให้ไวไฟครอบคลุมขึ้น https://cyberbiz.mgronline.com/review-ais-fibre-mesh-wi-fi/ Wed, 31 Jul 2019 13:30:21 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31025

ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา AIS Fibre มีการประกาศยกระดับคุณภาพการให้บริการ Fibre ให้ดีขึ้น หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนไวเลสเราเตอร์ที่ติดตั้งให้ลูกค้ามาเป็นรุ่นใหม่อย่าง Fibre Home ที่เพิ่มตัวเราเตอร์จะให้ระยะครอบคลุมมากขึ้น จากเสากระจายสัญญาณแบบ 4 เสา

แต่ความสามารถของเราเตอร์รุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่กระจายสัญญาณได้กว้างขึ้น แต่เราเตอร์รุ่นนี้สามารถทำ Mesh Wi-Fi เพื่อเชื่อมต่อกับเราเตอร์ Fibre Home อีกหลายๆจุดในบ้าน เพื่อให้สัญญาณครอบคลุมมากขึ้น โดย AIS ทำราคามาน่าสนใจที่ 1,490 บาท เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ทีมงาน Cyberbiz เคยรีวิวอุปกรณ์ Mesh Wi-Fi ที่ AIS Fibre นำมาจำหน่ายเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าคือ Nokia Beacon 3 แต่ด้วยระดับราคาในค่อนข้างสูง อาจจะทำให้เข้าถึงได้ยาก ตัว Fibre Home รุ่นใหม่นี้จึงตอบโจทย์การใช้งานในบ้านทั่วๆไปมากกว่า

ข้อดี

กระจายสัญญาณได้ครอบคลุมกว่าเดิม

ราคาไม่สูงจนเกินไป (1,490 บาท)

ใช้งานง่าย ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่มเติม

 

ข้อสังเกต

ไม่สามารถติดตั้งได้เอง ต้องนัดช่างเข้ามาติดตั้ง

ถ้ามีการใช้เลขหมายโทรศัพท์บ้านด้วย เราเตอร์รุ่นนี้ยังไม่รองรับ

 

ใครที่เหมาะจะใช้ Mesh Wi-Fi

ปัญหาสัญญาณไวไฟในบ้านไม่ครอบคลุม น่าจะเป็นปัญหาหลักที่ลูกค้าอินเทอร์เน็ตบ้านพบเจอ เนื่องจากเวลาที่ติดตั้งจุดปล่อยสัญญาณ จะเลือกจุดที่ง่ายต่อการเชื่อมต่อสายจากนอกบ้านเข้ามาในบ้าน ทำให้จุดที่ติดตั้งเราเตอร์หลักอาจจะไม่อยู่กึ่งกลางที่จะครอบคลุมทั่วทั้งบ้าน

อุปกรณ์อย่าง Mesh Wi-Fi จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้ ด้วยการเสริมเราเตอร์ปล่อยสัญญาณจุดที่ 2/3/4 เข้ามา เพื่อให้สัญญาณไวไฟในบ้านครอบคลุมในทุกๆห้องที่ใช้งาน โดยเฉพาะในจุดหลักๆ อย่างเช่นห้องทำงาน หรือการเชื่อมต่อกับสมาร์ททีวี

เช่นจากเดิมเวลาติดเราเตอร์หลักไว้ที่หน้าบ้านสัญญาณ 5 GHz อาจจะครอบคลุมถึงบริเวณกลางๆบ้าน แต่ถ้าไปใช้งานบริเวณห้องครัว สัญญาณอาจจะลดลงเหลือ 1-2 ขีด ทำให้ได้ประสบการณ์ในการใช้งานไวไฟที่ไม่ดี ถ้ามีการติด Mesh Wi-Fi เพิ่มก็จะแก้ปัญหาในจุดนี้ได้

กับอีกกรณีอย่างเช่นในติดเราเตอร์ไว้ที่ชั้นล่าง แต่ห้องนอนอยู่ชั้น 3 มีอุปกรณ์อย่าง Apple TV / PS 4 หรือแม้แต่สมาร์ททีวี ที่จับสัญญาณไวไฟแล้วไม่เร็วพอ การติดตั้ง Mesh Wi-Fi เพิ่มก็จะช่วยให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์เหล่านี้ผ่านพอร์ต LAN ที่ทำให้การเชื่อมต่อสเถียรขึ้นได้ด้วย

ส่วนในอนาคต ถ้ามีการติดตั้งอุปกรณ์ IoT เพิ่มเติม เพื่อเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นสมาร์ทโฮม ไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิด ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ การที่มีสัญญาณไวไฟครอบคลุมทั่วบ้าน ก็จะทำให้ประสบการณ์ในการใช้งานอุปกรณ์ IoT ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

นอกจากที่พักอาศัย กรณีที่ใช้งานเป็นโฮมออฟฟิศ อุปกรณ์อย่าง Mesh Wi-Fi ก็จะช่วยให้การทำงานทำได้ดีขึ้น เพราะถ้ามีดีไวซ์หลายๆตัวเข้ามาจับเราเตอร์ตัวเดียว แล้วใช้งานพร้อมกันหลายสิบเครื่อง อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้

Mesh Wi-Fi ราคาประหยัด

จากเดิมอุปกรณ์ Mesh Wi-Fi ในท้องตลาดทั่วไประดับราคาจะอยู่ในช่วงเกือบหมื่นบาท ไปจนถึงหมื่นกลางๆ ขึ้นอยู่กับคุณภาพในการปล่อยสัญญาณ แต่ AIS Fibre Home รุ่นนี้ สามารถติดตั้งเพิ่มได้ในราคาจุดละ 1,490 บาท จึงถือว่าเป็นราคาที่ไม่สูงจนเกินไป

แน่นอนว่าด้วยระดับราคาดังกล่าว อาจจะไม่เหมาะกับการนำมาใช้งานกับแพกเกจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงๆ ระดับ 500 Mbps หรือ 1 Gbps แต่ถ้าเป็นแพกเกจไม่เกิน 300 Mbps เราเตอร์รุ่นนี้ถือว่าเอาอยู่

ทั้งนี้ ในการใช้งานจริง เวลาเชื่อมต่อกับเราเตอร์ในจุดที่ 2 ก็มีโอกาสที่ความเร็วที่ได้จะไม่เต็มตามสปีดที่สมัครใช้งาน เพราะเป็นการส่งสัญญาณต่อระหว่างเราเตอร์เครื่องหลัก มายังจุดที่ 2 ที่เชื่อมต่อ แต่เท่าที่ทดสอบความเร็วที่ได้ถือว่าเสถียรเพียงพอกับการใช้งานอยู่แล้ว

ต้องการใช้ ทำอย่างไร?

