CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Fri, 23 Jul 2021 09:19:19 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.6 Review : HMS CarPlay เปลี่ยนจอ CarPlay ในรถยนต์ให้เป็น Android เต็มรูปแบบ https://cyberbiz.mgronline.com/review-hms-carplay/ Fri, 23 Jul 2021 09:11:35 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35681

จากข้อจำกัดของระบบ Apple CarPlay หรือ Android Auto ภายในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จะเปิดให้ใช้งานเฉพาะฟีเจอร์ที่จำเป็นอย่างการโทรศัพท์ แผนที่นำทาง หรือระบบเล่นเพลงเพื่อความบันเทิงภายในรถยนต์เป็นหลัก แต่จะไม่รองรับการรับชมคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอจากบริการสตรีมมิ่งต่างๆ

HMS CarPlay จะเข้ามาปลดล็อกระบบความบันเทิงภายในรถยนต์ที่รองรับ CarPlay ให้ใช้งานเป็นเหมือนจอ Android ที่สามารถติดตั้งแอปพลิเคชันใช้งาน ดู YouTube Netflix LINE TV หรือ AIS Play ได้จากจอของรถยนต์ โดยไม่ต้องดัดแปลงอุปกรณ์ใดๆ ของรถ

จุดเด่นของ HMS CarPlay ที่นอกจากใช้แอปพลิเคชันต่างๆ จาก PlayStore ได้แล้ว ยังสามารถใช้ Screen Cast หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปยังจอในรถได้ รวมถึงเชื่อมต่อไฟล์ภาพยนต์ระดับ 4K ผ่านพอร์ต USB ที่ให้มา และยังรองรับการสั่งงานผ่านระบบสัมผัสหน้าจอ หรือปุ่มควบคุมของรถยนต์ได้ทันที วางจำหน่ายในราคา 8,990 บาท

***ไม่แนะนำให้ผู้ขับขี่ใช้เพื่อความบันเทิง เพราะจะเสียสมาธิในการขับรถได้ เน้นให้ผู้โดยสารใช้งานมากกว่า***

ข้อดี

  • เปลี่ยนจออัจฉริยะในรถยนต์ให้เป็น จอ Android
  • ไม่ต้องดัดแปลงอุปกรณ์ใดๆ ของรถ ไม่หมดประกัน
  • ใช้งานง่ายเพียงแค่เชื่อมต่อกล่องเข้ากับพอร์ต USB

ข้อสังเกต

  • รถยนต์ที่ใช้งานได้ต้องรองรับระบบ CarPlay
  • ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต้องแชร์ HotSpot จากสมาร์ทโฟน

ปลดล็อกให้ใช้งานได้มากขึ้น

เดิมทีระบบอย่าง Apple CarPlay และ Android Auto ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iPhone และ Android สามารถควบคุมและสั่งงานโทรศัพท์ ผ่านระบบควบคุมในรถยนต์ พร้อมนำข้อมูลต่างๆ มาแสดงผลเพื่อให้ผู้ขับมีสมาธิอยู่กับการขับขี่มากที่สุด ไม่ต้องใช้มือไปควบคุมโทรศัพท์ในการสั่งงาน

โดยมีข้อจำกัดในช่วงแรกคือรถยนต์ต้องรองรับระบบ CarPlay และทำการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับรถยนต์เพื่อใช้งาน และฟังก์ชันการใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นพื้นฐานอย่างการสั่งงานด้วยเสียง ฟังเพลงจากแอปพลิเคชัน นำทางผ่าน Apple Maps หรือ Google Maps โดยเชื่อมต่อข้อมูลจากสมาร์ทโฟน รวมถึงการใช้โทรศัพท์ ดูตารางนัดหมาย และแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการฟังเป็นหลัก

HMS CarPlay จึงกลายเป็นอุปกรณ์ที่เข้ามาปลดล็อกการใช้งานระบบ CarPlay ภายในรถยนต์ให้ใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดรับชมสตรีมมิ่งคอนเทนต์ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าการดูวิดีโอขณะขับรถจะเหมาะกับผู้ที่นั่งไปด้วยเท่านั้น ไม่เหมาะกับคนขับอยู่แล้ว เพื่อให้มีสมาธิในการขับรถมากที่สุด

เมื่อเชื่อมต่อ HMS CarPlay เข้ากับรถยนต์รุ่นที่รองรับแล้ว ตัวหน้าจอจะตัดเข้าสู่ระบบ Android ให้ใช้งาน เปรียบเสมือนแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบของรถยนต์อย่างสมบูรณ์ ทำให้สามารถสั่งงานผ่านหน้าจอสัมผัส หรือปุ่มควบคุมที่พวงมาลัย รวมถึงระบบเสียงภายในรถยนต์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการใช้งาน HMS CarPlay ให้ได้ประสิทธิภาพจำเป็นต้องให้มือถือเปิดแชร์อินเทอร์เน็ต มาให้กล่องสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติมจาก PlayStore หรือแม้แต่ในขณะที่ขับรถถ้าต้องการใช้งานแอปที่ต้องการเชื่อมต่อก็ต้องเปิด HotSpot ไว้ด้วย

สำหรับการใช้งานแอปพลิเคชัน ผู้ใช้สามารถกดเข้าไปใช้งานทั้งแอปวิดีโออย่าง YouTube Netflix LINE TV AIS Play หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้ทันที ส่วนถ้าใช้งานเพื่อการนำทาง ก็มี Google Maps ติดตั้งมาให้พร้อมใช้ สามารถป้อนพิกัด หรือค้นหาสถานที่เพื่อนำทางได้ผ่านจอของ CarPlay ที่ปลดล็อกแล้ว

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ HMS CarPlay สะดวกขึ้นก็คือสามารถแชร์หน้าจอสมาร์ทโฟนไปปรากฏบนหน้าจอได้เลย เหมาะกับเวลาเดินทางกันหลายๆ คนแล้วอยากเปิดคอนเทนต์ให้มาดูด้วยกัน ซึ่งเวลาแชร์ไปก็จะสะดวกกว่าต้องมาคอยพิมพ์ค้นหาบน CarPlay เอง

ทั้งนี้ ในกรณีที่รถยนต์ไม่ได้รองรับหน้าจอแบบสัมผัส ทำให้อาจจะสั่งงาน CarPlay ได้ยาก ทาง HMS จะมีอุปกรณ์เสริมอย่าง รีโมท Magic Keyboard มาให้เลือกซื้อเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการควบคุมแบบไร้สาย และมีคีย์บอร์ดให้พิมพ์ป้อนข้อมูลได้สะดวกขึ้น

อุปกรณ์ที่ให้มาพร้อม HMS CarPlay

ภายในกล่องของ HMS CarPlay Unlock จะประกอบไปด้วยกล่องปลดล็อกระบบ CarPlay ที่ภายในมาพร้อมกับซีพียู Quad Core 1.8 GHz RAM 4 GB ROM 32 GB ที่ติดตั้งระบบ Android มาให้ใช้งานพร้อมแอปพลิเคชันพื้นฐาน ซึ่งจะมีพอร์ตเชื่อมต่ออยู่ 2 ส่วนคือ USB-C สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับรถยนต์ และ USB Type A ในการเชื่อมต่อแฟลชไดรฟ์ หรือรีโมทควบคุมเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับสาย USB-C to USB Type A และ USB-C to USB-C มาให้แบบพร้อมใช้ทันที และในกรณีที่ GPS ของรถยนต์ไม่แม่นยำพอ สามารถติดอุปกรณ์เสริมเพื่อขยายสัญญาณ GPS พร้อมฟิวส์แท็บในกล่องเพิ่มเติมได้ทันที

สำหรับรีโมท Magic Keyboard ที่วางจำหน่ายเพิ่มในราคา 1,000 บาท จะเป็นลักษณะของรีโมทที่มี 2 ฝั่ง เป็นปุ่มคีย์บอร์ดสำหรับป้อนข้อมูล และอีกฝั่งเป็นปุ่มควบคุมปกติ มีแบตเตอรีภายในตัว สามารถเสียบชาร์จได้จากสาย MicroUSB เพื่อใช้งานร่วมกับ HMS CarPlay

ส่วนรุ่นรถยนต์ที่รองรับสามารถเข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติมได้จากหน้าเว็บไซต์ของ HMS https://hms.co.th/carplay/

สรุป

HMS Carplay ถือเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้เราใช้งานหน้าจออัจฉริยะภายในรถยนต์ของเราได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ผ่านสาย USB เข้ากับรถยนต์ เพียงแค่แชร์อินเทอร์เน็ตเท่านั้น และไม่ต้องกังวลกรณีที่เวลานำทางอยู่แล้วมีสายเรียกเข้า แผนที่จะหายอีกต่อไป

แน่นอนว่า เมื่อมีการปลดล็อกให้ใช้งานเพื่อความบันเทิงได้มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ สมาธิของผู้ขับขี่ ที่ควรใช้งานเมื่อรถหยุดวิ่งเท่านั้น ไม่ควรทำการควบคุมใช้งานระหว่างขับรถเด็ดขาด ระบบนี้จึงเหมาะกับผู้โดยสารที่สามารถใช้จอเพื่อรับชมความบันเทิงต่างๆ ได้มากกว่า

Gallery

]]>
Review : ROG Phone 5 มือถือเกมมิ่งตัวแรง อุปกรณ์เสริมครบ https://cyberbiz.mgronline.com/review-rog-phone-5/ Wed, 21 Jul 2021 09:02:50 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35645

ในบรรดาอุปกรณ์เกมมิ่งชื่อของ ROG ถือว่าเป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงคู่กับผู้บริโภคมาตั้งแต่ในยุคของคอมพิวเตอร์ ต่อเนื่องมายังบนสมาร์ทโฟนที่ออก ROG Phone ออกมาต่อเนื่อง จนถึงรุ่นล่าสุดคือ ROG Phone 5 ที่ยังคงความโดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพได้อย่างน่าสนใจ

จุดเด่นหลักของ ROG Phone 5 คือมากับชิปเซ็ต Snapdragon 888 5G จอที่ใส่อัตราการแสดงผลมาถึง 144 Hz แบตเตอรี 6,000 mAh พร้อมระบบควบคุมแบบ AirTrigger มาช่วยให้การเล่นเกมทำได้สนุกขึ้น และเอกลักษณ์ที่พลาดไม่ได้อย่าง Aura RGB โลโก้ที่สามารถปรับแต่งสีไฟได้ตามต้องการ

ROG Phone 5 วางจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่น โดยยังคงใช้ชิปเซ็ตหลักเหมือนกันคือ Snapdragon 888 5G แตกต่างตรงที่รุ่นเริ่มต้น RAM 8 GB ROM 128 GB ในราคา 22,990 บาท และรุ่น RAM 16 GB ROM 256 GB ในราคา 29,990 บาท

ข้อดี

  • สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง พร้อมระบบควมคุม AirTrigger
  • ประสิทธิภาพสูง รองรับการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี
  • มีอุปกรณ์เสริมให้ใช้งานควบคู่ไปด้วย
  • จอแสดงผล Super AMOLED 144 Hz ที่ลื่นไหล
  • รองรับชาร์จเร็ว 65W

ข้อสังเกต

  • แบตเตอรีที่ให้มา 6,000 mAh ถ้าปรับเกมใช้สเปกสูงสุดใช้งานต่อเนื่องได้ไม่กี่ชั่วโมง
  • ตัวเครื่องค่อนข้างร้อนเวลาเล่นเกมในสภาพอากาศประเทศไทย
  • ไม่มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น ไม่สามารถใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มได้
  • กล้องยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ทั่วไป เมื่อเทียบกับมือถือไฮเอนด์รุ่นอื่น

เน้นความบันเทิง โดยเฉพาะเล่นเกม

 

ด้วยการที่ ROG Phone 5 ออกแบบมาให้เป็นเกมมิ่งสมาร์ทโฟน ด้วยรูปลักษณ์ของตัวเครื่อง และการออกแบบอินเตอร์เฟสต่างๆ จึงสื่อถึงความล้ำสมัย ให้ความรู้สึกเป็นเกมเมอร์ขึ้นมาตามสไตล์ของ ROG ด้วยเส้นสาย และสีสันที่เป็นเอกลักษณ์

ดังนั้น ถ้าใครที่ชื่นชอบลักษณะดีไซน์เกมเมอร์ แข็งๆ แรงๆ ROG Phone 5 ถือว่าตอบโจทย์อย่างแน่นอน แต่ถ้าต้องการความเรียบหรู พรีเมียม หรือดีไซน์สมัยใหม่ อาจจะต้องมองข้ามรุ่นนี้ไป

จุดเด่นหลักของเครื่องรุ่นนี้ แน่นอนว่าอยู่ที่การเล่นเกม โดยเฉพาะเกมประสิทธิภาพสูง เพราะตัว ROG Phone 5 สามารถรีดประสิทธิภาพของกราฟิกเกมได้ออกมาสูงสุด และที่สำคัญคือเล่นได้อย่างลื่นไหลด้วย

ทีมงานทดสอบกับ Genshin Impact ที่ปรับการแสดงผลสูงสุด ปรับเฟรมเรทเป็น 60 fps ตัวเครื่องก็ยังรองรับได้อย่างสบายๆ เล่นได้ลื่นไหลมากๆ เมื่อเทียบกับแฟลกชิปหลายๆ รุ่น

แต่ที่ต้องแลกมาก็คือความร้อนสะสมของตัวเครื่องที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยถ้าเล่นในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศอุณหภูมิของตัวเครื่องจะขึ้นไปอยู่ที่ราว 40-50 องศาเซลเซียส แต่ถ้าในอุณหภูมิปกติของประเทศไทย มีโอกาสที่ตัวเครื่องจะร้อนไปถึง 60 องศาเซลเซียส

