CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Mon, 18 Jan 2021 05:51:15 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.6 Cyber Apps 18/01/21 : Zinnia Journal & Planner / 1 Second Everyday / The Unfinished Swan / FM 2021 Mobile https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-180121/ Mon, 18 Jan 2021 05:51:15 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34584 Zinnia Journal & Planner จดบันทึกแบบมีสไตล์และสร้างสรรค์

ไอเดียของการเดทกับตัวเองฟังแล้วดูเซ็กซี่และกิ๊บเก๋ชะมัด! แต่คุณอยากรู้ไหมล่ะว่าจะเริ่มต้นเดทกับตัวเองยังไงกันนะ!? แค่เริ่มการเขียนโน้ตหวานๆ จดบันทึกเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในแต่ละวันดูสิว่าแล้วก็ลองดาวน์โหลดแอปอย่าง Zinnia Journal & Planner มาเลย

แอปนี้เป็นเสมือนสมุดไดอารี่เล็กๆ ที่ทั้งน่ารักและอัจฉริยะอย่างเหลือเชื่อ คุณสามารถเลือกได้ว่าจะจดบันทึกแบบไหน ไม่ว่าจะเป็น จดรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน จดในรูปแบบไดอารี่มีสติ๊กเกอร์แมวน้อยแปะไปทั่วหน้ากระดาษ หรือจะจดบนกระดาษลายจุดก็ได้ แอปนี้จำลองแบบของสมุดบันทึกมาครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปก (ปกหนัง ปกผ้า ฯลฯ) ลายเส้นของกระดาษ และกล่องดินสอ (ที่มีหัวปากกาหลายแบบหลายสีให้เลือกระบาย)

ยิ่งเรามีสมุดไดอารี่สุดน่ารักแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้อยากบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่วิ่งซุกซนอยู่ในหัว ยิ่งจดมันออกมาเท่าไหร่ ก็ช่วยให้เราได้รู้จัก รู้เท่าทัน ตัวและหัวใจของตัวเองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และห้วงเวลาที่เราสนุกกับการเขียนและตกแต่งไดอารี่นี่แหละ คือ ช่วงเวลาของการเดทกับตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ

ปีใหม่มาถึง เรามาฝึกฝนสร้างนิสัยใหม่ๆ ในต้นปี อย่างการเขียนไดอารี่กันดีไหม? ใครจะรู้ว่าสิ้นปีเราสามารถเซฟไฟล์ออกเป็นไฟล์ PDF เอาไว้ปริ้นท์เย็บเล่มเป็นสมุดไดอารี่จริงๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึกได้อีกด้วย ใครจะไปคิดว่า เมื่อสองสามปีผ่านไป เอาไดอารี่นี้กลับมาอ่านอีกที อาจจะตกหลุมรักตัวเองอีกหลายดีกรีก็เป็นได้

แอป Zinnia Journal & Planner ใช้งานฟรี 7 วัน หากติดใจอัปเกรดเป็นบัญชีแบบพรีเมี่ยม ก็ปีละ 1,220 บาท (ราคานี้ลดแล้ว 67%) ดาวน์โหลดแอปนี้ได้ทั้งบน iPhone, iPad  

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/zinnia-journal-planner/id1485310935

1 Second Everyday บันทึกทุกวินาทีที่มีความหมาย

ใครจะไปเชื่อว่าเวลาเพียง 1 วินาทีก็สามารถแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นสารคดีของชีวิตเราได้ แอปวิดีโอไดอารี่อย่าง 1 Second Everyday จะให้คุณเก็บภาพวิดีโอความยาว 1 วินาทีด้วย iPhone หรือ iPad ของคุณและนำทั้งหมดมารวมกันเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ถ่ายทอดความเป็นไปในแต่ละวัน เดือน หรือปีของชีวิตคุณ คุณสามารถเก็บภาพของแต่ละวันด้วยฟีเจอร์ขั้นสูงอย่าง Unlimited Mashing ที่นำคลิปวิดีโอ 1 วินาทีมารวมเป็นวิดีโอความยาวเท่าไหร่ก็ได้ และ Auto-Fill ที่จะนำภาพถ่ายหรือวิดีโอจากคลังรูปภาพมาเล่าเรื่องวันต่างๆ ของคุณ

ถ้าคุณมีทริปหรือเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะมาถึงล่ะก็ เปลี่ยนจากโหมด Timeline ไปเป็นโหมด Freestyle ที่ให้คุณอัดวิดีโอยาวถึง 3 วินาทีและสร้าง 2 คลิปต่อวัน พร้อมกับเพิ่มเพลงหรือโน้ตเข้าไปในวิดีโอของคุณได้อีกด้วย นอกจากตัวแอปจะไม่มีโฆษณาแล้ว แอปยังมอบความเป็นส่วนตัวให้กับคุณด้วย เพราะเรื่องราวของคุณจะไม่ถูกแชร์กับใครจนกว่าคุณจะตัดสินใจเป็นคนกดแชร์เอง

หากคุณคุ้นเคยกับการเก็บความทรงจำในรูปแบบของภาพถ่าย ก็อาจจะขาดอารมณ์ในส่วนของการเคลื่อนไหว และเสียง ส่วนใครที่ใฝ่ฝันจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ แอปก็มีตัวเลือกในการสมัครสมาชิกแบบพรีเมียมที่จะแบ็คอัพความทรงจำทั้งหมดของคุณแบบไม่จำกัดและให้คุณสร้างโปรเจกต์ไม่ว่าจะแบบ Freestyle หรือ Timeline ได้มากเท่าที่คุณต้องการอีกด้วย

ดาวน์โหลดแอปได้ฟรีบน iPhone และทดลองใช้แบบโปรฟรี 1 สัปดาห์ จากนั้นเดือนละ 126.67 บาท หรือปีละ 1,520 บาท

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/1-second-everyday-video-diary/id587823548

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=co.onese.android&hl=th&gl=US

สำรวจโลกแห่งภาพเขียนแสนมหัศจรรย์ใน The Unfinished Swan

ในการผจญภัยสุดมีเสน่ห์แนวเล่าเรื่องนี้ เด็กกำพร้าที่ชื่อว่า Monroe ได้ตื่นขึ้นมากลางดึกและค้นพบว่าหงส์แสนซนที่อยู่ในภาพเขียนของแม่เขาได้หายไปจากภาพอย่างลึกลับ เขาเดินทางเข้าไปในภาพเขียนนั้นอย่างน่ามหัศจรรย์และออกตามหาหงส์ตัวนั้นให้เจอ โลกภายในภาพเขียนเป็นผืนผ้าที่ว่างเปล่า แต่ Monroe สามารถสาดน้ำหมึกเพื่อเผยเส้นทางด้านหน้าได้

โดยในการสาดน้ำหมึกแต่ละครั้ง เขาจะจะเปิดเผยสิ่งใหม่ๆ ออกมา เช่น กำแพง ประตู ทางเดิน หนองน้ำ และสุดท้าย รอยเท้าของหงส์ตัวนั้นการตามหาเริ่มขึ้นแล้วเบาะแสของสีสันจะนำพาคุณให้เดินไปข้างหน้า ในขณะที่การได้ยินเสียงน้ำหมึกตกกระทบลงแผ่นหลังคาและแผ่นเหล็กจะช่วยให้คุณหาทิศทางต่อไปได้ จากนั้น สิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คุณจะได้รับพลังลูกแก้วแห่งสายน้ำ ยิงกลไกเพื่อเปิดสะพานและทำให้เถาวัลย์เติบโต เพื่อให้คุณสามารถปีนขึ้นไปบนพื้นที่สูงได้ ในแต่ละพื้นที่จะมอบเซอร์ไพรส์ที่สดใหม่ให้คุณได้สัมผัส แต่เราคงพูดมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ ไปดำดิ่งสู่โลกแห่งภาพเขียนนี้และค้นพบคำตอบทั้งหมดด้วยตัวคุณเองสิ 

สัมผัสเนื้อเรื่องสุดอาร์ตแบบนี้ได้ในราคา 149 บาท บน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/the-unfinished-swan/id1490196582

คอบอลมาคุมทีมแบบเต็มรูปแบบกัน ใน Football Manager 2021 Mobile

อยากเล่นเกมบริหารทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดใช่ไหมไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล ใน Football Manager 2021 Mobile มีทีมเป็นพันๆ จากทั่วทุกมุมโลกให้คุณได้เลือกบริหาร ในเกมมีกลยุทธ์ให้คุณครุ่นคิด มีเซสชันการฝึกซ้อมให้ทำ และแน่นอน มีการซื้อขายนักเตะให้จัดการด้วย

แต่ว่าปีนี้มีอะไรให้จัดการนอกสนามมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ โดยวิธีที่คุณดีลกับสื่อจะมีผลกับลูกทีมของคุณมากกว่าเดิม เพราะตอนนี้นักเตะจะเปลี่ยนแปลงความประทับใจในตัวคุณตามสิ่งที่คุณทำ ซึ่งจะกระทบกับประสิทธิภาพของพวกเขาในสนามด้วย การพูดคุยกับผู้เล่นแบบ 1 ต่อ 1 ระหว่างแมตช์ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นและสมจริงยิ่งกว่าเคย

ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้แล้ว ผู้เล่นระดับสูงสามารถไปพิสูจน์ฝีมือในโหมดชาเลนจ์ได้อีก ซึ่งจะพาคุณไปพบกับสถานการณ์สุดหิน เช่น การดีลกับทีมที่มีผู้เล่นบาดเจ็บอยู่หลายคน หรือทีมที่ใกล้จะตกชั้นแบบเต็มที่ ปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายไม่น้อย แต่ว่ามันก็คุ้มค่าที่ผ่านมันมาได้ Football Manager จะพิสูจน์ว่าคุณมีความนิ่งและแน่วแน่พอที่จะพาทีมสู่ชัยชนะได้หรือไม่ ซึ่งเมื่อคุณทำได้ มันจะเป็นอะไรที่น่าภูมิใจมากๆ เลยทีเดียว 

เป็นเจ้าของทีมโปรดที่คุณปรับแต่งได้ตามใจในราคา 279 บาท เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/football-manager-2021-mobile/id1502435808

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.sega.score&hl=th&gl=US

]]>
Review : Redmi Note 9T / Redmi 9T สานต่อรุ่นยอดนิยมรับ 5G – แบตฯใหญ่ https://cyberbiz.mgronline.com/review-redmi-note-9t-redmi-9t/ Tue, 12 Jan 2021 07:35:08 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34526

Redmi Note 9T และ Redmi 9T กลายเป็นสมาร์ทโฟน 2 รุ่นที่มาสร้างสีสันให้แก่ Xiaomi อย่างน่าสนใจในช่วงต้นปีนี้ โดย Redmi Note 9T มีความโดดเด่นที่เป็นสมาร์ทโฟนรองรับ 5G ราคาคุ้มที่สุดในเวลานี้ ส่วน Redmi 9T เน้นประสิทธิภาพคุ้มค่า คุ้มราคา

จุดเด่นหลักของ Redmi Note 9T อยู่ที่ชิปเซ็ตที่เลือกใช้งานเป็น MediaTek Dimensity 800U ที่รองรับการเชื่อมต่อ 5G มาพร้อมกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล แบตเตอรี 5,000 mAh ในราคาเริ่มต้น 6,999 บาท (Pre-Order 5,999 บาท)

ในขณะที่ Redmi 9T มากับ Snapdragon 662 ซึ่งรุ่นนี้จะรองรับเฉพาะ 4G เท่านั้น มาพร้อมกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล แบตเตอรี 6,000 mAh รองรับการใช้งานต่อเนื่อง บนหน้าจอขนาด 6.53 นิ้ว

โดยทั้ง 2 รุ่นได้เข้ามาจับตลาดในช่วงระดับราคา 4,499 – 7,499 บาท ของ Xiaomi ซึ่งเข้ามาแทนที่ตระกูล Redmi 9 เดิมที่ครองตำแหน่งสมาร์ทโฟนราคาประหยัด ได้อย่างน่าสนใจ

ข้อดี

  • Redmi Note 9T รองรับ 5G 2 ซิม พร้อมใช้งานในไทย
  • แบตฯ ใหญ่ 5,000 mAh / 6,000 mAh
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่ปุ่มเปิดเครื่อง
  • ราคาเข้าถึงได้

ข้อสังเกต

  • Redmi Note 9T ให้ RAM มาค่อนข้างน้อย (4 GB)
  • คุณภาพกล้องตามราคา / Note 9T ไม่มีเลนส์มุมกว้าง
  • หน้าจอค่อนข้างมืดเวลาใช้งานกลางแจ้ง

2 ตัวเลือกสมาร์ทโฟนราคาประหยัด

การวางราคาของ Redmi 9T และ Redmi Note 9T ของ Xiaomi ในคราวนี้ ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะในการใช้งานทั่วไปของสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่น นั้นแทบไม่แตกต่างกันมาก เพียงแต่ในการเลือกซื้อควรดูตามรูปแบบการใช้งานด้วย

อย่างในรุ่น Redmi 9T ถ้าต้องการสมาร์ทโฟนที่มาใช้งานทั่วไป เล่นโซเชียลมีเดีย ฟังเพลง ดูหนังสตรีมมิ่ง รุ่นเริ่มต้นอย่าง RAM 4 GB ROM 64 GB ในราคา 4,499 บาท ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

แต่ถ้าต้องการเล่นเกมด้วยแนะนำให้ขยับขึ้นมาเป็นรุ่น RAM 6 GB ROM 128 GB ในราคา 5,299 บาท จะรองรับการใช้งานได้หลากหลายกว่า และการใช้งานโดยรวมก็จะลื่นไหลมากยิ่งขึ้นด้วย

ในขณะที่ Redmi Note 9T นั้น จริงๆ แล้วเหมาะกับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ 5G เป็นหลัก เพื่อนำมาใช้งานในการดูหนัง ฟังเพลงที่ลื่นไหลเป็นหลัก ส่วนการเล่นเกมบน Redmi Note 9T ถ้าเป็นเกม FPS ทั่วๆ ไปปรับกลางๆ ยังพอเล่นได้ แต่ถ้าปรับสูงขึ้นมา หรือลองเล่น Genshin Impact ที่ค่อนข้างกินสเปก รุ่นนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่

ดังนั้น ในการเลือกซื้อควรคำนึงถึงเรื่องของแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานเป็นหลัก ถ้ามีความจำเป็นในการใช้งานโมบาย อินเทอร์เน็ต เพื่อใช้ทำงานตลอดเวลาและพร้อมที่จะสมัครแพ็กเกจ 5G ที่มีระดับราคาเดือนละ 699 บาท ขึ้นไป หรือ 1,199 บาท สำหรับเน็ตไม่จำกัด Redmi Note 9T เข้ามาตอบโจทย์แน่นอน

