CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Thu, 19 Oct 2017 11:56:46 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.7.2 Review : True IoT Router WiFi เราเตอร์กระจายสัญญาณ WiFi จากซิมการ์ด 4G ที่ง่ายแค่เสียบปลั้ก https://cyberbiz.mgronline.com/review-true-iot-router-wifi/ Thu, 19 Oct 2017 11:56:46 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27488

ที่ผ่านมาอุปกรณ์เราเตอร์ที่สามารถใส่ซิมการ์ด เพื่อกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต มักจะอยู่กับผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่มที่มีความรู้และความสนใจด้านเน็ตเวิร์กเป็นพื้นฐาน ถึงจะรับรู้ว่ามีการให้บริการในรูปแบบนี้ด้วย แต่ช่องว่างดังกล่าวจะเริ่มหายไปจากการที่ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เห็นโอกาสดังกล่าวและลงมาทำตลาดเอง

หนึ่งในแผนธุรกิจของทรูมูฟ เอช ที่ต้องการเจาะกลุ่มผู้ใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ต ผ่านโครงข่าย 4.5G ที่กลุ่มทรูทุ่มเงินลงทุนเพื่อขยายโครงข่ายไปครอบคลุมทั่วประเทศ ก็ถึงเวลาที่จะหาอุปกรณ์มาเชื่อมต่อกับโครงข่ายดังกล่าวนอกเหนือจากการใช้งานบนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต

True IoT Router WiFi รวมถึงตัวกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตบนรถ (4G Car WiFi) จึงเริ่มถูกนำเสนอให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้น บนพื้นฐานของความง่ายในการใช้งาน และสะดวกที่สามารถเคลื่อนย้ายจุดในการใช้งานได้แบบไม่มีข้อจำกัดเหมือนบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต

การออกแบบ

รูปลักษณ์ของ True IoT Router WiFi ก็ไม่ได้มีการออกแบบที่ดูแล้วมีเอกลักษณ์เป็นพิเศษ เพราะทำออกมาเหมือนกล่องโมเด็มเราเตอร์สมัยใหม่ ที่มีความโค้ง เน้นตัวเครื่องสีขาวเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปวางใช้งานในสถานที่ต่างๆ

โดยจะมีส่วนหลักๆคือ ไฟแสดงสถานะ เริ่มจากสัญลักษณ์ว่ามีไฟเข้า สัญลักษณ์ WiFi (ถ้าไฟสีฟ้ากระพริบคือกำลังปล่อยสัญญาณอยู่) 3G/4G ที่จะระบุว่ากำลังเชื่อมต่อกับเครือข่ายใด (ถ้า 3G ไฟสีเขียว ถ้า 4G ไฟสีฟ้า ถ้าสีแดงแปลว่าไม่ได้เชื่อมต่อ) การเชื่อมต่อโทรศัพท์ และระดับสัญญาณ

อีกฝั่งก็จะเป็นพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ ที่จะมีพอร์ต LAN ให้ 4 พอร์ต (ช่องแรกสามารถใช้รับสัญญาณจากโมเด็มเพื่อใช้เราเตอร์นี้ช่วยกระจายสัญญาณแทน)ช่องต่อสายโทรศัพท์บ้าน ช่องเสียบปลั้กไฟ และปุ่มเปิดปิดเครื่อง โดยบริเวณขอบบนจะมีจุกพลาสติกอยู่ สามารถแกะออกเพื่อใส่เสาอากาศเพื่อช่วยกระจายสัญญาณเพิ่มเติมได้

ส่วนบนจะมีปุ่ม WPS ไว้ใช้ในการเชื่อมต่อ WiFi กับอุปกรณ์ที่รองรับ ทางขวาจะเป็นช่องใส่ซิมการ์ด โดยต้องใช้ซิมขนาดปกติเท่านั้น และทางทรูไม่แนะนำให้ใช้ซิมการ์ดที่ต่อกับอะเดปเตอร์ เนื่องจากจะทำให้เชื่อมต่อไม่ติดได้

สเปก

ข้อมูลเบื้องต้นของ True IoT Router WiFi จะรองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE-FDD บนคลื่นความถี่ 900/1800/2100MHz 3G 850/900/1900/2100MHz และ 2G 850/900/1800/1900MHz ทำความเร็วในการใช้งานสูงสุดบน 4G 150/50 Mbps และ 3G 21/5.76 Mbps

โดยการปล่อยสัญญาณแบบ 2×2 MIMO บนมาตรฐาน 802.11 b/g/n , 2.4 GHz ตัวกระจายสัญญาณไวไฟ สามารถรองรับอุปกรณ์เชื่อมต่อพร้อมกันได้ 10 อุปกรณ์ หรือจะเลือกใช้เป็นตัวกระจายสัญญาณจากเน็ตบ้านก็ได้เช่นเดียวกัน

ฟีเจอร์เด่น

ลองนึกภาพกรณีที่เป็นผู้พักอาศัยในคอนโด แล้วมีอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก สมาร์ททีวี แต่เดิมที่มีการใช้งานเน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว ก็ต้องใช้วิธีการอย่างปล่อย Hotspot จากสมาร์ทโฟนให้อุปกรณ์อื่น

แต่เมื่อมีเราเตอร์ที่สามารถกระจายสัญญาณจากซิมการ์ดได้ ก็สามารถใช้แพกเกจเน็ตที่มีแชร์ให้อุปกรณ์อื่นใช้งานได้ หรือจะเลือกสมัครแพกเสริมสำหรับ True IoT Router WiFi เพื่อใช้งานแทนไฟเบอร์อินเทอร์เน็ตก็ได้ โดยความเร็วที่ได้ก็จะขึ้นอยู่กับแพกเกจ และสัญญาณในบริเวณที่ใช้งาน

ดังนั้น ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณ 4G การนำเราเตอร์มากระจายเป็นสัญญาณ WiFi นอกจากจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และสะดวกขึ้นแล้ว ก็ยังมีข้อดีตรงที่ไม่มีข้อผูกมัดในการใช้งาน ทำให้ถ้าต้องการย้ายที่ติดตั้ง หรือเปลี่ยนจุดกระจายสัญญาณก็สามารถทำได้ทันที

ส่วนฟังก์ชันพื้นฐานในการตั้งค่าสำหรับผู้ใช้งาน เริ่มจากรหัสในการล็อกอินเข้า WiFi จะระบุอยู่ที่สติกเกอร์ใต้เครื่อง พร้อมชื่อ SSID โดยเมื่อล็อกอินเข้าไปแล้วสามารถเข้าไปตั้งใหม่ พร้อมตั้งรหัสผ่านใหม่ได้เช่นเดียวกัน

ในการตั้งค่าหลังจากเชื่อมต่อ WiFi หรือต่อสายแลนเข้ากับ True IoT Router WiFi แล้วให้เปิดเว็บเบราว์เซอร์เข้าไปที่ 192.168.0.1 ใส่รหัสพื้นฐาน admin / password เมื่อล็อกอินเข้าไปหน้าแรกก็จะพบข้อมูลว่าปัจจุบันมีอุปกรณ์ใดเชื่อมต่อกับเราเตอร์อยู่บ้าง ถ้าเป็นเครื่องที่ไม่รู้จักก็สามารถกดบล็อกได้

ขณะเดียวกันที่ฝั่งซ้ายจะมีการระบุข้อมูลปริมาณดาต้าที่ใช้งานไป พร้อมบอกความเร็วในการดาวน์โหลด อัปโหลด ซึ่งในส่วนนี้ก็จะขึ้นอยู่กับแพกเกจของซิมการ์ดที่นำมาใส่ใช้งานด้วย เพราะจะมีให้เลือกหลายระดับความเร็ว

ถัดมาในหน้าของข้อมูลอุปกรณ์ ก็จะแสดงรหัสเครื่อง ชื่อเครือข่าย (ถ้าต้องการเปลี่ยนสามารถกดเปลี่ยนได้ทันที) พร้อมแสดงไอพีแอดเดรสที่ใช้งานอยู่ เวอร์ชันของเฟิร์มแวร์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกไปดูสถิติการเชื่อมต่อในรอบเดือนที่ผ่านมา รวมถึงการใช้งานปัจจุบันได้ด้วย

กรณีที่ใช้งานแพกเกจแบบความเร็วสูงสุด ที่มักจะมีกำหนดปริมาณการใช้งาน 4G สูงสุดไว้อย่าง 8 GB ผู้ใช้ก็สามารถเข้าไปตั้งค่าให้มีการจำกัดปริมาณการใช้ข้อมูลได้ ว่าในแต่ละเดือนใช้งานได้สูงสุดเท่าไหร่ จะให้ตัวเครื่องทำการแจ้งเตือนเมื่อใกล้หมดหรือไม่

นอกจากนี้ ตัวเราเตอร์ยังมีฟีเจอร์ในการรับข้อความ SMS สามารถเข้าไปดูสมุดโทรศัพท์ ได้จากในหน้าเหล่านี้ เพื่อให้สะดวกไม่ต้องสลับซิมการ์ดไปมา กรณีที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ ก็สามารถเข้ามาเช็กรายละเอียดได้ทันที

สุดท้ายในแถบของการตั้งค่า ก็จะมีให้เลือกตั้งอย่างการเปิดใช้งาน WiFi อัตโนมัติ เลือกระยะเวลาในการเปิดใช้งาน เลือกเครือข่ายที่ต้องการเชื่อมต่อ (ตั้งค่าเครือข่าย APN) รวมถึงการเข้าไปตั้งค่าไฟร์วอลล์กรณีที่ต้องการระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ถ้าสังเกตที่มุมขวาบนจะมีสัญลักษณ์แสดงรายละเอียดต่างๆอยู่ไม่ว่าจะเป็น ชื่อเครือข่ายที่เชื่อมต่อ สัญญาณที่จับได้ มีการเปิดใช้งานข้อมูลอยู่หรือไม่ รวมถึงจำนวนอุปกรณ์ที่กำลังเชื่อมต่อกับ WiFi ไว้ดูแบบคร่าวๆได้

สรุป

ในกรณีที่พักอาศัยไม่ได้ติดตั้งบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต หรืออยู่ในบริเวณที่พื้นที่ให้บริการไม่ครอบคลุม อาศัยอยู่ในดอนโด หรือมีการเปลี่ยนสถานที่ใช้งานบ่อยๆ True IoT Router WiFi จะช่วยเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานอินเทอร์เน็ต ในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่อหลายเครื่องพร้อมกัน แต่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้

ดังนั้น ถ้าเลือกใช้งานแพกเกจให้เหมาะสม (ทรูจะมีให้เลือกตั้งแต่เน็ตความเร็วคงที่ 1 Mbps ไปจนถึงเน็ตความเร็วสูงตามปริมาณที่ใช้งาน) ก็จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายจากเดิมที่ต้องจ่ายค่าโมบายอินเทอร์เน็ต 2-3 เบอร์ ลงมาเหลือแค่เบอร์เดียวเพื่อใช้งาน และถือว่ารองรับการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทโฮม IoT ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้ True IoT Router WiFi วางจำหน่ายในราคา 3,990 บาท แต่ให้สิทธิลูกค้าที่สมัครใช้งานแพกเกจ True IoT Pack 399 ขึ้นไป หรือ แพกเกจ 4G IoT Shared package 599 ขึ้นไป พร้อมชำระค่าบริการล่วงหน้า 500 บาท (หักเป็นส่วนลดเดือนละ 100 บาท 5 เดือน) จะสามารถซื้อได้ในราคา 1,490 บาท

ข้อดี

– อุปกรณ์กระจายสัญญาณโมบายอินเทอร์เน็ตที่สามารถพกไปใช้ที่ไหนก็ได้
– ติดตั้ง ใช้งานง่าย ใส่ซิม เสียบปลั้ก พร้อมเชื่อมต่อทันที
– สามารถเข้าไปตั้งค่าผ่านพีซี-สมาร์ทโฟนได้
– ใช้เชื่อมต่อกับโทรศัพท์เพื่อใช้งานได้ด้วย

ข้อสังเกต

– รับสัญญาณ 4G ได้แบบ 2CA เท่านั้น ทำให้ความเร็วในการเชื่อมต่อสูงสุดอยู่ที่ 150 Mbps
– ขนาดซิมที่ใช้เป็นแบบซิมปกติ ทำให้ไม่สามารถนำนาโนซิมในสมาร์ทโฟนมาใส่ใช้งานได้ทันที (ไม่แนะนำให้ใช้คู่กับอะเดปเตอร์ซิม)
– ล็อกสัญญาณไม่สามารถใช้กับซิมค่ายอื่นได้

Gallery

]]>
Review : Microsoft Surface Pro 2017 สเปกใหม่ ลงตัวมากขึ้น https://cyberbiz.mgronline.com/review-surface-pro2017/ Mon, 16 Oct 2017 07:18:05 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27436

วันนี้ไมโครซอฟท์เปิดตัว New Surface Pro หรือแท็บเล็ตสายพันธุ์วินโดวส์รุ่นใหม่จากไมโครซอฟท์ (หลายคนเรียกว่าเป็น Surface Pro รุ่นที่ 5) ประจำปี 2017 ที่ทีมงานไซเบอร์บิซมองว่าเป็นรุ่นพัฒนาต่อยอด อัปสเปกเพิ่มจาก Surface Pro 4 โดยเฉพาะในส่วนอุปกรณ์เสริมอย่างปากกา Surface Pen ที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้แม่นยำมากขึ้น รวมถึงตัวเครื่อง Surface เองที่ออกแบบมาได้ลงตัวพร้อมสเปกซีพียูเปลี่ยนไปใช้ตระกูล Kaby Lake (รุ่นที่ 7)

การออกแบบ

สำหรับการออกแบบ Surface Pro ยังคงเป็นวินโดวส์แท็บเล็ตที่สามารถใช้งานแบบโน้ตบุ๊กได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นเดิม โดยตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอแสดงผล PixelSense แบบสัมผัส 10 จุด ขนาด 12.3 นิ้ว ความละเอียด 2,736×1,824 พิกเซล ขนาดตัวเครื่องหนา 8.5 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักประมาณ 770 กรัม

เหนือหน้าจอแสดงผลขึ้นไป ยังคงเป็นที่อยู่ของกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รองรับวิดีโอคอลล์ที่ความละเอียดสูงสุด FullHD 1080p พร้อมไมโครโฟนแบบคู่ในตัวรวมถึงมีเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้าเพื่อใช้ปลดล็อกตัวเครื่องผ่านฟีเจอร์ Windows Hello ใน Windows 10 และเซ็นเซอร์ตรวจวัดแสง รวมถึงภายในยังมีไจโรสโคปด้วย

นอกจากนั้นบริเวณขอบจอทั้งสองด้าน ไมโครซอฟท์เลือกติดตั้งลำโพงสเตอริโอ (ใช้เทคโนโลยี Dolby Audio Premium) ไว้ด้วย

ด้านหลัง วัสดุเป็นอะลูมิเนียมมาพร้อมขาตั้ง Kickstand อันเป็นเอกลักษณ์เด่นของไมโครซอฟท์ Surface โดยในรุ่นปี 2017 ขาตั้งจะกางออกได้ถึง 165 องศา ส่วนการปรับเปลี่ยนขาตั้งสามารถทำได้ 3 โหมดหลักได้แก่ 1.แล็ปท็อป เมื่อเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดจะใช้งานได้แบบโน้ตบุ๊ก 2.Studio ปรับ Kickstand ลงให้สุด 165 องศาสำหรับใช้งานวาดเขียน 3.แท็บเล็ต สามารถใช้งานเป็นแท็บเล็ตพกพาได้ปกติ

มาดูกล้องหลังจะมีความละเอียดอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซลพร้อมออโต้โฟกัสและรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด FullHD 1080p พร้อมไมโครโฟนรับเสียงสเตอริโอติดตั้งอยู่ด้วย

ส่วนช่องใส่การ์ด MicroSD (จะใช้เพื่อเพิ่มความจุตัวเครื่องหรือใช้อ่านการ์ด MicroSD ปกติก็ได้) จะถูกติดตั้งอยู่ใต้ Kickstand

มาถึงพอร์ตเชื่อมต่อและปุ่มกดรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านซ้ายมือจะเป็นช่องหูฟัง/Headset 3.5 มิลลิเมตร ถัดไปจะเป็นส่วนแม่เหล็กที่สามารถดูดปากกา Surface Pen ให้ติดกับตัวเครื่องได้ (หรือจะเรียกว่าที่เก็บปากกาก็ไม่ผิด)

ขวา เริ่มจาก Surface Connect สำหรับใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมและอะแดปเตอร์ชาร์จไฟบ้านของ Surface พอร์ต USB 3.0 จำนวน 1 ช่องและ Mini Display Port (ไม่รองรับการเชื่อมต่อ USB-C)

ด้านล่าง ตรงกลางจะเป็นช่องเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดเพื่อใช้งานในรูปแบบโน้ตบุ๊ก

ด้านบน เป็นปุ่มเพิ่มลดเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่อง

อุปกรณ์เสริม (จำหน่ายแยก)