แน่นอนว่า เมื่อขึ้นไประดับ 60 องศาฯ การถือจับเพื่อเล่นเกมอาจจะไม่สะดวกแล้ว เพราะตัวเครื่องสะสมความร้อนมากเกินไป ดังนั้นแนะนำให้ใช้งานคู่กับอุปกรณ์เสริมอย่างพัดลมระบายอากาศ (AeroActive Cooler )

เมื่อลองใช้งานเล่นเกมคู่กับ AeroActive Cooler พบว่าตัวพัดลมช่วยลดความร้อนสะสมลงไปได้ประมาณ 10 องศา และในขณะเดียวกัน ก็ยังใช้จับถือเครื่องได้เข้ากับมือมากขึ้นด้วย

ไม่นับรวมถึงการควบคุมเกมที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มี AirTrigger บริเวณขอบบนซ้ายขวาเครื่อง ก็จะเพิ่มปุ่มควบคุมให้อีก 2 ปุ่มที่ปริเวณปีกของพัดลมระบายอากาศ ช่วยให้กดคำสั่งสำหรับการเล่นเกมต่างๆ ได้สะดวกขึ้น

การเพิ่ม AeroActive Cooler 5 ที่เชื่อมต่อเข้ากับพอร์ตพิเศษบริเวณข้างเครื่อง ยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อสาย USB-C สำหรับชาร์จ และหูฟัง 3.5 มม. ขณะเล่นเกมไปได้ด้วย

จากเดิมที่พอร์ตเหล่านี้อยู่ด้านล่างของเครื่อง ทำให้เวลาถือเล่นเกมในแนวนอน มือขวาจะไปบังพอร์ตเชื่อมต่อเหล่านั้น ทำให้ถ้าเสียบใช้งานไปด้วยก็จะไม่สะดวกกับการเล่นเกม

ความสามารถของ AeroActive Cooler 5 อีกอย่างก็คือการเป็นขาตั้งสมาร์ทโฟน ทำให้ผู้ใช้สามารถเปิดดู YouTube หรือ Netflix เพื่อความบันเทิงได้อย่างสบายๆ โดยวางตั้งไว้บนพื้นโต๊ะ หรือพื้นผิวเรียบๆ ได้ทันที

เพราะในเรื่องของพลังเสียงใส่ลำโพงคู่หน้ามาให้ใช้งาน พร้อมรองรับ Hi-Res Audio ภายในใส่ชิป ESS DAC มาช่วยขับเสียงให้กับหูฟังผ่านพอร์ต 3.5 มม. ด้วย

เอกลักษณ์ที่ไปกับ Aura RGB

กลับมาที่ดีไซน์ของ ROG Phone 5 ตัวเครื่องยังมากับการออกแบบที่สื่อถึงความแข็งแกร่งของตัวเครื่อง ด้วยการนำวัสดุอย่างอะลูมิเนียมที่มีความแข็งแรง มาตัดกับสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ของ ROG อยู่แล้ว

ขนาดตัวเครื่องของ ROG Phone 5 จะอยู่ที่ 173 x 77 x 8.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 239 กรัม ซึ่งถือว่าตัวเครื่องค่อนข้างหนัก แต่เมื่อสัมผัสจะรู้สึกถึงความแข็งแรง และงานประกอบที่แน่นหนาชัดเจน

หน้าจอแสดงผลที่เลือกใช้จะเป็น Super AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว (2448 x 1080 พิกเซล) รองรับ HDR 10+ ที่ให้ Refresh Rate สูงถึง 144 Hz รองรับการสัมผัสที่ 300 Hz ให้ความหน่วงต่ำถึง 24.3 มิลลิวินาที พร้อมกระจก Gorilla Glass Victus เพิ่มความแข็งแกร่งให้หน้าจอ

บริเวณขอบบนของหน้าจอเยื้องไปทางขวา จะมีกล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซลซ่อนอยู่ ไม่ได้เป็นกล้องแบบเจาะรู หรือทำเป็นติ่งลงมาเฉพาะกล้องหน้าแต่อย่างใด

บริเวณขอบข้างขวาเครื่องนอกจากเป็นที่อยู่ของปุ่มเพิ่มลดเสียง และปุ่มเปิดเครื่องแล้ว ตรงสัญลักษณ์ ROG ยังทำหน้าที่เป็น AirTrigger ให้เป็นพื้นที่สัมผัสเพื่อสั่งงานหน้าจอระหว่างเล่นเกมเพิ่มเติมได้ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นหลักของ ROG Phone ก็ว่าได้

ถัดมาทางซ้าย ตามปกติจะมีจุกยางปิดพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C และขั้วเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมอยู่ ถัดมาก็คือช่องใส่ถาดซิมสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ของ ROG ส่วนขอบด้านบนจะปล่อยไว้โล่งๆ

ด้านล่างจะมีทั้งพอร์ต USB-C และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มาให้ ตัวเครื่องรองรับการชาร์จเร็วที่ 65W โดยภายในเป็นแบตเตอรีแบบคู่รวมกันแล้วอยู่ที่ 6000 mAh

ด้านหลังเครื่องเป็นที่อยู่ของกล้อง 3 เลนส์ ประกอบด้วยเลนส์หลัก 64 ล้านพิกเซล เลนส์มุมกว้าง 13 ล้านพิกเซล และมาโคร มาช่วยในการวัดระยะเพิ่มเติม โดยสามารถบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด 8K/30fps ได้ รองรับกันสั่นแบบ 3 แกน

ถัดลงมาคือแผงไฟ Aura RGB ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งสีได้เพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของ ROG Phone ทุกๆ รุ่นก็ว่าได้ ทำให้เครื่องรุ่นนี้เวลาเปิดเล่นเกม หรือใช้งานจะมีไฟส่องสว่างออกมาจากหลังเครื่องตลอดเวลา

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาภายในกล่องนอกจากตัวเครื่องแล้ว ก็จะมีเคสที่ออกแบบเฉพาะเว้นพื้นที่ Aura RGB ไว้ให้แสดงผลได้ชัดเจน สายชาร์จ USB-C และอะเดปเตอร์ 65W มาให้ด้วย โดยไม่มีหูฟัง 3.5 มม. มาให้

โหมดใช้งาน และฟีเจอร์น่าสนใจ

สำหรับการใช้งาน ROG Phone 5 จะมีความน่าสนใจคือผู้ใช้สามารถเลือกสลับระหว่างโหมดประสิทธิภาพสูง (X Mode+) และโหมดใช้งานปกติได้ ซึ่งจะแสดงผลให้เห็นบนอินเตอร์เฟสของหน้าจอเลย ด้วยการเปลี่ยนภาพพื้นหลังจากสีดำปกติ มาเป็นสีแดงที่สื่อถึงความแรง

ถัดมาคือผู้ใช้สามารถเข้าไปปรับแต่งเพิ่มเติมของ X Mode ได้ในส่วนของคอนโซล เพื่อเลือกปรับแต่งการทำงานต่างๆ ของเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรีดประสิทธิภาพให้มากที่สุด โหมด Dynamic เพื่อปรับการใช้งานตามรูปแบบการใช้ และโหมดประหยัดพลังงาน ที่จะช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรี

นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าไปปรับแต่งเอฟเฟกต์แวงเพิ่มเติม กรณีที่เชื่อมต่อกับ Aero Cooling 5 ก็สามารถปรับความเร็วของพัดลมได้ ตั้งระบบ AirTriggers ต่างๆ ได้จากในคอนโซลควบคุมนี้

ในขณะเล่นเกม ผู้ใช้ยังสามารถลากบริเวณขอบซ้ายของหน้าจอเข้ามา เพื่อแสดงแผงควบคุม Game Genie เพื่อตั้งค่าเกี่ยวกับเกมเพิ่มเติมได้ ในจุดนี้จะมีการแสดงผลการทำงานของตัวเครื่อง รวมถึงเฟรมเรทการแสดงผล และอุณหภูมิตัวเครื่องด้วย

จะเห็นได้ว่าฟีเจอร์ต่างๆ ของ ROG Phone 5 ถือว่าออกมาเพื่อรับกับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ซึ่งแน่นอนว่าต้องถูกใจผู้ที่ชื่นชอบเล่นเกมอย่างแน่นอน

จุดที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งของ ROG Phone 5 คือเรื่องของกล้องที่แม้จะให้ความละเอียดมาถึง 64 ล้านพิกเซล แต่ด้วยระบบการประมวลผลภาพต่างๆ ภาพที่ได้ออกมาอยู่ในระดับทั่วไป ไม่ได้ให้ความรู้สึกว้าวเหมือนในไฮเอนด์สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ แต่อย่างใด

สเปก

สำหรับสเปกของ ROG Phone 5 จะมากับชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 888 5G มีตัวเลือก RAM 8/12 GB พื้นที่เก็บข้อมูล 128 / 256 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 11

การเชื่อมต่อรองรับ 5G สามารถใส่ใช้งานได้ 2 ซิมพร้อมกัน WiFi 6 บลูทูธ 5.2 รองรับ NFC และมีฟีเจอร์พิเศษอย่าง AirTriggers ให้สัมผัสข้างเครื่องในการสั่งงาน รวมถึงใส่ลำโพงคู่หน้ามาให้ด้วย

สรุป

ROG Phone 5 ถือว่าออกแบบมาได้ตอบโจทย์การเล่นเกมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเล่นเกมในห้องแอร์ เพราะกลายเป็นว่าถ้าใช้งานในสภาพอุณหภูมิปกติ ตัวเครื่องจะค่อนข้างร้อนเมื่อเล่นเกมหนักๆ ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอย่างพัดลมมาช่วย

แน่นอนว่า ถ้าเป็นเกมเมอร์ ที่มีความเชี่ยวชาญสามารถเลือกปรับระดับการแสดงผลของเกมให้เหมาะสมได้ ตัวเครื่องจะไม่ประมวลผลจนร้อนขนาดนั้น และเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลแน่นอน

Gallery

]]>
Cyber Apps 19/07/21 : ชวนโหลดสติกเกอร์ BROWN & FRIENDS / Darkroom / Tides / RuneScape https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-190721/ Mon, 19 Jul 2021 06:35:46 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35626 ชวนโหลดสติ๊กเกอร์ BROWN & FRIENDS ฝีมือคนไทย 5 เซ็ทที่คิ้วท์สุดใจ!

BROWN & FRIENDS ชื่อตัวการ์ตูนหมีหนุ่มสีน้ำตาล และเหล่าสัตว์น้อยตัวจิ๋วที่เป็นผองเพื่อนของเขา ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่คนไทยคุ้นเคยมาตลอดทศวรรษที่เรา “แชท” เพื่อสื่อสารกันผ่าน แอปพลิเคชัน LINE

แต่คุณรู้ไหมว่า? ตอนนี้นักออกแบบสติกเกอร์คนดังชาวไทย ก็ได้โชว์ฝีมือการออกแบบสติ๊กเกอร์ BROWN & FRIENDS ขึ้นมาเป็นพิเศษอีก 5 เซ็ทเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีแอป LINE นั่นเอง ด้วยลายเส้นที่เป็นตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับข้อความภาษาไทย ทำให้เราส่งพูดคุยกับเพื่อนๆ ในห้องแชตได้อย่างสุดเพลินอีกด้วย

ใครที่ชอบส่งมินิฮาร์ทให้หวานใจในทุกๆ เช้า ต้องไม่พลาดสติกเกอร์เซ็ทที่ชื่อว่า “BROWN & FRIENDS x Gkomo” ที่จะมีรูป Cony กระต่ายสาวผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตยื่นมือทำรูปหัวใจ ที่ให้คนรับจะต้องเคลิ้มไปอีกแสนนาน ส่วนคนที่เป็นนักสเก็ตมือใหม่ แล้วอยากหาเพื่อนไปแจมออลลี่ด้วยกันก็ต้องโหลดสติกเกอร์เซ็ทที่ชื่อว่า “บุบบิบ x บราวน์ แอนด์ เฟรนด์” และหากคนที่ชอบมอบความอบอุ่นให้ใครๆ รอบข้างอยู่เสมอ ก็ต้องส่งสติกเกอร์กระต่าย Cony พร้อมข้อความว่า “เป็นกำลังใจให้นะ” ไม่ว่าจะแปะมันไปให้กับเพื่อนในกลุ่มไหนๆ คนเห็นก็ฟีลกู้ดได้ทันที

ว่าแล้วก็โหลดสติกเกอร์เซ็ทที่ชื่อ “N9 x BROWN & FRIENDS” กันได้เลย และหากใครอยากรู้ว่าสติกเกอร์อีก 2 เซ็ทจะมีความน่ารักในมุมไหนแฝงอยู่อีก ก็สามารถดาวน์โหลดผ่านหน้าร้านสติกเกอร์บนแอป LINE ได้เลย (สติกเกอร์ทุกเซ็ทต้องใช้ 100 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 60 บาท)

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://liff.line.me/1359301715-JKd7Y7j1/?#editorspick/5376

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://store.line.me/

Darkroom: Photo & Video Editor แต่งภาพสวยสมดุลทุกรายละเอียด

เพราะเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าคนจะงามได้ก็ต้องแต่งองค์ทรงเครื่อง เช่นเดียวกับรูปถ่าย จะให้สวยเป๊ะเรียกยอดไลค์ มันก็จะต้องอาศัยเครื่องมือดีๆ ใช้งานง่ายๆ ในการแต่งภาพเช่นกัน

