CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Fri, 18 Oct 2019 06:50:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.6 Review : Apple iPhone 11 สีสวย กล้องดี https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-iphone-11/ Fri, 18 Oct 2019 06:47:57 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31478

หลังจากที่พาไปแกะกล่อง iPhone 11 รุ่นใหม่กันแล้ว แน่นอนว่าหลายๆ คนมีคำถามที่ตามมาว่า iPhone 11 เพียงพอไหมกับการเปลี่ยนรุ่นใหม่ หรือควรเก็บเงินเพื่อไปซื้อ iPhone 11 Pro เลยดีกว่า

ในความเป็นจริงแล้วถ้าไม่เคยใช้ iPhone XS หรือ iPhone XS Max มาก่อน iPhone 11 จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่อยากใช้งาน iPhone และต้องการเครื่องรุ่นใหม่ในปีนี้ทันที

โดยเฉพาะผู้ที่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งาน iPhone XR อยู่แล้ว iPhone 11 จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทันที เพราะมีการอัปเกรดหลายๆ อย่างขึ้นมาไม่แตกต่างจาก iPhone 11 Pro เลย

จุดที่แตกต่างกันจริงๆ จะเป็นเรื่องของจอภาพที่ใช้เป็น Liquid Retina กับ OLED และเรื่องของกล้องหลังที่มีเลนส์ Telephoto เพิ่มเข้ามาเท่านั้น ส่วนที่เหลือใช้งานได้ไม่แตกต่างกันเลย

ข้อดี

ตัวเครื่องสเปกแรง ราคาเริ่มต้นที่ 24,900 บาท

มีสีสันให้เลือกหลากหลาย

เลนส์ Ultra Wide ช่วยให้ถ่ายภาพสนุกขึ้น

ข้อสังเกต

ในกล่องไม่แถมอะเดปเตอร์ Fastcharge มาให้

จอยังเป็น LCD อยู่เมื่อเทียบกับรุ่น Pro จะสวยไม่เท่า

ขอบจอยังหนาอยู่เช่นกัน เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนในระดับราคาเดียวกัน

ดีไซน์ที่ใส่ใจรายละเอียด

แม้ว่าจะดูเหมือน iPhone 11 ไม่ได้แตกต่างจาก iPhone XR มากนัก แต่จริงๆ แล้ว iPhone 11 มีการปรับปรุงในส่วนของการดีไซน์ที่น่าสนใจหลายๆ จุด โดยตัวเครื่องยังคงเป็นอะลูมิเนียมผสมกับกระจกหน้าหลังเหมือนเดิม ขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 150.9 x 75.7 x 150.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 194 กรัม

โดย iPhone 11 จะมีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 6 สี คือ ม่วง เขียว เหลือง ขาว ดำ และ แดง ซึ่งรุ่นที่นำมารีวิวในครั้งนี้คือสีเขียว เมื่อวางเครื่องเทียบกันทุกสี จะเห็นจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับ iPhone XR คือฝาหลัง

ในรุ่น iPhone 11 แอปเปิล เลือกที่จะปรับตำแหน่งโลโก้ Apple ลงมาอยู่ตรงกึ่งกลางเครื่องแทน และไม่มีการสกรีนตัวอักษรใดๆ ลงที่ฝาหลังอีกแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้จะมีการสกรีน iPhone หรือสัญลักษณ์ต่างๆ อยู่ ทำให้ในปีนี้จะมีรุ่นสีแดง (Product)Red เท่านั้น ที่มีการสกรีนตัวอักษรลงไปที่ฝาหลัง

ถัดมาก็คือตัวกระจกที่นำมาครอบตัวเครื่องด้านหลัง จะถูกออกแบบให้เป็นกระจกชิ้นเดียว แล้วมีการขัดด้านบริเวณขอบของกล้อง ทำให้เพิ่มความแข็งแรง และช่วยให้ตัวเครื่องป้องกันน้ำกันฝุ่นบนมาตรฐาน IP68 ได้ (น้ำลึกไม่เกิน 2 เมตร 30 นาที) และตัวเครื่องยังรองรับระบบชาร์จไร้สายด้วย

กลับมาในส่วนของหน้าจอ iPhone 11 จะมากับหน้าจอ Liquid Retina 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1792 x 828 พิกเซล 326ppi ที่รองรับการใช้งาน True Tone Display ในการปรับสภาพแสงหน้าจออัตโนมัติ ประกอบกับกล้อง TrueDepth Camera ที่ใช้ทั้งปลดล็อก FaceID และเป็นกล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซลด้วย

เทียบกล้อง iPhone XR กับ iPhone 11

ส่วนรายละเอียดของกล้องหลังที่ให้มาเป็น 2 เลนส์ใน iPhone 11 จะใช้เป็นกล้อง Ultra Wide คู่กับ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล โดยกล้อง Ultra Wide จะมากับรูรับแสง f/2.4 มุมมองถ่ายภาพ 120 องศา ส่วน Wide มากับรูรับแสง f/1.8

รอบๆ ตัวเครื่อง iPhone 11 จะเหมือนเดิมคือ มีปุ่มปรับระดับเสียงอยู่ทางซ้าย พร้อมปุ่มปิดเสียง ทางขวาเป็นปุ่มเปิดเครื่อง และเรียกใช้งาน Siri ด้านล่างเป็นลำโพง และพอร์ต Lightning ให้ใช้งาน

ในส่วนของแบตเตอรีแอปเปิล ระบุว่า iPhone 11 สามารถใช้งานได้นานกว่า iPhone XR 1 ชั่วโมง โดยสามารถเล่นวิดีโอได้ต่อเนื่อง 17 ชั่วโมง สตรีมมิ่งได้ 10 ชั่วโมง เล่นเพลงได้ 65 ชั่วโมง และชาร์จได้ 50% ในเวลา 30 นาที ถ้าใช้กับที่ชาร์จเร็ว 18W

กล้องที่เด็ดไม่แพ้รุ่นพี่

การพัฒนากล้องบน iPhone 11 ให้เป็นกล้องคู่ (Dual Camera) ช่วยลดช่องว่างระหว่างเครื่องรุ่นธรรมดา กับรุ่น Pro ที่เป็น 3 เลนส์ ได้ค่อนข้างเยอะ เพราะในการใช้งานจริง มุมมองที่จะใช้เพื่อการถ่ายภาพจากสมาร์ทโฟนจะเป็นมุมปกติ และมุมกว้างที่ให้มุมมองใหม่มากกว่า ในขณะที่การซูมภาพจะใช้งานเฉพาะบางช่วงเท่านั้น

ดังนั้นกล้องคู่บน iPhone 11 ถึงทำงานได้ไม่แตกต่างจากรุ่นพี่อย่าง iPhone 11 Pro ในแง่ของการเก็บรายละเอียดภาพทั้งมุมปกติ และมุมกว้าง เพราะใช้เลนส์ชุดเดียวกัน ทำให้คุณภาพของรูป และวิดีโอที่ได้ไม่แตกต่างกัน

โดยจุดที่ iPhone 11 ได้เปรียบกว่า iPhone 11 Pro คือการถ่ายภาพ Portrait ที่ระยะของ iPhone 11 จะเป็นมุมมอง 26 มม. (เลนส์ปกติ) แต่ iPhone 11 Pro จะใข้มุมมอง 56 มม. (เลนส์เทเลฯ) แล้วใช้ AI มาช่วยประมวลผลฉากหลังให้เบลอแทน

แน่นอนว่า iPhone 11 สามารถใช้งาน Night Mode ในการถ่ายภาพได้ เพียงแต่ว่า Night Mode ใน iPhone ผู้ใช้ไม่สามารถเลือกเปิดที่จะใช้งานได้เอง แต่ระบบจะช่วยคำนวนให้ เมื่อกล้องตรวจจับว่าถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย

หลังจากกล้องเปิด Night Mode ให้แล้วผู้ใช้ถึงจะปรับเลือกได้ว่าจะทำการเปิดชัดเตอร์ถ่ายภาพค้างไว้กี่นาที โดยต้องไม่เกินช่วงเวลาที่กล้องคำนวนให้ แต่สูงสุดจะอยู่ที่ 30 วินาที เมื่อใช้งานคู่กับขายึดจับสมาร์ทโฟน (Night Mode ไม่สามารถใช้กับเลนส์ Ultra Wide ได้)

นอกจากนี้ การพัฒนาการถ่ายภาพวิดีโอบน iPhone 11 ก็ให้คุณภาพที่สูงขึ้น โดยสามารถเลือกถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 4K 60fps ประกอบกับระบบกันสั่นของกล้องที่ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญคือถ่าย 4K ได้ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง

Gallery ภาพจากกล้อง iPhone 11

เบื้องหลังคือ Apple A13 Bionic

ทั้ง iPhone 11 และ iPhone 11 Pro ทำงานบนหน่วยประมวลผล Apple A13 Bionic

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ iPhone 11 กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจไม่แตกต่างจาก iPhone 11 Pro คือการเลือกนำชิปเซ็ต Apple A13 Bionic มาให้ใช้งานในทุกรุ่นของ iPhone 11 เพราะด้วยประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ A12 Bionic กว่า 40% และประหยัดแบตเตอรีขึ้น 20%

เพราะหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ iPhone น่าสนใจคือการทำงานบน iOS 13 ที่นำ Neural Engine มาใช้สำหรับ Machine Learning เพื่อเรียนรู้การใช้งานของผู้ใช้ และปรับแต่งให้เข้ากับพฤติกรรมของแต่ละคน

โดยเฉพาะในโหมดถ่ายภาพ อย่างการปรับเฉดสีในโหมด Portrait การประมวลผลภาพบน Night Mode การเลือกรูปภาพที่น่าสนใจใน Photos จนถึงการตัดต่อวิดีโอระดับ 4K บนเครื่อง iPhone 11 ได้เลย

นอกจากนี้ iPhone 11 ก็ยังรองรับการเชื่อมต่อ Gigabit LTE / Wi-Fi 6 รวมถึงการใช้งาน 2 ซิมการ์ด โดยสามารถใส่เป็น eSIM คู่กับนาโนซิมการ์ดปกติ โดยถ้าต้องการใช้งาน eSIM ต้องไปให้ที่ศูนย์บริการเป็นผู้เปิดใช้งานให้

อย่าลืมเผื่องบซื้ออุปกรณ์เสริม

อย่างที่เขียนไปตั้งแต่ตอนแกะกล่อง iPhone 11 แล้วว่าอะเดปเตอร์ชาร์จที่แถมมาให้ภายในกล่องของ iPhone 11 ยังคงเป็นที่ชาร์จธรรมดาอยู่ ดังนั้นถ้าจะใช้งาน iPhone 11 ให้สะดวกมากขึ้นแนะนำให้ซื้ออะเดปเตอร์ชาร์จเร็วเพิ่มมาใช้งานด้วย

โดยตัวอะเดปเตอร์ชาร์จเร็ว 18W ของแอปเปิลที่วางจำหน่ายในสโตร์จะอยู่ที่ 1,190 บาท และอย่าลืมซื้อสาย USB-C to Lightning อีก 690 บาท ด้วย หรือถ้าต้องการความสะดวก อาจจะมองหา Wireless Chrage มาใช้ร่วมด้วยอีก

