CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Wed, 21 Oct 2020 13:55:49 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.6 Review : Apple iPad Air (2020) เปลี่ยนโฉม พร้อมชิป A14 Bionic ที่แรงขึ้น https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-ipad-air-2020/ Wed, 21 Oct 2020 13:00:45 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33970

การปรับโฉมของ Apple iPad Air รุ่นที่ 4 หรือ iPad Air 2020 นั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไลน์ผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตของ แอปเปิล นั้นมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบรับกับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายของผู้บริโภค

โดยจุดเด่นของ iPad Air (2020) นอกจากการปรับดีไซน์มาในลักษณะเดียวกันกับ iPad Pro 11” มีให้เลือกหลายสีสัน แล้วยังนำความสามารถหลายๆ อย่างมาให้ใช้งาน โดยเฉพาะพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-C ทำให้สามารถใช้ iPad Air เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมได้หลากหลายขึ้น

ในขณะเดียวกัน ยังมีการนำชิป Apple A14 Bionic ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบ 5 นาโนเมตร ที่ประมวลผลเร็วขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนปุ่มเปิดปิดเครื่องให้กลายเป็น Touch ID เพื่อปลดล็อกตัวเครื่องด้วยการสแกนลายนิ้วมือ สำหรับราคาเริ่มต้นของ iPad Air 2020 อยู่ที่ 19,900 บาท

ข้อดี

  • ดีไซน์ใหม่ มีสีให้เลือกเพิ่มขึ้น จอใหญ่ขึ้น
  • ยังมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือให้ใช้งาน
  • พอร์ตเชื่อมต่อ USB-C
  • ใช้งานอุปกรณ์เสริมร่วมกับ iPad Pro 11” ได้

ข้อสังเกต

  • ยังไม่รองรับ FaceID
  • จอยังเป็น Refresh Rate 60 Hz
  • ถ้าต้องการใช้ปากกาต้องซื้อ Apple Pencil เพิ่มอีก 4,490 บาท

ปรับโฉมใหม่ ประสิทธิภาพดีขึ้น

แม้ว่ารูปทรงของ iPad Air รุ่นนี้จะไม่ได้ถูกออกแบบใหม่หมดเสียทีเดียว เพราะเป็นการนำดีไซน์ของ iPad Pro 11 นิ้ว มาใช้ แต่ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสินค้าในตระกูลของ iPad Air

โดยแต่เดิม iPad Air รุ่นแรกจะมีขนาดหน้าจออยู่ที่ 9.7 นิ้ว ก่อนปรับมาเป็นขนาด 10.5 นิ้ว ในรุ่นที่ 3 (2019) และล่าสุดในการปรับดีไซน์มาเป็นเครื่องสี่เหลี่ยมขอบตัดในรุ่นที่ 4 นี้ ขนาดหน้าจอของ iPad Air ก็เพิ่มขนาดขึ้นเป็น 10.9 นิ้ว ในขนาดตัวเครื่องใกล้เคียงเดิม

คุณสมบัติของหน้าจอ iPad Air นั้นใช้จอภาพแบบ Liquid Retina ขนาด 10.9 นิ้ว ให้ความละเอียด 2360 x 1640 พิกเซล 264 ppi มีการเคลือบสารกันรอยนิ้วมือ และแสงสะท้อน แสดงผลสีขอบเขตกว้างระดับ P3 เพียงแต่ว่ายังใช้อัตราแสดงผล (Refresh Rate) ที่ 60 Hz

ส่วนบนหน้าจอมีกล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล f/2.2 ให้ไว้ใช้งานร่วมกับ FaceTime HD และบันทึกวิดีโอได้ความละเอียดสูงสุด 1080p ที่ 60fps ซึ่งยังไม่ได้นำชุดกล้อง FaceID มาใช้งานใน iPad Air รุ่นนี้

ตัวเครื่องโดยรวมจะอยู่ที่ขนาด 247.6 x 178.5 x 6.1 มิลลิเมตร น้ำหนัก 458 กรัม มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 5 สี แบ่งเป็นสีเริ่มต้นอย่าง เทาสเปซเกรย์ เงิน โรสโกลด์ เขียว และสกายบลู

อีกจุดที่น่าสนใจคือบริเวณปุ่มเปิดปิดเครื่อง ที่ Apple มีการนำ TouchID มาใช้งานร่วมกับปุ่มนี้บน iPad เป็นครั้งแรก จากเดิมที่ใช้ร่วมกับปุ่ม Home ทั้งบน iPhone และ iPad รุ่นเก่า กับบน MacBook ที่มีการฝั่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนปุ่มเปิดเครื่อง

ด้านขวาของเครื่องยังเป็นแม่เหล็กที่ใช้เชื่อมต่อกับ Apple Pencil 2 ไว้สำหรับจับคู่ และชาร์จแบตในตัว ซึ่งแน่นอนว่าใครที่ใช้งาน Apple Pencil รุ่นแรกอยู่ พออัปเกรดมาใช้งาน iPad Air ใหม่นี้ก็ต้องซื้อ Apple Pencil 2 ใหม่ด้วย

ด้านหลังตัวเครื่อง iPad Air จะมากับกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 รองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 4K ซึ่งเป็นเลนส์เดียวกับใน iPad Pro แต่จะไม่มีเลนส์วัดระยะ LiDAR Scanner มาให้ด้วยนั่นเอง ส่วนล่างก็จะเป็นคอนเนคเตอร์ในการเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ด

สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อที่ให้เป็น USB-C นั้นจะอยู่ที่ด้านล่างเครื่องถ้าถือใช้งานในแนวตั้ง และทางขวา ในกรณีที่ใช้งานร่วมกับ Magic Keyboard โดยใช้เป็นพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อสายชาร์จ ถ่ายโอนข้อมูลสูงสุด 5 Gbps เชื่อมต่อกับกล้องดิจิทัล ฮาร์ดดิสก์พกพา และต่อจอภาพได้ความละเอียดสูงสุด 4K

ภายในกล่องจะมีอะเดปเตอร์ชาร์จไฟแบบ 20W มาให้ พร้อมสาย USB-C ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก iPad Pro ที่เป็นแบบ 18W และได้กลายเป็นอะเดปเตอร์ USB-C มาตรฐานของ Apple ที่ใช้งานในปัจจุบันแล้ว

สเปก

สำหรับ iPad Air จะมากับหน่วยประมวลผล A14 Bionic ที่นำสถาปัตยกรรมแบบ 5 นาโนเมตร มาใช้งาน ร่วมกับทรานซิสเตอร์ 11,800 ล้านตัว เพื่อช่วยประมวลผลภายในซีพียูแบบ 6 คอร์ โดยแบ่งเป็น 2 คอร์ ที่เน้นการประมวลผลหนักๆ และอีก 4 คอร์ มาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ ยังมากับกราฟิกแยกอีก 4 คอร์ ทำให้สามารถประมวลผลทั้งการเล่นเกม ตัดต่อวิดีโอ จนถึงเรนเดอร์คอนเทนต์ 3มิติ ได้รวดเร็วขึ้น และยังเป็นชิปเซ็ตที่ใส่ Neural Engine มาใช้เรียนรู้การใช้งานเพิ่มเติมด้วย

ด้านการเชื่อมต่อ iPad Air จะมีทั้งรุ่น WiFi และรุ่น Cellular ที่เป็น 4G LTE  ซึ่งรองรับการใช้งาน WiFi 6 Bluetooth 5.0 ทำงานบนระบบปฏิบัติการ iPadOS 14 ที่ช่วยปลดล็อกการใช้งาน iPad ให้ดีขึ้น

ความแตกต่างกับ iPad Pro

(ซ้าย) iPad Pro 11″ (ขวา) iPad Air

ด้วยการที่ตัวเครื่อง iPad Air รุ่นที่ 4 นี้ นำดีไซน์ของ iPad Pro มาใช้งาน ทำให้มีความสงสัยตามมาว่า แล้ว 2 รุ่นนี้แตกต่างกันอย่างไร ถ้าต้องเลือกใช้งานระหว่าง 2 รุ่นนี้ มีอะไรที่ต้องคำนึงถึงบ้าง

จุดหลักๆ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดนอกเหนือจากหน้าจอ 10.9 นิ้ว และ 11 นิ้ว แล้ว ก็คือการที่ iPad Air ไม่มี FaceID เพราะมากับปุ่ม TouchID แทน ยังมีเรื่องของการแสดงผลหน้าจอที่ iPad Pro มาพร้อมกับเทคโนโลยี ProMotion ที่แสดงผลในอัตรการ 120 Hz

ผลทดสอบประสิทธิภาพของ iPad Air

ผลทดสอบประสิทธิภาพของ iPad Pro 11″

นอกจากนี้ ชิปเซ็ต A12Z Bionic พร้อม RAM 6 GB ที่อยู่บน iPad Pro นั้น ยังคงแรงกว่า A14 Bionic RAM 5 GB ที่นำมาใช้งานกับ iPad Air ในกรณีที่เป็นการประมวลผลแบบ Multitasking ดังนั้น iPad Air จึงยังคงอยู่ตรงกลางระหว่าง iPad รุ่นปกติ และ iPad Pro อยู่เช่นเดิม

โดยการใช้งานของ iPad Air นั้นทำมารองรับผู้ที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มพอร์ต USB-C และหน่วยประมวลผล A14 Bionic นั้นก็รองรับการประมวลผลสูงๆได้ ทำให้สามารถตัดต่อวิดีโอ 4K ทำกราฟิกต่างๆ บน iPad Air ได้ทันที

แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นมืออาชีพ ตัวเลือกอย่าง iPad Pro ที่มีขนาดหน้าจอ 11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว ให้เลือกยังเป็นรุ่นที่น่าสนใจมากกว่า แต่ก็แลกกับราคาที่สูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

อุปกรณ์เสริมช่วยเพิ่มรูปแบบการใช้งาน

การใช้งาน iPad Air ให้ครบชุดนั้น นอกจากตัวเครื่อง iPad ที่มีราคาเริ่มต้นสำหรับรุ่น WiFi 64 GB อยู่ที่ 19,900 บาท 256 GB 24,900 บาท ขณะที่รุ่น Cellular เริ่มต้นที่รุ่น 64 GB 24,400 บาท และ 256 GB 29,400 บาท

iPad Air คู่กับ Magic Keyboard

ยังมีอุปกรณ์เสริมที่น่าสนใจอย่าง Apple Pencil 2 ราคา 4,490 บาท ตามด้วย Magic Keyboard ที่ 9,900 บาท หรือถ้าเลือกใช้งานเป็น Smart Keyboard จะอยู่ที่ 5,990 บาท ส่วน Smart Cover อยู่ที่ 2,990 บาท

iPad Air กับ Smart Cover

ดังนั้น ถ้าใครจะเลือกซื้อ iPad Air อย่าลืมเผื่องบประมาณสำหรับอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมด้วย เพื่อให้ได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด แต่ถ้าไม่ได้ต้องใช้การป้อนข้อมูลด้วยคีย์บอร์ดมากนัก เลือกซื้อเฉพาะ iPad Air คู่กับ Apple Pencil 2 ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว

ความรู้สึกหลังใช้งาน

ต้องยอมรับว่า Touch ID ที่แอปเปิล เลือกนำมาวางไว้ที่ปุ่มเปิดปิดเครื่อง นั้นช่วยให้ใช้งาน iPad Air ได้สะดวกขึ้น จากเดิมถ้าใช้งาน iPad Pro จะเจอปัญหาเดียวกับผู้ใช้งาน iPhone คือเวลาที่สวมหน้ากากอนามัย จะไม่สามารถปลดล็อกด้วย FaceID ได้

ทำให้การปลดล็อกตัวเครื่องกลับมาสะดวกเหมือนเดิมแล้ว ที่สำคัญคือในตอนที่เริ่มตั้งค่า Touch ID เหมือนแอปเปิลคิดมาให้แล้วว่ารูปแบบการจับถือใช้งาน iPad Air จะมีด้วยกัน 2 ลักษณะด้วยกัน

ประกอบด้วยการใช้งานแนวตั้ง ที่ปุ่มเปิดเครื่องอยู่ทางขวาบน ก็จะเริ่มแนะนำให้สแกนนิ้วชี้ข้างขวาก่อน หลังจากนั้นจึงให้ปรับตัวเครื่องในแนวนอน และสแกนนิ้วชี้ข้างซ้ายแทน ช่วยให้เวลาถือเครื่องใช้งานสามารถปลดล็อกได้สะดวก

คำถามที่ตามมาคือทำไม แอปเปิล ไม่นำ Touch ID บนปุ่มเปิดเครื่องมาใช้งานกับ iPhone 12 ด้วย เพราะเชื่อว่าทุกคนยังต้องใส่หน้ากากใช้ชีวิตเวลาอยู่นอกบ้านกันอีกพักใหญ่จนกว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะออกมาให้ได้ฉีดกัน

ในส่วนของประสิทธิภาพ iPad Air นั้นยอมรับว่า A14 Bionic ทำได้ประทับใจ เพราะจากที่ทดสอบใช้งานเล่นเกม ประมวลผลหนักๆ หรือตัดต่อวิดีโอระดับ 4K ความเร็ว และความลื่นไหลที่ได้ ถือว่าตอบโจทย์ทั้งหมด แบตเตอรีใช้งานได้ทั้งวันสบายๆ

สรุป

รวมๆ แล้ว iPad Air จะกลายเป็นตัวเลือกแท็บเล็ต สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งาน iPad ในขั้นสูงมากขึ้น เมื่อเทียบกับ iPad รุ่นปกติ เมื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมของ iPad Pro 11 นิ้ว ได้ ยิ่งทำให้ iPad Air มาใช้ทำงานบางส่วนแทนคอมพิวเตอร์ได้แล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ ด้วยระดับราคาของ iPad Air ที่ถ้าจะซื้อใช้งานจริงๆ ควรเลือกเป็นรุ่น 256 GB เพื่อให้สามารถเก็บไฟล์ข้อมูลรูปภาพ หรือวิดีโอ ได้เพียงพอ ก็จะขึ้นไปอยู่ราว 24,900 บาท ก็ถือว่าค่อนข้างสูง เพราะถ้าซื้อร่วมกับ Apple Pencil 2 ก็ขึ้นไปอยู่เกือบ 30,000 บาทแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ได้ต้องการ iPad ที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ สวยขึ้น ได้เทคโนโลยีประมวลผลใหม่ เน้นการใช้งานอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดียทั่วๆ ไป iPad รุ่นที่ 8 ซึ่งมากับ A12 Bionic ก็เพียงพอกับการใช้งานอยู่แล้ว ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องอัปเกรดมาใช้งานเป็น iPad Air แต่อย่างใด

Gallery

]]>
Review : Apple Watch Series 6 / SE พัฒนาการสู่สมาร์ทวอทช์เพื่อสุขภาพยิ่งขึ้น https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-watch-series-6-se/ Mon, 19 Oct 2020 07:38:44 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33937

Apple Watch ได้กลายมาเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ Wearable คู่ใจผู้ที่ใช้งาน iPhone และกลายเป็นสมาร์ทโฟนซีรีส์หนึ่งที่ขายดีที่สุดในโลก ซึ่งนอกจากความสามารถในการเชื่อมต่อกับ iPhone เพื่อแจ้งเตือนแล้วในช่วงหลังๆ ได้พัฒนาความสามารถเกี่ยวกับสุขภาพมากยิ่งขึ้น

โดยใน Apple Watch Series 6 ได้มีการเพิ่มความสามารถใหม่เกี่ยวกับอย่างการวัดค่าออกซิเจนในเลือด ในเวลา 15 วินาที เมื่อประกอบกับความสามารถของ watchOS 7 ที่รองรับการตรวจจับการนอน และความสามารถเดิมอย่างการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ยังไม่สามารถใช้งานในไทย) ทำให้ Apple Watch สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน Apple Watch Series 6 ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพตัวเครื่อง รองรับการเชื่อมต่อ WiFi 5 GHz เพิ่มสีใหม่อย่างน้ำเงิน และสีแดง ปรับปรุงจอแสดงผลให้สว่างขึ้นกว่ารุ่นเดิม และประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย

นอกเหนือจากรุ่นหลังแล้ว ในปีนี้ Apple ยังได้เปิดตัว Apple Watch SE ออกสู่ตลาด เพื่อมาเป็นตัวเลือกสมาร์ทวอทช์ประสิทธิภาพดีราคาประหยัดให้ผู้ใช้ iOS เลือกใช้งานเพิ่มเติม จากรุ่นเริ่มต้นที่เป็น Apple Watch Series 3

ข้อดี

  • Watch 6 รองรับการวัดค่าออกซิเจนในเลือด
  • Watch SE เป็นจะกลายเป็นรุ่นเริ่มต้นกับการใช้งานทั่วไป
  • การเพิ่มสีใหม่อย่าง สีแดง และน้ำเงิน ช่วยให้มีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้น

ข้อสังเกต

  • ฟีเจอร์ ECG ยังไม่สามารถใช้งานในไทยได้
  • ระบบการวัดการนอนร่วมกับ watchOS 7 ยังเก็บข้อมูลได้ไม่ลึก ต้องใช้ร่วมกับแอปฯ ภายนอก
  • แบตเตอรี ยังใช้งานได้ประมาณ 1-2 วัน อยู่เช่นเดิม

Apple Watch 6 / Apple Watch SE เลือกรุ่นไหนดี?