แอปอย่าง Darkroom: Photo & Video Editor ก็พร้อมเป็นผู้ช่วยคนเก่งให้คุณแต่งภาพสวยสมดุลทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นภาพคน ภาพบุคคล หรือภาพวิวทิวทัศน์ก็ตาม เมื่ออนุญาตให้แอปเข้าถึงอัลบั้มรูปของคุณแล้ว ก็เพียงเลือกรูปเด็ดที่คุณต้องการจะปรับแต่งขึ้นมา ที่เหลือก็เพียงกดปุ่มเรื่องเมนูแต่งภาพนับสิบให้เลือกใช้ เริ่มตั้งแต่การตัด หรือปรับสัดส่วนของภาพ จากนั้นก็เปลี่ยนโทนสี

ถ้าชอบสไตล์วินเทจสีแรงๆ ก็แนะนำเบอร์ A210 จากนั้นก็ปรับดีเทลอื่นๆ เช่น เพิ่มความสว่าง เร่งแสง ใส่เงา สุดท้ายก็แค่เลือกสีกรอบภาพ ก็เป็นอันเสร็จ พูดง่ายๆ ก็คือ แอปนี้ได้ใส่ทุกฟีเจอร์ที่เราเคยใช้ในซอฟท์แวร์แต่งภาพบนคอมพิวเจอร์มาให้ทุกคนใช้ได้ง่ายๆ บนมือถือ แค่ปัดนิ้วเลือกฟิลเตอร์ต่างๆ ไปมาบนจอ Darkroom: Photo & Video Editor ทดลองใช้งานทุกฟีเจอร์ฟรี 7 วัน จากนั้นสามารถสมัครสมาชิกต่อได้ โดยรายปีจะลด 50% เหลือเพียงปีละ 789 บาทเท่านั้น ส่วนรายเดือนก็เดือนละ 159 บาท

ดาวน์โหลดแอป Darkroom: Photo & Video Editor ได้ฟรีทั้งบน iPhone, iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/darkroom-photo-video-editor/id953286746

ออกเดินทางสู่เกาะสวรรค์ ใน Tides

การใช้ชีวิตบนเกาะเขตร้อนดูเหมือนเป็นอะไรที่เหมือนฝันเลยนะ แต่ในความเป็นจริง คุณคงจะคิดถึงสิ่งต่างๆ อย่างของกินดีๆ หรืออินเทอร์เน็ตใช่ไหมล่ะ? ซึ่ง Tides: A Fishing Game นี่แหละที่จะเป็นผู้มอบสิ่งนั้นให้กับคุณ เริ่มต้นจากเกาะที่สามารถอัปเกรดได้ของคุณ

คุณจะได้เดินทางออกไปกลางทะเลสีครามเพื่อตกปลาท้องถิ่นหลากชนิด ส่วนการตกปลาก็แสนง่าย แค่ปัดนิ้วแล้วขว้างเหยื่อออกไปจากนั้นก็ดึงมันขึ้นมาเท่านั้นเอง แต่ละสถานที่จะมีปลาหลากหลายสายพันธุ์ให้ค้นพบ คุณจะได้รับโบนัสสำหรับการจับปลาตัวใหญ่ๆ และการตามหาปลาหลากหลายชนิดให้ครบด้วย เปลี่ยนปลาที่จับได้ให้เป็นเงินแล้วนำมันไปอัปเกรดเกาะของคุณกันได้เลย ที่เกาะหลักจะมีร้านค้าให้คุณซื้อของน่ารักๆ เพื่อนำไปตกแต่งเกาะ

จากนั้นก็ไปดูที่ Job Board เพื่อเลือกทำภารกิจเสริม แล้วต่อด้วยการไปที่ท่าเทียบเรือเพื่ออัปเกรดเรือของคุณหรือจะซื้อลำใหม่เลยก็ยังได้ ใน Tides จะมีเพียงสายลม แสงแดด และปลาหลากสายพันธุ์ในทะลสีครามที่พร้อมสร้างความผ่อนคลายให้คุณได้ทุกเมื่อ เอาล่ะ ใครอยากไปพักร้อนกันบ้างยกมือขึ้น?

เริ่มเล่นฟรีได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/tides-a-fishing-game/id1524699590

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.shallotgames.tides&hl=en_US&gl=US

ดำดิ่งสู่โลกออนไลน์ที่คุณสามารถเป็นใครก็ได้ตามที่ต้องการ ใน RuneScape

ผู้เล่นนับล้านได้ออกสำรวจโลกออนไลน์อันน่าตื่นเต้นของ RuneScape บน PC และ Mac กันมาแล้วตั้งแต่เกมเปิดตัวในปี 2001 และตอนนี้มันก็ได้มาอยู่บน iPhone และ iPad เป็นที่เรียบร้อย พร้อมให้คุณสนุกได้จากทุกที่

นี่คือประสบการณ์การเล่น RuneScape แบบเต็มรูปแบบโดยที่ไม่มีการตัดทอนอะไรเลย เกมมาพร้อมกับเนื้อหาของเควสต์ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกต่อสู้ ซื้อขายแลกเปลี่ยน รวบรวมทรัพยากร หรือเข้าร่วมแคลนผู้พิชิต การผจญภัยที่มีอยู่อย่างหลากหลายนี้จะให้ความรู้สึกที่แทบเรียกได้ว่าไร้ขีดจำกัดเลยล่ะ

แนวทางการเล่นขึ้นอยู่กับคุณทั้งหมด จะฝึกฝนตัวเองเป็นนักเวทผู้เก่งกล้าหรือนักรบผู้น่าเกรงขาม หรือจะตั้งเป้าไปที่ความร่ำรวยก็ได้ ไม่ชัวร์ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนงั้นเหรอ? ลองแตะที่ลูกโลกเพื่อเปิดแผนที่ดูสิ จากนั้นก็เซ็ตจุดมาร์กในสถานที่ที่น่าสนใจแล้วออกไปสนุกกันได้เลย! หมดเวลารอคอย

เริ่มเล่นได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/runescape/id1332022656

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.jagex.runescape.android&hl=en_US&gl=US

]]>
Review : Huawei Watch 3 – FreeBuds 4 คู่หาสมาร์ทวอทช์สุขภาพ และหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวน https://cyberbiz.mgronline.com/review-huawei-watch-3-freebuds-4/ Thu, 15 Jul 2021 11:14:35 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35577

กลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทวอทช์ และหูฟังไร้สายของหัวเว่ย ถือเป็น 2 IoT ดีไวซ์ที่ หัวเว่ย (Huawei) เปิดตัวมาเป็นกลุ่มแรกๆ ในช่วงที่สมาร์ทโฟนของหัวเว่ย ได้รับความนิยม จนมีผู้บริโภคใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในปีนี้ หัวเว่ย ได้มีการเพิ่มความสามารถให้กับทั้งสมาร์ทวอทช์ และหูฟังไร้สาย ได้อย่างน่าสนใจ เพราะไม่ได้จำกัดการใช้งานเฉพาะบนอีโคซิสเตมส์ของ HUAWEI เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้งานกับทั้ง Android และ iOS ได้เป็นอย่างดี

Huawei Watch 3 มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือรองรับการเชื่อมต่อแบบ eSIM พร้อมการวัดค่าสุขภาพที่ครบถ้วนทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิ จนถึงค่าออกซิเจนในเลือด ในขณะที่ FreeBuds 4 มากับคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น และตัดเสียงรบกวนได้น่าประทับใจ

สำหรับราคาจำหน่าของ Huawei Watch 3 เริ่มต้นที่ 12,990 บาท ส่วน Huawei FreeBuds 4 ราคาเปิดตัว 5,999 บาท มีโปรโมชันพิเศษเหลือ 4,499 บาท ถึงวันที่ 22 .. นี้

ข้อดี

Huawei Watch 3

  • มีฟีเจอร์ตรวจจับเกี่ยวกับสุขภาพครบถ้วน
  • รองรับการใช้งาน eSIM สามารถใช้สื่อสารแทนสมาร์ทโฟนได้
  • มีโหมดประหยัดแบตเตอรี ใช้งานได้ 14 วัน

HUAWEI FreeBuds 4

  • หูฟังไร้สาย ตัดเสียงรบกวน สวมใส่สบาย
  • รองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์สลับใช้งานไปมาได้

ข้อสังเกต

  • Huawei Watch 3 ยังมีแอปพลิเคชันที่รองรับค่อนข้างน้อย จาก App Gallery
  • เวลาชาร์จแบตเตอรี ถ้าเครื่องร้อนจะตัดการชาร์จอัตโนมัติ (แนะนำให้ชาร์จในห้องแอร์)
  • HUAWEI FreeBuds 4 อาจจะไม่เหมาะกับรูปทรงหูของทุกคน เพราะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ถ้าใส่ไม่พอดีอาจะหลุดได้

HUAWEI Watch 3 นาฬิกาอัจฉริยะวัดอุณหภูมิได้

การพัฒนาสมาร์ทวอทช์ของ หัวเว่ย ในปีนี้ ค่อนข้างน่าสนใจตรงการเพิ่มฟีเจอร์ที่มีความสำคัญ และได้ใช้งานแน่ๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการวัดค่าออกซิเจนในเลือด (spO2) รวมถึงวัดอุณหภูมิบริเวณผิวหนัง ที่เพิ่มเข้ามา

เนื่องจากทั้ง 2 ค่านี้ สามารถใช้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการเป็นไข้ หรือมีปัญหาในการหายใจ ซึ่งได้กลายเป็นอาการเบื้องต้นของโควิด-19 แต่แน่นอนว่าเมื่อสมาร์ทวอทช์ไม่ใช่เครื่องมือทางการแพทย์ ดังนั้นจึงสามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในการวินิจฉัยโรคได้

ความน่าสนใจของ Watch 3 ไม่ได้จบแค่ 2 ฟีเจอร์นั้น แต่ภายในยังอัดแน่นมาด้วยความอัจฉริยะที่น่าสนใจหลายๆ เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้ใช้งาน โดยฟีเจอร์พื้นฐานอย่างวัดก้าวเดิน วัดอัตราการเต้นของหัวใจ Huawei Watch รุ่นต่างๆ ทำได้ดีอยู่แล้ว

ที่เพิ่มขึ้นมาในรุ่นนี้ คือรองรับรูปแบบการออกกำลังกายมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มโหมดแนะนำในการออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้การใช้ชีวิตในช่วงนี้ของผู้คนยังสามารถรักษาสุขภาพให้แข็งแรงไปได้ด้วย

นอกจากนี้ Huawei Watch 3 ยังรองรับการเชื่อมต่อ eSIM (AIS และ TrueMove H มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ทำให้สามารถใช้รับสายโทรศัพท์จากนาฬิกาได้ทันที เวลาไปออกกำลังกายก็จะไม่พลาดการสื่อสารต่างๆ

เมื่อสมาร์ทวอทช์สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็จะช่วยปลดล็อกความสามารถอื่นๆ อย่างการฟังเพลง นำทาง โดยที่ไม่ต้องซิงค์กับสมาร์ทโฟนตลอดเวลาก็ได้ ทำให้กลายเป็นนาฬิกาอัจฉริยะที่มีความสามารถรอบด้าน

เบื้องหลังในการทำงานของ Huawei Watch 3 ก็คือการนำระบบปฏิบัติการ HarmonyOS มาใช้งาน ทำให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ Huawei App Gallery เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชันใช้งานได้ทันที แม้ว่าจะใช้งานร่วมกับ iOS หรือ Android ที่ไม่ใช่ Huawei ก็ตาม

ในแง่ของการออกแบบ Huawei Watch 3 ยังคงเอกลักษณ์ในแง่ของหน้าปัดทรงกลมเช่นเดิม ความรู้สึกที่ได้จะออกแมนๆ เหมาะกับผู้ชายมากกว่า จากขนาดตัวเครื่อง 46.2 x 46.2 x 12.15 มิลลิเมตร น้ำหนักไม่รวมสายจะอยู่ที่ 54 กรัม

ตัวหน้าจอที่ให้สีสันสดใส และสามารถเลือกเปลี่ยนหน้าปัดได้นั้น เลือกใช้จอแบบ AMOLED ขนาด 1.43 นิ้ว ความละเอียด 466 x 466 พิกเซล ให้ความละเอียดเม็ดสีที่ 326ppi วัสดุตัวเรือนทำจากสแตนเลสเป็นหลัก

การควบคุมทำได้ทั้งจากหน้าจอแบบสัมผัส เม็ดมะยมที่สามารถกด และหมุนได้ พร้อมกับปุ่มกดด้านข้าง เพิ่มเติม เพื่อให้เข้าถึงการใช้งานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว นาฬิกายังกันน้ำที่ระดับ 5 ATM ทำให้สามารถใส่ว่ายน้ำที่ไม่ลึกเกิน 50 เมตรได้ด้วย

สำหรับการเชื่อมต่อ นอกจากใส่ eSIM เพื่อใช้งาน 4G LTE แล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อ WiFi 4 (รองรับเฉพาะ 2.4 GHz) มี GPS ในตัว รวมถึง NFC และบลูทูธ 5.2 ทำให้สามารถเชื่อมต่อหูฟังไร้สาย เข้ากับ Watch 3 เพื่อใช้ฟังเพลงจากนาฬิกาโดยตรงได้ด้วย

ในส่วนของระยะเวลาการใช้งาน Huawei Watch 3 เคลมว่าในโหมดอัจฉริยะสามารถใช้งานได้นาน 3 วัน และโหมดประหยัดพลังงานจะอยู่ได้ 14 วัน ซึ่งในโหมดนี้จะยังคงวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนรับการแจ้งเตือน ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เชื่อมต่อกับ iOS ผ่านแอป Huawei Health ระยะเวลาการใช้งานจะสั้นลงเหลือ 1.5 วันเท่านั้น เนื่องจากใช้การเชื่อมต่อคนละแบบกับสมาร์ทโฟนที่มีพื้นฐานของ Android ทำให้ใช้พลังงานในการรับส่งข้อมูลมากกว่าเดิม