สรุป

iPhone 11 น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของผู้ที่มีงบจำกัด เพราะด้วยระดับราคาเริ่มต้นที่ 24,900 บาท น่าจะช่วยให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ยิ่งมีการทำโปรโมชันร่วมกับโอเปอเรเตอร์มือถือ เมื่อสมัครแพกเกจร่วมด้วยทำให้ราคาต่ำลงมาอีก

ส่วนใครที่ต้องการเครื่องระดับโปร แล้วงบประมาณไม่จำกัดการหันไปเลือก iPhone 11 Pro ก็จะเหมาะสมกว่ากันอยู่แล้ว เพราะจะได้หลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นจาก iPhone 11 ที่สามารถอ่านได้เพิ่มเติมจากในรีวิวของ iPhone 11 Pro หลังจากนี้

]]>
Review : Samsung Galaxy Fold ถึงวันที่นวัตกรรมออกสู่ตลาด https://cyberbiz.mgronline.com/review-samsung-galaxy-fold/ Wed, 16 Oct 2019 17:26:13 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31435

หลังจากปล่อยให้ผู้บริโภครอกันมาสักพัก ในการเข้าถึงนวัตกรรมของสมาร์ทโฟนที่จะกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในยุคต่อไป ล่าสุด Samsung นำ Galaxy Fold เข้ามาเปิดจองในไทยแล้ว ก่อนเริ่มทยอยส่งมอบในวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ในราคา 69,900 บาท

ความน่าสนใจของ Galaxy Fold อาจจะไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบในการใช้งาน เพราะถือว่าเป็นเครื่องรุ่นแรก ที่เปรียบเหมือนรุ่นทดลอง ที่ทำออกมาให้ผู้บริโภคได้เห็นภาพ ถึงประสบการณ์ในการใช้งานสมาร์ทโฟนจอพับ ที่จะกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญในอนาคต

ข้อดี

กางออกมาแล้วจอใหญ่ ใช้งานแทนแท็บเล็ตได้

อินเตอร์เฟสถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ต่อเนื่อง

รุ่นต้นแบบของสมาร์ทโฟนจอพับ

ข้อสังเกต

ต้องรอดูความแข็งแรงของจอพับว่าจะเป็นอย่างไร

ตัวเครื่องพับแล้วค่อนข้างหนา

อินเตอร์เฟสการใช้งานที่ลื่นไหล

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าจะเป็นแนวคิดใหม่ในการทำสมาร์ทโฟนจอพับ แต่ซัมซุง ได้ทำงานร่วมกับกูเกิล (Google) เป็นอย่างดี ในการออกแบบ ยูสเซอร์อินเทอร์เฟส (User Interface) การทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android ให้ไร้รอยต่อ (App Continuity)

ที่บอกว่าไร้รอยต่อคือ ผู้บริโภคต้องคาดหวังว่าเมื่อหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาใช้งาน ในกรณีที่ใช้งานจอเล็กในขณะที่พับเครื่องอยู่นั้น เมื่อกางออกมาเป็นจอใหญ่เพื่อใช้งาน จะต้องมีความต่อเนื่อง ที่พร้อมให้ทำงานต่อได้ทันที

ในเรื่องของประสบการณ์ใช้งานตรงนี้ ซัมซุง ทำออกมาได้น่าพอใจ เพราะเท่าที่ทดสอบใช้งานหลายๆ แอปพลิเคชัน ทั้งบริการต่างๆ ของ กูเกิล เซอร์วิส แอปโซเชียลมีเดียต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันระหว่างพับจอ และกางจอได้เป็นอย่างดี

อีกจุดที่ทำได้ดีคือเรื่องของการเปิดใช้งานหลายๆ หน้าจอ เพราะด้วยหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ใกล้เคียงกับแท็บเล็ต ทำให้เวลาใช้งาน ทำให้รองรับการเปิดใช้งาน 3 แอปในเวลาเดียวกัน ที่ซัมซุงเรียกว่า Multi-Active Window

เพียงแต่ว่าแอปที่รองรับการทำงานพร้อมๆ กันในเวลานี้ยังมีไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นแอปที่รองรับการใช้งาน App Pair หรือการเปิดใช้แอปคู่ที่ซัมซุงนำมาใช้กับ Galaxy S และ Galaxy Note ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

ในส่วนของการใช้งาน ถือว่าต้องปรับตัวกันพอสมควร เพราะกลายเป็นว่าหน้าจอขณะที่ยังไม่กางออก เวลาใช้งานก็จะรู้สึกเล็กเกินไป เนื่องจากชินกับหน้าจอขนาดใหญ่ ประกอบกับการเว้นพื้นที่ส่วนบน และล่างหน้าจอไว้ด้วย

ส่วนบางกรณีที่ใช้งานเครื่องมือเดียว แล้วต้องการกางหน้าจอออกเพื่อใช้งานต่อ จะต้องมีเทคนิคเล็กน้อยคือการใช้นิ้วสอดเข้าไปเพื่อกางเครื่องออก แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ขูดโดนหน้าจอด้วย เพราะด้วยการที่ทำให้จอพับได้วัสดุที่ใช้สำหรับจอภายในจึงเป็นพลาสติก ไม่ใช่กระจกเหมือนด้านนอก

เร่งสื่อสารวิธีการใช้งาน

อีกหนึ่งสิ่งที่ซัมซุงต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับตัวหน้าจอพับได้ คือการสื่อสารถึงวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง เนื่องจาก Galaxy Fold มากับหน้าจอพับได้ที่ซัมซุงเรียกว่าInfinity Flex Display ซึ่งมีความแตกต่างจากหน้าจอปกติที่ใช้งานกันในสมาร์ทโฟนทั่วไป เนื่องจากไม่มีกระจกครอบหน้าจอแต่ใช้เป็นแผ่นฟิล์มที่มีความยืดหยุ่นได้แทน

ด้วยเหตุนี้เวลาใช้งาน สิ่งที่ต้องระวังเลยคือการนำของแข็ง หรือวัสดุปลายแหลมเข้าไปสัมผัสที่หน้าจอ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายได้ หรือแม้แต่ถ้ามีเม็ดทราย หรือฝุ่นแข็งขนาดเล็กเข้าไปติดกับขอบจอก็ทำให้เกิดรอยได้เช่นกัน

รวมถึงในการพับหน้าจอ วิธีการพับที่ถูกต้องคือใช้นิ้วดันบริเวณขอบข้อพับของตัวเครื่อง ไม่ควรดันที่ตัวหน้าจอโดยตรง เพราะจะเป็นการกดที่หน้าจอที่มีความอ่อนตัวอยู่ ส่วนวิธีการกางหน้าจอใช้งานทำได้ตามปกติ

สำรวจรายละเอียดของ Galaxy Fold เบื้องต้น

รายละเอียดหลักๆ ของ Samsung Galaxy Fold ที่เป็นสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกของโลก จะมากับ 2 หน้าจอหลักๆ ให้ใช้งานคือ หน้าจอด้านนอกที่มีขนาด 4.6 นิ้ว (1680 x 720) ไว้ใช้ในกรณีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ บนสมาร์ทโฟน หรือในจังหวะการใช้งานทั่วๆไป

อีกหน้าจอคือเมื่อกางฝาพับออกมาที่จะเป็นจอขนาด 7.3 นิ้ว QXGA+ (2152×1536) ที่ซัมซุง มีการนำเครื่องล็อตแรกกลับไปปรับปรุง เพื่อให้หน้าจอมีความทนทานมากขึ้น จนทำให้เลื่อนระยะเวลาจำหน่ายออกมาเป็นช่วงปลายเดือนกันยายนแทน
รายละเอียดอื่นๆ ที่สำคัญก็จะมีอย่างกล้องที่ให้มาด้วยกันทั้งหมด 6 กล้องคือ กล้องหน้า

ขณะที่พับเครื่องอยู่ 1 เลนส์ (10 ล้านพิกเซล) กล้องหลัง 3 เลนส์ (16+12+12 ล้านพิกเซล ที่ใช้เลนส์ชุดเดียวกับ S10 และ Note10) และกล้องหน้าขณะที่กางหน้าจออีก 2 เลนส์ (10 ล้านพิกเซล และเลนส์ RGB 8 ล้านพิกเซล)

รวมๆแล้ว ขนาดของตัวเครื่องเมื่อพับ จะอยู่ที่ 62.8 x 160.9 x 15.7-17.1 มิลลิเมตร และเมื่อกางออกจะอยู่ที่ 117.9 x 160.9 x 6.9-7.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 276 กรัม

ส่วนภายในจะให้แบตเตอรีขนาด 4,380 mAh มาใช้งาน คู่กับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855 โดยตัวเครื่องที่ทำตลาดในไทยจะรองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE เท่านั้น ไม่ได้นำรุ่น 5G เข้ามาจำหน่าย

ใครที่เหมาะกับ Galaxy Fold

ด้วยระดับราคาที่เปิดตัวมาเฉียด 7 หมื่นบาท อาจจะทำให้ใครหลายคนมองว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาแพง แต่ถ้าเป็นผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี อยู่ในกลุ่ม Early Adopter เชื่อว่า Samsung Galaxy Fold จะเหมาะกับการใช้งานแน่นอน

เพราะนอกจากจะได้ลองของใหม่ที่เป็นนวัตกรรมจริงๆ ของสมาร์ทโฟนในยุคนี้แล้ว การพกสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว แต่ใช้งานแทนแท็บเล็ตได้ด้วย ถือเป็นของแถมทำให้การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลสะดวกขึ้น แต่แน่นอนว่า Samsung Galaxy Fold ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะถ้าไม่ได้มีกำลังซื้อ หรือไม่ได้รีบร้อนที่อยากได้มาใช้งาน การรอรุ่นต่อไปที่สมบูรณ์แบบมากกว่านี้ น่าจะเป็นคำตอบสำหรับใครหลายๆ คน

ดังนั้น จึงกลายเป็นว่าถ้ามีโอกาสได้ลองสัมผัส หรือลองเล่น Samsung Galaxy Fold ก็อย่าพลาดลอง และเก็บมาเป็นประสบการณ์ในการใช้งาน เพราะสิ่งนี้จะกลายเป็นเทรนด์ของสมาร์ทโฟนในอนาคตอย่างแน่นอน

Gallery

]]>
แกะกล่อง iPhone 11 Pro Max / iPhone 11 เครื่องศูนย์ไทย ก่อนขายจริง 18 ต.ค. https://cyberbiz.mgronline.com/unbox-iphone-11-pro-max/ Tue, 15 Oct 2019 19:19:58 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31409 แอปเปิล เตรียมวางจำหน่าย iPhone 11 iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคมนี้ หลังจากเริ่มเปิดให้สั่งจองผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่าย และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันการวางจำหน่าย iPhone รุ่นใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ จะถือเป็นการวางจำหน่าย iPhone รุ่นใหม่ครั้งแรกที่ Apple Store สาขา Iconsiam ซึ่งเปิดให้บริการในช่วงปลายปีที่ผ่านมาด้วย

แกะกล่อง iPhone 11 Pro Max

ในส่วนของ iPhone 11 Pro Max รุ่นที่นำมาแกะกล่องในครั้งนี้ จะเป็นรุ่น 512 GB ที่วางจำหน่ายในราคา 52,900 บาท ซึ่งถือเป็น iPhone รุ่นที่แพงที่สุดของปีนี้ พร้อมกับสีใหม่ เขียวมิดไนท์กรีน (Midnight Green) ซึ่งกลายเป็นสีที่ขายดีที่สุดของปีนี้

