CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Thu, 04 Jun 2020 15:03:58 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.6 Review : Apple iPhone SE ดีไซน์ที่คุ้นเคย แรงขึ้น ในราคาเริ่มต้น 14,900 บาท https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-iphone-se/ Thu, 04 Jun 2020 07:38:55 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32920

หลังจากเปิดตัวมา iPhone SE กลายเป็น iPhone รุ่นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด และเชื่อว่าจะสามารถทำยอดขายได้ดีเป็นลำดับต้นๆ เหมือนที่ประวัติศาสตร์ของ iPhone SE รุ่นแรกเคยทำได้ เนื่องจากเป็น iPhone ราคาประหยัด ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอีโคซิสเตมส์ และบริการต่างๆ ของ Apple ได้

จุดเด่นหลักของ iPhone SE รุ่นที่ 2 คือเรื่องของประสิทธิภาพตัวเครื่อง เนื่องจากใช้หน่วยประมวลผล Apple A13 Bionic เช่นเดียวกับในรุ่นท็อปสุดอย่าง iPhone 11 Pro Max มากับขนาดตัวเครื่องที่กระทัดรัด จับถือใช้งานง่าย ในราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท ซึ่งถือว่าเป็น iPhone ที่เปิดตัวมาราคาถูกที่สุดในเวลานี้

ข้อดี

  • หน่วยประมวลผล A13 Bionic
  • กันน้ำ กันฝุ่น IP67
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิม และเชื่อมต่อ WiFi 6

ข้อสังเกต

  • หน้าจอขนาดเล็ก 4.7 นิ้ว
  • กล้องหลัก ยังเป็นกล้องเดียว ทำให้มีข้อจำกัดในการถ่ายภาพ
  • ที่ชาร์จที่แถมให้ไม่รองรับการชาร์จเร็ว

iPhone SE เหมาะกับใคร?

ที่ผ่านมา iPhone SE รุ่นแรกได้แสดงให้เห็นแล้วว่า Apple ต้องการแย่งชิงกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานสมาร์ทโฟน Android แล้วต้องการเปลี่ยนมาใช้งาน iPhone ในระดับราคาที่ไม่สูงเกินไป เพราะถือว่าเป็น iPhone ที่ Apple วางออกมาในระดับราคาที่เหมาะสม และได้เครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Android รุ่นท็อป ตามที่ทิม คุก เคยบอกไว้

กับอีกกลุ่มคือผู้ที่ใช้งาน iPhone รุ่นเก่าๆ อย่าง iPhone 5 iPhone 6 iPhone 6s iPhone SE รุ่นแรก จนถึง iPhone 7 แล้วต้องการเครื่องรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในรูปทรงที่คุ้นชินกันอยู่แล้ว ก็สามารถเลือกใช้งาน iPhone SE ได้ โดยเฉพาะผู้ใช้งาน iPhone 6 ลงไป ที่ไม่สามารถอัปเกรด iOS 13 มาใช้งานได้แล้ว

ขณะเดียวกันก็เหมาะกับการใช้งานในช่วงนี้ ที่ทุกคนต้องใส่ผ้าปิดปากเวลาออกไปข้างนอก เพราะกลายเป็น iPhone รุ่นใหม่เพียงรุ่นเดียวในเวลานี้ ที่มากับระบบ Touch ID ในขณะที่ iPhone 11 iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ไม่มี Touch ID ให้ใช้งาน มีเพียงแต่การปลดล็อกด้วยใบหน้าอย่าง Face ID เท่านั้น

สำหรับราคาจำหน่ายของ iPhone SE มีด้วยกัน 3 ความจุ เริ่มต้นที่ 64 GB ในราคา 14,900 บาท ตามด้วย 128 GB ในราคา 16,900 บาท และ 256 GB ในราคา 20,900 บาท มีให้เลือกด้วยกัน 3 สีคือ ขาว ดำ และแดง (Product) Red ซึ่งเป็นสีพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เป็น iPhone SE ที่ใช้ดีไซน์ของ iPhone รุ่นเดิม ทำให้มีข้อจำกัดในแง่ของขนาดหน้าจอที่อาจจะเล็กไปสักหน่อย เมื่อเทียบกับหน้าจอของสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบัน ทำให้อาจจะต้องตัดสินใจดูเล็กน้อยว่าขนาดหน้าจอมีผลกับการใช้งานมากแค่ไหน

กับอีกจุดที่ Apple ทำได้ดีคือเรื่องของการซัพพอร์ตสินค้า โดย iPhone SE รุ่นแรกได้แสดงให้เห็นแล้วว่าตั้งแต่เครื่องออกมาวางจำหน่ายในปี 2016 จนถึงปี 2020 แล้ว ก็ยังได้รับการอัปเกรดเฟิร์มแวร์เป็นรุ่นใหม่อย่าง iOS 13 นั่นแปลว่า รองรับการอัปเกรดมาถึง 5 รุ่นด้วยกัน

เจาะลึกรายละเอียด iPhone SE รุ่นที่ 2

ด้วยการที่ดีไซน์ของ iPhone SE เป็นการนำโครงของ iPhone 8 มาใช้ และมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในบางจุด ที่สังเกตได้หลักๆ คือ บริเวณขอบจอของ iPhone SE รุ่นที่ 2 นี้ จะมากับสีดำทั้งหมด แตกต่างจากก่อนหน้าที่ในรุ่นสีขาว ขอบจอก็จะเป็นสีขาวด้วย กับอีกจุดคือสัญลักษณ์โลโก้ Apple ที่หลังเครื่อง จะขยับลงมาอยู่ตรงกึ่งกลางมากขึ้น

สำหรับขนาดตัวเครื่องของ iPhone SE จะอยู่ที่ 138.4 x 67.3 x 7.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 148 กรัม เรียกได้ว่าเป็นขนาดเล็กที่พอดีกับมือมากที่สุด วัสดุที่เป็นอะลูมิเนียม 7000 ซีรีส์ ที่ให้ความแข็งแรง น้ำหนักเบาด้วย และกลายเป็น iPhone รุ่นสุดท้ายที่เวลาใช้งาน สามารถใช้มือเดียวสัมผัสได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของจอก็ว่าได้

โดยขนาดหน้าจอของ iPhone SE จะอยู่ที่ 4.7 นิ้ว ที่เป็นหน้าจอ Retina HD ความละเอียด 1344 x 750 พิกเซล ให้วามละเอียดเม็ดสีที่ 326ppi รองรับการแสดงผลแบบ True Tone ที่จะปรับแสงหน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแสง รองรับการแสดงผลขอบเขตสีกว้างแบบ P3 ให้ความสว่างสูงสุดที่ 625 นิต

บริเวณส่วนบนของหน้าจอ ก็จะเป็นที่อยู่ของลำโพงสนทนา และกล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล f/2.2 ความพิเศษก็คือ เป็นกล้องหน้าที่รองรับการถ่าย Portrait ด้วย แม้ว่าจะไม่ได้ใช้เซ็นเซอร์ True Depth เหมือนใน iPhone รุ่นหลังๆ แล้วก็ตาม

ส่วนล่างหน้าจอเป็นที่อยู่ของ Touch ID ที่นำเทคโนโลยี Taptic Engine มาใช้งาน ทำให้เวลากดปุ่ม หรือสัมผัส จะมีการสั่นสะท้อนตอบรับกลับมาแทน ใครที่ใช้ iPhone รุ่นที่มีปุ่ม Home แบบกดอยู่ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเจออาการปุ่ม Home เสีย เพราะ Apple แก้ไขปัญหานี้มาตั้งแต่ iPhone 7 แล้ว

รอบๆ ตัวเครื่องถือว่าเหมือนเดิมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งซ้ายที่มีปุ่มเปิดปิดเสียง เพิ่มลดเสียง ทางฝั่งขวาเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง โดยมีช่องใส่ถาดซิมอยู่ตรงกึ่งกลาง ด้านล่างมีไมค์ ลำโพง และพอร์ต Lightning ซึ่งตัดช่องหูฟังแบบ 3.5 มม. ออกไปแล้ว

ด้านหลังเครื่อง จะมีโลโก้ Apple อยู่ตรงกึ่งกลาง โดยมีกล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 และแฟลชแบบ True Tone อยู่ข้างๆ ซึ่งถ้าเป็นผู้ที่ใช้งาน iPhone 7 หรือ iPhone 8 อยู่ สามารถนำเคสรุ่นเก่ามาใช้งานได้เลย เพราะกล้องจะอยู่บริเวณเดียวกัน

ข้อจำกัดแบตเตอรีขนาดเล็ก?

อีกประเด็นที่เป็นคำถามตามมาเมื่อตัวเครื่องมีขนาดเล็ก ก็ทำให้ปริมาณแบตเตอรีที่ให้มาในเครื่องเล็กตามไปด้วย โดย iPhone SE จะให้แบตเตอรีมาขนาดเดียวกับ iPhone 8 ที่ประมาณ 1800 mAh ซึ่งทางแอปเปิล เคลมว่าสามารถใช้งานได้หมดวันแน่ๆ

เท่าที่ทีมงานทดลองใช้งาน iPhone SE มาพบว่า แบตเตอรี ถือว่าอยู่ในระดับที่พอรับได้กับการใช้งานทั่วไป ใช้งานเล่นโซเชียลมีเดีย รับส่งอีเมล โปรแกรมแชทต่างๆ สลับกับเล่นเกมบ้าง ใช้งานกล้องบ้าง จนหมดวันแบตฯ ก็ยังเหลือ นั่นแปลว่าตอนเช้าตื่นมาถอดเครื่องออกจากสายชาร์จ ก่อนกลับมาเสียบชาร์จอีกครั้งตอนนอนก็ยังไหว

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของอะเดปเตอร์ที่แอปเปิล แถมมาให้ในกล่องเป็นแบบ 5W ทำให้การชาร์จทำได้ค่อนข้างช้า แต่ด้วยการที่ตัวเครื่องรองรับการชาร์จเร็วแบบ 18W ในกรณีที่ซื้ออะเดปเตอร์ 18W (1,190 บาท) มาใช้งานคู่กับสาย USB-C to Lightning จะสามารถชาร์จ iPhone SE ได้ 50% ภายในเวลา 30 นาที

หรือในกรณีที่ใช้งาน MacBook หรือ iPad Pro ที่มีอะเดปเตอร์ USB-C ที่แรงกว่า 18W อยู่แล้ว ก็สามารถซื้อเฉพาะสาย USB-C to Lightning (ขายแยกในราคาเส้นละ 690 บาท) มาใช้งานได้เหมือนกัน หรือถ้าไม่ได้จำเป็นต้องชาร์จเร็ว และไม่อยากเสียบๆ ถอดๆ สายชาร์จ iPhone SE ก็รองรับการชาร์จไร้สายด้วยเช่นกัน

กล้องเดียว เพียงพอหรือไม่?

ในยุคที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่มากับกล้องคู่กันเป็นอย่างต่ำแล้ว แต่กลายเป็นว่า iPhone SE ยังมากับกล้องหลักกล้องเดียวอยู่ แต่กลายเป็นว่ากล้องที่อยู่ใน iPhone SE กลับถ่ายภาพได้ดีขึ้นกว่าสมัย iPhone 8 เยอะมาก

ส่วนหนึ่งเกิดจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ของกล้องให้ทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผล Neural Engine บน Apple A13 Bionic ทำให้นอกจากการถ่ายภาพปกติแล้ว เลนส์ของ iPhone SE ยังรองรับการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ที่สามารถปรับระยะชัดลึกได้ ซึ่งใช้งานได้ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง

อีกส่วนที่ iPhone SE ทำได้ดีขึ้นคือเรื่องของการถ่ายภาพวิดีโอ ที่สามารถถ่ายได้สูงถึง 4K 60fps รองรับการถ่ายภาพสโลว์โมชัน และไทม์แลปส์ด้วย หรือในกรณีที่ต้องการถ่ายวิดีโอในโหมดป้องกันภาพสั่นไหวที่ 4K 30fps เชื่อว่าให้ภาพที่ดีกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในระดับราคาใกล้เคียงกันแน่นอน

นอกจากนี้ iPhone SE ยังมากับซอฟต์แวร์ถ่ายภาพใหม่อย่าง QuickTake ที่ผู้ใช้สามารถกดปุ่มชัตเตอร์ค้างเพื่อเข้าสู่การถ่ายวิดีโอได้ทันที เพื่อนำไปใช้แชร์ Instagram Story หรือ TikTok ก็ได้ หรือถ้าต้องการถ่ายวิดีโอระยะยาวก็สามารถเลื่อนปุ่มชัตเตอร์ไปที่สัญลักษณ์วิดีโอเพื่อถ่ายวิดีโอต่อเนื่องได้ทันที

Gallery

มากับ 2 ซิม และ WiFi 6

อีกสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน iPhone SE คือการที่ตัวเครื่องรองรับการใช้งานซิมคู่ เหมือนใน iPhone 11 และ iPhone 11 Pro โดยสามารถใช้ซิมการ์ดปกติ จับคู่กับ eSIM เพื่อใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ ยังรองรับ LTE ระดับ Gigabit  และ WiFi 6 ทำให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปล่อยสัญญาณที่รองรับได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตัวหน้าจอรองรับการใช้งาน Haptic Touch ด้วย ทำให้สามารถแตะค้างที่หน้าจอ หรือไอค่อนที่ต้องการเพื่อเข้าสู่โหมดลัดได้ ส่วนการเรียกใช้งานแถบควบคุม จะกลับไปใช้การลากจากขอบจอล่างเหมือนใน iPhone 8