แต่ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้งาน 5G ตัวเลือกอย่าง Redmi 9T รุ่น RAM 6 GB ROM 128 GB ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว แต่แน่นอนว่าด้วยราคาเปิดจองของ Redmi Note 9T ที่เริ่มต้น 5,999 บาท และประสิทธิภาพโดยรวมสูงกว่า ย่อมทำให้ตัดสินใจเลือกได้ยากขึ้น

การออกแบบ Redmi 9T / Redmi Note 9T

ด้วยการที่ทั้ง 2 รุ่นอยู่ในซีรีส์ของ Redmi 9 เช่นเดียวกัน ทำให้ทั้ง 2 รุ่นมีขนาดหน้าจอเท่ากันที่ 6.53 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ซึ่งมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของตำแหน่งกล้องหน้า โดย Redmi 9T จะให้กล้องหน้าแบบหยดน้ำ ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ในขณะที่ Redmi Note 9T มากับกล้องหน้าแบบเจาะรู ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล

Redmi 9T เลือกใช้จอ Gorilla Glass 3 ให้ความสว่างหน้าจอสูงสุดที่ 400 nit ตัวเครื่องขนาด 162.3 x 77.3 x 9.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 198 กรัม มีให้เลือกด้วยกัน 4 สี คือ เทา Carbon Gray, น้ำเงิน Twilight Blue, ส้ม Sunrise Orange และเขียว Ocean Green

ด้านหลังของเครื่อง Redmi 9T เลือกใช้วัสดุเป็นพลาสติกแบบด้านช่วยป้องกันรอยนิ้วมือ อย่างในภาพคือรุ่นสีส้ม จะมีการสกรีนตัวอักษร Redmi ขนาดใหญ่เป็นลวดลายไว้ที่ฝาหลังด้วย

กล้องหลักของ Redmi 9T เลือกใช้แบบ 4 เลนส์ โดยมีกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล f/1.79 มาให้ใช้งาน ร่วมกับเลนส์มุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล มุมมอง 120 องศา f/2.2 เลนส์ มาโคร 2 ล้านพิกเซล f/2.4 และเลนส์สุดท้ายใช้ในการวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล ภายในให้แบตเตอรีขนาด 6,000 mAh

ส่วนรอบตัวเครื่องทางฝั่งขวาเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ปุ่มเปิดเครื่อง พร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ด้านซ้ายมีช่องใส่ถาดซิมที่สามารถใช้งาน 2 นาโนซิม พร้อมกับไมโครเอสดีการ์ดได้สูงสุด 512 GB

ด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ช่องลำโพง และเซ็นเซอร์อินฟาเรต ด้านล่างเป็นพอร์ต USB-C  พร้อมไมโครโฟน และลำโพงเช่นเดียวกัน โดยรุ่นนี้รองรับการชาร์จเร็ว 18W โดยมีอะเดปเตอร์ 22.5W มาให้ในกล่อง

ขณะที่ Redmi Note 9T เลือกใช้จอ Gorilla Glass 5 ให้ความสว่างสูงสุดที่ 450 nit ขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 161.95 x 77.25 x 9.05 มิลลิเมตร น้ำหนัก 199 กรัม มีให้เลือก 2 สี คือ ดำ Nightfall Black และ ม่วง Daybreak Purple

ด้านหลัง Redmi Note 9T จะมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนในส่วนของกล้องที่จัดเรียงโมดูลทรงกลมอยู่ตรงกลาง กับกล้อง 3 เลนส์ เมื่อรวมกับไฟแฟลชเป็น 4 รูพอดี ภายในเป็นกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล f/1.79 ตามด้วยเลนส์มาโคร 2 ล้านพิกเซล f/1.75 และเลนส์วัดระยะชัดลึก 2 ล้านพิกเซล จะสังเกตได้ว่ารุ่นนี้ไม่มีเลนส์มุมกว้างมาด้วย ภายในให้แบตเตอรีมาขนาด 5,000 mAh

รอบตัวเครื่องทางฝั่งซ้ายจะเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิดเครื่องที่มาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ทางฝั่งขวาเป็นถาดซิมแบบ 2 นาโนซิม และใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติมเช่นกัน

ด้านบนตัวเครื่องมีเซ็นเซอร์อินฟาเรตมาให้ใช้งานควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า พร้อมไมโครโฟน และลำโพง ด้านล่างมีพอร์ต USB-C ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ลำโพง และไมโครโฟนสนทนา รองรับการชาร์จเร็ว 18W เช่นเดียวกัน

สำหรับสเปกของ Redmi 9T มากับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 662 ที่เป็น Octa-Core 2 GHz สถาปัตยกรรม 11 นาโนเมตร GPU Adreno 610 RAM 4/6GB ROM 64/128GB รองรับการเชื่อมต่อ WiFi 5 บลูทูธ 5.0 รุ่นที่วางจำหน่ายในไทยไม่รองรับ NFC

ส่วน Redmi Note 9T มากับหน่วยประมวลผล MediaTek 800U บนสถานปัตยกรรมแบบ 7 นาโนเมตร Octa-Core 2.4 GHz GPU Mali-G57 RAM 4 GB ROM 64/128 GB รองรับ WiFi 5 บลูทูธ 5.1 NFC

ทื่สำคัญคือ Redmi Note 9T รองรับการเชื่อมต่อ 5G แบบ 2 ซิม สแตนบาย คือสามารถสลับใช้งานซิมที่ใช้งาน 5G ได้ทันที โดยไม่ต้องรีสตาร์ทเครื่องเพื่อสลับช่องซิมแต่อย่างใด

Redmi Note 9T กับอินเทอร์เน็ตไร้สายพร้อมใช้

ด้วยการที่จุดเด่นของ Redmi Note 9T ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่จะมาปล่อยสัญญาณ 5G ให้ดีไวซ์อื่นๆ อย่างโน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ใช้งาน ในช่วงที่ต้องทำงานจากที่บ้าน หรือคอนโด สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างแน่นอน

โดยความน่าสนใจของ Redmi Note 9T คือมากับ WiFi แบบ 4×4 กล่าวคือสามารถใช้ในการปล่อยสัญญาณ WiFi บนคลื่น 5 GHz ได้ ทำให้ได้ความเร็วในการเชื่อมต่อ 5G ไปยังอุปกรณ์ที่รองรับได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่มีคอขวดในการปล่อย HotSpot ใช้งาน

รวมถึงในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่อกับ WiFi ตามที่สาธารณะที่มีล็อกอินเดียว ก็สามารถใช้ Redmi Note 9T ปล่อยแชร์อินเทอร์เน็ตด้วยสัญญาณ WiFi ไปได้พร้อมๆ กันด้วย ทำให้รองรับการใช้งานที่หลากหลายขึ้น

แน่นอนว่าด้วยราคาจำหน่ายในช่วงพรีออเดอร์ที่ 5,999 บาท ยิ่งทำให้ Redmi Note 9T น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถนำมาใช้แทนที่ 5G CPE ที่มีราคาสูงได้ด้วย ดังนั้นใครที่กำลังมองหาอุปกรณ์กระจายสัญญาณ 5G ใช้งานรุ่นนี้รองรับสบายๆ

ประสบการณ์ใช้งาน

ทั้ง Redmi 9T และ Redmi Note 9T ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก ดูหนัง ฟังเพลงต่างๆ เพราะให้แบตเตอรีมาขนาด 5,000 – 6,000 mAh ทำให้รองรับการใช้งานได้ต่อเนื่อง

ในแง่ของการตอบสนองการใช้งาน ถ้าเป็นการใช้งานทั่วไป ถือว่า MIUI 12 ที่ออกแบบมาให้ใช้งานบน Android 10 นั้นลื่นไหลดี เมื่อเทียบกับระดับราคาเครื่องที่อยู่ราว 4,500 – 7,500 บาท

แต่ถ้ามองถึงดีไวซ์ที่จะมาใช้เล่นเกมลื่นๆ อาจจะต้องมองข้ามทั้ง 2 รุ่นนี้ไปแล้วมองหารุ่นพี่อย่าง Mi 10T ในระดับราคาหมื่นบาทขึ้นไปแทน จะตอบโจทย์การเล่นเกมได้มากกว่าอย่างชัดเจน

ในส่วนของกล้อง ต้องยอมรับว่าด้วยระดับราคาของเครื่อง คุณภาพที่ได้จากการถ่ายภาพเลนส์ 48 ล้านพิกเซล ในสภาพแสงปกตินั้น ถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้ แต่กลับกันการถ่ายภาพในที่แสงน้อยเป็นวุ้นๆ ค่อนข้างเยอะ ทำให้ในภาพรวมถือว่ากล้องที่ได้ตามราคาที่จ่ายไป

อีกจุดที่น่าเสียดายไม่น้อยเลยคือการที่ Redmi ทั้ง 2 เครื่องมีการพรีโหลดแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นมาให้ด้วย รวมถึงการฝังโฆษณามาในแอปพลิเคชันต่างๆ ดังนั้น หลังจากเปิดใช้งานเครื่องแล้ว ถ้ามีแอปพลิเคชันไหนที่คิดว่าไม่ได้ใช้งานแน่ๆ ก็สามารถลบแอปฯ ที่พรีโหลดมาให้ช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างในเครื่องได้ด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพ

Redmi Note 9T

Redmi 9T

ส่วนของการทดสอบประสิทธิภาพ จะเห็นว่า Redmi 9T ถือว่าทำคะแนนออกมาได้อยู่ในระดับกลางๆ ในขณะที่ Redmi Note 9T ตัวเครื่องแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานเป็นหลักมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อทดสอบในแง่ของแบตเตอรรี Redmi 9T ที่มากับแบตเตอรีขนาด 6,000 mAh นั้นใช้งานได้แบบเปิดจอตลอดกว่า 12 ชั่วโมงครึ่ง และแบตเตอรียังเหลืออีก 20% ในขณะที่ Redmi Note 9T ใช้งานได้ต่อเนื่องเกือบๆ 9 ชั่วโมง

ดังนั้น ถ้าต้องการสมาร์ทโฟนแบตอึด ใช้งานได้ยาวๆ เปิดหนัง ฟังเพลง Redmi 9T สามารถใช้งานได้ตลอดวัน ส่วน Redmi Note 9T แม้ว่าจะใช้งานต่อเนื่องได้น้อยกว่า แต่ก็แลกมากับการเชื่อมต่อ 5G ที่ได้ความเร็วในการใช้งานเร็วขึ้นด้วย

สรุป

Redmi 9T และ Redmi Note 9T ถือว่าเข้ามาสานต่อความสำเร็จของซีรีส์ Redmi 9 ที่ขายไปแล้วมากกว่า 20 ล้านเครื่องได้อย่างน่าสนใจ โดยจุดเด่นหลักของ Redmi 9T คือเรื่องของแบตเตอรี ในขณะที่ Redmi Note 9T จะเน้นการเชื่อมต่อ 5G

ดังนั้นใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนราคาเข้าถึงได้ในช่วง 4,500 – 7,500 บาท ลองดูทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นตัวเลือกได้ เพราะในการใช้งานทั่วๆ ไป เพียงพอกับการใช้งานแน่นอน แต่ถ้ามีงบประมาณในระดับหมื่นบาท Mi 10T ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสุดของ Xiaomi ในเวลานี้

  • Redmi Note 9T ขนาด 4 GB + 64 GB ราคาพิเศษ 5,999 บาท จากราคาปกติ 6,999 บาท เลือกซื้อได้ที่ลิงก์ https://bit.ly/38eS2xu
  • Redmi Note 9T ขนาด 4 GB + 128 GB ราคาพิเศษ 6,599 บาท จากราคาปกติ 7,499 บาท เลือกซื้อได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/3ngkjYP
  • Redmi 9T ขนาดความจุ 4 GB + 64 GB ราคา 4,499 บาท วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564
  • Redmi 9T ขนาดความจุ 6GB + 12 GB ราคา 5,299 บาท วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2564

Gallery

]]>
Cyber Apps 11/01/21 : Structured / Jumpr / Tap Tap Civilization / TMNT: Mutant Madness https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-110121/ Mon, 11 Jan 2021 11:07:39 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34519 Structured – Day Planner จัดตารางของคุณให้เหมาะกับงาน

ลองนึกภาพว่าเราเป็นดาราและถูกยื่นไมค์มาสัมภาษณ์ว่า แต่ละวันของคุณท่าจะยุ่งมากๆ มีวิธีจัดการเวลาในแต่ละวันยังไงบ้างคะ เพื่อเป็นประโยชน์กับคนทางบ้าน… หากคุณอยากจะให้มีคำตอบที่ชัดเจน จับต้องได้ และเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ต้องลองวางแผนผ่านแอปอย่าง Structured – Day Planner กันก่อนเลย

แอป Structured – Day Planner ต่างจากแอปปฎิทินที่มีติดมาในเครื่อง เพราะแอปนี้นอกจากจะทำให้เห็นภาพรวมตารางงานแต่ละวันตั้งแต่ตื่นนอนแล้ว เรายังเพิ่มรายการที่จะต้องทำในแต่ละช่วงเวลาของวันได้อีกด้วย สมมติว่าเป็นวันศุกร์ปลายเดือน หลังจากตื่น 7 โมง ก็ทำสมาธิสัก 10 นาที และต่อด้วยโยคะบนเตียง และทำอาหารเช้าแบบครบ 5 หมู่ด้วยตัวเอง จากนั้นก็ฟังพอดคาสสัก 1 ตอนขณะกำลังจิบกาแฟ และเริ่มงานจริงจังสัก 9 โมง เรื่อยไปจนถึง 5 โมงก็เตรียมตัวทำโยคะ และออกกำลังกายด้วยการวิ่ง รวมๆ แล้วสัก 40 นาที จากนั้นก็อาบน้ำผ่อนคลายและไปซื้อของเข้าครัว กลับมาก็เปิดจออัปเดทข่าวสารทั้งในไทยและต่างประเทศ แถมด้วยซีรีย์เกาหลีสัก 2 ตอน ปิดท้ายที่การเตรียมเข้านอนในตอน 4 ทุ่มครึ่ง กิจวัตรทั้งหมดนี้ สามารถระบุได้อย่างชัดเจนในแอปนี้

เพียงแค่เราเข้าไปกดปุ่ม Add Task และเลือกตั้งเวลาเริ่ม และระยะเวลาของการทำกิจกรรมได้ด้วยตัวเอง เราก็จะเห็น Timeline ตารางของเราในแต่ละวันอย่างชัดเจน ทั้งยังวางแผนล่วงหน้าได้ตลอด เพียงแค่กดวันที่ต้องการ และเพิ่มรายการ (Task) ได้เลย อย่าลืมตั้งเตือนให้ทำตารางกิจกรรมในทุกๆ วัน ความสำเร็จเล็กๆ ที่เราสร้างด้วยตัวเองในแต่ละวัน คือ การหยอดกระปุกเพื่อสร้างวินัยและนิสัยใหม่ๆ ให้กับตัวเอง พร้อมจะเป็นคนใหม่ รับปีใหม่ 