มาดูอุปกรณ์เสริมของ Surface Pro 2017 กันบ้าง เริ่มจากคีย์บอร์ดจะเพิ่มรุ่น “Surface Pro Signature Type Cover” (ราคา 6,390 บาท) หุ้มด้วยผ้าวัสดุ Alcantara ตามภาพประกอบด้านบน

Surface Arc Mouse ใหม่ เมาส์ดีไซน์ล้ำจากไมโครซอฟท์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานกับ Surface Pro และสามารถนำไปใช้งานกับโน้ตบุ๊กทั่วไปหรือพีซีที่ติดตั้ง Windows 10/8.1/8 ผ่านการเชื่อมต่อบลูทูธ โดยส่วนแบตเตอรีอัลคาไลน์ขนาด AAA สองก้อน

Surface Pen รุ่นใหม่ปี 2017 (ต้องซื้อแยกต่างหากในราคา 3,900 บาท) จะถูกอัปเกรดเรื่องการรองรับแรงกดได้มากถึง 4,096 จุดพร้อมปรับปรุงเรื่องการตอบสนองให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า หัวปากกาขนาด HB ส่วนการเชื่อมต่อทำผ่านบลูทูธ แบตเตอรีใช้ถ่าน AAAA 1 ก้อน รองรับ Surface Pro ตั้งแต่รุ่น 3 ขึ้นไป

สเปก

สำหรับ Surface Pro รุ่นใหม่นี้จะวางตลาดด้วยสเปกซีพียูใหม่ 3 รุ่นย่อยได้แก่ Intel Core m3, i5 และ i7 (เจนเนอเรชั่น 7 ทั้งหมด) โดยรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบวันนี้จะเป็นตัวกลางขับเคลื่อนด้วยซีพียู Intel Core i5 7300U ความเร็ว 2.60GHz กราฟิกการ์ดเป็นออนบอร์ด Intel HD Graphics 620 (ท็อปสุดสำหรับรุ่นซีพียู i7 จะเป็นการ์ดจอ Intel Iris Plus 640) พร้อมแรม DDR3 (Dual Channel) 8GB หน่วยเก็บข้อมูลเป็น SSD ความจุ 256GB (เหลือให้ใช้จริงประมาณ 190-200GB) มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ตัวเต็ม พร้อมแถม Office ให้ใช้งานฟรี 30 วันด้วย

ด้านการเชื่อมต่อจะรองรับ WiFi มาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac บลูทูธ 4.1 ไม่รองรับการใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์ และไม่มี GPS นำทางในตัว

ฟีเจอร์เด่นและทดสอบประสิทธิภาพ

Surface Pro 2017 จะติดตั้ง Windows 10 Pro มาให้ ทำให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ที่รองรับ Windows ได้ปกติเช่น ชุดซอฟต์แวร์ Adobe, Office ได้แบบเดียวกับการใช้บนพีซีหรือโน้ตบุ๊กทั่วไป ส่วนซอฟต์แวร์พิเศษ เนื่องจาก Surface Pro เป็นของไมโครซอฟท์เพราะฉะนั้นการปรับตั้งค่าระบบต่างๆจะสามารถทำผ่านหน้า Settings ได้ทั้งหมด รวมถึงการกำหนดรูปแบบการใช้พลังงานเพื่อประหยัดแบตเตอรีก็สามารถทำผ่านส่วนไอคอนแบตเตอรีได้ทันที

ทดสอบประสิทธิภาพ : PCMark 10 = 2,894 คะแนน

ทดสอบประสิทธิภาพ : Geekbench 4 / Single Core = 4,071 คะแนน / Multi Core = 8,415 คะแนน

ทดสอบประสิทธิภาพ : Cinebench R15 / OpenGL = 43.02 เฟรมต่อวินาที / CPU = 343cb

มาดูด้านการทดสอบประสิทธิภาพ โดยรุ่นที่เราได้รับมาเป็น Core i5 7300U ประกบกราฟิก Intel HD Graphics 620 ซึ่งถือเป็นสเปกระดับกลาง ภาพรวมถือว่าสามารถตอบโจทย์การทำงานได้หลากหลายตั้งแต่ใช้พิมพ์งาน ตกแต่งภาพจากไฟล์ RAW ของกล้อง DSLR ไปถึงตัดวิดีโอ 1080p ทุกอย่างทำงานได้ลื่นไหล หน่วยเก็บข้อมูล SSD ทำงานได้รวดเร็วดี และสามารถเพิ่มความจุด้วย MicroSD เพื่อใช้สำหรับเก็บไฟล์งานได้ (แต่ไม่แนะนำให้ใช้เก็บโปรแกรมเพราะอ่านเขียนช้า)

ส่วนข้อสังเกตจะเป็นเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อที่มีให้เพียง USB 3.0 จำนวน 1 พอร์ตเท่านั้น (ถ้ามีอุปกรณ์ต่อพ่วงเยอะอาจต้องหาอุปกรณ์เสริมอย่าง Surface Dock มาใช้งาน) อีกทั้งตัวเครื่องยังไม่มี USB-C ที่เป็นมาตรฐานใหม่ของปีนี้ติดตั้งมาให้ด้วย

ด้านการใช้งานคีย์บอร์ดและปากกา เริ่มจากคีย์บอร์ด ทีมงานรู้สึกว่านอกจากพื้นผิว Alcantara ในคีย์บอร์ดเวอร์ชัน Signature Type Cover ที่สัมผัสแล้วรู้สึกกระชับมือ วางพิมพ์งานบนตักแล้วตัว Cover เกาะกับขาและกางเกงไม่ลื่นหล่นได้ดีมาก ส่วนแป้นพิมพ์ให้ความรู้สึกกดง่ายและแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะส่วนทัชแพดที่ตอบสนองได้ดีมาก

ด้านปากกา Surface Pen นอกจากดีไซน์ที่ปรับเหมือนดินสอมากขึ้นแล้ว เรื่องสเปกฮาร์ดแวร์ภายยังถูกปรับปรุงให้ตอบสนองได้ดีขึ้นแถมรับแรงกดได้ละเอียดขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า ประสิทธิภาพถือว่าเทียบเท่าคู่แข่งแล้ว แถมตัวปากกายังมีฟีเจอร์เด่นอย่างท้ายปากกาเป็นยางสามารถใช้แทนยางลบดิจิตอลหรือแม้แต่หัวปากกาก็สามารถเปลี่ยนรูปแบบได้ทั้งเป็นแบบดินสอ HB/B หรือหัวปากกาลูกลื่น

สุดท้ายในส่วนของแบตเตอรีโดยทดสอบใช้งานเป็นโน้ตบุ๊กส่วนตัวเน้นพิมพ์งาน ต่อ WiFi เข้าเว็บไซต์ แชทและเล่นเกมฆ่าเวลาบ้างสลับตลอดทั้งวัน พบว่าเรื่องของแบตเตอรีทำได้น่าพอใจกว่ารุ่นก่อน โดยทีมงานทดสอบสามารถทำเวลาใช้งานได้มากถึง 9-11 ชั่วโมงเลยทีเดียว และอีกหนึ่งข้อดีของ Surface Pro ที่ถูกปรับระบบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ Windows 10 มาให้เข้ากันมากขึ้นก็คือ เวลาเราเลิกใช้งานเครื่องเราสามารถกดปุ่มปิดเครื่องครั้งเดียวเพื่อสั่งให้หน้าจอดับแล้วเข้าโหมดสแตนบายได้ทันทีแบบเดียวกับแท็บเล็ตแอนดรอยด์หรือ iOS และสามารถปลุกเครื่องให้ตื่นได้ตลอดเวลาโดยไม่พบอาการเครื่องค้างให้เห็น อีกทั้งถ้าเรากดสแตนบายเครื่องเป็นเวลานานเกินไป ระบบจะพาตัวเองเข้าสู่ Hibernate อัตโนมัติ เวลาเปิดเครื่องใหม่ระบบบู๊ตค่อนข้างเร็วกว่ารุ่นที่แล้ว ทำให้การใช้งาน Surface Pro 2017 ไม่พบอาการสะดุดให้เห็นตลอดการทดสอบร่วม 2 อาทิตย์ (ทีมงานไม่เคยสั่งชัทดาวน์เครื่องเลย ส่วนใหญ่ใช้วิธีกดปุ่มปิด 1 ครั้งให้หน้าจอดับแล้วก็ใส่กระเป๋าทันที)

กล้องหน้า

กล้องหลัง

สุดท้ายในส่วนการทดสอบกล้องถ่ายภาพ เริ่มจากด้านหน้า คุณภาพถือว่าอยู่ในระดับพอใช้ไม่ค่อยคมชัดเมื่ออยู่ในที่แสงน้อย แต่เรื่องความลื่นไหลของภาพถือว่าทำได้ดี ส่วนกล้องหลังถือว่าคุณภาพกลางๆ ใช้แก้ขัดได้

สรุป

สำหรับราคา Surface Pro 2017 จะเริ่มต้นที่ 30,900 บาทไปจนถึงรุ่นท็อปสุด Intel Core i7/1TB SSD/16GB RAM/Iris Plus Graphics 640 อยู่ที่ราคา 101,900 บาท

Surface Pro 2017 ถือว่าเป็นแท็บเล็ตลูกผสมโน้ตบุ๊กสายพันธุ์ Windows 10 จากไมโครซอฟท์ที่เน้นการปรับปรุงด้านสเปกภายในที่มีให้เลือกหลากหลายระดับตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปถึงเน้นประสิทธิภาพสูง เน้นงานตัดต่อวิดีโอ 4K รวมถึงการปรับปรุงเรื่องฟีเจอร์ในแบบแท็บเล็ต เช่น การปิดเปิดเครื่องที่รวดเร็วกว่าโน้ตบุ๊กปกติและสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวันแบบไร้รอยต่อ สิ่งเหล่านี้ไมโครซอฟท์ปรับปรุงมาได้ดีมากขึ้น ผู้อ่านที่กำลังมองหาโน้ตบุ๊ก-แท็บเล็ตวินโดวส์เน้นน้ำหนักเบา พกพาง่ายแบบแท็บเล็ตแต่ประสิทธิภาพสูงสามารถใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์รองรับ Windows ได้แบบเดียวกับพีซี Surface Pro 2017 เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

ส่วนผู้ใช้ที่เป็นแฟน Surface Pro อยู่แล้ว ต้องเรียนตามตรงเลยว่ารุ่นปี 2017 ถูกปรับปรุงเน้นความลงตัวและพยายามเป็นแท็บเล็ตไฮบริดที่สมบูรณ์มากกว่าเก่า จุดที่แตกต่างจากรุ่นเดิมจริงๆจะอยู่ที่ตัว m3 กับ i5 ที่ไม่มีพัดลมระบายความร้อนแล้วทำให้เครื่องทำงานเงียบมาก รวมถึงแบตเตอรีที่อึดขึ้น มองแล้วมีความเป็นแท็บเล็ตสูงกว่ารุ่นก่อน นอกนั้นจะแตกต่างจากเดิมไม่มากนัก ใครกำลังสนใจต้องลองช่างใจดูเองครับ

ข้อดี

– ปรับแต่งได้ลงตัวไม่ว่าจะใช้ในโหมดไหนก็ตาม
– ได้ Windows 10 Pro มาจากโรงงาน
– รุ่น m3 และ i5 ทำงานเงียบเพราะใช้ระบบระบายความร้อนแบบใหม่ ไร้พัดลม
– แบตเตอรีอึดกว่ารุ่นเดิมเกือบเท่าตัว
– ปากกา Surface Pen ใหม่ เขียนได้แม่นยำ ลื่นไหลขึ้นมาก

ข้อสังเกต

– กล้องหน้าและหลังคุณภาพแค่พอใช้
– ช่องเชื่อมต่อ USB ให้มาน้อย ไม่มี USB-C

Gallery

]]>
Review : LG G6 กลับมาลุยตลาดสมาร์ทโฟนอีกครั้ง จาก 3 จุดเด่นจอ กล้อง และเสียง https://cyberbiz.mgronline.com/review-lg-g6/ Mon, 09 Oct 2017 03:22:39 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27372

การกลับมาทำตลาดสมาร์ทโฟนอีกครั้งของแอลจี ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีของผู้บริโภคในประเทศไทยอีกครั้ง ที่จะได้มีตัวเลือกในตลาดสมาร์ทโฟนเพิ่มมากขึ้น แต่ก็มีจุดที่น่าเสียใจคือแอลจี เลือกนำรุ่นอย่าง LG G6 ที่เปิดตัวในช่วงต้นปีเข้ามาทำตลาด ก่อนที่จะนำแฟลกชิปในครึ่งปีหลังอย่าง LG V30 ตามเข้ามา

ถ้ามองที่จุดเด่นของ LG G6 หลักๆแล้วจะมีด้วยกัน 3 ส่วนคือเรื่องของหน้าจอที่เป็นแบบ Full Vision 18:9 ถัดมาคือเรื่องของกล้องถ่ายภาพที่เป็น Dual Camera ตามสมัยนิยม แต่แอลจีเลือกที่จะแตกต่างด้วยการนำเลนส์มุมกว้างมาให้ใช้ และสุดท้ายคือ เรื่องของระบบเสียงที่รองรับ Hi-Fi ให้ใช้งาน

การออกแบบ

เมื่อสัดส่วนของจอสมาร์ทโฟนเปลี่ยนเป็น 18:9 จากการที่ LG เลือกใข้จอ FullVision ทำให้รูปทรงของ G6 จะดูยาวขึ้น ประกอบกับการที่เลือกใช้ตัวเครื่องเป็นโลหะสีเงิน ทำให้เครื่องดูแข็งแรง จับถือถนัดมือ ด้วยขนาดตัวเครื่อง 148.9 x 71.9 x 7.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 163 กรัม

ด้านหน้าที่เป็นจุดเด่นหลักของ LG G6 คือการเลือกใช้จอ FullVision 18:9 ที่เป็นจอแบบ IPS ขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (2880 x 1440 พิกเซล) ความละเอียดเม็ดสี 564ppi ทำให้การแสดงผลจะคมชัดเป็นพิเศษ

โดยจะมีช่องลำโพงสนทนา เซ็นเซอร์ และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซลอยู่ที่ขอบบน ส่วนขอบล่างจะมีเพียงสัญลักษณ์ของ LG เท่านั้น เพราะปุ่มควบคุมต่างๆถูกรวมไปอยู่บนจอเรียบร้อยแล้ว โดยในจุดนี้ผู้ใช้สามารถเข้าไปปรับแต่งได้ด้วย

ด้านหลัง – LG ยังยึดแนวคิดในการนำปุ่มเปิดปิดเครื่องมาไว้ที่หลังเครื่อง เพื่อให้สะดวกเวลาหยิบเครื่องขึ้นมาจะสามารถใช้นิ้วชี้กดเพื่อเปิดได้ทันที และยังเป็นจุดสำหรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย ถัดขึ้นไปจะเป็นกล้องคู่หลัก 13 ล้านพิกเซล ที่คั้นกลางด้วยไฟแฟลช

ที่เหลือก็จะมีสัญลักษณ์ Hi-Fi ที่มุมซ้ายบน และ G6 ที่ด้านล่าง พร้อมสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานต่างๆ ภายในจะมีแบตเตอรีขนาด 3,300 mAh อยู่ โดยฝาหลังตัวเครื่องตรงขอบจะมีความโค้งเล็กน้อยเพื่อให้จับถือได้ถนัดมือ เข้ากับขอบตัวเครื่อง

ด้านบนหลักๆเลยคือเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ที่มีลายเสาอากาศอยู่ และไมค์ตัดเสียง ด้านล่างนอกจากไมค์หลักแล้ว ก็จะมีพอร์ต USB-C และลำโพงอยู่

ด้านซ้ายเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ด้านขวาจะมีถาดซิมการ์ดที่ต้องใช้เข็มจิ้มออกมา (ในกล่องมีมาให้) โดยจะเป็นแบบ 2 ซิม ที่ให้เลือกว่าจะใส่ซิมหลัก + ไมโครเอสดีการ์ด หรือใส่นาโนซิมการ์ดทั้ง 2 ช่อง

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องจะมีตัวเครื่อง อะเดปเตอร์ชาร์จ สาย USB-C ผ้าเช็ดหน้าจอ เข็มจิ้มถาดซิม และหูฟังแบบ In-Ear ที่รองรับระบบเสียงแบบ Hi-Fi ด้วย

สเปก

สำหรับสเปกภายในของ LG G6 จะมากับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 821 ที่เป็น Octa-Core 64 บิต RAM 4 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 32 GB (ใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มได้ 256 GB) ทำงานบนระบบปฏิบัติการ แอนดรอดย์ 7.0 (Nougat)

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ 3G และ 4G ที่รองรับความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 600 Mbps / 150 Mbps ส่วน Wi-Fi รองรับ 802.11ac บลูทูธ 4.2 มีวิทยุFM GPS มาให้ครบ นอกจากนี้ยังมากับระบบชาร์จเร็ว และชาร์จไร้สายด้วย