ตัวกล่องของ iPhone 11 Pro Max สีใหม่นี้จะมากับตัวกล่องสีดำ โดยมีภาพด้านหลังของตัวเครื่องอยู่หน้ากล่อง พร้อมกับตัวอักษร iPhone และโลโก้ Apple สีเขียวมิดไนท์กรีน อยู่ข้างกล่อง

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับตัวเครื่อง iPhone 11 Pro Max วางคว่ำหน้าอยู่ เพื่อโชว์ถึงสีหลังเครื่อง และกล้องรุ่นใหม่ที่มากับ 3 เลนส์ คือเลนส์ Ultra Wide Wide และ Telephoto

หยิบตัวเครื่องขึ้นมาจะพบกับคู่มือของตัวเครื่อง สติกเกอร์ เข็มจิ้มถาดซิมการ์ดอยู่ภายใน และเมื่อหยิบกล่องคู่มือที่เป็นกระดาษขึ้นมาถึงจะเจอกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่แถมมาให้ภายในกล่อง

ประกอบไปด้วยอะเดปเตอร์ และสายชาร์จ USB-C to Lighting และหูฟังที่เป็นพอร์ต Lightning โดยทั้ง iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max จะได้รับที่ชาร์จแบบ 18W ซึ่งถือเป็น iPhone รุ่นแรกที่แถมอะเดปเตอร์ชาร์จเร็วมาให้ในกล่อง

ส่วนตัวเครื่องของ iPhone 11 Pro Max จะให้ความรู้สึกของวัสดุที่ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อเทียบกับ iPhone XS Max โดยรายละเอียดปุ่มต่างๆ รอบตัวเครื่องยังเหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็น ปุ่มปรับระดับเสียงทางซ้าย พร้อมกับปุ่มปิดเสียง

ทางขวาเป็นปุ่มเปิดเครื่อง และเรียกใช้งาน Siri โดยมีส่วนที่เป็นถาดใส่ซิมการ์ดอยู่ข้างๆ ด้านล่างเป็นพอร์ต Lighting และลำโพง ส่วนหลังเครื่องอย่างที่กล่าวไปแต่ต้นว่ามีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของกล้องด้วยการเพิ่มเลนส์มุมกว้างเข้ามา

ขนาดหน้าจอของ iPhone 11 Pro Max จะอยู่ที่ 6.5 นิ้ว ส่วน iPhone 11 Pro จะอยู่ที่ 5.8 นิ้ว ภายในใช้หน่วยประมวลผล Apple A13 Bionic รุ่นใหม่ของแอปเปิล ที่ระบุว่าประหยัดพลังงานมากขึ้น และประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย

แกะกล่อง iPhone 11 รุ่นเริ่มต้นที่จะขายดีสุดในปีนี้

อีกรุ่นที่แอปเปิล วางจำหน่ายพร้อมกันในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ คือ iPhone 11 ที่เป็นรุ่นต่อเนื่องจาก iPhone XR ซึ่ง iPhone 11 จะมากับสีใหม่ด้วยกัน 2 สี คือสีเขียว และสีม่วง เพิ่มเติมจาก ดำ เหลือง แดง และขาว ซึ่งกลายเป็นว่าสีส้ม และฟ้าหายไป

โดยรุ่นที่นำมาแกะกล่องกันคือ iPhone 11 สีเขียว 256 GB ที่ราคา 30,900 บาท ส่วนรุ่นเริ่มต้น 64 GB อยู่ที่ 24,900 บาท ซึ่งแน่นอนว่า iPhone 11 จะเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในปีนี้ เหมือนที่ XR ทำยอดขายได้ดีที่สุดในปีที่ผ่านมา จากระดับราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

กล่องของ iPhone 11 ก็มีลูกเล่นเรื่องสีที่ตัวอักษร และโลโก้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ จะเป็นสีเขียวที่สะท้อนกับแสงไฟออกมา เพิ่มเติมจากรูปตัวเครื่องที่หน้ากล่อง

เมื่อเปิดฝากล่องออกมาก็จะพบกับตัวเครื่อง iPhone 11 วางคว่ำอยู่เช่นกัน โดยในรุ่นนี้ จะมากับกล้อง 2 เลนส์ คือ Ultra Wide และ Wide โดยใช้ชุดเลนส์เดียวกันกับบน iPhone 11 Pro แต่ไม่มีเลนส์ Telephoto มาให้

สำหรับ iPhone 11 อุปกรณ์ที่แถมมาให้ภายในกล่องจะยังเป็นอะเดปเตอร์ชาร์จแบบเดิม พร้อมกับสาย Lightning อยู่ ที่เหลือก็จะมีหูฟัง Lightning คู่มือการใช้งาน และสติกเกอร์อยู่ภายในกล่องกระดาษสีขาว

ทำให้แม้ว่าตัวเครื่อง iPhone 11 จะรองรับระบบชาร์จเร็ว แต่ถ้าต้องการชาร์จเร็วจะต้องซื้ออะเดปเตอร์ 18W เพิ่มเติมอีกทีในราคา 1,190 บาท พร้อมสาย USB-C to Lightning อีก 690 บาท

ตัวเครื่องของ iPhone 11 จะเหมือนกับ iPhone XR โดยมีจุดต่างภายนอกที่เพิ่มมาคือส่วนของกล้องหลังที่เพิ่มจาก 1 เลนส์ เป็น 2 เลนส์ ส่วนหน้าจอยังคงเป็น Liquid Retina HD ขนาด 6.1 นิ้วเช่นเดิม

ส่วนรีวิวฉบับเต็มของเครื่องทั้ง 2 รุ่นจะตามมาในไม่ช้า

]]>
Cyber Apps 14/10/19 : Hipstamatic / Takoway / Journey / MeisterTask https://cyberbiz.mgronline.com/cyberapps-141019/ Mon, 14 Oct 2019 12:49:14 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31401 Hipstamatic X Analog Camera ถ่ายสนุกกับกล้องอนาล็อกสุดฮิป

เพราะใครๆ ก็ต่างพากันหลงเสน่ห์ในเฉดสีสไตล์วินเทจ จึงทำให้กล้องฟิล์มกลายมาเป็นแฟชั่นฮิตอีกครั้งในพ.นี้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสนุกกับการเก็บสะสมกล้องเก่า และตามหาร้านล้างฟิล์มราคาย่อมเยา นี่เองที่ทำให้เราอยากแนะนำให้คุณได้รู้จักกับแอปน้องใหม่อย่าง Hipstamatic X Analog Camera 

Hipstamatic X Analog Camera คือแอปถ่ายรูปที่มีจุดเด่นคือ เอฟเฟกต์ของรูปที่ถ่ายนั้นดูเก๋แปลกตาสไตล์กล้องโบราณ ในแอปมีกล้องดีไซน์สวยๆ ให้เลือกมากมาย ซึ่งกล้องแต่ละตัว เมื่อถ่ายภาพมาก็จะได้ภาพที่ไม่เหมือนกัน เช่น กล้อง Classic Toy ถ่ายภาพออกมาก็จะได้สีจัดๆ ที่ตัดกันเหมือนกล้องฟิล์มสมัยยุค 60’s ส่วนกล้อง Tintype ก็จะได้ภาพขาวดำที่เกรนแตกๆ มีกรอบภาพเป็นกระดาษเก่าๆ เหมือนออกมาจากห้องมืด

คนชอบถ่ายรูปสไตล์ฮิปๆ บอกได้เลยว่าแอปนี้คุณต้องไม่พลาด สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีบน iPhone ซึ่งจะมีกล้องฟรีให้เลือกใช้มากมาย แต่หากต้องการเอฟเฟกต์สวยๆ ก็สามารถสมัครสมาชิกรายปีที่จะทำให้เลือกกล้องถ่ายภาพได้ทุกตัวในแอป ซึ่งก็พาพร้อมราคาดีๆ คือ เพียงเดือนละ 69 บาท (ปีละ 799 บาท)

ดาวน์โหลดแอปถ่ายรูปสุดฮิตอย่าง Hipstamatic X Analog Camera บน iPhone

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/hipstamatic-x-analog-camera/id1450672436

Journey จด จำ แล้วนำไปปรับปรุง พัฒนาตัวเอง

ถ้าคุณอยากเก็บความทรงจำในแต่ละวันหรือในโมเมนต์สำคัญของชีวิต การจดบันทึกลงไดอารี่เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยคุณได้ดีเลยล่ะ ด้วยแอป Journey คุณจะสามารถกลับไปย้อนมองวันเก่าๆ และจดจำความรู้สึก หรือค้นพบรายละเอียดที่ลืมไปแล้วได้อีกครั้ง

แอปเป็นหน้ากระดาษว่างเปล่าสะอาดตาที่คุณสามารถจดโน้ตเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงบอกอารมณ์ความรู้สึกที่พบเจอมาได้อีกด้วย นอกจากนั้นยังสามารถใส่ภาพถ่ายหรืออัดเสียงเพื่อเพิ่มรายละเอียดให้กับไดอารี่ของคุณสำหรับกลับมาดูในอนาคตได้ด้วย ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะเขียนอะไรดี Journey ก็มีโค้ชอย่าง Journal Coach มาช่วยคุณในการสื่อสารความคิดของคุณออกมา

ส่วนชาเลนจ์ถ่ายภาพ คำคมให้แรงบันดาลใจหรือ ‘Hello, Blank Page’ ที่มีเป็นประจำทุกวันจะช่วยกระตุ้นให้คุณอยากจะเขียนไดอารี่ใหม่ในทุกๆ วันเลยล่ะ ในหนึ่งวันมีอะไรเกิดขึ้นได้มากมาย ดังนั้นจงจดบันทึกประสบการณ์และผลกระทบที่มันมีต่อคุณเอาไว้ และสักพัก หน้ากระดาษว่างเปล่านี้จะเบ่งบานกลายเป็นคลังแห่งความทรงจำอันล้ำค่าของคุณ วันหนึ่งคุณจะอยากกลับมาอ่านโมเมนต์เก่าๆ เหล่านั้น ซึ่งไม่ว่าจะกลับมาดูข้อมูลบางอย่างที่ลืมไปแล้วหรือกลับมาดูเพราะคิดถึง คุณก็จะต้องขอบคุณตัวเองที่บันทึกเอาไว้อย่างแน่นอน

แอป Journey ดาวน์โหลดได้ฟรี ใช้ได้ทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/journey-diary-journal/id1300202543

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.journey.app&hl=th

Task Management: MeisterTask จัดการและบริหารทุกโครงการได้อยู่หมัด

เราทุกคนไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นเพียงคนช่างฝัน เพราะเราอยากเป็นคนที่ลงมือทำฝันนั้นให้เป็นจริง แต่ว่าโครงการในฝันต่างๆ จะสำเร็จได้ ต้องผ่านขั้นตอนการวางแผน และลงมือทำร่วมกันของคนในทีม ซึ่งเครื่องมืออย่าง Task Management: MeisterTask จะเป็นตัวช่วยสำคัญให้คุณจัดการและบริหารทุกโครงการได้อยู่หมัด