สรุป

Apple iPhone SE น่าจะกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งาน iPhone ในระดับราคาหมื่นกลางๆ ได้อย่างไม่น่าแปลกใจ รวมถึงผู้ที่กำลังลังเลว่าจะเปลี่ยนจากการใช้งานสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ มาลองใช้งาน iPhone ในระดับราคาที่ไม่สูงมาก

ข้อดีอย่างหนึ่งของ iPhone คือผู้ใช้สามารถแน่ใจได้ว่าจะได้รับการอัปเกรดเฟิร์มแวร์ต่อเนื่องไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปี อย่างที่ iPhone SE รุ่นแรกเคยทำได้มาแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับข้อจำกัดในเรื่องของขนาดหน้าจอ 4.7 นิ้ว และกล้องที่มีข้อจำกัดในเรื่องของฮาร์ดแวร์ ทำให้ไม่สามารถซูม หรือถ่ายภาพมุมกว้างได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าตัดสินใจเลือกซื้อ iPhone SE มาใช้งานแล้ว อย่าลืมเรื่องข้อจำกัดของ iPhone ที่ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้ ดังนั้นการเลือกซื้อรุ่นเริ่มต้น 64 GB อาจจะไม่ตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาว แนะนำให้เลือกรุ่น 128 GB ขึ้นไปจะเหมาะสมกว่า

]]>
Cyber Apps 01/06/20 : App Store แนะนำแอปสำหรับการตัดต่อวีดีโออย่างมืออาชีพ https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-010620/ Mon, 01 Jun 2020 07:21:58 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32910 VOCHI Video Effects Editing

เห็นคลิปนางแบบนายแบบเจ๋งๆ เต็มฟีดเราไปหมด อยากแทนที่รูปของพวกเขาด้วยรูปของคุณไหมล่ะแอปอย่าง VOCHI คือ ของเล่นเด็ดที่คุณกำลังมองหา แอป VOCHI คือ แอปที่จะเพิ่มเอฟเฟกต์แปลกตา เช่น เพิ่มแสงสีนอนวิบวับวิ่งรอบๆ ตัวนางแบบ หรือ ภาพการขยับตัวอย่างช้าๆ เพื่อให้เห็นทุกอิริยาบทความเท่

วิธีการใส่เอฟเฟกต์ก็สุดง่าย แค่เลือกรูปหรือคลิปจากในเครื่อง จากนั้นระบบจะตรวจจับหาภาพคน เราก็แค่เลือกภาพตัวเรา (จะเห็นเส้นสีชมพูรอบรูปคนเพื่อเป็นการระบุว่าให้ใส่เอฟเฟกต์เฉพาะจุดนี้ ที่เหลือก็แค่กดค้างที่เอฟเฟกต์ต่างๆ ที่ด้านล่างเพื่อดูภาพตัวอย่าง สามารถใส่เอฟเฟกต์ได้มากมายเท่าที่ต้องการ สุดท้ายก็แค่บันทึกลงเครื่องหรือแชร์ขึ้นโซเชียลได้ทันที 

ดาวน์โหลดแอป VOCHI Video Effects Editing ได้ฟรีบน iPhone

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/vochi-cool-video-effects-maker/id1477897886

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.vochi.app

Viamaker

จะว่าไปรอบๆ ตัวเราก็มีหลายเรื่องราวที่น่าบันทึกเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางตลกๆ ของแมวน้อยเมื่อเจอกับด่านต่างๆ ที่เราแกล้งตั้งไว้ให้มันเดินผ่าน หรือวิวสวยๆ ตอนนกบินกลับรังจากระเบียงบนคอนโดชั้น 19 รวมถึงกระบวนการทำเมนูอาหารแบบ DIY จากของสารพัดอย่างในตู้เย็น

แอปอย่าง Viamaker ออกมาเพื่อให้เราสนุกกับการเก็บโมเม้นต์ดีๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว ด้วยการเป็นแอปสร้างและตัดต่อคลิปวิดีโอที่ใช้งานได้ง่ายและฟรี เมื่อเปิดแอปมาก็พร้อมสร้างโปรเจควิดีโอใหม่ทันที ในแอปเราสามารถเลือกรูปหรือคลิปที่มีในเครื่อง หรือเลือกคลิปเปิดฉากจากสต็อก เช่น ซีนเกริ่นชื่อเรื่อง ซีนนับถอยหลัง เป็นต้น

จากนั้นก็จะพาไปยังหน้าหลักของการตัดต่อคลิป ซึ่งเราก็จะมีเครื่องมือให้เลือกเล่นมากมาย อาทิ การใส่ข้อความ เพิ่มเสียงเพลงประกอบ (จะอัดเสียงของเราเองลงไปก็ได้รวมถึงการใส่เอฟเฟกต์ การทำซูม ทำภาพเบลอ ฯลฯ เมื่อแต่งคลิปจนพอใจแล้วก็กดปุ่มสร้างคลิปด้านบนขวามือ ก็จะได้ไฟล์คลิปวิดีโอสนุกๆ เอฟเฟกต์ตระการตา และยังมาพร้อมกับคุณภาพของภาพเป็นระดับสูงราวกับมืออาชีพมาถ่ายให้

สามารถดาวน์โหลดแอป Viamaker ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/us/app/viamaker/id1500855883

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.lemon.lvoverseas&hl=en_US

VLLO

อยากสร้างคลิปวิดีโอที่ดูสนุกสักคลิป หรือจะสร้างภาพ Gif ฮาๆ ก็เป็นเรื่องง่าย เพราะแอป VLLO มีเครื่องมือทุกอย่างที่ต้องการสำหรับการสร้างวิดีโอสักเรื่อง หรือภาพ Gif แบบหลุดๆ อาทิ เพลงประกอบ เอฟเฟกต์ภาพเงาสะท้อน ภาพเบลอ รวมถึงแบบอักษรสวยๆ 

ดาวน์โหลดแอป VLLO ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/vllo-easy-video-editing-app/id952050883

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.darinsoft.vimo&hl=th

Magisto

คลิปวิดีโอ” ได้กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบเนื้อหาออนไลน์ที่คนนิยมมากในปัจจุบัน เพราะเพียงเวลาสั้นๆ แต่เราสามารถรับรู้เนื้อหาได้จากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าท่าทางของคนในคลิป หรือ ข้อความเนื้อหาที่วิ่งไปมาบนจอ แต่คุณสงสัยกันไหมว่า วิดีโอเหล่านี้มีเบื้องหลังการสร้างสรรค์อย่างไรมาดูเบื้องหลังกันเลย

เพียงดาวน์โหลดแอปที่ชื่อว่า Magisto Video Editor มาลงเครื่อง เปิดมาคุณอาจะเซอร์ไพรส์ที่เมนูทั้งหมดของแอปเป็นภาษาไทยทำให้เข้าใจและทำตามได้ไม่ยาก ขั้นตอนแรกก็แค่เลือกว่าเราอยากทำวิดีโอแบบเล่นๆ ไว้ดูส่วนตัว หรือทำวิดีโอสำหรับองค์กร (Magisto Professional) จากนั้นก็เลือกเทมเพลตของวิดีโอ (ที่เตรียมเอฟเฟกต์และเพลงประกอบที่เข้ากันไว้แล้วเช่น เทมเพลตความทรงจำ ก็จะเป็นภาพสไลด์โชว์ช้าๆ พร้อมเพลงซึ้งๆ

เมื่อได้เทมเพลตโดนใจแล้ว ก็เพียงเลือกภาพจากในแอป Photo ของเรา และเลือกเพลงในคลัง สุดท้ายก็เพียงตั้งชื่อภาพยนตร์ และกดปุ่ม “ผลิตภาพยนตร์ของฉันเอง” ก็เป็นอันเสร็จ ผลงานที่ได้ก็จะเป็นคลิปวิดีโอโชว์ภาพสไลด์โชว์พร้อมเพลงประกอบที่เข้ากัน พร้อมโพสต์อวดเพื่อนๆ ได้ทันที

แอป Magisto Video Editor แบบฟรีใส่ภาพได้ 10 ภาพ แต่หากต้องการทำวิดีโอที่ยาวขึ้นใส่ภาพได้มากขึ้น ก็สามารถอัปเกรดเป็นบัญชีพรีเมี่ยม ใส่ภาพได้ถึง 60 ภาพ มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 59 บาท (ปีละ 309 บาทและหากต้องการทำวิดีโอสำหรับองค์กร (Magisto Professional) จะมีค่าบริการเดือนละ 319 บาท 

ดาวน์โหลด แอป Magisto Video Editor ฟรีได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/magisto-video-editor/id486781045

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.magisto&hl=th

Vimeo Create – Video Maker

หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือสำหรับการออกแบบคลิปวิดีโอเพื่อโปรโมทขายสินค้าออนไลน์ แอป Vimeo Create คือ แอปที่จะถูกใจคุณ เพราะแอปนี้มีเทมเพลตให้คุณเลือกใช้มากมาย เช่น ทำคลิปสำหรับแนะนำบริษัท คลิปสำหรับโปรโมทสินค้าที่กำลังวางตลาด รวมถึงโปรโมทเทศกาลลดราคา เป็นต้น

โดยแต่ละเทมเพลจะมีภาพนางแบบนายแบบ หรือภาพบรรยากาศ ให้เลือกใช้มากมายโดยไม่ต้องถ่ายเอง ทั้งยังแทรกภาพสินค้าของคุณได้ในซีนที่ต้องการ ทั้งยังใส่ข้อความเชิญชวนให้คลิกที่มีแบบอักษรเก๋ๆ ให้เลือกใช้

ดาวน์โหลดแอป Vimeo Create – Video Maker  ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/vimeo-create-video-maker/id1491791513

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.vimeocreate.videoeditor.moviemaker&hl=th

]]>
Review : Samsung Galaxy Tab S6 Lite แท็บเล็ตหมื่นต้นๆ พร้อมปากกา S Pen https://cyberbiz.mgronline.com/review-samsung-galaxy-tab-s6-lite/ Wed, 27 May 2020 14:51:17 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32875

การขยายไลน์สินค้าของซัมซุง มาจับกลุ่มผู้ที่ต้องการใช้งานแท็บเล็ตในช่วงระดับราคาหมื่นต้นๆ ด้วย Samsung Galaxy Tab S6 Lite ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นจุดที่มาอุดช่องว่างสำคัญในตลาดแท็บเล็ตได้อย่างเหมาะสม

เนื่องจากที่ผ่านมา Samsung มีแต่แท็บเล็ตในระดับพรีเมียมอย่าง Tab S6 ที่ระดับราคาอยู่ในช่วง 2 หมื่นบาท ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Apple มี iPad รุ่นเริ่มต้น ส่วน Huawei ก็มี MediaPad ที่จับกลุ่มระดับราคาหมื่นต้นๆ อยู่ทั้งหมด

Samsung Galaxy Tab S6 Lite จึงเข้ามากลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจในช่วงราคา 11,900 บาทได้ทันที ที่สำคัญคือมาพร้อมกับปากกา S Pen พร้อมให้ใช้งานทันที ไม่ต้องซื้อเพิ่มแบบ Apple Pencil และมีให้เลือกรุ่น 4G LTE ด้วยในราคา 14,900 บาท

ข้อดี

  • แท็บเล็ตขนาดหน้าจอ 10.4 นิ้ว น้ำหนักเบา 465 กรัม
  • ทำงานร่วมกับ S Pen
  • แบตเตอรีขนาด 7,040 MHz ใช้งานต่อเนื่องยาวๆ

ข้อสังเกต

  • ไม่รองรับการใช้งาน Samsung DeX
  • รองรับแค่ WiFi 5 ยังไม่เป็น WiFi 6
  • ไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

แท็บเล็ต เพื่อความบันเทิงเต็มรูปแบบ

ถ้ามองในแง่ของการใช้งานทั่วไป Samsung Galaxy S6 Lite เฉพาะตัวเครื่อง ถือว่าเข้ามาตอบโจทย์ในแง่ของการเป็นแท็บเล็ตเพื่อความบันเทิงในขนาดหน้าจอ 10.4 นิ้ว ได้อย่างลงตัว

ทั้งในแง่ของการออกแบบให้ตัวเครื่องบาง น้ำหนักเบา ถือใช้งานได้ง่ายทั้งแนวตั้ง และแนวนอน โดยขนาดตัวเครื่องของ Tab S6 Lite อยู่ที่ 244.5 x 154.3 x 7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 465-467 กรัม (รุ่น WiFi / รุ่น LTE) และมีให้เลือก 3 สี คือ เงิน (Oxford Gray) น้ำเงิน (Angola Blue) และชมพู (Shiffon Pink)

รายละเอียดของจอขนาด 10.4 นิ้ว ที่ใช้งานคือเป็นจอความละเอียด WUXGA+ (2000 x 1200 พิกเซล) 16 ล้านสี โดยมีกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซลอยู่ด้านบน สามารถใช้เพื่อสแกนปลดล็อกใบหน้าได้ด้วย

รอบตัวเครื่อง ทางฝั่งขวา จะมีปุ่มเปิดปิด เเครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียง โดยในรุ่น LTE จะมีช่องใส่ถาดซิมอยู่ทางขวาล่างด้วย ส่วนทางซ้ายจะปล่อยว่างไว้ เพื่อให้สามารถใส่เคสตั้งใช้งานในแนวนอนได้