HUAWEI FreeBuds 4 คุณภาพเสียงตัดเสียงรบกวนเด็ดขึ้น

มาถึง HUAWEI FreeBuds 4 ที่เป็นหูฟังไร้สายชูความโดดเด่นเรื่องการตัดเสียงรบกวน ก่อนหน้านี้ หัวเว่ย เคยออก FreeBuds 4i ที่เป็นหูฟังไร้สายแบบ In-Ears ออกมารองรับการตัดเสียงรบกวนเหมือนกัน FreeBuds 4 รุ่นนี้จึงเหมือนเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ใช้เพิ่มเติม

โดยการออกแบบของ FreeBuds 4 จะเปลี่ยนดีไซน์ใหม่อย่างเคสที่เป็นทรงกลม ขนาด 58 x 21.2 มิลลิเมตร น้ำหนักรวม 38 กรัม ทำให้พกพาได้ง่าย ใส่ในกระเป๋ากางเกงได้สบายๆ มีให้เลือกด้วยกัน 2 สีคือ เงิน Silver Frost และ ขาว Ceramic White มีพอร์ตชาร์จ USB-C อยู่ด้านล่าง และปุ่มกดสำหรับเชื่อมต่อทางขวา

ในส่วนของหูฟัง FreeBuds 4 มาในลักษณะของหูฟังปกติ ที่ไม่ได้ต้องยัดจุกยางเข้าไปในรูหู โดยทางหัวเว่ย ระบุว่า มีการออกแบบให้เหมาะกับสรีระของใบหู ทำให้เมื่อสวมใส่แล้วจะกระชับ พอดี และมีน้ำหนักเบาข้างละ 4.1 กรัมเท่านั้น

นวัตกรรมที่ใส่มาให้ใช้งานใน FreeBuds 4 มีที่น่าสนใจมากมาย ทั้งระบบตัดเสียงรบกวน ANC 2.0 ที่แม้ว่าจะเป็นหูฟังแบบ Open Fit แต่มีการปรับปรุงเทคตัดเสียงรบกวน ที่จะคอยปรับแรงดันอากาศในหูทั้ง 2 ข้างให้สมดุล และทำให้มั่นใจว่าจะได้ยินเสียงจากรอบข้าง

ทำให้ FreeBuds 4 กลายเป็นหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนที่ใส่สบาย สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง ในแง่ของคุณภาพเสียงให้ไดรเวอร์ขนาด 14.3 มม. มาช่วยขับเสียงให้เสียงที่กว้าง และเติมด้วยเบสได้อย่างน่าสนใจ

ตัวหูฟังยังมากับระบบตรวจจับการสวมใส่ ทำให้เมื่อใช้งานอยู่ ถ้าเปิดเพลงฟัง พอถอดหูฟังเพลงก็จะหยุดโดยอัตโนมัติ เมื่อสวมกลับเข้าไปก็จะเล่นเพลงต่อได้ทันที รวมถึงรองรับการสลับใช้งานระหว่าง 2 อุปกรณ์ไปมาได้ จากการที่ใช้บลูทูธ 5.2 ช่วยให้สะดวกมากขึ้น

ส่วนการควบคุมจะใช้การสัมผัสในการสั่งงานบริเวณก้านหูฟัง โดยแบ่งเป็นการแตะสองครั้งเพื่อเล่น หยุด รับสาย วางสาย เลื่อนขึ้นลงเพื่อเพิ่มลดเสียง และแตะค้างเพื่อเปิดปิดโหมดตัดเสียงรบกวน ซึ่งการควบคุมเหล่านี้สามารถตั้งค่าผ่านแอป Huawei AI Life ได้ทั้งหมด

สำหรับระยะเวลาการใช้งาน FreeBuds 4 ให้แบตเตอรีมาข้างละ 30 mAh เคสชาร์จ 410 mAh เมื่อชาร์จ 1 ครั้ง สามารถเล่นเพลงต่อเนื่องในโหมดตัดเสียงรบกวนอยู่ที่ 2.5 ชั่วโมง และเมื่อปิดจะใช้งานได้ 4 ชั่วโฒง

เมื่อรวมกับแบตเตอรีในเคสชาร์จ จะใช้งานได้ต่อเนื่อง 14-22 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการเปิดหรือปิดระบบตัดเสียงรบกวน และใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าแบตเตอรีหมดค่อนข้างเร็ว เมื่อเทียบกับหูฟังไร้สายหลายๆ รุ่นในท้องตลาด

สรุป

Huawei Watch 3 และ HUAWEI FreeBuds 4 น่าจะเหมาะกับผู้ที่ใช้งานอีโคซิสเตมส์ของ Huawei อยู่แล้ว เพราะจะสามารถเรียกใช้ประสิทธิภาพของดีไวซ์ได้สูงที่สุด ในขณะเดียวกันถ้าเป็นผู้ใช้งาน iOS ก็สามารถใช้งานได้ แต่มีข้อจำกัดพอสมควร

ดังนั้น อาจจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใช้ iOS มากกว่าว่า ถ้าต้องการนาฬิกาอัจฉริยะที่ไม่ใช่ Apple Watch หรือหูฟังไร้สายที่ไม่ใช่ AirPods มาใช้งาน Huawei ทั้ง 2 รุ่นนี้ ก็น่าสนใจไม่น้อยจากฟีเจอร์ที่ให้มา

]]>
Cyber Apps 12/07/21 : Epic Kids / Instories / Farm Heroes Saga / Evo Pop https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-120721/ Mon, 12 Jul 2021 04:07:30 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35565 Epic Kids’ books & reading ชวนคุณหนูๆ เรียนรู้มากขึ้นกับคลังหนังสือและคำถามมหาสนุก

การให้เด็กๆ ได้ใกล้ชิดหนังสือดีๆ นอกจากจะเป็นการให้พวกเขาได้เพลิดเพลินกับความรู้และการเปิดกว้างกับจินตนาการใหม่ๆ แล้ว หนังสือยังเป็นศูนย์กลางเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนทุกวัยในครอบครัวได้อีกด้วย

ว่าแล้วก็มารู้จักกับคลังหนังสือดิจิทัลสำหรับคุณหนูๆ อย่าง Epic Kids’ books & reading กันเลย! Epic Kids’ books & reading คือ แอปที่เป็นเสมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ที่บรรจุเฉพาะหนังสือดีๆ (ที่มีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษสำหรับเด็กๆ หลายช่วงวัย

เมื่อเปิดแอปเข้ามาผู้ปกครองก็เพียงกดเลือกปุ่ม Families, start reading ได้เลย หลังจากสมัครสมาชิกและกรอกชื่อเจ้าตัวเล็กลงไปแล้ว คุณก็จะเซอร์ไพรส์ที่จะเห็นชั้นหนังสือถูกจัดวางตามหมวดหมู่ ที่เหมาะสม เช่น หนังสือที่ได้รับรางวัล หนังสือยอดนิยมหมวดดนตรี รวมถึงหนังสือที่แนะนำเฉพาะเด็กน้อยที่เป็นสุดที่รักของคุณด้วย เพราะมีการระบุชื่อเด็กๆ ลงไปในชื่อชั้นหนังสือโดยอัตโนมัติ หากต้องการให้เด็กๆ ฝึกทักษะการ อ่าน ฟัง และการออกเสียงภาษาอังกฤษก็แนะนำหมวดหนังสือยอดนิยมที่ระบบอ่านออกเสียง (Top Picks: Read-to-Me) ที่จะมีการไฮไลท์แต่ละคำเพื่อให้เด็กๆ ได้รู้จักตัวอักษรและการออกเสียงแต่ละคำด้วยโทนเสียงที่ถูกต้องเหมือนเจ้าของภาษานั่นเอง

ในเมนู Search ยังมีการแยกหมวดหมู่เนื้อหาตามหัวข้อที่เด็กแต่ละคนสนใจได้อีกด้วย เช่น หมวดรถยนต์ หมวดแมว หมวดไดโนเสาร์ หรือหมวดประวัติศาสตร์ เป็นต้น สำหรับผู้ปกครองที่มีเด็กหลายคนที่อยู่ในช่วงวัยที่ต่างกัน คุณสามารถสร้างบัญชีผู้ใช้ให้กับเด็กแต่ละคนได้อีกด้วย ทำให้สามารถเลือกหนังสือที่เหมาะสมกับพวกเขา และสามารถอ่านเฉพาะเล่มที่เคยอ่านค้างไว้ได้อย่างไม่สะดุดอีกด้วย ในแอปยังมีการทำฟังก์ชันเหมือนกับเกม คือ ยิ่งอ่าน จะยิ่งปลดล็อก เก็บแต้มไปเรื่อยๆ นอกจากนี้แล้วเมื่ออ่านจบยังสามารถสรุปความรู้ที่ได้จากเมนู Quiz ที่มีในหนังสือทุกๆ เล่มอีกด้วย

ดาวน์โหลดแอป Epic Kids’ books & reading เพื่อชวนเด็กๆ มาอ่านหนังสือแบบไม่ต้องต่อเน็ตได้ทั้งบน iPhone และ iPad ฟรี

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/epic-kids-books-reading/id719219382

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.getepic.Epic&hl=en_US&gl=US

Instories สร้างสรรค์สตอรี่ให้เด่นสะดุดตา โปรโมทสินค้าได้โดนใจ

เครื่องมือในการสร้างสรรค์งานโฆษณาโปรโมทสินค้าให้สุดครีเอท ไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก ตรงกันข้ามมันสนุกเหมือนการแต่งรูปทั่วๆ ไป และแอปอย่าง “Instories” ก็ทำได้อย่างนั้นจริงๆ

แอป Instories เป็นแอปที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ สามารถที่จะสนุกกับการสร้างสรรค์สื่อโฆษณาเพื่อโปรโมทสินค้าและบริการของตัวเองได้ง่ายๆ ผ่านการโพสต์ผ่านช่องทาง “สตอรี่” ไม่ว่าจะบนโซเชียลไหนๆ

ตัวแอปจะมีแม่แบบ (Template) ที่เหมาะกับการโปรโมทสินค้าหลายประเภท เช่น แบบ Mindfulness เหมาะมากกับการโปรโมทคอร์สสอนโยคะออนไลน์ แบบ Minimal ก็เหมาะมากที่จะโปรโมทร้านเสื้อผ้า หรือ ร้านกาแฟ เป็นต้น การใช้งานแอป Instories ก็แสนง่าย แค่เลือกแม่แบบที่ชอบ จากนั้นก็แก้ไขข้อความ และเลือกภาพจากอัลบั้มใส่ไป ก็เป็นอันเสร็จ และหากเราต้องการเปลี่ยนแปลงเพลง เพิ่มฉาก เปลี่ยนสีพื้นหลัง ฯลฯ ก็ทำได้หมด เมื่อปรับจนถูกใจก็บันทึกลงเครื่องก็เป็นอันเสร็จพิธี

ดาวน์โหลดแอป Instories ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad เพื่อทดลองใช้งานครบทุกฟีเจอร์ฟรี 3 วัน หลังจากนั้นก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกระดับโปรในราคาเดือนละ 219 บาท

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/instories-insta-video-editor/id1454762989

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=io.instories&hl=th&gl=US

เก็บผักเพลินๆ ในสไตล์พัซเซิล ใน Farm Heroes Saga

เก็บเพชร เก็บลูกกวาดกันจนเบื่อแล้ว มาลองเกม Farm Heroes Saga จะให้คุณมาเก็บผักกัน แม้จะเริ่มขึ้นจากด่านง่ายๆ แต่คุณจะรู้ได้ทันทีเลยว่า คุณไม่สามารถปัดนิ้วไปมั่วๆ ในแต่ละครั้งที่จับคู่ได้ ในด่านต่างๆ คุณจะต้องเล็งเป้าไปที่จำนวนพืชผักเพื่อเก็บสะสมมันโดยใช้การจับคู่ ซึ่งพอผ่านด่านไปเรื่อยๆ จะมีภารกิจที่ท้าทายมากขึ้นให้ทำเพื่อให้ผ่านด่านอีกด้วย

ต้องหยุดคิดแผนกันหน่อยแล้วล่ะ ถ้าคุณทำเป้าหมายได้ครบก่อนที่จำนวนครั้งจะหมดล่ะก็ มันจะเป็นการเปิดใช้ Hero Mode ซึ่งก็คือรอบโบนัสที่คุณสามารถใช้จำนวนครั้งที่เหลือเพื่อทำคะแนนให้ได้สูงที่สุด (จะมีบอกด้วยนะว่าคุณต้องทำแต้มโบนัสให้ได้เท่าไร ถึงจะขึ้นเป็นระดับท็อปในตารางผู้นำของด่านนั้นได้ เป็นการเพิ่มสีสันให้การแข่งขันมากขึ้นส่วนพาวเวอร์อัปที่จะชาร์จตลอดเวลานั้น จะช่วยเพิ่มความล้ำลึกให้กับการเล่นขึ้นไปอีก บล็อกชนิดต่างๆ จะทำให้คุณต้องคิดแผนในด่านนั้นๆ มากขึ้น นอกจากนั้นยังมี ‘การสู้บอส’ เช่นเจ้าแร็กคูนตัวเหม็นที่จะเข้ามาสร้างความสนุกสุดท้าทายให้กับเกมอีกด้วย 

เริ่มเล่นฟรีบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/farm-heroes-saga/id608206510

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.king.farmheroessaga&hl=th&gl=US

แบ่งร่างและงาบให้เกลี้ยงด้วยกองทัพบล็อกสุดคิวท์ ใน Evo Pop

เจ้าบล็อกตาเดียวใน Evo Pop นั้น ช่างน่ารักแถมยังตะกละเอาเรื่องเลยในเกมวางแผนสุดแปลกนี้ คุณจะได้จัดการกับกองทัพ Evo ของฝ่ายศัตรูด้วยการงาบพวกมันให้เกลี้ยง วิธีเล่นไม่ยาก เริ่มจากร่ายเวทเพื่อเพิ่มกองทัพบล็อกของคุณ

แต่ก็ต้องระวังให้ดีด้วยนะ เพราะ Evo ของฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ใกล้ๆ ก็กำลังทำสิ่งเดียวกันกับคุณอยู่ เอาชนะด้วยการเพิ่มจำนวนบล็อกให้ได้ถึง 300 เป็นคนแรก หรือเขมือบศัตรูให้เกลี้ยง!