เพียงแต่ในการติดตั้งใช้งานต้องเริ่มจากการตรวจสอบว่าปัจจุบันที่ใช้งาน AIS Fibre อยู่ ใช้งานคู่กับไวเลสเราเตอร์รุ่นไหน ถ้าเป็น ZTE / Huawei จะต้องแจ้งเรื่องให้ทาง AIS Fibre เข้ามาเปลี่ยนอุปกรณ์หลักก่อน พร้อมกับติดตั้งจุดอื่นๆ เพิ่มเติม

แต่ไม่ใช่ว่าลูกค้าทุกรายที่ใช้งาน AIS Fibre จะสามารถใช้งานได้ เนื่องจากถ้าเป็นลูกค้าที่ใช้งานหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐานด้วย ตัวไวเลสเราเตอร์รุ่นนี้จะไม่รองรับ ทำให้ทางทีมช่างจะไม่แนะนำให้ติดตั้งใช้งาน เนื่องจากต้องนำมาใช้งานคู่กับเราเตอร์ตัวเดิมด้วย ทำให้ถ้าต้องการกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมจะต้องมีเราเตอร์ที่เปิดใช้งานพร้อมกันเพิ่มอีก 1 เครื่อง

ในกรณีที่เป็นลูกค้า AIS Fibre ที่ใช้งานเฉพาะอินเทอร์เน็ต และกล่อง AIS Playbox จะสามารถนัดวัน เวลาติดตั้งผ่าน 1175 ได้ทันที แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอเช็กคิวช่าง เพื่อเบิกอุปกรณ์มาติดตั้งอีกครั้งอยู่ดี

สรุป

การที่เอไอเอส ทำให้ Mesh Wi-Fi เข้าถึงได้ง่ายขึ้น น่าจะช่วยลดปัญหาการใช้งานบรอดแบนด์ภายในครัวเรือนของผู้ใช้ไปได้พอสมควร เพราะตัว AIS Fibre Mesh Wi-Fi ก็จะเข้าไปช่วยทั้งเรื่องของพื้นที่การใช้งานให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่นเดียวกับรองรับปริมาณการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้นด้วย

]]>
Review : HP EliteDisplay 23.8″ จอพร้อม Docking ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการทำงาน https://cyberbiz.mgronline.com/review-hp-elitedisplay/ Wed, 31 Jul 2019 04:36:10 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31035 ในยุคของการทำงานแบบ Mobility อุปกรณ์ในการทำงานที่ใช้ในแต่ละวันอาจจะมีรูปแบบที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ทำงานร่วมกับเดสก์ท็อปเครื่องใหญ่ๆ กลายมาเป็นโน้ตบุ๊กเครื่องบางเบา ไปจนถึงการพกพาสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ในการทำงานแทน

ดังนั้นส่วนประกอบที่เลือกนำมาใช้งานบนโต๊ะทำงาน จากเดิมอาจจะใช้เป็นพีซีเครื่องใหญ่ๆ คู่กับจอ หรือถ้าเป็นออฟฟิศสมัยใหม่อาจจะเลือกใช้พีซีเครื่องเล็กๆ เพื่อใช้งาน ก็อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไป

เอชพี เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มองเห็นช่องว่างตรงนี้ และเริ่มนำผลิตภัณฑ์จอภาพรุ่นใหม่อย่าง EliteDisplay เข้ามาทำตลาด โดยชูจุดเด่นที่ไม่ใช่เป็นแค่จอภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็น Docking เพื่อใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆได้

ข้อดี

  • จอภาพพร้อม Docking ที่ให้พอร์ตมาครบ
  • รองรับการหมุนหน้าจอเพื่อใช้งานหลายๆรูปแบบ
  • USB-C พ่วงกับโน้ตบุ๊กทีเดียวจบ

ข้อสังเกต

  • ความละเอียดของหน้าจอ ยังอยู่ที่ Full HD
  • ฐานจอยังค่อนข้างกินพื้นที่ เมื่อเทียบกับจอสมัยใหม่

จอที่พร้อมวางไว้ต่อกับอุปกรณ์ทำงาน

ด้วยการที่ HP EliteDisplay เป็นจอมอนิเตอร์ที่ออกแบบมาให้เป็น Docking ภายในตัว ดังนั้นความสามารถโดยรวมของจอรุ่นนี้จึงถูกออกแบบมาให้ครบ สำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน

แน่นอนว่าด้วยพื้นฐานของ HP EliteDisplay อาจจะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นจอมอนิเตอร์สำหรับต่อพ่วงกับโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ของเอชพี ที่เน้นตัวเครื่องบาง เบา มากับพอร์ตแบบ USB-C ที่ทำให้มีช่องเชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊กจำกัด

เมื่อนำโน้ตบุ๊กมาเชื่อมต่อกับมอนิเตอร์ ก็จะได้พื้นที่ในการทำงานบนหน้าจอเพิ่มขึ้น สามารถใช้เป็นจอเสริมคู่กับโน้ตบุ๊ก หรือจะเลือกใช้งานเป็นจอหลักแทนก็ได้ แต่ความน่าสนใจจริงๆของ HP EliteDisplay ไม่ได้อยู่แค่ที่การแสดงผล แต่อยู่ที่พอร์ตเชื่อมต่อที่รองรับได้หลากหลาย

ตัวจอ HP EliteDisplay นอกเหนือจากช่องที่ใช้เชื่อมต่อหลักกับโน้ตบุ๊กอย่างพอร์ต USB-C และช่องต่อสายชาร์จแล้ว ถือว่าให้มาค่อนข้างครบ ไม่ว่าจะเป็น USB 4 พอร์ต ช่องเสียบหูฟัง HDMI (ต่อจอเพิ่มได้) ช่องเสียบสาย LAN และช่องต่อลำโพง

โดยตัวหน้าจอจะมากับขนาด 23.8 นิ้ว ความละเอียด Full HD ซึ่งมีขอบจอ 3 ด้านที่บางมากๆ (3 Sided Micro-edge bezel) ที่มากับขาตั้งแบบที่สามารถปรับระดับความสูงได้ (เลื่อนจอขึ้น-ลง) หมุนซ้าย-ขวา ไปจนถึงหมุนจอเพื่อให้เป็นโหมดแนวตั้งแทนก็ทำได้

ลองนึกภาพว่าบนโต๊ะที่ทำงาน แค่นำโน้ตบุ๊กที่ใช้ประจำมาเชื่อมต่อกับจอมอนิเตอร์ เชื่อมต่อกับเมาส์ และคีย์บอร์ด (ทั้งผ่านสาย USB หรือบลูทูธก็ตาม) ก็จะได้พื้นที่ในการทำงานบนหน้าจอที่กว้างขึ้น และช่วยให้สะดวกมากขึ้นด้วย

รองรับทุกดีไวซ์

ในมุมของเอชพี อาจจะนำเสนอแค่การที่จอมอนิเตอร์รองรับการเชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊กที่รันบนวินโดวส์ 10 แต่จริงๆแล้ว HP EliteDisplay กลับรองรับการทำงานของทุกๆ อุปกรณ์ จากพื้นฐานที่ใช้งานกันคือพีซีบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์