ด้านบน จะมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ด้านล่าง เป็นพอร์ต USB-C โดยทั้ง 2 ด้าน จะมีลำโพงอยู่ด้วย เพื่อให้เวลาใช้งานเครื่องในแนวนอนจะได้เสียงแบบสเตอรีโอทั้งซ้าย และขวา ที่ปรับแต่งเสียงจาก AKG

ด้านหลังเครื่องจะมีกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซลอยู่ที่มุมบนเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะมีโลโก้ Samsung พาดอยู่ตรงกึ่งกลาง และสำหรับรุ่น LTE จะมีเส้นที่เป็นตัวรับสัญญาณเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อใช้รับทั้งสัญญาณ 4G และ WiFi

ภายในของ Tab S6 Lite จะมากับหน่วยประมวลผล Exynos 9611 ความเร็ว 2.3 GHz, 1.7 GHz RAM 4 GB ROM 64 GB แบตเตอรีขนาด 7040 mAh รองรับการเชื่อมต่อ WiFi 5 (802.11ac) บลูทูธ 5.0 4G LTE สามารถใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติมได้สูงสุด 1 TB

จุดเด่นอยู่ที่ S Pen

ความพิเศษที่ทำให้ Tab S6 Lite มีความน่าสนใจขึ้นมาจากแท็บเล็ตทั่วไปในระดับราคาดังกล่าวคือ มี S Pen มาให้ใช้งานด้วย ดังนั้นจากการที่เป็นแท็บเล็ตที่ใช้งานเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก ก็จะสามารถใช้งานในรูปแบบอื่นได้มากขึ้น

โดยตัว S Pen มีการปรับปรุงดีไซน์ใหม่ให้จับถนัดมือมากยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับที่อยู่ใน Galaxy Note จะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ตัว S Pen จะมีแม่เหล็กในตัว ทำให้สามารถแปะติดกับ S6 Lite ได้ทันทีที่ไม่ต้องใช้งาน หัวปากกามีขนาด 0.7 รองรับแรงกด 4,096 ระดับ

อย่างไรก็ตาม การวาดรูปที่อาจจะเป็นงานอดิเรกของใครบางคน แต่ก็สามารถนำมาใช้ทำให้เกิดการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน หรือแม้แต่ในกรณีที่ต้องใช้ทำงาน S Pen ก็จะมาช่วยให้คอมเมนต์งานต่างๆ ได้สะดวกขึ้น

หรือในกรณีที่นำมาใช้กับภาคการศึกษา Tab S6 Lite ที่จับคู่กับ S Pen จะช่วยให้สามารถจดบันทึก พร้อมกับเรียนออนไลน์ไปพร้อมๆ กันได้ในตัว จากการที่ตัวเครื่องมีระบบ MultiTasking

จนถึงการเแปลงแท็บเล็ตเป็นสมุดระบายสีให้เด็กๆ ได้ใช้งานในช่วงที่โรงเรียนยังไม่เปิดเทอม ซึ่งจะช่วยเพิ่มสมาธิให้กับเด็กๆ ได้ด้วย หรือถ้าโตขึ้นมาหน่อยใช้เพื่อเรียนรู้ หรือจะเล่นเกมเพื่อความบันเทิงก็รองรับได้เป็นอย่างดี

ข้อดีอีกอย่างคือผู้ที่ใช้งาน Samsung Galaxy Tab S6 Lite จะได้รับสิทธิในการสมัครใช้งาน YouTube Premium ฟรี 4 เดือน จากการเป็นพันธมิตรในการให้บริการระหว่างกูเกิล และซัมซุง

One UI 2 ที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น

อีกจุดที่มีการอัปเกรดเพิ่มเติมมาบน Tab S6 Lite คือ User Interface One UI 2 ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 เป็นรุ่นแรกของแท็บเล็ตซัมซุง ที่ได้ใช้งาน ทั้งการเพิ่ม Dark Mode ให้ใช้งานได้สบายตามากขึ้นในเวลากลางคืน

พร้อมกับการเชื่อมต่อแท็บเล็ตเข้ากับอีโคซิสเตมส์ของซัมซุง เมื่อใช้งานแท็บเล็ต Tab S6 Lite คู่กับสมาร์ทโฟน Galaxy ที่ลงทะเบียนด้วย Samsung Account เดียวกัน จะสามารถใช้รับโทรศัพท์ได้จากแท็บเล็ตได้ด้วย

รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้การใช้งานสะดวกขึ้น อย่างการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Personal Hotspot เมื่อตัวเครื่องตรวจพบว่ามีสมาร์ทโฟนที่ใช้บัญชีเดียวกันอยู่ใกล้เคียง จะแสดงตัวเลือกขึ้นมาให้เลือกเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากสมาร์ทโฟนใช้งานได้ด้วย

นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นผู้ใช้งาน Spotify แบบ Premium เมื่อล็อกอินเข้าใช้งานแล้ว ยังสามารถค้นหาเพลงต่างๆ ได้จากระบบค้นหาของ Tab S6 Lite ได้ทันที โดยไ่ต้องกดเข้าไปค้นหาจากในแอป Spotify

ทดสอบประสิทธิภาพ

ถ้ามองในแง่ของการใช้งานทั่วไปประสิทธิภาพของ S6 Lite ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องของแบตเตอรีที่ใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง ดังนั้น เมื่อถอดจากสายชาร์จแล้วใช้งานตลอดวันแบตฯ ก็ยังไม่หมดแน่นอน

สรุป

จะเห็นได้ว่าจากความสามารถของ Samsung Galaxy Tab S6 Lite ที่มาคู่กับปากกา S Pen ให้ใช้งาน ในราคาเริ่มต้นที่ 11,900 บาท ได้กลายมาเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจทันที ในช่วงระดับราคาดังกล่าว

เพราะที่ผ่านมาตลาดนี้แทบจะถูกครองโดย iPad เป็นหลัก ซึ่งทำให้มีตัวเลือกค่อนข้างน้อย การนำ Tab S6 Lite เข้ามาจึงช่วยให้มีตัวเลือกแก่ผู้บริโภคมากขึ้น กับประสิทธิภาพในการใช้งานที่ครอบคลุม และหลากหลายมากกว่า

Gallery

]]>
Cyber Apps 25/05/20 : แนะนำแอปฯ สำหรับผู้พิการ https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-250520/ Mon, 25 May 2020 07:19:17 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32868 Pannana คลังความบันเทิงสำหรับทุกคน

เวลาชั่วโมงกว่าที่ใช้ไปกับการดูหนังดีๆ สักเรื่อง การพูดถึงตอนจบแบบหักมุม หรือฉากรักที่สุดโรแมนติกของตัวเอง ได้กลายเป็นบทสนทนาที่ออกรสมากเลยทีเดียว แต่คุณจะทราบไหมว่าระหว่างที่ดูหนังด้วยกัน คนที่มีความสุขมากที่สุด กลับกลายเป็นเพื่อนคนพิเศษของคุณที่แม้เขาจะ “มองไม่เห็น” แต่เสียงบรรยายภาพที่เพิ่มอรรถรส จากแอป Pannana ก็ทำให้เขาเข้าถึงอารมณ์ของหนังได้เหมือนๆ กับคุณ และความรู้สึกที่พิเศษที่สุดสำหรับคนที่ตามองไม่เห็น คือ การที่เขารู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เหมือนกับคนตาดีทั่วๆ ไป

แอป Pannana (พรรณนาคือ แอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อให้คนพิการทางสายตา สามารถเข้าชมภาพยนตร์ พร้อมสนุกสนานไปกับเนื้อหาได้พร้อมๆ กับคนทั่วไป ในโรงเดียวกัน  เวลาเดียวกัน นั่นก็เพราะความสามารถเด่นของแอป คือ การให้บริการ “เสียงบรรยายภาพ (Audio Description)” ที่ซิงก์ข้อมูลแบบเรียลไทม์กับหนังที่กำลังฉายอยู่บนจอ

หลักการทำงานของแอปนี้ก็ง่ายๆ เพียงแค่เปิดแอปแล้วเลือกภาพยนตร์ที่ต้องการจะดู จากนั้นระบบก็จะดึงเสียงของภาพยนตร์ที่กำลังฉาย เพื่อรู้ว่าตอนนี้ฉายถึงฉากไหนแล้ว หากระหว่างที่ฉายภาพมีฉากที่ไม่มีบทพูด แต่เน้นการแสดงออกทางสีหน้าแทน ช่วงนี้แหละที่ผู้ที่พิการทางสายตาแม้จะมองไม่เห็นภาพ แต่จะได้ยินเสียงบรรยาย อาทิ ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น พร้อมอมยิ้มเล็กน้อยเพื่อเป็นเลศนัย ซึ่งเป็นอาการของคนที่ตกหลุมรักนั่นเอง

ตัวแอปมีการออกแบบโดยใช้โทนสีดำและเหลือง ซึ่งผ่านการทดสอบมาแล้วว่าเหมาะสำหรับการเปิดในโรงภาพยนตร์โดยไม่รบกวนสายตา ทั้งยังมีสีตัดกันอย่างเห็นได้ชัดทำให้ผู้พิการทางสายตาที่ยังพอมองเห็นสามารถที่จะเลือกกดปุ่มต่างๆ ได้อย่างแม่นยำอีกด้วย ปัจจุบันในแอป Pannana มีหนังและซีรีส์รวมเกือบ 20 เรื่องให้ผู้พิการทางสายตาเลือกฟังเสียงบรรยายภาพ

ดาวน์โหลดแอป Pannana ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/pannana/id1229980966

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.spritestudio.ad&hl=th

Pedometer++  เมื่ออยากฟิต ก็ต้องเข็นไปให้สุด

สำหรับผู้ที่ต้องใช้รถเข็น (Wheelchair) และออกกำลังกายเป็นประจำ เราอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับแอปที่ช่วยติดตามทุกการเคลื่อนไหวของคุณอย่าง Pedometer++ ที่สามารถซิงก์ข้อมูลคู่กับ Apple Watch แล้วยิ่งมั่นใจว่าทุกการเสียเหงื่อของคุณมันคุ้มค่า สำหรับการก้าวสู่ชีวิตที่สุดเฟิร์ม

โดยแอป Pedometer++ จะนับจำนวนของการหมุนล้อรถเข็นวีลแชร์ได้ เพียงแค่เข้าไปกดปุ่มตั้งค่า (รูปร่างเหมือนฟันเฟืองที่มุมซ้ายด้านบนของหน้าจอ แล้วเลื่อนลงไปจนเจอคำว่า “Wheelchair mode” กดเปิดปุ๊บ ก็เริ่มฟิตได้ปั๊บ

เมื่อเปิดแอปนี้แล้ว คุณก็จะเพลิดเพลินไปกับการสรุปผลในแต่ละวันไปจนถึงแต่ละสัปดาห์ คุณได้ใช้กำลังผลักรถเข็นวีลแชร์ไปกี่ครั้งจะถึงเส้นชัยแห่งสุขภาพดีที่คุณตั้งไว้หรือยังนะ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ได้รวบรวมให้คุณดูได้ในแอป Pedometer++ บน Apple Watch และในวิดเจ็ตมุมมองวันนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ตัวแอป Pedometer++ เอง จะเชื่อมข้อมูลเข้ากับแอป Health ที่มีอยู่แล้วบน iPhone อีกด้วย คุณจะได้เห็นข้อมูลของทั้งการผลักรถเข็นวีลแชร์คู่ใจไปพร้อมๆ กับปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาญ อัตราการเต้นของหัวใจ เวลาที่ออกกำลังกาย และอื่นๆ อีกมากมายรอให้คุณได้สร้างกล้ามเนื้อและหุ่นที่สวยงาม แข็งแรงและส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคุณดี๊..ดี ตามกันไป

ดาวน์โหลดแอป Pedometer++ ได้ฟรีบน iPhone, Apple Watch

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/pedometer/id712286167

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=steptracker.healthandfitness.walkingtracker.pedometer

Strava ไม่ใช่แค่วิ่งหรือปั่น แต่ยังรวมถึงกีฬาวีลแชร์

เมื่อเดือนกันยายน ปี 2015 Rob Balucas กำลังฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมรายการ Half Ironman ซึ่งเป็นการแข่งขันไตรกีฬาที่ประกอบด้วยกีฬาว่ายน้ำ 1.9 กมปั่นจักรยาน 90 กมและวิ่ง 21.1 กมในขณะที่เขากำลังปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของซานฟรานซิสโก ไต่ระดับผ่านถนนที่คดเคี้ยวและสูงชัน ก็เกิดเสียหลักและพุ่งชนจนได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง อุบัติเหตุในครั้งนั้นทำให้ Rob กลายเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงไป และแม้ว่าอาชีพนักกีฬาปั่นจักรยานของเขาจะต้องยุติลง แต่ไม่นานประตูแห่งความท้าทายบานใหม่ก็ได้เปิดขึ้น

เพียง 10 วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ Rob ก็อาการดีขึ้นพอที่จะใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะลงแข่งขันรายการ Half Ironman ให้สำเร็จดังที่ตั้งใจ Rob จึงหันมาเริ่มฝึกฝนในฐานะนักกีฬาคนพิการโดยใช้แฮนด์ไซเคิล พร้อมกับติดตามผลของการทำกายภาพบำบัดผ่านทางแอป Strava: Run & Ride Training และร่วมทำงานกับแอปนี้ในการเพิ่มรูปแบบการออกกำลังกายแบบใหม่ๆ ให้กับผู้พิการ