ดาวน์โหลดแอป Structured – Day Planner บน iPhone และ iPad ได้ฟรี

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/structured-day-planner/id1499198946

Jumpr – AR Jump Rope กระโดดเชือก (ล่องหน) สนุก ปลอดภัย ได้เหงื่อ (ท่วมๆ)

การกระโดดเชือกถือเป็นเคล็ดลับลดพุงที่น่าทึ่ง เพราะในเวลาสั้นๆ เราจะได้เสียเหงื่อมากมาย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะกระโดดเชือกได้อย่างคล่องตัว เพราะการหมุนเชือกให้ไวพอกับจังหวะการก้าวกระโดดของขา เป็นอะไรที่ซับซ้อนยิ่งกว่าควอนตัมฟิสิกส์

ดังนั้นแอปอย่าง Jumpr จึงออกมาเพื่อช่วยให้คนอยากจะลดพุงด้วยวิธีการกระโดดเชือก ได้สนุกกับการกระโดดเชือกได้จริง โดยไม่ต้องมีแม้แต่เชือกในมือ เพราะเพียงแค่คุณวางมือถือไว้กับพื้น เอียงจอให้ได้องศาตามที่แอปบอก ยืนให้ถูกระยะ (สังเกตุรูปคนสีเขียวเต็มจอ) ก็เริ่มกระโดดได้เลย ระบบจะมีเชือกเรืองแสงสีเขียว เป็นเชือกล่องหนปรากฏขึ้นมาที่มือทั้งสองข้างของเรา ความสนุกแบบฟิตๆ ก็จะเริ่มจากตรงนี้ ที่เหลือคุณก็เพียงแค่กระโดดๆ ไปมา

ระหว่างที่กระโดดก็จะได้ยินเสียงฟึดๆ เหมือนเสียงเชือกกระทบกับพื้น ให้ความรู้สึกเหมือนเราโดดด้วยเชือกจริงๆ และมองที่มุมขวาบนก็จะเห็นจำนวนตัวเลขที่ต้องไปให้ถึงในแต่ละเซ็ท หนึ่งเซ็ทประมาณ 150-160 ครั้ง เมื่อกระโดดครบแต่ละเซ็ท ระบบก็จะขึ้นสถิติเป็นกำลังใจให้กับเรา โดยจะคำนวนว่าที่เมื่อกี๊กระโดดไปเท่ากับการเผาผลาญพลังงานจากการดื่มหรือทานสิ่งใดไปบ้าง เช่น กระโดด 1 เซ็ท ด้วยเวลา 1 นาที จะเท่ากับการเผาผลาญพลังงานจากการดื่มกาแฟดำ 1 แก้ว ประมาณ 11.3 แคลอรี่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกระดานผู้นำสุดยอดนักกระโดดเชือกประจำสัปดาห์อีกด้วย หากอยากสนุกกับการออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือกอีกครั้ง เย็นนี้ก็ลองใส่หูฟังและเปิดแอป Jumpr เพื่อลุยไปด้วยกัน

แอป Jumpr – AR Jump Rope ดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรีบน iPhone

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/jumpr-ar-jump-rope/id1543650065

สร้างมหานครอียิปต์ของคุณเองใน Tap Tap Civilization

 ลุ่มแม่น้ำไนล์มีพีระมิดตั้งสูงตระหง่านอยู่และถูกล้อมรอบไปด้วยเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ท่ามกลางทะเลทรายอันงดงามนี้ คุณจะได้ตั้งถิ่นฐาน แหล่งค้าขาย รวมถึงวิหารเพื่อเริ่มต้นสร้างอารยธรรมแห่งอียิปต์ของคุณเองใน Tap Tap Civilization: Idle Game การสร้างอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ต้องอาศัยทรัพยากร 2 อย่างด้วยกันคือ ทองและพลังงานแสงอาทิตย์ หมู่บ้านจะทำการขุดหาทอง ส่วนพีระมิดจะผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ การสร้างสิ่งก่อสร้างอย่างโรงแรมจะช่วยเพิ่มการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้

แถมคุณยังสามารถเรียกสัตว์น่ารักๆ เช่น ยีราฟและช้างที่มีพรวิเศษได้อีกด้วย ในขณะที่คุณกำลังยุ่งกับการแตะที่หน้าจอเพื่อสร้างยุคทองของอียิปต์ อย่าลืมไปพบปะและจัดงานปาร์ตี้กับชาวบ้านด้วยล่ะจัดเทศกาล Opet Festival ที่ Abu Simbel Temple เพื่อเฉลิมฉลองให้กับความมั่งคั่งของอาณาจักรของคุณสิ ไหนๆ คุณก็ทำงานอย่างหนักในการสร้างอารยธรรมนี้ให้เจริญรุ่งเรืองแล้ว งานนี้ต้องฉลองให้สุดเหวี่ยงกันไปเลย

ไปสนุกกับการเป็นเจ้าของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ได้แล้ว บน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/tap-tap-civilization-idle-game/id1515887191

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.nlabsoft.tileworldegypt&hl=th&gl=US

ได้เวลาออกปราบวายร้ายกับสี่สหายนินจาเต่า ใน TMNT: Mutant Madness

สี่สหายนินจาเต่าได้มุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่แล้วใน TMNT: Mutant Madness คุณจะได้นำทีมออริจินัลของ Teenage Mutant Ninja Turtles ลุยภารกิจเพื่อหยุดเหล่าวายร้ายอย่าง Shredder และ Krang สะสม Leonardo, Raphael, Michelangelo และ Donatello รวมถึงท่านอาจารย์หนู Splinter และพาพวกเขาผ่านเรื่องราวทะลุมิติ เมื่อคุณเล่นไปเรื่อยๆ คุณจะได้รับตัวละครดังทั้งฝ่ายดีและวายร้ายที่มีความสามารถแตกต่างกันมาร่วมทีม

คุณจะได้เลือกตัวละครโปรดมา 5 ตัวเพื่อสร้างทีมและดูพวกเขาต่อสู้กับกองทัพศัตรู ชัยชนะจะมอบของเหลวกลายพันธุ์ที่จะอัปเลเวลให้ตัวละครของคุณและปลดล็อกสกิลโหดๆ เช่น สกิล Sai Rush ของ Ralph และสกิล Skateboard Smash ของ Gecko เกม TMNT: Mutant Madness ได้นำเอาทุกอย่างจากแฟรนไชส์ยุค 80s และ 90s ที่แฟนๆ หลงรักมารวมไว้แล้วที่นี่ เอาล่ะ อย่าปล่อยให้เหล่า Foot Clan ลอยนวล

เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/tmnt-mutant-madness/id1483843470

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.kongregate.mobile.tmnt.google&hl=th&gl=US

]]>
Review : Apple AirPods Max หูฟังครอบหูเน้นใช้ง่าย ปรับเสียงอัตโนมัติ https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-airpods-max/ Thu, 07 Jan 2021 14:17:17 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34485

การที่ แอปเปิล (Apple) เลือกนำเสนอหูฟังครอบหูแบบไร้สายออกสู่ตลาดในชื่อ AirPods Max พร้อมกับตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 19,900 บาท ทำให้หลายๆ คนอาจจะมองว่าเป็นระดับราคาที่สูงเกินไป แต่ถ้าลองดูในตลาดแล้ว หูฟังแบบครอบหูคุณภาพเสียงดีๆ ก็จะอยู่ในช่วงระดับราคาเกิน 15,000 บาทขึ้นไปอยู่แล้ว

จุดเด่นของ AirPods Max ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพเสียงที่ถูกปรับมาให้แบบอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความง่ายในการใช้งานร่วมกับอีโคซิสเตมส์ต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ Apple และจุดเด่นเรื่องระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation ทำให้กลายเป็นหูฟังที่หยิบมาใช้งานได้อย่างสบายใจ

อย่างไรก็ตาม AirPods Max ไม่ได้เหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบเหมือน AirPods Pro ที่มากับมาตรฐานกันน้ำ ทำให้สามารถใส่ออกกำลังได้ แต่เหมาะกับใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป หรือระหว่างเดินทาง เพื่อให้เข้าถึงคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นมากกว่า

ข้อดี

  • หูฟังครอบหูตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation
  • ทำงานกับอีโคซิสเตมส์ของ Apple ได้อย่างไร้รอยต่อ
  • โฟมครอบหูสามารถถอดเปลี่ยนได้

ข้อสังเกต

  • ใช้ที่ชาร์จ Lighting เท่านั้น
  • ไม่มีช่องต่อสาย 3.5 มม. มาให้ (ต้องใช้กับสายแปลง Lighting)
  • น้ำหนักค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับหูฟังครอบหูแบบพลาสติก

ออกแบบเก็บทุกรายละเอียด

แม้ว่า Apple จะผลิต AirPods ทำตลาดมาแล้วหลายปี รวมถึงเคยทำงานร่วมกับ Beats นำชิปประมวลผลทางด้านเสียงไปใส่ใช้งานในหูฟังทั้งแบบครอบหู และหูฟังเกี่ยวหูที่เหมาะกับการออกกำลังกาย

แต่กลายเป็นว่า AirPods Max นับเป็นหูฟังไร้สายแบบครอบหูรุ่นแรกที่ Apple ผลิตออกมา ทำตลาด ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ย่อมมีการเก็บรายละเอียดในการออกแบบทุกส่วนให้ใช้งานได้สบายที่สุด

โครงสร้างหลักๆ ของ AirPods Max มีด้วยกัน 3 ส่วน คือบริเวณโครงหลักที่ใช้วัสดุเป็นสแตนเลสตีล เพื่อให้หูฟังมีความแข็งแรง หุ้มด้วยวัสดุที่มีผิวสัมผัสนุ่ม อย่างบริเวณส่วนก้านครอบศีรษะ จะนำจากตาข่ายถักที่ช่วยระบายอากาศ และลดแรงกดบนศรีษะด้วย

ถัดมาคือในส่วนของก้านยืดหดที่ใช้ปรับขนาดของหูฟัง Apple เรียกส่วนนี้ว่า Telescoping arms ที่ออกแบบมาให้สามารถเลื่อนปรับเข้าออกได้อย่างลื่นไหล แตกต่างจากหูฟังครอบหัวรุ่นอื่นๆ ในท้องตลาดที่จะมีลักษณะเป็นขั้นๆ ให้เลื่อนปรับ

สุดท้ายในส่วนของบริเวณที่ครอบหู จะใช้วัสดุอะลูมิเนียมแบบ Anodised ที่มีคามแข็งแรงสูงเช่นเดียวกัน ส่งผลให้โดยรวมแล้วนำ้หนักของ AirPods Max อยู่ที่ 384 กรัม เมื่อเทียบกับหูฟังครอบหูพลาสติกในระดับราคาใกล้เคียงกันจะอยู่ที่ราว 255 กรัมเท่านั้น

เมื่อเจาะลึกลงมาบริเวณที่ครอบหูด้านในส่วนที่สัมผัสกับศีรษะ Apple ได้นำ เมมโมรี่โฟม มาใช้งานทำให้เมื่อครอบหูแล้วนอกจากปิดกันเสียงภายนอกแล้ว ยังให้ความรู้สึกสบายเวลาสวมใส่ใช้งานด้วย

สำหรับปุ่มควบคุมต่างๆ บน AirPods Max จะมีเพียงปุ่มควบคุมเสียงรบกวน ที่ใช้ในการเลือกปรับโหมดใช้งาน และเม็ดมะยม (Digital Crown) มาใช้ในการหมุนปรับเสียง หรือกดสั่งงานเท่านั้น โดยทั้ง 2 ปุ่ม จะอยู่ที่หูฟังฝั่งขวา

ในขณะที่พอร์ตชาร์จเป็น Lightning ทำให้สามารถนำสายชาร์จ iPhone มาเสียบชาร์จได้ทันที และภายในกล่องก็มีสาย USB-C to Lightning มาให้ใช้งานด้วย นั่นแปลว่าไม่สามารถเสียบใช้งานร่วมกับช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ได้ถ้าไม่เสียเงินซื้อสายเชื่อมต่อเพิ่ม

AirPods Max จะมาพรอ้มกับ Smart Case หรือซองเก็บหูฟังมาด้วย โดยที่ตัวซองเก็บหูฟังจะมีแม่เหล็กที่ หูฟังจะตรวจจับว่าเมื่อเก็บเข้าซองแล้ว จะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานสูงสุด เพื่อช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรีในช่วงที่ไม่ได้ใช้งานด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ Smart Case คลุมแค่บริเวณที่เป็นส่วนของหูฟังเท่านั้น เวลาเก็บใส่กระเป๋าก็อาจจะต้องระวังส่วนอื่นไปสัมผัสกับวัสดุที่มีโอกาสทำให้บริเวณตาข่ายข้างบนขาดได้ หรือแม้แต่ตัวเคส ที่ใช้เป็นผิวสังเคราะห์เมื่อใช้งานไปนานๆ ก็มีโอกาสลอก ซึ่งคาดว่าเป็นวัสดุเดียวกับเคสของ iPad ที่เมื่อใช้งานไปสักพักจะลอกได้ ดังนั้น Smart Case จึงไม่ใช่เคสเก็บ AirPods Max ที่ดีที่สุด

เชื่อมต่อง่าย ใช้งานได้ทุก Apple ดีไวซ์

สำหรับผู้ที่เคยใช้งาน AirPods มาก่อนทั้ง AirPods และ AirPods Pro น่าจะเคยได้สัมผัสถึงความง่ายในการเชื่อมต่อใช้งานหูฟังไร้สายของ Apple มาแล้ว เพราะเพียงแค่เปิดฝา AirPods เท่านั้น iPhone ก็จะตรวจพบทันทีว่า มีอุปกรณ์ใหม่มาอยู่บริเวณใกล้เคียง

หลังจากนั้น เพียงแค่กดเชื่อมต่อ (Connect) ครั้งเดียว ทุกผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่ล็อกอินด้วย Apple ID เดียวกัน ก็จะรู้จักหูฟังนี้ทันที ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสลับใช้งานหูฟังร่วมกับ iPhone iPad Mac ได้ โดยไม่ต้องมาคอยเชื่อมต่อใหม่