ฟีเจอร์เด่น

อย่างที่บอกไปว่า 3 จุดเด่นหลักของ G6 คือเรื่องของหน้าจอ กล้อง และเสียง ในส่วนของหน้าจอ แอลจีที่ถือเป็นผู้ผลิตจอภาพที่มีเทคโนโลยีของตัวเองอยู่แล้ว ถือว่าค่อนข้างได้เปรียบในส่วนนี้ ทำให้การแสดงผลของ LG G6 ให้สีสันที่สมจริง แถมยังเป็นจอแบบ IPS ด้วยทำให้ มุมมองในการใช้งานได้กว้างขึ้น

โดยในส่วนของอินเตอร์เฟสที่ใช้จะเป็น LG UX 6.0 UI ที่มีการพัฒนาขึ้นมาให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น และยังมีฟีเจอร์อย่าง Knock On ในการแตะหน้าจอเพื่อปลุกขึ้นมา ทำให้ไม่ต้องหยิบเครื่องเพื่อกดปุ่มเปิดหลังเครื่องเหมือนเช่นเดิม

แถบ Notification ถูกออกแบบมาให้เน้นความสะดวกในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับความสว่างหน้าจอได้ทันที หรือเลือกเปิดปิดการเชื่อมต่อต่างๆ รวมถึงการเปิดปิดระบบเสียง Hi-Fi Quad DAC ระบบประหยัดพลัง เปิดโหมดถนอมสายตา (ตัดแสงสีฟ้า)

รวมถึง Capture+ ที่เป็นฟีเจอร์ในการจับภาพหน้าจอ สามารถเลือกได้ทั้งหน้าจอ หรือเลือกเฉพาะส่วน จากนั้นสามารถเลือกรูปแบบปากกามาเขียนคอมเมนต์งาน พร้อมแชร์ต่อไปยังโซเขียลเน็ตเวิร์กได้ทันที หรือจะเซฟส่งทางอีเมลก็ได้

ส่วนในหน้ารวมแอปฯ นอกจากใช้ในการแสดงผลแอปที่อยู่ในเครื่องแล้ว ยังสามารถใช้คำสั่ง Serch ในการค้นหาข้อมูลภายในเครื่องได้ โดยจะมีการ์ดแจ้งเตือนข้อมูลผู้ติดต่อ หรืออีเมลสำคัญๆขึ้นมาแสดงผลด้วย ส่วนอีกแถบก็จะเป็นวิตเจ็ตต่างๆให้เลือกใช้ตามปกติ

จุดเด่นที่ 2 คือเรื่องของกล้องคู่ ที่แอลจีเลือกใช้เป็นกล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/1.8 ที่เป็นเลนส์มุมปกติ (องศากว้างประมาณ 71 องศา) คู่กับกล้องเลนส์มุมกว้าง 125 องศา ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เช่นเดียวกัน แต่รูรับแสงจะแคบลงเป็น f/2.8 ทำให้ไม่เหมาะกับการถ่ายมุมกว้างในที่แสงน้อยเท่าไหร่

ตัวอย่างรูปในมุมปกติ เทียบกับมุมกว้าง

หน้าจอกล้องถ่ายภาพหลักจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ไล่จากแถบซ้าย เป็นปุ่มควบคุมต่างๆอย่างการเลือกโหมดถ่ายภาพ เปิดแฟลช สลับกล้องหน้าหลัง เลือกเอฟเฟกต์ และเข้าไปตั้งค่ากล้อง ขณะที่ฝั่งขวา จะมีปุ่มชัตเตอร์ ปุ่มบันทึกวิดีโอ อัลบั้มภาพ และย้อนกลับ

ที่น่าสนใจคือส่วนของตรงกลาง ถ้าเป็นในโหมดอัตโนมัติผู้ใช้จะสามารถเลือกได้ว่า ต้องการถ่ายภาพแบบมุมปกติ หรือมุมกว้าง จากสัญลักษณ์รูปต้นไม้ (ต้นเดียว กับหลายต้น) แต่ถ้าปรับมาใช้งานโหมดถ่ายภาพแบบ Manual หรือปรับเอง ก็จะมีคำสั่งอื่นๆขึ้นมาให้เลือก ทั้งอุณหภูมิแสง ระยะโฟกัส ISO ความเร็วชัตเตอร์ และโหมดวัดแสงให้เลือก

ขณะที่การเลือกถ่ายเอฟเฟกต์ภาพต่างๆก็จะแสดงผลขึ้นมาเป็นแบบ 9 ช่องให้เลือก หรือจะเลือกใช้งานโหมดถ่ายภาพอื่นๆอย่าง Popout ที่จะทำเหมือนใส่กรอบให้ภาพจากการถ่าย 2 กล้องพร้อมกัน หรือโหมดถ่ายภาพอื่นๆทั้งคลิปเคลื่อนไหว พาโนราม่า สโลว์โมชัน โหมดถ่ายภาพอาหารเป็นต้น

ส่วนการตั้งค่ากล้องก็จะมีให้เลือกทั้งความละเอียดภาพนิ่ง ความละเอียดวิดีโอ การเปิดใช้งานโหมด HDR ตั้งเวลาถ่ายภาพ ใช้โหมดถ่ายภาพจากคำสั่งเสียง การโฟกัสวัตถุเคลื่อนไหว การป้องกันภาพสั่นไหว แจ้งเตือนเมื่อเลนส์กล้องถูกบัง บันทึกพิกัดถ่ายภาพต่างๆ

สุดท้ายคือเรื่องของระบบเสียงที่แอลจีระบุมาว่า รองรับ Hi-Fi Quad DAC ที่รองรับการเล่นไฟล์เพลงคุณภาพสูงระดับ 32-bit/192kHz เมื่อใช้คู่กับหูฟังที่รองรับระบบเสียง Hi-Res หรือแม้แต่หูที่แถมมาให้ในกล่อง เทียบกับหูฟังทั่วๆไป ถือว่าให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ไม่รับรวมกับโหมดการบันทึกเสียงแบบ HD ที่มีมาให้ใช้งานด้วย

ขณะที่ในส่วนของการตั้งค่า LG จะแบ่งการตั้งค่าออกเป็น 4 ส่วนด้วยกันคือ การเชื่อมต่อ เสียงและการแจ้งเตือน การแสดงผล และการตั้งค่าทั่วไป ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปเลือกตั้งค่าต่างๆได้สะดวกมากขึ้น มีการอธิบายรายละเอียดชัดเจน

โดยในส่วนที่น่าสนใจคือเรื่องของการที่ตัวเครื่องรองรับการใช้งาน 2 ซิม ซึ่งปกติเวลาใช้งานโทร ซิมใดอยู่ ถ้ามีสายเข้าอีกซิมจะไม่สามารถรับสายได้ แต่ใน G6 จะมีระบบอย่าง Smart Forward ในการใช้ระบบโอนสายของผู้ให้บริการเครือข่าย โอนสายโทรเข้ามายังเบอร์ที่ใช้งานอยู่แบบอัตโนมัติ

ต่อมาในส่วนของการแสดงผลใน G6 จะมีโหมดอย่าง Comfort View มาให้ในการลดแสงสีฟ้า ที่ผู้ใช้สามารถเลือกระดับการตัดแสงได้เอง หรือจะเลือกใช้งานโหมดขาวดำแทนก็ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีฟีเจอร์อย่าง Always-on display ในการแสดงผลเวลา การแจ้งเตือนขณะที่ปิดหน้าจออยู่

ในแง่ของความฉลาดตัวเครื่องจะมาพร้อมกับโหมดอย่าง Smart Doctor ไว้ใช้ในการเคลีย RAM หรือกรณีที่มีไฟล์ขยะในระบบก็สามารถล้างเพื่อให้ตัวเครื่องทำงานได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงฟีเจอร์อย่างการประหยัดพลังงานที่จะช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานในกรณีที่แบตใกล้หมดในเวลาฉุกเฉิน

รวมถึงฟีเจอร์อย่าง Smart Setting ที่ใช้ความอัจฉริยะของแอนดรอดย์ ในการตั้งค่าพื้นฐานของเครื่อง อย่างเช่นถ้าอยู่บ้าน (ระบุจาก GPS) ตัวเครื่องจะเปิด Wi-Fi บลูทูธ อัตโนมัติ เมื่อออกจากบ้านก็มีการตั้งโปรไฟล์เสียงใหม่ หรือเมื่อมีการเชื่อมต่อกับหูฟังจะตั้งให้เปิดแอปเล่นเพลงอัตโนมัติ เมื่อมีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมผ่านบลูทูธให้สั่งเปิดแอปก็ได้

สำหรับในแง่ของการใช้งาน LG G6 ยังเลือกใช้ปุ่มเปิดปิดเครื่อง ที่อยู่หลังเครื่องเช่นเดิม และเพิ่มเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้าไป โดยปุ่มนี้ยังสามารถใช้ในการรีสตาร์ตเครื่องได้ด้วยการกดปุ่มเปิดเครื่อง พร้อมปุ่มลดเสียงค้างไว้ด้วย ส่วนแถบการสั่งงานก็สามารถเข้าไปเลือกใส่ปุ่มลัดอย่าง Capture+ หรือ QSlide เพิ่มหรือจะนำออกก็ได้

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 146,819 คะแนน
Quadrant Standard = 35,418
Multi-Touch = 10 จุด

Geekbench 4
Single-Core = 1,787คะแนน
Multi-Core = 4,161 คะแนน
Compute = 7,220 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 8,1587 คะแนน
CPU Tests = 153,191 คะแนน
Memory Tests = 5,767 คะแนน
Disk Tests = 48,134 คะแนน
2D Graphics Tests = 4,895 คะแนน
3D Graphics Tests = 2,492 คะแนน

3D Mark

Sling Shot Extreme Unlimited = 2,104 คะแนน
Sling Shot Unlimited = 2,647 คะแนน
Sling Shot Extreme = 3,404 คะแนน
Sling Shot = 2,660 คะแนน
Ice Storm Extreme = 14,200 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 30,880 คะแนน
Ice Storm = 14,239 คะแนน

PC Mark

Work 2.0 = 5,230 คะแนน
Computer Vision = 3,016 คะแนน
Storage = 4,119 คะแนน
Work = 6,321 คะแนน

ส่วนการทดสอบแบตเตอรีจาก PC Marl สามารถใช้งานได้ 7 ชั่วโมง 20 นาที จะเหลือแบตเตอรีประมาณ 20% ซึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ได้เล่นมือถือหนักๆ ก็เพียงพอต่อการใช้งานใน 1 วันสบายๆ

สรุป

รวมๆแล้ว LG G6 ถือเป็นสมาร์ทโฟนอีกรุ่นที่น่าสนใจ จากความสามารถโดยรวม และการชูในเรื่องของกล้องมุมกว้าง ถ้าไม่นับเรื่องการตั้งราคาจำหน่ายของเครื่อง ที่เลือกใช้โปรโมชันกระตุ้นการขายอย่างเมื่อซื้อ LG G6 ในราคา 25,990 บาท จะได้รับทีวี LG 42” มูลค่าเกือบ 13,000 บาทไปด้วย

ในมุมกลับกันถ้า LG เลือกปรับระดับราคาลงมาเหลือราว 2 หมื่นบาท หรือต่ำกว่า ก็จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกับแฟลกชิปที่ออกในช่วงต้นปีของ LG ก่อนนำ LG V30 เข้ามาทำตลาดในช่วงปลายปีเพื่อจับกลุ่มที่อยากได้นวัตกรรมเพิ่มเติมแทน

ข้อดี

– ตัวเครื่องมากับจอในสัดส่วน 18:9 ในดีไซน์ที่แข็งแรง
– กล้องหลังคู่มุมกว้าง ทำให้ได้มุมมองที่แปลกตา
– กันน้ำ กันฝุ่นมาตรฐาน IP68
– ระบบเสียง Hi-Fi QuadDAC ที่ให้มาในเครื่อง

ข้อสังเกต

– หน่วยประมวลผลที่ใช้ (Snapdragon 821) เป็นรุ่นของปีที่แล้ว
– ราคาเปิดตัวค่อนข้างสูง (24,990 บาท) แต่เลือกแถมทีวีมูลค่า 13,990 บาทแทน

Gallery

]]>
Review : VIVO V7+ เน้นเซลฟี 24 ล้านพิกเซลพร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า https://cyberbiz.mgronline.com/review-vivo-v7plus/ Fri, 06 Oct 2017 09:26:13 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27333

ช่วงนี้ตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางค่อนข้างคึกคัก เพราะนอกจากกระแสจอแบบไร้ขอบ (Full View) จะถูกนำมาใช้มากขึ้นแล้ว เรื่องของกล้องหน้าเน้นถ่ายเซลฟีคุณภาพสูง ยังถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ปัจจุบันกลายเป็นจุดขายหลักของสมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 1 หมื่นห้าพันบาทไปเช่นกัน

โดยในวันนี้ทีมงานไซเบอร์บิซได้รับอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนระดับกลาง VIVO V7+ ที่มีความโดดเด่นตั้งแต่หน้าจอแบบ Full View ไปถึงเรื่องกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 24 ล้านพิกเซลและมาพร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าไม่ต่างกับ iPhone X อีกด้วย

การออกแบบ

เริ่มจากด้านหน้า VIVO V7+ การออกแบบหน้าจอของวีโว่จะเป็นแบบ Full View ที่ใช้การขยายขอบจอทั้ง 4 ด้านให้ชิดกับขอบเครื่องมากยิ่งขึ้น ทำให้อัตราส่วนภาพเปลี่ยนจาก 16:9 เป็น 18:9 พร้อมขอบจอบางเพียง 2.15 มิลลิเมตร ทำให้ V7+ จะมีหน้าจอที่ใหญ่ถึง 5.99 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ 1,440×720 พิกเซล แต่ตัวเครื่องยังคงความเล็กในแบบสมาร์ทโฟนจอ 5 นิ้วปกติ

ในส่วนปุ่มคำสั่ง Navigation Buttons จะทำผ่านซอฟต์แวร์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นปุ่มโฮม ย้อนกลับและเรียก Recent Apps โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งสลับตำแหน่งปุ่มคำสั่งได้ในเมนูตั้งค่า

ด้านขนาดตัวเครื่องจะมีความหนาเพียง 7.7 มิลลิเมตรและน้ำหนัก 160 กรัม เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอใหญ่แต่ตัวเครื่องทั้งน้ำหนักและขนาดกำลังพอดีมือ

มาดูกล้องหน้า VIVO V7+ จะมีความละเอียดสูงสุดที่ 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f2.0 พร้อมไฟ LED Selfie Softlight และตัวกล้องรองรับระบบสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อกสมาร์ทโฟนด้วย

ด้านหลัง ใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียม โดยด้านบนจะเป็นที่อยู่ของกล้องถ่ายภาพหลัก 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f2.0 พร้อมไฟแฟลช LED 1 ดวง ถัดลงมาเป็นส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือและโลโก้วีโว่

มาดูในส่วนพอร์ตเชื่อมต่อและปุ่มกดรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านล่างเครื่อง จะเป็นที่อยู่ของช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ไมโครโฟน พอร์ต MicroUSB และลำโพง 1 ตัว

ด้านบน เป็นที่อยู่ของไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน

ด้านซ้าย เป็นช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์แบบ Nano Sim รองรับ 2 ซิมการ์ดและ 1 MicroSD Card (รองรับความจุสูงสุด 256GB)

ด้านขวา เป็นปุ่มเพิ่มลดเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่อง (สังเกตบริเวณกล้องถ่ายภาพด้านหลังจะยื่นออกจากตัวเครื่องเล็กน้อย ทำให้ต้องระวังเรื่องการวางเครื่องบนโต๊ะเพราะอาจทำให้เกิดรอยที่เลนส์ได้ แนะนำให้ใส่เคสจะดีที่สุด)

สุดท้ายมาแกะกล่อง VIVO V7+ เสียหน่อย จะพบว่าทางวีโว่ได้แถมเคสพลาสติกพร้อมติดฟิล์มกันรอยที่หน้าจอมาให้ในกล่องเลย

สเปก

VIVO V7+ ขับเคลื่อนด้วยซีพียู Qualcomm Snapdragon 625 Octa-core ความเร็ว 1.80GHz มาพร้อมแรม 4GB รอม 64GB (เหลือให้ใช้จริงประมาณ 50GB) ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 7.1 (และ Funtouch OS 3.2 จากวีโว่) พร้อมแบตเตอรี 3,225mAh

ด้านสเปกเชื่อมต่อเครือข่ายรองรับ 3G/4G ทุกเครือข่ายในบ้านเรา ส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n/ac บลูทูธ 4.2 GPS รองรับทั้ง GLONASS/BeiDou พร้อมภาครับวิทยุ FM ภายในตัว และสุดท้ายภายในตัวเครื่องยังมาพร้อมชิปเสียง AK4376A HiFi รองรับการถอดรหัสไฟล์เสียงคุณภาพสูงอย่างเต็มรูปแบบ