ปีถัดมาจากวันนั้น Strava ก็ได้ช่วยเหลือผู้ใช้จักรยานที่ปั่นด้วยมือในการตรวจสอบและบันทึกเส้นทาง เวลา รวมถึงพลังงานที่ใช้ไปได้อย่างแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในความเห็นของ Rob นั้น สิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับนักกีฬาที่อยู่ในช่วงปรับตัวคือ ส่วนคอมมูนิตี้ในแอป ที่จะเห็นความคืบหน้าของการฝึกซ้อมของเพื่อนๆ ซึ่งจะจูงใจให้เราลุกมาออกกำลังกายอีกครั้งนั่นเอง

ลุกขึ้นมาออกกำลังกายอีกครั้งกับ Strava ได้บน iPhone และ Apple Watch ดาวน์โหลดฟรี

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/strava-run-ride-training/id426826309

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.strava&hl=th

tint. เมื่อสีสันมาพร้อมกับลายเส้น

ในช่วงที่ Jakob Lykkegaard กำลังสร้าง tint. เกมพัซเซิลแนวระบายสีนี้ขึ้นมานั้น เขาได้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่รู้จักกันมานาน ให้ลองมาเทสเกมนี้ในเวอร์ชันแรกๆ ซึ่งเขาคิดว่ามันน่าจะช่วยให้ได้ความคิดเห็นที่แปลกใหม่สำหรับโปรเจกต์นี้ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ เพื่อนของเขากับตอบกลับมาพร้อมคำขอโทษเมื่อทราบว่านี่คือเกมที่เกี่ยวกับการผสมสี “เพื่อนผมพูดว่า ‘เราไม่เคยบอกนาย แต่เราตาบอดสีนะ’ บอกตามตรงผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย” Jakob เล่า

Jakob และทีมของเขาที่ Lykke Studios ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่อยากจะให้คนอีกเกือบ 300 ล้านคนทั่วโลกที่ประสบปัญหาตาบอดสีพลาดโอกาสที่จะได้เล่น tint. ไป ดังนั้น พวกเขาจึงได้เริ่มลงมือทำงานเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เกมส่วนใหญ่ที่มีโหมดตาบอดสี มักจะสลับสีบางเฉดเพื่อให้การอ่านตัวเลขหรือการเห็นศัตรูทำได้ง่ายขึ้น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ tint. ทำได้ เพราะการที่จะผ่านแต่ละด่านไปได้นั้น คุณจะต้องผสมสีน้ำให้ได้สีที่ถูกต้อง เช่น ผสมสีน้ำเงินกับสีเหลืองให้กลายเป็นสีเขียว หรือสีแดงกับสีน้ำเงินให้กลายเป็นสีม่วง

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว Lykke Studios จึงได้เพิ่มองค์ประกอบภาพภายใต้สีสันที่สวยงามโดยการใส่ “แพตเทิร์น” เพิ่มเข้าไป ซึ่งหมายความว่าเมื่อเปิดโหมดตาบอดสีแล้ว ตารางสี่เหลี่ยมก็จะปรากฏขึ้นมาพร้อมกับสีน้ำเงิน ในขณะที่แพตเทิร์นลายจุดก็จะมาพร้อมกับสีเหลือง แม้การเพิ่มองค์ประกอบเหล่านี้จะกินเวลาหลายสัปดาห์ แต่ถือเวลาเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะเกมนี้จะเป็นเกมที่เหมาะสำหรับทุกคนจริงๆ

สมัครสมาชิก Apple Arcade เพื่อไปสนุกกับ tint. และพบกับเกมกว่า 100+ เกมที่คุณสามารถเล่นได้ทั้งบน iPhone, iPad, Apple TV, Mac โดยเข้าไปที่แท็บ Arcade ใน App Store ได้เลย ทดลองใช้ฟรีหนึ่งเดือน จากนั้นเดือนละ 99 บาทๆ///`

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/tint/id1451786388

]]>
Cyber Apps 18/05/20 : แอปเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-180520/ Mon, 18 May 2020 14:39:54 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32860 ในช่วงนี้ใครหลายคนอาจกำลังเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เลยมาแนะนำแอปดีๆ ที่จะเป็นตัวช่วยในการวางแผน บริหารจัดการเวลา จัดการเอกสาร รวมไปถึงออกแบบสินค้า และโลโก้สวยๆ มาฝากกัน

Vantage Calendar

หนึ่งในแอปที่หลายๆ คนต้องใช้เป็นประจำแต่ไม่ค่อยกล้าจะเปิดดูบ่อยๆ ก็คือ แอป ปฏิทิน เพราะเมื่อไหร่ที่เปิดมาก็จะเห็นตารางที่เต็มเหยียดไปด้วยภารกิจต่างๆ ที่ต้องทำ เห็นแล้วก็ลายตา ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลัง

ดังนั้นเราจึงอยากให้คุณได้รู้จักกับ Vantage Calendar แอปปฏิทินแนวใหม่ ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ดูง่ายและมีสไตล์ Vantage Calendar เป็นแอปที่โดดเด่นเรื่องดีไซน์ โดยได้ใช้ทุกส่วนของหน้าจอได้เต็มประสิทธิภาพ อาทิ กลางจอจะเห็นเฉพาะงานที่ต้องทำในวันนี้ แต่ก็สามารถเลื่อนไปมาเพื่อดูวันก่อนหน้าและถัดไปได้ และเมื่อปัดขอบจอด้านซ้าย ก็จะเข้าถึงเมนู การแจ้งเตือน (Reminders) และขอบจอด้านขวา ก็จะเข้าถึงการดูรายการปฏิทินรายวันแบบแนวตั้งที่จะเห็นงานที่จะต้องทำตามแต่ละช่วงเวลา

นอกจากนี้แอปยังสามารถปรับให้เข้ากับความชอบของแต่ละคนได้ สิ่งที่อยากให้ลองในเมนู Settings ก็คือ เลือกแบบอักษร (Fonts)  เช่น ใครชอบอักษรแบบลายมือก็ใช้ฟ้อนท์ Kindergarten ส่วนใครที่เป็นคอเกมอาจจะชอบฟ้อนท์ Arcade เป็นต้น และเลือกโทนสีที่ตัดกันแต่ดูแล้วสบาย อาทิ ดำชมพู น้ำตาลส้ม เป็นต้น

แอป Vantage Calendar สามารถใช้งานได้ทั้งบน iPhone และ iPad ดาวน์โหลดได้ฟรี

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/vantage-calendar/id777313686

Microsoft Office

แอปเดียวสำหรับการทำงานเอกสารได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะแอปนี้สามารถใช้สร้าง เปิดดู และแก้ไขไฟล์เอกสารอย่าง Word, Excel, Powerpoint ได้ รวมถึงสามารถแปลงไฟล์เอกสารนามสกุลดังกล่าวให้เป็นไฟล์ PDF พร้อมแนบลายเซ็นเข้าไปได้อีกด้วย

แอป Microsoft Office ใช้งานได้บน iPhone ดาวน์โหลดฟรี

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/microsoft-office/id541164041

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.microsoft.office.officehubrow&hl=th

Sign Easy

ไม่ว่าเอกสารส่วนตัวหรือเรื่องงานที่ต้องใช้การอนุมัติด้วยลายเซ็น คุณสามารถที่จะปิดดีลได้ทุกที่ทุกเวลาขอแค่ลงแอป Sign Easy ติดเครื่องไว้ เพราะแอปนี้จะช่วยให้คุณเปิดเอกสารที่แนบมากับเมล และพร้อมแนบลายเซ็น (ที่เป็นลายเซ็นของคุณเองที่เขียนด้วยปลายนิ้วบนจอลงไปกับเอกสารในตำแหน่งต่างๆ และส่งกลับให้กับผู้ส่งได้ทันที

แอป Sign Easy ใช้งานได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/signeasy-sign-and-fill-docs/id381786507

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.glykka.easysign&hl=th

Pret-A-Template

เมื่อคิดอยากจะออกแบบสินค้าแฟชั่นให้เป็นสไตล์ของตัวเอง ไม่มีอะไรจะง่ายไปกว่าการออกแบบบนแอป Pret-A-Template ชื่อแอปก็บอกแล้วว่ามีโครงร่างของแม่แบบให้เลือกออกแบบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงหรือผู้ชาย กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ โดยในแอปมีจานสีมากมาย และลายพื้นผิวแบบต่างๆ เช่น ผิวแบบหนังสัตว์ หรือผ้าสักหลาด ก็มีให้เลือกใช้ตามจินตนาการ

ดาวน์โหลดแอป Pret-A-Template ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/pr%C3%AAt-%C3%A0-template/id839537579

Tayasui Calligraphy

ท่ามกลางชีวิตในเมืองที่แสนวุ่นวาย การหลบหามุมเงียบๆ เพื่อพักสมองและจิตใจด้วยการ “คัดลายมือ (Calligraphy)” ถือเป็นไอเดียใหม่ที่ใครๆ ที่ได้ลองก็ต้องติดใจกันทั้งนั้น แต่ที่ผ่านมาการหาอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นปากกาหัวตัด หมึก และกระดาษหนาๆ ก็กลายเป็นเรื่องที่วุ่นวาย

โอกาสนี้เราจึงอยากแนะนำให้คุณได้รู้จักกับแอปใหม่ล่าสุดอย่าง Tayasui Calligraphy แอปที่ช่วยให้คุณฝึกคัดลายมือได้อย่างเพลิดเพลิน ทั้งยังให้ความรู้สึกและผลลัพธ์ไม่ต่างจากการจรดปากกาและละเลงน้ำหมึกจริงๆ เลยด้วย

เปิดแอปมาแล้ว แนะนำว่าอย่าลืมเปิดเสียงด้วย จากนั้นก็ละเลงนิ้ว หรือ ปากกา Apple Pencil ลงบนพื้นที่ว่างๆ คุณจะได้ยินเสียงซาวด์เอฟเฟกต์ที่เหมือนกับการเขียนด้วยปากกาจริงๆ ทั้งลายเส้นที่ออกมาก็มีความหนาบางเหมือนการใช้หมึกจริงๆ เสียด้วย นอกจากนั้นยังเพลินกับการเปลี่ยนสีน้ำหมึก และเลือกหัวปากกาได้ตามใจชอบ 

สามารถดาวน์โหลดแอป Tayasui Calligraphy ได้ทั้งบน iPhone และ iPad ในราคา 69 บาท

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/tayasui-calligraphy/id1480868354

]]>
Review : Sennheiser Momentum True Wireless 2 หูฟังเสียงคุณภาพ เพิ่มตัดเสียงรบกวน https://cyberbiz.mgronline.com/review-sennheiser-momentum-true-wireless-2/ Thu, 14 May 2020 05:30:33 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32836

ในยุคที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ไม่รองรับการใช้งานร่วมกับสายหูฟัง 3.5 มม. จนทำให้ตลาดหูฟังไร้สายมีการเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในหูฟังรุ่นที่ได้รับความนิยมจากตลาดที่เน้นคุณภาพของเสียงคงหนีไม่พ้น Sennheiser Momentum

แน่นอนว่า ใครที่ประทับใจกับหูฟังไร้สายแบบ True Wireless ของ Sennheiser Momentum รุ่นแรกไปแล้ว เตรียมเสียเงินได้เลยกับ Momentum True Wireless 2 รุ่นใหม่ที่ออกมาอัปเดตทั้งคุณภาพเสียง แบตเตอรีให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น และที่สำคัญคือระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation

ทำให้ Momentum True Wireless 2 (MTW2) กลายเป็นหูฟังไร้สายที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น แม้ว่าราคาจำหน่ายจะถือว่าค่อนข้างสูงเพราะเปิดราคามาที่ 11,999 บาท แต่เชื่อว่าใครที่กำลังมองหูฟังไร้สายคุณภาพดี หูฟังรุ่นนี้เป็นหนึ่งในรุ่นที่ตอบโจทย์ได้อย่างแน่นอน

ข้อดี

  • หูฟัง In-Ear ไร้สายคุณภาพเสียงดี น้ำหนักเบา
  • ระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Active-Noise
  • ใช้งานได้ต่อเนื่อง 7 ชั่วโมง + เคสชาร์จอีก 21 ชั่วโมง

ข้อสังเกต

  • ไม่รองรับการเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์พร้อมกัน
  • เคสยังไม่รองรับการชาร์จไร้สาย
  • ราคาค่อนข้างสูง

เด่นที่คุณภาพเสียง เสริมด้วยตัดเสียงรบกวน

ด้วยการที่หูฟังไร้สายรุ่นแรกของ Sennheiser Momentum True Wireless ทำมาตรฐานของคุณภาพเสียงไว้สูงมาก จนเป็นหนึ่งในรุ่นยอดนิยมของหูฟังไร้สายในลักษณะของ True Wireless ก็ว่าได้ เพียงแต่ว่าด้วยการที่ออกมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของตลาดหูฟังไร้สาย ทำให้ยังไม่ได้มีการพัฒนาเรื่องของการตัดเสียงรบกวนเข้าไปด้วย

พอมาเป็นรุ่นที่ 2 Sennheiser ก็ไม่พลาดที่จะใส่ความสามารถอย่าง Active Noise Cancellation มาให้ใช้งานกัน ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีเจ้าตลาดอย่าง Sony WF-1000XM3 และ Apple AirPods Pro ครองตลาดอยู่ทำให้หูฟังรุ่นนี้เข้ามาชนกันตลาดนี้เต็มๆ ในระดับราคาค่าตัวที่สูงกว่าด้วย