รวมถึงความสามารถในการโอนย้ายการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องโดยอัตโนมัติ อย่างกรณีที่ฟังเพลงบน iPhone อยู่ แล้วหยุดเล่น เปลี่ยนมาดูหนังบน iPad อีโคซิสเตมส์ของ Apple จะช่วยสลับการใช้งานให้โดยอัตโนมัติ ทำให้สะดวกในการใช้งาน

AirPods Max ก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่ได้ความสามารถนี้มาเช่นเดียวกัน และยังเก่งขึ้นด้วย ในเรื่องของการปรับเรื่องการตัดเสียงรบกวน โดยนอกจากสั่งงานที่หูฟังแล้ว ยังสามารถเลือกเปลี่ยนโหมดในเครื่อง Mac ได้ทันที (เมื่ออัปเดตเป็น macOS Big Sur)

ในส่วนของการควบคุม AirPods Max นั้น การกดปุ่มควบคุมการตัดเสียงรบกวน จะเป็นการสลับระหว่างโหมดตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation) และโหมดรับฟังเสียงรอบข้าง (Transparency) ในเบื้องต้น ถ้าต้องการให้มีโหมดปกติด้วยจะต้องไปตั้งค่าเพิ่มเติมใน iPhone

ถัดมาในส่วนของปุ่ม Digital Crown สามารถหมุนเพื่อปรับระดับเสียง (เลือกทิศทางหมุนได้) กด 1 ครั้ง เพื่อเล่น/หยุดเพลง และรับสายโทรศัพท์ กด 2 ครั้ง เพื่อเปลี่ยนเพลงไปข้างหน้า กด 3 ครั้ง เพื่อย้อนกลับไปเพลงก่อนหน้า และกดค้าง เพื่อเรียกใช้งาน Siri

สำหรับระยะเวลาการใช้งาน AirPods Max ทาง Apple ระบุว่า สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 20 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ในการเปิดโหมดป้องกันเสียงรบกวน และระบบเสียง Spatial Audio ซึ่งถ้าปิดโหมดป้องกันเสียงรบกวนก็จะช่วยเพิ่มระยะเวลาในการใช้งานได้อีก ส่วนการชาร์จ มีระบบชาร์จเร็วเมื่อชาร์จ 5 นาที จะใช้งานได้ต่อเนื่อง 90 นาที

คุณภาพเสียงตัดเสียงรบกวน

เรื่องของคุณภาพเสียงที่ได้ถือว่ากลายเป็นหนึ่งจุดที่ผู้สนใจซื้อหา AirPods Max มาใช้งาน คำนึงถึงเป็นส่วนแรกๆ เนื่องจากด้วยระดับราคาเกือบ 2 หมื่นบาท การเลือกซื้อหูฟังคุณภาพเสียงดีๆ สักตัวที่เหมาะกับการใช้งานนั้นมีตัวเลือกที่หลากหลาย

ในจุดนี้ แอปเปิล ยังคงความโดดเด่นในแง่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับการใช้งานสำหรับทุกคนเช่นเดิม กล่าวคือคุณภาพเสียงของ AirPods Max นั้น ไม่ได้มีจุดที่โดดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีจุดที่ให้ตำหนิได้ ทำให้กลายเป็นว่า AirPods Max มอบคุณภาพเสียงที่ดีในระดับพรีเมียมได้อย่างน่าสนใจ

เบื้องหลังของคุณภาพเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ดีของ AirPods Max เกิดขึ้นจากการนำความสามารถของชิปเซ็ตประมวลผล Apple H1 มาทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ ในการขับเคลื่อนไดรเวอร์ 40 มม. ภายในหูฟังได้เป็นอย่างดี โดยแอปเปิลเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Computational Audio

โดยตัวหูฟัง AirPods Max จะมากับระบบ Adaptive EQ ที่จะคอยปรับย่านเสียงใหม่เหมาะสม และให้ประสบการณ์ในการฟังที่ดีที่สุด จึงทำให้ AirPods Max กลายเป็นหูฟังครอบหูที่เหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไปทุกคน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกปรับ Equalizer ด้วยตัวเองก็อาจจะผิดหวังได้ เพราะแอปเปิล ไม่ได้เปิดช่องให้ตั้งค่าด้วยตนเองได้

ถัดมาในส่วนของระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation ก่อนหน้านี้ แอปเปิล เคยนำระบบตัดเสียงรบกวนนี้มาให้ผู้บริโภคใช้งานกันแล้วใน AirPods Pro และใน AirPods Max นี้ก็ได้พัฒนาเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถใส่ไมโครโฟนในการรับเสียงได้เพิ่มขึ้น

ภายใน AirPods Max จะมีการฝังไมโครโฟนไว้ทั้งหมด 9 ตัว โดย 8 ตัวจะถูกนำมาใช้ในการเก็บเสียงทั้งภายนอก ภายในหูฟัง เพื่อให้ชิป H1 นำไปคำนวนคลื่นเสียงที่ส่งเข้ามา และปรับคลื่นเสียงให้เหมาะสมภายในหูฟัง ทำให้ได้ระบบตัดเสียงรบกวนที่ดีที่สุด ในขณะที่ไมโครโฟนตัวที่ 9 จะถูกใช้ในการเก็บเสียงสนทนาเวลาใช้เป็นหูฟังบลูทูธปกติ

นอกเหนือจากโหมดตัดเสียงรบกวน ในโหมดรับเสียงจากภายนอก ก็ได้ใช้ประโยชน์ของไมโครโฟนทั้ง 8 ตัวในการรับ และประมวลผลเสียง ทำให้ผู้ใช้ได้ยินเสียงรอบข้างได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องเอื้อมมือไปถอดหูฟังออกแต่อย่างใด

Spatial Audio เพิ่มประสบการณ์รับชมคอนเทนต์

อีกหนึ่งเทคโนโลยีเสียงที่ Apple ใส่มาให้ใช้งานใน AirPods Max คือระบบเสียงที่ติดตามทิศทางการหันของศีรษะ Spatial Audio ที่เริ่มเปิดให้ผู้ใช้งาน AirPods Pro บน iOS 14.3 ใช้งานมาแล้วก่อนหน้านี้

เมื่อ AirPods Max วางจำหน่ายก็รองรับระบบนี้เช่นเดียวกัน โดยจะนำข้อมูลจากเซ็นเซอร์ Accelerometers และ Gyroscopes มาผสมผสานกับข้อมูลของดีไวซ์ที่ใช้งานอย่าง iPhone หรือ iPad ในการระบุตำแหน่งของหูฟังที่สวมใส่

ทำให้เวลารับชมคอนเทนต์ที่รองรับระบบเสียง 5.1, 7.1 หรือ Dolby Atmos ทำงานร่วมกับ AirPods Max ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เสียงที่ออกมาเหมือนอยู่รอบๆ ตัวแบบ 360 องศา ช่วยให้การรับชมภาพยนต์สนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สรุป

แน่นอนว่า AirPods Max นั้นต้องเหมาะกับผู้ที่มีอุปกรณ์ของ Apple ใช้งานอยู่แล้ว เพราะถ้าซื้อมาใช้งานคู่กับแอนดรอยด์โฟน ฟีเจอร์อย่าง Spatial Audio หรือการสลับการใช้งานระหว่างอุปกรณ์แบบอัจฉริยะก็จะหายไป ดังนั้นผู้ที่เหมาะกับ AirPods Max คงหนีไม่พ้นผู้ที่มี iPhone iPad ใช้งานเป็นอุปกรณ์หลัก

ในขณะที่คุณภาพของหูฟัง เสียง และเทคโนโลยีที่ได้ เมื่อเทียบกับราคา ต้องยอมรับว่า Apple ทำการบ้านมาได้เป็นอย่างดี ด้วยวัสดุที่เลือกใช้งาน การปรับ Adaptive EQ ที่ฉลาด ระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation ที่ทำได้ตามมาตรฐานของหูฟังระดับนี้

อย่างไรก็ตาม AirPods Max อาจจะไม่เหมาะกับการนำไปใช้สำหรับการออกกำลังกาย เนื่องจากหูฟังไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กันน้ำ เหมือนกับ AirPods Pro หรือนำไปใช้กับการรับฟังเสียงเพื่อใช้งานตัดต่อที่ต้องการความแม่นยำของเสียง เพราะตัวหูฟังจะมีการปรับแต่งเสียงให้ดีที่สุดตลอดเวลา

สุดท้ายก็คือ AirPods Max ไม่ได้มีช่องเสียบสาย 3.5 มม. มาให้ ถ้าต้องการนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ต้องจ่ายเงินซื้อสาย Lightning to 3.5 มม. อีก 1,290 บาท เช่นเดียวกับการที่ในกล่องไม่มีอะเดปเตอร์ชาร์จมาให้ด้วย

Apple วางจำหน่าย AirPods Max ด้วยกันทั้งหมด 5 สี คือ เงิน เทาสเปซเกรย์ สกายบลู ชมพู และเขียว ในราคา 19,990 บาท ส่วนบริเวณโฟมหูฟัง หรือ Ear Cushions ในกรณีที่อยากสั่งเพิ่มมาสลับสี หรือเปลี่ยนใช้งานจะอยู่ที่ 2,290 บาท มีให้เลือก 5 สีเช่นเดียวกัน

Gallery

]]>
Cyber Apps 04/01/21 : North Star / Fitify / Grand Hotel Mania / Tsum Tsum Stadium https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-040121/ Mon, 04 Jan 2021 07:34:28 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34477 North Star – Your Goals ตั้งเป้าหมายใหม่ๆ ในปี 2021

ลองนึกภาพตัวเองปีนภูเขาลูกใหญ่เพื่อไปปักธงฉลองชัยให้กับตัวเองมันคงจะภูมิใจมากๆ เลยใช่ไหมแต่ในภาวะแบบนี้ ไม่ต้องแบบเป้ออกไปปีนเขาจริงๆ หรอก แค่ปักธงเพื่อตั้งเป้าหมายเล็กๆ และตั้งใจทำมันจนเสร็จ คุณก็จะได้ลิ้มรสถึงความสำเร็จได้ไม่แพ้กัน ว่าแล้วก็ลงมือสร้างเป้าหมายที่จะพุ่งชนให้ได้ในปี 2021 นี้กันเลย

แอปอย่าง North Star – Your Goals แอป North Star – Your Goals ชื่อก็บอกแล้วว่า มันพร้อมจะพาคุณมุ่งสู่ดาวเหนือ ที่เปรียบ “ดาวเหนือ (Polaris หรือ North Star)” กับ “ความสำเร็จ” ก็เพราะว่าในสมัยโบราณ คนเดินเรือใช้ดาวเหนือเพื่อนำทางสู่เป้าหมายนั่นเอง แอปนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพื่อนซี๊ติดตามความสำเร็จทุกย่างก้าวของคุณ โดยเริ่มจากการเขียนเป้าหมาย (Goal) ของเราลงไป (เราจะสร้างกี่เป้าหมายก็ได้)

ตัวอย่าง เป้าหมายคือ การเข้าร่วมวิ่งมาราธอนครั้งแรกของชีวิต จากนั้นเราก็ใส่หมุดหมายที่เราจะต้องพิชิตในแต่ละขั้น (Milestone)  อาทิ 

1. นอนให้ได้วันละ x ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอ 

2. ฝึกวิ่งระยะใกล้ 

3. ฝึกวิ่งระไกล 

4. ทำอาหารกินเอง 

5. ฝึกสมาธิ 

ขั้นตอนสุดท้าย คือ การสร้างนิสัย (Habits) เพื่อพิชิตเป้าหมายในแต่ละขั้น ซึ่งก็สามารถลงรายละเอียดได้ เช่น 

1. เตือนก่อนเข้านอน XX นาที (เพื่อให้พักผ่อนให้ได้ X ชม./วัน)

2. ฝึกวิ่งระยะใกล้ สัปดาห์ละ X วัน วันละ XX นาที

3. ฝึกวิ่งระยะไกล สัปดาห์ละ X วัน วันละ XX นาที

4. ทำอาหารกินเอง สัปดาห์ละ X มื้อ

5. ฝึกสมาธิ สัปดาห์ละ X วัน วันละ XX นาที

เมื่อเราทำกิจกรรมแต่ละอย่างสำเร็จ ก็มาติ๊กถูกในแอป รวมถึงอัปโหลดรูป หรือโน้ตต่างๆ ลงไป ยิ่งทำอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะเห็นความคืบหน้าว่าเรากำลังเดินใกล้เป้าหมายเข้าไปทุกที ถึงตอนนี้คุณเคยจะได้ยินคำคมที่ว่า “ความฝัน” นั้นแตกต่างจาก “เป้าหมาย” เพราะความฝันไม่มีการกำหนดเวลาที่จะให้เกิดขึ้นจริงได้แน่นอน แต่เป้าหมายมีหมุดหมายแห่งความสำเร็จที่ชัดเจน ฉะนั้นมาเปลี่ยนความฝันของคุณให้เป็นเป้าหมายกับแอปที่จะพาคุณไปแตะขอบฟ้ากับแอป North Star – Your Goals 

ดาวน์โหลดบน iPhone, iPad ได้ฟรี หากคุณใช้จนติดใจก็สามารถอัปเกรดเป็นสมาชิกพรีเมี่ยม เช่น ปีละ 869 บาท หรือ 1,600 บาทสำหรับการใช้งานตลอดชีพ

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/north-star-your-goals/id1480448999

Fitify: Fitness & Home Workout แอปเดียวฟิตร่างกายได้ดั่งใจ

ปีใหม่นี้เราได้เตรียมของขวัญมากมายให้กับคนใจดีรอบๆ ตัว แต่ว่าคุณลืมคนสุดพิเศษในชีวิตไปหรือเปล่า?…คุณได้ให้อะไรเป็นของขวัญกับตัวคุณเองหรือยังเชื่อสิว่าร่างกายของคุณอยากได้โบนัสเป็นสุขภาพดีๆ และหุ่นที่ฟิตๆ จนใครต้องเหลียวมอง!