ฟีเจอร์เด่น

ต้องบอกว่าข้อดีของ Funtouch OS 3.2 จากวีโว่จะอยู่ในเรื่องหน้าตาที่ดูเรียบและเข้าถึงง่ายไม่ซับซ้อน แถมการออกแบบไอคอนไปถึงการจัดวางเรียกใช้ออปชันปรับแต่งค่าต่างๆยังให้ความรู้สึกเดียวกับ iOS บนไอโฟนอย่างมาก เช่น เวลาจะเรียก Quick Setting ปกติของแอนดรอยด์จะต้องรูดนิ้วจากขอบจอด้านบนลงล่าง แต่ของวีโว่จะใช้วิธีรูดจากขอบจอด้านล่างขึ้นบนพร้อมอินเตอร์เฟสแบบเดียวกับ Control Center บน iOS อย่างใดอย่างนั้น

ในส่วนแอปฯพื้นฐานติดตั้งมาจากโรงงานทางวีโว่ให้มาพอประมาณ ส่วนใหญ่จะเป็นแอปฯจำพวกจดโน้ต WPS Office เวอร์ชันอ่านแก้ภาษาไทยได้ VIVO Cloud รวมถึงเฟสบุ๊ก เป็นต้น

มาดูฟีเจอร์เด่นกันบ้าง เริ่มจาก “ระบบสแกนและจดจำใบหน้าเพื่อใช้ปลดล็อกตัวเครื่อง” ที่ทาง VIVO เรียกว่า “Facial Recognition” และมีลักษณะการทำงานคล้ายกับ Face ID บน iPhone X เพียงแต่ของวีโว่จะไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้าโดยเฉพาะ แต่ใช้กล้องหน้าในการตรวจจับใบหน้าเราหลายส่วน และการปลดล็อกจะใช้เวลารวดเร็วเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น (ทำงานเร็วกว่าระบบตรวจจับใบหน้าที่เคยมีในแอนดรอยด์ทุกรุ่นรวมถึง Iris Scan ของซัมซุง)

แต่ทั้งนี้ระบบ Facial Recognition ของวีโว่ก็มีข้อจำกัดอยู่โดยเฉพาะเมื่อใช้ในที่แสงน้อยมาก ระบบจะไม่สามารถตรวจจับใบหน้าได้ หรือถ้าเรามีฝาแฝดที่หน้าตา โครงหน้าและไว้ทรงผมเหมือนกับเราระบบอาจมองว่าเป็นคนคนเดียวกันและยอมปลดล็อกหน้าจอได้ ส่วนการใช้รูปถ่ายในการปลดล็อก ทีมงานทดสอบแล้วว่าไม่สามารถทำได้

มาถึงฟีเจอร์ต่อไปกับความสามารถในการทำ Multitask เปิด 2 แอปฯใน 1 หน้าจอที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของแอนดรอยด์ทุกรุ่นในปัจจุบัน แน่นอนว่า VIVO V7+ สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ลื่นไหล เพียงแต่ต้องเป็นแอปฯที่รองรับเท่านั้นถึงจะเข้าสู่โหมดใช้งานดังกว่าได้

นอกจากนั้น VIVO V7+ ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Dual Apps ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ที่มีบัญชีแอปฯโซเชียล เช่น Facebook, LINE สามารถเข้าใช้งาน 2 บัญชีพร้อมกันได้ในเครื่องเดียว

สุดท้ายกับฟีเจอร์เด็ดเอาใจสาวสวย หนุ่มหล่อกับ Beauty Mode ที่ออกแบบมาเพื่อกล้องหน้า V7+ โดยเฉพาะและสามารถเปิดใช้งานเมื่อเราวิดีโอคอลล์หาเพื่อนผ่านแอปฯ เช่น LINE ผู้ใช้สามารถปรับเอ็ฟเฟ็กต์แต่งความงามบนใบหน้าหรือจะเปิดไฟ Softlight ช่วยให้หน้าขาวใสก็สามารถทำได้ทันที

กล้องถ่ายภาพ

อย่างที่ทราบดีว่า V7+ จะเน้นกล้องหน้าเป็นหลัก ส่วนกล้องหลังจะให้คุณภาพไม่โดดเด่นนัก โดยในส่วนของซอฟต์แวร์ก็เรียกได้ว่า วีโว่จัดเต็มเอาใจขาเซลฟีอย่างมาก โดยเมื่อผู้ใช้เปิดกล้องหน้าจะสามารถเลือกโหมดเซลฟีได้หลากหลายตั้งแต่ เซลฟีมุมกว้าง (พาโนรามา) สำหรับถ่ายเซลฟีร่วมกับวิวทิวทัศน์หรือจะประยุกต์ใช้ถ่ายเซลฟีหมู่ก็ได้ ใบหน้าสวยหรือ Beauty Mode โหมดปรับความขาวใสของใบหน้า รวมถึงมี Portrait Mode ทำหน้าชัดหลังเบลอ (ผ่านซอฟต์แวร์) และสุดท้ายกล้องหน้าสามารถบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุด 1080p

วิดีโอตัวอย่างจากกล้องหน้าที่ความละเอียด 1080p

ส่วนกล้องหลังจะมีโหมดให้เลือกใช้ตั้งแต่ UltraHD, โหมดมืออาชีพปรับแต่งค่ากล้องเองได้รวมถึง Time Lapse และมี HDR, Live Photo รวมถึงมีฟิลเตอร์สีให้เลือกใช้และสามารถใส่ลายน้ำให้รูปได้ด้วย

ตัวอย่างภาพจากกล้อง VIVO V7+

กล้องหลัง

กล้องหลัง

กล้องหลัง

กล้องหน้า โหมดภาพปกติ

กล้องหน้า Beauty Mode (ใบหน้าสวย)

กล้องหน้าถ่ายย้อนแสงพร้อมเปิด Beauty Mode (ใบหน้าสวย) + Portrait Mode หน้าชัดหลังเบลอ

ภาพรวมเรื่องกล้องถ่ายภาพจะเห็นว่า VIVO V7+ จะโดดเด่นในเรื่องกล้องหน้ามากกว่า ส่วนกล้องหลังคุณภาพถือว่ากลางๆไม่ดีและแย่เกินไป พอใช้ถ่ายภาพสนุกๆได้ ส่วนความรวดเร็วของชัตเตอร์ถือว่ากำลังดี กดปุ๊บภาพมาปั๊บ ไม่เชื่องช้าให้จังหวะการถ่ายภาพเสียเหมือนหลายแบรนด์ในระดับเดียวกัน

ทดสอบประสิทธิภาพ

AnTuTu Benchmark = 56,570 คะแนน

PCMark Work 2.0 = 4,934 คะแนน

3DMark
Sling Shot Extreme = 435 คะแนน
Sling Shot = 799 คะแนน
Ice Storm Extreme = 7,879 คะแนน
Ice Storm = 12,063 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 4,561 คะแนน
CPU Tests = 113,173 คะแนน
Memory Tests = 6,108 คะแนน
Disk Tests = 60,656 คะแนน
2D Graphics Tests = 3,284 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,049 คะแนน

AndroBench
Seq. Read = 300.64 MB/s
Seq. Write = 218.44 MB/s

สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพ VIVO V7+ คะแนนถือว่าใช้ได้ตามาตรฐานกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับกลาง ส่วนการใช้งานจริงถือว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่ทำงานลื่นไหลและไม่พบอาการแอปฯเด้งเพราะแรมหมดให้เห็น การทำงาน ลูกเล่นและการใช้งานทำได้ค่อนข้างประทับใจ สเปกและซอฟต์แวร์วีโว่ใส่มาให้พอดีเหมาะสมกับราคา โดยเฉพาะรอม 64GB ถือว่าเพียงพอในปัจจุบันแล้ว

ส่วนแบตเตอรีเป็นอะไรที่ว้าวมาก เพราะจากสเปกแล้วไม่น่าจะอึดทนถึงเพียงนี้ แต่ VIVO V7+ สามารถทดสอบใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 14-15 ชั่วโมงแบบเปิดหน้าจอทิ้งไว้ตลอดการทดสอบ (แบตฯเหลือ 20%) ส่วนเมื่อใช้งานปกติในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ใช่คนชอบถ่ายรูปหรือแชทตลอดทั้งวัน แบตฯของวีโว่สามารถใช้ได้เต็มวันเกือบ 24 ชั่วโมงแน่นอน

สรุป

สำหรับราคา VIVO V7+ อยู่ที่ 11,990 บาท มีให้เลือก 2 สีได้แก่ ดำด้านและทอง เทียบกับสเปก ประสิทธิภาพและลูกเล่นต่างๆก็ถือเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนระดับกลางที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเน้นกล้องหน้าเพื่อนำมาถ่ายวิดีโอไลฟ์ รีวิวสินค้าหรือเน้นเซลฟีเป็นหลัก V7+ น่าตอบโจทย์ได้ดี จะมีข้อสังเกตอยู่อย่างเดียวก็เรื่องกล้องหลังที่ให้คุณภาพระดับเริ่มต้นเกินไป แน่นอนว่าแพ้พี่ใหญ่ในกลุ่มที่เคยทำคะแนนทดสอบไว้ยอดเยี่ยมอย่าง OPPO R9s พอสมควร แต่เรื่องกล้องหน้าตามความรู้สึกของทีมงาน R9s สู้ V7+ ไม่ได้ ส่วนหลายคนที่สงสัยว่าสู้ ASUS Zenfone 4 Selfie รุ่นราคา 8,990 บาทได้หรือไม่ ต้องเรียนตามตรงว่า VIVO V7+ ดีกว่ามากครับ เพราะ Zenfone 4 Selfie จะจับกลุ่มระดับเริ่มต้นกว่า V7+ (ถ้าจะเทียบชนกันให้ถูกต้องเป็นรุ่น Zenfone 4 Selfie Pro)

ข้อดี

– กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล เป็นสมาร์ทโฟนที่เกิดมาเพื่อเน้นเซลฟีโดยเฉพาะ
– แบตเตอรีอึด
– งานประกอบค่อนข้างดี
– ระบบสแกนใบหน้าและปลดล็อกเครื่องทำงานรวดเร็ว
– ลำโพงถึงแม้จะเป็นโมโนแต่เสียงดีมาก
– รอม 64GB
– ในแพกเกจมีฟิล์มกันรอยหน้าจอและเคสแถมมาให้ด้วย

ข้อสังเกต

– กล้องหลังคุณภาพยังไม่น่าประทับใจ
– ระบบสแกนใบหน้าและปลดล็อกเครื่องเหมือนเป็นลูกเล่นเสริมมากว่าจะใช้งานจริงจังเนื่องจากเรื่องความปลอดภัยที่ไม่ดีเท่าสแกนลายนิ้วมือและรหัสผ่าน

Gallery

]]>
Review : QNAP TVS-682T NAS และ WD Red คู่หูงานวิดีโอระดับ 4K https://cyberbiz.mgronline.com/review-qnap-tvs682t/ Fri, 06 Oct 2017 02:54:08 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27247

QNAP TVS-682T ถือเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่ายหรือ NAS (Network Attached Storage) รุ่นใหม่จากทาง QNAP ที่ในครั้งนี้ถูกออกแบบมาจับกลุ่ม Production House เน้นผลิตงานวิดีโอหรือภาพยนตร์ระดับมืออาชีพที่ต้องการอุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูลที่มีความเร็วและประสิทธิภาพสูงกว่า NAS ปกติ

ในขณะที่ WD Red 10TB ถือเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานกับ NAS ที่เน้นการทำงานแบบ 24 ชั่วโมง 7 วันรุ่นใหม่ที่มาพร้อมความจุถึง 10TB กับประสิทธิภาพที่ออกแบบมาให้ทำงานเน้นความรวดเร็วเหมาะสมกับ QNAP TVS-682T อย่างมาก โดยในวันนี้ทีมงานไซเบอร์บิซจะพาทุกท่านไปสัมผัสคู่หูสุดแรงทั้ง QNAP TVS-682T และ WD Red กัน

การออกแบบ สเปกและฟีเจอร์เด่น

QNAP TVS-682T ถูกออกแบบมาเป็น Multimedia NAS รองรับฮาร์ดดิสก์ 3.5 มิลลิเมตร 4 ตัว และ SSD สำหรับทำแคชอีก 2 ตัว รวมเป็น 6 ตัว (อินเตอร์เฟสเชื่อมต่อ SATA 6Gbps)

โดยระบบภายในจะขับเคลื่อนด้วยซีพียู Intel Core i3 6100 ความเร็ว 3.7GHz พร้อมแรม DDR4 8GB (สามารถอัปเกรดได้สูงสุด 64GB) ระบบปฏิบัติการเป็น QTS 4.2 (พื้นฐานจากลีนุกซ์)

ด้านขนาดตัวจะมีความสูง 231.9 มิลลิเมตร กว้าง 224.9 มิลลิเมตร หนา 319.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 7.7 กิโลกรัม ส่วนถ้าใส่ฮาร์ดดิสก์เต็ม 6 ลูกน้ำหนักจะอยู่ที่ประมาณ 9-11 กิโลกรัม

ด้านหน้า ส่วนบนจะเป็นช่องใส่ SSD จำนวน 2 ช่อง สำหรับใช้ทำ SSD Caching เวลาตัดต่อวิดีโอจะทำให้การรับส่งข้อมูลรวดเร็วไม่สะดุด โดยเฉพาะไฟล์วิดีโอคุณภาพสูง 4K-8K สามารถใช้งานผ่าน TVS-682T ได้ลื่นไหลเมื่อมี SSD Caching ส่วนด้านล่างเป็นที่อยู่ของช่องใส่ฮาร์ดดิสก์หลักสำหรับใช้เก็บข้อมูล ทั้งหมด 4 ช่อง พร้อมไฟแสดงสถานะการทำงาน

ด้านขวาจะเป็นปุ่มเปิด-ปิดเครื่องและพอร์ต USB 3.0 สำหรับเชื่อมต่อ External HDD ภายนอกเพิ่มเติมได้ (หลักการทำงานเหมือนคอมพิวเตอร์ทุกประการ)

พลิกมาดูด้านหลัง เริ่มจากหัวใจหลักของ NAS ตัวนี้ก็คือ ซ้ายมือคือช่องเชื่อมต่อ LAN แบบความเร็วสูง 10 Gigabit Base-T จำนวน 2 ช่อง และขวามือพอร์ต Thunderbolt 2 (20 Gigabit) อีก 2 ช่อง โดยในส่วนพอร์ต Thunderbolt 2 สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมของ QNAP อย่าง “Thunderbolt 2 storage expansion enclosures TX-800P/ TX-500P” ที่จะเพิ่มการรองรับฮาร์ดดิสก์มากสุด 52 ลูก รวมถึงเชื่อมต่อกับ Mac และ Windows ผ่านพอร์ต Thunderbolt 2 เพื่อใช้ตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูงแบบ on-the-fly video editing ได้ด้วย

ลองรับชมตัวอย่างการใช้ QNAP Thunderbolt NAS กีบทีมตัดต่อวิดีโอมืออาชีพจาก Hey Guy Media แล้วคุณจะมองเห็นรูปแบบการทำงานของ TVS-682T ได้ชัดเจนมากขึ้น

มาดูพอร์ตเชื่อมต่ออื่นๆ เริ่มจากซ้ายมือจะเป็นช่องเชื่อมต่อไมโครโฟนขนาด 6.3 มิลลิเมตรและ 3.5 มิลลิเมตร ถัดมาทางขวาจะเป็นช่อง USB 3.0 จำนวน 4 ช่อง พอร์ตแลน Gigabit (ใช้เชื่อมต่อเป็น NAS เก็บข้อมูลปกติได้) อีก 4 ช่องและ HDMI 3 ช่อง รองรับการต่อภาพออก 3 จอพร้อมกันได้ เพราะภายในตัวเครื่องมีระบบปฏิบัติการ HD Station สามารถใช้งานเปิดไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ (เล่นไฟล์ภาพ วิดีโอ เพลงที่เก็บไว้ใน HDD ได้) รวมถึงมี Google Chrome ด้วย

นอกจากนั้นทาง QNAP ยังได้ให้รีโมทสำหรับควบคุมการทำงานของระบบ HD Station และตัวเครื่องมีลำโพงภายใน เวลาเราสั่งรีบู๊ตระบบ ปิดเปิดเครื่องจะมีเสียงพูดบอกให้เราทราบ รวมถึงเวลาตัว NAS มีปัญหาจะมีเสียงเตือนแจ้งให้ทราบด้วย

มาถึงจุดเด่นสุดท้ายของ QNAP TVS-682T ก็คือทางผู้ผลิตอนุญาตให้เราสามารถเปิดฝาเครื่องเพื่ออัปเกรดอุปกรณ์ภายในบางส่วนได้ โดยผู้ใช้ต้องทำการถอดพัดลมระบายความร้อนออกก่อน ก็จะพบกับช่องใส่แรม DDR4 จำนวน 4 ช่องและสล็อต M.2 (ส่วนเก็บข้อมูลเหมือน SSD) รองรับขนาด 2242/2260/2280/22110 โดยทั้งสองส่วนนี้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดได้ตามต้องการ (สำหรับการติดตั้ง M.2 ทาง QNAP แนะนำให้นำฮีทซิงค์มาติดบนชิปเพื่อช่วยเรื่องระบายความร้อนด้วย)