HP EliteDisplay สามารถเชื่อมต่อกับ MacBook ผ่านพอร์ต USB-C เพื่อใช้งานเป็นจอภาพพร้อมมอนิเตอร์ และสายชาร์จไปได้ในตัว (เอชพีระบุว่าชาร์จไฟผ่าน USB-C ได้ 65w ซึ่งแรงกว่าอะเดปเตอร์ของ MacBook Air อีก)

แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะมอนิเตอร์รุ่นนี้ ยังสามารถเชื่อมต่อกับ iPad Pro (ผ่านพอร์ต USB-C เช่นกัน) แท็บเล็ต Android หรือแม้แต่สมาร์ทโฟน Android รุ่นใหม่ๆ ที่มีโหมดการทำงานร่วมกับจอภาพแยกออกมาได้

อย่างที่ทีมงานลองเชื่อมต่อกับ Samsung Galaxy S10+ เพื่อใช้งาน Samsung DeX ตัวจอ HP EliteDisplay ก็รองรับการใช้งานได้ครบถ้วน เมื่อต่อกับคีย์บอร์ด และเมาส์ ก็สามารถใช้งานทดแทนพีซีได้ทันที

สรุป

ด้วยการที่ เอชพี ตั้งราคาจำหน่ายของ HP EliteDisplay E243d 23.8 นิ้ว จะอยู่ที่ 11,390 บาท ทำให้อาจจะมองว่าราคาค่อนข้างสูงไปสักนิด เมื่อเทียบกับหน้าจอความละเอียด Full HD ขนาดนี้ แต่อย่าลืมว่ามอนิเตอร์รุ่นนี้เป็น Docking ภายในตัว

ดังนั้นความสามารถที่ได้จากการใช้งานจึงอยู่ในระดับที่คุ้มค่า สำหรับกลุ่มนักธุรกิจ หรือการนำไปใช้งานในออฟฟิศสมัยใหม่ ที่อุปกรณ์หลักของพนักงานคือโน้ตบุ๊กที่พกพาได้ง่ายๆ พอมานั่งทำงานที่โต๊ะก็สามารถเชื่อมต่อกับ HP EliteDisplay เพื่อทำงานได้สะดวกขึ้น

]]>
Review : Beats PowerBeats Pro ยกระดับหูฟัง Beats ด้วยความสามารถของ AirPods https://cyberbiz.mgronline.com/review-beats-powerbeats-pro/ Tue, 23 Jul 2019 13:46:15 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=30995

ตลาดหูฟังบลูทูธไร้สายกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างรายได้ให้แก่ Apple ตั้งแต่ AirPods ออกวางจำหน่าย และกลายเป็นหูฟังแบบ True Wireless ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเวลานี้ จากผู้ใช้งาน iPhone

ประกอบกับก่อนหน้านี้ Apple ได้เข้าไปซื้อธุรกิจหูฟังของ Beats by Dr.Dre ทำให้มีการนำนวัตกรรมหูฟังที่คิดค้นขึ้น มาใช้งานกับหูฟังของ Beats ด้วย โดยเฉพาะ PowerBeats Pro ที่ออกมาจับกลุ่มผู้ใช้งานออกกำลังกายเป็นหลัก

จุดเด่นของ PowerBeats Pro คือเป็นหูฟังบลูทูธไร้สาย ที่ได้ความฉลาดของ AirPods มา ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ในอีโคซิสเตมส์ของ Apple ได้ง่ายแค่เปิดฝา เสริมด้วยประสิทธิภาพในแง่ของการกันน้ำ เพื่อให้เหมาะกับการนำมาใช้เพื่อออกกำลังกาย

ข้อดี

  • หูฟังบลูทูธไร้สาย เชื่อมต่อง่าย ไม่เจอสัญญาณรบกวนเมื่อใช้ในห้างฯ
  • กันเหงื่อ ทำให้สามารถใส่ออกกำลังกายได้อย่างสบายใจ
  • ระยะเวลาใช้งานต่อเนื่อง 9 ชั่วโมง เทียบกับ AirPods ได้ราว 5 ชั่วโมง

ข้อสังเกต

  • เป็นหูฟัง In-Ear แบบเกี่ยวกับใบหู ทำให้อาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ใส่แว่น/แว่นกันแดด
  • ตัวเคสแม่เหล็กเก็บหูฟังมีขนาดใหญ่ทำให้พกพายาก ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย
  • ไม่มีระบบตัดเสียงรบกวน

 

การเสริมไลน์หูฟังไร้สายสำหรับออกกำลังกายของ Apple ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวที่แสดงให้เห็นว่าแอปเปิลให้ความสำคัญในเรื่องของการออกกำลังกาย และสุขภาพของผู้ใช้มากขึ้น แม้ว่าแต่เดิมแอปเปิลจะบอกว่า AirPods สามารถใส่เพื่อออกกำลังกายได้ แต่ในการใช้งานจริงก็อาจจะไม่สะดวกเพราะหูฟังอาจจะหลุดออกจากใบหูได้

ทำให้ PowerBeats Pro เป็นหูฟังรุ่นที่เข้ามาจับกลุ่มผู้ใช้ดังกล่าวแทน ด้วยการออกแบบให้เป็นหูฟังไร้สายแบบที่เกี่ยวกับใบหู พร้อมกับจุดเด่นในเรื่องหูฟังแบบ In-Ears ของ Beats เพื่อให้ใส่กระชับ และไม่หลุดระหว่างออกกำลังกาย โดย Powerbeats Pro รุ่นใหม่นี้มีขนาดเล็กกว่ารุ่นก่อนหน้า 23% และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม 17%

เพียงแต่เมื่อเปลี่ยนเป็นแบบเกี่ยวหู ก็ทำให้เวลาใส่ใช้งานยากมากขึ้น เมื่อเทียบกับ AirPods ที่สามารถใส่เข้าหูได้เลย แต่กลายเป็นว่า PowerBeats Pro ต้องง้างส่วนที่เกี่ยวหูออกมาก่อนใส่ และจัดให้เข้ากับรูหู ขณะเดียวกัน พบว่าหลังจากใส่ใช้งานเป็นเวลานานต่อเนื่อง จะทำให้รู้สึกล้าบริเวณใบหูในช่วงแรกๆ ที่ของยังใหม่อยู่ แต่เมื่อใช้งานไปสักพัก เมื่อก้านนิ่มขึ้น ปรับก้านให้รับกับใบหูมากขึ้น ก็ทำให้ใส่ใช้งานได้นานขึ้น

ฟีเจอร์ใน AirPods มาให้ใช้งานครบ

จุดเด่นหลักของ PowerBeats Pro ที่น่าสนใจคือการนำความสามารถของ AirPods มาให้ใช้งานกันด้วย เริ่มจากการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ iOS ที่เมื่อเปิดฝากล่องขึ้นมา ก็จะมีการแจ้งเตือนที่หน้าจอ iPhone เพื่อเชื่อมต่อทันที หลังจากนั้นอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่ใน Apple ID เดียวกันก็จะรู้จักกับหูฟังดังกล่าว