Apple Watch 6 / Apple Watch 5 / Apple Watch SE

ด้วยการที่ปัจจุบัน Apple Watch มีตัวเลือกสำหรับการเลือกซื้อทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน ประกอบไปด้วย Apple Watch 3 ซึ่งเป็นสมาร์ทวอทช์ที่เปิดตัวมา 3 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันยังคงทำตลาดอยู่ ด้วยการปรับลดราคาลงมาให้น่าสนใจ

จนกลายเป็นตัวเลือกเริ่มต้นของผู้ที่ต้องการใช้งาน Apple Watch ร่วมกับ iPhone เพราะด้วยราคาเริ่มต้นที่ 6,400 บาท แต่สามารถใช้รับการแจ้งเตือน ตรวจวัดการออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจได้ ทำให้เพียงพอกับการใช้งานทั่วๆ ไป

ถัดมาคือ Apple Watch SE หรือให้นึกภาพง่ายๆ คือ Apple Watch Series 4 ที่นำมาปรับปรุงให้กลายเป็นตัวเลือกใช้งานเพิ่มเติม ในราคาเริ่มต้นที่ 9,600 บาท โดยจุดเด่นของ Apple Watch SE เมื่อเทียบกับ Watch 3 คือมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น 30% เพิ่มเติมด้วยการตรวจจับการล้ม (Fall Detection) และมีรุ่น Cellular ให้เลือกใช้งาน

ดังนั้น Apple Watch SE จึงกลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจถ้าต้องเลือกซื้อ Apple Watch ให้ผู้สูงอายุ หรือเด็กๆ ใช้งานแบบเริ่มต้น เพราะนอกเหนือจากคุณสมบัติทั่วไปของสมาร์ทวอทช์แล้ว การมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการล้ม (ใช้เวลาผู้สูงอายุล้ม) และมี Cellular ในตัว จะช่วยให้สามารถแจ้งเตือนฉุกเฉินได้ทันที หรือแม้แต่ให้บุตรหลานใช้ ก็จะทำให้สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา

สุดท้ายก็คือ Apple Watch 6 ที่กลายเป็นตัวเลือกหลักในการเลือกซื้อเพื่อใช้งานร่วมกับ iPhone โดยเฉพาะผู้ที่ใส่ใจด้านสุขภาพ และออกกำลังกายเป็นพิเศษ เพราะในรุ่นนี้ เพิ่มความสามารถอย่างการวัดค่าออกซิเจนในเลือด และยังมีเซ็นเซอร์วัดระดับความสูงแบบเรียลไทม์เพิ่มขึ้นมา

จะเห็นได้ว่า Apple Watch แต่ละรุ่นมีรายละเอียดที่น่าสนใจในแต่ละระดับราคา ดังนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเลือกใช้ Apple Watch ไปใช้งานในลักษณะไหน ถ้าแค่แจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ Watch 3 รุ่นเริ่มต้นก็เพียงพอ แต่ต้องการเลือกให้ผู้สูงอายุ หรือบุตรหลานใช้ แต่ไม่ต้องการซื้อรุ่นราคาสูงก็หันมามอง Watch SE ได้ ส่วน Watch 6 ถือเป็นรุ่นมาตรฐานของปีนี้ ที่ได้ฟีเจอร์ครบถ้วนมากที่สุด

ข้อดีอย่างหนึ่งของ Apple Watch คือสายของรุ่น 38-40 มม. และ 42-44 มม. สามารถใช้ร่วมกันได้ ดังนั้น ถ้าใช้งานตัวเรือนขนาดไหนอยู่ ถึงจะเปลี่ยนรุ่นใหม่ ก็ยังสามารถใช้งานสายเดิมได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องคอยสีสายใหม่ทั้งชุดตลอดเวลา

สิ่งใหม่บน Apple Watch 6

เมื่อเห็นถึงความสามารถที่แตกต่างกันใน Apple Watch แต่ละรุ่นที่วางจำหน่ายแล้ว ลองมาดูรายละเอียดที่น่าสนใจเพิ่มเติมของ Apple Watch 6 กันบ้าง ในรุ่นนี้ Apple ยังคงตัวเลือกวัสดุ 3 แบบ คืออะลูมิเนียม ที่พิเศษขึ้นมาคือมาจากวัสดุรีไซเคิล 100% ตามด้วย สแตนเลสสตีล และไทเทเนียม เช่นเดิม

สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาในส่วนของสีคือรุ่นอะลูมิเนียม จะเพิ่มรุ่นสีน้ำเงิน และแดง (Product RED) ขึ้นมา พร้อมกับสีเดิมอย่างสีเงิน สีทอง และสีเทาสเปซเกรย์ ถัดมาในรุ่นสแตนเลสสตีล จะมีสีกราไฟต์ และสีทอง รวมกับสีเดิมคือ สีเงิน สีไทเทเนียม และสีดำ

โดยยังคงมีให้เลือก 2 ขนาดตัวเรือนเช่นเดิมคือ 40 มม. (324 x 394 พิกเซล) ขนาด 39.8 x 34.4 x 10.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 30.5 กรัม และรุ่นที่นำมารีวิว 44 มม. (368 x 448 พิกเซล) ขนาด 44 x 37.8 x 10.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 36.4 กรัม

ตัวเรื่องรองรับการเชื่อมต่อ WiFi บนคลื่น 5GHz เรียบร้อยแล้ว ตามด้วยบลูทูธ 5.0 พร้อมเปลี่ยนมาใช้ชุดวงจรรวม (System in Package : SiP) S6 ที่ออกแบบใหม่ให้มีพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้น 9% ประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น 20% และประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของเซ็นเซอร์หลังตัวเรือน ได้มีการจัดเรียงฝาหลังคริสตัลพร้อมไฟ LED 4 ดวง สีเขียว แดง อินฟราเรด และโฟโต้ไดโอด เพื่อช่วยในการวัดค่าออกซีเจนในเลือดให้มีความแม่นยำ รวมกับการวัดอัตรการเต้นของหัวใจ และวัดค่า ECG ด้วย

อีกหนึ่งความน่าสนใจที่ปรับปรุงขึ้นบน Watch 6 คือเรื่องของแบตเตอรี ที่ทางแอปเปิล ระบุว่า สามารถใช้งานได้นานขึ้น อย่างการเล่นเพลงในเครื่องได้ต่อเนื่อง 11 ชั่วโมง เล่นเพลงผ่านสตรีมมิ่งได้ 8 ชั่วโมง ติดตามการออกกำลังกายในร่มได้ 11 ชั่วโมง กลางแจ้งแบบเปิดใช้ GPS ได้สูงสุด 7 ชั่วโมง และ 6 ชั่วโมง ถ้าใช้งาน Cellular ร่วมด้วย

ระบบการชาร์จก็เช่นกัน เพราะปัจจุบัน Apple Watch ได้พัฒนาเป็นอุปกรณ์ในการตรวจจับการนอนด้วย ดังนั้นทำให้ต้องลดระยะเวลาชาร์จให้น้อยลง เพื่อให้สามารถชาร์จก่อนนอนได้ โดยในรุ่นนี้ จะสามารถชาร์จได้ 80% ในเวลา 1 ชั่วโมง และจะเต็ม 100% ภายใน 1 ชั่วโมง 30 นาที เทียบกับ Series 5 แล้วชาร์จเร็วขึ้นราว 33%

ข้อดีของการวัดค่าออกซิเจนในเลือด

หนึ่งในคำเตือนสำคัญที่แอปเปิล แจ้งเสมอมาคือ Apple Watch ไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้ข้อมูลที่ได้จากนาฬิกานั้นไม่สามารถนำไปใช้ในการรักษาคนไข้ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วถือเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ Apple Watch ต้องรับรู้

โดยการเก็บข้อมูลต่างๆ ถูกเก็บเพื่อไว้ใช้เพื่อให้ตรวจพบอาการผิดปกติได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา Apple Watch ได้ช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีอาการเต้นของหัวใจผิดปกติมาแล้วหลายราย

การเพิ่มระบบวัดค่าออกซิเจนในเลือดครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวที่น่าสนใจ เพิ่มเติมจากการใส่ฟีเจอร์อย่างวัดค่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่แม้ว่าจะยังไม่สามารถใช้งานในไทยได้ เพราะอยู่ระหว่างการขออนุญาต แต่ก็ถือว่าตัวเครื่องรองรับ ที่ผ่านมาแอปเปิลได้เพิ่มฟีเจอร์เพื่อสุขภาพอย่าง การติดตามรอบเดือน การแจ้งเตือนเสียงดังเกินไป จนถึงการตรวจจับการล้มด้วย

ต่อเนื่องมาถึงความอิ่มตัวของออกซิเจน หรือ SpO2 ที่ช่วยแสดงข้อมูลว่าระบบหมุนเวียนเลือดมีการส่งค่าออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีแค่ไหน โดยค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนปกติจะอยู่ที่ช่วง 95-99%

หลักการที่แอปเปิล นำมาใช้ในการวัดค่าออกซิเจนในเลือดคือการใช้เทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกับ Pulse Oximeter ในการใช้แสงส่องผ่านผิวหนังเพื่อตรวจวัดสีของเลือด และคำนอนออกมาเป็นค่าออกซิเจนในเลือด

ประกอบกับการที่ใน watchOS 7 เพิ่มฟีเจอร์วัดการนอนหลับขึ้นมา ฟีเจอร์นี้จะเข้าไปช่วยให้เห็นระดับค่าความอิ่มตัวระหว่างการนอนได้เพิ่มเติม จนถึงระดับออกซิเจนในเลือดระหว่างวัน ที่สามารถดูข้อมูลย้อนหลังผ่านแอป Health ได้

Apple Watch SE กับความคุ้มค่า

เมื่อ Apple Watch 6 เป็นรุ่นที่สมบูรณ์ที่สุด Apple Watch SE ก็จะอยู่กับความคุ้มค่า ซึ่งถือเป็นจุดหลักของซีรีส์ SE ที่เป็นรุ่นราคาประหยัดของ Apple โดยให้ความสามารถที่เพียงพอกับการใช้งาน ในระดับราคาที่ย่อมเยาลงมา

โดย Watch SE จะมากับขนาดหน้าจอเท่ากับ Watch 6 คือมีให้เลือกระหว่างรุ่น 40 มม. และ 44 มม. ในส่วนของขนาดตัวเรือน และน้ำหนักก็ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าจะใช้ SiP S5 ที่ใช้งานกับ Watch 5 แทน รองรับการเชื่อมต่อ WiFi บน 2.4 GHz เท่านั้น

ความสามารถที่ถูกตัดออกไปจาก Watch 6 คือเรื่องของการวัดค่าออกซิเจนในเลือด การวัดค่า ECG แต่ยังใช้วัดอัตราการเต้นของหัวใจ การออกกำลังกาย และการตรวจจับการล้มได้ ทำให้เหมาะกับผู้สูงอายุ เพื่อเป็นตัวเลือกในการใช้งาน

ฟีเจอร์ใหม่ของ watchOS 7 / Family Setup

ทีนี้ มาย้อนดูถึงความสามารถของ watchOS 7 ที่เพิ่มขึ้นมา ให้ผู้ใช้งาน Apple Watch รุ่นเดิมสามารถใช้งานได้แล้ว ก็จะมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง การล้างมมือ ที่จะคอยนับถอยหลัง 20 วินาที การวัดการนอน เพิ่มรูปแบบหน้าปัดใหม่

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือระบบการตั้งค่าครอบครัว (Family Setup) ที่เปิดให้สามารถตั้งค่าและจัดการ Apple Watch สำหรับสมาชิกในครอบครัว โดยที่ไม่ต้องใช้งานร่วมกับ iPhone อย่างเด็กๆ หรือผู้สูงอายุ

โดย Apple Watch จะคอยเก็บข้อมูลสุขภาพ กิจกรรม และการแจ้งเตือนตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีโหมดเฉพาะลงไปสำหรับเด็ก อย่างการตั้งค่าจำกัดการสื่อสาร ในช่วงเวลาเรียน หรือใช้ตรวจจับการล้มสำหรับผู้สูงอายุ

ปัจจัยสำคัญในการใช้งาน Family Setup คือจะทำงานร่วมกับ Apple Watch รุ่นที่ 4 ขึ้นไป แบบ GPS+Cellular เท่านั้น เนื่องจากต้องมีการใส่ eSIM เข้าไปในตัวเรือนเพื่อให้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และสื่อสารได้

ประกอบกับการที่ watchOS 7 เปิดให้สามารถจัดการทุกอย่างบนนาฬิกาได้แล้ว ทั้งการโทรฯ รับส่งข้อความ ตั้งค่าหน้าปัดรูปแบบต่างๆ ดาวน์โหลดแอปมาติดตั้งเพิ่มเติม ดังนั้นจึงทำให้กลายเป็นสมาร์ทวอทช์ที่สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องซิงค์กับ iPhone