Evo Pop ได้ผสานความน่ารักสไตล์การ์ตูนเข้ากับการวางแผนเชิงกลยุทธ์ อย่างการใช้เวทระเบิดเพื่อผลัก Evo ตัวใหญ่ของคุณให้ไปงาบศัตรูตัวเล็กๆ และด้วยความสามารถมากมายที่มีให้ใช้ จะทำให้การเล่นในแต่ละด่านไม่มีคำว่าซ้ำเลยล่ะ ผู้สร้างเกมนี้เป็นรายเดียวกับเกม Cut The Rope จากกรุงมอสโก การันตีความน่ารักได้เลย 

เริ่มเล่นได้ฟรี บน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/evo-pop/id1528311550

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.zeptolab.evopop&hl=th&gl=US

]]>
Review : MSI Summit E13 Flip Evo โน้ตบุ๊กธุรกิจ ดีไซน์พรีเมียม https://cyberbiz.mgronline.com/review-msi-summit-e13-flip-evo/ Tue, 06 Jul 2021 03:03:31 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35512

หลังจาก MSI นำเสนอ Summit B15/E15 ไปก่อนหน้านี้ ในกลุ่มของโน้ตบุ๊กองค์กรธุรกิจใช้งานทั่วไป ล่าสุด MSI ได้เพิ่มไลน์สินค้าให้ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจ ด้วยการแนะนำ MSI Summit E13 Flip Evo ที่เน้นความเป็นพรีเมียมและใช้งานได้อเนกประสงค์มากขึ้น

จุดเด่นของ MSI Summit E13 Flip Evo คือเป็นโน้ตบุ๊กแบบ 2-1 ที่สามารถพับหน้าจอใช้งานได้ 4 รูปแบบ รองรับการสัมผัส รวมถึงใช้งานควบคู่กับ MSI Pen ในดีไซน์ที่มีรูปแบบเฉพาะตัวจากสีดำ ตัดขอบสีทอง มาพร้อมกับ Windows 10 Pro ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงให้ใช้งาน

สเปกภายในมีให้เลือกทั้งรุ่นที่มากับ 11th Gen Intel Core i5 1135G7 และ Core i7 1185G7 RAM 16/32 GB SSD 512/1 TB ผ่านมาตรฐาน Intel EVO เรียบร้อย วางจำหน่ายในราคา 46,990 – 51,990 บาท

ข้อดี

  • โน้ตบุ๊กองค์กรระดับพรีเมียม ดีไซน์มีเอกลักษณ์ของ MSI
  • ผ่านมาตรฐาน Intel EVO รองรับการอัปเกรดเป็น Windows 11 ในอนาคต
  • ใช้งานได้หลายรูปแบบ จอสัมผัส รองรับ MSI Pen
  • แบตเตอรี ใช้งานต่อเนื่องได้ตลอดวัน

ข้อสังเกต

  • ตัวเครื่องค่อนข้างร้อน เวลาประมวลผลหนักๆ
  • ผิวสัมผัสตัวเครื่องสีดำด้าน แต่เป็นรอยนิ้วมือค่อนข้างง่าย
  • กล้องเว็บแคมยังเป็น 720p

ดีไซน์มีเอกลักษณ์

โน้ตบุ๊กในตระกูล Summit ของ MSI จะถูกออกแบบมาให้มีความเป็นธุรกิจสูง เน้นการใช้สีที่ดูสุขุม แฝงด้วยความกระฉับกระเฉง โดยใน Summit E13 Flip Evo ได้มีการนำสัดส่วนทองคำ หรือ Golden Ratio 1/1.618 มาปรับใช้ในหลายๆ ส่วน

เริ่มตั้งแต่การออกแบบโลโก้ของ MSI แบบใหม่ที่ใช้สัดส่วน Golden Ration อยู่แล้ว ตามด้วยสัดส่วนหน้าจอแบบ 16:10 ที่ใกล้เคียงกับ Golden Ration มากที่สุด พร้อมกระบวนการขึ้นรูปโครงเครื่อง และขัดเงาด้วย CNC ให้ความละเอียดสูงทำให้ตัวเครื่องสมบูรณ์แบบมากที่สุด

สำหรับขนาดตัวเครื่องของ MSI Summit E13 Flip Evo จะอยู่ที่ 300.2 x 222.2 x 14.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.35 กิโลกรัม วางจำหน่ายในประเทศไทยเฉพาะสีดำ Ink Black ที่เป็นตัวเครื่องดำ ตัดกับขอบเครื่องสีทองเท่านั้น

หน้าจอเครื่องมากับขนาด 13.4 นิ้ว ความละเอียด FullHD IPS รองรับอัตราการแสดงผลที่ 60 Hz ใช้งานคู่กับ MSI Pen เพื่อจดบันทึก วาดเขียนข้อมูลต่างๆ ได้ที่ระดับความแม่นยำ 4,096 ระดับ

ที่น่าสนใจคือขอบเครื่องที่ที่ค่อนข้างบาง ส่งผลให้พื้นที่หน้าจอทั้งหมดถูกใช้งานได้อย่างน่าสนใจ ด้านบนหน้าจอจะมีทั้งกล้องเว็บแคมความละเอียด 720p มาให้ ซึ่งเป็นกล้องแบบอินฟาเรด ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ในการปลดล็อกด้วยใบหน้าได้

ถัดลงมาในส่วนของคีย์บอร์ด MSI Summit E13 Flip Evo มากับคีย์บอร์ดขนาดมาตรฐาน โดยมีระยะปุ่มกดอยู่ที่ 1.5 มิลลิเมตร มีปุ่มลัดสำหรับสั่งงานต่างๆ ให้ครบถ้วน ส่วนแทร็กแพดที่ให้มารับสัมผัสได้เป็นอย่างดี มีขนาดใหญ่เพียงพอให้ใช้งาน

พอร์ตเชื่อมต่อเพียงพอปลอดภัย

อีกความใส่ใจของ MSI ในเครื่องระดับพรีเมียมนี้ คือการใส่พอร์ตมาให้เพียงพอกับการใช้งาน และยังคงประสิทธิภาพการเชื่อมต่อมาให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นทางขวาที่มีทั้งพอร์ต USB 3.2 Type-A และ USB-C อีก 2 พอร์ต ที่รองรับทั้ง USB 4.0 / Display Port / Thunderbolt 4 และใช้เสียบชาร์จได้ด้วย

ทางขวามี USB-C เพิ่มให้อีกพอร์ต พร้อมกับช่องใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติม ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และปุ่มสำหรับล็อกการใช้งานเว็บแคม เพิ่มความเป็นส่วนตัวในระดับฮาร์ดแวร์ในการใช้งานกล้อง

ประกอบกับเมื่อเป็นโน้ตบุ๊กในกลุ่มองค์กรธุรกิจ MSI ได้มีการนำมาตรฐานความปลอดภัยทั้งการปกป้องข้อมูลจากการเชื่อมต่อพอร์ต USB ที่สามารถควบคุมได้จาก MSI Center ภายในมีชิปเซ็ต TPM 2.0 มาช่วยเข้ารหัสข้อมูลในระดับฮาร์ดแวร์ด้วย

นอกเหนือจากการใช้ใบหน้าปลดล็อกด้วย Windows Hello แล้ว Summit E13 Flip Evo ยังมากับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือให้ใช้งานด้วย บริเวณตัวเครื่องด้านล่างปุ่มลูกศรของคีย์บอร์ด เรียกได้ว่าให้มาครบ และปลอดภัยอย่างแน่นอน

ใช้งานได้หลายรูปแบบ

ด้วยการที่ Summit E13 Flip Evo รองรับการพับหน้าจอทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับรูปแบบการใช้ได้ทั้งเป็นโน้ตบุ๊กปกติ พับหน้าจอใช้งานในลักษณะของแท็บเล็ตร่วมกับ MSI Pen เพื่อใช้งานได้สะดวกแล้ว

ยังสามารถกางโน้ตบุ๊กในลักษณะของ Tent เพื่อใช้ในการรับชมคอนเทนต์ ข้อมูลต่างๆ ได้ หรืออีกรูปแบบคือการวางในลักษณะของการพรีเซ็นต์งานให้ลูกค้า ทำให้ Summit E13 Flip Evo รองรับการใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกัน

สเปก และทดสอบประสิทธิภาพ

ในส่วนของสเปกภายใน MSI Summit E13 Flip Evo วางจำหน่ายด้วยกัน 2 สเปก โดยมีจุดที่แตกต่างกันคือเรื่องของซีพียู RAM และ SSD โดยรุ่นเริ่มต้น จะมากับ 11th Gen Intel Core i5 1135G7 RAM 16 GB SSD 512 GB ส่วนรุ่น Core i7 1185G7 จะให้ RAM 32 GB SSD 1 TB มาใช้งาน และสามารถอัปเกรด SSD ได้สูงสุด 2 TB

ส่วนรุ่นที่ได้รับมาทดสอบนั้น จะมีความแตกต่างจากรุ่นที่วางจำหน่ายอยู่พอสมควร ดังนั้นผลทดสอบที่เกิดขึ้นในบทความนี้ จึงมีโอกาสแตกต่างจากรุ่นที่วางจำหน่าย ซึ่งมีให้เลือก 2 สเปกตามข้อมูลด้านบน

ที่เหลือคือมาพร้อมกับกราฟิกออนบอร์ด Intel IrisXe รองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ 5.2 WiFi 6E ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อ โดยเฉพาะในช่วงที่การทำงานเกิดขึ้นได้จากทุกสถานที่ และมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro รองรับการอัปเกรดเป็น Windows 11 ในอนาคต

ด้านแบตเตอรีมากับขนาดใหญ่ถึง 70Whr โดยทาง MSI ทดสอบสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ราว 20 ชั่วโมง ในกรณีที่ใช้งานทั่วไป ทีมงานทดสอบใช้ทำงานโดยมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ใช้งานได้ต่อเนื่องเกือบ 12 ชั่วโมง

กรณีที่ประมวลผลหนักๆ อย่างการเรนเดอร์ไฟล์วิดีโอ เล่นเกมความละเอียดสูงๆ ใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง เรียกได้ว่านอกจากประสิทธิภาพสูงแล้ว แบตเตอรีที่ให้มาก็เพียงพอกับการใช้งานด้วย และยังมากับระบบชาร์จเร็วจากอะเดปเตอร์ 65W ที่ให้มาด้วย

สรุป

MSI Summit E13 Flip Evo ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊กสำหรับองค์กรธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะรองรับการทำงานหลากหลายรูปแบบ รวมถึงใช้งานร่วมกับ MSI Pen ในการจดบันทึก หรือคอมเมนต์งาน ช่วยให้ผู้บริหารใช้งานโน้ตบุ๊กได้สะดวกมากขึ้น

ในแง่ของความปลอดภัยนอกจาก TPM 2.0 และตัวเครื่องที่รองรับ Windows Hello ปลดล็อกด้วยใบหน้า และลายนิ้วมือแล้ว ยังมีปุ่มล็อกกล้องเว็บแคมมาให้ใช้งานเพิ่มเติมด้วย ปลอดภัยในทุกๆ ส่วน และ MSI ยังมีการรับประกัน 2 ปี มาให้ด้วย

Gallery

]]>
Review : Microsoft Surface Laptop 4 คีย์บอร์ดพิมพ์สนุก เพิ่มตัวเลือกซีพียู https://cyberbiz.mgronline.com/review-microsoft-surface-laptop-4/ Wed, 30 Jun 2021 08:06:53 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35468

ไมโครซอฟท์ ยังคงรักษามาตรฐานของการออกผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ปรับแต่งให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ที่ต้องการใช้งานโน้ตบุ๊กเพื่อทำงาน พกพาไปไหนมาไหนได้ง่าย และที่สำคัญคือประสิทธิภาพในการประมวลผลต้องสูงด้วย

Surface Laptop 4 ถือเป็นโน้ตบุ๊กในฟอร์มเฟคเตอร์ปกติรุ่นล่าสุดของ ไมโครซอฟท์ ที่นำเสนอมาในปีนี้ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งการเปลี่ยนแปลงคีย์บอร์ดให้พิมพ์ได้สนุกขึ้น เปิดทางเลือกรุ่นซีพียูให้มีทั้ง Intel และ AMD บนขนาดหน้าจอทั้ง 13.5 นิ้ว และ 15 นิ้ว ให้เลือก

แน่นอนว่า ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่ติดตั้งมาให้บน Surface Laptop 4 นั้น เพียงพอกับการใช้งานในปัจจุบันแล้ว แต่เมื่อ Windows 11 เปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปใช้งาน Surface Laptop 4 จะรองรับการอัปเกรด และเพิ่มประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ใช้ด้วย