ถัดมาคือด้วยการที่ Apple มีการเพิ่มชิป H1 เข้ามาทำให้เซ็นเซอร์ตรวจจับต่างๆในหูฟังฉลาดขึ้น อย่างเช่นเมื่อใส่หูฟังเข้ากับใบหู ระบบก็จะทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ให้อัตโนมัติ ประกอบกับการที่มี 2 ข้าง ถ้าใส่ใช้เพียงข้างเดียว ระบบก็จะทำการตรวจจับ และเลือกใช้ไมค์จากข้างนั้นให้อัตโนมัติ

หรืออย่างในกรณีที่ใส่หูฟังเพื่อฟังเพลง หรือดูภาพยนตร์อยู่ ถ้าถอดหูฟังข้างใด ข้างหนึ่งออก ก็จะหยุดเล่นให้อัตโนมัติ และเมื่อใส่กลับเข้ามาก็จะเล่นต่อแบบอัตโนมัติเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ที่โดดเด่นของ AirPods ในตลาดหูฟังไร้สายอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ยังสามารถเรียกสั่งใช้งาน Siri ได้ทันทีผ่านการสั่งงานด้วยเสียง โดยไม่จำเป็นต้องกดปุ่ม หรือแตะสั่งงาน แต่ความพิเศษของ PowerBeats Pro ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือมีปุ่มสั่งงานให้ด้วย แปลว่าผู้ใช้สามารถกดปรับระดับเสียง หรือเปลี่ยนเพลงจากหูฟังได้ทันที

ทั้งนี้ ตามสเปกที่แอปเปิลระบุถึงแบตเตอรี คือ แต่ละข้างสามารถใช้งานได้สูงสุด 9 ชั่วโมง และเมื่อใช้คู่กับเคสแม่เหล็กจะสามารถใช้งานได้กว่า 24 ชั่วโมง โดยเคสแม่เหล็กที่มากับระบบชาร์จเร็วทำให้การชาร์จเพียง 5 นาที สามารถใช้งานได้ 1.5 ชั่วโมง และชาร์จ 15 นาที ใช้งานได้ 4.5 ชั่วโมง

ประกอบกับการที่ PowerBeats Pro ไม่มีปุ่มเปิดปิด เพราะตัวเครื่องจะเปิดอัตโนมัติเมื่อนำออกจากเคส และปิดการใช้งานอัตโนมัติเมื่อเสียบชาร์จ หรือในกรณีที่วางทิ้งไว้นอกเคสแบบไม่ได้ใช้งาน ตัวหูฟังก็จะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานโดยอัตโนมัติ

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง PowerBeats Pro ประกอบไปด้วยเคสแม่เหล็กสำหรับชาร์จ หูฟัง ที่มีจุกแบบ In-Ears ให้เลือกทั้งหมด 4 ขนาด ที่เหลือก็จะมีสายชาร์จ Lightning สีดำ สติกเกอร์ Beats และคู่มือการใช้งานให้มาด้วย

ทั้งนี้ Powerbeats Pro มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ประกอบด้วย สีดำ สีงาช้าง สีเขียว และสีกรมท่า วางจำหน่ายในราคา 8,900 บาท โดยในช่วงแรกจะนำเข้ามาทำตลาดเฉพาะสีดำก่อน ส่วนสีที่เหลือจะตามเข้ามาในอนาคต

Gallery

]]>
Cyber Apps 22/07/19 : Apollo’s Moon Shot AR / Haru Haru / Jumpgrid / Cookie Run: Ovenbreak https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-220719/ Mon, 22 Jul 2019 07:41:21 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=30988 Apollo’s Moon Shot AR ไปท่องดวงจันทร์ด้วยกันไหม?

หากคุณยังจำเนื้อหาในบทเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ว่า สปุตนิก คือ ดาวเทียมดวงแรกของโลกที่ถูกส่งไปโคจรในอวกาศ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1958 และต่อมาทีมงานองค์การบริหาร การบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ “นาซา” ก็สามารถส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ได้ พร้อมกับยานอวกาศอะพอลโล 11 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 และนับจากวันนั้นก็เป็นเวลา 50 ปีแล้ว ที่มีหลักฐานว่ามนุษยชาติได้เข้าไปสำรวจยังห้วงอวกาศ

โอกาสนี้เราจึงอยากชวนคุณย้อนเวลาไปสัมผัสกับวินาทีสำคัญๆ ของภารกิจของยานอะพอลโล 11 ตั้งแต่คำประกาศของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ที่ว่า “นี่คือก้าวเล็กๆ ของมนุษย์ (คนหนึ่ง) แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” รวมไปจนถึงภาพนักบินอวกาศเตรียมพร้อมก่อนเข้าประจำการในยาน และจุดที่เจ๋งที่สุดก็คือ ทำให้ทุกๆ จุดในบ้านของเราเป็นที่จำลองการปล่อยยานอวกาศด้วยเทคนิค AR แอปนี้ถือเป็นคลังความรู้แบบมัลติมีเดียที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่หนึ่ง เหมาะมากสำหรับคนที่สนใจในประวัติศาสตร์ของการเดินทางจากโลกใบเล็กๆ ของเราไปถึงดวงจันทร์อันไกลโพ้น

Apollo’s Moon Shot AR สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี บน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/apollos-moon-shot-ar/id1465827204

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.sndigital.apolloar&hl=en_US

HaruHaru – Smart daily planner วางแผนแต่ละวันให้คุ้มค่าที่สุด

เพราะวันนึงทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน…คำกล่าวธรรมดาๆ ที่กลายเป็นสัจธรรม ที่ทำให้เราค้นพบความจริงที่ว่า แต่ละวันเราเลือกใช้เวลาของเราไปกับอะไรๆ ที่คุ้มค่า ดีต่อใจตัวเองและคนรอบข้างแล้วหรือยัง? ด้วยเหตุนี้จึงมีแอปอย่าง HaruHaru – Smart daily planner

ที่เชื่อว่าเมื่อได้ลองใช้แอปนี้แล้ว เราจะสามารถวางแผนแต่ละวันให้คุ้มค่าที่สุดได้จริงๆ ผู้ออกแบบแอป หยิบเอารูปวงกลมของนาฬิกา มาเพื่อแสดงให้เราเห็นว่าเราจะทำกิจกรรมอะไรเพื่อเติมเต็มเวลา 24 ชั่วโมงของเราให้เป็นวันที่ทรงคุณค่า วิธีการใช้งานก็เพียงเลือกเพิ่มกิจกรรมลงไป เช่น ว่ายน้ำ ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง และระบุว่าให้ใช้สีฟ้าแทนกิจกรรมด้านออกกำลังกาย