ในจุดนี้ ทำให้ Apple Watch SE กลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจ สำหรับผู้ปกครองที่อยากได้อุปกรณ์ไว้คอยช่วยเฝ้าระวังบุตรหลาน หรือผู้สูงอายุ แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มเข้ามาในการให้บริการซิมการ์ดจากผู้ให้บริการมือถือเดือนละประมาณ 150 บาท 

ราคาจำหน่ายของ Apple Watch

ปัจจุบัน Apple Watch วางจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นใหญ่ๆ เริ่มต้นที่ Apple Watch 3 38 มม. 6,400 บาท 42 มม. 7,400 บาท โดยมีจำหน่ายเฉพาะรุ่น GPS เท่านั้น

ตามด้วย Apple Watch SE ที่มีทั้ง GPS ในราคา 40 มม. 9,400 บาท 44 มม. 10,400 บาท และ GPS+Cellular ในราคา 10,400 บาท และ 11,900 บาท ตามลำดับ

สุดท้ายคือ Apple Watch 6 รุ่น 40 มม. เริ่มต้นที่ 13,400 บาท สำหรับ GPS และ 16,900 บาท สำหรับ GPS+Cellular ส่วน 44 มม. เริ่มต้นที่ 14,400 บาท และ 17,900 บาท สำหรับ GPS+Cellular เช่นเดียวกัน

สรุป

Apple Watch ได้กลายเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมที่อยู่คู่กับผู้ใช้งาน iPhone แล้ว Wacth 6 ที่ออกมาในปีนี้ ได้มีการปรับปรุงฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้น และน่าสนใจมากขึ้น ใครที่ใช้งาน Apple Watch 3 ลงไปเชื่อว่าถึงเวลาที่จะได้เปลี่ยนมาใช้งานกันแล้ว

ขณะเดียวกัน การเพิ่มไลน์อย่าง Apple Watch SE มาช่วยให้การใช้งาน Apple Watch นั้นเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และเหมาะกับการเลือกซื้อให้บุคคลอื่นในครอบครัวใช้งานเพื่อสุขภาพไปได้ด้วย

Gallery

]]>
Cyber Apps 19/10/20 : Worry Watch: The Habit Tracker / Funky Bay / EVE Online / Hot Wheels Unlimited https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-191020/ Mon, 19 Oct 2020 07:10:31 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33930 Worry Watch: The Habit Tracker บันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อลดความกังวลใจ

เพราะโลกรอบตัวหมุนเร็ว ทำให้หลายๆ ครั้งเราพยายามตามเท่าไหร่ ก็รู้สึกว่าจะตามไม่ทัน ความรู้สึกเหล่านี้อาจจะนำมาซึ่งความวิตกกังวลใจ ซึ่งทุกๆ อย่างจะค่อยๆ คลี่คลายได้หากคุณได้เริ่มจากการทำความเข้าใจตัวและหัวใจของคุณเอง

โดยแอปอย่าง Worry Watch: The Habit Tracker ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับคุณ แต่จะต้องเริ่มจากตัวคุณเองที่จะเป็นผู้เปิดใจบอกถึงความรู้สึกนึกคิดที่อาจจะเป็นสาเหตุของความกังวลใจเสียก่อน ในทุกๆ วัน คุณสามารถเข้าไปที่แอปเพื่อทำการทดสอบอารมณ์ความรู้สึกของคุณเองโดยเริ่มกรอกไปทีละข้อ เช่น ประเด็นความรู้สึกในวันนี้ อาทิ วันนี้รู้สึกเหนื่อยและรู้สึกล้าๆ จากนั้นก็ลงไปดูสภาพการณ์รายล้อมว่าน่าจะเกิดจากอะไร เช่น การงาน ปัญหาการเงิน คนในครอบครัว หรือสุขภาพ

จากนั้นก็ลงลึกไปอีกกับคำถามที่ว่าคุณคิดว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมาเองจริงๆ หรืออนุมานไปเอง?” ให้ค่าความรู้สึกนี้ พอไหว, กลางๆ, ซีเรียส จากนั้นก็ไปหาเหตุปัจจัยภายนอกที่อาจจะนำมาซึ่งความกังวลใจนี้ อาทิ ไปดูหมอดูมา หรือเพราะเป็นคนชอบความสมบูรณ์แบบ ฯลฯ

สุดท้าย เมื่อเวลาผ่านไป คุณก็จะมาประเมินเองได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ดีหรือแย่กว่าที่คุณกังวลมาตลอด ยิ่งเก็บข้อมูลมากเท่าไหร่ คุณก็จะเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของคุณมากยิ่งขึ้น รวมถึงคุณก็จะได้ผ่อนคลายเพราะได้ระบายความในใจออกมา โดยข้อมูลทุกอย่างจะปลอดภัย และถูกล็อกด้วยรหัสที่คุณเป็นคนตั้งเอง 

หากคุณกำลังมองหาเพื่อคู่คิดคนใหม่ ก็ลองดาวน์โหลดแอป Worry Watch: The Habit Tracker มาใช้งานได้ทั้งบน iPhone, iPad ในราคา 119 บาท

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/worry-watch-the-habit-tracker/id693833917

Funky Bay ฟาร์มแห่งนี้มีแต่ความสนุก

คุณอาจคิดว่าเกมทำฟาร์มคงไม่มีอะไรใหม่ๆ มาปรับเปลี่ยนรูปแบบของมันได้อีกแล้ว แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าคุณยังไม่เคยเล่น Funky Bay น่ะสิ มีอะไรเกิดขึ้นมากมายในเกม Funky Bay ผู้เล่นจะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปลูกและเก็บเกี่ยวพืชผัก ค่อยๆ เพิ่มพื้นที่เพาะปลูก คอกสำหรับสัตว์ ร้านค้า และเตรียมการผลิตอาหารและเครื่องดื่มแสนอร่อยเพื่อนำไปขายทำกำไร

แถมยังสามารถตัดสินใจไปโฟกัสที่การออกสำรวจเกาะให้มากขึ้น ออกไปผจญภัยแบบจำกัดเวลาเพื่อฝ่าป่ารกทึบและตามรอยคนร้ายสุดลึกลับ ซึ่งทั้งหมดจะตั้งอยู่ในสถานที่เขตร้อนสุดมีชีวิตชีวาพร้อมมีตัวละครตลกๆ มาร่วมเดินทางไปกับคุณด้วย Funky Bay เป็นการทำฟาร์มที่ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ยิ่งถ้าคุณฝันว่าอยากจะไปพักร้อนบนเกาะแสนสวยด้วยแล้วล่ะก็ พบทั้งหมดได้ในเกมนี้เลย

ดาวน์โหลดและเริ่มเล่นฟรี บน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/funky-bay-farm-adventure/id1200864579

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.belkatechnologies.fe&hl=th

EVE Echoes กำหนดชีวิตตัวคุณเองในเกม MMORPG ท่องอวกาศสเกลยักษ์

ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2003 EVE Online ก็ได้กลายเป็นเกม MMORPG ท่องอวกาศที่สร้างนิยามใหม่ให้กับเกมแนวนี้ ตัวเกมมาพร้อมกับระบบสุริยะเป็นพันๆ และระบบเศรษฐกิจภายในเกมขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยนักเศรษฐศาสตร์มาควบคุมกันเลยทีเดียว แต่ไม่ต้องห่วง ใน EVE Echoes ยังจัดเต็มในแบบที่คุณเล่นง่ายขึ้นบน iPhone และ iPad

ตั้งแต่เริ่มเกม คุณจะได้ชมกราฟิกอันสวยงามที่เต็มไปด้วยรายละเอียด ยานของคุณจะเป็นแค่จุดเล็กๆ เมื่อเทียบกับผืนอวกาศอันกว้างใหญ่ คุณสามารถเลือกเป็นนักบินทางทหารที่เชี่ยวชาญเรื่องการต่อสู้ในอวกาศ นักบินสายอุตสาหกรรมที่เก่งทางด้านการสกัดแร่และผลิตอุปกรณ์สุดล้ำ หรือจะเป็นนักบินสายการค้าที่มองหาการทำธุรกิจค้าขายระหว่างดวงดาว ที่ไหนมีความเสี่ยง ที่นั่นก็จะมีเงิน ISK มาเกี่ยวข้อง

นอกจากการขุดแร่และค้าขายแล้ว คุณสามารถหาเงินได้จากการต่อสู้อันดุเดือดหรือภารกิจส่งเสบียงไปยังดวงดาวอื่นให้ได้มากที่สุดตามที่กำหนด ซึ่งจะมีรางวัลเป็นอุปกรณ์อันทรงพลังไว้นำมาปรับแต่งยานอวกาศของคุณ และอย่าลืมเข้าร่วมสร้างพันธมิตรเพื่อจัดระบบเศรษฐกิจหรือทำสงครามกับคู่แข่งเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกในเกมไปด้วยกัน

ดาวน์โหลดและเริ่มเล่นฟรี บน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/eve-echoes/id1446384690

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.netease.eve.en&hl=th

Hot Wheels Unlimited สนุกกับแหล่งรวมรถคันเจ๋ง

รถเจ๋งๆ จาก Hot Wheels ที่เด็กๆ มีอยู่เต็มบ้าน วันนี้พร้อมมาบุกที่จอ iPhone และ iPad แล้ว! เพียงแค่ดาวน์โหลดแอป Hot Wheels Unlimited เด็กๆ ก็จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ความสนุกใหม่ที่จะได้จากคลังรถแข่งสุดเจ๋งแอปนี้นอกจากจะมีรถแข่งคันเจ๋งให้เลือกเล่นมากมายแล้ว เด็กๆ ยังต้องแปลงร่างเป็นวิศวกรตัวน้อยช่วยสร้างทางรถแข่ง

จุดนี้จะช่วยในการฝึกทักษะด้านการมีเหตุผล และคิดอย่างเป็นระบบ เมื่อสร้างเส้นทางแข่งที่สุดท้าทายแล้ว เด็กๆ เองก็ต้องสวมหมวกกันน็อกและคาดเข็มขัด เพื่อลงสนามเป็นนักแข่งตัวจิ๋ว จุดนี้ก็ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กในการควบคุมปุ่มคันเร่งและเบรก และทักษะการควบคุมอารมณ์ท่ามกลางการแข่งขันรถแข่งที่สุดดุเดือด ยิ่งผ่านด่านมากเท่าไหร่ ก็จะมีโอกาสในการสะสมรถแข่งคันเจ๋งๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น

แอป Hot Wheels Unlimited เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6-8 ปี สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/hot-wheels-unlimited/id1523486249

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.budgestudios.googleplay.HotWheelsUnlimited

]]>
Review : HP Envy x360 ขุมพลัง AMD ที่มายกระดับมาตรฐานโน้ตบุ๊กสมัยใหม่ https://cyberbiz.mgronline.com/review-hp-envy-x360-2020/ Mon, 12 Oct 2020 12:11:32 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33881

ด้วยรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายของ HP Envy x360 ทำให้ปัจจุบัน โน้ตบุ๊กรุ่นนี้ ถือเป็นหนึ่งในรุ่นเด่นของ เอชพี ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน นักธุรกิจ จนถึงผู้บริหาร ที่ต้องการความคล่องตัว และประสิทธภาพในการใช้งาน

จุดเด่นของ HP Envy x360 คือการที่มากับหน้าจอขนาด 13.3 นิ้ว ตัวเครื่องสามารถหมุนหน้าจอเพื่อใช้งานแทนแท็บเล็ตได้ น้ำหนักเบา พกพาง่าย และที่สำคัญเมื่อจับคู่กับซีพียูจาก AMD Ryzen 7 ทำให้ได้โน้ตบุ๊กที่มีประสิทธิภาพสูง และใช้งานได้ยาวนานด้วย

ขณะเดียวกันในเรื่องของความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว HP ได้มีการนำเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello และยังมีม่านชัตเตอร์ปิดกล้องเว็บแคม และฟีเจอร์ที่ลดการมองเห็นจากด้านข้าง เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ด้วย

ข้อดี

  • ตัวเครื่องเล็ก พกพาง่าย
  • ปรับโหมดใช้งานได้ทั้งเป็นโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต
  • ประสิทธิภาพสูงจาก AMD Ryzen 7

ข้อสังเกต

  • ไม่มีพอร์ต HDMI / LAN ต้องใช้งานร่วมกับอะเดปเตอร์แทน
  • ด้วยการที่ตัวเครื่องบาง ทำให้บริเวณจอยวบๆ เวลาจับถือตัวเครื่อง

ยกระดับคอนซูเมอร์โน้ตบุ๊ก

ตั้งแต่ HP Envy x360 ออกมาสู่ตลาดในระดับราคาเริ่มต้นที่ไม่ถึง 3 หมื่นบาท จากการนำหน่วยประมวลผลของ AMD Ryzen มาใช้งาน ทำให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมโน้ตบุ๊ก ในช่วงระดับราคาใกล้เคียงกันให้โดดเด่นมากขึ้น

โดยปัจจุบัน ถ้าเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา อาจจะเริ่มต้นมองหาโน้ตบุ๊กในระดับราคาประมาณ 2 หมื่นบาท เพื่อให้รองรับการใช้งานระหว่างเรียน และในช่วงเริ่มต้นทำงาน ทำให้อาจจะได้เครื่องที่มีขนาดค่อนข้างหนา เน้นเรื่องประมวลผลเป็นหลัก

แต่จริงๆ แล้วช่วงระดับราคาที่เหมาะสมสำหรับการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูง ดีไซน์สวย นั้นจะขยับขึ้นมาอยู่ในช่วงราคา 3 หมื่นบาท ที่จะได้ทั้งโน้ตบุ๊กที่รองรับการทำงานในระยะยาว และมีดีไซน์ท่ีเหมาะสม พกพาง่าย เพิ่มเติมด้วยรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

อย่าง HP Envy x360 ที่ถูกออกแบบมาให้หมุนหน้าจอได้ 360 องศา หน้าจอสัมผัส ทำให้นอกจากใช้งานในลักษณะของโน้ตบุ๊กทั่วไปแล้ว ยังสามารถหมุนพับหน้าจอกลับมาเป็นแท็บเล็ต หรือกางหน้าจอเพื่อใช้พรีเซ็นต์งาน หรือไว้ใช้เพื่อความบันเทิงก็ได้ด้วย

ด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้ HP Envy x360 ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในระดับราคานี้ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มนักธุรกิจ หรือผู้ที่ต้องพกพาโน้ตบุ๊กติดตัวไปใช้งานได้ตลอดเวลา สอดคล้องกับการทำงานยุคใหม่ที่เกิดขึ้น คือพนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ เพียงแค่มีวิดีโอคอลล์รองรับ

หรือในกรณีที่ต้องการแปลงโน้ตบุ๊กให้กลายเป็นแท็บเล็ตเพื่อจดบันทึก HP Envy x360 ก็มาพร้อมกับปากกา HP Rechargeable MPP 2.0 Tilt Pen ที่ให้ความแม่นยำในการสัมผัสถึง 4096 ระดับ มีปุ่มคำสั่งให้เลือกตั้งค่าเพิ่มเติมได้ และที่สำคัญคือสามารถชาร์จแบตเตอรีเพื่อใช้งานได้ต่อเนื่อง 30 วัน