ข้อดี

  • จอ PixelSense 13.5 นิ้ว สัดส่วน 3:2 รองรับการสัมผัส และใช้งานปากกาได้
  • ตัวเครื่องบาง 14.5 มม. น้ำหนัก 1.2 กิโลกรัม
  • คีย์บอร์ดที่มาพร้อมที่รองฝ่ามือหุ้ม Alcantara ช่วยให้พิมพ์ได้สนุกขึ้น
  • แบตเตอรี ใช้งานได้ต่อเนื่องทั้งวัน

ข้อสังเกต

  • อะเดปเตอร์ชาร์จยังเป็นพอร์ตเฉพาะของ Surface เช่นเดิม (แม้จะชาร์จจาก USB-C ได้แล้วก็ตาม
  • พอร์ตเชื่อมต่อไม่ครบ มีเพียง USB-C USB Type-A และ 3.5 มม. เท่านั้น
  • กล้องเว็บแคมความละเอียด 720p

ราคาเริ่มต้น เข้าถึงง่ายขึ้น

หนึ่งในความน่าสนใจของ Surface Laptop 4 คือการเพิ่มทางเลือกซีพียูมาให้ผู้ใช้งานอย่าง AMD Ryzen จากเดิมที่จะมีให้เลือกเฉพาะซีพียูจาก Intel เท่านั้น และนั่นทำให้ราคาเริ่มต้นของ Surface Laptop โน้ตบุ๊กที่ดีที่สุดของไมโครซอฟท์ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วย

สำหรับรุ่นเริ่มต้นของ Surface Laptop 4 ขนาดจอ 13.5” มากับชิปเซ็ต AMD Ryzen 5 4680U RAM 8 GB SSD 256 GB ในราคา 35,999 บาท หรือจะเพิ่ม RAM เป็น 16 GB SSD 256 GB จะอยู่ที่ 42,999 บาท

ส่วนชิปเซ็ต 11 Gen Intel Core i5 1145G7 RAM 8 GB SSD 512 GB จะเริ่มต้นที่ 44,999 บาท โดยสามารถปรับสเปกไปได้ถึง Intel Core i7 1185G& RAM 16 GB SSD 512 GB ในราคา 57,999 บาท

จะเห็นได้ว่าจากราคาเริ่มต้นของ Surface Laptop 4 ในช่วง 35,999 บาท แต่ได้โน้ตบุ๊กหน้าจอสัมผัส ที่รองรับการพกพาไปใช้งานได้ทุกที่ถือเป็นตัวเริ่มต้นที่น่าสนใจ แต่ถ้าใครที่ต้องการใช้งานยาวๆ อาจจะต้องมองตัวเลือกเป็นรุ่นที่มี SSD 512 GB แทน เพราะ 256 GB อาจจะไม่เพียงพอกับการเก็บข้อมูลในระยะยาว

ดีไซน์เดิม ปรับปรุงภายในให้ดีขึ้น

Surface Laptop 4 ยังคงลักษณะการออกแบบไม่แตกต่างจาก Surface Laptop 3 จนเรียกว่าเป็นไมเนอร์เชนจ์ของรุ่นก็ว่าได้ เพราะตัวเครื่องจะเน้นที่การอัปเดตสเปกภายในเป็นหลัก โดยขนาดของเครื่องจะอยู่ที่ 308 x 223 x 14.5 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.26 กิโลกรัม

ตัวเครื่องมีให้เลือกด้วยกัน 2 สีคือ สีเงินแพลตตินัม ที่จะมากับวัสดุหุ้ม Alcantara และสีดำด้านที่เป็นโลหะตามปกติ ซึ่งในรุ่นสีดำจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 1.28 กิโลกรัม ซึ่งจะให้โทนสี และภาพลักษณ์ในการใช้งานที่แตกต่างกันไป

การออกแบบของ Surface Laptop 4 ยังคงเน้นที่ความเป็นมินิมอลเช่นเดิม โดยมีสัญลักษณ์ของ Windows สะท้อนแสงติดอยู่ตรงกึ่งกลางด้านนอกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เมื่อเปิดตัวเครื่องขึ้นมาจะพบกับจอสัมผัส PixelSense ขนาด 13.5 นิ้ว ความละเอียด 2256 x 1504 พิกเซล 201 ppi ในสัดส่วน 3:2 ซึ่งช่วยให้แสดงผลคอนเทนต์สำหรับการท่องเว็บ หรือทำงานเอกสารได้ดีขึ้น แต่จะไม่เหมาะกับการรับชมภาพยนต์เท่าไหร่ เนื่องจากจะเหลือขอบสีดำด้านบนและล่างเพิ่มขึ้นด้วย

ที่น่าเสียดายอีกอย่างก็คือเรื่องของขอบจอที่ Surface Laptop 4 ยังมีขอบจอที่ค่อนข้างหนา เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในท้องตลาดอย่างเอซุส เดลล์ หรือเอชพี ที่นำเสนอตัวเครื่องขนาด 14 นิ้ว ในฟอร์มเฟคเตอร์ขนาด 13 นิ้ว ได้อย่างน่าสนใจ

บริเวณขอบบนยังคงเป็นที่อยู่ของกล้องเว็บแคมความละเอียด 720p ซึ่งถือว่าน้อยไปหน่อยสำหรับยุคปัจจุบันที่การใช้งานวิดีโอคอลล์มีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น ที่ดีก็คือยังมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ IR ที่ทำงานร่วมกับ Windows Hello ในการปลดล็อกด้วยใบหน้าได้อยู่

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ Surface Laptop 4 เท่าที่ทดสอบใช้งานมาคือ ความนิ่มของคีย์บอร์ด ทั้งในแง่ของแป้นคีย์บอร์ดที่รับสัมผัส ทำให้พิมพ์ได้สนุก มีปุ่มลัดสำหรับการสั่งงานต่างๆ ครบถ้วน จะมีจุดที่น่าเสียดายคือย้ายปุ่มลัดอย่าง Home End PageUp PageDown ไปไว้บริเวณแถบบนแทน ทำให้เวลาใช้งานอาจจะต้องปรับตัวเล็กน้อย

ส่วนปุ่มเปิดเครื่องก็ถูกขยับเข้ามาไม่ได้อยู่ที่มุมขวาบน แต่เป็นที่อยู่ของปุ่ม Delete แทน ช่วยให้เวลากดใช้งานทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะไปสัมผัสโดนปุ่มปิดเครื่องแทน แทร็กแพดของ Surface Laptop 4 ที่ให้มาใหญ่สะใจ รองรับการใช้งานได้ลื่นไหล

อีกจุดที่นุ่มก็คือการที่ Surface Laptop 4 มีการหุ้มหนังสังเคราะห์อย่าง Alcantara มาให้บริเวณตัวเครื่องด้านใน ทำให้สัมผัสของข้อมือระหว่างการพิมพ์นุ่มสบายกว่าโน้ตบุ๊กที่ใช้โลหะ หรือพลาสติกอื่นๆ แต่ก็แลกมากับการดูแลรักษาที่เพิ่มขึ้น โดยทางไมโครซอฟท์ แนะนำให้สามารถนำผ้าชุบสบู่เหลวอ่อนๆ มาถูกทำความสะอาดได้

ในส่วนของพอร์ตเชื่อมต่อ Surface Laptop 4 ถือว่าให้มาค่อนข้างจำกัด โดยทางฝั่งซ้ายจะมีเพียงช่องเสียบ USB Type A และ USB-C พร้อมกับช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เท่านั้น ไม่รองรับการเชื่อมต่อ Thunderbolt ด้วย

ส่วนทางขวามีพอร์ต Surface Connect ไว้เสียบชาร์จตัวเครื่อง โดยที่บริเวณอะเดปเตอร์จะมีพอร์ต USB Type A เพิ่มมาให้ใช้งานอีก 1 ช่อง ความจุของแบตเตอรีจะอยู่ที่ 47.4 Whr ที่ไมโครซอฟท์ระบุว่าใช้งานได้ต่อเนื่อง 17-19 ชั่วโมง

สเปก และทดสอบประสิทธิภาพ

ในส่วนของสเปก Surface Laptop ที่ได้รับมาทดสอบจะเป็นรุ่น 11 Gen Intel Core i5 RAM 8 GB SSD 256 GB มาพร้อมกราฟิก Intel IrisXe ส่วนถ้าเป็นรุ่น AMD Ryzen ก็จะมาพร้อมกับ AMD Radeon แบบออนบอร์ดให้ใช้งาน

โดยเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ AMD Ryzen สามารถใช้งานบนแบตเตอรีได้ยาวนานกว่ารุ่นของ Intel คือการที่ปัจจุบัน AMD พัฒนาชิปเซ็ตบนสถาปัตยกรรมแบบ 7 นาโนเมตร ที่ประหยัดพลังงานมากกว่า ในขณะที่ Intel ยังอยู่บนสถาปัตยกรรมแบบ 10 นาโนเมตร

สำหรับการใช้งาน Surface Laptop 4 ต้องยอมรับว่า ถือเป็นแล็ปท็อปเพื่อการทำงาน และความบันเทิงที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการใช้งานทั่วๆ ไป ทำงานเอกสาร ทำรูปภาพบ้าง แต่จะไม่หนักไปจนถึงการตัดต่อวิดีโอ หรือเล่นเกมความละเอียดสูงๆ เนื่องจากไม่มีการ์ดจอแยกมาช่วยประมวลผล

ส่วนในแง่ของความบันเทิง เรียกได้ว่าให้มาครบถ้วนจากหน้าจอขนาดใหญ่ 13.5 นิ้ว ที่ให้ความละเอียดสูง สีสันสมจริง แบตเตอรีที่ใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน ทีมงานลองใช้งานทั่วๆ ไปอยู่ที่ราว 11 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้งานหนักๆ อย่างเล่นเกม จะเหลือประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

สรุป

Microsoft Surface Laptop 4 ยังคงรักษาการเป็นโน้ตบุ๊กที่ดีที่สุดของไมโครซอฟท์ได้อย่างน่าสนใจ และนำเสนอเทคโนโลยีต่างๆ ของ Windows 10 ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของ Windows Hello ควบคู่กับชิปความปลอดภัย TPM2.0 ที่มาช่วยเข้ารหัสข้อมูล

ทำให้ Surface Laptop 4 เหมาะที่จะเป็นทั้งโน้ตบุ๊กสำหรับคอนซูเมอร์ และใช้งานในองค์กรธุรกิจ จะติดก็เรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อที่ให้มาค่อนข้างจำกัด อาจจะต้องพกอะเดปเตอร์เพิ่มเติมในการใช้งาน

ที่น่าสนใจคือ Surface Laptop 4 รองรับการอัปเกรดเป็น Windows 11 ใช้งานในอนาคตอย่างแน่นอนอยู่แล้ว เมื่อมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ของ Windows ใหม่ให้ใช้งานสัมผัสจากหน้าจอได้สะดวกขึ้น Surface Laptop 4 จะเพิ่มความน่าใช้งานเข้าไปอีก

Gallery

]]>
Review : Apple iPad Pro 12.9” M1 เร็วแรง จอสวย ครบเครื่อง https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-ipad-pro-m1/ Mon, 28 Jun 2021 06:14:44 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35440

การนำชิปเซ็ต Apple M1 มาใช้งานบน iPad Pro ทั้ง 11” และ 12.9” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปิดตัว iPad Pro รุ่นของปี 2021 ที่อัปเกรดในเรื่องประสิทธิภาพการประมวลผลภายในชิปเซ็ต ช่วยให้ตัวเครื่องทำงานได้อย่างลื่นไหล

Apple iPad 12.9” ยังมากับหน้าจอแบบใหม่ Liquid Retina XDR ที่รองรับช่วงสีที่กว้างขึ้น และกลายเป็น iPad รุ่นที่จอสวยสุดในเวลานี้ โดยยังคงความสามารถของทั้ง ProMotion True Tone P3 Colour และลดแสงสะท้อนจากหน้าจอด้วย

ทำให้ iPad Pro 12.9” เป็นแท็บเล็ตที่แรง จอสวย รองรับการใช้งานที่หลากหลายทั้ง ใช้งานคู่กับ Apple Pencil 2nd Gen เพื่อสร้างสรรค์ผลงานวาดเขียน จดบันทึก หรือใช้งานควบคู่กับ Magic Keyboard ทำให้มี Productivity ในการทำงานได้มากขึ้น ร่วมกับ iPadOS

ข้อดี

  • iPad ประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งานหลากหลาย
  • จอ Liquid Retina XDR 12.9”
  • ตัวเครื่องรองรับ 5G
  • มีพื้นที่เก็บข้อมูลให้เลือกสูงถึง 2TB

ข้อสังเกต

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • ถ้าต้องการใช้งานให้ครบทุกความสามารถต้องซื้ออุปกรณ์เสริมอย่าง Pencil และ Keyboard เพิ่ม
  • Magic Keyboard สีขาวเปื้อนง่ายมาก

Apple M1 เพิ่มประสิทธิภาพ iPad Pro

การเปลี่ยนชิปเซ็ตประมวลผลจาก Apple A12Z Bionic มาใช้งาน Apple M1 ที่มีการผสมผสานทั้งหน่วยประมวลผล กราฟิก ชิปประมวลผลทางด้าน AI อย่าง Apple Neural Engine เข้าไป ทำให้ iPad Pro รองรับการใช้งานได้ครบถ้วนมากขึ้น

ตั้งแต่การใช้งานเพื่อความบันเทิงแบบจัดเต็ม หรือการประมวลผลหนักๆ อย่างการอ่านข้อมูลขนาดใหญ่ ปรับแต่งภาพความละเอียดสูง จนถึงการตัดต่อวิดีโอระดับ 4K ได้อย่างลื่นไหล ทำให้กลายเป็นอุปกรณ์พกพาที่ทรงพลัง