แอป Task Management: MeisterTask เป็นศูนย์รวมของการบันทึกสิ่งที่ต้องทำ (Todolist) ของแต่ละโปรเจค โดยสามารถลงรายละเอียดของแต่ละงานได้ด้วย เช่น งานเปิดร้านอาหารใหม่ ส่วนของการสร้างห้องครัวนั้นจะต้องซื้อของอะไรบ้าง และของนั้นใครจะต้องเป็นผู้ซื้อ และต้องซื้อเสร็จพร้อมติดตั้งภายในวันไหน เมื่อใครทำภารกิจของตัวเองเสร็จแล้ว ก็สามารถแจ้งให้คนอื่นทราบได้ ทุกคนในทีมจะเห็นภาพเดียวกัน และได้รับการแจ้งเตือนพร้อมกันเมื่อแต่ละงานเสร็จสิ้น รวมถึงยังดูความคืบหน้าของโครงการในภาพรวม (Pipeline) ได้ว่า อะไรที่กำลังทำ อะไรที่ยังไม่เสร็จ

สุดท้ายในเมนูติดตามระยะเวลาของโครงการ (Time Tracking) เพื่อประเมินได้ว่าโครงการนี้ใช้เวลาทั้งหมดเท่าไหร่กว่าเนื้องานทุกอย่างจะเสร็จสิ้น เพื่อติดตาม วัดผล และนำไปปรับใช้กับโครงการใหม่ๆ ได้อีก แอปนี้เหมาะกับทั้งการบริหารงานในองค์กรเอง เช่น บริหารทีมเซล รวมถึงการบริหารงานกับผู้รับเหมา ที่ทำให้เราเห็นความคืบหน้าของโครงการได้ทุกระยะ

แอป Task Management: MeisterTask สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งบน iPhone, iPad, Apple Watch

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/task-management-meistertask/id918099883

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.meisterlabs.meistertask.native&hl=th

Takoway ผจญภัยในห้องแล็บไปกับเจ้าปลาหมึก 6 หนวด

ใครก็ได้ช่วยทีโอ้ว คุณคนนั้นน่ะ ช่วยฉันหน่อยได้ไหม ฉันติดอยู่ในห้องทดลองที่มีคนสวมชุดเสื้อโค้ทสีขาวอยู่เต็มไปหมด พวกเขาชอบเรียกฉันว่า Subject 6810 แต่จริงๆ ฉันชื่อ Tako ต่างหาก ฉันอาจจะมีหนวดแค่ 6 เส้น แต่ฉันก็เป็นปลาหมึกที่เจ๋งไม่แพ้ใครเลยนะ เพราะสปีชีส์ของฉันฉลาดและเชี่ยวชาญการหลบหนีสุดๆ ไปเลยล่ะ

พูดถึงเรื่องหลบหนี ฉันก็มีอะไรน่าทึ่งจะบอก ฉันค้นพบว่าฉันสามารถเทเลพอร์ตไปที่ไหนก็ได้ด้วยการเพ่งสมาธิ แต่จะมีบางพื้นที่ของแท็งก์ที่ฉันเทเลพอร์ตผ่านไปไม่ได้ ฉันต้องการคนที่เห็นภาพกว้างเพื่อนำทางฉันให้ออกไปจากที่นี่

คุณช่วยฉันได้ไหมคุณสามารถใช้แถบสไลด์ในการสลับระหว่างภายในและภายนอกแท็งก์ และด้วยมุมมองและพลังเทเลพอร์ตของฉัน ฉันอาจจะหาทางออกจากกำแพง หลบหลีกกับดักและสิ่งกีดขวางจนสำเร็จก็ได้

ไหนใครที่เก่งกาจเรื่องเกมพัซเซิล สลับมุมมองเพื่อไขปมปริศนา ลองมาช่วยน้องปลาหมึก Tako กับผองเพื่อนกันหน่อยดีกว่า ในเกม Takoway ราคา 99 บาท เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/takoway/id1471319253

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.daylightstudios.takoway&hl=en_US

]]>
Review : macOS Catalina ปลดล็อกการใช้งานคู่กับ iPad และลาก่อน iTunes https://cyberbiz.mgronline.com/review-macos-catalina/ Fri, 11 Oct 2019 07:22:57 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31383 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลักๆ ในการอัปเดตระบบปฏิบัติการเวอร์ชัน 10.15 หรือ macOS Catalina คือการยุติการให้บริการ iTunes ของแอปเปิล และแยกออกมาเป็น 3 บริการคือ Apple Music Apple TV และ Apple Podcast แทน

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับกับรูปแบบการให้บริการแบบบอกรับสมาชิกของแอปเปิล ที่นอกเหนือจากการให้บริการ Apple Music และ Apple TV+ แล้วยังมีส่วนของ Apple Arcade ที่เป็นบริการเล่นเกมเพิ่มเข้ามาให้ใช้งานในอีโคซิสเตมส์ของแเอปเปิลด้วย

นอกจากนี้ ก็จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานระหว่างเครื่อง mac คู่กับ iPhone และ iPad ให้ดีมากยิ่งขึ้น โดย MacBook ที่สามารถอัปเดตมาใช้งาน macOS Catalina สามารถเช็กได้จากลิสต์ด้านล่างนี้

  • MacBook (Early 2015)
  • MacBook Air (Mid 2012)
  • MacBook Pro (Mid 2012)
  • Mac mini (Late 2012)
  • iMac (Late 2012)
  • iMac Pro (2017)
  • Mac Pro (Late 2013)

ไม่มี iTunes แล้ว Sync iPhone / iPad อย่างไร

เชื่อว่าขาประจำที่ใช้งาน Mac คู่กับ iPhone และ iPad จะมีคำถามเกิดขึ้น เพราะแต่เดิมในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง iPhone คู่กับ mac ต่างๆ จะต้องใช้งานร่วมกับ iTunes เพื่อทำการสำรองข้อมูลต่างๆ

พอมาเป็นใน macOS Catalina ที่ตัด iTunes ออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือแอปเปิล ได้ฝังการซิงค์ข้อมูลระหว่าง iPhone และ iPad เข้ากับ Finder แทน ทำให้เมื่อเชื่อมต่อ iPhone เข้ากับ mac จะมีแถบตัวเครื่องปรากฏขึ้นมาให้เลือกเข้าไปจัดการได้

เมื่อกดเข้าไปก็จะเจอกับหน้าจอซิงค์ข้อมูลที่คุ้นเคย ผู้ใช้สามารถทำการสำรองข้อมูล (Back Up) หรือแม้แต่ซิงค์ข้อมูลเพลง รายการทีวี รายการพอดคาสต์ หนังสือเสียง หนังสือ รูปภาพ และไฟล์ในตัวเครื่องได้ตามปกติ

แยกแอป Music / TV / Podcast ให้เข้าถึงง่ายขึ้น

แต่เดิมเวลาต้องการฟังเพลง ฟังพอดคาสต์ ผู้ใช้งาน macOS ต้องเข้าถึงบริการเหล่านี้ผ่านทาง iTunes แต่พอเป็นใน Catalina จะมีการแยกออกมาเป็น 3 แอปให้ใช้งานกัน

จึงแปลว่าช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ที่ต้องการได้ทันทีที่เปิดแอปเฉพาะต่างๆ อย่างถ้าต้องการฟังเพลงก็เปิด Apple Music ถ้าต้องการดูหนังเปิด Apple TV และถ้าต้องการเข้าถึงพอดคาสต์ก็เปิด Podcast เพื่อฟังได้เลย

Sidecar ใช้ iPad เป็นจอที่ 2

สำหรับฟีเจอร์สำคัญที่เชื่อว่าผู้ใช้ macOS ร่วมกับ iPad รอคอยกันอยู่ คือ Sidecar ที่เปิดให้ผู้ใช้งาน macOS Catalina สามารถใช้งาน iPad ที่ทำงานบน iPad OS ใช้เป็นจอแสดงผลเพิ่มเติมได้

ประกอบกับการที่ในช่วงหลัง iPad ทุกรุ่นรองรับการทำงานร่วมกับ Apple Pencil ดังนั้น จากเดิมเวลามีข้อจำกัดเรื่องของการทัชสกรีน ถ้านำ Sidecar มาร่วมด้วย ก็จะช่วยปลดล็อกเรื่องนี้ไป

โดยสามารถเลือกได้ว่าจะให้หน้าจอบน iPad เป็นจอเสริมของเครื่อง mac หรือใช้เป็นหน้าจอเดียวกัน เพื่อให้สามารถใช้ iPad ในการป้อนข้อมูลผ่านระบบทัชสกรีนแทนการใช้งานทัชแพดบน Mac

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ใช้งานที่ต้องการออกแบบ หรือวาดรูป จะทำงานได้สะดวกขึ้น เพราะสามารถนำปากกา Apple Pencil มาช่วยในการสร้างสรรค์ผลงาน ร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ของ Mac ได้

นอกจากนี้ ด้วยการที่บน iPad OS มีการเพิ่มฟีเจอร์ในการใช้นิ้วควบคุมเพิ่มเติมอย่างการ Cut ด้วยการลาก 3 นิ้วขึ้นพร้อมกัน การ Copy ด้วยการลาก 3 นิ้วเข้าหากัน การ Paste ด้วยการลาก 3 นิ้วออกจากกัน รวมถึงการ Redo / Undo ด้วยการปาด 3 นิ้วไปทางซ้าย และขวา ซึ่งฟีเจอร์เหล่านี้ก็สามารถนำมาใช้งานบน Sidecar ได้ด้วย

Continuity ให้ทำงานร่วมกันในอีโคซิสเตมส์

ในตอนที่แอปเปิล อัปเดจ macOS Mojave หนึ่งในฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นมาคือการเปิดฟีเจอร์ Continuity ให้สามารถทำงานได้ต่อเนื่องระหว่าง iPhone iPad และ Mac อย่างการเปิดหน้าเบราว์เซอร์ซาฟารีบน iPhone แล้วมาเปิดต่อใน Mac

พอมาเป็นใน macOS Catalina ได้เพิ่มความสามารถในส่วนของการ Markup  และ Sketch เพื่อใช้งานระหว่าง iPad และ Mac โดยทันทีที่มีการทำไฮไลท์ หรือวาดเขียนลงไปบนไฟล์ PDF บน iPad ก็จะไปปรากฏบน Mac ด้วยทันที

Find My ที่หาเครื่องได้แม้ไม่ต่อเน็ต

อีกฟีเจอร์ที่มีการอัปเดตเพิ่มเติมบน macOS Catalina ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจไม่น้อย คือการค้นหาเครื่อง โดยบน Catalina ได้ทำการรวมแอป Find My iPhone และ Find My Freind เข้าด้วยกันเหมือนบน iOS 13 เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น

โดยจุดที่น่าสนใจคือการเปิดใช้งานฟีเจอร์ค้นหาเครื่องได้แม้ว่าเครื่องจะไม่ได้เชื่อมต่อเน็ตอยู่ ด้วยการนำระบบบลูทูธจาก iOS และ Mac ทุกเครื่องที่อยู่รอบบริเวณมาช่วยส่งสัญญาณ เพื่อให้ทราบตำแหน่งของเครื่องที่ต้องการค้นหา

ในจุดนี้ แอปเปิล ยืนยันถึงเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ว่า ได้ใช้ระบบที่มีการเข้ารหัสเป็นอย่างดี ทำให้บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าถึงฟีเจอร์ดังกล่าวได้ และที่สำคัญคือด้วยบลูทูธเวอร์ชันใหม่ที่ใช้พลังงานต่ำทำให้ไม่ต้องกังวลว่าอุปกรณ์จะกินไฟมากกว่าเดิมด้วย