เสริมฟีเจอร์ปกป้องความเป็นส่วนตัว

เมื่อรูปแบบการทำงานจากนอกสถานที่ กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้ใช้ ทำให้ทาง HP มีการเสริมฟีเจอร์ที่เข้ามาช่วยปกป้องการใช้งานของผู้ใช้ที่น่าสนใจในเครื่องรุ่นีนี้ ตั้งแต่เรื่องการล็อกอินใช้งาน จนถึงการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

โดยในเครื่อง HP Envy x360 มีการนำเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาใช้งานร่วมกับ Windows Hello ทำให้สามารถใช้การสแกนนิ้วเพื่อล็อกอินใช้งานเครื่องได้ทันที หรือจะเลือกใช้การปลดล็อกด้วยการตรวจจับใบหน้าก็ได้เช่นเดียวกัน

ถัดมาคือการเพิ่มปุ่มลัดสำหรับตัดการทำงานของไมโครโฟน และกล้องเว็บแคม โดยเมื่อปิดการทำงานแล้วจะมีไฟสถานะสีส้มขึ้นแจ้งไว้ ที่ตัวกล้องจะมีม่านชัตเตอร์มาบังไว้ทันที ทำให้ไม่ต้องกังวล หรือหาสติกเกอร์มาปิดกล้องอีกต่อไป

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ HP Sure View ที่จะปรับการแสดงผลของหน้าจอให้มองเนื้่อหาบนหน้าจอจากด้านข้างได้ยากขึ้น เพื่อป้องกันผู้ที่นั่งอยู่ใกล้เคียงเห็นหน้าจอ ทำให้สามารถทำงานสำคัญๆ ในพื้นที่สาธารณะได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของ HP Sure View ก็คือเมื่อเปิดใช้งานความสว่างของหน้าจอจดลดลงเล็กน้อย ทำให้ถ้าใช้งานในที่แสงจ้า อาจจะต้องปรับมุมมองของหน้าจอให้เข้ากับใบหน้าตรงๆ ถึงจะเห็นหน้าจอชัดเจน 

นอกจากนี้ HP ยังได้มีการใส่ปุ่มลัด HP Command Center มาให้กดใช้งานเพื่อปรับโหมดการทำงานของตัวเครื่องด้วย อย่างการเร่งประสิทธิภาพสูงที่สุด เพิ่มการทำงานของพัดลมระบายอากาศเพื่อให้เครื่องเย็นที่สุด และปรับความแรงของพัดลมให้เครื่องเงียบที่สุดเป็นต้น

ความพิเศษของเครื่องรุ่นนี้คือมากับ Microsoft Office Home & Student ทำให้ผู้ซื้อเครื่องสามารถใช้งาน Microsoft Office ได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ซึ่งช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วย

สเปก

สำหรับ HP Envy x360 มากับหน่วยประมวลผล AMD Ryzen 7 4700U ที่เป็นซีพียู 8 คอร์ให้ความเร็ว 2 GHz และสามารถเร่งความเร็วขึ้นไปถึง 4.1 GHz RAM 8 GB SSD 512 GB ทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home

ทดสอบประสิทธิภาพ

ในส่วนของการใช้งานด้วยการที่ HP Envy x360 ที่มีรูปแบบการใช้งานหลากหลายนั้น ถือว่า Ryzen 7 นั้นถือว่าเอาอยู่ โดยเฉพาะลักษณะการทำงานแบบออฟฟิศ ที่เน้นการใช้งานนอกสถานที่ ใช้จดบันทึก แก้ไขข้อมูลต่างๆ ได้

โดยจุดเด่นของ Ryzen 7 ช่วยให้การใช้งาน HP Envy X360 สามารถใช้งานได้ตลอดวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานอย่างถ้าเปิดความสว่างหน้าจอสูงสุดใช้งานจะใช้ได้ราว 6 ชั่วโมง ถ้าปรับความสว่างหน้าจอลงเหลือ 50% ก็จะใช้งานได้มากกว่า 10 ชั่วโมง

ส่วนผลการทดสอบจากทั้ง Geekbench PCMark 10 และ 3D Mark ได้จากภาพด้านล่าง

สรุป

ถ้าใครกำลังมองหาโน้ตบุ๊กสเปกดี รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ในระดับราคา 3 หมื่นบาท เชื่อว่า HP Envy x360 จะกลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ในช่วงระดับราคานี้ทันที เพราะนอกจากประสิทธิภาพการใช้งานที่ครอบถ้วนรอบด้านแล้ว ยังมากับ Windows 10 และ Microsoft Office ให้ใช้งานกันด้วย

นอกจากนี้ ในกล่องยังมีอุปกรณ์อย่างอะเดปเตอร์แปลงพอร์ต USB-C เพื่อต่อกับจอ HDMI และพอร์ต USB Type-A มาให้ กับปากกา ทำให้ตัวเครื่องบางๆ นี้ ยังมีพอร์ตให้ใช้ครบครัน ในราคา 32,990 บาท

Gallery

]]>
Cyber Apps 12/10/20 : Poolside FM / Flex: Workout With Friends / Aggretsuko / Genshin Impact https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-121020/ Mon, 12 Oct 2020 06:48:06 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33874 Poolside FM ฟังเพลงชิลๆ เหมือนนั่งจิบคอกเทลริมสระน้ำ

Poolside FM ด้วยดีไซน์แอปที่สุดแนว ซึ่งนำเอารูปแบบการออกแบบคอมพิวเตอร์รุ่นแรก ประกอบกับสีสันแบบโมโนโทน ทำให้คุณต้องสะดุดตาตั้งแต่แรกที่เปิดแอป ฟังก์ชันของแอปสุดจะเบสิก แต่กลับทำให้คุณสนุกกับจังหวะเพลงชิลๆ ได้ตลอดทั้งวัน

นั่นก็เพราะแอปนี้คือ สถานีเพลงที่รวมเอาเพลงชิลที่เรามักจะได้ยินเวลานั่งริมชายหาดนั่นเอง นอกจากจะสนุกกับการเลือกฟังเพลงจากสถานีต่างๆ แล้ว ยังมีฟีเจอร์ให้คุณเซลฟี่ภาพสไตล์เรทโทรไว้โชว์เพื่อด้วย

ดาวน์โหลดแอป Poolside FM ที่จะช่วยให้คุณได้ฟีลกับการฟังเพลงชิลๆ เหมือนนั่งจิบคอกเทลริมสระน้ำได้ฟรีบน iPhone

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/poolside-fm/id1514817810

Flex: Workout With Friends จอยคอลเพื่อร่วมออกกำลังกายสดๆ กับแก๊งเพื่อน

แต่ละคนมักจะมีสไตล์การออกกำลังกายที่แตกต่างกันออกไป บางคนชอบไปในที่โล่งๆ สูดอากาศ บ้างก็ชอบเข้ายิมเล่นกับสารพัดอุปกรณ์ แต่ไม่ว่าจะออกกำลังกายที่ไหนก็ไม่สนุกเท่ากับการได้ร่วมปาร์ตี้ออกกำลังกายกับแก๊งเพื่อน แม้เราจะอยู่กันคนละที่

เพราะถ้าทุกคนมีแอปอย่าง Flex: Workout With Friends ไว้ติดเครื่อง Flex: Workout With Friends เป็นแอปที่ออกแบบให้เพื่อนๆ หลายคนสามารถเข้าร่วมจอยวิดีโอคอลและออกกำลังกายไปพร้อมๆ กันได้ เพียงเลือกรูปแบบธีมการออกกำลังกายที่ต้องการ เช่น เซ็ทชื่อ Loki ที่จะเป็นการรวมเอาเท่าออกกำลังกายต่างๆ มากมายไว้ด้วยกัน เช่น เตะ วิ่งเตะขา กระโดดตบ วิ่งยกเข่าสูง ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดใช้เวลาเพียง 3 นาที ก็ได้เหงื่อเต็มที่แล้ว

จุดเด่นของแอปนี้นอกจากจะเป็นดีไซน์สไตดิสโก้แล้ว แอปนี้ยังออกแบบมาให้เราได้เห็นเพื่อนๆ มาออกกำลังกายท่าเดียวกันเวลาเดียวกันแล้ว มีเสียงนับจับเวลาเป็นภาษาไทย มีรูปกราฟฟิกแสดงตัวอย่างท่าทาง ทำให้ปฎิบัติตามได้อย่างง่ายๆ และถูกต้อง ว่าแล้วก็รีบโหลดแอป อนุญาตให้เข้าถึงกล้อง ส่งข้อความเชิญเพื่อน แล้วก็มาลุยให้ได้เหงื่อกันไปเลย!

ดาวน์โหลดแอป Flex: Workout With Friends ได้ฟรีบน iPhone

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/flex-workout-with-friends/id1505963796

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.ultrahuman.flekx

Aggretsuko ตกแต่งออฟฟิศตามใจในสไตล์สาวเดธเมทัล

คุณมีวิธีคลายเครียดยังไงบ้างบางคนนั่งสมาธิ บางคนก็ใช้เวลาชิลล์กับเพื่อนๆ แต่สำหรับพนักงานออฟฟิศอย่าง Retsuko แล้ว ไม่มีวิธีปลดปล่อยความเครียดแบบไหนที่จะดีไปกว่าการตรงดิ่งไปที่ห้องคาราโอเกะและแผดเสียงให้สะใจไปกับเพลงแนวเดธเมทัลอีกแล้ว

ซีรีส์มิวสิคเคิลคอมเมดี้ยอดฮิตของญี่ปุ่นอย่าง Aggretsuko ได้มาถึงแพลตฟอร์มพกพาแล้วในรูปแบบเกมจับคู่ 3 เมื่อพนักงานออฟฟิศหัวร้อนตัวแม่อย่าง Retsuko เสร็จงานในแผนกบัญชีแล้ว แต่กลับได้รับมอบหมายงานใหญ่อย่างการตกแต่งทุกๆ ชั้นของอาคารออฟฟิศใหม่ทั้งหมดน่ะสิ ลองไขพัซเซิลและคว้าดาวในแต่ละด่านมาให้ได้

จากนั้นก็ใช้มันไปแลกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งใหม่ๆ ได้เลย คุณจะจัดโต๊ะแบบไหนในแต่ละชั้นชอบให้ออฟฟิศมีส่วนการตลาดและห้องอาหารด้วยไหมหรือจะคิดนอกกรอบโดยการตกแต่งในธีมป่าทึบเพื่อปลุกความเป็นสัตว์ร้ายในตัวเพื่อนร่วมงานดีนะลองตกแต่งเป็นสตูดิโอโยคะเพื่อให้ทุกคนผ่อนคลายดูมั้ยเลือกธีมของคุณแล้ว Retsuko จะตกแต่งมันด้วยพลังสุดเกรี้ยวกราดเอง 

ดาวน์โหลดฟรี เล่นได้บน iPhone และ iPad แถมมีไอเทมพิเศษให้เลือกซื้อด้วย 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/aggretsuko/id1516629235

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.hive.aggretsuko

Genshin Impact ก้าวเท้าสู่โลกอันกว้างใหญ่สไตล์แฟนตาซี

เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยสำหรับเกม Genshin Impact ที่วางตัวเป็นเกม RPG เกมใหม่จากผู้สร้างเดียวกับ Honkai Impact 3 เกมนี้จะพาคุณมายังทวีป Teyvat ในฐานะนักเดินทาง เพื่อตามหาพี่น้องที่หายสาบสูญไปในโลกที่ไม่รู้จัก ทุกๆ อย่างดูสิ้นหวังจนกระทั่งคุณค้นพบธาตุแห่งธรรมชาติทั้งเจ็ด

โดยมีพลังแห่งวิชั่นเป็นตัวการในการควบคุมธาตุเหล่านั้นทั้งหมด การเดินทางของคุณเริ่มต้นขึ้นในเมืองแห่งสายลม Mondstadt ซึ่งที่นี่ได้รับพรอันอุดมสมบูรณ์ สภาพอากาศเย็นสบาย เมืองล้อมรอบไปด้วยลำธาร ป่า ไร่องุ่น และภูเขาเขียว มี Thousand Winds Temple ตั้งอยู่ในทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ทว่ามีความน่ากลัวซ่อนอยู่ และมันก็เป็นภัยอันตรายต่อความสงบสุขที่มีมาช้านานด้วย

โลกอันกว้างใหญ่และน่าค้นหาของ Teyvat ที่รอให้คุณไปสำรวจด้วยตัวคุณเองอยู่ คุณจะได้พบกับผู้ร่วมเดินทางรูปงามมากมาย สัมผัสกับประสบการณ์การต่อสู้สุดเร้าใจ ค้นพบดินแดนปริศนาและท่องไปในวิวทิวทัศน์อันแสนอลังการ นักเดินทางเอ๋ย ได้เวลาที่จะออกไปท่องดินแดน Teyvat แล้ว พร้อมออกลุยกันหรือยัง? ชวนเพื่อนๆ ของคุณมาเล่น Genshin Impact กันได้บน iPhone และ iPad แถมยังได้เล่นบนพื้นที่เดียวกับผู้เล่นจากแพลตฟอร์มอื่นทั่วโลกอีกด้วย

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/genshin-impact/id1517783697

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.miHoYo.GenshinImpact&hl=en_US&gl=US

]]>
Review : Sony Xperia 1 II แฟลกชิปครบเครื่องจอ 21:9 กล้องระดับโปร https://cyberbiz.mgronline.com/review-sony-xperia-1-ii/ Tue, 06 Oct 2020 04:18:05 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33819

การนำสมาร์ทโฟนเรือธง Sony Xperia 1 II (1 mark 2) เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นการตอบรับข้อเรียกร้องของบรรดาสาวกอารยะธรรมโซนี่ในประเทศไทยได้เป็นอย่างไร

เพราะใน Xperia 1 II มีการนำเทคโนโลยีที่น่าสนใจของ Sony เข้ามารวบรวมไว้ให้ได้ใช้งานกัน ทั้งเรื่องของจอแสดงผล กล้อง จนถึงเสียง ที่โซนี่มีความเชียวชาญเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าให้มาสุดครบ พร้อมประสิทธิภาพในการประมวลผลจากซีพียูอย่าง Snapdragon 865

จุดเด่นหลักของรุ่นนี้เลยคือหน้าจอความละเอียด 4K โหมดถ่ายภาพระดับโปร พร้อมปุ่มชัตเตอร์แยก ทั้งภาพนิ่ง และภาพวิดีโอ ที่ให้ความละเอียดสูงสุด 4K เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้ใช้งานด้วย และยังรวมไปถึงโหมดเกมให้ใช้งานด้วย

ข้อดี

  • จอแสดงผล OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 4K
  • กล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล เลนส์ ZEISS รองรับการถ่ายภาพ RAW
  • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 20 รูปต่อวินาที
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
  • กันน้ำ กันฝุ่น IP68

ข้อสังเกต

  • ตัวเครื่องค่อนข้างยาว ทำให้เวลาใส่กระเป๋ากางเกงจะเลยออกมา
  • ฝาหลังเป็นกระจกเงา ทำให้เป็นรอยนิ้วมือง่าย
  • รองรับ 5G บนคลื่น 700 MHz (ยังไม่เปิดให้บริการในไทย)