เสร็จแล้วระบบก็จะไปจองเวลาในวงกลมให้ ยิ่งใส่ข้อมูลกิจกรรมได้ละเอียดเท่าไหร่ เราก็จะเห็นภาพรวมว่าวันนี้เรายุ่งหรือไม่ และยุ่งไปกับกิจกรรมประเภทอะไรมากที่สุด เพื่อที่เราจะได้จัดสรรวันแต่ละวันให้เป็นวันที่พิเศษได้จริงๆ ลองใช้ HaruHaru – Smart daily planner แล้วคุณจะเห็นว่า “การทำวันนี้ให้ดีที่สุด” เป็นเรื่องง่าย ที่คุณเองก็ลงมือทำได้เช่นกัน

แอป HaruHaru – Smart daily planner ราคา 69 บาท ใช้งานได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/haruharu-smart-daily-planner/id1452035712

Jumpgrid  นิ้วต้องไว ถ้าอยากมีชัยในเกมนี้

เกมสไตล์หลบแหลก (Dodge-em-up) อย่าง Jumpgrid จะขอท้าแม้กระทั่งผู้ที่มีนิ้วที่รวดเร็วที่สุดมาพิชิต ทางเดียวที่คุณจะเอาชนะมันได้ก็คือ ฝึกมือของคุณให้เต้นระบำอย่างพลิ้วที่สุด เกมนี้หัวใจหลักอยู่ที่ความเร็วและความแม่นยำ อะไรที่ดูเรียบง่ายในนี้จริงๆ แล้วคือความโหดหินที่คุณไม่อาจจินตนาการได้

สิ่งเดียวที่คุณต้องทำในแต่ละด่านก็คือ เก็บบล็อกสี่เหลี่ยมให้ครบโดยการเลื่อนไปตามเส้นตารางที่ตัดกันและไปยังประตูมิติที่โผล่ออกมาได้อย่างปลอดภัย คุณไม่จำเป็นต้องเก็บบล็อกเรียงตามลำดับนะ คุณสามารถไปทิศทางไหนก่อนก็ได้ในความเร็วที่คุณต้องการอย่างอิสระ ในตอนแรกอุปสรรคจะเป็นแค่บล็อกที่เลื่อนไปมาและสามารถหลบได้ง่ายๆ

แต่สักพักมันจะเริ่มเคลื่อนที่เร็วขึ้นและมีแบบแผนที่แปลกประหลาดขึ้น มีทั้งการหมุนและพุ่งไล่ตามคุณ ซึ่งคุณจะต้องคิดวิธีที่รวดเร็วกว่าและฉลาดกว่าเพื่อพิชิตมันไปให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการข้ามหรือทะลุผ่านมันไปก็ตาม เราชอบ Jumpgrid มากๆ มันมีสไตล์ที่สะดุดตา ซาวด์แทร็กที่เร้าใจและยังกระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนได้เหมือนเกมอาร์เคดระดับท็อปเลยทีเดียว บอกเลยว่าอัดแน่นความสนุกสุดโหดมาไว้ในนี้แบบจัดเต็ม เกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ไม่ควรพลาด

สนุกกับการบริหารนิ้วบนจออย่างว่องไว กับ Jumpgrid ได้บน iPhone และ iPad ในราคา 99 บาท

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/jumpgrid/id1458296566?l=th

Cookie Run: Ovenbreak หนีสุดชีวิต พบมิตรภาพระหว่างทาง

วิ่งให้ป่าราบกันไปเลยในเกม “คุกกี้รัน: ศึกคุกกี้หนีเตาอบ” หรือ Cookie Run: OvenBreak ที่คุณจะได้เล่นเป็นคุกกี้ผู้กล้าหาญและต้องทำหน้าที่รวบรวมเพื่อนคุกกี้แล้วพากันเผ่นหนีจากเตาอบสุดอันตรายของแม่มดผู้ชั่วร้าย! ในเกมแนววิ่งไม่มีที่สิ้นสุดนี้คุณต้องปลุกสกิลการตอบสนองอันว่องไวออกมาใช้เพื่อเอาชีวิตรอด กระโดดธรรมดา กระโดดกลางอากาศและสไลด์เพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวางที่ดูดพลังชีวิต แล้วมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ

แต่ถึงคุณจะหลบสิ่งของอันตรายพวกนั้นได้ทั้งหมด พลังชีวิตคุณก็ยังลดลงอย่างช้าๆ ขณะวิ่งอยู่ดี (อย่าลืมเก็บโพชันเพิ่มพลังที่มีให้ในด่านด้วยนะ) โชคดีที่ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว ยังมีผองเพื่อนมาช่วยผลัดกันวิ่งอีกเพียบ ความสนุกของเกมนี้อยู่ที่การสะสมตัวละครคุกกี้สุดน่ารักที่มีให้กว่า 100 แบบรวมถึงสัตว์เลี้ยงคู่ใจด้วย โดยพวกเขาก็จะมีค่าพลังและสกิลพิเศษเฉพาะตัวเช่นกัน ความสามารถอันหลากหลายของตัวละครจะมีประโยชน์มากๆ ในโหมดเบรคเอาท์ที่คุณสามารถพาเพื่อนๆ คุกกี้มาวิ่งผลัดกันได้ถึง 20 ตัวในการวิ่งครั้งเดียว แถมแต่ละตัวก็จะมีสัตว์เลี้ยงคู่ใจติดมาด้วย นี่แหละคือโอกาสที่คุณจะได้สร้างทีมวิ่งที่ไม่มีใครหยุดพวกเขาได้!

สวมบทบาทเจ้าคุกกี้แล้ววิ่งหนีตายไปกับ Cookie Run: Ovenbreak ได้ฟรี ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/ค-กก-ร-น-กค-กก-หน-เตาอบ/id963067330?l=th

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.devsisters.gb&hl=th

Viu ชวนคุณมาโรแมนซ์แบบลึกลับกับซีรีส์ใหม่ “Hotel Del Luna” 

สำหรับแฟนซีรีส์เกาหลี เรามีเรื่องใหม่ล่าสุดจากแอป Viu อย่าง “Hotel Del Luna”  มาแนะนำให้คุณได้ตามติดให้สุดฟิน โดย “Hotel Del Luna” เป็นเรื่องราวเหนือธรรมชาติของ “จางมันวอล” หญิงสาวที่ได้เคยกระทำความผิดครั้งใหญ่จนต้องคำสาปให้รับหน้าที่ดูแลโรงแรมแห่งนี้มานานนับพันปี จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็ได้พบกับ “กูชานซอง” ที่ได้เข้ามาเป็นผู้จัดการคนใหม่ของโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งให้บริการลูกค้าที่ไม่ใช่คน แต่เป็น “ผี” ใครที่ชอบความสนุกแสนลึกลับสไตล์แฟนตาซีแบบนี้ ก็ต้องมารอลุ้นกันว่าจะมีเรื่องตื่นเต้นอะไรเกิดอะไรขึ้นกับโรงแรมแห่งนี้บ้างนะ… และพิเศษสุดๆ หากสมัครสมาชิกแบบ Viu พรีเมี่ยม ในช่วงนี้ลดราคาแพครายเดือน 50% (เหลือเพียงเดือนละ 59 บาทเท่านั้น) โปรฯ นี้สำหรับลูกค้าใหม่ และใช้ได้ถึง 25 กรกฎาคมนี้เท่านั้น