ข้อมูลจากแอปเปิลระบุว่า Appe M1 ที่เป็น CPU 8 Core GPU 8 Core และ Apple Neural Engine 16 Core แรงกว่าซีพียูรุ่นก่อนหน้าถึง 50% และการประมวลผลภาพเร็วขึ้นถึง 40% ส่งผลให้ iPad Pro แรงกว่าโน้ตบุ๊กเกือบทุกรุ่นในตลาดตอนนี้

โดยการประมวลผลที่เร็วขึ้นของ Apple M1 ช่วยให้ผู้ที่ใช้งานทางครีเอทีฟทำงานบน iPad ด้วยระยะเวลาที่น้อยลง ทั้งการใช้งาน Adobe Photoshop Affinity Photo หรือตัดต่อวิดีโอด้วย LumaFusion

ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นนักพัฒนาที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับ AR VR การที่ M1 มี Neural Engine จะช่วยให้การประมวลผลทางด้านแมชชีนเลิร์นนิ่งต่างๆ ทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อรวมกับกล้องที่รองรับ LiDAR ทำให้ iPad Pro รองรับการใช้งาน XR ได้เป็นอย่างดี

จอสวยงาม คมชัด

อีกจุดเด่นที่ปรับปรุงขึ้นของ iPad Pro 12.9 นิ้ว คือหน้าจอที่เลือกใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบ mini-LED มาใช้งาน ใน Liquid Retina XDR ความละเอียด 2732 x 2048 พิกเซลนี้ ช่วยให้การแสดงผลของ iPad Pro มี Extreme Dynamic Range ที่สูงขึ้น และยังรองรับ ProMotion ที่ปรับอัตราการแสดงผลระหว่าง 24Hz – 120Hz แบบอัตโนมัติ

นอกจากนี้ เพื่อให้รองรับการใช้งานในสถานที่ต่างๆ รวมถึงในที่แสงจัด ทำให้ iPad Pro 12.9 เพิ่มความสว่างหน้าจอขึ้นมาอยู่ที่ 1000 nits และเร่งได้สูงสุดถึง 1600 nits ซึ่งรองรับการแสดงผลแบบ HDR ทำให้ภาพนิ่ง และวิดีโอที่ได้ชัดเจน และสวยงาม

การเลือกใช้ mini-LCD ยังช่วยให้ทำ Contrast Ratio ได้สูงถึง 1,000,000 : 1 จากจุดกำแนิดแสงที่ละเอียดขึ้นถึง 2596 จุด โดยเมื่อใช้งานกับคอนเทนต์ที่รองรับ Dolby Vision HDR10+ จะสามารถรีดประสิทธิภาพของจอ Liquid Retina XDR ออกมาได้

อย่างไรก็ตาม iPad Pro รุ่นหน้าจอ 11 นิ้ว จะยังใช้จอ Liquid Retina เช่นเดิม ไม่ได้ถูกอัปเกรดมาเป็น Liquid Retina XDR ดังนั้น ถ้าใครใช้งาน iPad Pro 11” อยู่แล้วอยากเปลี่ยนมาใช้รุ่นปี 2021 ก็อาจจะไม่จำเป็นนัก แต่ถ้าข้ามมารุ่นจอใหญ่ 12.9” ก็จะมีความแตกต่างมากขึ้น

มาพร้อม 5G – Thunderbolt 3 – USB 4

การเชื่อมต่อที่ครบจากรุ่น Cellular ที่รองรับทั้ง WiFi 6 และ 5G ทำให้ iPad Pro มีความสมบูรณ์ในการใช้งานมากขึ้น เพราะสามารถรับส่งไฟล์ความละเอียดสูงได้อย่างรวดเร็ว แม้ทำงานอยู่นอกสถานที่ ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่ 4G ทำไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องดาวน์โหลดไฟล์งานขนาดใหญ่มาใช้

ส่วนผู้ที่มีอุปกรณ์เสริม USB-C อยู่แล้ว ก็สามารถเชื่อมต่อเพื่อโอนถ่ายข้อมูลที่ความเร็วสูงขึ้นถึง 40 Gbps เมื่อใช้งานร่วมกับ Thunderbolt 3 และ USB 4 นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เชื่อมต่อกับจอความละเอียดสูงระดับ pro Display XDR ที่ความละเอียด 6K ได้ด้วย

หรือในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่อ 10 Gigabit พอร์ต Thunderbolt ที่ให้มาก็รองรับ จึงทำให้ iPad Pro รุ่นปี 2021 มีการเชื่อมต่อที่ครบถ้วนมาก และพื้นที่เก็บข้อมูลภายในยังมีให้เลือกสูงสุดถึง 2TB ด้วย

ดีไซน์เดิมที่คุ้นเคย

ในแง่ของดีไซน์ตัวเครื่อง iPad Pro 12.9 นั้นมีความเปลี่ยนแปลงน้อยมากๆ คือตัวเครื่องหนาขึ้นเล็กน้อย เป็น 280.6 x 214.9 x 6.4 มิลลิเมตร จากรุ่นก่อนหน้าที่ 5.9 มิลลิเมตร ซึ่งความหนา 6.4 มิลลิเมตร ก็ยังถือว่าเป็นแท็บเล็ตที่บางมากๆ อยู่ดี

บริเวณขอบหน้าจอด้านบน (แนวตั้ง) หรือด้านซ้าย (แนวนอน) จะเป็นที่อยู่ของกล้อง TrueDepth 12 ล้านพิกเซล f/2.4 ที่รองรับการปลดล็อกด้วย FaceID สามารถบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด 1080p 60fps

รอบตัวเครื่องทางด้านบน (แนวนอน) จะมีปุ่มปรับระดับเสียง แถบแม่เหล็กไว้เชื่อมต่อกับ Apple Pencil 2nd Gen และช่องใส่ซิมการ์ดแบบนาโนซิม ทางขวา จะมีพอร์ต USB-C ทางซ้ายมีปุ่มเปิดเครื่อง

ที่เพิ่มขึ้นมาคือลำโพง 4 จุด ช่วยให้คุณภาพเสียงสเตอริโอของ iPad Pro พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับไมโครโฟนรับเสียงที่เพิ่มขึ้นเป็น 5 จุด ทำให้ได้เสียงในระดับสตูดิโอเวลาใช้งาน FaceTime หรือ VDO Call

โดยความน่าสนใจของ iPad Pro รุ่นปี 2021 นี้ คือการพัฒนากล้อง TrueDepth ให้มีความสามารถอย่าง Center Stage เพื่อรับกับพฤติกรรมการใช้งานวิดีโอคอลล์ที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19

Center Stage จะนำ AI มาช่วยในการจับภาพ และทำให้ใบหน้าอยู่บริเวณกึ่งกลางของกล้องตลอดเวลา ช่วยให้เวลาใช้งานสามารถขยับ เคลื่อนไหวไปรอบๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะหลุดออกจากเฟรมเกินไป

ส่วนกล้องหลังยังมาพร้อมกับกล้องเลนส์หลัก 12 ล้านพิกเซล และเลนส์มุมกว้าง 10 ล้านพิกเซล พร้อม LiDAR Scanner ในการตรวจจับวัตถุ และระยะต่างๆ เช่นเดิม ซึ่งช่วยให้สามารถจับโฟกัสในที่แสงน้อยได้ด้วย

ราคาจำหน่าย

Apple iPad Pro 12.9 ที่มาพร้อมชิป Apple M1 วางจำหน่ายในรุ่น RAM 8 GB พื้นที่เก็บข้อมูลให้เลือกตั้งแต่ 128 GB 256 GB และ 512 GB ส่วนพื้นที่เก็บข้อมูล 1 TB และ 2 TB จะมากับ RAM 16 GB

iPad Pro 12.9 นิ้ว ราคา 37,900 บาท – 76,400 บาท ถ้าต้องการรุ่น Cellular ก็เพิ่มเงินอีก 5,000 บาท ในทุกช่วงราคา ส่วน iPad Pro 11 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 27,900 บาท – 66,400 บาท

ส่วนราคา Apple Pencil 2nd Gen อยู่ที่ 4,490 บาท Magic Keyboard (3rd Gen) สำหรับรุ่น 11” อยู่ที่ 9,990 บาท ส่วนรุ่น 12.9” อยู่ที่ 11,690 บาท นอกจากนี้ยังมี Smart Keyboard Folio เริ่มต้นที่ 5,990 บาท – 6,590 บาท

สรุป

iPad Pro 12.9 ที่มากับชิปเซ็ต M1 ถือเป็นแท็บเล็ตประสิทธิภาพสูงที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน ซึ่งถ้าเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นมืออาชีพ ครีเอเตอร์ ช่างภาพ ตัดต่อวิดีโอ นักพัฒนาต่างๆ iPad Pro รุ่นใหม่นี้ตอบโจทย์แน่นอน

แต่ถ้าไม่ได้มองหาการประมวลผลระดับสูง และขนาดหน้าจอ 11 นิ้ว เพียงพอกับการใช้งาน ตัวเลือกอย่าง iPad Air ที่เพิ่งปรับโฉมมาลักษณะเดียวกับ iPad Pro ก็เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว ดังนั้นคงต้องดูว่า iPad Pro รุ่นนี้คุ้มค่ากับการใช้งานหรือไม่

]]>
Cyber Apps 28/06/21 : My First Museum / PREQUEL / A Long Time / Unruly Heroes https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-280621/ Mon, 28 Jun 2021 04:43:38 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35433 My First Museum ศิลปะเพื่อการเรียนรู้สำหรับคุณหนูๆ

เทรนด์แห่งการเรียนรู้สำหรับเด็กๆ ในศตวรรษที่ 21 นอกเหนือจาก STEM ที่พูดถึง วิทยาศาสตร์ (Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), และคณิตศาสตร์ (Mathematics) แล้ว การเพิ่มตัว A ที่หมายถึง Art ซึ่งก็คือ ศาสตร์ด้านศิลปะ ก็จะยิ่งช่วยให้การคิด วิเคราะห์ และการสร้างสรรค์ เปี่ยมไปด้วยมุมมองที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างสมดุล

โอกาสนี้เองจึงอยากแนะนำให้ผู้ปกครองและคุณหนูๆ ได้รู้จักแอปน้องใหม่ที่จะทำให้ทุกคนในครอบครัวสนุกไปกับโลกแห่งความรู้จากศิลปะระดับโลกผ่านแอปที่ชื่อว่า My First Museum แอปนี้จะทำให้เราได้เดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลกได้โดยไม่ต้องขึ้นเครื่องบิน

แอปนี้มีการรวบรวมเอางานศิลปะหลายร้อยชิ้นมาให้ดูใกล้ๆ พร้อมมีคำอธิบาย (ทั้งในรูปแบบของตัวอักษรและเสียงบรรยายภาษาอังกฤษถึงทึ่มาของงานศิลป์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด อาทิ ภาพโมนาลิซ่า (Mona Lisa) จากฝีมือลีโอนาโด ที่ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟท์ ภาพราตรีประดับดาว (The Starry Night) จากแปรงพู่กันของฟินเซนต์ ฟัน โคค เป็นต้น แอปนี้ถือเป็นแอปเพื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กๆ ฝึกทักษะภาษาอังกฤษได้อย่างครบองค์ 

ดาวน์โหลดแอป My First Museum ที่เหมาะสำหรับเด็กอายุระหว่าง 9-11 ปี ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/my-first-museum/id1532638286

PREQUEL: Aesthetic Editor สร้างสรรค์ภาพสุดแนวแบบ 3D ฉลองเดือนไพรด์

มาร่วมฉลองสีรุ้งสุดสดใสต้อนรับเดือนไพรด์ ไปกับแอปแต่งภาพเจ๋งๆ อย่าง PREQUEL: Aesthetic Editor กันเถอะหากคุณพร้อมที่จะแต่งภาพให้ได้อารมณ์ไพรด์แบบเต็มๆ ก็ต้องเริ่มต้นที่ปุ่ม Effects แล้วเลือกเอฟเฟกต์ที่ชื่อว่า Fluid ก็จะเห็นกราฟฟิกสีรุ้งปรากฎขึ้น

จากนั้นก็ต่อด้วยเมนู Filters แล้วเลือกฟิลเตอร์ชื่อ Kidcore ตบท้ายที่เมนู Stickers ที่แค่พิมพ์คำว่า Pride ลงไปก็จะเจอสติกเกอร์แนวๆ สีสันสดใสให้เลือกอย่างสะใจ แต่งรูปคูลๆ ของคุณเสร็จแล้วก็อย่าลืมโพสต์มาอวดเราบ้างล่ะ?