รวมเทคโนโลยีของ Sony

ด้วยการที่โซนี่ ถือเป็นบริษัทพัฒนาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง มานำเสนอให้แก่ผู้บริโภคเสมอมา ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์โทรทัศน์ กล้องถ่ายภาพ และอุปกรณ์หูฟัง ที่ในแต่ละตลาดถือว่าได้รับความนิยมเป็นลำดับต้นๆ อยู่แล้ว ทั้งโทรทัศน์ในตระกูล Bravia กล้องมิลเลอร์เลส Alpha และหูฟังบลูทูธคุณภาพสูง

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่โซนี่ จะนำเทคโนโลยีเหล่านั้น มารวมกันบนสมาร์ทโฟน เพื่อนำเสนอแฟลกชิปสมาร์ทโฟนที่ดึงจุดเด่นในทุกๆ ด้านของโซนี่ มาให้กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบโซนี่ ได้เลือกหาใช้งาน และที่สำคัญคือการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์เหล่านี้ ภายในอีโคซิสเตมส์ก็น่าสนใจ

เริ่มกันที่หน้าจอแสดงผล Sony Xperia 1 II มากับหน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ที่เป็น HDR OLED ในสัดส่วน 21:9 CinemaWide ด้วยการนำเทคโนโลยี Bravia HDR มาช่วยเพิ่มคุณภาพสี และความคมชัดของภาพ รวมถึงการนำซอฟต์แวร์มาช่วยลดการเบลอของภาพในระดับ 90Hz

ตามด้วยเทคโนโลยีด้านเสียงอย่าง Dolby Atmos ที่ทำงานร่วมกับ Sony Picture Entertainment ให้เสียงแบบรอบด้าน และที่สำคัญรุ่นนี้ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่จำลองเสียงแบบ 360 Reality Audio ได้ด้วย ส่วนสายฟังเพลงได้มีการนำ AI มาช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงแบบเรีบลไทม์ ทำให้ได้เสียงที่ดีขึ้นทั้งการเชื่อมต่อแบบมีสาย และไร้สาย

ต่อเนื่องกันที่กล้องถ่ายภาพ Xperia 1 II มากับเลนส์กล้องหลัก 3 เลนส์ด้วยกัน ประกอบด้วยเลนส์ 16 มม. ที่ใช้ทำหน้าที่เลนส์มุมกว้าง เลนส์ 24 มม. สำหรับมุมถ่ายภาพปกติ และเลนส์ 70 มม. สำหรับเลนส์เทเลโฟโต้ โดยทั้ง 3 ระยะนี้ ถือเป็นช่วงเลนส์ที่ช่างภาพมืออาชีพนิยมใช้งานกัน

ความพิเศษที่เพิ่มเติมมาคือการร่วมมือกันระหว่างโซนี่ และ ZEISS ผู้ผลิตเลนส์ชั้นนำของโลก นำ ZEISS T มาเคลือบเพื่อลดการสะท้อนของแสง และช่วยให้ภาพคมชัดมากขึ้น ภายในยังมีการใส่เทคโนโลยีการถ่ายภาพอย่าง Real-Time Eye AF หรือการตรวจจับโฟกัสที่ดวงตาอัตโนมัติมาให้

นอกจากนี้ Xperia 1 II ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่สามารถโฟกัสได้ต่อเนื่องถึง 60 เฟรมต่อวินาที ช่วยให้สามารถถ่ายภาพแบบออโตโฟกัสได้มากที่สุด 20 ภาพต่อวินาที (เฉพาะในโหมดโปรเลนส์ 24 มม.) ด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี และเซ็นเซอร์ 3D iToF มาช่วย

โดยในการใช้งานกล้องถ่ายภาพบน Xperia 1 II จะมีแอปพลิเคชันมาให้เลือกใช้งาน 2 รูปแบบคือ แอปกล้องถ่ายภาพปกติ ที่ผู้ใช้งานทั่วไปชื่นชอบ ด้วยความง่ายในการแตะถ่ายภาพได้แบบง่ายๆ หรือใช้ร่วมกับปุ่มชัตเตอร์ข้างตัวเครื่องก็ได้เช่นกัน

ส่วนผู้ที่ชื่นชอบการปรับแต่งเพิ่มขึ้นมาในลักษณะของมืออาชีพ โซนี่ มีการเพิ่มแอปอย่าง Photography Pro เข้ามา ที่เปิดให้ผู้ใช้เลือกโหมดถ่ายภาพอย่าง Auto P (ปรับ ISO) หรือ M (ปรับความเร็วชัตเตอร์) มาให้เลือก พร้อมเลือกปรับการโฟกัส วัดค่าแสง เลือกเลนส์ที่ใช้งาน และที่สำคัญคือรองรับการถ่ายภาพแบบไฟล์ RAW ให้นำไปปรับแต่งต่อได้

ขณะเดียวกัน โซนี่ ให้ความสำคัญกับการบันทึกวิดีโอมากยิ่งขึ้นด้วย Cinematography Pro ที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างโปรเจกต์ในการถ่ายภาพแบบ Cinematic โดยสามารถเลือกความละเอียดของภาพได้สูงสุดที่ 4K60fps เลือกปรับแต่งความเร็วชัตเตอร์ แสดงแถบวัดค่าแสงให้เห็นทันที และรองรับการแตะเพื่อโฟกัส ทำให้การถ่ายวิดีโอทำได้สะดวกขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในการถ่ายภาพด้วย Cinematography Pro นั้น จะมีข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือ เมื่อไหร่ที่สร้างโปรเจกต์ขึ้นมา แล้วเลือกความละเอียดของวิดีโอที่ถ่ายไปแล้วนั้น ทั้งโปรเจกต์นั้นจะต้องใช้ความละเอียดเท่ากันทั้งหมด ทำให้ถ้าต้องการสลับไปถ่ายภาพที่ความละเอียดอื่นจะต้องสร้างโปรเจกต์ใหม่ขึ้นมาแทน

เมื่อเห็นถึงเทคโนโลยีภาพ และเสียงที่น่าสนใจแล้ว ก็มาถึงเรื่องของการประมวลผล ด้วยการที่โซนี่ เป็นผู้ผลิตเครื่องเกมคอนโซลอย่าง PlayStation ทำให้ Xperia 1 II รองรับการเชื่อมต่อกับจอยเกม Dualshock 4 เพื่อใช้เล่นเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

รวมถึงการเพิ่มโหมด Game Booster มาให้ผู้ที่ชื่นชอบเล่นเกมผ่านสมาร์ทโฟนใช้งาน โดยจะมีการเคลียแรม เพื่อรีดประสิทธิภาพของตัวเครื่องออกมาให้มากที่สุด พร้อมเปิดโหมดป้องกันการรบกวน ทำให้เล่นเกมได้อย่างสบายใจ

ส่วนเรื่องของแบตเตอรีนั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะที่ให้แบตมา 4,000 mAh นั้น ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานได้ตลอดวันสบายๆ ยกเว้นถ้ามีการถ่ายภาพ หรือวิดีโอหนักๆ อาจจะอยู่ไม่ถึง แต่ตัวเครื่องก็มีระบบชาร์จเร็วมาให้ สามารถชาร์จแบตได้ 50% ภายในเวลา 30 นาที และรองรับการชาร์จไร้สายด้วย

ที่น่าสนใจคือ โซนี่ มีระบบที่จะมาช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี ในชื่อ Battery Care ที่จะปรับการชาร์จไฟให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้งาน เช่นในช่วงเวลานอนจะบรรจุแบตเตอรีขึ้นไปสูงสุดที่ 90% และจะเริ่มชาร์จต่อให้เต็ม 100% ในช่วงที่เราใกล้ตื่นนอนเป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อให้ตัวเครื่องนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โซนี่ เลือกนำระบบกันน้ำกันฝุ่น IP58/68 มาให้ใช้งาน เพียงแต่ต้องแน่ใจว่าปิดพอร์ตของช่องใส่ซิมให้แน่น เพื่อป้องกันน้ำเข้าเครื่อง ส่วนกระจกทั้งหน้า และหลังเลือกใช้ Gorilla Glass 6 ที่ให้ทั้งความแข็งแรง และสวยงาม

โหมดใช้งานที่น่าสนใจ

เมื่อตัวจอแสดงผลของ Xperia 1 II เป็นแบบจอยาว ทำให้ในการใช้งานโซนี่ ได้นำเสนอ Multi Mode มาให้ใช้งานแอปแบบ 2 หน้าจอ พร้อมกัน โดยผู้ใช้สามารถเลือกจับคู่แอปที่ต้องการใช้งาน และเซฟเก็บไว้เป็นคู่ที่ใช้งานบ่อยๆ ได้

โดยเมื่อแบ่งหน้าจอแล้ว ก็สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน หรือถ้าต้องการเลื่อนปิดก็สามารถกดที่แถบกลางระหว่างหน้าจอเพื่อเลื่อนปรับขนาด จนถึงสุดขอบจอเพื่อปิดได้ทันที

นอกจากนี้ เพื่อให้สั่งงานตัวเครื่องมือเดียวได้สะดวกขึ้น โซนี่ มีการเพิ่มฟีเจอร์อย่าง SideSense ขึ้นมา ให้ผู้ใช้แตะ หรือปัด บริเวณขอบจอเพื่อสั่งงานได้ อย่างการแตะขอบจอเพื่อเปิด MultiMode ชึ้นมาให้เลือกแอปที่ต้องการใช้งานได้ทันที

การออกแบบตัวเครื่อง

Sony Xperia 1 II ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนในรูปทรงยาว จากสัดส่วนจอแบบ 21:9 และยังมีการเว้นระยะขอบบนสำหรับกล้องหน้าด้วย ทำให้ขนาดตัวเครื่องโดยรวมอยู่ที่ 166 x 72 x 7.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 181 กรัม วางจำหน่ายด้วยกัน 2 สี คือดำ และม่วง

ด้านหน้านอกจากตัวจอขนาด 6.5 นิ้ว จะมีกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล 4f/2.0 ให้มุมมองภาพ 82 องศา อยู่ที่ขอบด้านบน ซึ่งยังไม่ได้ใช้กล้องหน้าแบบเจาะรู หรือรอยแหว่งแต่อย่างใด

ส่วนด้านหลัง จากกที่เลือกใช้กระจกทำให้ตัวเครื่องสวยงาม แต่ก็แลกมากับการที่เก็บรอยนิ้วมือได้ง่าย ทำให้เวลาใช้งานจะต้องเช็ดบ่อยๆ หรือเลือกใส่เคสใช้งานแทน โดยจะมีชุดเลนส์กล้องอยู่ที่ด้านบน ประกอบด้วยเลนส์ 12 ล้านพิกเซล ทั้ง 3 ระยะ โดยเลนส์หลัก 24 มม. มากับ f/1.7 70 มม. เป็น f.24 และ 16 มม. f/2.2 ซึ่งจะทำงานแยกจากกันอย่างชัดเจน

รอบๆ ตัวเครื่องทางฝั่งขวา นอกจากปุ่มปรับระดับเสียงแล้ว ยังมีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ที่มาพร้อมกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ใช้ ซึ่งโซนี่ ทำออกมาได้เป็นอย่างดี เพราะอยู่ในระยะที่จับถือตัวเครื่องอยู่แล้ว และยังมีปุ่มชัตเตอร์กล้องให้ใช้ด้วย

ทางฝั่งซ้ายจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบไฮบริด เลือกได้ว่าจะใส่ 2 นาโนซิม หรือใส่ซิมคู่กับไมโครเอสดีการ์ดได้สูงสุด 1 TB เพื่อให้สามารถเก็บภาพวิดีโอ 4K ได้อย่างเต็มที่

ด้านบนจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้ใช้งาน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบคุณภาพเสียงจากหูฟังแบบมีสาย ส่วนด้านล่างเป็นพอร์ต USB-C ใช้สำหรับชาร์จ เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และใช้งานเป็น DisplayPort ร่วมกับอะเดปเตอร์ให้ความละเอียดสูงสุดที่ 4K 60fps

อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง ประกอบไปด้วยตัวเครื่อง หูฟังแบบ In-Ears อะเดปเตอร์ชาร์จ และสาย USB-C ในกล่องไม่มีเข็มจิ้มซิมมาให้ เพราะเป็นพอร์ตแบบฝาปิดทำให้แกะได้เลย ส่วนที่เหลือก็จะเป็นคู่มือการใช้งาน

สเปก

ตัวเครื่อง Xperia 1 II ใช้งานหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 865 5G ให้ RAM 8 GB พื้นที่เก็บข้อมูล 256 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 10 ที่เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีการปรับแต่งเพิ่มเติม

ด้านการเชื่อมต่อตัวเครื่องรองรับถึง 5G แต่เป็นคลื่นความถี่มาตรฐานอย่าง 3500 MHz ที่ยังไม่เปิดประมูลในไทย และคลื่น 700 MHz ที่คาดว่าจะเริ่มให้บริการในไทยได้ช่วงต้นปี 2564 ที่เหลือทั้ง WiFi 6 บลูทูธ 5.1 ระบบระบุพิกัดอย่าง A-GNSS NFC ถือว่าให้มาครบถ้วน

ทดสอบประสิทธิภาพ

ในส่วนของการใช้งาน Xperia 1 II เรียกได้ว่า Snapdragon 865 ไม่ทำให้ผิดหวังอยู่แล้ว การเป็นเรือธงที่มากับซีพียูนี้ ทำให้มั่นใจในแง่ของการใช้งานได้อย่างแน่นอน

ในขณะที่การใช้งานแบตเตอรี ถือว่าทำออกมาได้ประทับใจ ด้วยการใช้งานต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 11 ชั่วโมง ที่สำคัญโซนี่ มากับโหมดประหยัดพลังงานอย่าง Stamina Mode ที่จะช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรีออกไปอีกในกรณีฉุกเฉินที่สามารถเปิดใช้ได้

สรุป

Sony Xperia 1 II ได้กลายมาเป็นแฟลกชิปสมาร์ทโฟนอีกรุ่นที่น่าสนใจในช่วงระดับราคา 35,990 บาท โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบในการถ่ายภาพ และบันทึกวิดีโอแบบโปร รุ่นนี้ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

รวมถึงผู้ที่ต้องการเครื่องประสิทธิภาพสูง ตัวเครื่องจับถือได้ถนัดมือ เพราะตัวเครื่องจะเล็ก ค่อนไปทางสูงแทน จากจอ 21:9 ที่ให้อรรถรสในเพื่อความบันเทิงได้อย่างเต็มที่รุ่นหนึ่งเลยก็ว่าได้

Gallery

]]>
Cyber Apps 05/10/20 : Zen Brush 3 / Spentable / Goddess MUA / Starry Garden https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-051020/ Mon, 05 Oct 2020 14:53:53 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33812 Zen Brush 3 วาดภาพสีน้ำที่สดใสและสมจริง 

แอปวาดภาพสไตล์พู่กันในตำนานอย่าง Zen Brush ได้ออกแอปใหม่ในชื่อ Zen Brush 3 ที่มาพร้อมกับจุดเด่นที่หลายคนรอมานาน นั่นก็คือจานสีคุณสามารถเลือกใช้หมึกสีใดก็ได้ รวมถึงยังมาพร้อมกับระบบการควบคุมระดับความเปียกที่มักจะใช้กับงานภาพวาดสีน้ำ ทำให้ภาพที่ออกมาเป็นภาพสีน้ำที่สมจริงมากยิ่งขึ้น