ดาวน์โหลด Viu บน iPhone ได้ฟรีที่ https://apps.apple.com/th/app/viu/id1036095179

ดาวน์โหลด Viu บน iPad ได้ฟรีที่ https://apps.apple.com/th/app/viu-for-ipad/id1036110310

]]>
Review : Samsung Galaxy A80 สมาร์ทโฟนพลิกกล้องหลังมาเป็นกล้องหน้า https://cyberbiz.mgronline.com/review-samsung-galaxy-a80/ Mon, 15 Jul 2019 05:18:55 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=30936

Samsung ยังคงเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมมาใช้งานกับสินค้าในตระกูล Galaxy A อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรุ่นล่าสุดนี้อย่าง Galaxy A80 ที่ออกมาจับกลุ่มครีเอเตอร์ โดยเฉพาะผู้ใช้งานที่เป็นผู้หญิง และต้องการกล้องหน้าที่มีความคมชัด

จุดเด่นหลักของ Galaxy A80 จึงกลายมาอยู่ที่กล้องหน้าที่พลิกจากกล้องหลังมาใช้งาน ทำให้ได้คุณภาพระดับเดียวกับกล้องหลัง และยังเพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ทำได้สนุกขึ้น และเมื่อไม่ต้องเว้นที่หน้าจอให้กับกล้องหน้าก็ทำให้พื้นที่จอแสดงผลเต็มตามากขึ้นด้วย

ข้อดี

  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.7 นิ้ว เต็มพื้นที่
  • กล้องหลังที่สามารถพลิกกลับมาเป็นกล้องหน้าได้
  • สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ
  • รองรับระบบ Super Fast Charging

ข้อสังเกต

  • ใช้เวลาในการสลับกล้องหน้าหลัง
  • ราคาค่อนข้างสูงสำหรับรุ่นระดับกลางบน
  • ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย
  • ไม่สามารถใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มได้

 

จับกลุ่มผู้หญิงกล้องสวย หน้าจอใหญ่

ด้วยการที่จุดเด่นของ Samsung Galaxy A80 จะเน้นที่กลุ่มผู้หญิงเป็นหลัก สังเกตได้จากการนำ Blackpink มาเป็นแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ตั้งแต่ช่วงงานเปิดตัวในเดือนเมษายน แม้กระทั่งของแถมที่ให้พร้อมกับการวางจำหน่าย A80 ก็จะมากับชุดของลิมิเต็ดจาก Blackpink

ดังนั้น ซัมซุง จึงเน้นการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้หญิงรุ่นใหม่ ที่ต้องการสมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่เพื่อใช้งานทั่วไป แต่ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้ตลอดเวลา ที่สำคัญคือต้องเซลฟี่สวยด้วย

คำตอบที่ซัมซุง เลือกออกมาตอบโจทย์กลุ่มนี้ก็คือ การพัฒนาสมาร์ทโฟนที่คำนึงถึงคุณภาพของกล้องหน้าเป็นหลัก จึงย้อนไปมองว่าในเมื่อกล้องหลังที่ใช้งานมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่พลิกกลับมาเป็นกล้องหน้าให้ใช้งานได้

จึงออกมาเป็น Rotating Camera ให้ใช้งานกันใน Galaxy A80 รุ่นนี้ โดยนำความสามารถของกล้องหลังที่มากับความละเอียด 48 ล้านพิกเซล f/2.0 มาทำงานร่วมกับเลนส์มุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล f/2.2 และกล้องวัดระยะ 3มิติ (ToF) เพื่อช่วยให้การโฟกัสทำได้แม่นยำมากขึ้น

ทำให้นอกจากการใช้ถ่ายภาพจากกล้องหลังที่ผู้ใช้สามารถเลือกถ่ายได้ทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอในมุมกว้าง และมุมแคบ ยังมีโหมดกันสั่นมาให้ใช้งานกันเพิ่มเติมด้วย

เมื่อสลับมาเป็นกล้องหน้าก็จะได้ความสามารถในการถ่ายวิดีโอแบบ Live Focus เพิ่มเติม ที่ใช้จุดเด่นของการที่มีกล้อง 2 เลนส์ ช่วยทำให้เวลาถ่ายวิดีโอแบบเซลฟี่สามารถเบลอพื้นหลังได้ด้วย นอกเหนือจากการถ่ายภาพนิ่งทั่วไป

ประกอบกับด้วยกลไกในการสลับกล้องหลังมาหน้าที่ไปซับซ้อน ทำให้เวลาเรียกใช้งานโหมดกล้องก็จะเปิดกล้องหลังขึ้นมาก่อน เมื่อสลับมาเป็นกล้องหน้ากลไกก็จะดันโมดูลกล้องขึ้นมาพร้อมกับสลับกล้องมาเป็นด้านหน้าแทน

ที่น่าสนใจคือ ซัมซุง เตรียมความพร้อมของระบบเซ็นเซอร์ในการตรวจจับการเคลื่อนไหวมาปกป้องตัวกล้องด้วย เมื่อเปิดใช้งานโหมดกล้องหน้าอยู่ หน้าเครื่องเกิดอุบัติเหตุหล่นจากมือ ตัวกล้องก็จะหดลงมาพร้อมพลิกกลับไปอยู่ด้านหลัง เพื่อป้องกันการตกกระทบด้วย

ตัวเครื่องงานประกอบดี ฟีเจอร์แน่น

กลับมาในส่วนของตัวเครื่อง Galaxy A80 ในส่วนของงานประกอบในจังหวะแรกสัมผัสถือว่า ทำให้สมกับอยู่ในไลน์สินค้าอย่าง Galaxy A Series ที่จะเน้นความหรูหรา และนวัตกรรมของซัมซุงเสมอมา เพราะตัวเครื่องให้ความรู้สึกเป็นอะลูมิเนียมที่แข็งแรง วัสดุให้ความหรูหราดี

โดยขนาดตัวเครื่องของ Samsung Galaxy A80 จะอยู่ที่ 165.2 x 76.5 x 9.3 มิลลิเมตร 220 นำ้หนักราว กรัม มีให้เลือกด้วยกัน 3 สีคือ ดำ ทอง ขาว และรุ่นพิเศษ Blackpink Edition ที่นำเข้ามาทำตลาดแบบจำนวนจำกัด

ด้านหน้าตัวเครื่องมากับหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ในสัดส่วน 20:9 ซึ่งดูแล้วตัวเครื่องจะค่อนข้างยาว แต่ก็ช่วยทำให้จับมือใช้งานถนัดมือ ไม่อ้วนจนเกินไป