ดาวน์โหลดแอป PREQUEL: Aesthetic Editor ได้ฟรีบน iPhone

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/prequel-aesthetic-editor/id1325756279

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.prequel.app&hl=th&gl=US

สัมผัสความรักที่เฝ้ารอมาแสนนานของตุ๊กตาตัวน้อย ใน A Long Time

เปิดโลกแห่งสมุดภาพใน A Long Time และสัมผัสกับการเดินทางอันแสนลึกซึ้งและงดงามตลอด 6 ทศวรรษของเด็กหญิงตุ๊กตาตัวน้อย พร้อมเรียงร้อยชิ้นส่วนความทรงจำและรับชมเรื่องราวที่ค่อยๆ เผยออกมา ด่านแต่ละด่านคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีต่างๆ

โดยจะมีภาพชิ้นส่วนความทรงจำ อย่างม้าหมุน เต็นท์ละครสัตว์ และเด็กหนุ่ม ในโทนสีซีเปีย เกมนี้ใช้กลไกการเล่นแบบพัซเซิลสไลด์บล็อก ที่คุณจะต้องเคลื่อนความทรงจำเสี้ยวต่างๆ เพื่อเปิดทางให้เส้นแทนเวลาสีแดงสามารถไหลผ่านไปยังอีกฝั่งได้ เมื่อคุณเคลื่อนชิ้นส่วนได้เข้าที่แล้ว ก็ถึงเวลาชื่นชมความทรงจำดีๆ ที่จะเปลี่ยนเป็นสีสันสดใส และเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีกินใจที่บรรเลงคลอประกอบ ขณะที่คุณเฝ้ารอไปพร้อมๆ กับเด็กหญิงตุ๊กตาตัวน้อย

คุณจะได้ร่วมแบ่งปันทั้งทุกข์และสุขที่ผ่านเข้ามาในแต่ละปีของเธอ การรอคอยช่วยให้ชีวิตของเธอมีเป้าหมายและกลายเป็นสิ่งเดียวที่เธอรู้จัก แต่การรอคอยนี้จะสูญเปล่าหรือไม่ คนรักของเธอจะหวนคืนมาหรือเปล่าทางเดียวที่จะหาคำตอบได้ก็คือ พลิกไปยังหน้าต่อไปด้วยตัวคุณเอง 

เกมนี้ราคา 19 บาท เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/a-long-time/id1450612495

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.cottongame.alongtime&hl=en_US&gl=US

จัดการปิศาจในตำนานด้วยหลากตัวละครสุดตื่นตา ใน Unruly Heroes

เกมนี้ไม่เหมือนเกมทั่วไปที่คุณต้องโฟกัสที่บทบาทใดบทบาทหนึ่ง แต่ Unruly Heroes จะให้คุณสลับบทบาทไปมาระหว่างตัวละครอันหลากหลาย ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีพลังพิเศษที่แตกต่างกันไปในเกมแพลตฟอร์มสุดงดงามที่จะพาคุณไปต่อสู้กับศัตรูท่ามกลางการผจญภัยในโลกอันลึกลับ

คุณจะได้ทำความรู้จักกับกลุ่มฮีโร่ 4 คนและพลังของพวกเขา เจ้าลิง Wukong สามารถดับเบิลจัมป์ไปยังจุดที่ตัวละครอื่นไปไม่ได้ และเจ้าหมู Kihong จะใช้คราดเพื่อร่อนและลอยไปในระยะไกล ฮีโร่แต่ละตัวจะมีคอมโบการต่อสู้ระยะประชิดอันทรงพลังให้ใช้ด้วย คุ้นๆ ไหมว่าตัวละครทำไมมีทั้งลิงทั้งหมู เพราะเกมนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ไซอิ๋ว” นั่นเอง

ลองสลับไปมาระหว่างตัวละครเพื่อใช้ความสามารถในการร่อน ต่อสู้ และไขพัซเซิล อย่าลืมมองหาเหรียญทองที่อาจซ่อนอยู่ในจุดที่คาดไม่ถึงด้วยล่ะ การกระโดดไปทั่วๆ แพลตฟอร์มที่ต่างกันจะทำให้คุณค้นพบสมบัติที่ซ่อนอยู่ เก็บมันมาให้หมดเพื่อนำมาอัปเกรดตัวละครของคุณ และเสริมสกิลของพวกเขาให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก 

เกมนี้ราคา 59 บาท เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/unruly-heroes/id1521243180

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.pwrd.unrulyheroesmobile&hl=th&gl=US

]]>
Review : ASUS ExperBook B9 อัปเกรดใหม่ปี 2021 เน้นแข็งแรง-ปลอดภัย https://cyberbiz.mgronline.com/review-asus-experbook-b9400/ Tue, 22 Jun 2021 06:09:13 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35401

ในปีที่ผ่านมา ASUS เปิดตลาดโน้ตบุ๊กเบางเบาในกลุ่มองค์กรธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ ด้วยซีรีส์ใหม่อย่าง ExpertBook B9 ชูความโดดเด่นของการเป็นแล็ปท็อปองค์กรธุรกิจที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก ด้วยน้ำหนักไม่ถึง 1 กิโลกรัม และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งาน

พอมาในปี 2021 เอซุส ได้อัปเกรดความสามารถของ ExpertBook B9 (9400) ให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ด้วยการเพิ่มความแข็งแรงของหน้าจอ เลือกนำเฉพาะรุ่นประสิทธิภาพสูงอย่าง 11 Gen Intel Core i7 มาทำตลาด โดยเปิดให้เลือกเพิ่มเติมว่าจะใช้งานคู่กับ Windows 10 Home หรือ Windows 10 Pro ในราคาเริ่มต้นที่ 44,990 บาท

จุดเด่นของ ASUS ExpertBook B9 (9400) รุ่นปี 2021 นี้ คือมาพร้อมกับการรับรอง Intel EVO แพลตฟอร์ม ตัวเครื่องน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม พอร์ตเชื่อมต่อครบ พร้อมด้วยฟังก์ชันรักษาความปลอดภัยด้วย Windows Hellp ทั้งสแกนใบหน้า และลายนิ้วมือให้ใช้งาน รวมถึงการเลือกใช้ Dual SSD ทำให้สามารถทำ RAID 1 เพื่อสำรองข้อมูลได้ด้วย

ข้อดี

  • โน้ตบุ๊กธุรกิจ ประสิทธิภาพสูง 11 Gen Intel Core i7
  • น้ำหนัก 1 กิโลกรัม
  • แบตเตอรีใช้งานต่อเนื่องเกิน 13 ชั่วโมง
  • กล่องใส่ที่ชาร์จเปลี่ยนเป็นฐานตั้งโน้ตบุ๊กได้

ข้อสังเกต

  • หน้าจอยังเป็น Full HD+
  • กล้องเว็บแคมความละเอียด 720p
  • มีให้เลือกเฉพาะรุ่น Core i7 ต่างจากปีที่ผ่านมามีรุ่น Core i5 ที่ราคาย่อยเยาว์กว่า

บางเบา พอร์ตครบเหมือนเดิม

ความโดดเด่นของ Asus ExpertBook B9 ยังคงเป็นเรื่องของความบางเบาของตัวเครื่อง โดยมีขนาดอยู่ที่ 320 x 203 x 14.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,009 กรัม หรือประมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นถ้าเทียบกับรุ่นของปี 2020 คือการเลือกใช้แบตเตอรีขนาด 66 Whr แทนรุ่นเดิมที่ใช้แบตเตอรีขนาด 33 Whr ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้นด้วย

ดีไซน์ของ ExpertBook B9 นั้น ยังคงใช้ดีไซน์แบบเดิม เรียกได้ว่าเป็นไมเนอร์เชนจ์ของรุ่นก็ว่าได้ มีวางจำหน่ายสีเดียวคือ Star Black ที่เป็นสีดำแบบผิวด้าน ช่วยให้ตัวเครื่องติดรอยนิ้วมือได้ยาก และให้ความรู้สึกหรูหรา พรีเมียมขึ้นในตัว

ASUS ยังคงเลือกใช้ฟอร์มเฟคเตอร์ของเครื่องขนาด 13 นิ้ว มาใส่หน้าจอ 14 นิ้ว ทำให้เห็นได้ว่ารุ่นนี้ขอบจอค่อนข้างบาง ให้สัดส่วนหน้าจอเทียบกับตัวเครื่องอยู่ที่ 94% ความละเอียดหน้าจอเป็น FullHD 1920 x 1080 พิกเซล มุมมองแบบ IPS ให้ความสว่าง 400 nits และค่าแสงที่ sEGB 100%

บริเวณกล้องเว็บแคมความละเอียด 720p ที่ให้มาจะมีชัตเตอร์เพื่อปิดกรณีที่ไม่ต้องการใช้งาน พร้อมกับเพิ่มเซ็นเซอร์วัดระยะมาด้วย ทำให้เวลาลุกออกจากหน้าเครื่อง ExpertBook B9 จะทำการล็อกหน้าจออัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในกรณีที่ปิดขัตเตอร์บังกล้องไว้ ก็จะไม่สามารถใช้งานปลดล็อกด้วยใบหน้าได้

ในส่วนของคีย์บอร์ด ยังคงมาในรูปแบบชิกเล็ตมาตรฐาน ระยะกดของปุ่มอยู่ที่ 1.5 มิลลิเมตร ป้องกันน้ำหกใส่ และมีไฟ Backlit ไว้ใช้งานในเวลากลางคืนด้วย ส่วนบริเวณทัชแพด จะสามารถเปิดฟีเจอร์ใช้งานเป็นปุ่มตัวเลขเพิ่มเติมได้ ช่วยให้สามารถกรอกข้อมูลตัวเลขได้สะดวกขึ้น

สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อ ExpertBook B9 ให้พอร์ตมาครบถ้วนสำหรับการเป็นโน้ตบุ๊กบิสสิเนส ไล่ตั้งแต่พอร์ต USB 3.2 Type-A 1 พอร์ต มี Thunderbolt 4 (USB-C) ให้อีก 2 พอร์ต ซึ่งรองรับการต่อจอแยก และชาร์จไฟทั้งสองพอร์ต เพิ่มเติมด้วย HDMI 2.0 ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และ MicroHDMI ที่ใช้งานคู่กับอะเดปเตอร์แปลงเป็นพอร์ต LAN ที่แถมมาให้ในกล่อง

ในแง่ของความปลอดภัยตัวเครื่องมีช่องล็อก Kensington มาให้ เพื่อรวมกับ Windows Hello ที่รองรับทั้งการปลดล็อกด้วยใบหน้า และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่บริเวณมุมขวาล่างของคีย์บอร์ด ทำให้เครื่องรุ่นนี้ ผ่านมาตรฐานด้านซิเคียวริตี้สำหรับใช้งานในองค์กรธุรกิจแน่นอน

ส่วนแบตเตอรีที่ให้มา 66 Whr นั้น สามารถใช้งานรับชมวิดีโอได้ต่อเนื่องกว่า 20 ชั่วโมง ส่วนการใช้งานหนักๆ ได้กว่า 13 ชั่วโมง และรองรับการชาร์จเร็วจากอะเดปเตอร์ 65W ที่ให้มาจาก 1% – 60% ได้ในเวลา 49 นาที ซึ่งแปลว่าสามารถชาร์จเพียง 1 ชั่วโมง ใช้งานได้ตลอดวันสบายๆ

จุดที่อัปเกรดขึ้น

ภายใน ExpertBook B9 จุดที่มีการอัปเกรดเพิ่มเติมจากรุ่นปี 2020 จะประกอบด้วยชิปเซ็ตที่ใหม่ขึ้น ด้วยการเลือกใช้ 11 Gen Intel Core i7-1165G7 พร้อม Intel Iris Xe RAM 16 GB SSD 1 TB ให้ใช้งาน

ถัดมาคือการเพิ่มความแข็งแรงของหน้าจอด้วยการเสริมโครงเหล็กเข้าไป แก้ปัญหาหน้าจอยวบในรุ่นของปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้น้ำหนักโดยรวมของตัวเครื่องเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่รองรับการกดทับของหน้าจอได้มากขึ้น

อีกอย่างที่น่าสนใจคือการเปิดให้สามารถเลือกใส่ SSD ได้แบบคู่ ทำให้ ExpertBook B9 สามารถทำ RAID0 เพื่อให้ตัวเครื่องทำงานได้เร็วขึ้น หรือ RAID1 เพื่อสำรองข้อมูลในการใช้งานได้ เหมาะกับการใช้งานในองค์กรธุรกิจขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ก็มีการอัปเกรดในแง่ของระบบตัดเสียงรบกวน เวลาใช้งานวิดีโอคอลล์ ด้วยการนำ ASUS AI Noise-Cancelling Audio มาช่วยทั้งเสียงของคู่สนทนาที่ผู้ใช้ได้ยิน และปรับเสียงจากไมโครโฟนให้ปลายสายด้วย

อีกความน่าสนใจก็คือเรื่องของบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก โดยที่ในรุ่น ExpertBook B9400 นี้ ได้มีการนำกล่องบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ใส่อะเดปเตอร์ชาร์จไฟ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ มาใช้เป็นขาตั้งเครื่องได้เพิ่มเติม และยังทำจากกระดาษทั้งหมดอีกด้วย

สรุป

Asus ExpertBook B9 รุ่นปี 2021 ในรหัส B9400 วางจำหน่ายให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่น คือเลือกระหว่าง Windows 10 Home ราคา 44,990 บาท กับ Windows 10 Pro ราคา 49,490 บาท ซึ่งถ้าเป็นการใช้งานในองค์กรธุรกิจที่ต้องการความปลอดภัย แนะนำให้เลือกรุ่น Windows 10 Pro จะเหมาะสมกว่า

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่มีเฉพาะรุ่น Core i7 ทำให้ราคาเริ่มต้นของ ExpertBook B9 ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรุ่นของปีที่แล้ว Core i5 จะอยู่ที่ 38,990 บาท ซึ่งถ้าไม่ได้ต้องการพลังในการประมวลผลระดับ Core i7 แต่เน้นความบางเบา พกพาง่าย ก็จะไม่มีตัวเลือกเริ่มต้นมาให้

ในภาพรวม ExpertBook B9400 ยังคงรักษามาตรฐานของบิสสิเนสแล็ปท็อปได้เป็นอย่างดี แต่ก็กลายเป็นว่า ไม่ได้เหมาะกับการนำไปใช้งานทั่วไปสำหรับคอนซูเมอร์ เพราะเมื่อระดับราคาสูงขึ้นมาเกือบ 5 หมื่นบาท ยังมีตัวเลือกอีกหลายรุ่นที่น่าสนใจในตลาดนี้

Gallery

]]>