และที่เพิ่มสีสันอีกอย่างก็คือ เราสามารถเลือกได้ว่าจะวาดภาพบนวัสดุแบบไหน กระดาษธรรมดา กระดาษสา กระดาษที่มีลาย กระดาษหนังช้าง รวมไปถึงการวาดบนไม้หรือเหล็กได้อีกด้วย สำหรับคนที่กำลังมองหางานอดิเรกที่ช่วยให้ตัวเองสงบและชิลล์ในยามบ่าย ทั้งยังได้ชื่นชมผลงานตัวเองที่สวยไม่แพ้กับศิลปินมืออาชีพ ก็ลองโหลดแอป Zen Brush 3 มาลองเล่นได้เลย

Zen Brush 3 ราคา 149 บาท สามารถใช้ได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/zen-brush-3/id1531841731

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=jp.co.psoft.zenbrushfree&hl=th

Spentable บันทึกการใช้จ่ายแบบง่ายๆ ได้เริ่มต้นเก็บออม

การทำงบรายรับจ่ายประจำวัน ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่มันคือ บันไดขั้นแรกที่จะพาคุณสู่ความมั่งคั่ง และการฝึกจดการใช้จ่ายเงินทุกๆ ครั้งจนเป็นนิสัย นอกจากจะทำให้เป็นการฝึกนิสัยการออมที่ดีแล้ว ทำให้เรามองเห็นภาพรวมถึงพฤติกรรมการเงินของเราในแต่ละสัปดาห์ เดือน และปีอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ก็ช่วยให้เรารู้ว่าจะลดการจ่าย และเพิ่มการออมได้ตอนไหนบ้างนั่นเอง และแอปจดบันทึกการใช้จ่ายเงินส่วนบุคคลน้องใหม่อย่าง Spentable ก็ออกแบบมาให้คุณใช้งานได้แสนง่าย นอกจากในแอปจะใช้เมนูภาษาไทยแล้ว เพียงเริ่มต้นการใช้งานก็แค่ กรอกงบประมาณการใช้จ่ายของเราในแต่ละเดือนก่อน จากนั้นก็เริ่มบันทึกการใช้เงินของเราเลย ไม่ว่าจะเป็นค่ากิน ค่าช้อป ค่าสิ่งบันเทิง ระบบออกแบบมาให้เราบันทึกได้โดยง่ายด้วยการกดไม่กี่ปุ่มเท่านั้น

ผู้ใช้ยังสามารถบันทึกทุกการใช้จ่ายรวดเร็วจากการกดตัวเลขบนจอ Apple Watch และดูภาพรวมการใช้จ่ายของเราในแต่ละเดือนผ่าน Widgets สุดท้ายในแต่ละเดือน เราก็สามารถดูสถิตในรูปแบบกราฟได้เลยว่าเราใช้จ่ายไปกับอะไรมากที่สุด นั่นก็แปลว่าหากมันต้องลด เพื่อการเก็บออม เราจะได้ลดค่าใช้จ่ายได้เฉพาะส่วนได้อย่างถูกจุดนั่นเอง

แอป Spentable ออกแบบมาให้เราบันทึกการใช้จ่ายได้รวดเร็ว ทั้งตัวแอปยังมีสีสันสวยงามน่าใช้ เหมาะกับทุกคนที่พร้อมจะจริงจังกับการเก็บออมเพื่อฝันทั้งเล็กและใหญ่ของคุณที่กำลังจะเป็นจริง

ดาวน์โหลด แอป Spentable ได้บน iPhone, Apple Watch ได้ในราคาเพียง 59 บาทเท่านั้น 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/spentable/id500630565

Goddess MUA ก้าวสู่โลกแฟนตาซีแสนสนุก

เราต่างรู้เรื่องวิวัฒนาการของมนุษย์ จากวานรบางกลุ่มซึ่งเรียนรู้ที่จะยืนและเดินได้ด้วย 2 ขาของมันเอง มีการพัฒนาสมองให้ใหญ่ขึ้น รู้จักใช้เครื่องมือ และกลายมาเป็นมนุษย์ยุคใหม่ที่พกมือถือติดตัวเหมือนเป็นอวัยวะส่วนที่ 33 ในที่สุด

อย่างไรก็ดี ในโลกสุดแฟนตาซีของเกม RPG อย่าง Goddess MUA นั้น วิวัฒนาการจะแตกต่างออกไปนิดหน่อย วิญญาณหมาจิ้งจอกตัวน้อยจะกลายเป็นหมาจิ้งจอกวัยเยาว์ จากนั้นจะกลายเป็นจิ้งจอก 3 หางและสุดท้ายจะกลายร่างเป็นเทพธิดาจิ้งจอก เธอเป็นหนึ่งในเหล่าเทพธิดาที่คุณจะดึงมาร่วมทีมในการผจญภัยอันยาวนานครั้งนี้ พวกเธอจะวิวัฒนาการและแข็งแกร่งมากขึ้นในขณะที่คุณช่วยเหลือพวกเธอในการต่อสู้กับเหล่าบอสและปลดล็อกเรื่องราวปูมหลังที่ชวนติดตามสุด ๆ โลกแห่งนี้กว้างใหญ่และการผจญภัยอาจจะยาวนาน

แต่หายห่วงได้สำหรับผู้เล่นที่มีเวลาจำกัดด้วยระบบเล่นอัตโนมัติและฟีเจอร์ idle ทำให้ฮีโร่ของคุณสามารถต่อสู้กับศัตรูและทำเควสเองได้แม้ขณะที่คุณไปทำธุระอย่างอื่นอยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นที่ชอบการแข่งขันหรือเป็นผู้เล่นที่แค่อยากเข้ามาดื่มด่ำความงดงามของโลกแฟนตาซี เกม Goddess MUA ก็เป็นเกมที่จะตอบโจทย์คุณได้อย่างยอดเยี่ยม มาออกผจญภัยและช่วยเร่งวิวัฒนาการไปสู่ระดับเทพกันเถอะ 

ดาวน์โหลดฟรีบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/goddess-mua/id1504054504

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.tjb.an.en4399&hl=th

สร้างสถานที่พักผ่อนสุดเพอร์เฟกต์ใน Starry Garden

ภาพของกลุ่มดาวต่างๆ ส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้าในยามราตรี คุณอยู่ในสวนสวยของคุณเอง แถมยังมีผองเพื่อนมานั่งชมความงามนี้ไปด้วยกัน บรรยากาศอันแสนสงบแบบนี้นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ Starry Garden เป็นเกมที่น่ารักน่าเล่นสุดๆ

ปลดล็อกจุดตั้งแคมป์ แอ่งน้ำ แปลงดอกไม้ และอีกหลายๆ ที่ในสวนของคุณเพื่อทำให้สวนของคุณดูสวยงามยิ่งขึ้นและกลายเป็นสถานที่สุดผ่อนคลายในการแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ คุณสามารถชวนเพื่อนสัตว์มาช่วยกันคนละไม้คนละมือได้นะ พวกเขาจะมีหน้าที่ของตัวเองซึ่งนั่นก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยคุณได้เยอะเลย ตัวอย่างเช่น เจ้ากบเป็นนักตกปลา ส่วนเจ้าแมวเป็นเชฟ การเคลื่อนไหวสุดน่ารักของพวกเค้าเป็นอะไรที่มองแล้วผ่อนคลายเอามากๆ อยากเรียนรู้เกี่ยวกับดาวเคราะห์แต่ละดวงงั้นเหรอแตะที่ลิงก์วิกิพีเดียภายในเกมเพื่อเข้าไปอ่านข้อมูลได้เลย!

ส่วนใน Photo Mode จะซ่อนเมนูเอาไว้ คุณจึงสามารถโฟกัสไปที่สวนน่ารักๆ และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวได้อย่างเต็มที่ ไม่นานท้องฟ้าในสวนของคุณจะเต็มไปด้วยดวงดาว แถมมีเพื่อนๆ มาดูดาวกันแบบพร้อมหน้าเลยด้วย ไม่ฟินก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ดาวน์โหลดฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/starry-garden/id1506552632

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.gamepub.sg

]]>
Cyber Apps 28/09/20 : 5 แอปเด็ดสำหรับหนอนหนังสือ https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-280920/ Mon, 28 Sep 2020 05:18:06 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33803 เพราะเรื่องราวใหม่ๆ นำพาจินตนาการของเราโบยบินไปได้อย่างไม่มีขีดจำกัด และบน App Storeก็มีแอปสำหรับการอ่านนิยาย การ์ตูน มังงะที่สะดวกต่อการเปิดอ่านบน iPhone, iPad ได้จากทุกๆ ที่ เพื่อให้คุณพกพาความบันเทิงไปเอนหลังเอนจอยได้ในทุกโอกาส

พิเศษสุด ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ถึง 8 ตุลาคม 2563 ทาง App Store จัดอีเวนท์งานหนังสือขนาดย่อมกับแคมเปญ Read It Your Way — “อ่านเพลินในแบบคุณ” ที่งานนี้ขนคาราวานแอปหนังสือ นิยาย การ์ตูน เว็บตูน ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นนักอ่านหนังสือตัวยงไม่ว่าจะแนวไหน ก็สามารถสนุกและเพลิดเพลินไปกับหนังสือเหล่านั้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องพกหนังสือเล่มจริงให้หนักเหนื่อย

Meb

อ่านกันจุใจทั้งหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารมากมายในร้านหนังสือออนไลน์อย่าง Meb รับส่วนลดสูงสุด 90% กับหนังสือที่ร่วมรายการและพบกับแฟลชเซลสุดคุ้มในเวลาจำกัด

ลองเข้าไปดูสิว่ามีหนังสืออะไรที่คุณเล็งไว้แล้วมันลดราคาอยู่บ้างนะ (หมายเหตุ: ข้อเสนอสุดพิเศษดังกล่าวของ Meb จะเริ่มวันที่ 30 กันยายนสำหรับ Meb เราแนะนำหนังสือสำหรับนักอ่านวรรณกรรมไทยชั้นครู คว้ารางวัลมากมายและอาจจะหาฉบับพิมพ์ลำบากแล้ว แต่ยังมีให้เลือกครบครันในแอปนี้

อย่าง “พันธุ์หมาบ้า” โดยชาติ กอบจิตติ ว่าด้วยเรื่องราวสุดทะโมนของวัยรุ่นไทยยุค 80s กับเรื่องหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต หรือ “มหาลัยเหมืองแร่” วรรณกรรมชื่อดังของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ที่พูดถึงชีวิตช่วงวัยรุ่นของตัวเขาเองที่ถูกรีไทร์ จึงต้องถูกส่งไปทำงานในเหมืองแร่ทางภาคใต้ของประเทศไทย และได้พบกับความหมายของชีวิต เป็นนิยายที่สนุกและกินใจจนทำให้หยุดวางไม่ได้จนถึงหน้าสุดท้ายเลยทีเดียว

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/meb-หนงสอดยายด/id453213960

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.askmedia.meb&hl=th

Webtoon 

เว็บตูน คือการ์ตูนที่ถูกวาดและจัดรูปแบบให้เลื่อนอ่านอย่างสะดวกบนหน้าจอมือถือ ที่กำลังฮิตมากในตอนนี้ มาอารมณ์ดีไปกับเรื่องราวขำขันที่ถูกเล่าผ่านลายเส้นสุดน่ารักและบทพูดสุดฮาบนแอป Webtoon พร้อมรับเหรียญเพิ่มถึง 22% เพื่อความคุ้มค่ากว่าที่เคย

ในแอป มีเว็บตูนสุดฮา เส้นเรื่องน่ารัก มาแนะนำให้ลองติดตามกัน เริ่มจาก “ครัวง่ายๆ สไตล์เด็กหอ” ของ ซิบบิล นักวาดชาวไทย จะถ่ายทอดสูตรอาหารง่ายๆ ที่ใครก็ทำตามได้ด้วยตัวเองผ่านชีวิตของแตงกวา ตัวละครที่สร้างขึ้นมาจากตัวนักเขียนเอง การันตีความหิวเต็มร้อยหลังอ่านจบแน่นอน และ “รักนี้มีเปย์” จากนักวาดชาวไทยนามปากกา Alohadry ว่าด้วยชีวิตวัยมัธยมของมีนาเหมือนจะเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ไหนจะเงิน ความสวย และความดัง แต่คนเดียวที่เธออยากได้มาครอบครองกลับไม่สนใจใยดีอะไรสักอย่างที่เธอมีเลย แล้วเธอจะชนะใจเขาได้อย่างไรล่ะ?

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/webtoon-comics/id894546091

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.naver.linewebtoon&hl=th

Comico

Comico แอปอ่านการ์ตูนสุดฮิต ที่เว็บตูนแต่ละตอนถูกออกแบบมาให้อ่านง่ายสบายตาทั้งบน iPhone และ iPad ได้คว้าเว็บตูน 3 เรื่องที่สายโรแมนซ์ต้องห้ามพลาดเริ่มกันที่ “บัลลังก์แค้นจักรพรรดินี” เล่าเรื่องเจ้าหญิงย้อนเวลากลับไปอดีตภพ และต้องห้ามใจตัวเองมิให้ตกหลุมรักจักรพรรดิผู้เย็นชา มาต่อกันที่รักกุ๊กกิ๊ก “สลับร่างใหม่หัวใจให้เธอ” ที่เล่าเรื่องราวของสองหญิงสาวที่ตื่นฟื้นขึ้นมาหลังจากประสบอุบัติเหตุ และค้นพบว่าร่างของทั้งสองคนได้ถูกสลับกัน ทั้งสองคนจะสามารถจัดการกับชีวิตที่พลิกกลับตาลปัตรนี้ได้อย่างไร ติดตามได้ด้วยตัวคุณเองเลย

และปิดท้ายที่ “ข้ามลิขิตรักอัศวิน” มาดูกันว่าลูกสาวของท่านเคาท์ผู้ที่เฝ้าวอนให้ชาติหน้าไม่ขอเกิดเป็นศัตรูกับอัศวินผู้หล่อเหลา แต่ระหว่างที่รักยังไม่สมหวังเธอจะฮึดสู้ต่อไปยังไง และที่พลาดไม่ได้ที่จะโหลดแอป comico ตอนนี้เลย ก็เพราะแอปมาพร้อมโปรสุดพิเศษ รับส่วนลด 50% และได้คะแนนโบนัสเพิ่มอีก 10% เมื่อคุณสมัครรับแพ็กเกจต่างๆ ของ comico ว่าแล้วก็ต้องจัดกัน  บัดนาว!