แอป Fitify: Fitness & Home Workout เหมาะมากจะเป็นของขวัญชิ้นแรกให้กับปี 2021 ของคุณ เพราะแอปๆ เดียวนี้จะช่วยให้คุณฟิตร่างกายได้ดั่งใจ ในแอปนี้มาพร้อมกับโค้ชสอนการออกกำลังกายได้หลากรูปแบบ เช่น ฝึกความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ออกกำลังกายการสูบฉีดเลือดให้กับหัวใจและเสียเหงื่อในเวลารวดเร็ว (HIIT & Cadio) โยคะและการยืดร่างกาย เป็นต้น คอร์สฝึกต่างๆ จะถูกปรับท่า และจำนวนครั้งให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน

โดยเมื่อกรอกประวัติเสร็จ แอปจะทำการคัดสรรเซ็ทการออกกำลังให้คุณทันที โดยระบุชัดเจนว่าแต่ละวันควรออกกำลังกายนานเท่าไหร่ ในแต่ละครั้งประกอบด้วยท่าอะไรบ้าง เผื่อเผาผลาญแคอลรี่ เป็นจำนวนที่ชัดเจนเท่าใด ตัวอย่าง เช่น วันแรกเล่นกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยอาจจะมีอุปกรณ์เข้าร่วม เช่น เก้าอี้ ตลอดเวลาทั้งหมด 20 นาที ในแต่ละครั้งประกอบด้วยท่าอะไรบ้าง เช่น ยืดขาบนเก้าอี้ในท่านั่ง 35 วินาที ต่อด้วย การวิดพื้น 25 วินาที ฯลฯ ทำทั้งหมดนี่จะเผาผลาญได้ 154 แคลอรี่ ทุกการออกกำลังกายจะอยู่ในรูปแบบคลิปวิดีโอที่แสดงโดยคนจริง เห็นท่าชัดเจน  มีเสียงโค้ช และนาฬิกานับถอยหลัง ทุกครั้งที่ออกกำลังกายเสร็จแต่ละวัน จะเป็นการเก็บเหรียญเพื่อไต่ระดับ

ดาวน์โหลดแอป Fitify: Fitness & Home Workout  มาเป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นแรกให้กับตัวคุณเองได้ฟรี ได้ทั้งบน iPhone, iPad, Apple Watch ในแอปมีหลายคลิปให้ฝึกซ้อมฟรีๆ แต่หากต้องการชมคลิปที่ติดป้าย PRO ก็ต้องสมัครสมาชิก เราแนะนำแบบรายปีเพราะลด 30% เหลือเพียงปีละ 1,700 บาทเท่านั้น

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/fitify-fitness-home-workout/id1463386686

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.fitifyworkouts.bodyweight.workoutapp&hl=th&gl=US

ความสุขของลูกค้าคือเป้าหมายของคุณใน Grand Hotel Mania

การบริหารโรงแรมให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยสกิลการบริหารเวลาขั้นสูงและความมุ่งมั่นที่จะทำให้ลูกค้าแฮปปี้ ซึ่งในเกมที่รวดเร็วอย่าง Grand Hotel Mania คุณจะต้องบริการแขกให้ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด แถมยังต้องจัดการทุกอย่างให้ไวด้วย

โชคยังดีที่คุณไม่ต้องทำทุกอย่างเพียงคนเดียว พนักงานต้อนรับ เด็กยกกระเป๋าจะช่วยคุณเอง แต่คุณต้องสั่งให้เขาทำให้ทันเวลาเท่านั้นเอง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ Grand Hotel Mania นั้นท้าทายสุดๆ (แถมยังสนุกด้วยนะก่อนที่พนักงานต้อนรับจะมอบกุญแจให้กับแขกได้ พนักงานอีกคนจะต้องทำความสะอาดห้องให้เสร็จก่อน แต่ถ้ารอนาน แขกอาจจะโมโหได้นะ บางด่านจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคุณได้รับเงินตามจำนวน

ในขณะที่ด่านอื่นๆ จะต้องได้รับ ‘likes’ หรือรอยยิ้มจากแขกตามจำนวนที่กำหนด บางครั้งคุณจะล้มเหลวทันทีเมื่อมีแขกเดินหนีออกไปด้วยความเอือมระอา แต่งานที่ต้องดีลกับคนมันก็เป็นแบบนี้แหละนะ ทำตามเป้าหมายให้สำเร็จ แล้วคุณจะสามารถขยายอาณาจักรธุรกิจโรงแรมไปทั่วโลกได้ เพราะใครจะอยากเป็นเจ้าของโรงแรมแค่แห่งเดียวล่ะ จริงไหม?

มาจำแลงแปลงกายเป็นเจ้าของโรงแรมกันในเกมนี้ได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/grand-hotel-mania/id1505041919

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.deuscraft.TurboTeam&hl=th&gl=US

คว้าชัยให้ได้ กับ League Battle โหมดใหม่ในเกม Tsum Tsum Stadium

พัซเซิล Disney Tsum Tsum สุดคลาสสิกกลับมาแล้วเช่นเดียวกับเกมอื่นๆ คุณสามารถเคลียร์ตัวละครจากดิสนีย์บนหน้าจอของคุณได้โดยการใช้นิ้วลากเส้นผ่าน Tsum ตัวเดียวกันให้ได้ 3 ตัวหรือมากกว่านั้น

แต่ว่าสิ่งใหม่ใน Tsum Tsum Stadium ก็คือโหมด League Battle ที่คุณสามารถเข้าร่วมการแข่งขันสุดเข้มข้นในเวลา 90 วินาทีกับผู้เล่นอีก 49 คนจากทั่วโลก และไต่อันดับไปสู่ระดับท็อปของลีกให้ได้ เมื่อความท้าทายเพิ่มขึ้นแบบนี้ แน่นอนว่าคุณก็ต้องมีตัวช่วยเพิ่มขึ้นด้วย Tsum แต่ละตัวจะมีสกิลพิเศษ เช่น เคลียร์ Tsum ทั้งหมดในพื้นที่ หรือเปลี่ยน Tsum ทั้งหมดในหน้าจอให้เป็นประเภทเดียวกันไปชั่วขณะ เลือกผองเพื่อนสุดน่ารัก 2 ตัวให้มาเป็น MyTsums และคุณจะสามารถใช้สกิลของพวกเขาได้

อย่าลืมเรียนรู้สกิลต่างๆ ของ Tsum และพยายามนำมามิกซ์แอนด์แมตช์กับ MyTsums ของคุณด้วยล่ะ การผสมผสานสกิลในแบบสร้างสรรค์เพื่อเคลียร์บอร์ดเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ได้คะแนนสูงๆ และคว้าชัยชนะไปครอง

ปลุกพลังในด้านการแข่งขันของคุณออกมาและเตรียมตัวให้พร้อมในการไต่ลีดเดอร์บอร์ดที่น่ารักที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน Tsum Tsum Stadium เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/tsum-tsum-stadium/id1414051318

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.linecorp.LGTM2&hl=th&gl=US

]]>
Review : Mi Air Purifier 3C เครื่องฟอกอากาศใช้งานง่าย ราคาเข้าถึงได้ https://cyberbiz.mgronline.com/review-mi-air-purifier-3c/ Thu, 31 Dec 2020 03:21:31 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34452

ปัจจุบันเครื่องฟอกอากาศภายในห้อง ได้กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ต่อเนื่องถึงต้นปี ที่สภาพอากาศหลายพื้นที่ในประเทศไทย เริ่มกลับมาได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 จนทำให้ผู้บริโภคต้องหาทางแก้ไขด้วยการเลือกหาเครื่องฟอกอากาศมาใช้งาน

Mi Air Purifier 3C ถือเป็นเครื่องฟอกอากาศรุ่นเริ่มต้นของ Xiaomi ในตอนนี้ ด้วยการเปิดราคาจำหน่ายมาที่ 3,190 บาท รองรับการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Mi Home เพื่อใช้ควบคุมระยะไกล ส่วนไส้กรองสามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็ก 0.3 ไมครอน ได้ 99.97% ตามมาตรฐานของไส้กรอง HEPA

โดนในรุ่นนี้ถ้าเทียบกับ Air Purifier 2S หรือ Air Purufier 3H ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน และวางจำหน่ายก่อนหน้านี้ จะมีการตัดฟีเจอร์อย่างการวัดอุณหภูมิ และระดับความชื้นในอากาศออกไป มาเน้นที่การเป็นเครื่องกรองอากาศหลักๆ แทน

ข้อดี

  • เครื่องฟอกอากาศ ไส้กรอง HEPA กรองอนุภาค 0.3 ไมครอน 99.97%
  • ครอบคลุมพื้นที่สูงสุด 38 ตารางเมตร
  • รองรับการเชื่อมต่อกับแอปฯ สั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน

ข้อสังเกต

  • ไม่สามารถวัดอุณหภูมิ และความชื้นในอากาศได้

ความแตกต่าง Mi Air Purifier แต่ละรุ่น

Xiaomi เริ่มนำ Mi Air Purifier 3C เข้ามาเสริมตลาดเครื่องกรองอากาศในประเทศไทย ด้วยการวางตำแหน่งให้อยู่ในรุ่นเริ่มต้น เข้ามาแทนที่ Air Purifier 2S รุ่นเดิม ตามด้วย Air Purifier 3H ที่มีขนาดเครื่องใกล้เคียงกัน ก่อนขยับขึ้นไปเป็น Air Purifier Pro และ Air Purifier Pro H ที่ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ขึ้น

โดยความสามารถหลักในการกรองอากาศ กรองฝุ่น PM ต่างๆ ทำได้เหมือนกันทุกรุ่น เพราะใช้ไส้กรอง HEPA รุ่นเดียวกัน ทำให้สามารถกรองอนุภาคเล็ก 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.97% ทำให้การเลือกซื้อมาใช้งานจะคำนวนจากขนาดพื้นที่เป็นหลัก

ในรุ่นเริ่มต้น 3C จะเหมาะกับใช้ในห้องนอน หรือห้องรับแขกที่มีพื้นที่ประมาณ 22-38 ตารางเมตร ถัดมาคือ 3H ที่ครอบคลุมเพิ่มขึ้นมาเป็น 26-45 ตารางเมตร เหมาะกับการใช้งานในบ้าน หรือวางตามห้องต่างๆ

ส่วนรุ่น Pro จะสามารถฟอกอากาศในห้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ถ้ามีบ้านที่ห้องรับแขกกว้างๆ หรือเลือกใช้ในสถานที่ทำงาน ก็จะเหมาะกว่า เพราะสามารถฟอกอากาศได้ครอบคลุม 35-60 ตารางเมตร ตามด้วย Pro H ที่ครอบคลุมพื้นที่สูงสุด 72 ตารางเมตร

ดังนั้น ในการเลือกซื้อมาใช้งาน แนะนำให้ลองคำนวนจากขนาดห้องดู อย่างถ้าเป็นการใช้งานตามคอนโด หรือหห้องหักที่มีขนาดไม่เกิน 38 – 45 ตารางเมตร รุ่นอย่าง 3C และ 3H ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว แต่ถ้าต้องการนำไปใช้ฟอกอากาศในห้องที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น ก็แนะนำให้เลือกรุ่น Pro ใช้งานแทน

การออกแบบ

ดีไซน์โดยรวมของ Mi Air Purifier 3C นั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะยังมากับรูปทรงสี่เหลี่ยมแนวตั้ง สไตล์มินิมอล สีขาว ทำให้สามารถนำไปวางเข้ากับเฟอนิเจอร์ในบ้านได้สบายๆ ซึ่งในรุ่น 3C จะปรับเปลี่ยนในส่วนของแผงวงจร และระบบไฟต่างๆ ขึ้นมาอยู่ส่วนบนเครื่องแทน

โดยผู้ใช้สามารถยกถอดบริเวณพัดลมขึ้นมา ด้วยการกดสลักปลดล็อกข้างเครื่องได้ทันที เมื่อถอดออกมาก็จะสามารถเปลี่ยนไส้กรอง HEPA ด้านในได้ทันที แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่าง 2S หรือ 3H ที่จะเป็นฝาหลังเครื่องให้ถอดเปลี่ยน ทำให้ในรุ่น 3C นี้ สามารถถอดฐานส่วนล่างไปทำความสะอาดได้ด้วย

ส่วนปุ่มสั่งงานต่างๆ ยังอยู่ด้านบนเช่นเดิม โดยปุ่มทางฝั่งซ้าย เมื่อกดจะเป็นการปรับความสว่างของจอแสดงผลมีให้เลือกทั้งสว่าง หรี่ และปิดหน้าจอ ส่วนปุ่มทางขวาใช้ในการสลับโหมดฟอกอากาศเช่นเดิม และเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่องด้วยการกดค้างไว้

หน้าจอแสดงผล จะขึ้นแสดงข้อมูล PM2.5 โดยใช้สีเขียวสำหรับอากาศที่บริสุทธ์ สีเหลือง และสีแดง แสดงว่าค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ตามด้วยสัญลักษณ์โหมดใช้งานต่างๆ ประกอบด้วยอัตโนมัติ กลางคืน และปรับความแรงด้วยตนเอง

 

หลังเครื่องจะมีเซ็นเซอร์วัดคุณภาพอากาศอยู่ ซึ่งจะทำงานร่วมกับตัวเครื่องเพื่อคำนวนความแรงในการฟอกอากาศให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติด้วย ดังนั้นเวลาวางเครื่องใช้งาน ควรเผื่อพื้นที่ด้านหลังเครื่องให้สามารถเก็บค่าสภาพอากาศด้วย

การทำงานของ Mi Air Purifier 3C จะใช้การดูดอากาศจากด้านล่างเครื่อง ผ่านไส้กรอง HEPA และฟอกอากาศออกด้วยพัดลมด้านบนตัวเครื่อง ทำให้อากาศเกิดการหมุนเวียน และฟอกอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย โดยสามารถสร้างอากาศบริสุทธิ์ (CADR) อยู่ที่ 320 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง

ควบคุมผ่านระบบ Smart Home

จุดเด่นอย่างหนึ่งของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของ Mi คือการที่ออกแบบมาให้รองรับการเชื่อมต่อกับแอป Mi Home ทำให้ผู้ใช้สามารถสั่งงานตัวเครื่องผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที ทำให้เราสามารถตั้งเปิดเครื่องฟอกอากาศก่อนเข้าบ้านได้ เพื่อให้เวลาที่ถึงบ้านอากาศภายในห้องจะได้รับการปรับอากาศเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ถ้ามีการติดตั้งอุปกรณ์ Smart Home ต่างๆ ใช้งานภายในบ้าน ก็สามารถสั่งเปิดปิด เครื่องฟอกอากาศได้จาก Google Assistant ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มี Google Nest เวลาออกจากบ้านก็ใช้คำสั่งเสียง สั่งปิดเครื่องฟอกอากาศได้ทันที

ส่วนการแสดงผลในแอป Mi Home นั้นจะมีทั้งบอกคุณภาพอากาศ เลือกปรับเปลี่ยนโหมดในการฟอกอากาศได้ โดยเฉพาะปรับความแรงของการฟอกอากาศที่ต้องปรับผ่านแอปพลิเคชันเท่านั้น ที่เหลือก็จะแสดงข้อมูลไส้กรองว่าใช้งานไปแล้วกี่เปอเซนต์ สามารถตั้งเวลาเปิดปิดเครื่อง ปรับเสียงปิดหน้าจอได้ด้วย