ประเด็นสำคัญก็คือ กลุ่มผู้ใช้งานหูฟังไร้สายในระดับราคาหมื่นบาท จะถือเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเสียงมาเป็นลำดับแรกๆ เรียกได้ว่าถึงฟีเจอร์ในการใช้งานจะดีแค่ไหน แต่ถ้าคุณภาพเสียงไม่ดีก็ไม่มีทางเลือกซื้อกันอยู่แล้ว ซึ่ง MTW2 กลับสามารถมาตอบโจทย์ตรงนี้ได้

การที่มีคุณภาพเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้ MTW2 เป็นหูฟังไร้สายที่ให้เสียงได้ครบที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ ทั้งเสียงใสที่เป็นเอกลักษณ์ เก็บรายละเอียดได้ทุกโทนเสียง ส่วนเบสจะออกแนวนุ่มๆ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการเบสหนักแบบตึบๆ

ภายในของ MTW2 จะมากับเทคโนโลยีเสียงที่ใส่ Dynamic Driver ขนาด 7 มม. ซึ่งตอบสนองความถี่ 5 – 21,000 Hz ส่วนไมโครโฟนจะตอบสนองที่ 100 Hz – 10 kHz ซึ่งจะมีไมโครโฟนแยกสำหรับการตัดเสียงรบกวนมาด้วย

ส่วนภายนอก MTW2 จะมากับเคสที่ใช้วัสดุเป็นผ้าบุอยู่ภายนอก โดยมีสัญลักษณ์ของ Sennheiser อยู่ด้านบน ด้านหลังเป็นพอร์ต USB-C สำหรับเสียบชาร์จเคสหูฟัง และปุ่มกด เพื่อดูสถานะของแบตเตอรี ขนาดของเคสจะอยู่ที่ 76.8 x 43.8 x 34.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 70 กรัม

เมื่อเปิดฝาขึ้นมาจะพบกับหูฟัง MTW2 ที่เชื่อมต่อชาร์จกับเคสด้วยแม่เหล็กที่มีแรงดูดค่อนข้างสูง ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าหูฟังจะหลุดออกจากเคสได้เอง เพราะต้องใช้นิ้วคีบออกมาด้วยแรงพอสมควร ทั้งนี้บริเวณฝาจะมีแถบแม่เหล็กที่ใช้ปิดฝาเคสอยู่ และตัวอักษร Sennheiser ซ่อนอยู่ภายใน

ตัวหูฟังจะแยกซ้ายขวา อิสระจากกัน เชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยีบลูทูธ โดยที่หูบริเวณที่เป็นสัญลักษณ์ Sennheiser จะใช้เป็นปุ่มสัมผัสในการสั่งงานด้วย ถัดมาข้างๆ จะเป็นไมโครโฟนเพื่อรับเสียงจากภายนอก ถัดเข้ามาบริเวณด้านในจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการใช้งาน และไฟแสดงสถานะการเชื่อมต่ออยู่

สำหรับตัวจุกหูฟังแบบ In-Ears จะมีมาให้เลือก 4 ขนาด คือ XS S M L ที่ผู้ใช้สามารถเลือกเปลี่ยนได้ตามขนาดที่ต้องการ อีกจุดที่พัฒนาจากรุ่นแรกคือ การปรับขนาดของหูฟังให้เล็กลง โดยแต่ละข้างจะมีน้ำหนักเพียง 6 กรัมเท่านั้น

เรียนรู้การสัมผัสเพื่อสั่งงาน

ในการใช้งาน MTW2 สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Smart Control มาติดตั้งบนสมาร์ทโฟน หลังจากนั้น หยิบหูฟังขึ้นมาใส่ แตะค้างที่หูฟังทั้ง 2 ข้าง 3 วินาที เพื่อเข้าสู่โหมดเชื่อมต่อบลูทูธ (Pairing) หลังจากนั้นทำการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน

หลังจากเชื่อมต่อครั้งแรก ตัวแอปพลิเคชันจะขึ้นแจ้งเตือนให้ทำการอัปเดตเฟิร์มแวร์ครั้งแรก ที่จะใช้ระยะเวลาประมาณ 50 นาที โดยหลังจากกดอัปเดตให้ปล่อยหูฟังทิ้งไว้โดยไม่ต้องเก็บเข้าเคสชาร์จ เมื่ออัปเดตเสร็จแล้วค่อยหยิบมาใช้งาน

ทั้งนี้ ในการใช้งาน MTW2 จะใช้การสั่งงานผ่านระบบสัมผัสที่หูฟัง โดยค่ามาตรฐานที่ตั้งมา เมื่อสัมผัสหูฟังทางซ้าย 1 ครั้ง จะใช้เล่น/หยุดเพลง 2 ครั้ง เลื่อนไปเพลงถัดไป 3 ครั้งเพื่อเล่นเพลงก่อนหน้า แตะค้างเพื่อลดเสียง

ส่วนหูฟังขวา แตะ 1 ครั้งจะเรียกใช้งานผู้ช่วยส่วนตัว 2 ครั้งเปิดโหดมรับเสียงจากภายนอก และตัดสาย 3 ครั้ง เพื่อเปิดโหมดตัดเสียงรบกวน และแตะค้างเพื่อเพิ่มเสียง ทั้งนี้ ผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งการสั่งงานตามที่ต้องการได้ภายในส่วนตั้งค่าของแอปฯ บนสมาร์ทโฟน

สำหรับโหมดที่น่าสนใจบน MTW2 มีด้วยกัน 2 โหมดคือ โหมด Transparent Hearing ที่ช่วยให้ได้ยินเสียงรอบข้าง เนื่องจากหู MTW2 เป็นแบบ In-Ears ทำให้เวลาใส่ใช้งานจะไม่ได้ยินเสียงรอบตัวอยู่แล้ว ทำให้เวลาใส่ใช้งานในที่สาธารณะอาจจะเป็นอันตรายได้

นอกจากนี้ เพื่อให้การตัดเสียงทำได้ดีขึ้น MTW2 จึงได้เพิ่มฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation มาด้วย ด้วยการนำไมโครโฟน 2 ตัว รับเสียงภายนอกเพื่อนำมาตัดเสียง

ภายในหูฟัง และยังนำเทคโนโลยี Beamforming มาช่วยในการใช้ไมโครโฟนสนทนาให้คู่สายได้ยินชัดเจนขึ้น

MTW2 ยังเปิดให้ผู้ใช้สามารถตั้ง Equalizer ได้ด้วยตัวเองด้วย ในรูปแบบของกราฟให้เลือกว่าจะเพิ่มลด เสียง Bass และ Treble โดยหลังจากปรับแล้วสามารถบันทึกเก็บไว้ได้สูงสุด 9 รูปแบบ เรียกได้ว่าชอบเสียงรูปแบบไหนก็สามารถเซฟเก็บไว้แล้วมากดเปลี่ยนให้เหมาะกับเพลงที่ฟังได้เลย

ความฉลาดของ MTW2 ยังไม่หมด เพราะด้วยการที่ตัวหูฟังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการใส่ใช้งานมาด้วย ทำให้มีการเพิ่มฟีเจอร์อย่าง Smart Pause ที่จะหยุดเพลงทันทีที่ถอดหูฟังออก และกลับมาเล่นอัตจโนมัติเมื่อใส่กลับเข้ามา

ส่วนระยะเวลาในการใช้งาน MTW2 สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุด 7 ชั่วโมง และสามารถชาร์จกับเคสเพื่อฟังได้สูงสุด 28 ชั่วโมง ส่วนการชาร์จจะใช้ระยะเวลา 1.5 ชั่วโมงเพื่อชาร์จจนเต็ม และกรณีที่ชาร์จ 10 นาที จะฟังได้ราว 1.5 ชั่วโมง

สรุป

เชื่อว่า Sennheiser Momentum True Wireless 2 จะกลายเป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานหูฟังแบบ True Wireless ที่มาพร้อมการตัดเสียงรบกวน ทำให้สามารถโฟกัสกับเสียงเพลง จนถึงการทำงานได้ไม่ยาก

ใครที่กำลังมองหาหูฟัง True Wireless คุณภาพสูงอยู่ และงบประมาณไม่ได้จำกัดมากนัก เมื่อได้ลองรุ่นนี้จะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

Gallery

]]>
Cyber Apps 11/05/20 : แอป AR เพื่อการเรียนรู้ และสร้างความบันเทิง https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-110520-ar-app-for-learning/ Mon, 11 May 2020 04:41:08 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32825

Jicspace เป็นได้ทั้งเครื่องมือการสอนสำหรับอาจารย์ และสื่อเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน โดยเนื้อหาในแอปเน้นการตอบคำถามว่า “สิ่งนี้มันทำงานยังไง?” เช่น ทำไมแบตเตอรี่ถึงสร้างกำลังไฟได้ ระบบการทำงานของกุญแจเป็นยังไง โดยแต่ละหัวข้อจะมีการตอบคำถามด้วยคำอธิบายถึงที่มาของการสร้างของชิ้นนั้นๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และแสดงผลออกเป็นภาพเสมือนจริงด้วยระบบ AR ทำให้ผู้เรียนได้เข้าใจอย่างละเอียด

แอป Jicspace ดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี ทั้งบน iPhone และ iPad

ShadowDraw ไปหอศิลป์ทีไรก็นึกอยากเป็นศิลปินขึ้นมาทุกที หากอยากเข้าใกล้ฝันได้จริงๆ เราก็อยากแนะนำให้คุณได้รู้จักกับแอปใหม่อย่าง ShadowDraw ที่จะกลายเป็นครูสอนวาดรูป ที่จะสอนให้เราลากทีละเส้นๆ จนได้ภาพวาดที่สวยเหมือนต้นฉบับ ภายในแอปมีรูปตัวอย่างมากมายให้เราเลือกฝึกวาด อาทิ รูปสัตว์ รูปใบหน้าคน รูปกล้ามเนื้อมนุษย์ เป็นต้น

เราสนใจอยากฝึกวาดรูปไหนก็กดที่รูป และกดที่ Start Drawing ได้เลย ระบบก็จะแสดงเส้นสีฟ้าขึ้นมาทีละเส้น ให้เราลากตามทีละเส้นๆ และเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน (ดูสถานะการวาดจากปุ่มตัวเลขมุมขวาบนจอได้เราก็จะเห็นภาพวาดที่สวยระดับโปรอยู่ตรงหน้า ซึ่งมันยิ่งเพิ่มความภาคภูมิใจเข้าไปอีก เมื่อเห็นกับตาว่ามันถูกวาดมาจากฝีมือของคุณเอง

ในแอปมีทั้งรูปฝึกวาดฟรีๆ และคอร์สเรียนวาดรูปขั้นสูง เช่น วาดแนวสถาปนิก วาดการ์ตูน ซึ่งสามารถลงทะเบียนเรียนได้ไม่จำกัด ในราคาเดือนละ 249 บาท (แต่หากสมัครสมาชิกรายปีจะถูกกว่า เหลือเพียงปีละ 1,520 บาทเท่านั้นทั้งนี้ยังสามารถทดลองลงทะเบียนเรียนฟรี 7 วันอีกด้วย

Human Anatomy Atlas 2021 ให้ข้อมูลทุกรายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษาด้าน “กายวิภาค” ให้ผู้สนใจศึกษาสามารถเรียนรู้การแยกกล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเลือดหรือ หรืออวัยวะต่างๆ ของมนุษย์ทีละชิ้นๆ ได้ทั้งยังมีการแสดงผลในรูปแบบของ AR ที่ฉายภาพร่างกายมนุษย์ในรูปแบบ 3 มิติ เพื่อซูมดูทุกรายละเอียดได้อย่างสมจริง

แอปนี้สามารถใช้งานได้ทั้งบน iPhone, iPad ในราคา 749 บาท

Night Sky เปรียบเสมือการยกท้องฟ้าจำลองมาไว้ในมือคุณ สามารถศึกษาเกี่ยวกับการเกาะกลุ่มของดวงดาวเพื่อเรียนรู้ชื่อของพวกมันในรูปแบบของนักษัตร โดยสามารถใช้แอปในรูปแบบ AR เพื่อดูรูปทรงของดวงดาวต่างๆ ในรูปแบบ 3 มิติ รวมถึงศึกษารูปทรงของยานอวกาศนานาชาติได้อีกด้วย

แอป Night Sky ดาวน์โหลดได้ฟรีบน iPhone, iPad

Doors: Awakening ให้คุณสนุกกับประตูในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะมันคือประตูที่พาคุณไปสู่ทุกหนแห่ง แม้ตัวจะอยู่ที่บ้าน เกมนี้จะให้คุณไขปริศนา เปิดประตูแต่ละบานให้ออกด้วยการใช้ AR ใน iPhone หรือ iPad เพื่อหยิบชิ้นส่วนต่างๆ ไขประตูให้ออกไปยังด่านต่อไป ที่มีเนื้อเรื่องน่าติดตามจนวางไม่ลง

เกม Doors: Awakening สามารถดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรีทั้งบน iPhone, iPad

Minecraft Earth ออกนอกจอสี่เหลี่ยมกับเกมยอดฮิตที่คุณสามารถสร้างโลกตัวเองได้บนพื้นที่โลกจริงด้วย AR ลองเดินไปรอบๆ บ้าน หยิบจับไอเทมมาประกอบสร้างเป็นบ้าน ปราสาท ได้สมจริงกว่าเดิม

เกม Minecraft Earth  สามารถดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรีทั้งบน iPhone, iPad

]]>
Review : Linksys Velop MX5300 ยกระดับเครือข่ายไร้สายในบ้านด้วย WiFi 6 https://cyberbiz.mgronline.com/review-linksys-velop-mx5300/ Mon, 11 May 2020 04:16:48 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32808