ใส่ Screen Time ให้รู้ว่าใช้ Mac ทำอะไรบ้าง

ก่อนหน้านี้บน iOS 12 แอปเปิล เริ่มแนะนำฟีเจอร์อย่าง Screen Time มาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานได้รู้ว่าในแต่ละวัน มีการเปิดใช้งานแอปใดบ้าง เป็นเวลาเท่าไหร่ เพื่อเข้ามาช่วยลดการติดโทรศัพท์มือถือ ด้วยฟีเจอร์ปิดกั้นการใช้งาน เมื่อใช้ถึงเวลาที่กำหนด

พอมาเป็นบน macOS Catalina ก็ได้เพิ่มฟีเจอร์ Screen Time เข้ามาให้ใช้งานด้วยเช่นกัน โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้แสดงผลข้อมูลจากอุปกรณ์อื่นๆอย่าง iPhone และ iPad มาร่วมด้วยหรือไม่ รวมถึงตั้งจำกัดการใช้งานแอปต่างๆ ได้ด้วย

ปรับปรุงจุดเล็กอีกเยอะ

นอกเหนือจากฟีเจอร์หลักๆ ที่แนะนำไปแล้ว ภายใน macOS Catalina ยังมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ มาให้ใช้งานเครื่อง และแอปต่างๆ ได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Photos ที่ปรับปรุงนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ และเลือกแสดงรูปภาพได้เหมือนบน iOS 13

Mail เพิ่มฟีเจอร์ ปิดการแจ้งเตือนเฉพาะรายชื่อ บล็อกรายชื่อ และยกเลิกการรับอีเมลโฆษณามาให้ Safari ปรับการแสดงผลหน้าแรกให้นำเสนอเว็บไซต์ที่เข้าใช้งานเป็นประจำ มีการแจ้งเตือนให้ปรับปรุงรหัสผ่านให้ปลอดภัยมากขึ้น

Notes เพิ่มมุมมองการแสดงผลแบบ Gallery View รวมถึงการทำงานร่วมกัน (Shared Folders) กับผู้ใช้งาน iCloud Reminders ปรับอินเตอร์เฟสใหม่ให้เหมือนกับบน iOS 13 และรองรับการทำงานที่หลากหลายขึ้น

บน macOS Catalina ยังมีการปลดล็อกอีกอย่างคือ Mac Catalyst หรือการนำแอปพลิเคชันบน iPad มารันใช้งานบน Mac ทำให้หลังจากนี้เมื่อนักพัฒนาเพิ่มความสามารถนี้เข้าไปในแอป ผู้ใช้ก็สามารถดาวน์โหลดแอปที่อยู่บน iPad มาใช้งานบน Mac ผ่าน Mac AppStore ได้ทันที

สรุป

รวมๆ แล้วการอัปเดต macOS Catalina ในครั้งนี้ อาจจะไม่เหมือนการปรับใหญ่บน Mojave ที่มีการเพิ่ม Dark Mode มาให้ใช้งานทำให้ดูมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่บน Catalina จะเน้นปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานเป็นหลักมากกว่า

เช่นเดียวกับการเพิ่มฟีเจอร์ให้สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ของแอปเปิล ได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อจอกับ iPad ผ่าน Sidecar การส่งต่อข้อมูลระหว่าง iPhone และ Mac ต่างๆ

]]>
Review : Asus ZenBook Duo โน้ตบุ๊ก 2 จอที่เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานไปจากเดิม https://cyberbiz.mgronline.com/review-asus-zenbook-duo/ Thu, 10 Oct 2019 07:12:35 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31336

ปีที่ผ่านมา Asus นำเสนอโน้ตบุ๊กที่แปลงบริเวณทัชแพดเป็นพื้นที่จอที่ 2 ออกสู่ตลาด ก่อนที่ในปีนี้จะนำเสนอคอนเซปต์ใหม่ของโน้ตบุ๊ก ด้วยการพัฒนาโน้ตบุ๊ก 2 จอ ที่ใช้งานต่อเนื่องกันออกมาในชื่อ ZenBook Duo

จุดเด่นของ ZenBook Duo คือมีให้เลือกใช้ทั้งรุ่นจอ 14 นิ้ว และ 15 นิ้ว โดยจอที่ 2 จะเชื่อมต่ออยู่ด้านล่างของจอแสดงผลหลัก และย้ายบริเวณคีย์บอร์ดลงมาไว้ส่วนล่างแทน แต่นั่นก็ทำให้พื้นที่บริเวณทัชแพดถูกบีบให้เล็กลงด้วย

ในการใช้งาน ZenBook Duo มีการนำเสนอการนำจอที่ 2 ไปใช้ได้หลากหลาย ทั้งในการเปิดโปรแกรมใช้งานคู่กับจอหลัก หรือใช้เป็นพื้นที่แสดงผลเพิ่มเติมในการใช้งานหลายๆ รูปแบบ ด้วยการเปิดให้ใช้งานร่วมกับจอหลักได้ถึง 5 ส่วน

ข้อดี

Screen Pad+ ช่วยเพิ่มความหลากหลายในการใช้งาน

ดีไซน์ Ergolift ช่วยยกเครื่องขึ้นมาให้เหมาะกับองศาในการใช้งาน

มีพอร์ตเชื่อมต่อให้ครบ

ข้อสังเกต

ราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง (เริ่มที่ 34,990 – 114,990 บาท)

คีย์บอร์ดทัชแพด มีขนาดเล็กลง ไม่มีพื้นที่พักข้อมือ

หน้าจอหลักไม่ใช่ทัชสกรีน รองรับการสัมผัสเฉพาะจอรองเท่านั้น

ภาพรวมเครื่อง

Asus ZenBook Duo จะมาในรูปแบบของโน้ตบุ๊กฝาพับปกติ โดยมีการปรับเปลี่ยน 2 จุดใหญ่ๆ คือการเพิ่มหน้าจอที่ 2 (ScreenPad Plus) เข้ามา และการเปลี่ยนบริเวณแผงคีย์บอร์ดถัดลงมา ขนาดตัวเครื่องจะอยู่ที่ 323. x 223 x 19.5 – 19.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม

โดยเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาจะพับขนาดหน้าจอของ ZenBook Duo UX481 มากับหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ถัดลงมาคือจอทัชสกรีน Screen Pad Plus ขนาด 12.6 นิ้ว ก่อนจะเป็นแผงคีย์บอร์ด

ในส่วนของคีย์บอร์ดที่ปรับตำแหน่งลงมาอยู่ชิดขอบล่าง ถือว่าเป็นการวางตำแหน่งคีย์บอร์ดรูปแบบใหม่ ที่ทำให้ผู้ใช้งานต้องปรับตัวพอสมควร เนื่องจากไม่มีจุดที่พักข้อมือในการพิมพ์

ส่วนของทัชแพด จากเดิมที่จะอยู่บริเวณล่างคีย์บอร์ด ก็ปรับมาอยู่ด้านขวาแทน โดยมีขนาดที่เล็กลง ทำให้ในช่วงแรกที่เปลี่ยนมาใช้งานต้องทำความเคยชินเล็กน้อย แต่ทางที่ดีแนะนำให้ต่อใช้งานร่วมกับเมาส์จะได้ประสบการณ์ที่ดีกว่า

สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อรอบๆ ตัวเครื่อง ทางฝั่งซ้ายจะเป็นที่อยู่ของช่องเสียบสายชาร์จ พอร์ต HDMI USB 3.1 และ USB-C ส่วนทางฝั่งขวาจะมี USB 3.1 ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และช่องอ่านไมโครเอสดีการ์ด

Screen Pad+ ทำอะไรได้บ้าง

ก่อนหน้านี้ เอซุส เคยแนะนำ ‘Screen Pad’ ที่เปลี่ยนบริเวณทัชแพดให้เป็นหน้าจอสัมผัสใช้งานมาแล้ว พอมาเป็น Screen Pad+ ฟีเจอร์ต่างๆ ที่เคยใช้งานอยู่กับ Screen Pad เดิมก็ยังมีมาให้อยู่ และเพิ่มด้วยความสามารถพิเศษที่ผสมผสานการใช้งานไปกับวินโดวส์ 10 เพิ่มมา

โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะเปิดแอปที่รองรับการทำงานบน Screen Pad+ อย่างปุ่มกดตัวเลข โปรแกรมแปลงลายมือเป็นตัวอักษร หรือแม้แต่ใช้ควบคุมเครื่องเล่นเพลงของ Spotify

อีกรูปแบบคิอการลากโปรแกรมที่ใช้จากจอบน ลงมาไว้ในจอ Screen Pad+ ได้ทันที โดยเมื่อเริ่มกดลากจะมีแถบลัดปรากฏขึ้นบนหน้าจอเพื่อเลือกได้ว่า จะย้ายหน้าจอที่เปิดไว้ลงไปบน Screen Pad+ แบบไหน มีทั้งลากลงไปเฉยๆ ปักหมุดไว้ และขยายเต็มจอ

นอกจากนี้ บนคีย์บอร์ดบริเวณขวาบน ยังมีปุ่มสำหรับสลับหน้าโปรแกรมจากจอบนลงมาอยู่บนจอ Screen Pad+ แทน เพื่ออำนวยความสะดวกเวลาต้องการปรับเปลี่ยนหน้าจอใช้งานเร็วๆ

ถ้าจะให้เฉพาะทางเพิ่มขึ้นหน่อย อย่างเวลาทำงานตัดต่อวิดีโอ การที่มีจอ Screen Pad+ เพิ่มเข้ามา ก็จะช่วยเพิ่มพื้นที่ในการทำงานได้ อย่างการลากแถบไทม์ไลน์มาไว้ที่จอล่างแทน เพื่อให้จอบนสามารถดูวิดีโอ ได้เต็มตามากขึ้น

อย่างถ้าเอาไปใช้กับการเล่นเกม ก็สามารถใช้จอที่ 2 มาช่วยในการแสดงผลเพิ่มเติม หรือถ้าต้องการเปิดดูวิดีโอการเล่นควบคู่ไปด้วยก็สามารถทำได้ทันที รวมถึงสตรีมเมอร์ที่ต้องการไลฟ์ ก็สามารถโต้ตอบกับผู้ชมขณะที่เล่นเกมในจอหลักได้

สเปก และการทดสอบประสิทธิภาพ

สเปกของ ZenBook Duo มากับหน่วยประมวลผล Intel Core i5 10210U 1.6 GHz RAM 16 GB SSD 256 GB – 1 TB มาพร้อมการ์ดจอ NVIDIA GeForce MX250 2GB GDDR5X VRAM ส่วนการเชื่อมต่อไร้สาย มากับ Wi-Fi 6 และบลูทูธ 5.0

ส่วนผลการทดสอบ PCMark10 3DMark GeenBench และ CineBench สามารถดูได้จากอัลบั้มภาพด้านล่าง

สรุป

ในส่วนของ Asus Zenbook Duo UX481 ที่ถือเป็นรุ่นเริ่มต้นของโน้ตบุ๊ก 2 จอ ที่ใช้งานคู่กับ Screen Pad+ ของเอซุส ถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจ กับค่าตัวเริ่มต้นที่ 34,990 บาท

เพียงแต่ด้วยการที่เป็นรุ่นเริ่มต้น ทำให้หน้าจอหลักไม่ได้รองรับระบบสัมผัสด้วย จะรองรับระบบสัมผัสเฉพาะจอ Screen Pad+ เท่านั้น ทำให้ต้องปรับตัวพอสมควรในการใช้งาน