สรุป

Mi Air Purifier 3C ถือเป็นเครื่องฟอกอากาศรุ่นเริ่มต้น ที่มีความอัจฉริยะในตัว และรองรับการควบคุมผ่านระบบ Smart Home ได้ด้วย ดังนั้น ใครที่กำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศราคาไม่สูงมากนักรุ่นนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ไม่ยาก

สำหรับราคาจำหน่ายของ Mi Air Purifier 3C อยู่ที่ 3,190 บาท และมีการทำโปรโมชันพิเศษผ่านการจำหน่ายช่องทางออนไลน์ทั้ง Lazada / Shopee / JD Central ที่บางช่วงราคาไม่ถึง 3,000 บาท ด้วย ส่วนในกรณีที่ใช้งานไปนานๆ แล้วต้องการเปลี่ยนไส้กรองก็สามารถหาซื้อได้ในราคาประมาณ 8-900 บาท

Gallery

]]>
Review : Sony Xperia 5 II เครื่องแรง กล้องดี จับถือถนัดมือ https://cyberbiz.mgronline.com/review-sony-xperia-5-ii/ Tue, 29 Dec 2020 11:49:11 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34406

โซนี่ (Sony) ยังคงความโดดเด่นในการผลิตสมาร์ทโฟนในขนาดตัวเครื่องที่พกพาใช้งานง่าย ด้วยการเลือกผลิตสมาร์ทโฟนในสัดส่วนหน้าจอแบบ 21:9 ต่อเนื่องจากในช่วงกลางปีที่นำเสนอ Xperia 1 II ตามด้วยการส่ง Xperia 5 II สู่ตลาดในช่วงปลายปี

ความโดดเด่นของ Xperia 5 II ถือพัฒนาขึ้นมาจากรุ่นก่อนหน้าคือ ปรับหน้าจอแสดงผลให้รองรับ Refresh Rate 120 Hz ในขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้ว ใส่สเปกจัดเต็มมาด้วย Snapdragon 865 5G ทำให้รองรับการใช้งานยาวๆ ต่อไปในอนาคต

อีกจุดก็คือการนำเทคโนโลยีที่โซนี่ มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านภาพ เสียง และกล้องถ่ายภาพ มารวมกันไว้ให้ใช้งานในสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ ทำให้โดยรวมแล้ว รุ่นนี้จะเข้ามาตอบโจทย์ผู้ที่ช่ืนชอบ โซนี่ และต้องการเครื่องในระดับราคาไม่เกิน 30,000 บาท ได้อย่างแน่นอน

ข้อดี

  • ตัวเครื่องขนาดพอดีมือ
  • หน้าจอรองรับ Refresh Rate 120 Hz
  • กันน้ำ กันฝุ่น IP65/68
  • มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

ข้อสังเกต

  • รองรับ 5G บนคลื่น 700 MHz ทำให้ต้องรอโอเปอเรเตอร์ในไทยขยายพื้นที่ให้บริการ
  • ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย

การออกแบบ

Sony Xperia 5 II ถือว่าอยู่ในกลุ่มสมาร์ทโฟนที่มีขนาดตัวเครื่องเล็ก พกพาง่าย เพราะสามารถถือใช้งานได้ด้วยมือข้างเดียว จากการที่โซนี่เลือกใช้สัดส่วนหน้าจอแบบ CinemaWide 21:9 ทำให้มือถือขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้ว มาในทรงยาวคล้ายรีโมททีวีเช่นเดิม

จนกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบโซนี่ ให้ความสนใจ เพราะจะได้มือถือที่ถือใช้งานมือเดียวได้สะดวก ในขนาดตัวเครื่อง 158 x 68 x 8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 163 กรัม นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังกันน้ำ กันฝุ่นมาตรฐาน IP65/68 อีกด้วย


ในส่วนของหน้าจอที่ให้มาเป็นกระจก Corning Gorilla Glass 6 ขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้ว ที่เป็นจอแบบ OLED HDR ความละเอียด FHD+ (2520 x 1080 พิกเซล) ความน่าสนใจก็คือมากับอัตรารีเฟรชที่ 120 Hz พร้อมเทคโนโลยี Motion Blur Reduction 240 Hz และอัตราการสัมผัสที่ 240 Hz

ส่วนบนของหน้าจอมีกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.0 ซึ่งด้วยการที่โซนี่ ไม่ได้เลือกใช้จอแบบเจาะรู ทำให้ยังมีการเว้นพื้นที่บริเวณขอบบน และขอบล่างของหน้าจออยู่ ซึ่งกลายเป็นช่วยให้เวลาใช้งานตัวเครื่องในแนวนอน อุ้งมือจะไม่ไปสัมผัสโดนหน้าจอในขณะถือใช้งานด้วย

รอบตัวเครื่องของ Xperia 5 II ทางฝั่งซ้าย จะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบไฮบริด ที่สามารถเลือกใส่นาโนซิมการ์ด พร้อมกับ MicroSDXC ความจุสูงสุด 1 TB ที่จะมีซีลยางปิดไว้เพื่อป้องกันน้ำกันฝุ่น ทำให้ไม่ต้องใช้งานร่วมกับเข็มจิ้มซิม

ทางฝั่งขวา จะมีทั้งปุ่มเพิ่มลดเสียง ปุ่มเปิดเครื่องที่ใช้เป็นจุดสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกตัวเครื่อง ปุ่มลัดสำหรับเรียกใช้งาน Google Assistant และปุ่มเรียกใช้งานกล้อง ที่เปลี่ยนเป็นชัตเตอร์ในการถ่ายภาพเมื่อเข้าสู่โหมดกล้องด้วย

ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มาให้ใช้งานเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น และลดสัญญาณรบกวนลดเหลือน้อยกว่า 20dB ด้านล่าง จะมีช่องไมโครโฟน และ USB-C ให้เสียบชาร์จแบตเตอรี และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ตามปกติ

ด้านหลัง Xperia 5 II มากับกล้องหลัก 3 เลนส์ ที่นำชิ้นเลนส์ของ ZEISS มาใช้งาน ความละเอียดเท่ากันทั้งหมดที่ 12 ล้านพิกเซล ใน 3 ระยะเลนส์ เริ่มต้นที่เลนส์ปกติ 24 มม. f/1.7 ตามด้วยเลนส์ซูม 70 มม. f/2.4 และเลนส์มุมกว้าง 16 มม. f/2.2 พร้อมกับไฟแฟลช โดยมีสัญลักษณ์ NFC อยู่ข้างๆ กล้องด้วย

ภายในตัวเครื่องให้แบตเตอรีมาขนาด 4000 mAh รองรับการชาร์จเร็วแบบ USB PD (USB Power Delivery) เมื่อใช้งานร่วมกับอะเดปเตอร์ที่ปล่อยไฟ 21W ขึ้นไป จะสามารถชาร์จได้ 50% ภายใน 30 นาที

ในส่วนของสเปกตัวเครื่อง มากับซีพียู Qualcomm Snapdragon 865 RAM 8 GB พื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเครื่อง 256 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 10 และรองรับการอัปเกรดเป็น Android 11 ในอนาคตอันใกล้นี้

ขณะที่การเชื่อมต่อรองรับ WiFi 6 บลูทูธ 5.1 พร้อมระบบระบุพิกัด (GPS) รวมถึง 4G และ 5G เพียงแต่ไม่รองรับการใช้งานบนคลื่น 2600 MHz ทำให้ต้องรอโอเปอเรเตอร์ในไทยนำคลื่น 700 MHz มาให้บริการ 5G ก่อนถึงจะสามารถใช้งานได้ หรือรอการประมูลคลื่น 3500 MHz ที่เป็นอีกหนึ่งคลื่นมาตรฐานของ 5G

รวมความเชี่ยวชาญ โซนี่ สู่มือถือ

ด้วยการที่จุดเด่นของสมาร์ทโฟน Xperia ของโซนี่ คือการนำความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีทั้งการแสดงผล จากโทรทัศน์ Bravia กล้องจาก Alpha และระบบเสียงระดับ Hi-Res Audio มาผสมผสานออกมากลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่อง

Sony Xperia 5 II จึงกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่มีความครบเครื่องทั้งเรื่องของการถ่ายภาพวิดีโอ ภาพนิ่ง ระบบการแสดงผลบนหน้าจอ CinemaWide ประสบการณ์เล่นเกม จากขุมพลังของ Snapdragon 865 รวมกับการที่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มาให้ใช้งานคู่กับหูฟัง จึงทำให้รุ่นนี้มีความครบเครื่องในแง่ของการส่งมอบความบันเทิงเป็นอย่างมาก

แน่นอนว่า เมื่อเทียบกับ Xperia 1 II ที่วางจำหน่ายไปก่อนหน้า อาจจะมีบางอย่างเช่นเรื่องขนาดของหน้าจอที่ใหญ่กว่า (6.5 นิ้ว ความละเอียด 4K) แต่เป็น Refresh Rate 60 Hz กล้องหลักมีเซ็นเซอร์ 3D มาช่วยในการโฟกัสเพิ่มเติม และขนาดเครื่องที่ใหญ่กว่า

แต่เมื่อดูในแง่ของความคุ้มค่าแล้ว Xperia 5 II ในระดับราคาที่ต่ำกว่า เพราะเปิดราคามา 28,990 บาท แม้จะได้จอเล็กลงเป็น 6.1 นิ้ว แต่ในภาพรวมของการใช้งานแล้ว ถือว่าพกพาง่าย รองรับการแสดงผลในระดับ Refresh Rate 120 Hz ทำให้การเล่นเกมทำได้ลื่นไหลมากกว่าด้วย

ทีนี้ มาเจาะลึกถึงความสามารถของ Xperia 5 II กันบ้าง เริ่มจากจุดเด่นที่สุดของรุ่นนี้คือหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว นั้นมีการนำชิป X1 สำหรับมือถือ ในการแสดงผลเทคโนโลยี Bravia HDR ช่วยให้คอนเทนต์ที่รับชมมีสีสัน และคมชัดมากขึ้นกว่าปกติ ขณะเดียวกัน ประสบการณ์เล่นเกมบนหน้าจอสัมผัสที่แสดงผลแบบ 120 Hz และรองรับอัตราการสัมผัสที่ 240 Hz จะช่วยให้เล่นเกมได้สนุกขึ้นด้วย

ถัดมาคือเรื่องของกล้องที่โซนี่ เลือกนำเทคโนโลยีกล้องจาก Alpha มาช่วยเสริมประสิทธิภาพของกล้องบนสมาร์ทโฟน ทำให้ Xperia 5 II สามารถตรวจจับโฟกัสดวงตาแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ถ่ายภาพผู้คน หรือสัตว์ที่กำลังเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว

ประกอบกับการนำเลนส์ ZEISS มาใช้ร่วมกับเซ็นเซอร์กล้องหลัก Exmor RS ขนาด 1/1.7 นิ้ว ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดได้คมชัด มีการนำระบบประมวลผลภาพ BIONZ X มาใช้ให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น

โดยความน่าสนใจคือโหมดถ่ายภาพที่ให้มาใน Xperia 5 II คือการมีแอปกล้องให้เลือกใช้งานทั้งสำหรับการใช้งานทั่วไปแบบอัตโนมัติ จนถึงแอปฯ ถ่ายภาพสำหรับมืออาชีพ ให้เลือกปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ช่วยให้สามารถสร้างสรรค์ภาพนิ่ง และวิดีโอได้อย่างที่ต้องการ

ทดสอบประสิทธิภาพ

สำหรับประสิทธิภาพของของ Sony Xperia 5 II นั้นต้องยอมรับว่าอยู่ในกลุ่มของสมาร์ทโฟนเรือธงอยู่แล้ว ทำให้รองรับการใช้งานต่างๆ บนสมาร์ทโฟนได้ครบถ้วน และที่สำคัญเมื่อจอมีขนาดเล็กลงทำให้การใช้งานแบตเตอรีต่อการชาร์จทำได้นานขึ้นมากกว่า 13 ชั่วโมง

สรุป

สำหรับผู้ที่สนใจ Sony Xperia 5 II โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบสมาร์ทโฟนขนาดพกพาง่าย การเปิดราคาค่าตัวที่ 28,990 บาท ถือว่าไม่ใช่ราคาที่สูงเกินไปนัก เพราะได้เข้าถึงเทคโนโลยีทั้งเรื่องภาพ กล้อง เสียง จากโซนี่ รวมถึงการเลือกใช้ซีพียูระดับไฮเอนด์ ทำให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวๆ

อย่างไรก็ตาม Xperia 5 II อาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้งาน 5G ในไทยเท่าไหร่ เพราะตัวเครื่องไม่ได้รองรับคลื่น 2600 MHz ซึ่งเป็นคลื่นหลักที่โอเปอเรเตอร์นำมาให้บริการ แต่ในอนาคตถ้ามีการนำคลื่น 3500 MHz มาประมูล เครื่องรุ่นนี้จะรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแน่นอน

Gallery

]]>
Cyber Apps 28/12/20 : Flowkey / Forest / Real Flight Simulator / Train Station 2 https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-281220/ Mon, 28 Dec 2020 07:12:19 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34399 Flowkey ฝึกเปียโนเองจากหลายเพลงฮิต

หากกระดาษโน้ตที่คุณติดไว้หน้ากระจก เพื่อเตือนตัวเองว่า เป้าหมายของปีนี้คือ “การเรียนเปียโน” ให้จงได้ และถึงตอนนี้เป้านั้นยังไม่ได้พุ่งชนสักนิด เราขอแนะนำแอปอย่าง Flowkey ที่จะพาคุณเข้าคอร์สเรียนเปียโนตั้งแต่ขั้นเบสิกได้จากทุกที่ในบ้าน ถึงแม้ไม่เคยเรียนเปียโน และไม่มีเปียโนที่บ้าน

แอปนี้ก็ยังเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการเรียนเปียโนให้มือใหม่อย่างคุณได้ เมื่อเข้าแอปไปก็ตอบคำถามว่าเราเป็นนักเรียนเปียโนระดับไหน จากนั้นก็จะมีรายชื่อเพลงให้เลือกเล่น วิธีการเรียนจากแอปนี้ก็คือ การมีปฏิสัมพันธ์กับแอป เช่น แอปจะสอนการวางมือบนหน้าจอ (จะเลือกเรียกแบบฝึกทีละมือ หรือ ฝึกพร้อมกันสองมือก็ได้)

จากนั้นหากใช้ระบบ Flow Mode แอปจะทำการฟังเสียงคีย์ที่เรากด เพื่อช่วยเช็กความถูกต้องทีละคีย์ ทั้งยังมีเพลงฟรีๆ ให้เลือกฝึกซ้อมมากมาย การเอาใจไปใส่ในดนตรีนอกจากจะช่วยให้เราเพลิดเพลินจากเสียงของโน้ตที่หลากหลายแล้ว การฝึกในระยะเวลานานจะช่วยเพิ่มสมาธิ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับความจำได้อีกด้วย 

มาเริ่มต้นฝึกเปียโนวันละ 20 นาทีไปด้วยกันกับแอป Flowkey ดาวน์โหลดได้ฟรีบน iPhone, iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/flowkey/id1020357408

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.flowkey.app&hl=th

Forest มาดีท็อกซ์การติดโซเชียลแล้วสร้างโลกใบใหม่ที่เขียวชอุ่มไปด้วยกัน

คุณคงเคยได้ยินคำคมที่ว่า หากเราอยากจะเปลี่ยนโลก เริ่มได้จากการเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียก่อน ฟังดูแล้วจับต้องได้ยากชะมัดงั้นลองดาวน์โหลดแอปอย่าง Forest ไปลองเล่นดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าคนธรรมดาๆ ที่แฝงมาด้วยความน่ารักเล็กๆ อย่างคุณก็สามารถสร้างโลกใบใหม่ที่เขียวชอุ่มได้ง่ายๆ แค่เล่นมือถือให้น้อยลง!