ซอฟต์แวร์และการใช้งาน

เพราะ QNAP TVS-682T ออกแบบมาเพื่อเป็น Multimedia NAS เมื่อเราเชื่อมต่อสาย HDMI เข้ากับจอภาพ จะสามารถเข้าใช้งานในส่วน HD Station ได้ทันที โดยภายในแอปฯดังกล่าวสามารถเปิดเล่นไฟล์มีเดียทุกรูปแบบ รวมถึงสามารถเลือกติดตั้งแอปฯ เช่น Google Chrome, Firefox, Skype, Plex Home Theater เป็นต้น

มาถึงหัวใจสำคัญอย่าง QTS (ปัจจุบันเวอร์ชัน 4.3.3) หรือระบบปฏิบัติการและส่วนควบคุมหลักของ QNAP TVS-682T ที่ได้รับการออกแบบมาให้เข้าใจง่าย เหมือนเราใช้ Windows โดยจุดเด่นของ QTS นอกจากใช้จัดการระบบ NAS และตรวจเช็คการทำงานได้แล้ว QTS ยังมาพร้อม AppCenter ให้เราสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ตามต้องการ

ในส่วนการเข้าใช้งาน QTS สามารถทำผ่าน HD Station, Mac, Windows ไปถึงสมาร์ทดีไวซ์ได้ โดยเข้าผ่าน IP ของตัวเครื่องหรือจะผ่านซอฟต์แวร์ QFinder ก็ได้ นอกจากนั้น QNAP TVS-682T ยังสามารถจัดการไฟล์ที่อยู่บน NAS ผ่านสมาร์ทดีไวซ์และระบบ QNAP Cloud ก็สามารถทำได้แบบเต็มระบบ

ด้านสเปกของ WD Red 10TB จะมีรอบหมุน 5,400 รอบต่อนาที เชื่อมต่อผ่านพอร์ต SATA 6GB/s พร้อมแคชระดับ 256MB และตัวฮาร์ดดิสก์ออกแบบมารองรับการทำงานแบบ 24/7 (ทำงานได้แบบทั้งวันทั้งคืน)

ทดสอบและสรุป

วันนี้เราจะทดสอบ QNAP TVS-682T ร่วมกับฮาร์ดดิสก์ WD Red 10TB จำนวน 2 ลูกและ SSD WD Blue 1TB สำหรับทำแคชไฟล์

มาถึงส่วนการทดสอบทีมงานได้มีโอกาสทดสอบร่วมกับ Mac ผ่านการเชื่อมต่อ Thunderbolt 2 เรียกได้ว่า TVS-682T ทำงานได้รวดเร็วมาก โดยทีมงานได้ทดสอบตัดต่อไฟล์วิดีโอ 4K จาก iPhone 7 Plus จำนวน 20 ไฟล์และวิดีโอ 6K ความละเอียดพิเศษ รวมถึงทดลองเก็บ RAW File จากกล้อง Nikon D810 และจัดการตกแต่งภาพผ่าน Lightroom โดยทุกไฟล์ที่กล่าวมาเรียกใช้และทำงานบน NAS ผ่าน Thunderbolt 2 ทั้งหมด

ในส่วนประสิทธิภาพถือว่าดีมาก SSD จาก WD สร้างแคชไฟล์และเรียกใช้งานได้รวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อทดลองโอเวอร์โหลดงาน เช่น เปิดวิดีโอ 6K ในขณะที่กำลังคัดลอกไฟล์ RAW และตัดต่อวิดีโอ 4K พร้อมกันทั้งหมด ซีพียูของ NAS ทำงานเต็ม 100% แต่ก็ไม่พบอาการสะดุดให้เห็น ส่วน WD Red 10TB ก็ถือเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาทำงานแบบ 24/7 โดยแท้จริง เพราะทีมงานได้ทดลองใช้งานเปิดต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 1 อาทิตย์ ด้วยรูปแบบเน้นการตัดต่อวิดีโอและจัดการไฟล์ภาพเป็นหลัก WD Red ทำงานได้ค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาให้พบเห็น

นอกจากนั้นทีมงานยังได้มีโอกาสนำ WD Red 10TB ไปทดลองใช้งานร่วมกับระบบ Cloud Storage กับอุปกรณ์อย่าง WD My Cloud Mirror ใช้งานตลอดทั้งอาทิตย์พบว่าฮาร์ดดิสก์ยังทำงานได้ดีไม่พบปัญหาแม้จะใช้งานเก็บข้อมูลหนักหน่วงแค่ไหนก็ตาม

สำหรับราคา QNAP TVS-682T อยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นกว่าบา ส่วน WD Red 10TB จำหน่ายในราคา 17,900 บาท (รุ่น : WD100EFAX) ถือเป็นคู่หูที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานด้านตัดต่อวิดีโอระดับมืออาชีพหรือใช้งานกับพวก Production House ทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางที่จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งข้อมูลความเร็วสูง ทั้ง QNAP TVS-682T และ WD Red 10TB รองรับการใช้งานได้ดีทั้งคู่

ข้อดี

– มีพอร์ตเชื่อมต่อความเร็วสูงทั้ง 10 Gigabit LAN และ Thunderbolt 2
– QTS หน้าตาสวยงาม ใช้งานง่าย
– SSD Caching ช่วยให้การส่งข้อมูลแบบสตรีมมิ่งทำได้รวดเร็ว ไร้อาการสะดุด
– ทำงานเงียบและไม่ร้อน
– WD Red ออกแบบเพื่อ NAS ที่มีความอึด สามารถใช้เก็บข้อมูล 24 ชั่วโมง 7 วันได้

ข้อสังเกต

– ราคาสูง

Gallery

]]>
Review : Dell XPS 13 2in1 โน้ตบุ๊กไฮเอนด์ขอบจอบาง https://cyberbiz.mgronline.com/review-dell-xps-13-2in1-2017/ Sun, 01 Oct 2017 14:34:13 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=27282

การมาของ XPS 13 2in1 ในรุ่นปี 2017 ก็ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ XPS 13 รุ่นก่อนหน้า ด้วยการพัฒนาเรื่องของจอภาพแสดงผลให้เต็มพื้นที่มากขึ้น พร้อมกับใส่เทคโนโลยีในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยเข้ามาไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้าที่รองรับ Windows Hello และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

ขณะเดียวกันในส่วนของสเปกภายในก็มีการอัปเกรดอย่างต่อเนื่อง ด้วยหน่วยประมวลผลล่าสุดจากทาง Intel Core i7 Gen 7 RAM 16 GB พื้นที่เก็บข้อมูลเป็น SSD 512 GB มากับพอร์ตเชื่อมต่อสมัยใหม่อย่าง USB-C ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการยกเครื่องโน้ตบุ๊กให้ทันสมัยมากขึ้นด้วย

การออกแบบ

XPS 13 2in1 จะชูในเรื่องของการเป็นเครื่องขนาดหน้าจอ 13 นิ้ว ในฟอร์มเฟคเตอร์ของเครื่องขนาด 11-12 นิ้ว โดยใช้วัสดุอย่างอะลูมิเนียม ผสมกับคาร์บอนไฟเบอร์ เพื่อให้โครงเครื่องมีความแข็งแรง น้ำหนักเบา โดยมีขนาดอยู่ที่ 304 x 199 x 8-13.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.24 กิโลกรัม

ภายนอกตัวเครื่อง XPS 13 2in1 จะเน้นโทนสีเงินตัดกับโครงเครื่องสีดำ ที่จะเป็นจุดนำสายตาให้ตัวเครื่องดูเพรียวบาง โดยมีสัญลักษณ์ DELL อยู่ตรงกึ่งกลางฝาหน้า ตัดกับข้อต่อเหล็กสีเทาที่หุ้มด้วยอะลูมิเนียมคุณภาพสูง

เมื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาจะพบกับจอแสดงผลแบบ InfinityEdge คลุมด้วยกระจก Corning Gorilla Glass รองรับการสัมผัส ขนาด 13.3 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (3,200 x 1,800 พิกเซลที่ส่วนล่างหน้าจอจะมีสัญลักษณ์ DELL อีกจุด พร้อมกับกล้องเว็บแคมความละเอียด 720p ที่ทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์สแกนใบหน้าสำหรับ Windows Hello ด้วย

ถัดลงมาในส่วนของคีย์บอร์ด ซึ่งถือเป็นอีกจุดที่น่าสนใจด้วยการนำปุ่มคีย์บอร์ดขนาดปกติมาให้ใช้งานกัน โดยจะไปย่อขนาดในส่วนของปุ่มฟังก์ชันที่แถบบนสุด ปุ่มควบคุมทิศทาง และปุ่มคำสั่งต่างๆแทน เพื่อให้การใช้งานพิมพ์สามารถทำได้อย่างคล่องตัว

พร้อมกันนี้ ในส่วนของ Touch Pad ที่ให้มาก็มีขนาดใหญ่ ช่วยให้ใช้งานเครื่องได้สะดวกขึ้น แม้ว่าหน้าจอของรุ่นนี้จะรองรับการสัมผัสอยู่แล้วก็ตาม ส่วนทางด้านขวาก็จะมีสี่เหลี่ยมที่เป็นจุดเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ เพิ่มความปลอดภัยไปอีกขั้นหนึ่ง

เมื่อคว่ำเครื่องขึ้นมา จะเจอกับแถบยาง 2 แถบที่พาดยาวไปป้องกันตัวเครื่องเวลาวางใช้งาน โดยจะมีฝาปิดเหล็กที่สกรีนคำว่า XPS อยู่ เมื่อเปิดขึ้นมาก็จะเจอกับรหัสเครื่อง เครื่องหมายรับรองมาตรฐานต่างๆ และรูไขน็อตเพื่อเปิดฝาหลังออก

รอบๆเครื่องทางฝั่งซ้ายจะมีพอร์ต USB-C 1 พอร์ต ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และปุ่มสำหรับกดเช็กปริมาณแบตเตอรี ส่วนฝั่งขวาจจะมีพอร์ตสำหรับล็อกเครื่อง USB-C 1 พอร์ต ช่องใส่ไมโครเอสดีการ์ด และปุ่มเปิดเครื่อง ทั้งนี้ผู้ใช้สามารถเสียบสายชาร์จได้ทั้งฝั่งซ้าย และขวา เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน

ที่น่าสนใจคือเรื่องของสายชาร์จที่ให้มากับเครื่อง ที่ออกแบบมาให้พกพาได้สะดวก ด้วยการทำให้สามารถพันสายรอบอะเดปเตอร์ได้ แต่ก็จะมีในส่วนของสายไฟที่แยกออกมา ทำให้บางทีอยากหาหัวปลั้กมาต่อตรงกับอะเดปเตอร์แทน

สเปก

สำหรับเครื่อง XPS 13 2in1 รุ่นที่ได้มาทดสอบ จะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล 7th Generation Intel Core i7-7Y75 processor (4M Cache, up to 3.6 GHz) Intel HD Graphics 615 RAM 16 GB SSD 512GB

ในส่วนของการเชื่อมต่อจะใช้ชิปเซ็ต Intel 8265 รองรับ WiFi บนมาตรฐาน 802.11ac แบบ 2×2 พร้อมกับ บลูทูธ 4.2 ระบบเสียงจะใช้ลำโพงสเตอริโอที่ปรับแต่งโดย Waves MaxxAudio Pro ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 64 bit

ฟีเจอร์เด่น

จุดเด่นหลักที่เดลล์ พยามนำเสนอในการใช้งาน XPS 13 2in1 คือเรื่องของรูปแบบในการใช้งาน ที่แบ่งออกเป็น 4 โหมดด้วยกัน คือโหมดแล็ปท็อป ในการทำงานทั่วไป โหมดแท็บเล็ตในกรณีที่ใช้สำหรับการอ่านหรือดูคอนเทนต์ โหมดตั้ง และโหมดเต็นท์ ในการนำเสนองาน หรือรับชมซีรีส์ที่ชื่นชอบ

ถัดมาเลยคือฟีเจอร์ที่มากับความสามารถของ Windows 10 ที่มีการเพิ่มในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมด้วย Windows Hello ที่จะใช้ทั้งกล้องหน้าในการตรวจจับใบหน้าของผู้ใช้ ทำให้เมื่อเปิดเครื่องมาเจอใบหน้าที่ลงทะเบียนไว้ ตัวเครื่องก็จะปลอดล็อกโดนอัตโนมัติ

หรือจะเลือกใช้รูปแบบการปลดล็อกจากการสแกนลายนิ้วมือ ที่ให้มาด้วยก็ได้เช่นกัน หรือถ้าไม่ต้องการใช้ทั้ง 2 รูปแบบ ก็ยังสามารถเลือกการกรอกรหัส หรือเลือกแตะจุดบนหน้าจอเพื่อปลดล็อกได้เช่นเดิม

อย่างไรก็ตามในส่วนของโปรแกรมที่ติดตั้งมาให้ในเครื่อง และดูน่าสนใจที่สุดคือระบบอย่าง Dell Support Assist ที่จะช่วยเตือนในเรื่องของระยะเวลารับประกัน การแจ้งเตือนจากระบบให้อัปเดต รวมถึงการตรวจสอบอุปกรณ์ภายในเครื่อง ปรับแต่งการใช้งานให้เหมาะสม และการติดตั้งไดร์ฟเวอร์เพิ่มเติม

ส่วนที่เหลือก็จะเป็นโปรแกรมที่ให้มากับ Windows 10 อยู่แล้ว ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าต้องการนำเครื่องไปใช้ทำอะไร ก็ลงโปรแกรมเพิ่มตามที่ใช้งาน ซึ่งจากสเปกเครื่องที่ให้มาเชื่อว่ารองรับการใช้งานของผู้บริโภคทั่วไป รวมถึงการทำงานหนักๆพอสมควรอยู่แล้ว

อีกจุดที่น่าสนใจเลยคือเรื่องของแบตเตอรีที่ให้มาขนาด 46WHr โดยเมื่อทดสอบใช้งานทั่วๆไป เล่นอินเทอร์เน็ต ทำงานเอกสาร ดูภาพยนตร์ออนไลน์ ที่มีการเชื่อมต่อตลอดเวลา ก็สามารถใช้งานได้ราว 8 ชั่วโมง ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเปิดความสว่างหน้าจอ และการประมวลผลหนักๆ เพราะเดลล์เคลมว่าสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 15 ชั่วโมง

ทดสอบประสิทธิภาพ

PCMark 10 = 2,259 คะแนน

3D mark

Fire Strike Ultra 150 คะแนน
Fire Strike Extreme 282 คะแนน
Fire Strike 546 คะแนน
Sky Driver 2,286 คะแนน
Cloud Gate 4,336 คะแนน
Time Sky 216 คะแนน
Ice Storm Unlimited 56,308 คะแนน
Ice Storm Extreme 29,964 คะแนน

Cinebench R15 / OpenGL = 20.29fps, CPU = 164cb

Geekbench 4 / Single-core = 4,119 คะแนน, Multi-core = 7,068 คะแนน Open CL 14,216 คะแนน

เมื่อดูจากผลการทดสอบแล้ว จะพบว่า Dell XPS 13 2-1 ไม่ได้เป็นเครื่องที่เน้นด้านการประมวลผลเพื่อใช้ทำงานหนักๆ แต่จะเน้นไปที่ความสามารถของเครื่องโดยรวมมากกว่า รองรับการใช้งานทั่วๆไปในการทำงานแบบนักธุรกิจ หรือใช้เพื่อพรีเซนต์งานต่างๆ

สรุป

ด้วยคอนเซปต์ของเครื่องในตระกูล XPS ที่เน้นในแง่ของการนำนวัตกรรม ของโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ตามพฤติกรรมการใช้งาน ประกอบกับกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยู่ในกลุ่มนักธุรกิจ

เพราะจากค่าตัวในรุ่นท็อปสุดจะอยู่ที่ 79,990 บาท แลกกับตัวเครื่อง 13 นิ้ว ที่พับหน้าจอใช้งานได้ 4 รูปแบบ มีความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้แก่ผู้ใช้งาน ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้แล้วว่า มีความจำเป็นต้องใช้งานเครื่องในระดับนี้หรือไม่

ข้อดี

  • ไฮบริดโน้ตบุ๊กที่สามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ 4 แบบ
  • หน้าจอ 13 นิ้วแบบเต็มพื้นที่ ช่วยให้ตัวเครื่องมีขนาดเล็กลง
  • ขนาด และน้ำหนัก ทำให้พกพาง่าย
  • อะเดปเตอร์ชาร์จขนาดเล็ก

ข้อสังเกต

  • ราคาค่อนข้างสูง (ขึ้นกับสเปก)
  • ด้วยซีพียู ที่เป็นรุ่นประหยัดพลังงาน ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้งานประมวลผลสูงๆ
  • แบตเตอรี เมื่อทำงานหนักๆ ไม่เพียงพอกับการใช้งานใน 1 วัน