ต่างจากรุ่น ZenBook Duo Pro UX581 ที่ให้มาเป็นจอสัมผัสทั้งคู่ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลมากกว่า แต่ราคาก็กระโดดไปอยู่ที่ 89,990 บาท ดังนั้นถ้าไม่ได้จำเป็นต้องใช้งานจอสัมผัสเชื่อว่า UX481 ก็ตอบโจทย์การใช้งานอยู่แล้ว

Gallery

]]>
CyberApps 7/10/19 : Planner 5D / Pine / Adobe Fresco / Amber’s Airline https://cyberbiz.mgronline.com/cyberapps-71019/ Mon, 07 Oct 2019 11:56:21 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31329 Planner 5D – Interior Design ดูแปลนบ้านของคุณได้แบบสมจริง

การวางแผนก่อสร้างบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแค่เพียงการตกแต่งภายใน หรือการสร้างใหม่ทั้งหลัง เจ้าของบ้านก็ล้วนอยากจะเห็นภาพจำลองก่อนลงมือสร้างและจ่ายเงินงวดแรกกันทั้งนั้น

แอปอย่าง Planner 5D – Interior Design ก็เกิดมาเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างคนทำบ้านและสถาปนิก ที่สามารถเห็นแบบแปลนทั้งแบบ 2 มิติ, 3 มิติ และแบบ AR ได้อีกด้วย เมื่อเปิดแอปขึ้นมาก็จะพบกับเมนูภาษาไทยที่ทำให้ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น อันที่จริงแอปนี้ก็ออกแบบมาให้ใครก็ได้ที่สนใจออกแบบบ้าน สามารถที่จะทดลองสร้างบ้านในฝันของตัวเองได้ เพียงแค่กำหนดขนาด และเลือกเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ กว่า 4000 ชิ้นมาวางแต่งห้องเหมือนเล่นเกม

แอปเวอร์ชันใหม่ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี ARKit3 ที่มีจุดเด่นคือ ฟังก์ชัน People Occlusion ที่เมื่อขณะใช้งานระบบ AR เพื่อฉายภาพห้องแล้วจะสามารถจดจำตัวคนที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงได้ จึงทำให้เราสามารถใช้มือจิ้ม หรือ ชี้ ไปยังพื้นที่ต่างๆ ในห้องเสมือนจริง เพื่อพูดคุยกับสถาปนิกและแจ้งให้ปรับแก้แบบได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

แอป Planner 5D – Interior Design เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/planner-5d-interior-design/id606173978

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.planner5d.planner5d&hl=th

Pine ฝึกหายใจให้ถูกวิธีก็จะไม่มีความเครียด

เพราะลมหายใจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอัตราการเต้นของหัวใจ ยิ่งเราหายใจช้า ลึก และยาวมากเท่าไร อัตราการเต้นของหัวใจจะยิ่งมีจังหวะที่ช้า และสม่ำเสมอมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้เราทุกคนรู้ดีว่าเมื่อใดที่เครียด หรือโกรธ หัวใจจะเต้นแรง นั่นก็เพราะเรามัวแต่ความห่วงกังวลถึงอนาคตหรือหมกมุ่นอยู่กับอดีต

วิธีการแก้ก็คือ การนำจิต และความคิดกลับมาอยู่กับลมหายใจที่ลึกและละเอียดในปัจจุบัน จึงจะสามารถช่วยลดความเครียดได้อย่างชะงัด และแอปที่จะช่วยให้คุณฝึกการหายใจได้ลึกและละเอียดที่เราอยากแนะนำให้คุณรู้จักคือ แอป Pine

แอป Pine ออกแบบมาให้รองรับกับการใช้งานบน watchOS 6 มาพร้อมกับฟังก์ชันเด่นคือ การฝึกหายใจในหลายรูปแบบ ตามจังหวะที่ต่างกัน เพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน เช่น แบบ Relax เน้นฝึกหายใจเพื่อคลายเครียด Energize หายใจเพื่อเพิ่มพลังระหว่างวัน และ Box Breathing การหายใจเพื่อเอาตัวรอด ช่วยลดความตื่นเต้น เป็นต้น

เทคนิคการหายใจที่ดีคือ การหายใจอย่าง “ละเอียด” ซึ่งเป็นการหายใจให้ช้า ลึก และเบา โดยสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอดให้หน้าท้องและหน้าอกพองตัวจนไม่สามารถพองต่อไปได้อีก แล้วจึงค่อย  ปล่อยลมหายใจออกยาว  อย่างไม่รีบร้อนจนหมดทั้งปอดทำเท่านี้เพียง 3-4 ครั้งก็จะรู้สึกว่าร่างกายเริ่มเบา ใจเริ่มเย็น จิตเริ่มโล่ง และสมองเริ่มปลอดโปร่งขึ้นแล้ว

การหายใจอย่างถูกต้อง” คือรากฐานสำคัญของศาสตร์แห่งสมาธิทุกรูปแบบ เพราะการฝึกหายใจ เป็นพื้นฐานของการฝึกสมาธิ ซึ่งนอกจากจะลดความเครียดแล้ว ยังนำพาออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของใบหน้าและร่างกาย เพื่อเป้าหมายสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

แอป Pine เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีบน iPhone, iPad (ทั้งยังรองรับการใช้งานบน Apple Watch และ Apple TV อีกด้วย)

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/pine-deep-breathing/id1418759841

Adobe Fresco เปลี่ยน iPad เป็นผืนผ้าใบรองรับทุกจินตนาการ

Fresco แอปวาดภาพใหม่ของ Adobe คือทางเลือกใหม่ในการระบายสี วาดภาพ และสร้างผลงานได้บน iPad ถึงแม้คุณจะไม่รู้ว่าแปรงเส้น กับ แปรงเวกเตอร์ต่างกันอย่างไรก็ตาม เพราะแอปนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อและโดยศิลปิน และมีเครื่องมือดิจิทัลมากมายที่จำเป็น เช่น การทำชั้น (Layer) การกำบัง (Masking) การเปลี่ยนกลับ (Undo) และการทำงานร่วมกับ Apple Pencil อย่างลงตัว

สิ่งสำคัญที่คุณห้ามพลาดก็คือแปรงไลฟ์ใหม่ๆ ที่มีบน Fresco เท่านั้น ซึ่งสามารถเลียนแบบพื้นผิวของสีน้ำมันที่ทั้งอัดแน่นและนุ่มลึกแบบ 3 มิติ พร้อมกับวิธีที่ทำให้สีน้ำเปล่งประกายบนกระดาษ และคุณยังมีแปรงพิกเซลที่ปรับได้จากใน Photoshop และแปรงเวกเตอร์สำหรับการวาดภาพแบบมือเปล่าที่สามารถขยายได้ไม่มีสิ้นสุด

คุณสามารถใช้ Fresco ได้บน iPad โดยเฉพาะซอฟต์แวร์รุ่นใหม่สุดอย่าง iPadOS 13 ก็รองรับ หลังจากที่ลงชื่อเข้าใช้แล้ว ตัวฟีเจอร์ส่วนใหญ่ของแอปนั้นฟรี แต่การสมัครรับก็จะปลดล็อกแปรงทั้งเซ็ตของแอปและให้คุณอิมพอร์ตแปรงของตัวเองเข้ามาและสามารถเอ็กซ์พอร์ตแบบคุณภาพสูงได้ด้วย

Adobe Fresco ใช้งานได้บน iPad ดาวน์โหลดได้ฟรี

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/adobe-fresco-draw-and-paint/id1458660369

Amber’s Airline – 7 Wonders ภาคต่อของชีวิตแอร์โฮสเตสสาว

เราต่างหลงรัก Amber’s Airline ภาคแรก ด้วยเรื่องราวอันมีเสน่ห์ของสาวผู้ทะเยอทะยานที่ทำงานเพื่อพิชิตฝันในการเป็นแอร์โฮสเตสและท่องเที่ยวไปทั่วโลก ในครั้งนี้ Amber กลับมาในบทที่ 2 ที่มีชื่อว่า Amber’s Airline – 7 Wonders

ถึงแม้ว่างานของเธอจะไปได้สวยแต่ไม่นานเธอก็ต้องเจอกับบททดสอบใหม่ในชีวิต หน้าที่ของคุณคือการบริหารเวลาและนำทาง Amber ไปรอบๆ ด่าน เรียงลำดับงานที่ต้องทำและตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารให้รวดเร็วที่สุด วางแผนให้ดี แล้วคุณจะสามารถทำงานต่างๆ ให้ลุล่วงได้ไม่ยาก เช่น แจกโบรชัวร์ขณะที่กำลังอบอาหารอยู่และช่วยผู้โดยสารหาที่นั่งไปพร้อมๆ กัน

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เราชอบเล่นเกมนี้ก็คือเนื้อเรื่องนี่แหละ โดยขณะที่ Amber ท่องเที่ยวไปทั่วโลกเพื่อชม 7 สิ่งมหัศจรรย์ เธอจะได้เจอกับเรื่องดราม่าสุดเข้มข้นเมื่อเรื่องเก่าๆ ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เราขอไม่สปอยล์ไปมากกว่านี้แล้วกัน ขอบอกแค่ว่ามีครบทุกรสชาติ ทั้งรัก การสูญเสีย และความตลกนี่คือการเดินทางระดับเฟิร์สคลาสที่คุณอยากจะสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต

สนุกกับเรื่องราวของ Amber’s Airline – 7 Wonders ได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/ambers-airline-7-wonders/id1436466397?l=th

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.gamehouse.aa2&hl=th

]]>
Review : Plantronics BackBeat Pro 5100 หูฟัง True Wireless ที่ไมค์ดีรุ่นหนึ่งในเวลานี้ https://cyberbiz.mgronline.com/review-plantronics-backbeat-pro-5100/ Wed, 02 Oct 2019 09:46:05 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31309

การเข้ามารุกตลาดหูฟังบลูทูธไร้สายแบบ True Wireless ในกลุ่มพรีเมียมของ Plantronics ถือว่าเป็นไปตามเทรนด์ของตลาดหูฟังที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เพราะสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่หลายๆ รุ่นได้ตัดช่องเสียบหูฟังออกไปแล้ว

BackBeat Pro 5100 มีจุดเด่นที่เรียกได้ว่าเหนือกว่าคู่แข่งแบรนด์อื่นๆ ตรงเรื่องของไมค์สนทนา ที่ Plantronics มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาเสริมด้วยเซ็นเซอร์รุ่นใหม่ของ Qualcomm ที่ทำให้การเชื่อมต่อบลูทูธในรุ่นนี้เสถียรมากขึ้น

ข้อดี

หูฟังบลูทูธแบบ TrueWireless ใช้งานได้ต่อเนื่อง 6.5 ชม. + เคสชาร์จรวมเป็น 20 ชม.