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/comico-การนและนยายออนไลน/id1014370177

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.toast.comico.th&hl=th

iReader

คอนิยายจีน ต้องติดหนึบกับแอป iReader ที่ถือเป็นคลังแสงของและการ์ตูนจากนักเขียนจีนกว่า 10,000 เรื่อง คุณจะเอนหลังเอนจอยได้อย่างสุดขั้วกับตัวละครสวยหล่อก็พร้อมจะพาคุณไปล่องลอยบนก้อนเมฆ ดำดิ่งลงไปใต้มหาสมุทร หรือแม้กระทั่งพาคุณขี่หลังมังกรวิเศษ

ล่าสุดก็มาพร้อมกับข้อเสนอล่าสุด เมื่อซื้อเหรียญก็รับเหรียญเพิ่มสูงสุดถึง 70% กันเลยทีเดียวสุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่านหนังสือ การ์ตูน เว็บตูน นิยาย ในแบบที่คุณชอบ ด้วยวิธีที่สะดวกสบาย อ่านได้ทุกที่ทุกเวลาบน iPhone และ iPad ของคุณ

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/ireader-story-novel-e-book/id1357465979

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.zhangyue.read&hl=th

Wattpad

อ่านสนุกจนพลิกหน้าหนังสือแทบไม่ทันไปกับเรื่องราวหลากสไตล์บนแอป Wattpad ที่รวบรวมผลงานนิยายนักเขียนอินดี้และนักเขียนดาวรุ่งจากภูมิภาคของเราและทั่วโลกที่การันตีความสนุกด้วยการถูกนำไปตีพิมพ์หรือสร้างเป็นซีรีส์และภาพยนตร์มากมายมาแล้ว

พิเศษตอนนี้รับเหรียญโบนัสสำหรับการซื้อนิยายอ่านเป็นเรื่องๆ หรือส่วนลดค่าสมาชิกสำหรับแพคเกจอ่านรายเดือนไปเลย นิยายที่เราอยากแนะนำให้คุณลองอ่านบน Wattpad ก็มี Slow Dancing โดยนามปากกา Hepburnettes จากประเทศสิงคโปร์ เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากที่ Kaden สูญเสียทั้งคนรักและการมองเห็นไปในอุบัติเหตุทางรถยนต์ Isla เพื่อนสาวคนสนิทแต่คิดไม่ซื่อของเขาก็ได้ปลอมตัวเป็นคนรักที่จากไปและคอยดูแลเอาใจใส่ในขณะที่เขากำลังรักษาตัว ความรู้สึกที่ Isla เคยมีตั้งแต่เยาว์วัยมันไม่เคยน้อยลง มีแต่จะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ การปลอมตัวของเธอจะนำไปสู่รักนิรันดร์หรือความโศกเศร้ามาติดตามกันได้ในเรื่องราวที่มีผู้อ่านแล้วกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก

อีกเรื่องก็น่าสนใจมากจนมีคนซื้อลิขสิทธิ์ไปทำภาพยนตร์เรียบร้อย อย่าง Perfect Addiction โดยนามปากกา claudiaoverhere จากประเทศมาเลเซีย ชีวิตของ Sienna คือการพุ่งชนทุกเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่แน่นอนว่าชีวิตไม่เคยเป็นไปตามแผน เมื่อเธอค้นพบว่าแฟนของเธอเล่นชู้กับน้องสาวของเธอเอง ในวันที่ชีวิตพังทลาย Kayden คู่อริและคู่แข่งในสังเวียนของแฟนเก่าเธอยื่นมือมอบที่พักพิงให้กับ Sienna พร้อมกับเสนอให้มาแก้แค้นด้วยการช่วยให้เขาคว้าชัยเหนือแฟนเก่าของเธอในการแข่งขันครั้งต่อไป แต่ยิ่งใช้เวลาร่วมกันและใกล้ชิดกันมากขึ้นเท่าไร ความรู้สึกใหม่บางอย่างก็กลับผุดขึ้นในใจ

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/wattpad-read-write-stories/id306310789

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=wp.wattpad&hl=th

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่านหนังสือ การ์ตูน เว็บตูน นิยาย ในแบบที่คุณชอบ ด้วยวิธีที่สะดวกสบาย อ่านได้ทุกที่ทุกเวลาบน iPhone และ iPad ของคุณ และอย่าลืมเก็บเกร็ดเล็กๆ หรือซีนเด็ดๆ ไปแชร์ให้คนที่คุณรักฟังด้วยล่ะ

]]>
Review : POCO X3 NFC เด่นที่จอ 120 Hz ราคาเข้าถึงได้ https://cyberbiz.mgronline.com/review-poco-x3-nfc/ Thu, 24 Sep 2020 16:46:13 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33756

การเปิดราคาของ POCO X3 NFC ได้ทำให้ตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางกลับมาคึกคักอีกครั้ง แม้ว่าในช่วงแรกจะเลือกวางจำหน่ายแบบออนไลน์เอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับทาง JD Central ก่อน แต่เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว POCO X3 NFC จะกลายเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

จุดเด่นหลักของ POCO X3 NFC คือเป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นเรื่องของการแสดงผล ด้วยขนาดหน้าจอ 6.67 นิ้ว ให้อัตราการแสดงผลที่ 120 Hz และรองรับการตอบสนองการสัมผัสสูงถึง 240 Hz จึงเหมาะกับบรรดาเกมเมอร์ที่ต้องการเลือกหาเครื่องราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

นอกเหนือจากเรื่องจอ POCO X3 NFC ยังใส่แบตเตอรีมาให้ใช้งาน 5,160 mAh รองรับการชาร์จเร็ว 33W ให้กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซลมาใช้งาน พร้อมกับดีไซน์ฝาหลังที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนราคาคุ้มค่าในช่วง 6,999 – 7,999 บาท พลาดไม่ได้

ข้อดี

  • จอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.67 นิ้ว Refresh Rate 120 Hz
  • กล้องหลัก 64 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี 5,160 mAh รองรับชาร์จเร็ว 33W
  • ราคาคุ้มค่า เริ่มที่ 6,999 บาท

ข้อสังเกต

  • ฝาหลังเป็นพลาสติกที่รอยนิ้วมือติดง่ายมาก
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ โดนง่ายมากเวลาถือโทรศัพท์

ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์

ด้วยระดับราคาของตัวเครื่องทำให้วัสดุที่ POCO X3 NFC เลือกนำมาใช้นั้น จะประกอบไปด้วยกระจกหน้าจอ Gorilla Glass 5 เสริมด้วยอะลูมิเนียมบริเวณโครงเครื่อง และฝาหลังใช้เป็นพลาสติกแบบโพลีคาร์บอเนต ทำให้ตัวเครื่องมีความหนา และหนักเล็กน้อย

ทำให้การสัมผัสโดยรวมถ้าจับบริเวณของเครื่องจะรู้สึกว่าเครื่องแข็งแรงดี แต่ถ้ามาสัมผัสบริเวณฝาหลังที่เป็นพลาสติกแบบโค้ง 3D ก็จะให้สัมผัสที่อ่อนลงเล็กน้อย โดยขนาดตัวเครื่องจะอยู่ที่ 165.3 x 76.8 x 9.4 มิลลิเมตร น้ำหนัก 215 กรัม

ในแง่ของการออกแบบจุดที่ทำให้ POCO X3 NFC เด่นขึ้นมาคือเรื่องของฝาหลัง ที่มีการสกรีนคำว่า POCO แบบสะท้อนแสงลงไป ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจของตัวเครื่องรุ่นนี้ ทั้งในรุ่นสีน้ำเงิน Cobalt Blue และสีเทา Shadow Gray

การจัดเรียงบริเวณโมดูลกล้องหลังของ POCO ก็น่าสนใจ เพราะมีการเรียงเลนส์ทั้ง 4 ร่วมกับแฟลชให้เห็นมี 5 เลนส์ โดยเลนส์ที่มุมขวาบนจะเป็นเลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล f/1.80 ตรงกลางเป็นเลนส์มุมกว้าง 13 ล้านพิกเซล f/2.2 ส่วนที่เหลือ เป็นเลนส์มาโคร และเลนส์วัดระยะ ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

กลับมาที่บริเวณหน้าจอแสดงผล POCO X3 NFC มากับจอ LCD Dot Display ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ (2400 x 1080 พิกเซล)​ ความละเอียดเม็ดสีที่ 395ppi ที่มาพร้อมอัตราการตอบสนอง (Refresh Rate) 120 Hz และตอบสนองการสัมผัส (Touch Sampling rate) ที่ 240 Hz

ตัวกล้องหน้าของ POCO ที่ให้มาความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/2.2 นั้นจะซ่อนอยู่บริเวณกึ่งกลางส่วนบนของหน้าจอ โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าไปเลือกปรับการแสดงผลให้ซ่อนกล้องไว้กับแถบดำ หรือจะแสดงผลแบบเต็มหน้าจอก็ได้เช่นกัน

ในส่วนของรอบตัวเครื่อง POCO X3 NFC จะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Hybrid ที่เป็นนาโนซิมการ์ด + ไมโครเอสดีการ์ดอยู่ทางด้านซ้าย ส่วนทางขวาเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ที่ฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ด้วย และปุ่มปรับระดับเสียง

ด้านบนนอกจากมีไมโครโฟนรับเสียง แล้วยังมีเซ็นเซอร์ IR ไว้ใช้ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เป็นจุดเด่นของ Xiaomi ติดตั้งมาให้ด้วย ส่วนด้านล่างมีพอร์ต USB-C และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

ภายในของ POCO X3 NFC มากับแบตเตอรีขนาด 5,160 mAh ที่รองรับการชาร์จเร็ว 33W ทำให้สามารถชาร์จแบตเต็มได้ในเวลา 65 นาที หรือชาร์จได้ราว 60% ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง

อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องจะมีตัวเครื่อง เคสพลาสติกใส อะเดปเตอร์ 33W ที่เป็นแบบ USB-A to USB-C และคู่มือการใช้งานเท่านั้น ไม่มีแถมหูฟังมาให้ตามปกติของ Xiaomi

เด่นที่การแสดงผล

ความน่าสนใจของ POCO X3 NFC คงหนีไม่พ้นเรื่องการนำเทคโนโลยีหน้าจอ Refresh Rate 120 Hz มาใส่ในสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่าหมื่นบาท เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีนี้จะถูกใช้งานกับสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ราคาเกิน 3 หมื่นบาทขึ้นไป

โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าไปเลือกตั้งอัตราการรีเฟรชได้ในส่วนของการตั้งค่าหน้าจอ โดยสามารถเลือกใช้งานระหว่าง 60 Hz และ 120 Hz ซึ่งแน่นอนว่า การใช้งานบน 60 Hz จะประหยัดแบตเตอรีมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้การใช้งานแบบ 120 Hz นั้นทำให้แบตหมดเร็วจนเกินไป POCO เลยมีการนำเทคโนโลยีอย่าง Dynamic Switch มาช่วยในการสลับการแสดงผลระหว่าง 50 Hz 60 Hz 90 Hz และ 120 Hz โดยอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งาน

ส่วนเรื่องของความไวต่อการตอบสนองการสัมผัสที่ 240 Hz นั้น เข้ามาช่วยให้เกมเมอร์ที่ต้องการสัมผัสที่แม่นยำ และรวดเร็ว ทำให้เล่นเกมได้ดียิ่งขึ้น โดยเท่าที่ทดสอบมาก็ถือว่าเร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

อีกเรื่องที่ตามมาจากการเล่นเกม คือเรื่องของการระบายความร้อน POCO X3 NFC มีการนำเทคโนโลยีระบายความร้อน LiquidCool Technology 1.0 Plus ที่นำท่อทองแดง กับแกรไฟต์ มาช่วยลดความร้อนของหน่วยประมวลผลลง ทำให้แม้เล่นเกมต่อเนื่อง ตัวเครื่องก็ไม่ร้อนจนเกินไป

ถัดมาในเรื่องของกล้องหลักที่ให้มาความละเอียด 64 ล้านพิกเซลนั้น ถือว่าทำงานได้อย่างน่าพอใจ ทั้งการถ่ายภาพในสภาพแสงปกติ และสภาพแสงน้อย แต่อย่างไรก็ตามภาพจากเลนส์มุมกว้าง และมาโคร อาจจะไม่ได้คุณภาพที่ดีนัก

เช่นเดียวกับการถ่ายวิดีโอในระดับ FullHD ที่อยู่ในระดับพอใช้งานเท่านั้น แม้ว่ากล้องจะรองรับถึงการถ่าย 4K แต่กลายเป็นว่าซีพียูที่ให้มาประมวลผลไม่พอทำให้การถ่าย 4K เกิดอาการกระตุกบางช่วง แต่ก็ถือว่าสมกับราคาของเครื่อง

MIUI 12 กับอินเตอร์เฟสแบบใหม่

POCO X3 NFC นั้นมากับอินเตอร์เฟสการใช้งาน MIUI 12 ที่มีการปรับแต่งหน้าจอแสดงผลให้รองรับการใช้งานโหมดมืด (Dark Mode) แล้ว ทำให้ไม่ต้องแสบตาเวลาใช้งานในที่แสงน้อย

โดยสามารถเข้าไปเลือกให้เปิดใช้งานโหมดมือตามเวลาที่กำหนด หรือเปลี่ยนมาใช้งานตลอดเวลาก็ได้ สำหรับผู้ที่ใช้งานกลางแดดบ่อยๆ สามารถเข้าไปเปิดโหมดแสงแดดเพิ่มเติม เพื่อให้หน้าจอสว่างขึ้นอัตโนมัติเมื่ออยู่ในที่แสงจ้าได้

ขณะเดียวกันได้ปรับเปลี่ยนศูนย์ควบคุม (Control Center) ใหม่ ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าไปเปลี่ยนได้ที่การตั้งค่า การแสดงผล และศูนย์ควบคุม เมื่อเปลี่ยนแล้ว เวลาลากนิ้วจากขอบบนทางขวาก็จะเข้าสู่การตั้งค่าลัดต่างๆ และถ้าต้องการดูการแจ้งเตือนให้ลากนิ้วจากขอบบนทางซ้ายแทน

สำหรับในหน้ารวมแอปฯ POCO X3 NFC จะเลือกให้แสดงผลแอปทั้งหมด หรือเลือกเฉพาะหมวดหมู่แอปที่สนใจได้ ด้วยการกดที่บริเวณแถบคำสั่งด้านบน จะมีทั้งการสื่อสาร ความบันเทิง การถ่ายภาพ เครื่องมือ ข่าว ช้อปปิ้ง การเงิน เกม โดยสามารถเลือกปรับแต่งเพิ่มเติมได้เช่นกัน

สำหรับการใช้งานในด้านอื่นๆ ทั้งการใช้งานโซเชียลมีเดีย และการใช้งานด้านความบันเทิง POCO X3 NFC ถือว่าตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ทั้งจากลำโพงสเตอริโอที่ให้เสียงชัดเจน

การเล่นเกมจะมีโหมดอย่าง Game Turbo มาช่วยรีดประสิทธิภาพของตัวเครื่องออกมา โดยเมื่ออยู่ในโหมดนี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพของการเชื่อมต่อ และการตอบสนองการสัมผัสที่ดีขึ้น รวมถึงเข้าไปตั้งค่าลดความไวต่อการสัมผัสในบางจุด เพื่อป้องกันการโดนหน้าจอโดยไม่จำเป็นได้ด้วย

นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมากับ IP53 ช่วยป้องกันละออกน้ำ และฝุ่นได้ แม้ว่าจะไม่กันน้ำกันฝุ่น 100% เหมือน IP68 แต่ด้วยราคาระดับนี้ การกันน้ำฝน กันน้ำกระเด็นใส่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