ก่อนหน้านี้ Cyberbiz เคยแนะนำทั้ง Linksys Velop Tri-Band และเกมเมอร์เราเตอร์  MR900X ที่รองรับการกระจายสัญญาณแบบ Mesh WiFi กันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้ง 2 รุ่นจะมากับเทคโนโลยี WiFi 5 ทำให้ยังมีข้อจำกัดในการกระจายสัญญาณบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอยู่

ประกอบกับการที่ ISP ในบ้านเราเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อ 1 Gbps เข้ามาเป็นมาตรฐาน การที่จะใช้งานสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายภายในบ้านให้ได้ความเร็วตามแพ็กเกจ ก็จะต้องใช้งานคู่กับเราเตอร์ที่มีประสิทธิภาพด้วย โดยเฉพาะเทคโนโลยี WiFi 6 ที่อุปกรณ์ลูกข่าย (ดีไวซ์) รุ่นใหม่ๆ รองรับ

Linksys Velop MX5300 ถือเป็น Mesh WiFi ที่รองรับการกระจายสัญญาณ WiFi 6 ในระดับไฮเอนด์รุ่นแรกๆ ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งชูจุดเด่นในเรื่องของการกระจายสัญญาณที่ครอบคลุม และความนิ่งของสัญญาณให้ใช้งานกัน

ข้อดี

  • เทคโนโลยี WiFi 6 ช่วยให้ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น
  • รองรับ Mesh WiFi สามารถใช้กับอุปกรณ์เก่าได้
  • ดีไซน์สวยงาม มีพอร์ตเชื่อมต่อ LAN ให้มากขึ้น

ข้อสังเกต

  • ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อเทียบกับ Velop รุ่นเดิม
  • การกระจายสัญญาณจะเน้นครอบคลุม ไม่ได้เน้นความเร็วสูงสุด
  • ราคาค่อนข้างสูง

WiFi 6 ส่งข้อมูลความเร็วสูง

การอัปเกรดขึ้นมาเป็น Velop MX5300 ของ Linksys ในครั้งนี้ จะเน้นการเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อของเครือข่ายภายในบ้าน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับเน็ตบ้านความเร็วสูงระดับ 1 Gbps เพราะตัว MX5300 สามารถส่งต่อข้อมูลในบ้านได้ความเร็วสูงถึง 5.3 Gbps

เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในการส่งข้อมูลนั้น จะมีทั้งการส่งข้อมูลไป และกลับ ทำให้จากแบนด์วิดท์ที่ได้ 5.3 Gbps เวลาใช้งานจริงก็จะแบ่งสัดส่วนออกเป็นการส่งข้อมูลบนคลื่น 2.4GHz 1147 Mbps 5GHz 2402 Mbps และ 5GHz คลื่นที่ 2 สำหรับ Mesh อีก 1733 Mbps

ดังนั้นเวลาใช้งาน ความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุดที่ทำได้ ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่รองรับคลื่น 5GHz บน WiFi 6 จะทำความเร็วได้เต็มสปีดที่เกือบๆ 1 Gbps ส่วนอุปกรณ์ที่รองรับ WiFi 5 ก็จะลงมาอยู่สูงสุดราว 850 Mbps ตามปกติ

การที่ MX5300 รองรับทั้งคลื่น 2.4 GHz และ 5GHz อีก 2 คลื่น จะมาช่วยให้เวลาใช้เป็น Mesh WiFi ร่วมกับ Velop รุ่นอื่น จะสามารถส่งสัญญาณ 5 GHz ไปให้ Velop เครื่องลูกได้ โดยไม่รบกวนกับคลื่นหลักที่ใช้งาน ซึ่งจะช่วยให้เครื่องอื่นๆ ได้ความเร็วที่เพิ่มขึ้นไปด้วย

ข้อดีอีกอย่างของ MX5300 คือรองรับเครื่องลูกข่ายได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคของอุปกรณ์ IoT ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อสั่งงานได้ ทำให้การที่มีเครือข่ายที่รองรับก็จะช่วยให้การใช้งาน IoT ภายในบ้านสะดวกขึ้นด้วย

ทีมงานทดลองเชื่อมต่อ MX5300 เข้ากับ AIS Fibre ที่ให้ความเร็ว 1 Gbps / 200 Mbps ผ่านการเชื่อมต่อสาย LAN เข้ากับเราเตอร์หลัก เพื่อลดขั้นตอนในการติดตั้ง และทดสอบใช้งานพบว่า MX5300 สามารถรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านสาย LAN มาได้ราว 935 Mbps

เมื่อทดลองนำสมาร์ทโฟนที่รองรับ WiFi 6 อย่าง Samsung Galaxy S20 Ultra มาเชื่อมต่อ ก็จะได้ความเร็วที่ใกล้เคียงกันอยู่ในช่วง 850-900 Mbps ส่วนอุปกรณ์ที่เป็น WiFi 5 ก็จะลดลงอยู่ที่ราว 650-700 Mbps ซึ่งถือเป็นการทดสอบความเร็วสูงสุดในการเชื่อมต่อ

ถัดมา ทดลองเชื่อมต่อใช้งานในจุดที่ไกลขึ้น จากเดิมที่ Velop รุ่นแรก ใช้งานได้ความเร็วประมาณ 200 – 300 Mbps พอเปลี่ยนมาเป็น MX5300 ความเร็วที่ได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 500-600 Mbps ซึ่งถือว่าให้สัญญาณที่แรง และครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น

ดังนั้น สำหรับบ้านหลังใหญ่ๆ ที่จากเดิมอาจจะต้องใช้ Velop 3 จุดให้ครอบคลุมทั่วทั้งบ้าน พอมาเป็นรุ่นใหม่อย่าง MX5300 การวางจุดกระจายสัญญาณดีๆ สัก 2 จุด ก็เชื่อว่าเพียงพอใช้งานให้ครอบคลุมในระดับที่ใช้งานได้แบบไม่หงุดหงิดแล้ว

ตัวเครื่องใหญ่ขึ้น แต่พอร์ตก็ครบขึ้นด้วย

มาถึงในส่วนของดีไซน์ตัวเครื่อง Velop MX5300 ยังมากับดีไซน์ที่คล้ายคลึงกับ Velop รุ่นเดิม เพียงแต่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากมีการเพิ่มเสาสัญญาณภายในเป็น 13 เสา เพื่อขยายกำลังส่งให้ไกลมากขึ้น

โดยขนาดของ MX5300 จะอยู่ที่ 110 x 110 x 244 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.59 กิโลกรัม ที่มีการสกรีนสัญลักษณ์ Linksys อยู่ด้านหน้า ข้างบนจะเป็นช่องระบายอากาศ และไฟแสดงสถานะในการเชื่อมต่อ

ด้านหลัง จะเป็นจุดรวมพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ ไล่ตั้งแต่ USB 3.0 พอร์ต Gigabit LAN 4 พอร์ต และอีก 1 พอร์ตสำหรับรับสัญญาณอินเทอร์เน็ต (WAN) กับช่องเสียบอะเดปเตอร์ ซึ่งภายในกล่องที่ให้มาจะแถมสาย LAN 1 เมตร มาให้ด้วย

ใต้เครื่อง จะมีปุ่มเปิดปิดเครื่อง พร้อมปุ่ม WPS และปุ่ม Reset มาให้กดใช้เวลาต้องการล้างเครื่อง หรือการเชื่อมต่อแบบรวดเร็ว โดยบริเวณขอบๆ จะมีการเว้นช่องไว้เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น

ติดตั้งใช้งานง่าย

อีกจุดเด่นที่สำคัญของ Linksys Velop คือการที่ผู้ใช้สามารถซื้อมาติดตั้งได้ด้วยตัวเอง และมีขั้นตอนในการติดตั้งที่ง่ายมาก โดยสามารถเลือกได้ว่าจะใช้งานร่วมกับเราเตอร์เก่าที่มีอยู่เชื่อมต่อ LAN เข้ากับ Velop เพื่อใช้งานได้เลย

หรือจะเลือกใช้ Velop MX5300 แทนเราเตอร์เครื่องที่ ISP ให้มา ซึ่งถ้าเป็นขั้นตอนนี้จะต้องทำการประสานกับทาง Call Center ของแต่ละผู้ให้บริการเพื่อขอรหัสผ่าน และทำ Bridge Mode เพื่อให้ใช้ Velop ได้แทนเราเตอร์ ซึ่งอาจจะยุ่งยากขึ้นเล็กน้อย แต่ก็แลกกับการที่ไม่ต้องต่อเราเตอร์ 2 เครื่อง

ขั้นตอนในการติดตั้งก็จะเริ่มจากดาวน์โหลดแอป Linksys มาติดตั้งไว้บนสมาร์ทโฟน เปิดแอปขึ้นมาจะให้ทำการลงทะเบียน และทำตามขั้นตอนในการตั้งค่าไปเรื่อยๆ จนเสร็จแล้วไฟสัญลักษณ์ที่แสดงผลจะขึ้นเป็นสีฟ้า

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วสามารถใช้แอปพลิเคชันเป็น Dashboard ดูข้อมูลการเชื่อมต่อ และตั้งค่าเพิ่มเติมได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นดูว่ามีอุปกรณ์ใดเชื่อมต่ออยู่บ้าน จัดความสำคัญของอุปกรณ์ในการจัดสรรแบนด์วิดท์ จนถึงการเปิดโหมดผู้ปกครอง และตั้งเครือข่ายสำหรับแขกที่มาที่บ้าน

สำหรับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ สามารถย้อนกลับไปดูได้ในรีวิว Linksys MR900X ที่อธิบายการทำงานของแอป Linksys ไว้อย่างละเอียดแล้ว และทำการเชื่อมต่อระบบ Mesh WiFi กับอุปกรณ์ Velop รุ่นอื่นไว้ด้วย

ราคาจำหน่าย Linksys Velop MX5300

สำหรับราคาจำหน่ายของ MX5300 จะมีขายทั้งแบบ 1 ตัว และแบบเป็นแพ็กให้เลือกประกอบด้วย Linksys Velop MX5300 1 โหนด ราคา 14,990 บาท 2 โหนด 24,990 บาท และ 3 โหนด 34,990 บาท

และยังมีการจัดแพ็กคู่ระหว่าง MX5300 คู่กับ Velop Tri-Band 3 โหนด ราคา 19,990 บาท เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่เน้นสัญญาณให้ครอบคลุมบ้านขนาดใหญ่มากๆ

สรุป

แม้ว่าราคาของ Linksys Velop MX5300 จะเริ่มต้นที่ 14,990 บาท แต่ถ้ามองถึงการใช้งานในระยะยาว กับอุปกรณ์ที่รองรับ WiFi 6 และสามารถขยาย Mesh เพิ่มได้ในอนาคต ก็ถือเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ

โดยเฉพาะบ้านที่มีพื้นที่กว้างๆ อาศัยอยู่กันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ และเจอปัญหาในเรื่องของสัญญาณ WiFi ไม่ครอบคลุมทั่วบ้าน ที่สำคัญคือเรื่องของการติดตั้งใช้งานที่ง่ายที่สามารถติดตั้งใช้งานได้ด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ถ้าการใช้งานในปัจจุบันยังไม่ได้มีอุปกรณ์ที่รองรับ WiFi 6 มาใช้งานมากนัก เครื่องรุ่นเดิมอย่าง Velop Tri-Band ที่ปรับลดราคาลงมาก็ถือเป็นรุ่นที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

Gallery

]]>
Cyber Apps 07/05/20 : HBO GO / Sago Mini School / Too Many Cooks / Animal Crossing: Pocket Camp https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-070520/ Thu, 07 May 2020 07:15:15 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32800 HBO GO คลังความบันเทิงใหม่ ภาพคมชัดพร้อมซับไทย

คนไทยคุ้ยเคยกับช่องบันเทิงฝรั่งอย่าง HBO เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับผู้ที่ใช้เคเบิลทีวี และวันนี้เราก็สามารถดูเนื้อหาทั้งหนังฝรั่งดังและซีรีส์เนื้อหาเข้มข้นของ HBO ได้ผ่านจอ iPhone, iPad และ Apple TV ด้วยแอป “HBO GO”และสำหรับช่วงเปิดตัวในไทย และเพื่อเอาใจผู้ที่ทำงานจากที่บ้าน

ทางแอปได้ขนทัพหนังและซีรีส์ดังมาให้ดูฟรีซีซันแรก อาทิ เรื่องราวของการสร้างบริษัทสตาร์ทอัปอย่าง “Silicon Valley” รวมถึงหนังสารคดีความยาวเกือบ 2 ชั่วโมง  อย่าง “The Inventor: Out for blood in Silicon Valley” ที่เราที่มาที่ไปของสตาร์ทอัปด้านการแพทย์ซึ่งครั้งหนึ่งมีมูลค่านับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่วันนี้เหล่าผู้ก่อตั้งกำ ลังรอวันขึ้นพิพากษาว่านวัตกรรมเครื่องตรวจเลือดของเธอเป็นเพียงสิ่งจอมปลอมหรือไม่และสำหรับคอหนังผีต้องไม่พลาด Folklore ที่รวมผลงานกำกับจากหลายผู้กำกับดังของเอเชียมาทำหนังผีตามตำนานพื้นบ้านของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าสยองไม่แพ้กัน