Gallery

]]>
Review : HUAWEI MediaPad T3 10 ใส่ซิมได้ จอใหญ่ ในราคาไม่ถึงหมื่น https://cyberbiz.mgronline.com/review-huawei-t310/ Wed, 20 Sep 2017 04:47:46 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=27212

MediaPad T3 10 ถือเป็นอีกหนึ่งแท็บเล็ตจากหัวเว่ยที่มีราคาไม่แพง พร้อมเน้นความคุ้มค่าเท่าที่แท็บเล็ตจะให้ได้ทั้งหน้าจอขนาดใหญ่ 9.6 นิ้ว ใส่ซิมใช้งาน 4G โทรออก รับสาย รับข้อความได้ ไปถึงรองรับการเพิ่มการ์ดความจำ MicroSD ได้ตามต้องการ ทั้งหมดนี้  HUAWEI MediaPad T3 10 จัดให้ในราคาไม่ถึงหมื่นบาท

การออกแบบ

HUAWEI MediaPad T3 10 ใช้หน้าจอ IPS ขนาด 9.6 นิ้วความละเอียด HD 1,280×800 พิกเซล ความสว่างหน้าจออยู่ที่ 300 นิต ความหนาตัวเครื่องอยู่ที่ 7.95 มิลลิเมตร มาพร้อมกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล

ด้านหลังใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียม พร้อมกล้องหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซลแบบออโต้โฟกัส

ในส่วนปุ่มกดและช่องเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านล่างจะเป็นที่อยู่ของลำโพง 1 ตัวให้เสียงแบบโมโน

ด้านซ้ายเป็นช่องเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์แบบ Nano Sim (รองรับซิมเดียว) พร้อมช่องใส่ MicroSD Card ถัดมาเป็นช่อง MicroUSB สำหรับเชื่อมต่อสายชาร์จไฟหรือเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์

ด้านขวา เป็นปุ่มเพิ่มลดระดับเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่อง

ในส่วนอุปกรณ์เสริมนอกจากอะแดปเตอร์ชาร์จไฟแล้ว ทางหัวเว่ยยังให้ฟิล์มกันรอยและเคสแถมมากับ MediaPad T3 10 (แต่เมื่อใส่เคสแล้วจะไม่สามารถถ่ายรูปและเสียบหูฟังได้)

สเปก

MediaPad T3 10 ขับเคลื่อนด้วยซีพียู Qualcomm Snapdragon 425 Quad Core 1.4 GHz พร้อมแรม 2GB (เหลือให้ใช้งานจริงประมาณ 900MB-1GB) รอมให้มา 16GB (เหลือใช้งานจริงประมาณ 7-8GB) ขับเคลื่อนด้วย Android 7.0 Nougat ครอบทับด้วย EMUI 5 แบตเตอรี 4,800 mAh

ด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย รองรับ 4G ในบ้านเรา สามารถใช้งานส่วนโทรศัพท์ รับข้อความได้ แต่ต้องเปิดลำโพงเครื่องเพื่อฟังเสียงหรือถ้าอยากได้ความเป็นส่วนตัวก็ต้องพึ่งพา Smalltalk

ส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 a/b/g/n แบบ Dual Band บลูทูธรองรับเวอร์ชัน 4.1 มี GPS/AGPS/GLONASS และ BDS จับสัญญาณไวพอสมควร สามารถใช้นำทางได้

ฟีเจอร์เด่น

หน้าตาของยูสเซอร์อินเตอร์เฟส MediaPad T3 10 จะเหมือนกับสมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นใหม่ๆ แอปฯเสริมมีมาให้กำลังพอดี เช่น Microsoft Office ส่วนแอปฯโทรศัพท์ รับข้อความจะถูกซ่อนอยู่ในโฟลเดอร์เครื่องมือ

นอกจากนั้นหัวเว่ยยังได้ติดตั้งแอปฯสำหรับให้เด็กใช้งานไว้ด้วย โดยผู้ปกครองสามารถควบคุมและกรองการใช้งานแอปฯในตัวเครื่องให้เหมาะสำหรับลูกของคุณได้

ส่วนฟีเจอร์อย่าง Multitasking เปิด 2 แอปฯในหน้าจอเดียวก็มีให้เลือกใช้ใน MediaPad T3 10 เช่นกัน (แต่ทดลองเปิดบางแอปฯการใช้งานจะค่อนข้างหน่วง เนื่องมาจากแรมในตัวเครื่องมีเพียง 2 GB เท่านั้น)

สุดท้ายในส่วนกล้องถ่ายภาพ นอกจากโหมดอัตโนมัติปกติแล้วยังมี HDR และสามารถสแกนเอกสารได้

โดยในส่วนคุณภาพของกล้องหน้าและหลังถือว่าอยู่ในเกณฑ์พอใช้แก้ขัดได้ ส่วนกล้องหน้ามี Beauty Mode ทำหน้าใสมาให้ด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพ

PC Mark Work 2.0 = 3,568 คะแนน
AnTuTu Benchmark = 38,004 คะแนน

3D Mark
Sling Shot = 55 คะแนน
Ice Storm Extreme = 3,695 คะแนน
Ice Storm = 7,267 คะแนน

AndroBench
Seq. Read = 157.84MB/s
Seq. Write = 62.79MB/s

PassMark PerformanceTest
System = 2,343 คะแนน
CPU Tests = 54,826 คะแนน
Memory Tests = 5,961 คะแนน
Disk Tests = 2,663 คะแนน
2D Graphics Tests = 2,911 คะแนน
3D Graphics Tests = 523 คะแนน

ด้วยซีพียูที่จับกลุ่มระดับเริ่มต้นและแรมที่ให้มาเพียง 2GB แต่เหลือใช้จริงระดับ 900MB-1GB เท่านั้น แน่นอนว่าการใช้งานจริงทีมงานต้องเรียนตามตรงว่า “ตัวเครื่องทำงานได้หน่วงพอตัว แถมถ้าเปิดแอปฯเป็นจำนวนมาก อาจพบเจออาการแอปฯปิดตัวเองได้ด้วย” ความจริงหัวเว่ยน่าจะให้แรมมาอย่างน้อย 4GB น่าจะทำให้การทำงานดีขึ้นกว่านี้

ด้านรอมที่ให้มา 16GB พร้อมรองรับการใส่การ์ดความจำ MicroSD เพิ่มได้ เอาเข้าจริงแล้วถ้าเป็นคนไม่ได้ใช้งานแท็บเล็ตหนักหน่วงมากก็อาจจะเพียงพอในวันนี้ แต่วันข้างหน้าเมื่อแอปฯมีขนาดใหญ่ขึ้นก็อาจสร้างความวุ่นวายให้ผู้ใช้ต้องมาคอยตามลบหรือย้ายไฟล์ไปฝากไว้ที่ MicroSD Card (ความจริงความจุรอมในตัวเครื่องที่เหมาะสมกับปัจจุบัน ควรเริ่มต้นที่ 32GB เป็นอย่างต่ำ)

ส่วนการใช้เล่นเกมถามว่าทำได้หรือไม่ ทีมงานได้ทดสอบกับเกมหลากหลายรูปแบบก็ถือว่าพอใช้ได้ อย่าง ROV ปรับได้สูงสุดลื่นไหลกำลังดีแต่เกมบางเกมก็แนะนำให้ปรับไปที่ระดับกลาง-ต่ำสุดจะทำให้การเล่นลื่นไหลขึ้น

ด้านการทดสอบแบตเตอรีด้วย PC Mark เปิดหน้าจอทิ้งไว้ตลอดการทดสอบ ทำเวลาได้ 7 ชั่วโมง 5 นาทีเทียบกับแบตเตอรี 4,800 mAh และหน้าจอความละเอียดเพียง HD ถือว่ายังทำเวลาไม่ค่อยน่าประทับใจ

สรุป

สำหรับราคาขาย HUAWEI MediaPad T3 10 อยู่ที่ 8,900 บาท ถ้ามองถึงฟีเจอร์ ลูกเล่นที่ให้มาก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาพอสมควร แต่ถ้ามองเรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพ MediaPad T3 10 ยังทำได้ไม่น่าประทับใจนัก โดยเฉพาะแรมและรอมในตัวเครื่องที่ให้มาน้อยไปเสียหน่อย และไม่น่าเพียงพอต่อการใช้งานในอนาคต

แต่ถ้ามองในแง่ซื้อเป็นแท็บเล็ตเสริม เช่น ไว้ใช้งาน GPS หรือใช้เปิดเพลงผ่านแอปฯสตรีมมิ่งต่างๆในรถยนต์ หรือหาซื้อเป็นแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาสำหรับลูกหลาน HUAWEI MediaPad T3 10 ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้ดี เพราะตัวเครื่องมีขนาดใหญ่แถมใส่ซิมรับ 4G ได้ด้วย

ข้อดี

– ฟีเจอร์ครบครันทั้งใส่ซิม รับ 4G ถ่ายภาพ โทรออก รับสายและรับข้อความได้
– แถมเคสและฟิล์มกันรอยมาให้ในแพกเกจ
– มีกล้องหน้าหลัง คุณภาพพอใช้
– มี GPS นำทางได้

ข้อสังเกต

– รอม 16GB แรม 2GB ไม่เพียงพอใช้งานในอนาคต
– หน้าจอ HD ภาพไม่คมชัด
– มีอาการหน่วงให้เห็นเวลาเปิดแอปฯเป็นจำนวนมาก

Gallery

]]>
Review : ASUS Zenfone 4 Selfie เซลฟีกล้องคู่ในราคาไม่ถึงหมื่น https://cyberbiz.mgronline.com/review-asus-zenfone4selfie/ Sat, 16 Sep 2017 03:24:44 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=27168

เดินทางมาถึงรุ่นที่ 4 กับ ASUS Zenfone สมาร์ทโฟนกระแสแรง ที่ล่าสุดเลือกดึงดาราสุดร้อนแรงอย่าง กง ยู มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์อย่างเป็นทางการ ไปถึงการเปิดรุ่นย่อยของ Zenfone 4 ถึง 6 รุ่นตามแบบฉบับเอซุส ไล่ตั้งแต่รุ่นบนไฮเอนด์สุด อย่าง ASUS Zenfone 4 Pro ลงไปถึงตลาดราคาประหยัดแต่เน้นความอึดของแบตเตอรีอย่าง Zenfone 4 Max โดยรุ่นที่ทีมงานไซเบอร์บิซได้รับมารีวิวในวันนี้จะเป็นรุ่นระดับกลาง เน้นเซลฟีในชื่อ “ASUS Zenfone 4 Selfie” ที่มีความโดดเด่นในเรื่องกล้องหน้าแบบคู่ 2 ระยะเลนส์ เอาใจขาเซลฟีเป็นพิเศษ

การออกแบบ

สำหรับ Zenfone 4 Selfie จะเปิดตัวมาถึง 2 รุ่นย่อยคือรุ่น Pro และรุ่นเริ่มต้น (เป็นรุ่นที่เราจะรีวิวในวันนี้) เน้นราคาประหยัด โดยตัวเครื่องที่ทีมงานได้รับมาเป็นโมเดล ZD553KL มาพร้อมหน้าจอ 2.5D IPS ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด HD 720p (Zenfone 4 Selfie Pro จะเป็นหน้าจอ AMOLED Full HD)

ในส่วนขนาดตัวเครื่องจะมีความหนา 7.85 มิลลิเมตร หนัก 144 กรัม ซึ่งถือเป็นสมาร์ทโฟนอีกหนึ่งรุ่นที่มีน้ำหนักเบา

ใต้จอภาพจะเป็นที่อยู่ของปุ่มโฮมและเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (เป็นแบบสัมผัสไม่ใช่ปุ่มกดจริง) ขนาบข้างด้วยปุ่มย้อนกลับและปุ่มเรียก Recent Apps แบบดั้งเดิมของเอซุส โดยในรุ่นนี้ไม่มีไฟส่องสว่างติดตั้งใต้ปุ่มดังกล่าว

มาดูกล้องหน้าซึ่งถือเป็นจุดขายหลักของ Zenfone 4 Selfie โดยในรุ่นนี้เอซุสใส่กล้องหน้ามาถึง 2 ตัว 2 ระยะเลนส์ (Dual Camera) โดยกล้องหลักมาพร้อมระยะ 31 มิลลิเมตร รูรับแสง f2.0 ความละเอียดภาพสูงสุด 20 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าตัวที่สองมาพร้อมระยะ 12 มิลลิเมตร เป็นเลนส์มุมกว้างพิเศษ 120 องศา (6 ชิ้นเลนส์) มาพร้อมความละเอียดภาพ 8 ล้านพิกเซล โดยกล้องทั้งสองตัวสามารถทำหน้าชัดหลังเบลอได้ และนอกจากนั้นทางเอซุสยังใส่ Softlight LED flash ที่เมื่อใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ภายในจะช่วยเพิ่มความใสของใบหน้าได้ดีมาก

ด้านหลัง วัสดุจะเป็นอะลูมิเนียมแบบไร้รอยต่อ ในส่วนกล้องหลังมีระยะ 26 มิลลิเมตร ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มาพร้อมไฟแฟลช LED และระบบออโต้โฟกัสในกล้องใช้เทคโนโลยี Phase detection

มาดูรอบข้างตัวเครื่องกันบ้าง เริ่มจากด้านซ้ายสุดจะเป็นที่อยู่ของช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์ (Nano Sim) ที่มีความพิเศษตรงช่องใส่ซิมที่ 2 ไม่ต้องแชร์กับช่องใส่การ์ด MicroSD เหมือนหลายๆแบรนด์ สะดวกสบายสำหรับคนที่ใช้ 2 ซิมแล้วต้องการใส่การ์ดความจำเพิ่มด้วย

ด้านขวา – เป็นที่อยู่ที่ของปุ่มเพิ่มลดระดับเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่อง

ด้านบน – เป็นช่องเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรและไมโครโฟน

ด้านล่าง – ซ้ายมือสุดเป็นส่วนของไมโครโฟน (รองรับระบบตัดเสียงรบกวน ASUS Noise Reduction Technology) ตรงกลางช่อง MicroUSB ขวามือเป็นช่องลำโพง (โมโน)

สเปก

ASUS Zenfone 4 Selfie รุ่นเริ่มต้นจะขับเคลื่อนด้วยซีพียู Qualcomm Snapdragon 430 Octa-core ความเร็ว 1.4GHz กราฟิก Adreno 505 พร้อมแรม 4GB รอม 64GB เหลือให้ใช้งานจริงประมาณ 49-50GB ระบบปฏิบัติการเป็น Android 7.1.1 ครอบทับด้วย ASUS ZenUI 4.0 และแบตเตอรีความจุ 3,000 mAh

ด้านสเปกการเชื่อมต่อเครือข่าย รองรับ 3G/4G ในบ้านเราทั้งหมด โดย 4G (รองรับ VoLTE) จะรองรับความเร็วระดับ Cat4 ดาวน์โหลด 150Mbps 3G รองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 42 Mbps ส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n บลทูธ 4.0, มี GPS/A-GPS/GLONASS/BDSS และภาครับสัญญาณ FM

ฟีเจอร์เด่น

ภาพรวมของ ZenUI 4.0 มีการอัปเกรดหน้าตาในดูเรียบร้อยและเบาขึ้น แอปฯจากโรงงานที่เกินความจำเป็นถูกตัดออกเหลือเพียงแอปฯที่จำเป็นต่อการใช้งานเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็น ZenUI ที่เบาสบาย ใช้งานลื่นไหลสุดตั้งแต่เอซุสพัฒนาออกมา

ในส่วนฟีเจอร์เด่นของ Zenfone 4 Selfie ก็ถือว่าจัดเต็มมาตามแบบฉบับเอซุส ไล่ตั้งแต่ความสามารถในการทำ Multitasking เปิด 2 แอปฯพร้อมกันในหน้าจอเดียวได้ ไปถึงความสามารถในการบันทึกเสียงสนทนาโทรศัพท์ได้ทันทีและตัวเด็ดที่มาพร้อมกับ ASUS Zenfone มานานอย่างระบบ Boost ที่จะช่วยเคลียร์แรมอัตโนมัติก็ยังมีให้เลือกใช้งานเช่นเดิม

และการใช้งาน Zenfone 4 Selfie ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง ทางเอซุสยังใส่ Outdoor Mode มาให้ โดยเมื่อเปิดใช้งาน ลำโพงของตัวเครื่องจะส่งเสียงดังกว่าเดิมเท่าตัว

Emergency Mode หรือโหมดฉุกเฉิน (เข้าใช้งานได้โดยกดปุ่มปิดเครื่องค้างไว้และกดที่ Emergency Mode) โดยเมื่อเปิดใช้งานและตั้งเบอร์คนสนิทไว้ ระบบจะเปิด GPS และส่งพิกัดให้กับคนสนิทผ่านระบบ ASUS Safeguard อีกทั้งยังช่วยติดต่อเบอร์ฉุกเฉินในพื้นที่ของเราได้ด้วย