เทคโนโลยีที่ซัมซุงนำมาใช้ในส่วนของจอภาพ นอกเหนือจากการที่ไม่ต้องเจาะรู หรือเว้นที่สำหรับกล้องหน้าแล้ว ในเครื่องรุ่นนี้ยังเปลี่ยนในเรื่องของการให้เสียง จากเดิมที่ใช้ลำโพง มาเป็นใช้การสั่นสะเทือนของหน้าจอ (On-Screen Sound) เพื่อให้เสียงที่ได้ออกมาดีขึ้น และไม่ต้องเว้นที่บริเวณหน้าจอไว้ใส่ลำโพงด้วย

ขณะเดียวกัน ใต้หน้าจอก็จะมีการใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้จอมาให้ใช้งานกัน ในลักษณะเดียวกับ Galaxy A70 ที่เปิดตัวออกมาก่อนหน้านี้ ที่แม้ว่าจะยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกับใน S10 ที่เป็น UltraSonic แต่ความแม่นยำในการปลดล็อกถือว่าทำได้ดีอยู่

หลังเครื่อง ส่วนสำคัญๆจะอยู่ที่บริเวณกล้องหลังที่สามารถพลิกกลับไปเป็นกล้องหน้าได้ ตรงกลางลงมาจะมีสัญลักษณ์ ‘Samsung’ สกรีนไว้ตรงกึ่งกลาง ภายในมีแบตเตอรีขนาด 3,700 mAh ให้ใช้งาน

ส่วนรอบๆตัวเครื่อง ทางฝั่งซ้ายจะเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ทางขวามีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ขณะทีพอร์ตเชื่อมต่อจะมีเพียง USB-C พอร์ตเดียวเท่านั้น ใช้งานทั้งเสียบสายชาร์จ เชื่อมต่อหูฟัง และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ด้วย

อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องนอกจากตัวเครื่องแล้วก็จะมี อะเดปเตอร์รองรับการชาร์จเร็ว สาย USB-C หูฟัง USB-C และมีอะเดปเตอร์แปลง USB-C เป็น หูฟัง 3.5 มม. ให้มาด้วย พร้อมกับเคสที่ออกแบบมาได้น่าสนใจ เพราะต้องมีการเว้นในส่วนของกล้องที่หมุนได้มาได้

สเปกภายใน

สำหรับหน่วยประมวลผลที่ใช้งานภายใน Samsung Galaxy A80 จะใช้เป็น Qualcomm Snapdragon 730 2.2 GHz โดยทางซัมซุงเลือกนำรุ่น RAM 8 GB ROM 128 GB เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เรียกได้ว่าสเปกเพียงพอกับการใช้งานอยู่แล้ว

ตัวเครื่องทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 9.0 Pie ที่ครอบด้วย Samsung One UI ทำให้การใช้งานสำหรับผู้ที่เคยใช้ Samsung มาก่อน จะไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะซัมซุงเริ่มปรับมาใช้ UI ใหม่นี้สักพักใหญ่ๆแล้ว

ด้านการเชื่อมต่อถือว่าให้มาครบ ทั้ง 3G/4G ที่รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด WiFi 802.11ac บลูทูธ 5.0 GPS NFC แต่ยังไม่รองรับไวเลสชาร์จ และไม่มีช่องใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติมมาให้

ทดสอบประสิทธิภาพ

สรุป

การใช้งานโดยรวมของ Samsung Galaxy A80 ถ้าเป็นการใช้งานทั่วๆไป ฟังเพลง ดูหนัง เล่นโซเชียลมีเดีย แทบไม่ต่างจากรุ่นท็อป แต่ก็จะมีในส่วนของแบตเตอรีที่ให้มา 3,700 mAh อาจจะไม่เพียงพอกับหน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว ทำให้แบตหมดเร็วไปสักหน่อย

ส่วนการตอบสนองโดยเฉพาะการเล่นเกมถือว่าทำได้ดี ประกอบกับหน้าจอไม่มีรอยบาก หรือรูกล้องทำให้ได้ภาพเต็มตาทั้งเล่นเกม และดูหนัง ส่วนกล้องคุณภาพโดยรวมอาจจะเทียบรุ่นไฮเอนด์ไม่ได้ในที่แสงน้อย แต่ถ้าเป็นสภาพแสงทั่วไปไม่น้อยหน้าแน่นอน

โดยเฉพาะการปรับกล้องหลังมาเป็นกล้องหน้าที่ทำให้เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายเซลฟี่ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว แถมยังเก็บภาพมุมกว้างได้ ทำให้ได้คุณภาพที่ดีกว่ากล้องหน้าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆในตลาดแน่นอน

ทั้งนี้ ราคาจำหน่ายของ Samsung Galaxy A80 อยู่ที่ 21,990 บาท

Gallery

]]>
Cyber Apps 14/07/19 : Ulike / Flippy / BLEACH Mobile 3D / Very Little Nightmares https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-140719/ Mon, 15 Jul 2019 05:08:38 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=30929 Ulike ให้คุณสาวๆ ดูดี ดูเป๊ะได้ในทันทีที่แชะ!

หากภารกิจในทุกเช้าของคุณสาวๆ คือ แจกความสดใสให้กับคนพิเศษ แม้จะไม่ได้นั่งข้างๆ กัน แต่การส่งรูปเซลฟี่หากันบ่อยๆ ก็ช่วยให้หายคิดถึงได้ ฟังดูแล้วโรแมนติกจัง! แต่หากถามคุณสาวๆ อาจจะตรงกันข้าม เพราะกว่าจะแต่งหน้าให้ได้ดั่งใจต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง!

แต่นั่นก็เป็นเพราะสาวคนนี้ยังไม่รู้จักกับแอปอย่าง Ulike ที่ช่วยเติมเมคอัพให้ใบหน้าออกมาสวยได้ทันทีที่กดแชะ Ulike คือ แอปที่ช่วยแต่งหน้า เปลี่ยนสีผม ใส่คอนแท็กเลนส์ให้คุณได้แบบเสมือนจริง โดยสามารถเลือกสีสันของลิปสติก ที่ปัดแก้มได้ง่ายๆ

นอกจากนี้ยังปรับสัดส่วนต่างๆ บนใบหน้าให้ยิ่งสวยพริ้งได้อีกด้วย เช่น ปรับให้รูปหน้ายาวขึ้น ตาโตขึ้น ปีกจมูกแคบลง เป็นต้น แอปนี้พร้อมจะเป็นเพื่อนสุดซี้ให้กับสาวๆ ทุกคน ดาวน์โหลดได้ฟรีบน iPhone และหากใครที่เล่นๆ ไปจนเพลิน และไปเจอกับฟีเจอร์ที่มีแถบรูปเพชรติดอยู่ เช่น การลองแต่งหน้าโทนสีออกม่วงๆ หรือเพิ่มประกายบนใบหน้า ก็หมายถึงว่าคุณต้องอัปเกรดเป็นผู้ใช้ระดับวีไอพีก่อน ซึ่งก็สามารถลองใช้ฟีเจอร์พรีเมี่ยมเหล่านี้ได้ฟรี 3 วัน และจากนั้นก็จะเสียค่าสมาชิกเดือนละ 109 บาท