ไมค์โครโฟนที่ตัดเสียงรบกวนรอบข้าง

รองรับทั้งการแตะ และกดในการสั่งงาน
รับประกัน 2 ปี

ข้อสังเกต

ไม่มีระบบตัดเสียงระกวน (ANC) ใช้จุกอุดหูแทน

พอร์ตชาร์จยังเป็น MicroUSB

ดีไซน์ และการใช้งาน

ด้วยการที่ต้องการออกแบบมาให้พกพาง่าย BackBeat Pro 5100 จึงถูกออกแบบทั้งเคส และหูฟัง ให้มีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก โดยตัวเคสที่เก็บหูฟังจะใช้วัสดุเป็นพลาสติก ที่มีปุ่มกดเพื่อปลดล็อกฝาที่จะเด้งขึ้นมาให้หยิบหูฟังได้สะดวก

ส่วนข้างใต้เคสจะมีช่องเสียบชาร์จที่เป็นพอร์ต Micro-USB มาให้ ซึ่งในจุดนี้ค่อนข้างน่าเสียดายที่ยังใช้สายแบบเก่าอยู่ในขณะที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันหันมาใช้งาน USB-C กันหมดแล้ว

เมื่อเปิดฝาเคสขึ้นมาก็จะพบกับหูฟังไร้สาย 2 ข้าง ที่มีแม่เหล็กยึดติดกับตัวกล่อง ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าตัวหูฟังจะหลุดออกจากกล่องโดยไม่ตั้งใจ เพราะด้วยการที่เป็นหูฟังไร้สายขนาดเล็ก ถ้าไม่มีตรงจุดนี้จะหล่นหายได้ง่ายมาก

ในส่วนของตัวหูฟังจะออกแบบมาให้เป็นลักษณะของจุกยางที่ใส่เข้าไปในรูหู ซึ่งนอกจากจะช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้างแล้ว ยังช่วยให้การใส่ใช้งานกระชับด้วย

น้ำหนักของหูฟัง BackBeat Pro 5100 อยู่ที่ข้างละ 5.8 กรัม เมื่อใส่รวมกับเคสชาร์จจะอยู่ที่ 38.6 กรัม โดยที่ตัวหูฟังสามารถถอดจุกยางเพื่อเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ด้วย

ภายในกล่องของ BackBeat Pro 5100 นอกจากตัวเคส และหูฟังแล้ว ก็จะมีจุกยางให้เลือกใช้งานด้วยกัน 3 ขนาด แล้วก็จะมีสายไมโครยูเอสบีสำหรับเสียบชาร์จมาให้

การสั่งงาน และเชื่อมต่อใช้งาน

ในการใช้งานครั้งแรก ผู้ใช้จำเป็นต้องเชื่อมต่อ BackBeat Pro 5100 เข้ากับสมาร์ทโฟนก่อน ด้วยการใส่หูฟังทั้ง 2 ข้าง และกดปุ่มที่หูฟังทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน เพื่อเข้าสู่โหมดการเชื่อมต่อ หลังจากนั้นก็สามารถเชื่อมต่อจากเมนูบลูทูธบนสมาร์ทโฟนได้ทันที

ถ้าต้องการตั้งค่าหูฟังเพิ่มเติมสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน BackBeat มาเชื่อมต่อเพื่อเข้าไปตั้งค่าต่างๆ เพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นการแตะสั่งงาน 1 ครั้ง 2 ครั้ง ว่าจะให้หูฟังทำอะไร

รวมถึงการเข้าไปดูสถานะแบตเตอรี อัปเดตเฟิร์มแวร์ของอุปกรณ์ เปิดปิดการใช้งาน HD Voice (เมื่อเปิดใช้คุณภาพเสียงจะดีขึ้น แต่กินแบตฯ มากกว่าเดิม) การเปิดใช้งาน Smart Sensor ที่จะเล่นเพลง / หยุด เพลงทันทีที่เราใส่ หรือถอดหูฟัง หรือสั่งปิดไมค์ทันทีที่ถอดหูฟังออดเป็นต้น

สิ่งที่น่าสนใจใน BackBeat Pro 5100 คือเมื่อเลือกนำบลูทูธ 5.0 มาใช้ ทำให้การเชื่อมต่อหูฟังทั้ง 2 ข้างกับสมาร์ทโฟนแยกออกจากกัน ดังนั้นปัญหาคลื่นรบกวนระหว่างหูฟังทั้ง 2 ข้างเมื่อเจอสัญญาณ Wi-Fi ภายในห้างจึงลดน้อยลง

ส่วนแบตเตอรีเท่าที่ลองใช้งานสามารถใช้ฟังเพลงต่อเนื่องราว 6-7 ชั่วโมง กรณีที่แบตหมด สามารถเก็บเข้าไปในเคสชาร์จเพื่อใช้งานได้เพิ่มอีก 13 ชั่วโมง ตามที่ Plantronics เคลมไว้

ตัดเสียงรบกวนทั้งหูฟัง และไมค์

จุดเด่นหลักของ BackBeat Pro 5100 จะอยู่ที่ไมโครโฟนสนทนา ที่มีไมค์ตัดเสียงรบกวนรอบข้าง ทำให้เวลาใช้งานสนทนา คู่สนทนาจะได้ยินเสียงสนทนาที่ชัดเจน แตกต่างจากหูฟัง True Wireless แบรนด์อื่นๆ ในท้องตลาดที่มักจะมีปัญหาในเรื่องของไมค์สนทนา

ทีมงานได้ลองทดสอบใส่หูฟัง BackBeat Pro 5100 แล้วลองคุยโทรศัพท์บริเวณที่มีเสียงรบกวน อย่างริมถนน หรือนั่งอยู่หน้าพัดลมที่เป่าเข้าหาตัว ก็พบว่าคู่สนทนาไม่ได้ยินเสียงรบกวนแต่อย่างไร

ถัดมาในส่วนของการตัดเสียงรบกวนของหูฟัง BackBeat Pro 5100 ไม่ได้มากับ ANC (Active Noise Cancelling) ที่เป็นการนำไมค์มาประมวลเสียงรอบข้างแล้วส่งคลื่นความถี่ดิจิทัลออกมาตัดเสียงรบกวน

แต่ใช้การออกแบบจุกหูฟังให้ตัดเสียงรบกวนจากภายนอก หรือที่เรียกว่า Noise-isolate Eartip แทน ซึ่งมาช่วยให้แบตเตอรีสามารถใช้งานได้นานกว่าหูฟังที่มีระบบ ANC ด้วย

ในส่วนของการตัดเสียงรบกวน ทีมงานทดลองนำไปใช้บนเครื่องบิน ก็ถือว่าช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีจุดที่น่าเสียดายคือ ไม่ได้มีโหมดรับเสียงจากรอบข้างมาให้ด้วย ทำให้เวลาจะคุยหรือสื่อสารต้องถอดหูฟังออก

สรุป

ถ้ามองไปในตลาดหูฟัง True Wireless เวลานี้ การทำตลาดของ BackBeat Pro 5100 ที่ราคา 6,590 บาท ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ที่สามารถหาซื้อได้ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่เรื่องของเสียงสนทนา กับระยะเวลาการใช้งานต่อเนื่องที่ 6 ชั่วโมง

Gallery

]]>
CyberApps 30/09/19 : Signeasy / Notebook / Autodesk Sketchbook / Mario Kart Tour https://cyberbiz.mgronline.com/cyberapps-300919/ Mon, 30 Sep 2019 05:49:46 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31302 Signeasy อยู่ที่ไหนก็เซ็นเอกสารได้ทันที

ถึงเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน บางทีเราก็ยังถูกดึงกลับไปสู่โลกยุกดึกดำบรรพ์กันบ้าง แต่ตัวช่วยอย่าง SignEasy จะทำให้เราอยู่กับปัจจุบันได้นานขึ้นโดยไม่ต้องหยิบปากกาหากระดาษเพื่อเซ็นชื่อเหมือนแต่ก่อน จากที่ต้องคอยพิมพ์เอกสารทุกใบออกมาและค่อยๆ เซ็นไปทีละจุด

SignEasy จะให้คุณสามารถรับ เซ็น และส่งเอกสารได้โดยตรงจาก iPhone และ iPad แบบไม่ต้องง้อเครื่องพิมพ์อีกเลย แอปนี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณเปิดเซ็นแบบเต็มจอจะทำให้คุณลงนามในเอกสารได้อย่างสะดวกโยธิน และหลังจากที่คุณลงลายลักษณ์อักษรไปแล้ว คุณยังสามารถย้ายไปมาได้ทุกที่บนเอกสารและปรับขนาดให้ตรงกับรอยประได้อีกด้วย

แต่แอปนี้ไม่ได้ให้คุณใส่แค่ลายเซ็นเท่านั้น เพราะ SignEasy จะทำให้เรื่องเอกสารเป็นเรื่องง่ายสบายใจไปเลย เพราะคุณสามารถใส่ข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นเวลากรอกเอกสารได้อีกด้วย ทั้งยังสามารถเพิ่มกล่องเช็ครายการ หรือเพิ่มรูปลงในเอกสารก็ทำได้เช่นกัน นอกจากนี้แอปจะแจ้งเตือนทุกครั้งด้วยว่าเอกสารนี้นั้นถูกเซ็นโดยผู้รับหรือยัง นั่นหมายความว่าเมื่อคุณเป็นผู้เซ็นเอง คนที่ส่งมาก็จะได้รับการแจ้งเตือนนี้เหมือนกันด้วย และล่าสุดตัวแอปยังอัปเดทใหม่ให้เข้ากับ iOS13 เพื่อให้ใช้งานได้ดีในโหมดมืด (Darkmode) โดยแสดงผลเป็นพื้นหลังสีดำทั้งหมด รวมถึงสามารถเปิดได้หลายๆ หน้าต่างในแอปเดียว (Multi Window) ได้อีกด้วย 

ดาวน์โหลด Signeasy ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/signeasy-sign-and-fill-docs/id381786507

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.glykka.easysign&hl=th

Notebook จดโน้ตง่ายๆ ให้มีสไตล์กว่าเคย

จุดที่แตกต่างอย่างมากของการใช้ iPhone, iPad เพื่อการจดบันทึกแทนการใช้กระดาษก็คือ การบันทึกข้อมูลลงบนอุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ นอกจากใช้ปากกา Apple Pencil เขียนแทนปากกาธรรมดาได้แล้ว ตัวอักษรและรูปภาพ (ที่สมจริงแล้ว ยังสามารถแนบเสียง คลิปวิดีโอ หรือเอกสารอื่นๆ ไปกับโน้ตได้อีกด้วย

ที่ดีไปกว่านั้นก็คือ ข้อมูลทั้งหมดจะไม่หายไปไหน เพราะซิงก์กับ iCloud ทำให้สามารถดึงมาใช้งานได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะใช้งานกับอุปกรณ์สักกี่เครื่องก็ตาม และล่าสุดตัวแอปยังอัปเดทใหม่ให้เข้ากับ iOS13 เพื่อใช้งานได้หลายหน้าต่าง (Multi Window) จากภายในแอปๆ เดียว เหมาะกับคนที่ชอบทั้งจดบันทึกและขีดๆ เขียนๆ โยนไอเดียไปพร้อมๆ กัน 

ดาวน์โหลด Notebook ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/notebook-take-notes-sync/id973801089

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.zoho.notebook&hl=en_US

Autodesk Sketchbook ส่งภาพร่างสู่ความจริง

ผลงานทุกชิ้นล้วนมีจุดเริ่มต้นจากการสเก็ตช์ด้วยกันทั้งนั้น Autodesk SketchBook จึงเตรียมความพร้อมให้กับคุณด้วยเครื่องมือวาดเขียนมากมายที่เหมาะและใช้ได้หมดไม่ว่ากับการวาดภาพทั่วไป หรือการวาดแบบหลายเลเยอร์ระดับโปร เมื่อเปิดแอปขึ้นมาคุณก็จะพบกับทั้งหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าและเครื่องมืออีกมากมายที่รอให้คุณใช้เลย