Page Maker สำหรับคนที่ชอบอ่านข่าว อ่านบทความผ่านหน้าเว็บไซต์ ระบบ Page Maker จะสามารถเซฟหน้าเว็บไซต์เหล่านั้นเก็บไว้อ่านทีหลังได้ (ออฟไลน์โหมด) อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถเลือกใช้ปากกาสีไฮไลท์ข้อความได้ด้วย

ฟีเจอร์กล้องถ่ายภาพ

อย่างที่ทราบดีว่า Zenfone 4 Selfie จะถูกเน้นการใช้งานกล้องหน้าเพื่อถ่ายเซลฟีเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นฟีเจอร์เซลฟี เอซุสใส่มาแบบจัดเต็มตั้งแต่ Beauty Mode ที่ปรับแต่งได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทำหน้าเนียน เพิ่มความขาว ลบรอยไปถึงเปลี่ยนเชฟใบหน้าก็สามารถทำได้ หรือถ้าอยากปรับแต่งปรับโทนหน้าให้ละเอียดมากขึ้น ทางเอซุสได้ติดตั้งแอปฯ Selfie Master มาให้ใช้งานกันได้อย่างอิสระ

Portrait Mode ร่วมกับกล้องหน้า จะเห็นว่าหน้าชัดหลังเบลอของ ASUS Zenfone 4 Selfie จะใช้ซอฟต์แวร์ช่วยเป็นหลัก

นอกจากนั้นยังมีโหมดถ่ายภาพพิเศษ (ใช้ได้ทั้งกล้องหน้าและหลัง) คือ “Portrait” สำหรับทำหน้าชัดหลังเบลอ

ในส่วนโหมดกล้องปกติ จะไม่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นของเอซุส โดยจะมีโหมดให้เลือกใช้งานตั้งแต่อัตโนมัติ โหมดโปร (ปรับค่ากล้องได้ตามต้องการ) ไปถึงโหมดพาโนรามาหรือ Time Lapse ก็มีให้เลือกใช้เช่นเดิม

สำหรับการใช้งานกล้องหน้า Dual Camera ผู้ใช้สามารถสลับเปลี่ยนกล้องทั้ง 2 ได้ผ่านไอคอนรูปคน โดยกล้องทั้งสองตัวจะทำงานแยกกันอย่างอิสระ เช่น ใช้งานกล้องตัวแรกระยะ 31 มิลลิเมตร ผู้ใช้จะถ่ายรูปที่ความละเอียดสูงสุด 20 ล้านพิกเซล ส่วนเมื่อกดใช้กล้องตัวที่สองระยะ 12 มิลลิเมตร ผู้ใช้ก็จะถ่ายภาพได้ที่ความละเอียดแค่ 8 ล้านพิกเซลเท่านั้น อีกทั้งคุณภาพไฟล์ภาพจากกล้องทั้งสองตัวยังแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ตามตัวอย่างต่อไปนี้

กล้องหน้าตัวที่ 1 ระยะ 31 มิลลิเมตร พร้อมเปิด Beauty Mode (ถ่ายในที่แสงน้อย)

กล้องหน้าตัวที่ 2 ระยะ 12 มิลลิเมตร พร้อมเปิด Beauty Mode จะเห็นว่าได้ภาพที่กว้างกว่ามาก ออกแบบมาเพื่อให้เราสามารถถ่ายเซลฟีกับภาพวิวทิวทัศน์ได้เหมือนกล้อง Action Cam หรือจะถ่ายเซลฟีหมู่ก็ได้ แต่คุณภาพจะลดลงไปพอสมควร (ถ่ายในที่แสงน้อย)

กล้องหน้าตัวที่ 1 ระยะ 31 มิลลิเมตร พร้อมเปิด Beauty Mode และเปิดใช้ Softlight LED flash ควบคู่ไปด้วย

ส่วนกล้องหลักด้านหลังจะให้คุณภาพกลางๆ และไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวมาให้

ทดสอบประสิทธิภาพ

AnTuTu Benchmark = 43,892 คะแนน
PCMark Work 2.0 = 3,628 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme = 298 คะแนน
Sling Shot = 582 คะแนน
Sling Shot Unlimited = 9,369 คะแนน
Ice Storm Extreme = 5,878 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 3,575 คะแนน
CPU Tests = 80,284 คะแนน
Memory Tests = 5,367 คะแนน
Disk Tests = 50,023 คะแนน
2D Graphics Tests = 2,434 คะแนน
3D Graphics Tests = 823 คะแนน

AndroBench
Seq. Read = 276.77MB/s
Seq. Write = 211.92MB/s

สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพ อาจเพราะเอซุสเลือกใช้ซีพียูระดับเริ่มต้นทำให้การทำงานไม่ค่อยรวดเร็วนัก แต่ถ้านำไปใช้งานปกติเช่นเล่นเฟสบุ๊ก ท่องเว็บ แชทถือว่าตอบสนองได้ดี แต่ถ้านำไปเล่นเกม Zenfone 4 Selfie อาจไม่เหมาะ

ส่วนการใช้งานกล้องถ่ายภาพจะเจอปัญหาชัตเตอร์ช้าเล็กน้อย (อารมณ์เหมือนกดชัตเตอร์ลงไปแล้วต้องรอประมาณครึ่งถึงหนึ่งวินาทีภาพถึงจะถูกบันทึก) ไม่เหมาะสำหรับการถ่ายสแนป

ด้านแบตเตอรีทดสอบด้วย PC Mark ด้วยการเปิดหน้าจอและเชื่อมต่อ WiFi/4G ตลอดการทดสอบ สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ที่ 8 ชั่วโมง 25 นาที ส่วนทดลองใช้งานปกติจะอยู่ที่ 12-14 ชั่วโมง ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน แต่ถ้าใช้งานกล้องถ่ายรูปบ่อยแบตเตอรีค่อนข้างลดลงรวดเร็วพอสมควร

สรุป

สำหรับราคาเปิดตัว ASUS Zenfone 4 Selfie อยู่ที่ 8,990 บาท ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนสเปกระดับกลางค่อนไปทางเริ่มต้นที่มึจุดขายหลักอยู่ที่กล้องหน้าแบบคู่ 2 ระยะเลนส์ เน้นเซลฟีได้ทั้งแบบกลุ่มหรือจะเน้นเดี่ยวแต่สามารถเก็บวิวทิวทัศน์ได่ในราคาไม่ถึงหมื่นบาท โดยถ้าต้องการคุณภาพที่ดีมากขึ้นอาจต้องรอ Zenfone 4 Selfie Pro เพราะในรุ่นที่ทีมงานทดสอบนี้ทั้งกล้องหน้าและหลังยังให้คุณภาพแค่ระดับกลางๆ เท่านั้น

ข้อดี

– ตัวเครื่องน้ำหนักเบา จอภาพขนาดกำลังพอดี
– ช่องใส่ซิม 2 ไม่ต้องแชร์กับ MicroSD
– กล้องหน้าคู่ 2 ระยะ เลนส์ตัวที่สองให้ภาพที่กว้าง สามารถถ่ายเซลฟีหมู่ได้
– ซอฟต์แวร์ช่วยเซลฟีมีให้เลือกใช้หลากหลาย
– ZenUI ปรับมาดีขึ้นมาก

ข้อสังเกต

– คุณภาพกล้องอยู่ระดับกลางๆ ทั้งหน้าและหลัง
– ชัตเตอร์กล้องช้ามาก

Gallery

]]>
Review : Xiaomi Mi 6 ไฮเอนด์ราคาแพงหลบไป เมื่อ Xiaomi มาไทย https://cyberbiz.mgronline.com/review-xiaomi-mi-6/ Wed, 13 Sep 2017 09:14:38 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=27121

ความคุ้มค่ากับสเปกที่ได้ถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญของ Xiaomi มาตลอด แน่นอนว่ากับรุ่นล่าสุดที่เพิ่งวางขายในตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ผ่านตัวแทนจำหน่ายในไทย Xiaomi Mi 6 ที่เป็นตัวท็อปก็มีมาให้เลือกในระดับราคาเริ่มต้นที่ 13,790 บาท

ในภาพรวมแล้ว Xiaomi Mi 6 ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ จากการที่ใช้หน่วยประมวลผลอย่าง Qualcomm Snapdragon 835 มาพร้อมกล้องคู่แบบ Tele ช่วยละลายหลังได้ แถมอัด RAM มาให้ใช้ 6 GB มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ด้วย ทำให้กลายเป็นเครื่องไฮเอนด์ในระดับราคาหมื่นกลางๆ

การออกแบบ

การออกแบบของ Xiaomi Mi 6 จะเน้นตัวเครื่องที่เป็นวัสดุโลหะ ผสมกับกระจกหน้า และหลังที่สร้างเงาสะท้อน งานประกอบแข็งแรง ประกอบกับขนาดตัวเครื่องที่พอดีมือ ทำให้จับถือใช้งานได้ง่าย โดยขนาดของตัวเครื่องอยู่ที่ 145.17 x 70.49 x 7.45 มิลลิเมตร น้ำหนัก 168 กรัม

แต่ถ้ามองในเรื่องของสี ถือว่าเป็นการจับคู่สีที่ค่อนข้างแปลก ด้วยการนำขอบสีทอง มาคู่กับตัวเครื่องสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นคู่สีที่ตรงข้ามกัน ทำให้ดูแล้วไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ แน่นอนว่าถ้ามองเฉพาะสีน้ำเงินอย่างเดียว Mi 6 ทำออกมาได้สวย เมื่อเปลี่ยนมุมกระทบของแสงก็ให้สีที่แตกต่างกัน

ด้านหน้า – พื้นที่หลักจะเป็นหน้าจอขนาด 5.15 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ความละเอียดเม็ดสี 428 ppi คิดเป็นสัดส่วนหน้าจอเทียบกับตัวเครื่องประมาณ 71.4% ที่มีกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์วัดแสง และตรวจจับใบหน้า และช่องลำโพงสนทนาอยู่ส่วนบน

ล่างหน้าจอมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ใต้กระจกหน้าจอ และเป็นปุ่มโฮมไปในตัว พร้อมกับปุ่มสัมผัสในการกดย้อนกลับ และเรียกดูแอปที่ใช้งานล่าสุด ขนาบอยู่ด้านข้าง ที่จะแสดงผลเป็นไฟแอลอีดี สองจุดเท่านั้น

ด้านหลังตัวเครื่องจะใช้กระจกโค้งครอบไปกับส่วนของฝาหลังที่เป็นสีน้ำเงินมันเงา โดยมีกล้องคู่ 12 ล้านพิกเซลแบบมุมกว้าง และมุมเทเล พร้อมไฟแฟลข Dual LED อยู่ใกล้ๆ ถัดลงมาจะมีสัญลักษณ์ของ Mi และตัวอักษรบอกมาตรฐานต่างๆ แบตเตอรีที่บรรจุอยู่ภายในขนาด 3,350 mAh รองรับระบบ Quick Charge 3.0

ด้านซ้ายจะมีช่องใส่ถาดซิมที่เป็นแบบ นาโนซิมการ์ด ทั้ง 2 ซิม รองรับการเชื่อมต่อ 4G พร้อมกัน ด้านขวามีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิดปิดเครื่อง โดยรอบๆเครื่องก็จะมีเสาสัญญาณสีขาวแทรกอยู่เรื่อยๆ

ด้านบนจะมีไมค์ตัวที่ 2 ไว้ตัดเสียง และเซ็นเซอร์อินฟาเรต ไว้ใช้งานคู่กับ Mi Remote ด้านล่างจะมีช่องลำโพงอยู่ทางขวา และไมค์โครโฟนอยู่ทางซ้าย ขั้นกลางด้วยพอร์ต USB-C ที่เป็นทั้งพอร์ตสำหรับชาร์จไฟ เชื่อมต่อข้อมูล และใช้สายแปลงเพื่อต่อหูฟังขนาด 3.5 มม. ด้วย เนื่องจากตัวเครื่องตัดช่องเสียบหูฟังออกไป

ส่วนอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องจะประกอบไปด้วยตัวเครื่อง อะเดปเตอร์ชาร์จไฟ สาย USB-C ตัวแปลง USB-C เป็นพอร์ต 3.5 มม. โดยตัวแปลงและสายจะอยู่ม้วนมาอยู่ในกล่องกระดาษกลมๆภายในอีกที เคสยางใส คู่มือการใช้งาน และเข็มจิ้มซิมมาให้ แน่นอนว่าไม่ได้แถมหูฟังมาให้ด้วย

สเปก

สำหรับสเปกภายในของ Xiaomi Mi 6 จะมากับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 835 ที่เป็น Octa-Core 2.45 GHz + 1.9 GHz 64bit RAM 6 GB พื้นที่เก็บข้อมูล 64/128 GB พร้อมกราฟอก Adreno 540 ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 7.1 (Nougat)

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ 3G/4G แบบ 3CA ความเร็วในการเชื่อมต่อสูงสุด 450/50 Mbps สามารถเลือกใส่ 2 ซิมเพื่อใช้งาน 4G พร้อมกันได้ ส่วน ไวไฟ มาตรฐาน 802.11ac บลูทูธ 5.0 พร้อม เซ็นเซอร์อินฟาเรต GPS และ NFC

ในส่วนของกล้องคู่ Mi 6 เลือกใข้การจับคู่ระหว่างเลนส์ไวด์ 27 มม. ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ขนาด 1/29” 1.25um รูรับแสง f/1.8 ที่มาพร้อมกับระบบกันสั่น OIS 4 แกน คู่กับเลนส์ 52 มม. ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล 1.0um f/2.6 ทำให้รองรับการซูมแบบออปติคัล 2x พร้อมแฟลชคู่

ฟีเจอร์เด่น

การใช้งานของ Xiaomi ผู้ที่เคยใช้งานจะรู้จักกับอินเตอร์เฟสที่มีชื่อเฉพาะอย่าง Mi UI ซึ่งทาง Xiaomi พัฒนาขึ้นมาครอบความเป็นแอนดรอยด์ มีจุดเด่นที่ความง่ายในการใช้งาน กับสไตล์โปร่งๆโล่งๆ แต่แน่นอนว่าเมื่อพื้นฐานเป็นแอนดรอดย์การใช้งานต่างๆก็ไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว

เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาใช้งาน ในหน้าจอหลักจะมีการนำไอค่อนลัดต่างๆมาใส่ไว้ให้เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นแถบไอค่อนล่างสุดที่ไว้ใช้งานโทรศัพท์ ข้อความ เบราว์เซอร์ และกล้อง ถัดขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นการเข้าใช้งานแอปต่างๆ โดยทั้งหมดนี้ผู้ใช้สามารถลากสลับ ปรับเปลี่ยนไอค่อนได้ตามที่ใช้งาน

ประกอบกับการที่ Xiaomi ไม่ได้ทำหน้ารวมแอปมาให้ เวลาดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติมก็จะมาอยู่ในหน้ารอง ผู้ใช้สามารถจับกลุ่มแอปเข้าไปไว้ในโฟลเดอร์เพื่อให้สะดวกกับการค้นหาได้ หรือจะเลือกนำวิตเจ็ตต่างๆมาใส่ก็ได้

ในส่วนของแถบการแจ้งเตือนเมื่อลากนิ้วจากขอบบนลงมา ก็จะพบกับแถวให้เลือกตั้งค่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไวไฟ ไฟฉาย ปิดเสียง เมื่อลากลงมาอีกก็จะพบกับปุ่มลัดอื่นๆอย่างการจับภาพหน้าจอ บลูทูธ ตั้งปรับความสว่างหน้าจอ ล็อกหน้าจอ โดยทั้งหมดนี้ก็สามารถจัดเรียงใหม่ เพิ่มทางลัดอื่นๆได้

ส่วนหน้ารวมแอปที่เรียกใช้งานล่าสุด จะเปิดออกมาเป็นหน้าต่างให้สามารถสลับใช้งานไปมาได้ หรือจะเลือกให้เป็นแบบแสดงผลเป็นช่องๆสี่เหลี่ยม (Grid) ก็ได้เช่นกัน ด้วยการกดที่ปุ่มมุมขวาบน ส่วนล่างจะมีปุ่มกากบาทไว้กดปิดแอปทั้งหมด

ฟีเจอร์พิเศษที่น่าสนใจและผู้ใข้สามารถปรับใช้ได้ก็จะมีอย่าง การสร้าง Second Space หรือจำลองเครื่องขึ้นมา เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชันที่ซ้ำกัน หรือแยกการใช้งานระหว่างการทำงาน หรือใช้งานส่วนตัว ซึ่งก็จะทำให้สามารถใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก 2 ไอดีในเครื่องเดียวได้

ถัดมาคือการที่ตัวเครื่องไม่ได้มากับพอร์ต 3.5 มม. แต่การเชื่อมต่อผ่าน USB-C ก็ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการใช้งานหูฟังได้ดีขึ้น โดยเมื่อกดเข้าไปตั้งค่าหูฟังก็จะมี่ให้เลือกทั้งการตั้งว่าปุ่มบนสายหูฟังจะใช้ควบคุมเสียง หรือควบคุมการเล่นเพลง รวมถึงการปรับแต่งคุณภาพเสียงให้เหมาะกับหูฟังแต่ละชนิด