โดยทั้งหมดนี้สามารถดูฟรีพร้อมซับไทย (เฉพาะซีซันแรก) ถึง 15 พฤษภาคมนี้เท่านั้น หลังจากหมดโปรโมชันผู้ใช้สามารถสมัครสมาชิกชมต่อเนื่องได้ในราคา 149 บาท/เดือน ด้านฟีเจอร์ตัวแอปก็ออกแบบมาให้คนไทยรับชมได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยเมนูภาษาไทย และ 1 บัญชีใช้งานได้ 5 อุปกรณ์พร้อมกัน รวมถึงสามารถดาวน์โหลดไว้ดูแบบไม่ต่อเน็ต ทั้งยังฉายขึ้นจอทีวีใหญ่ด้วยระบบ AirPlay อีกด้วย

ดาวน์โหลดแอป HBO GO ได้ฟรีบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/hbo-go/id1441047916

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=eu.hbogo.android&hl=th

Sago Mini School ยิ่งเล่นยิ่งได้เรียนรู้ 

แฟนๆ Sago mini ได้ยิ้มร่ากันอีกแล้ว เพราะทางแอปได้เปิดตัวแอปน้องใหม่อย่าง Sago Mini School ตัวช่วยสำหรับพัฒนาการเด็กอายุ 3-5 ขวบ ภายในแอปมีเนื้อหามากมายที่จะทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ทักษะจำเป็นต่อหลายภาควิชา อาทิ การรู้จักตัวเลขในวิชาคณิตศาสตร์ การรู้จักตัวอักษรภาษาอังกฤษ ยิ่งเรียนยิ่งได้เรียนรู้ สนุกไปพร้อมกับตัวการ์ตูนน่ารักและเพลงประกอบชวนผ่อนคลาย

แอปนี้เป็นการเรียนรู้แบบอินเตอร์แอคทีฟ แค่ลากนิ้วลงไปบนจอก็สนุกกับการเขียนตัวอักษร ตัวเลข หรือ การนำรถตักดินเดินทางไปยังจุดหมาย ฯลฯ ทั้งยังมีเกมสำหรับการฝึกทักษะด้านการจดจำสี ทักษะเชิงตรรกะในด้านต่างๆ ด้วย

Sago Mini School ถือเป็นอีกหนึ่งแอปที่คุณผู้ปกครองไม่ควรพลาดที่จะโหลดมาใช้เวลาสนุกๆ กับเจ้าตัวเล็กของคุณ และห้ามพลาดโปรฯ พิเศษจากทีมงาน Sago เพราะแอปฮิตอย่าง Sago Mini World ก็มาพร้อมกับส่วนลดแพคเกจรายปีลด 50% (ถึงวันที่ 10 พฤษภาคมนี้เท่านั้น

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ :https://apps.apple.com/th/app/sago-mini-school/id1483068197

บน iPad ที่ https://apps.apple.com/th/app/sago-mini-world/id874425722

Too Many Cooks สนุกกับความวุ่นวายในครัวแสนอลเวง

ความวุ่นวายในครัวของร้านอาหาร ถูกยกมาไว้ในเกมทำอาหารแบบ Co-op สุดโกลาหลเกมนี้แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องมีเชฟหัวร้อนวางมาแสนดุมาตวาดใส่ เพราะในเกม Too Many Cooks จะมีแต่เพื่อนๆ ของคุณนี่แหละจะเป็นคนที่ตะโกนใส่คุณแบบไม่มีหยุด

ในแต่ละด่านก็มีความท้าทาย คือการแข่งกับเวลา คุณจะต้องพยายามทำอาหารให้ได้มากที่สุดก่อนที่เวลาจะหมด คุณต้องลากวัตถุดิบไปที่เขียง แตะหน้าจอให้ไวเพื่อหั่นมันเป็นชิ้นๆ แตะเพื่อจุดเตาแก๊สตั้งกระทะซอส รอให้มันสุก จากนั้นก็แตะอีกทีเพื่อยกกระทะออกก่อนที่มันจะไหม้ซะก่อน เมื่ออาหารเสร็จแล้ว คุณต้องดูด้วยว่าต้องเสิร์ฟให้ลูกค้าคนไหน ถ้าส่งอาหารได้ถูกที่ พวกเขาจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่และลูกค้าคนอื่นๆ ก็จะเข้ามาอีกเรื่อยๆ

การเล่นคนเดียวต้องใช้สกิลมัลติทาสก์ขั้นเทพมากๆ แต่คุณสามารถชวนเพื่อนเชฟออนไลน์ได้สูงสุด 5 คน ซึ่งสิ่งที่ยากก็จะเปลี่ยนเป็นการสื่อสารกันนี่แหละ คุณจะต้องทำหน้าที่หลักของตัวเองและยังต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ที่มีงานล้นมือในการทำอาหารแต่ละอย่างให้เสร็จ ซึ่งไม่ว่าคุณจะชอบเล่นแบบวุ่นๆ กับเพื่อน หรือโซโล่โชว์สกิลเดี่ยวๆ ก็ตาม เกม Too Many Cooks ก็จะมอบความสนุกแสนอร่อยให้กับคุณได้แบบเต็มอิ่มอย่างแน่นอน 

ดาวน์โหลดฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/too-many-cooks/id1412734097

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.playstack.toomanycooks&hl=th

Animal Crossing: Pocket Camp โลกใบใหม่ให้คุณได้ใกล้ชิดกัน

เมื่อลองเข้าไปดูแคมป์ของเพื่อนในเกม Animal Crossing: Pocket Camp และฉันก็เห็นสนามสเก็ตทรงโค้งตัวยูอยู่ด้วย ซึ่งมันแปลกมากเพราะเพื่อนคนนี้เขาไม่ค่อยเล่นกีฬาในชีวิตจริงเลย ฉันว่าเขาคงเผยความชอบลึกๆ ในการเล่นสเก็ตในเกมสุดน่ารักจาก Nintendo นี่แน่ๆ เห็นเพื่อนมีลานสเก็ตฉันก็อยากมีบ้าง วันรุ่งขึ้นฉันเลยไปถามเพื่อนว่าเอามาจากไหน เขาตอบว่าต้องเป็นเพื่อนกับสัตว์นักกีฬาให้เยอะๆ แล้วสะสมค่ากีฬา (Sporty Essence) มาให้มากๆ

นี่คือกิจกรรมหนึ่งในจำนวนมากที่คุณสามารถเล่นได้ในเกม Animal Crossing: Pocket Camp มันคือโลกแห่งใหม่ที่คุณสามารถสนุกกับมันจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้เลย พูดคุยเรื่องสนุกสนานต่างๆ กับเพื่อนที่เล่นด้วยกัน และเพลินกับการหาไอเทมใหม่ๆ มาโชว์ให้เพื่อนๆ ดูได้อีกด้วย ในเกมยังให้คุณสนุกกับการตกปลา จับแมลง และช่วยเหลือเพื่อนสัตว์นานาชนิดในเกมอีกด้วย ซึ่งทุกความดีที่ทำในเกมจะได้รับรางวัล และการออกตามหาของต่างๆ ก็จะได้เจอกับปริศนาที่ซ่อนอยู่ตามซอกหลืบของทุกหนแห่งอีกด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดในเกมนี้ก็คือการสร้างแคมป์ของตัวเอง คุณสามารถออกแบบและสร้างด้วยตัวเองเลย ยิ่งใส่ของเจ๋งๆ ไปเท่าไหร่ เหล่าเพื่อนๆ สัตว์สุดน่ารักก็จะเข้ามาเล่นในแคมป์ของคุณมากขึ้นเท่านั้นและคุณยังสามารถเที่ยวชมแคมป์ของเพื่อนคนอื่นๆ เพื่อทักทายและหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ตลอดเลยล่ะ 

สนุกกับเกมนี้ได้ทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/animal-crossing-pocket-camp/id1179915619

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.nintendo.zaca&hl=th

]]>
Review : Apple iPad Pro 11″ (2020) พร้อมคู่หู Magic Keyboard https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-ipad-pro-magic-keyboard/ Mon, 04 May 2020 10:57:23 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32762

สิ่งที่ แอปเปิล (Apple) พยายามสื่อสารไปยังผู้บริโภคถึงความสามารถของ iPad Pro ในช่วงหลังๆ คือสามารถเข้ามาใช้งานแทนที่โน้ตบุ๊ก พร้อมกับชูเรื่องประสิทธิภาพของ iPad Pro ที่แรงกว่าโน้ตบุ๊กรุ่นทั่วไปในท้องตลาด

จนถึงการแยก iPadOS ออกมาเพื่อพัฒนาให้ iPad Pro รองรับการทำงานให้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้รองรับการใช้งานแทร็กแพด และเมาส์ ผ่านการเชื่อมต่อบลูทูธ จากก่อนหน้านี้ถ้าต้องการใช้งานนจะต้องเชื่อมต่อผ่าน USB-C

พอมาเป็น iPad Pro รุ่นปี 2020 แอปเปิล เลยอัปเดตทั้งตัว iPad Pro ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มความสามารถของกล้องด้วยการนำเลนส์ LiDAR มาให้ใช้งานเพื่อให้ใช้ AR ได้แม่นยำขึ้น ปิดท้ายที่การออกอุปกรณ์เสริมอย่าง Magic Keyboard มาใช้งานคู่กับ iPad Pro

แน่นอนว่าด้วยระดับราคาของ iPad Pro อาจจะไม่เหมาะกับทุกคน เพราะสามารถหันไปเลือกซื้อโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงใช้งานได้ แต่ก็แลกกับเรื่องของความสะดวกในการพกพา และการใช้งานระบบสัมผัสที่ดี และแม่นยำกว่า สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมเป็นหลัก

ข้อดี

  • iPad Pro ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจาก Apple Bionic A12Z
  • กล้อง LiDAR Scanner ช่วยให้ใช้งาน AR ได้แม่นยำขึ้น
  • iPad OS ช่วยเสริมให้นำมาใช้งานแทนคอมพิวเตอร์ได้ดีขึ้น

ข้อสังเกต

  • ราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับผู้ใช้มืออาชีพเป็นหลัก
  • ใครใช้งานรุ่นเก่าอยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยน
  • พอร์ตใช้งานค่อนข้างจำกัดเพราะมีให้เฉพาะ USB-C เท่านั้น ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม.

แรงขึ้น สมบูรณ์แบบมากขึ้น

iPad Pro รุ่นปี 2020 จริงๆ แล้วเหมือนเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ที่เน้นการอัปเกรดสเปกบนดีไซน์เครื่องแบบเดิม ทำให้ในความเป็นจริงแล้ว ถ้ามี iPad Pro รุ่นปี 2018 อยู่ ก็ยังไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนมาใช้งานรุ่นปี 2020 นี้

เช่นเดียวกับถ้ามีงบประมาณจำกัด การเลือกซื้อ iPad Pro รุ่นปี 2018 ที่มีการปรับราคาลง ก็จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น แต่ถ้าวางแผนไว้ว่าจะใช้งานในระยะยาว และงบประมาณไม่ใช่ปัจจัยหลัก การหันมาเลือกรุ่นปี 2020 ก็จะช่วยให้จบในระยะยาวมากกว่า

จุดที่ทำให้ iPad Pro รุ่นใหม่นี้แรงมากขึ้นคือการพัฒนาชิปเซ็ต Apple A12Z Bionic ที่แรงมากขึ้น โดยรุ่นจอ 11 นิ้ว จะมีความละเอียดหน้าจอ 2388  x 1668 พิกเซล 264 ppi  ให้การแสดงผลสีกว้างระดับ P3 ซึ่งยังรักษาเรื่องระยะขอบจอทุกด้านที่เท่ากันอยู่

โดยกล้องหน้าของ iPad Pro จะมากับความละเอียด 7 ล้านพิกเซล ที่มีเทคโนโลยี TrueDepth ไว้ใช้สำหรับปลดล็อกตัวเครื่องด้วย FaceID ด้วย ซึ่งพัฒนาให้สามารถปลดล็อกได้ทุกมุมมอง ไม่จำเป็นต้องเฉพาะแนวตั้ง หรือแนวนอนเท่านั้น

 

อีกส่วนที่พัฒนาเพิ่มคือกล้องหลังที่หันมาใช้กล้อง 2 เลนส์ ประกอบไปด้วย เลนส์ปกติ ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 และเลนส์มุมกว้าง 10 ล้านพิกเซล f/2.4 และมีไฟแฟลชอยู่ด้านข้าง

เสริมด้วยเซ็นเซอร์ LiDAR Scanner (Light Detection and Ranging) ที่มาช่วยในการวัดระยะ ด้วยการใช้แสงส่องไปยังวัดถุเพื่อรับแสงสะท้อนกลับมา ได้ไกลถึง 5 เมตร และมีการสแกนต่อเนื่องทำให้รองรับการใช้งานร่วมกับ AR ที่แสดงผลได้รวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น

ความสามารถของกล้องหลัง คือยังสามารถใช้ถ่ายภาพวิดีโอระดับ 4K ได้ด้วย แต่ไม่รองรับการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ซึ่งเมื่อกดเข้าโหมด Portrait จะสลับมาใช้งานกล้องหน้าแทน

รอบตัวเครื่องที่เหลือก็จะมีลำโพงในลักษณะของสเตอริโอ มีปุ่มเปิดเครื่องอยู่ด้านบน (เมื่อใช้เครื่องในแนวตั้ง) ปุ่มปรับระดับเสียงอยู่ทางขวา และเป็นที่แปะ Apple Pencil 2 เพื่อชาร์จ และเชื่อมต่อ

นอกจากนี้ ก็จะมีไมโครโฟนรับเสียงอยู่ทางซ้าย และพอร์ต USB-C ที่ใช้ชาร์จได้ และยังสามารถเชื่อมต่อกับอะเดปเตอร์ เพื่อส่งภาพไปยังหน้าจอ และใช้โอนถ่ายข้อมูลจากการ์ดรีดเดอร์ หรือต่อกับฮาร์ดดิสก์พกพาได้ อยู่ข้างล่าง