เมื่อคุณใช้เวลากับการไถจอมือถือน้อยลง คุณก็ได้เอาเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกว่า อาทิ การตั้งใจอ่านหนังสือเล่มใหม่ให้จบ การสะสางทั้งงานยากและง่ายที่ยังค้างคา การทบทวนบทเรียนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ฯลฯ โดยแอปนี้จะเป็นเหมือนเกม ที่ให้รางวัลเป็นต้นไม้ที่เติบโต โดยสิ่งที่ทำให้ต้นไม่โตได้ไม่ใช้น้ำ แต่กลับเป็น “เวลา” ที่คุณไม่ได้จับมือถือนั่นเองแอปนี้ถือเป็นการดีท็อกซ์การติดโซเชียลได้เป็นอย่างดี เคล็ดลับง่ายๆ

อีกอย่างของการใช้แอปนี้ให้ได้ผลมากกว่าเดิมก็คือ การปิดการแจ้งเตือนขณะเริ่มโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ผลลัพท์สำคัญที่นอกจากจะได้ “ให้เวลากับตัวเอง” เพื่อการทำอะไรที่ “จริงๆจังๆ” จนสำเร็จแล้ว คุณก็จะได้ความภาคภูมิใจที่แต่ละวันคุณได้ปลูกต้นไม้ได้หลายๆ ต้นนั่นเอง ที่สำคัญคือ ยิ่งเล่นไปนานๆ คุณก็สามารถปลดล็อกต้นไม้พันธุ์ต่างๆ รวมไปถึงปลูกมันจนกลายเป็นป่าใหญ่ได้อีกด้วย 

อยากรู้ว่าแอปสีเขียวนี้ช่วยให้คุณมีใจจดจ่อมากขึ้นในแต่ละวันได้จริงๆ ใช้ไหม คนถึงฮิตใช้กันทั้งโลก ก็ลองดาวน์โหลดมาติดเครื่อง iPhone, iPad ของคุณดูสิ ราคาเดียว 59 บาทเท่านั้น 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/forest-stay-focused/id866450515

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=cc.forestapp&hl=th&gl=US

เตรียมตัวเทคออฟใน RFS – Real Flight Simulator

การบินเป็นอะไรที่ซับซ้อน ถึงแม้ว่าการควบคุมเครื่องบินใน RFS – Real Flight Simulator จะเป็นอะไรที่ง่ายสุดๆ เพียงแค่เอียง iPhone หรือ iPad ของคุณ แต่คุณก็ยังต้องนึกถึงเรื่องการควบคุมความเร็ว การลงจอด และอีกมากมายถ้าคุณอยากจะไปให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย บอกเลยว่า autopilot ทำทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ

ด้วยจอแสดงภาพที่เห็นได้อย่างชัดเจน ข้อมูลการบินสุดละเอียด และการสื่อสารอย่างต่อเนื่องจากศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ บอกเลยว่า RFS ใส่ใจในทุกรายละเอียด ในเกมมีเครื่องบินหลากหลายแบบให้คุณได้ทดลองบิน โดยแต่ละลำก็จะมีเอกลักษณ์และการควบคุมที่แตกต่างกันออกไป

ในเกมนี้มีสิ่งต่างๆ มากมายให้คุณได้ลอง ไม่ว่าจะเป็นการบินแบบเรียลไทม์ การโฟกัสกับการเทคออฟและแลนดิ้ง หรือจะทดสอบสกิลของคุณด้วยสถานการณ์จำลองต่างๆ เช่น ไอพ่นมีปัญหาหรือเจอเข้ากับฝูงนก ถึงแม้ RFS – Real Flight Simulator อาจจะไม่ใช่ของจริง แต่มันก็ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถสัมผัสได้แน่นอน ออกไปบินกันได้ในราคา 19 บาท

ดาวน์โหลดเกม  RFS – Real Flight Simulator มาเล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/rfs-real-flight-simulator/id1444761746

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=it.rortos.realflightsimulator&hl=th&gl=US

ปู๊นปู๊นรถไฟในฝันรอคุณอยู่ ใน Train Station 2

ขออภัยในความไม่สะดวก รถไฟเวลา 18:36 จะมาถึงช้ากว่ากำหนดประมาณ 23 นาที” ฟังดูคุ้นๆ ไหมครั้งต่อไปที่คุณเจอกับปัญหารถไฟดีเลย์ อย่าเพิ่งนั่งบ่นกับทางรถไฟล่ะ มาสนุกกับเกม Train Station 2 กันดีกว่า

ในเกมนี้คุณสามารถควบคุมทุกอย่างให้ตรงเวลาได้เพียงแค่นิ้วแตะ เกมจะให้คุณสร้างอาณาจักรรถไฟของตัวเอง Train Station 2 ไม่ได้เป็นการบริหารทางรถไฟที่ยุ่งเหยิงหรอกนะ แต่จะเป็นการทำให้โมเดลรถไฟของเล่นที่คุณชื่นชอบมีชีวิตขึ้นมามากกว่า เกมจะพาคุณย้อนกลับไปยังยุคทองของรถไฟ คุณเริ่มด้วยหัวรถจักร 2-3 แบบ และหน้าที่แบบพื้นฐาน เช่น การเก็บสะสมทรัพยากรและขนส่งมันไปยังธุรกิจต่างๆ ตามเส้นทาง ซึ่งก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

เมื่อคุณเล่นไปเรื่อยๆ คุณจะปลดล็อกหัวรถจักรใหม่ๆ เส้นทางใหม่และแผนที่โลก ทำให้คุณสามารถรับงานใหญ่ๆ และให้รถไฟของคุณส่งของขณะที่คุณทำอย่างอื่นได้ด้วย จากนั้นก็กลับมารับค่าตอบแทนและขยายธุรกิจของคุณได้เลย ภาพสวยๆ เมื่อมาอยู่คู่กับกับเกมเพลย์ที่ต้องอาศัยการสร้างสมดุลระหว่างความทะเยอะทะยานและการวางแผน ทำให้เกม Train Station 2 เป็นการผจญภัยที่จะคอยพัฒนาไปอยู่ตลอดเวลา สถานีต่อไปน่ะเหรอ คุณเป็นคนกำหนด

ดาวน์โหลดฟรีเล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในไอเทมพิเศษที่คุณเลือกซื้อได้ 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/train-station-2-railroad-game/id1427248206

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.pixelfederation.ts2&hl=th&gl=US

]]>
Review : Motorola Razr 5G ปลุกตำนานสมาร์ทโฟนจอพับ https://cyberbiz.mgronline.com/review-motorola-razr-5g/ Tue, 22 Dec 2020 07:15:24 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34351

การกลับมาทำตลาดสมาร์ทโฟนในไทยอีกครั้งของ โมโตโรล่า (Motorola) ในปีนี้ ไม่ใช่มาแค่สมาร์ทโฟนระดับกลางล่าง ในซีรีส์ยอดนิยมอย่าง Moto G เท่านั้น แต่มีการนำนวัตกรรมจอพับอย่าง Razr 5G เข้ามาขายในไทยด้วย

ความโดดเด่นของ Motorola Razr 5G คือการนำดีไซน์สุดคลาสสิกของ Razr ในทรงฝาพับเครื่องบาง กลับมาทำตลาดอีกครั้ง กับสมาร์ทโฟนจอพับของโมโตโรล่า ที่ได้รับการอัปเกรดให้รองรับ 5G

เมื่อเทคโนโลยีจอพับ เริ่มกลายเป็นนวัตกรรมที่เข้าถึงได้ของสมาร์ทโฟน หลังจากที่เห็นหลายๆ แบรนด์เริ่มผลิตมือถือจอพับออกสู่ตลาด จึงไม่แปลกที่แบรนด์อย่าง Motorola ที่โดดเด่นในเรื่องสมาร์ทโฟนจอพับทรงคลาสสิกจะให้ความสนใจ

Motorola Razr เป็นสมาร์ทโฟนจอพับที่มากับจอแสดงผล 2 หน้าจอ ให้ใช้งานด่วนๆ ด้านนอก และใช้งานแบบเต็มที่เมื่อกางหน้าจอออกมา ทำให้ได้ขนาดจอ 6.2 นิ้ว ในตัวเครื่องเล็ก พกพาง่าย ในราคา 44,990 บาท

ข้อดี

  • สมาร์ทโฟนจอพับหน้าจอ 6.2 นิ้ว
  • รองรับการเชื่อมต่อ 5G
  • กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล ที่ใช้ถ่ายเซลฟี่ได้ด้วย
  • ตัวเครื่องแข็งแรง โดนเฉพาะข้อต่อพับหน้าจอ

ข้อสังเกต

  • ไม่กันน้ำ กันฝุ่น จากการที่ตัวเครื่องเป็นจอพบ
  • ปุ่มสแกนลายนิ้วมือ อยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานได้ยาก
  • ไม่มีกล้องมุมกว้าง-เทเลโฟโต้มาด้วย
  • ราคาค่อนข้างสูง

มือถือจอพับ ปลุกตำนาน RAZR

ถ้ามองไปในยุคของโทรศัพท์มือถือจอพับสมัยก่อน เชื่อว่า Motorola Razr ได้กลายเป็นโทรศัพท์เครื่องโปรดของใครหลายๆ คนที่อาจจะเคยใช้งาน หรือได้สัมผัสถึงความบางของมือถือในยุคนั้น

จนทำให้ Razr กลายเป็นหนึ่งในตำนานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Motorola และมีการนำซีรีส์นี้กลับมาผลิตใหม่ในยุคสมาร์ทโฟนหลายๆ ครั้ง เพียงแต่ที่ผ่านมานวัตกรรมจอพับยังไม่เกิดขึ้น ทำให้เน้นจุดเด่นเรื่องความบางของตัวเครื่องเป็นหลัก

ในวันที่มือถือจอพับกลับมาเป็นเทคโนโลยีใหม่ในตลาดอีกครั้ง Motorola จึงไม่รอช้าที่จะนำซีรีส์ Razr กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง ในการเป็นสมาร์ทโฟนจอพับ ที่จะเรียกความเชื่อมั่นแบรนด์กลับมา

ดีไซน์ของ Motorola Razr 5G นั้น ถือว่าพยามนำจุดเด่นของ Razr กลับมา ในการเป็นมือถือจอพับแบบฝาหอย แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างทำให้ตัวเครื่องเวลาพับหน้าจอนั้น ยังค่อนข้างหนาอยู่

ขนาดของตัวเครื่องเวลาพับจะอยู่ที่ 91.7 x 72.6 x 16 มิลลิเมตร ด้านหน้าจะมีจอแสดงผลขนาด 2.7 นิ้ว (800 x 600 พิกเซ,)ให้ใช้สั่งงานแบบง่ายๆ ในกรณีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลในสมาร์ทโฟนแบบด่วนๆ

ด้านล่างหน้าจอจะเป็นกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช ซึ่งการที่มี 2 จอทำให้สามารถใช้กล้องนี้ในการถ่ายภาพเซลฟี่ได้เช่นเดียวกัน

เมื่อกางหน้าจอขึ้นมาตัวเครื่องจะอยู่ที่ 169.2 x 72.6 x 7.9 มิลลิเมตร น้ำหนักจะอยู่ที่ 192 กรัม ถ้าดูที่ความหนาของตัวเครื่องเมื่อพับหน้าจอจะอยู่ที่ 16 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าค่อนข้างหนาเมื่อเทียบกับขนาดของสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่เมื่อกางหน้าจอออกมาเหลือ 7.9 มิลลิเมตร ก็นับว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่บางมากๆ รุ่นหนึ่ง

ในส่วนของหน้าจอแสดงผลด้านในจะมีขนาด 6.2 นิ้ว (2142 x 876 พิกเซล) ในสัดส่วน 21:9 ซึ่งจะเห็นว่าจอค่อนข้างยาว เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนทั่วไปในท้องตลาด โดยจอจะมีแถบกล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล อยู่ด้วย

สำหรับปุ่มควบคุมรอบตัวเครื่องทางซ้าย จะมีปุ่มเปิดเครื่องอยู่ที่ขอบจอส่วนบน และปุ่มปรับระดับเสียงอยู่ทางฝั่งขวา ทำให้เวลากางหน้าจอใช้งาน จะรู้สึกว่าตำแหน่งของปุ่มอยู่สูงไปสักหน่อย

ด้านหลังเครื่อง จะมีสัญลักษณ์ของ Motorola อยู่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย ซึ่งเวลาถือจะปลดล็อกใช้งานต้องขยับจุดในการจับตัวเครื่องเล็กน้อย ถึงจะสามารถสแกนลายนิ้วมือได้อย่างง่ายๆ

ส่วนข้อต่อจอพับของ Motorola Razr 5G นั้นถูกออกแบบมาได้เป็นอย่างดี และถือว่าทำมาได้แข็งแรงมากๆ เพราะด้วยลักษณะการใช้งานของมือถือฝาพับ ในกรณีที่สะดวกเปิดใช้งานมือเดียว เรายังสามารถใช้นิ้วแทรกเข้าไป และเหวี่ยงหน้าจอให้เปิดได้เหมือนเดิม

ด้านล่างของเครื่องจะมีพอร์ต USB-C ถาดใส่ซิมการ์ดแบบนาโนซิม ไมโครโฟน และลำโพงอยู่ ซึ่งทำให้บริเวณนี้หนาขึ้นมาเล็กน้อย ส่งผลให้เวลาสัมผัสขอบล่างของหน้าจอจะชอบโดนตรงจุดนี้เป็นประจำ

แบตเตอรีของ Motorola Razr 5G มีขนาด 2800 mAh รองรับการชาร์จเร็วแบบ TurboPower 15W โดยเท่าที่ใช้งานมา แม้ว่าจะเชื่อมต่อ 5G ตลอดเวลา ก็สามารถใช้งานได้ตลอดวันสบายๆ