ทดสอบประสิทธิภาพ

หน่วยประมวลผลที่ POCO X3 NFC เลือกนำมาใช้คือ Qualcomm Snapdragon 732G ที่ให้ความเร็ว 2.3 GHz ซึ่งถือเป็นหน่วยประมวลผลที่รองรับการเชื่อมต่อ 4G คุณภาพสูง เมื่อทำงานร่วมกับ RAM 6 GB และพื้นที่เก็บข้อมูล 128 GB ทำให้ประสิทธิภาพของตัวเครื่อง ไม่แตกต่างจากเรือธงรุ่นกลางอื่นๆ ในระดับราคาหมื่นกว่าบาท

ในส่วนของแบตเตอรีเท่าที่ทดสอบใช้งานร่วมกับการแสดงผลแบบ 120 Hz สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 9 ชั่วโมง 11 นาที และถ้าปรับลด Refresh Rate ลงมาเหลือ 60 Hz ก็จะใช้งานได้นานขึ้นอย่างแน่นอน

สรุป

โดยรวมแล้ว POCO X3 NFC จะเหมาะกับผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนสำหรับเล่นเกม ที่ต้องการประสิทธิภาพในการประมวลผล การแสดงผล และการสัมผัสทำได้ดี ไม่แพ้รุ่นเรือธงในระดับราคาที่คุ้มค่ากว่ามาก ทำให้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนไปใช้งานสมาร์ทโฟน 5G

แต่แน่นอนว่าก็ต้องแลกกับบางฟีเจอร์ที่อย่างการกันน้ำกันฝุ่น ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย หรือการซูมเพื่อถ่ายภาพ ซึ่งถ้าไม่ได้มองว่ามีความจำเป็น POCO X3 NFC ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว โดย POCO X3 NFC วางจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นเริ่มต้นที่ RAM 4 GB / ROM 64 GB – 6,999 บาท และ 6 GB / 128 GB 7,999 บาท

นอกจากนี้ POCO X3 NFC ยังได้มีการทำโปรโมชันสั่งซื้อล่วงหน้าถึงวันที่ 27 กันยายนนี้ ผ่านทาง JD Central ที่จะได้เครื่องรุ่น 6 GB / 64 GB ในราคา 6,499 บาท และ 6 GB / 128 GB ในราคา 7,199 บาท พร้อมรับ 0% JD POINTS CASHBACK และรับฟรี Mi Fidget Cube รวมถึงลุ้นทุกออเดอร์ที่ 50 ได้รับเครื่องฟอกอากาศ Mi เพิ่มเติมด้วย

Gallery

]]>
Review : Asus ExpertBook P2 โน้ตบุ๊กธุรกิจ ผ่านมาตรฐานความแข็งแรงทางทหาร https://cyberbiz.mgronline.com/review-asus-expertbook-p2/ Wed, 23 Sep 2020 03:51:39 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33712

เมื่อความต้องการใช้งานโน้ตบุ๊กในองค์กรธุรกิจนั้นมีความหลากหลาย ทำให้นอกเหนือจาก ExpertBook P1 (P1440) ที่เป็นรุ่นเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กธุรกิจของทางเอซุส (Asus) แล้ว ก็ยังมี ExpertBook P2 (P2451) ออกมาจับกลุ่มผู้ใช้องค์กรธุรกิจที่ต้องการความแข็งแรงของตัวเครื่อง และความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

จุดขายหลักของ Asus ExpertBook P2 (P2451) คือวางตำแหน่งเป็นโน้ตบุ๊กธุรกิจที่มาช่วยเพิ่ม Productivity สำหรับองค์กรธุรกิจ ที่โดดเด่นทั้งเรื่องการประมวลผลประสิทธิภาพสูงจากซีพียูของ Intel รุ่นที่ 10 ผสมผสานกับการออกแบบนี้เน้นความคล่องตัว พอร์ตเชื่อมต่อที่ครอบคลุม และโครงสร้างตัวเครื่องที่แข็งแรง

ข้อดี

  • ขนาดเครื่องกะทัดรัด
  • ตัวเครื่องมีความแข็งแรง
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบถ้วน
  • ใช้งานบนแบตเตอรีได้ยาวนานทั้งวัน

ข้อสังเกต

  • ดีไซน์ ไม่ได้แปลกใหม่ เน้นใช้งานในองค์กรมากกว่า
  • ด้วยการที่ให้พอร์ตมาครบ ทำให้ตัวเครื่องหนากว่าปกติ

สำหรับสเปกของ ASUS ExpertBook P2451 ประกอบด้วย

  • OS : Windows 10 Pro 
  • CPU : Intel Gen 10 Core i5 1.6 GHz
  • GPU : Intel UHD 
  • RAM : DDR4 8 GB
  • พื้นที่เก็บข้อมูล : SSD 512 GB
  • หน้าจอ :14  นิ้ว Full HD (1920 x 1080 พิกเซล)
  • การเชื่อมต่อ : WiFi 5 / Bluetooth 5.0
  • แบตเตอรี่ : 48Whr 3 เซลล์
  • น้ำหนัก : 1.5 กิโลกรัม
  • ราคา : เริ่มต้นที่ 15,xxx บาท

โน้ตบุ๊กจอ 14” น้ำหนักเบา มาตรฐานกองทัพ

เมื่อเป็นโน้ตบุ๊กสำหรับองค์กรธุรกิจที่เน้นเรื่องความแข็งแรงของตัวเครื่อง ทำให้ Asus ExpertBook P2 มีการออกแบบให้เหมาะกับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งเรื่องความแข็งแรงของตัวเครื่อง ด้วยการนำโครงสร้างพิเศษมาช่วยเสริมความแข็งแกร่ง

โดยนอกจากโครงเครื่องโน้ตบุ๊กปกติแล้ว ExpertBook P2 ยังมีการเสริมฝาที่เป็นอลูมิเนียมเข้ามา ภายในมีการเพิ่มเหล็กค้ำยันข้างใต้ฐานคีย์บอร์ด เพื่อให้โครงสร้างมีความแข็งแรงขึ้น ผสมกับระบบป้องกันฮาร์ดดิสก์แบ EAR ช่วยให้รองรับแรงกระแทก และป้องกันไม่ให้เสียหายด้วย

ขณะเดียวกัน เครื่องรุ่นนี้ยังผ่านการรับรองมาตรฐานกองทัพ (US Military Grade : MIL-STD 810G) ที่ได้รับการทดสอบรับแรงกระแทก ที่ความเร็ว 40G/11ms ได้มากกว่า 18 ครั้ง รองรับแรงสั่นสะเทือน 5-500 Hz 3 ทิศทางกว่า 30 นาที รวมถึงการใช้งานในอุณหภูมิสูง และติดลบด้วย

ถัดมาในส่วนของหน้าจอแสดงผลขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ที่ให้มา ยังเป็นจอภาพขอบบาง NanoEdge 7.15 มิลลิเมตร ทำให้สัดส่วนจอภาพคิดเป็นสัดส่วน 76% ของขนาดตัวเครื่อง

ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊กขนาดจอ 13 นิ้ว ซึ่งขนาดตัวเครื่องของ ExpertBook P2 จะอยู่ที่ 325.3 x 232.9 x 19.9 มิลลิเมตร นำ้หนัก 1.5 กิโลกรัม วางจำหน่ายในโทนสีคลาสสิคสีดำ Star Black

สำหรับในแง่ของความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน ExpertBook P2 นั้น บริเวณกล้องเว็บแคมความละเอียด 720p จะมีการติดตั้ง Webcam Privacy Shield Slides มาให้ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในปิดกล้องจากม่านชัตเตอร์ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตบริเวณล่างหน้าจอของ ExpertBook P2 จะพบว่ามีขอบที่ค่อนข้างหนา โดยเป็นผลมาจากการออกแบบที่ต้องการให้สามารถกางหน้าจอได้ 180 องศา ทำให้ต้องเว้นพื้นที่บางส่วนไว้เพื่อความแข็งแรงของข้อพับที่ยึดเครื่องกับหน้าจอ

ในส่วนของคีย์บอร์ด ExpertBook P2 นั้น จะมีตัวเลือกเป็นคีย์บอร์ดแบบมาตรฐาน โดยมีระยะห่างระว่างปุ่ม 1.5 มม. ช่วยให้พิมพ์ใช้งานได้สะดวก โดยสามารถเลือกติดตั้งไฟ Backlit และเคอเซอร์ SensePoint เพิ่มเติมได้

ถัดจากคีย์บอร์ดมาที่บริเวณแทร็กแพด ที่จะวางตำแหน่งเยื้องมาทางซ้ายเล็กน้อย โดยมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ทางขวาบนแยกออกมา สามารถทำงานร่วมกับ Windows Hello เพื่อล็อกอินใช้งานเครื่องได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างของ ExpertBook P2 คือการให้พอร์ตมาตรฐานมาครบถ้วน ไม่ต้องใช้อะเดปเตอร์สำหรับแปลงพอร์ตเพิ่มเติม โดยทางฝั่งซ้ายจะมีช่องเสียบชาร์จแบตฯ พอร์ต LAN 10/100/1000 USB-C 3.2 HDMI และ USB 3.2 มาให้

ส่วนทางขวาจะมีช่องล็อก Kensington พอร์ต VGA USB 3.2 อีก 1 พอร์ต USB 2.0 ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และช่องอ่านไมโครเอสดีการ์ด ความพิเศษอย่างหนึ่งก็คือพอร์ต USB-C ที่ให้มาจะรองรับการชาร์จเร็ว ส่งต่อไฟล์ความเร็วสูง และใช้ต่อกับจอภาพเพิ่มเติมได้ด้วย

ปรับแต่งสเปกได้หลากหลาย

ด้วยการที่เป็นโน้ตบุ๊กธุรกิจ ทำให้ทางเอซุส เปิดให้ลูกค้าสามารถเลือกปรับแต่งสเปกตามการใช้งานได้ โดยหลักๆ แล้ว ExperBook P2451FA จะสามารถเลือกปรับแต่งซีพียู หน่วยความจำ พื้นที่เก็บข้อมูล การเชื่อมต่อไร้สาย คีย์บอร์ด ได้

เริ่มกันจากหน่วยประมวลผล ที่ ASUS ExpertBook P2451FA มีโปสเซสเซอร์ประสิทธิภาพสูงจาก Intel รุ่นที่ 10 ให้เลือกใช้งาน 3 รุ่นตามความต้องการ ประกอบไปด้วย

Intel Core i7-10510 (1.8GHz, up to 4.9GHz, 8MB cache, 4 cores) : เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต้องการหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง รองรับการทำงานแบบมัลติทาสกิ้ง รองรับการทำงานตั้งแต่ระดับต้น อย่างงานเอกสารทั่วไป ใช้งานเพื่อความบันเทิง จนถึงการประมวลผลขั้นสูงอย่างการเรนเดอร์ภาพ 3D จนถึงครีเอทีฟต่างๆ

Intel Core i5-10210 (1.6GHz, up to 4.2GHz, 6MB cache, 4 cores) : ที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป รองรับการทำงานหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการทำงานแบบมัลติทาสกิ้ง ใช้ดูหนังฟังเพลงได้เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงใช้เล่นเกมยอดนิยมก็ได้

สุดท้ายคือ Intel Core i3-10110 (2.1GHz, up to 4.1GHz, 4MB cache, 2 cores) : ซึ่งถือเป็นรุ่นเริ่มต้น รองรับการใช้งานพื้นฐาน รวมถึงการดูหนัง ฟังเพลง สตรีมมิ่ง 4K ได้

ถัดมาคือในส่วนของหน่วยความจำ (RAM) ที่รุ่นนี้เลือกปรับแต่งได้เร่ิมต้นที่ 4 GB 8 GB และ 16 GB รองรับได้สูงสุด 32 GB ส่วนพื้นที่เก็บข้อมูลมีให้เลือกทั้งแบบฮาร์ดดิสก์ 1 TB 2 TB และ SSD 256 GB 512 GB และ 1 TB

ในส่วนนี้ ถ้าเป็นการนำมาใช้เพื่อทำงานแนะนำให้เลือกเริ่มต้นที่ Core i5 RAM 8 GB และพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ SSD 256 GB คู่กับ HDD ปกติเพื่อใช้เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ จะช่วยให้สามารถใช้งานได้ในระยะยาว และคุ้มค่ามากกว่า

จุดเด่นอย่างหนึ่งในการเป็นโน้ตบุ๊กธุรกิจของเอซุส คือมีบริการหลังการขายแบบ Perfect Warrant ที่มีบริการซ่อมถึงที่ 3 ปี (3 Year Onsite Service) รับประกัน 3 ปี ทั่วโลก (3 Year Global Warranty) เสริมด้วยรับประกันอุบัติเหตุในปีแรก (1 Year Perfect Warranty) และมีบริการลูกค้าออนไลน์แบบเรียลไทม์ (ASUS Online Customer Service) ให้เข้าไปสอบถามเพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันที

ทดสอบประสิทธิภาพ

สำหรับในส่วนของการใช้งานเครื่องที่รับมาทดสอบนั้น ทำงานบนสเปก Intel Core i5 RAM 8 GB SSD 512 GB นั้นถือว่าใช้งานได้ครอบคลุมการทำงานทั่วไป การที่ให้หน้าจอสัดส่วน 16:9 ทำให้การใช้งานด้านความบันเทิงได้เป็นอย่างดี

ระยะเวลาใช้งานบนแบตเตอรีนั้น เท่าที่ทดสอบด้วยการเปิดความสว่างหน้าจอประมาณ 50% ใช้งานทั่วไป มีการเชื่อมต่อินเทอร์เน็ตตลอดเวลา จะใช้งานได้ต่อเนื่องราว 9 ชั่วโมง 41 นาที ในกรณีที่เปิดความสว่างหน้าจอแบบสูงสุดจะอยู่ที่ราว 7 ชั่วโมง 44 นาที

ทั้งนี้ ทางเอซุส ระบุว่า ในการทดสอบสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุด 13 ชั่วโมง ด้วยการทดสอบกับรุ่นที่ใช้ Intel Core i7 RAM 8 GB จอ FullHD ปรับความสว่างหน้าจอ 150nits ส่วนถ้าใช้เล่นเกม หรือใช้งานประมวลผลหนักๆ จะอยู่ที่ราว 1 ชั่วโมง 40 นาที

ส่วนผลการทดสอบจากโปรแกรมทดสอบสามารถดูได้จากอัลบั้มด้านล่าง

สรุป

Asus ExpertBook P2 นั้นถือเป็นอีกซีรีส์ในกลุ่มโน้ตบุ๊กธุรกิจของเอซุส ที่นำจุดแข็งเรื่องความแข็งแกร่งของตัวเครื่อง และความปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูลมาเป็นจุดขาย ร่วมกับการนำหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูงของ Intel Gen 10 มาใช้งาน

ที่เปิดให้ลูกค้าสามารถเลือกปรับแต่งสเปกได้ตามที่ต้องการ ซึ่งจะเหมาะกับองค์กรธุรกิจที่ต้องการมองหาโน้ตบุ๊กให้พนักงานใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น และรองรับการทำงานแบบ Mobility

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.asus.com/th/Commercial-Laptops/ASUS-ExpertBook-P2451FA/

Gallery

]]>