เมนูหลักจะอยู่ตรงด้านบนของหน้าจอซึ่งคุณสามารถปรับส่วนต่างๆ ของผลงานคุณ เช่น การเพิ่มแนวเส้นหรือข้อความเข้าไป รวมถึงการอัดวิดีโอของการวาดของคุณด้วย ตรงด้านซ้ายของหน้าจอจะเป็นคลังของเครื่องมือซึ่งอัดแน่นไปด้วยทุกอย่างที่คุณจะต้องใช้ตั้งแต่ดินสอทั่วไปจนถึงปากกาหมึกซึม แปรงสี และเครื่องพ่นสีเลย เลือกอุปกรณ์ที่คุณต้องการและปรับความหนา แรงกด แรงกดปากกา และอื่นๆ อีกมากมายได้ที่ Settings เลย

เมื่อคุณใช้ iPad และ Apple Pencil แอปก็จะรับรู้ได้ถึงแรงกดและองศาหมุนของปากกาเพื่อแสดงผลที่ชัดเจนตามแบบที่คุณต้องการมากยิ่งขึ้น และแอปก็รู้ดีว่าแรงบันดาลใจจะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แอปจึงซิงก์ภาพวาดของคุณไว้บน iPhone, iPad และ Mac ทำให้ง่ายต่อการสเก็ตช์ภาพร่างบน iPhone และไปทำให้เสร็จบนหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น เป็นต้น แอปนี้จะรวมทุกอย่างที่คุณต้องการไว้ในที่เดียว พื้นที่แห่งความอิสระกับเครื่องมือทุกอย่างที่อยู่ใกล้มือคุณแต่ก็หายไปเมื่อคุณไม่ต้องการ เกิดจากความรู้และความเข้าใจของ Autodesk SketchBook ในศาสตร์ของการวาดภาพอย่างแท้จริง

Autodesk Sketchbook ใช้ได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/autodesk-sketchbook/id883738213

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.adsk.sketchbook&hl=en

Mario Kart Tour ซิ่งแซงไม่เป็นรอง สู้ไม่เป็นสองด้วยอาวุธครบมือ

ตั้งแต่ได้ปฏิวัติวงการแข่งรถในปี 1992 ก็ยังไม่มีสนามแข่งไหนที่ Mario และผองเพื่อนจะพิชิตไม่ได้ ซึ่งตอนนี้นักแข่งฝีมือเยี่ยมของ Mushroom Kingdom ก็จะมาประจันหน้ากันอีกครั้งใน Mario Kart Tour และในครั้งนี้พวกเขาจะได้แข่งกันไปทั่วโลกเลย มีเหตุผลมากมายให้แฟนๆ ต้องตกหลุมรักเกมแข่งรถของ Mario  ที่เปิดตัวในเวอร์ชันพกพาเป็นครั้งแรก

ทั้งการดริฟต์! Item boxes! รถโกคาร์ท เครื่องร่อนและตัวละครที่คุณชื่นชอบอีกมากมายทุกอย่างที่คุณหลงรักใน Mario Kart ได้รวมอยู่ในเกมนี้แล้ว ซึ่งตอนนี้ก็เล่นได้สะดวกสุดๆ บนมือคุณ ในเกมมีสีสันใหม่เพิ่มเข้ามาด้วยคือการจับคู่นักแข่ง รถโกคาร์ท หรือเครื่องร่อนให้เข้ากับสนามเพื่อรับโบนัสพิเศษเพิ่ม เช่น ใช้ Yoshi ในการแข่งสนาม Yoshi Circuit คุณจะได้ช่องเก็บไอเทม 3 ช่องแทนที่จะเป็น 1 ช่องแบบปกติ มีไอเทมเพิ่มขึ้นมาอีกอันก็สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างที่ 1 กับที่ 5 ได้เลย

ถึงเกมจะจัดเต็มคอนเทนต์จากเวอร์ชันคอนโซลมาให้ครบ แต่ Mario Kart Tour ยังได้ถูกปรับแต่งให้เล่นง่ายเหมาะสำหรับอุปกรณ์พกพามากๆ ด้วยการปัดนิ้วและแตะเพื่อเลี้ยว คุณจะสามารถเล่นได้เลยด้วยมือเดียว แต่ถ้าอยากควบคุมเองมากขึ้นล่ะก็ เปิดโหมด Manual Drift แล้วโชว์ฝีมือใช้บูสต์สีม่วงได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการเก็บ Grand Stars เพื่อปลดล็อกสนามแข่งใหม่ๆ หรือรับชาเลนจ์เพื่อคว้ารางวัล ใน Mario Kart Tour มีการแข่งรอคุณอยู่เพียบ ขอแค่อย่ามั่นใจจนเกินไป เพราะกระดองเต่าพร้อมจะพุ่งชนคุณได้ทุกเมื่อนะจะบอกให้

สนุกกับ Mario Kart Tour ได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/mario-kart-tour/id1293634699

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.nintendo.zaka&hl=en_US

]]>
Review : Google Chromecast (Gen3) อุปกรณ์ช่วยสตรีมคอนเทนต์สู่จอทีวีที่เร็วขึ้น แพงขึ้น https://cyberbiz.mgronline.com/review-google-chromecast-gen3/ Thu, 26 Sep 2019 07:39:29 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31289

หลังจากที่ AIS ปล่อยให้ Google Chromecast (Gen 2) ที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการขาดตลาดมาช่วงหนึ่ง หลังจากที่ทาง Google มีการปล่อย Chromecast Gen 3 ออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา

ล่าสุดทาง AIS ได้เวลานำ Google Chromecast (Gen3) เข้ามาจำหน่ายแล้วผ่านทั้งหน้าร้าน และช่องทางออนไลน์ AIS Online Store ในราคาที่ปรับสูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 1,850 บาท จากก่อนหน้านี้ที่อยู่ที่ 1,650 บาท

จุดเด่นของ Chromecast ยังคงอยู่ที่การนำไปเชื่อมต่อกับจอโทรทัศน์ผ่านพอร์ต HDMI เพื่อให้ผู้ใช้สามารถส่งคอนเทนต์จากสมาร์ทโฟน แท็บแล็ต และพีซี ไปฉายบนจอโทรทัศน์ได้ทันทีเช่นเดิม

ข้อดี

เปลี่ยนทีวีธรรมดาให้กลายเป็นสมาร์ททีวี

ช่วยให้ผู้ใช้สามารถ Cast คอนเทนต์ไปบนจอทีวีได้สะดวกขึ้น

ข้อสังเกต

ราคาจำหน่ายสูงขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

การปรับเพิ่มประสิทธิภาพจาก Gen2 ไปเป็น Gen3 ไม่ได้เห็นชัดขนาดนั้น

หาจุดต่างระหว่าง Gen2 และ Gen3

ในจุดนี้ Google ให้ข้อมูลว่า ความแตกต่างระหว่างรุ่น 2 และรุ่น 3 จะเน้นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลมากกว่า ทำให้การใช้งานมีความเสถียรมากขึ้น เข้าถึงคอนเทนต์ได้เร็วขึ้น

โดยจุดที่เปลี่ยนแปลงในรุ่น 3 คือรองรับการสตรีมคอนเทนต์ความละเอียด 1080p ที่ 60 เฟรมต่อวินาที จากเดิมในรุ่น 2 รองรับที่ความละเอียด 1080p แบบ 30 เฟรมต่อวินาที

ในการใช้งานจริงเชื่อว่าผู้บริโภคแทบจะไม่เห็นถึงความต่างที่พัฒนาขึ้นมา ดังนั้นแล้วถ้าใครมีรุ่นเดิมอยู่แล้วยังไม่เสียหาย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้งานรุ่นใหม่

แต่ในกรณีที่ยังไม่เคยมี หรืออยากลองใช้งาน เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แทนที่จะซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ให้เป็นสมาร์ททีวี การเสียเงินไม่ถึง 2,000 บาท แล้วทำให้เปลี่ยนโทรทัศน์มาเป็นช่องทางในการรับชมคอนเทนต์ถือว่าคุ้มค่า

ย้อนดูความสามารถของ Chromecast

ก่อนหน้านี้ AIS เริ่มนำเสนอ Chromecast ออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลักดันดิจิทัลคอนเทนต์แพลตฟอร์มอย่าง AIS Play เข้าสู่ตลาด โดยเปิดให้ลูกค้าที่ใช้งาน AIS Play บนสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต สามารถส่งต่อหน้าจอ (Cast) ไปยังจอโทรทัศน์ผ่าน Chromecast ได้

ในความเป็นจริงแล้ว ความสามารถของ Chromecast ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การส่งต่อคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอ เพราะผู้ใช้สามารถใช้เพื่อส่งเพลงบน Spotify ไปเปิดบนโทรทัศน์ได้เช่นเดียวกัน

เรียกได้ว่า Chromecast เป็นอุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนโทรทัศน์ธรรมดาที่มีพอร์ต HDMI ให้กลายเป็นเหมือนสมาร์ททีวี 1 เครื่อง แต่ในการควบคุมใช้งานต้องทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือพีซีเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ ในกรณีที่ใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ Chrome บนพีซี ยังสามารถ Cast หน้าจอเว็บให้มาฉายอยู่บนโทรทัศน์ได้เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าสามารถนำไปใช้ในการทำงาน กรณีที่ต้องเปิดสไลด์ หรือ Google Docs ในห้องประชุมก็ได้เช่นกัน

อุปกรณ์ภายในกล่อง

ในกล่องของ Chromecast (Gen3) เมื่อแกะกล่องออกมาจะพบกับตัวอุปกรณ์ Chromecast ที่ฝั่งนึงมีลักษณะเป็นกลมๆ แบนๆ ส่วนอีกฝั่งเป็นพอร์ต HDMI

ที่ตัวอุปกรณ์จะมีช่องเสียบสายชาร์จ MicroUSB อยู่ด้วย เพื่อใช้เป็นไฟในการเลี้ยงอุปกรณ์ โดยสามารถใช้อะเดปเตอร์ชาร์จที่แถมมาให้เชื่อมต่อกับสาย MicroUSB ได้ทันที หรือในกรณีที่ทีวีมีพอร์ต USB อยู่ก็สามารถเชื่อมต่อสายผ่านพอร์ต USB ได้เช่นกัน

ที่เหลือก็จะเป็นคู่มือการใช้งาน โดยในการใช้งานครั้งแรกต้องทำการตั้งค่าเพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่าย WiFi ภายในบ้าน หรือสถานที่ใช้งานก่อน

โดยสามารถดาวน์โหลดแอป Google Home มาใช้ในการตั้งค่าได้ทั้งบนสมาร์ทโฟนแอนดรยอด์ และ ไอโฟน ซึ่งหลังจากตั้งค่าเสร็จก็สามารถใช้งานกับอุปกรณ์อื่นๆ ในเครือข่ายเดียวกันได้ทันที

สรุป

ใครที่ยังไม่ได้ซื้อสมาร์ททีวีมาใช้งาน แล้วอยาก Cast ภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือวิดีโอ ทั้งจาก YouTube Facebook Netflix AIS Play หรือแม้แต่ True ID LINE TV การมี Chromecast มาจะช่วยให้รับชมคอนเทนต์เหล่านี้บนจอที่ใหญ่ขึ้นได้

Gallery

]]>