อีกจุดที่มากับแอนดรอยด์คือ ผู้ใช้สามารถเข้าไปเลือกเปลี่ยนแถบนำทาง (Navigation buttons) ได้ว่าจะให้เรียงปุ่มเรียกดูแอปไว้ทางซ้าย ย้อนกลับไว้ทางขวา หรือสลับกันก็ได้ ซึ่งถ้าคุนชิ้นกับการใช้งานจากเครื่องเก่ามาแบบใดก็แนะนำให้ตั้งเหมือนกัน

เพื่อความปลอดภัยตัวเครื่องจะมากับระบบอย่าง App Lock ไว้ให้ผู้ใช้สามารถตั้งรหัสผ่านสำหรับการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันที่กำหนดไว้ได้ด้วย อาจจะประยุกต์ใช้กับผู้ที่มีบุตรหลาน สามารถตั้งไม่ให้เข้าแอปสำคัญๆ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการใช้งาน

นอกจากนี้ ก็ยังมีหน้ารวมธีม ให้เลือกเปลี่ยนกัน โดยจะมีให้เลือกทั้งธีมสีของเครื่อง และปรับแต่งไอค่อน ซึ่งที่ผ่านมา Mi UI ถือเป็นหนึ่งในอินเตอร์เฟสที่มีการทำธีมออกมาค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว ดังนั้นก็สามารถเข้าไปเลือกดูใช้แบบฟรี หรือจะเสียเงินอุดหนุนก็ได้

กรณีที่ไม่อยากใช้งาน Second Space ใน Mi 6 จะมีโหมดพิเศษอย่าง Dual Apps มาให้ใช้ ผู้ใช้สามารถเลือกแอปที่ต้องการเพื่อติดตั้งแยกกับแอปเดิมได้ โดยที่ตัวไอค่อนจะมีสัญลักษณ์บอกชัดเจน เพื่อให้เข้าใช้งานได้ถูกต้อง

มาถึงจุดเด่นสำคัญของเครื่องอย่างโหมดถ่ายภาพที่ Mi 6 ให้มาแบบกล้องคู่ การทำงานในโหมดถ่ายภาพ อินเตอร์เฟสใช้งานถือว่าค่อนข้างง่าย โดยจะมีปุ่มซูม 1x 2x ให้กดเพื่อใช้งานโหมดกล้องคู่ได้ทันที หรือจะเลือกกดปุ่มถ่ายภาพบุคคล (Portrait) เพื่อละลายหลังแทนก็ได้

ส่วนโหมดถ่ายภาพที่มีให้เลือกนอกจากแบบอัตโนมัติ ก็จะมีถ่ายภาพแบบพาโนราม่า ตั้งเวลาถ่าย ถ่ายภาพพร้อมบันทึกเสียง โหมดมืออาชีพ รวมถึงการใส่เอฟเฟกต์ภาพอย่างโหมดบิวตี้ การถ่ายแบบ Till Shift เลือกสัดส่วนภาพเป็นแบบ 1:1 ให้เลย

โดยในการตั้งค่านอกจากการตั้งความละเอียดรูปภาพทั่วไป ก็จะมีให้เลือกเลยว่าจะบันทึกพิกัดสถานที่ลงไปด้วยหรือไม่ เลือกเปิดปิดเสียงชัดเตอร์ได้ เลือกใช้โหมดกล้องสำหรับการสแกนคิวอาร์โค้ดได้ทันที รวมถึงโหมดที่ใช้ AI มาช่วยประมวลผลอายุ แยกเพศ ตั้งปุ่มปรับเสียงเป็นชัตเตอร์ก็ได้

เมื่อลองใช้งานโหมดถ่ายภาพแบบละลายหลัง สิ่งที่ได้ชัดๆเลยคือฉากหลังละลายแน่นอน แต่ว่าถ้ามองในเรื่องความเนียนของขอบ ตัวประมวลผลยังทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ยังมีการกินพื้นที่ไปอยู่บ้าง แตกลับกันด้วยความสามารถของการถ่ายออปติคัลซูม 2x ก็ช่วยให้ถ่ายภาพซูมได้ง่ายขึ้น

เทียบรูปถ่ายมุมปกติ กับ ซูม 2x

อย่างไรก็ตามคุณภาพของรูปที่ออกมาก็ไม่ได้ถึงกับคมกริบมากนัก การถ่ายภาพในที่แสงน้อยยังมีนอยซ์ค่อนข้างเยอะ ซึ่งอาจจะเกิดจากตัวเลนส์ที่ใช้ กับตัวประมวลผลยังไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมามากนัก ทำให้ต้องรอดูการอัปเกรดเฟิร์มแวร์ที่ออกมาในอนาคตว่าจะช่วยได้หรือไม่

สุดท้ายในส่วนของการตั้งค่าตัวเครื่องจะแยกการตั้งค่าการเชื่อมต่อการจัดการซิมการ์ด ไวไฟ บลูทูธ ปล่อยฮ็อสป็อตออกมาเป็นส่วนแรก ตามมาด้วยการใช้งานทั่วไปอย่างการตั้งค่าหน้าจอ เสียง ธีม จนมาถึงการตั้งค่าตัวเครื่องอย่างการล็อกหน้าจอ การจัดการแบตเตอรี พื้นที่เก็บข้อมูล

ที่น่าสนใจคือการที่มี Mi Account มาให้ใช้งาน นอกจากจะใช้เป็นคลาวด์ในการเก็บข้อมูล ยังสามารถใช้ในการตามหาเครื่อง (ใช้คู่กับหน้าเว็บไซต์เพื่อเข้าไประบุจุดที่อยู่ของเครื่องที่ทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตครั้งสุดท้าย) แน่นอนว่าถ้าโดนถอดซิมออกก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 159,376 คะแนน
Quadrant Standard = 38,255
Multi-Touch = 10 จุด

Geekbench 4
Single-Core = 1,942 คะแนน
Multi-Core = 6,294 คะแนน
Compute = 7,816 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 12,317 คะแนน
CPU Tests = 249,099 คะแนน
Memory Tests = 14,403 คะแนน
Disk Tests = 72,247 คะแนน
2D Graphics Tests = 7,502 คะแนน
3D Graphics Tests = 3,185 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme Unlimited = 2,826 คะแนน
Sling Shot Unlimited = 3,262 คะแนน
Sling Shot Extreme = 2,756 คะแนน
Sling Shot = 3,310 คะแนน
Ice Storm Extreme = 14,166 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 34,411 คะแนน
Ice Storm = 13,497 คะแนน

PC Mark
Work 2.0 = 6,728 คะแนน
Computer Vision = 3,432 คะแนน
Storage = 4,976 คะแนน
Work = 7,821 คะแนน

ส่วนการทดสอบแบตเตอรีบน PC Mark ตั้งแต่ 100 > 20% ผลออกมาอยู่ที่ 12 ชั่วโมง 23 นาที แน่นอนว่าถ้าเป็นการใช้งานปกติทั่วไปก็จะยืดระยะเวลาออกไปอีก เพราะด้วยแบตเตอรีที่ให้มา 3,350 mAh ถือว่าค่อนข้างเยอะ ดังนั้นใช้งานในหนึ่งวันถือว่าสบายๆ ถ้าใช้งานต่อเนื่องหนักๆก็เกิน 6-8 ชั่วโมงแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานเครื่องเมื่อประมวลผลหนักๆแล้ว ตัวเครื่องจะค่อนข้างร้อน ประกอบกับด้วยเครื่องเป็นโลหะ และกระจกหลัง ทำให้การถือใช้งานอาจจะร้อนมือได้ ถ้าใช้งานนานจริงๆ ควรพักเครื่องบ้าง

สรุป

ด้วยระดับราคาเปิดตัวของ Xiaomi Mi 6 ทำให้กลายเป็นสมาร์ทโฟนในระดับไฮเอนด์ (วัดจากหน่วยประมวลผล) ที่ราคาน่าสนใจที่สุดในท้องตลาด ประกอบกับฟีเจอร์ต่างๆที่ให้มาก็ถือว่าได้ใช้งานกันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องคู่ การใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ใช้

ตัวเครื่องขนาดถือว่ากำลังพอดีมือ การใช้งานทั่วๆไปอย่างการเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก เอามาอ่านเมล ทำงานก็ได้สบายๆ ส่วนถ้าจะประมวลผลหนักๆขึ้นมาหน่อยอย่างการดูหนัง เล่นไฟล์ความละเอียดสูง เล่นเกมถือว่าทำได้สมประสิทธิภาพอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สินค้าก็อยู่กับระดับราคา ถ้าจะคาดหวังว่าจะดีทุกอย่างคงไม่ใช่เพราะ ภาพถ่ายของ Mi 6 ทำออกมาได้ไม่สมเป็นกล้องคู่เท่าที่ควร ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แถมยังตัดช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ออกไปตามสมัยนิยม ใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มไม่ได้อีก

เบื้องต้น Xiaomi Mi 6 ที่วางขายในไทยจะแบ่งออกเป็น 2 รุ่นหลักๆด้วยกันคือรุ่น RAM 6 GB ROM 64 GB ในราคา 13,790 บาท ส่วน RAM 6 GB ROM 128 GB จะอยู่ที่ 15,990 บาทซึ่งถ้าต้องการเครื่องพื้นที่เก็บข้อมูลเยอะก็ควรเลือกตัวแพงกว่า

ข้อดี

– สเปกไฮเอนด์ราคาหมื่นกลางๆ

– ขนาดตัวเครื่องกำลังพอดีมือ

– หน้าจอปรับสว่าง-มืดได้แบบสุดๆ

– ระบบรักษาความปลอดภัย เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ / Mi Account

ข้อสังเกต

ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

กล้องคู่ ยังไม่ดีเท่าที่ควร

ตัวเครื่องร้อนง่ายเมื่อประมวลผลหนักๆ

ใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มไม่ได้

Gallery

]]>
Cyberbiz App : ประจำเดือนกันยายน #1 https://cyberbiz.mgronline.com/cyberbiz-app-preview-september-part1/ Sat, 09 Sep 2017 05:22:22 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=27104 คอลัมน์แนะนำแอปพลิเคชันและเกมน่าสนใจ

แอปเด่น

Hungry Hub

จองร้านดังๆ ทานได้ไม่อั้น ในราคาเน็ตๆ กับ Hungry Hub ที่เดียวที่คัดสรรร้านอาหารทั่วกรุงเทพฯ ให้คุณจองคิวร้านอาหารดังๆ ออเดอร์แบบ À la Carte ในราคา Buffet แบบเน็ตๆ รับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์ จองปุ๊บ ไปถึงร้านตามเวลานัด ได้โต๊ะปั๊บแบบไม่ต้องลุ้น เลือกได้หลายสไตล์ที่คุณกำหนดงบได้

ดาวน์โหลดใช้งานบน iOS 9.0 ขึ้นไป
ดาวน์โหลดใช้งานบน Android 4.1 ขึ้นไป 

Seekster

ตามช่าง จ้างแม่บ้านได้แสนง่ายแค่ปลายนิ้ว ชีวิตคุณจะสะดวกสบายมากขึ้นหากต้องการผู้ช่วยผู้เชี่ยวชาญมาคลี่คลายปัญหารอบด้านของชีวิต จะเรื่องทำความสะอาดบ้าน ล้างแอร์ งานประปา ไฟฟ้า ซ่อมแซมสิ่งของ ฯลฯ หาคนมาดูแลง่ายๆ ไม่ต้องออกไปตามหา แค่มีแอป Seekster คุณก็แค่เลือกบริการ นัดหมาย ติดตามสถานะได้ในที่เดียว และมั่นใจได้กับความปลอดภัยจากผู้บริการที่เชี่ยวชาญจริงและมีประวัติชัดเจน ติดแฮชแท็ก #ชีวิตดี ได้ตั้งแต่มีแอปนี้

ดาวน์โหลดใช้งานบน iOS 9.0 ขึ้นไป
ดาวน์โหลดใช้งานบน Android 4.1 ขึ้นไป 

แอปฟรี

Streaks Workout

ออกกำลังกายแบบมีเป้าหมาย เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชน ไม่ใช่แค่เรื่องการงานเท่านั้น เรื่องสุขภาพก็ตั้งเป้าให้มีชีวิตแบบเฮลตี้ได้ และหากคุณมีเวลาน้อยก็ไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะ Streaks Workout ให้คุณออกกำลังกายกับท่วงท่าต่างๆ เริ่มต้นแค่ 6 นาทีต่อวัน แถมยังแจ้งเตือน บิลด์คุณทุกทางให้คุณลุกออกมาผลาญแคล เพิ่มซิกซ์แพค และสัปดาห์นี้ก็ให้โหลดฟรีด้วย ให้ไวเลยจ้า!

ดาวน์โหลดใช้งานบน iOS 8.2 ขึ้นไป 

8mm Vintage Camera

ใส่กลิ่นอายวินเทจให้วิดีโอ กับ 8mm Vintage Camera ที่ขอมอบอารมณ์สุนทรียะแบบวันวานกับแอปนี้ที่ให้ดาวน์โหลดฟรี นึกถึงภาพวิดีโอจากกลักฟิล์มเก่าขนาด 8 มิลลิเมตรที่เปี่ยมเสน่ห์จากภาพขุ่นและเป็นเส้น แอปนี้จะทำให้วิดีโอที่ถ่ายมากลายเป็นเหมือนภาพความทรงจำครั้งเก่าภายในไม่กี่แท็ป พร้อมฟิลเตอร์นับสิบแบบที่รอให้คุณเลือกใช้ ออกไปเก็บภาพความทรงจำดีๆ แล้วมาแต่งแต้มให้ดูวินเทจก็คงจะ “จ๊าบ“ ไม่ใช่เล่น

ดาวน์โหลดใช้งานบน iOS 8.0 ขึ้นไป 

รวมชุดแอปน่าสนใจ

สามารถเข้าไปโหลดได้ด้วยการกดที่ชื่อแอป (สำหรับ iOS) ส่วนผู้ใช้ Android สามารถกดที่คำว่า (Android) ได้ทันที

คนรักสุขภาพเมื่อหุ่นดีแล้ว ก็ต้องดูแลชีวิตส่วนอื่นๆ ให้ดีรอบด้าน ทั้งการจัดสรรเวลาด้วย BlockyTimeบันทึกสิ่งที่ต้องทำกันลืมกับ Sortedนอนหลับให้ครบชั่วโมงกับ SleepTown iOS (Android)ดื่มน้ำให้พอกับการดำรงชีวิต กับ WaterMinder iOS (Android) อย่าลืมว่าสุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องลุยเอง

ชีพจรลงเท้าแบบนี้ คนงานเยอะอย่างคุณจะไม่มีวันงานเข้าเมื่อมีแอปเหล่านี้เป็นผู้ช่วยในมือคุณ เริ่มตั้งแต่ PanaApp in the Air iOS  (Android) และ Travel Butler iOS ที่ช่วยวางแผนการเดินทางทั้งตั๋วและที่พัก จากนั้นใช้ Basic Weather บอกอุณหภูมิรายวันเป็นภาพสนุกๆ และเมื่อต้องจับจ่าย เปิด Elk ขึ้นมาแปลงค่าเงินแบบปัดจอมือเดียวก็ถนัด (คงคิดมาแล้วว่าอีกมือถือกระเป๋าหนักอึ้งไปจนถึงแอปเก็บนามบัตรอย่าง WantedlyPeople และรวมรหัสไวไฟจากทุกสถานที่กับ WiFi Master Key iOS (Android)

เกมเด่น

Asphalt 8: Airbourne

Asphalt 8: Airbourne เกมแข่งรถภาคใหม่ขวัญใจใครหลายคน กลับมารอบนี้มีมอเตอร์ไซค์ให้ห้อตะบึง เบิร์นยางควันโขมง พร้อมกับซูเปอร์คาร์ตัวแรงแบรนด์ดังมากมาย ถนนจริงรถติดแบบนี้มาคลายเครียดกับถนนในจอกันดีกว่า

ดาวน์โหลดใช้งานบน iOS 8.0 ขึ้นไป
ดาวน์โหลดใช้งานบน Android 4.1 ขึ้นไป 

Angry Birds Match

สนุกกับนกจอมซนในพัซเซิลแสนน่ารัก เมื่อเกมพัซเซิลมาผสมกับเรื่องราวของคู่อริอย่างนกและหมูที่เราคุ้นเคย ได้ออกมาเป็น  Angry Birds Match เกมภาคใหม่สีสดใสฟรุ้งฟริ้งให้เราฝึกสมองแบบไร้พิษภัย ภารกิจคือคุณต้องจับคู่ของให้ได้ 3 ชิ้นในแถวเพื่อล้างกระดานและเติมของเพิ่ม ขณะเดียวกันก็ต้องกำจัดหมูและอุปสรรคนานา ซึ่งเกมมีด่านและไอเทมพิเศษให้ตามตะลุยได้ยาวๆ เหมือนจะไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย ลองดูเลย

ดาวน์โหลดใช้งานบน iOS 9.0 ขึ้นไป
ดาวน์โหลดใช้งานบน Android 4.1 ขึ้นไป 

]]>