สเปก

ในส่วนของสเปกตัวเครื่อง Motorola Razr 5G มากับซีพียู Qualcomm Snapdragon 765G กราฟิก Aderno 620 RAM 8 GB พื้นที่เก็บข้อมูล 256 GB (ไม่สามารถใส่ MicroSD การ์ดเพิ่มเติมได้)

รองรับการเชื่อมต่อทั้ง 4G 5G Wi-Fi 5 บลูทูธ 5.1 NFC GPS เรียกว่าใส่มาให้ครบถ้วนทั้งหมด ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่รองรับการอัปเกรดเป็น Android 11 ในอนาคต

การใช้งาน RAZR 5G

ด้วยการที่ตัวเครื่อง Razr 5G มีหน้าจอแสดงผลภายนอก ที่เรียกว่า Quick View มาให้ใช้งานด้วย ในหน้าจอนี้ เราสามารถเข้าถึงการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ได้ทันทีที่เราปลดล็อกเครื่อง

ดังนั้นถ้ามีข้อความแจ้งเตือนเข้ามา ก็สามารถใช้นิ้วปลดล็อกที่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง เพื่อดูข้อความได้ทันที หรือแม้แต่เข้าใช้งานแอปโซเชียลมีเดียต่างๆ

โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปเลือกตั้งแอปฯ ด่วนที่ใช้งานประจำไว้เรียกใช้งานได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เข้าโหมดกล้องเพื่อถ่ายภาพจากกล้องหลัง 48 ล้านพิกเซลได้ทันที

ความน่าสนใจก็คือเวลาที่ใช้งานแอปฯ ในหน้าจอเล็กอยู่แล้วเปิดฝาขึ้นมา ถ้าเป็นแอปที่รองรับการใช้งานแบบต่อเนื่อง อย่างแอปของ Google อย่าง Maps หรือ YouTube ก็สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้ต่อทันที

เมื่อเปิดฝาพับขึ้นมา ก็จะพบกับหน้าจออินเตอร์เฟสแบบ My UX ที่มาพร้อม Android 10 แบบโล่งๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งอะไรเพิ่มเติมมากนัก ทำให้การใช้งานโดยรวมค่อนข้างลื่นไหล

ในส่วนของกล้องถ่ายภาพที่ให้มาทั้งกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล และกล้องเซลฟี่ 20 ล้านพิกเซล ก็ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานอยู่แล้ว

ตัวเครื่อง Razr 5G ยังมีฟีเจอร์การควบคุมต่างๆ (Moto Actions) ที่น่าสนใจ อย่างการถ่ายภาพด่วน สามารถทำได้ด้วยการสบัดข้อมือ 2 ครั้ง เปิดไฟฉายด้วยการเขย่ายเครื่อง 2 ครั้ง หรือการใช้สามนิ้วแตะที่หน้าจอค้าง เพื่อจับภาพหน้าจอ มาให้เพิ่มเติมด้วย

สำหรับการใช้งานทั่วไป Razr 5G ถือว่ารองรับทุกรูปแบบการใช้งานอยู่แล้ว แต่ด้วยตัวเครื่องที่มาเป็นลักษณะของฝาพับ อาจจะไม่เหมาะกับการใช้งานเล่นเกมมากสักเท่าไหร่ เนื่องจากเวลาใช้งานตัวเครื่องในแนวนอน บริเวณขอบเครื่องด้านล่างจะทำให้การสัมผัสหน้าจอแถวๆ นั้นยากขั้น

ประกอบกับตัวจอแสดงผลที่เป็นแบบจอพับ ยังไม่ได้เรียบเนียนเหมือนจอแสดงผลแบบปกติ ทำให้เวลาลูบผ่านจะรู้สึกว่าจอบริเวณแกนฝาพับนั้นยุบลงไปเล็กน้อย

อีกอย่างคือจอพับของ Razr 5G นั้น ยังไม่สามารถใช้งานในลักษณะของการงอหน้าจอเหมือนใน Galaxy Z Flip ทำให้ลักษณะการใช้งานจะอยู่ในรูปแบบของการกางจอจนสุดเท่านั้น

สรุป

Motorola Razr 5G ได้เรียกกลิ่นอายของ Razr กลับมาได้อย่างน่าสนใจ ผู้ที่ชื่นชอบโทรศัพท์แบบฝาพับน่าจะชื่นชอบรุ่นนี้ได้ไม่ยาก ที่สำคัญคือการที่ตัวเครื่องรองรับ 5G ทำให้สามารถใช้งานได้ยาวๆ

เช่นเดียวกับงานประกอบ และวัสดุของตัวเครื่อง ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียม แกนของฝาพับทำได้แข็งแรง รองรับการพับจอ และกางจอได้เป็นอย่างดี

แต่ด้วยลักษณะของการใช้งานจะเน้นที่การใช้เป็นโทรศัพท์ และใช้งานทั่วๆ ไปมากกว่า ไม่ได้เด่นในแง่ของกล้องถ่ายภาพ หรือการเล่นเกม เพราะให้กล้องมาระยะเดียว และซีพียูที่เลือกใช้ก็ไม่ใช่รุ่นท็อปสุด

Motorola Razr 5G วางจำหน่ายแล้วในราคา 44,990 บาท มีให้เลือกสีเดียวคือ สีเทาเข้ม Polished Graphite

]]>
Cyber Apps 21/12/20 : Waterbrush by BeCasso / Qello Concerts by Stingray / TERA: Endless War / Dragon Castle https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-211220/ Mon, 21 Dec 2020 04:23:04 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34344 Waterbrush by BeCasso เปลี่ยนรูปถ่ายให้กลายเป็นภาพสีน้ำสุดเก๋

หากเปิดอัลบั้มรูปในมือถือมา แล้วถามว่ารูปไหนเป็นรูปเซลฟี่สุดเก๋ที่สุดของปีนี้ อย่าเพิ่งรีบตอบหากคุณยังไม่ได้แต่งรูปเด็ดนั้นด้วยแอปอย่าง Waterbrush by BeCasso ซึ่งเป็นแอปแต่งรูปที่ใช้งานสุดง่าย เปลี่ยนรูปชิคๆ ของคุณให้คูลยิ่งกว่าเคยด้วยเอฟเฟกต์เหมือนภาพสีน้ำที่ศิลปินดังจงใจรังสรรค์มาเพื่อคุณ

เพียงแค่กดที่ “Load from photos” เพื่อเลือกภาพจากอัลบั้มรูป แค่อึดใจเดียว ภาพถ่ายธรรมดาๆ ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นภาพสีน้ำ คุณสามารถเลือกปรับลายฝีแปรงและโทนสีสไตล์อื่นๆ ได้จากด้านล่าง

พอใจแล้วก็กดปุ่ม Save ได้เลย ปกติแล้วหากใช้งานแต่งภาพแบบฟรีๆ ก็จะมีลายน้ำที่เป็นโลโก้แอปปรากฏที่มุมขวาล่างของภาพ หากคุณต้องการลบออกก็จะต้องอัปเกรดเป็นบัญชีแบบพรีเมี่ยม ซึ่งตอนนี้ก็มีโปรฯ รายปีลด 69% เหลือเพียง 219 บาท/ปี เท่านั้น

ดาวน์โหลดแอป Waterbrush by BeCasso มาเล่นแต่งรูปให้กลายเป็นภาพสีน้ำสุดเก๋ได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/waterbrush-by-becasso/id1496018540

Qello Concerts by Stingray โลกแห่งดนตรีไลฟ์สดในมือคุณ

สำหรับคอเพลงตัวยง Qello Concerts by Stingray คือที่ที่คุณจะได้พบกับความฟินที่สามารถฝังตัวเองได้เป็นชั่วโมงๆ กับเสียงดนตรีจากเวทีคอนเสิร์ตมากมายในตำนาน ในแอป Qello Concerts by Stingray มีคลังวิดีโอคอนเสิร์ต และหนังสารคดีเกี่ยวกับเพลงมากกว่า 2,000 ครบทุกสไตล์และแนวเพลง ไม่ว่าจะคันทรี่หรือฮิปฮอป เฟสติวัลบิ๊กเบิ้มหรือจะโชว์ในร้านเล็กๆ คอนเสิร์ตแบบจัดเต็มหรือมิกซ์เทปวิดีโอ และใครจะไปรู้ว่าศิลปินคนโปรดของคุณก็อาจจะปรากฏตัวอยู่ที่นี่ก็ได้

เมื่อเปิด Qello Concerts เข้ามาจะเจอหน้า Spotlight ซึ่งมีทั้งเรื่องที่ออกใหม่ล่าสุด เรื่องแนะนำสำหรับแต่ละคน และลิสต์ที่จัดมาให้พร้อมอย่าง Best of the 2000s และ Piano Rockers แค่กวาดตาดูก็รู้ว่าแนวเพลงนั้นหลากหลายแค่ไหน เรียงไปเลยตั้งแต่ Elton John จนถึง Beyoncé และ Glen Campbell โน่นแน่ะ กดแตะที่หน้าปก และกด Play Complete Show เพื่อเริ่มโชว์ (หรือจะเซฟไว้ดูภายหลังได้ด้วยการแตะที่ไอคอนหัวใจก็ได้นะคุณสามารถชมรายการไปเรื่อยๆ หรือแตะที่ Tracks เพื่อข้ามจากเพลงสู่เพลง หรือกระโดดตรงไปยังอังกอร์ แล้วแตะ Related เพื่อดูฟิล์มคอนเสิร์ตจากศิลปินที่คล้ายคลึงกันต่อแบบยาวๆ แน่นอน

ที่ Qello Concerts รู้ว่าคุณอาจจะไม่ได้พร้อมดูคอนเสิร์ตยาวสองชั่วโมงครึ่งตลอดเวลา ก็เลยมีตัวเลือกอย่างวิดีโอมิกซ์เทป และฟีเจอร์ TV Channels และ Setlist ไว้คอยแนะนำเพลย์ลิสต์ของดนตรีไลฟ์สด โดยอิงจากแนว ยุคสมัย หรือธีมอย่าง Best of the ‘90s, Summer Jams และ Polyrhythmic Delirium (คือการผสมผสานระหว่างโซโล่กลอง ไม่ใช่ชื่อวงหรอกนะ แต่ถ้าเป็นชื่อวงก็คงจะเท่ไม่หยอกพร้อมให้ชมได้เหมือนกัน

ดาวน์โหลดแอป Qello Concerts ได้ฟรีทั้งบน iPhone, iPad, Apple TV

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/qello-concerts-by-stingray/id491069819

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.qello.handheld&hl=th&gl=US

TERA: Endless War ภาคต่อของมหาสงครามบนจอมือถือ

เมื่อดินแดนแห่ง Arborea ถูกรุกรานจากปิศาจ Argons เป็นหน้าที่ของคุณแล้วที่จะเกณฑ์เหล่าฮีโร่ นำทัพต่อสู้ และปกป้องดินแดนแห่งนี้ ใน TERA: Endless War เกมวางแผน RPG ภาค spin-off จากเกม MMORPG ยอดนิยม TERA คุณจะได้รับบทเป็นลอร์ดในดินแดนแห่ง Arborea ทำการต่อสู้กับกองทัพของศัตรู สร้างค่ายทหารเพื่อฝึกฝนกองกำลัง และพัฒนาสกิลใน Academia มี 7 เผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ใน Arborea โดยแต่ละตัวละครจะจัดอยู่ใน 1 ใน 8 คลาสที่แตกต่างกัน

ตอนนี้พวกเขาจะร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับเหล่า Argonian ผู้รุกราน เกณฑ์ฮีโร่จากเผ่าผู้รักอิสระอย่าง Amani เผ่าแห่งความสงบ Baraka และผู้ทะนงตน High Elves และฝึกฝนพวกเขาเพื่อพาไปลุยในสนามรบสุดมัน นี่คือเกมที่มีกราฟิกสวยงามโดดเด่น ไม่ว่าคุณจะต่อสู้กับมอนสเตอร์หรือบุกตะลุยไปในเมืองของศัตรู การต่อสู้ทั้งหมดจะถูกเรนเดอร์ออกมาในรูปแบบกราฟิกสุดอลัง

ร่วมต่อสู้ในโลกของ TERA: Endless War และก้าวขึ้นเป็นผู้พิทักษ์แห่ง Arborea ให้จงได้มาสนุกกันได้ทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/tera-endless-war/id1511439902

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.joycity.tr&hl=th&gl=US

Dragon Castle แข่งขันเพื่อรับพรจากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์

ใครจะเป็นผู้สร้างพระราชวังได้งดงามที่สุดใน 4 ดินแดนนี่คือคำถามที่คุณต้องมาหาคำตอบใน Dragon Castle: The Board Game ซึ่งดัดแปลงมาจากเกมกระดานที่อิงรูปแบบการเล่นจากไพ่นกกระจอก ในเกมนี้คุณต้องทำให้วิญญาณอันทรงพลังพอใจ ด้วยการผสานไพ่ที่เหมือนกันและสร้างศาลเจ้าขึ้นบนไพ่เหล่านั้น ในแต่ละตาจะเริ่มด้วยการเลือกไพ่จากบนสุดของพระราชวังมังกรซึ่งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของกระดาน

จากนั้นเลือกไพ่ที่เหมือนกันเพื่อนำมาสร้างพระราชวังของคุณ โดยคุณสามารถถวายมันให้กับศาลเจ้าหรือทิ้งมันเพื่อเปลี่ยนเป็น victory point ก็ได้ และตอนนี้แหละที่จะเป็นตัวทดสอบชั้นเชิงกลยุทธ์ของคุณ จะเลือกรออีกหนึ่งตาในการรวมไพ่เพื่อสร้างรากฐานที่ใหญ่ขึ้น หรือจะเก็บแต้มเร็วๆ เพื่อขึ้นนำคู่แข่งไปก่อนดีล่ะหลังจากที่คุณเรียนรู้การเล่นพื้นฐานจนคล่องแล้ว ลองอัญเชิญวิญญาณในเกมต่อไปดูสิ พวกเขามีพลังพิเศษที่จะใช้ได้ตาละครั้ง หรือบางทีคุณอาจจะชอบที่จะอัญเชิญมังกรมากกว่า เพราะมันจะสร้างวิธีใหม่ๆ ในการทำแต้มให้กับคุณ จะฝึกปรือฝีมือให้ดีโดยการเล่นกับคอมพิวเตอร์หรือจะไปทดสอบฝีมือกับผู้เล่นจริงจากทั่วโลกก็เลือกเอาได้เลย เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/dragon-castle-the-board-game/id1460296044

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.horriblegames.dragoncastle&hl=th&gl=US

]]>