ขนาดของ iPad Pro 11 นิ้ว จะอยู่ที่ 247.6 x 178.5 x 5.9 มิลลิเมตร นำ้หนัก 471 กรัม ส่วน iPad Pro 12.9 นิ้ว จะมีขนาดอยู่ที่ 280.6 x 214.9 x 5.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 641 กรัม

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง iPad Pro จะมากับสายชาร์จ USB-C ยาว 1เมตร และอะเดปเตอร์ชาร์จไฟ 18W มาให้ใช้งาน แต่ในความเป็นจริง iPad Pro สามารถชาร์จไฟได้สูงสุด 45W ดังนั้นถ้าใครมีอะเดปเตอร์ชาร์จไฟของ MacBook Pro เมื่อนำมาเสียบชาร์จกับ iPad Pro ก็จะชาร์จได้เร็วขึ้นด้วย

เชื่อมต่อ Apple Pencil และ Magic TrackPad

สำหรับความสามารถที่เพิ่มขึ้นมาหลังการอัปเดต iPadOS 13.4 คือฟีเจอร์ในการใช้งาน iPad Pro ร่วมกับแทร็กแพด ซึ่งอุปกรณ์ที่ Apple มีวางจำหน่ายอยู่แล้วก็คือ Magic TrackPad 2 (4,290 บาท) ซึ่งจะมาช่วยให้เวลาใช้งาน iPad Pro สามารถสั่งงานผ่านแทร็กแพดได้สะดวกขึ้น หรือถ้ามี Magic Mouse อยู่ก็สามารถนำมาเชื่อมต่อใช้งานแทนเมาส์ไร้สายได้

ขณะเดียวกัน ถ้าไม่ได้ต้องการใช้เมาส์ หรือแทร็กแพด การใช้งานร่วมกับ Apple Pencil 2 ก็ยังให้ความสะดวกอยู่เช่นเดิม เพียงแค่แปะ Apple Pencil 2 เข้ากับข้างตัวเครื่องก็จะเชื่อมต่อให้เริ่มใช้งานได้ทันที

ความสามารถของ Apple Pencil 2 เมื่อใช้งานคู่กับ iPad Pro นั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนทราบถึงความสะดวกในการใช้งานกันอยู่แล้ว แต่ก็จะติดตรงที่เวลาพกพาแม่เหล็กที่ติดอยู่ข้างตัวเครื่องอาจจะไม่ได้ปลอดภัยจนทำให้ถือไปไหนมาไหนได้ง่าย ทำให้ต้องระมัดระวังพอสมควร

Magic Keyboard เคสรุ่นใหม่ที่มีทั้งคีย์บอร์ด และแทร็กแพด

ส่วนเคส Magic Keyboard ถือว่ามาช่วยปลดล็อกการใช้งานแทร็กแพด ให้กับ iPad Pro โดยมีความพิเศษที่ตั้งแต่การปรับขนาดเคอเซอร์ และสามารถเลือกสีให้ขอบของเคอเซอร์ได้ด้วย เพื่อให้เวลาใช้งานเห็นได้ชัดเจนว่าเคอเซอร์อยู่บริเวณไหนของหน้าจอ

ขณะเดียวกัน ด้วยการออกแบบที่ผสมผสานการใช้งานระหว่างแทร็กแพด กับทัชสกรีน ทำให้เวลาเลื่อนเคอเซอร์ไปบนไอค่อน หรือลากไปวางบริเวณแทบคำสั่งต่างๆ ตัวไอค่อน หรือแทบเหล่านั้นจะเด่นขึ้นมาให้รับรู้ว่าได้เลือกไอค่อนเหล่านั้นอยู่

ส่วนการใช้งาน Gesture เพื่อควบคุม iPadOS นั้น ผู้ใช้สามารถใช้ 3 นิ้วลากขึ้นแล้วหยุด เพื่อเปิดหน้า Multitaks ขึ้นมา เพื่อสลับการใช้งานแอปพลิเคชัน โดยในหน้านี้สามารถใช้ 2 นิ้ว ลากขึ้นเพื่อปิดการใช้งานแอปได้ด้วย

ถ้าต้องการกลับสู่หน้าหลัก ให้ใช้ 3 นิ้วลากขึ้นแล้วปล่อย ถ้าต้องการสลับหน้าจอที่เปิดไปยังแอปขึ้น สามารถใช้ 3 นิ้ว ปาดไปทางซ้ายขวาเพื่อสลับหน้าต่างได้เช่นเดียวกัน ถ้าต้องการกดคลิกขวา สามารถใช้การกด 2 นิ้วพร้อมกันได้

กรณีที่ต้องการเรียกใช้งาน Dock สามารถลากเคอเซอร์ลงไปที่สุดขอบจอ Dock จะปรากฏขึ้นมา ถ้าต้องการเข้า Control Center ให้ลากเคอเซอร์ไปไว้บริเวณมุมขวาบนและคลิก เพื่อเข้าไปตั้งค่าการเชื่อมต่อ ปรับความสว่างหน้าจอ ปรับเสียง และเข้าสู่คำสั่งลัดต่างๆ ได้

อย่างไรก็ตามเคส Magic Keyboard อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนที่ทุกคนคาดหวังไว้ เพราะในการใช้งานจริง การปรับมุมมองของหน้าจอ iPad Pro จะยังมีข้อจำกัดอยู่ ทำให้ได้มุมมองในการใช้งานไม่แตกต่างจาก Smart Keyboard Folio

เมื่อทำการใช้งานจะพบว่าเวลาที่ปรับเงยหน้าจอสุดแล้ว เวลาใช้นิ้วพิมพ์ปุ่มตัวอักษรแถวบน นิ้วจะไปโดนบริเวณขอบจอล่างอยู่ ทำให้เวลาใช้พิมพ์งานแล้วไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร

ประโยชน์อีกหนึ่งประโยชน์ของ Magic Keyboard คือมากับไฟ Backlit ทำให้สามารถใช้งานในที่มืด หรือที่แสงน้อยได้สะดวกขึ้น โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปปรับความสว่างของไฟคีย์บอร์ดได้ส่วนของการตั้งค่าได้ด้วย

นอกจากนี้ กรณีที่ต้องการใช้งานปุ่ม ESC สามารถเข้าไปเลือกตั้งปุ่มเปลี่ยนภาษาให้กลายเป็น ESC แทน แล้วเวลาเปลี่ยนภาษาก็หันไปใช้ Capslock เหมือนบน MacBook แทนก็ช่วยให้ใช้คีย์บอร์ดได้ง่ายขึ้นด้วย

ส่วนตัวแทร็กแพดจะไม่ได้ใช้เป็นแบบ Force Touch TrackPad เหมือนใน MacBook รุ่นหลักๆ หรือแม้แแต่ใน Magic Trackpad แต่แอปเปิลกลับไปใช้แทร็กแพดรุ่นปกติทั่วไปแทน เรียกได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีเก่ากลับมาใช้อีกครั้งก็ว่าได้

แต่ก็จะมีข้อดีเรื่องของการเพิ่มพอร์ต USB-C มาให้ไว้เสียบชาร์จเครื่องเพิ่มเติม ในกรณีที่ต้องใช้พอร์ตหลักเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ แต่ความเร็วในการชาร์จก็จะไม่เทียบเท่ากับเสียบชาร์จที่ตัวเครื่อง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของน้ำหนัก Magic Keyboard ที่ถือว่าค่อนข้างหนัก อย่างในรุ่น 11 นิ้ว น้ำหนักคีย์บอร์ดจะอยู่ที่ 596 กรัม เมื่อเทียบกับ Smart Keyboard ที่มีน้ำหนักราว 305 กรัม จะแตกต่างกันเกือบเท่าตัว

ยิ่งเมื่อรวมกับน้ำหนักของ iPad Pro เข้าไปอีก 471 กรัม ทำให้น้ำหนักรวมเมื่อใช้งานร่วมกับ Magic Keyboard จะขึ้นไปถึง 1 กิโลกรัม ซึ่งถ้าเป็น iPad Pro รุ่นจอ 12.9 นิ้ว น้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นไป ไม่แตกต่างจากพก MacBook Pro สักเครื่องใช้งาน

ทั้งนี้ ราคาจำหน่ายของ Magic Keyboard จะเริ่มต้นที่ 9,990 บาท สำหรับรุ่นจอ 11 นิ้ว และ 11,690 บาท สำหรับรุ่นจอ 12.9 นิ้ว ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง และ Magic Keyboard ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานค่อนข้างเยอะ

เหมาะกับรูปแบบการใช้งานลักษณะใด

กลุ่มเป้าหมายของ iPad Pro ถ้าตัดเรื่องการใช้งานเพื่อความบันเทิงออกไป เพราะ iPad ทุกรุ่นสามารถตอบโจทย์ได้อยู่แล้ว iPad Pro จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการอุปกรณ์พกพาที่พกง่าย สะดวกใช้งานหลากหลายรูปแบบ

กลุ่มแรกเลยคือ ผู้ที่ชื่นชอบการวาดเขียน จดบันทึก เชื่อว่าตั้งแต่ iPad Pro รุ่นแรกออกมาพร้อมกับ Apple Pencil ผู้ใช้ในกลุ่มนี้จะประทับใจกันตั้งแต่ยุคแรกแล้ว พอใช้งานไปเรื่อยๆ เกิดความเคยชินก็จะใช้ยาวมาเรื่อยๆ

ส่วนการทำงานทางด้านสื่อออนไลน์ เรียกว่า iPad Pro ในปัจจุบันนี้ตอบโจทย์ได้เกือบทั้งหมด ทั้งด้านการพิมพ์เมื่อมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Smart Keyboard หรือ Magic Keyboard ปัญหาในการพิมพ์งานก็จะหมดไป

หรือถ้าด้าน Production ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว iPad Pro สามารถใช้ทำรูปได้ไม่แตกต่างจากบนคอมพิวเตอร์ เพราะเริ่มมีแอปพลิเคชันที่รองรับมากขึ้น โดยเฉพาะ Photoshop ก็มีมาให้ใช้งานกันแล้ว

ส่วนทางด้านการตัดต่อวิดีโอ อาจจะไม่สมบูรณ์แบบเท่ากับทำบนเครื่องโน้ตบุ๊ก แต่ก็สามารถตัดต่อวิดีโอดีๆ ได้ถ้าเลือกใช้งานแอปพลิเคชันที่เหมาะสม อย่างที่นิยมกันก็จะเป็น LumaFusion ซึ่งรองรับการตัดต่อไฟล์ระดับ 4K ได้สบายๆ

จะเห็นได้ว่า ถ้าเป็นการใช้งานพื้นฐานทั่วๆไป จนถึงการทำงานเฉพาะทางบางอย่างที่มีแอปพลิเคชันรองรับ iPad Pro สามารถตอบโจทย์ใช้งานได้แล้ว ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับการเลือกนำไปใช้งานมากกว่า ว่าต้องการอุปกรณ์ลักษณะไหน

ซึ่งถ้ามีงบประมาณที่จำกัด แล้วต้องเลือกระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องแรก กับ iPad Pro ก็จะแนะนำให้ซื้อคอมพิวเตอร์มาใช้งานเป็นเครื่องหลักก่อน แล้วในอนาคตถ้ามีความจำเป็นจริงๆ iPad Pro จะเป็นอุปกรณ์พกพาตัวเลือกถัดมาในการลงทุนเพื่อใช้งานได้จริงๆ

สรุป

iPad Pro รุ่นปี 2020 กลายเป็น iPad ที่ดีที่สุดในเวลานี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายขึ้นหลังจากอัปเดต iPadOS ที่ช่วยให้สามารถใช้งานแทร็กแพดได้สะดวกขึ้น รวมถึงมีอุปกรณ์เสริมให้ใช้งานมากขึ้นอย่าง Magic Keyboard เพื่อหวังจะเข้ามาแทนที่โน้ตบุ๊ก

แต่ด้วยระดับราคาเครื่องที่เริ่มต้น 27,900 บาท สำหรับรุ่น 11 นิ้ว และ 34,800 บาท สำหรับ 12.9 นิ้ว ทำให้อาจจะตัดสินใจยากสักหน่อยในการลงทุนซื้อ iPad สักเครื่อง ซึ่งถ้าซื้อมาแล้วทำให้ทำงานได้สะดวกขึ้น เร็วขึ่นก็เป็นอะไรที่คุ้มค่า แต่ถ้าจะนำมาใช้เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว มองหา iPad รุ่นอื่นๆ ที่มีราคาย่อมเยาว์กว่าก็จะคุ้มค่ามากกว่า

สุดท้ายปัญหาเรื่องของ iPad Pro บิดงอได้ เท่าที่ทดลองใช้รุ่นปี 2018 มาตลอดจนถึงรุ่นปี 2020 ปัญหานี้จะไม่ค่อยพบกันเครื่องขนาดหน้าจอ 11 นิ้วสักเท่าไหร่ เพราะตัวเครื่องมีขนาดเล็กกว่า โอกาสที่จะงอเลยน้อยกว่าเครื่องจอใหญ่อย่าง 12.9 นิ้ว ซึ่งในรุ่นปี 2020 นี้ก็ยังใช้โครงเครื่องรูปแบบเดิม ถ้าสนใจซื้อใช้งานก็ต้องระวังในจุดนี้ด้วย

Gallery

]]>