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/ulike-define-trendy-selfie/id1398796436?l=th

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.gorgeous.liteinternational

Flippy – Smart Flashcards อยากความจำดีฝึกฝนได้

เพราะสมองของมนุษย์เป็นอีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ ยิ่งใช้ จะยิ่งไบรท์ ฝึกคิดไวๆ ทำอะไรๆ ที่ซับซ้อน จะช่วยกระตุ้นความจำได้ดียิ่งขึ้น และหากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอๆ แอปอย่าง Flippy – Smart Flashcards คือของเล่นใหม่ที่คุณจะต้องถูกใจ

แอปที่จะช่วยฝึกฝนความจำให้กับคุณด้วยวิธีการจำบัตรคำ (Flashcard) ซึ่งบัตรคำนี้เอาไปใช้ได้หลายสถานการณ์ เช่น จำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จำวันสำคัญ จำสิ่งของต่างๆ รอบตัว ยิ่งใช้งานไปเรื่อยๆ คุณจะก็จะเห็นพัฒนาการด้านความจำของคุณที่เพิ่มขึ้นที่เมนูสถิติ แอปนี้เหมาะกับคนหลายวัย ทั้งวัยเรียนฝึกจำศัพท์ก่อนไปสอบ ส่วนวัยทำงานก็ฝึกฝนท้าทายการเรียนภาษาที่ 3 และส่วนวัยเกษียณก็ช่วยให้กระตุ้นสมองให้เฟรชอยู่เสมอ

แอป Flippy – Smart Flashcards นี้ดาวน์โหลดได้ฟรีบน iPhone และ iPad หากติดใจก็สามารถสมัครสมาชิกได้ 3 เดือนเพียง 99 บาทเท่านั้น

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/flippy-smart-flashcards/id1440532416

BLEACH Mobile 3D สนุกกับศึกต่อสู้ระหว่างเทพมรณะ บนมือถือ

ถ้าให้นึกถึงยมทูต อะไรจะโผล่มาในหัวคุณเป็นอย่างแรก? โครงกระดูกสวมผ้าคลุมยาวๆ สีดำ ถือเคียว…และชอบเล่นหมากรุกหรือเปล่า? อืม… นี่คงเป็นภาพของยมทูตยุคเก่าที่เราเคยเห็นกันมา แต่ลบภาพเดิมๆ ของยมทูตที่คุณรู้จักไปได้เลยเมื่อคุณเข้ามายังจักรวาลของ Bleach ที่เคยโลดแล่นในรูปแบบการ์ตูนที่เราอ่านกันจนติดงอมแงม

ใน Bleach เหล่ายมทูต (Shinigami) จะแต่งชุดสีดำสุดมีสไตล์และพกดาบฟันวิญญาณที่มีพลังเฉพาะตัวซ่อนอยู่ พวกเขามีหน้าที่จัดการกับปิศาจชั่วร้ายและนำทางให้กับดวงวิญญาณที่ไร้จุดหมาย และเรื่องไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้นเมื่อเด็กม.ปลายอย่างคุโรซากิ อิจิโกะได้รับรู้ความลับของเหล่ายมทูตโดยไม่ได้ตั้งใจ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

เกม RPG สุดมันอย่าง BLEACH Mobile 3D นี้ คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์อันน่าทึ่งในจักรวาลแห่งยมทูตอันเต็มไปด้วยการต่อสู้สุดเร้าใจ พร้อมกับเหล่าผองเพื่อนยมทูตสุดแกร่งอีกเพียบ ตัวละครของเรื่องที่มีมากมาย (มีตัวละครใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาทุกเดือน) ถูกสร้างให้มีชีวิตในแบบมังงะ 3 มิติ พร้อมทั้งมีเสียงพากย์จากนักพากย์ดั้งเดิมจากอนิเมะอีกด้วย

สนุกกับ BLEACH Mobile 3D ได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/bleach-mobile-3d/id1449448375?l=th

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.th.siamgame.ggplay.bleach&hl=th

Very Little Nightmares ลุ้นระทึกกับปริศนาในคฤหาสน์สุดลึกลับ

นี่คือเรื่องราวของเด็กหญิงตัวน้อยในชุดกันฝนสีเหลืองติดอยู่ในห้องใต้ดินของคฤหาสน์เก่าแก่น่าขนลุก และมีแต่คุณเท่านั้นที่จะช่วยเธอออกไปได้ เกมนี้สร้างขึ้นตามหลังเกมอินดี้ชั้นยอดอย่าง Little Nightmares ที่ให้คุณรับบทเป็นเด็กหญิงตัวน้อยสวมเสื้อกันฝนสีเหลือง ทำการไขปริศนาของสิ่งรอบตัวจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง

อย่าง การเคลื่อนไม้ยาวๆ ไปวางเพื่อใช้เป็นสะพานข้ามหลุมกว้างๆ และหาสวิตช์ไฟฟ้าที่ซ่อนอยู่ในด่านเพื่อเปิดใช้ลิฟต์ เป็นต้น แต่ระวังด้วยล่ะ เพราะความตายจะรอคุณอยู่ในทุกที่ การก้าวพลาดไปเหยียบแผ่นไม้ที่ผุแค่ครั้งเดียว คุณก็อาจเดี้ยงได้เลย แถมถ้าคุณถูกลำแสงของดวงตาอันน่าขนลุกเข้าล่ะก็ คุณจะกลายเป็นหินในทันที

Very Little Nightmares นั้นมีภาพอันงดงามที่มาพร้อมกับความน่าขนลุก คฤหาสน์สุดลึกลับซับซ้อนตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ฝุ่นเกาะและอุปกรณ์สนิมเขรอะจากการทดลองที่ถูกทิ้งร้าง เพื่อที่จะสร้างบรรยากาศให้ระทึกขึ้นไปอีก อุปกรณ์ของคุณจะสั่นเป็นทีๆ เวลาคุณแตะหน้าจอ เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่สร้างความน่าขนลุกได้ดีทีเดียว เกม Very Little Nightmares เหมาะสุดๆ ที่จะเล่นบนอุปกรณ์พกพา แนะนำให้คลุมโปงเล่นบนที่นอนตอนดึกๆ จะได้ฟีลสุดๆ เลยล่ะ แต่ถ้าชายแก่คนนั้นโผล่มาก็ตัวใครตัวมันแล้วกันนะ

สนุกกับเรื่องราวสุดระทึกกับ Very Little Nightmares ได้ในราคา 249 บาท เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/very-little-nightmares/id1435140819

]]>