CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Fri, 27 Mar 2020 09:05:34 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.6 Review : Samsung Galaxy Buds+ พัฒนาขึ้นรอบด้านในราคาจับต้องได้ https://cyberbiz.mgronline.com/review-samsung-galaxy-budsplus/ Fri, 27 Mar 2020 09:05:34 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32488

เมื่อตลาดหูฟังบลูทธแบบ True Wireless ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่แบรนด์สมาร์ทโฟนต่างหันมาจับตลาดนี้กันหมด แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาหนึ่งในรุ่นที่ได้รับการชื่นชมในเรื่องของคุณภาพเสียงเมื่อเทียบกับราคาก็คือ Samsung Galaxy Buds

พอมาในปีนี้ ซัมซุง เลยถือโอกาสอัปเกรดความสามารถของ Galaxy Buds ออกมาเป็นรุ่นใหม่อย่าง Buds+ ที่ดูภายนอกแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยมากๆ แต่จริงๆแล้วข้างในมีการปรับปรุงค่อนข้างเยอะ

ทำให้รวมๆ แล้ว Galaxy Buds+ น่าใช้งานมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และทำให้กลายเป็นหูฟัง True Wireless ในระดับราคาไม่เกิน 5,000 บาทที่น่าสนใจตอนนี้

ข้อดี

  • คุณภาพเสียง ที่ถูกปรับแต่งร่วมกับ AKG
  • รองรับการชาร์จไร้สาย
  • แบตเตอรีใช้งานได้ 11 ชั่วโมง
  • เพิ่มโหมดรับฟังเสียงรอบข้าง

ข้อสังเกต

  • ยังไม่มีระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอกแบบ ANC
  • ใช้ปุ่มสัมผัสในการสั่งงาน ทำให้เวลาถอดใส่ จะโดนปุ่มสั่งงานไปในตัว
  • แม่เหล็กที่เคสหูฟังค่อนข้างอ่อน ต้องระวังเวลาหยิบใส่

พัฒนาให้ Buds+ สมบูรณ์มากขึ้น

ในตอนที่ซัมซุงออก Galaxy Buds รุ่นแรกมา ถือว่าเป็นการต่อยอดมาจาก Gear IconX ด้วยการทำให้ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนของซัมซุงง่ายขึ้น ทั้งเรื่องการเชื่อมต่อ และปรับแต่งใช้งาน

พอมาเป็นในรุ่นของ Buds+ สิ่งที่ซัมซุงพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมา คือเรื่องของคุณภาพเสียง ทั้งจากหูฟัง และเสียงสนทนา ที่ในรุ่นแรกจะมีปัญหาต้องใช้เสียงที่ดังกว่าปกติเวลาสนทนา แต่ใน Buds+ ปัญหานี้ได้ถูกแก้ไขไปแล้ว

ในส่วนของการเชื่อมต่อใช้งานร่วมสมาร์ทโฟนซัมซุง ยังง่ายเหมือนเดิมคือดาวน์โหลด Galaxy Wearable ติดตั้งไว้ หลังจากนั้นเปิดฝา Buds+ ขึ้นมา จะมีหน้าจอ Pop Up ให้เชื่อมต่อได้ทันที

หลังจากนั้นก็เข้าไปใช้งานในแอปเพื่อดูสถานะของแบตเตอรี ที่แสดงผลทั้งหูฟัง และเคสชาร์จ เพิ่มเติมด้วยการเลือกปรับระดับเสียงรอบข้าง ในกรณีที่ใช้งานในพื้นที่สาธารณะเพื่อให้ปลอดภัยมากที่สุด เพราะเป็นหูฟังแบบ In-Ears อาจจะทำให้ได้ยินเสียงรอบข้างน้อยลง

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถเข้าไปปรับตั้ง Equalizer ได้ตามแนวเพลงที่ชื่นชอบ รวมถึงการตั้งค่าการแจ้งเตือน ตั้งค่าการสั่งงานด้วยการแตะ รูปแบบต่างๆ ทั้งการแตะ 1 ครั้งเพื่อเล่นหรือหยุดเพลง 2 ครั้ง เพื่อเปลี่ยนแปลง 3 ครั้งเพื่อเล่นเพลงก่อนหน้า

สุดท้ายคือ การแตะค้างเพื่อเลือกใช้คำสั่งพิเศษ อย่างเรียกผู้ช่วยส่วนตัว ปรับโหมดรับเสียงรอบข้าง เพิ่มลดเสียง หรือเรียกใช้งานแอปตามที่ตั้งไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแอปเพลงที่ติดตั้งไว้ในเครื่อง

การออกแบบ

Samsung Galaxy Buds+ จะมากับรูปทรงเดิมเหมือน Galaxy Buds ทำให้ผู้ที่เคยใช้งานรุ่นเก่า สามารถสลับเคสมาใส่ใช้งานกับรุ่นใหม่ได้ด้วย โดยจุดที่แตกต่างกันคือเรื่องของผิวพลาสติกที่ Buds+ จะเป็นแบบเคลือบเงา ในขณะที่ Buds จะเป็นสีขาวด้าน

สำหรับ Buds+ จะมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ ขาว ดำ ฟ้า และแดง วางจำหน่ายในราคา 4,990 บาท ตัวเคสรองรับการชาร์จทั้งจากสาย USB-C ที่มีมาให้ภายในกล่อง และยังรองรับการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi ซึ่งสามารถใช้ฟีเจอร์ Wireless Power Share จากสมาร์ทโฟนซัมซุงรุ่นที่รองรับก็ได้

ภายในกล่องนอกจากสายชาร์จแล้ว ซัมซุง ยังให้จุกหูฟัง In-Ears มาให้เปลี่ยนทั้งหมด 3 ขนาด พร้อมยางครอบหูฟังเพื่อให้เข้ากับใบหูของผู้ใช้งานแต่ละรายด้วย

สำหรับจุดเปลี่ยนแปลงภายในคือใน Buds+ จะเพิ่มลำโพงไดนามิกระบบเสียง 2 ทาง และวูฟเฟอร์ที่ให้เสียงเบสแน่นมากขึ้น ส่วนลำโพงทวิตเตอร์จะให้เสียงสูงที่ชัดเจนขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มไมโครโฟนเป็น 3 ตัว ที่อยู่ด้านนอก 2 ตัว เพื่อรับเสียงของผู้ใช้ และตัดเสียงรบกวนภายนอก เพิ่มเติมด้วยไมโครโฟนด้านในที่จะคอยวิเคราะห์เสียงที่ได้ยิน เพื่อแยกเสียงหลักออกมา

ขณะที่แบตเตอรี่ในการใช้งาน สามารถใช้ได้ยาวขึ้นเป็น 11 ชั่วโมง และเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จจะเพิ่มเป็น 22 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีระบบชาร์จเร็ว ที่ชาร์จไว้ 3 นาที สามารถฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง

สรุป

Samsung Galaxy Buds+ ถือเป็นหูฟังไร้สายรุ่นที่น่าสนใจ และสามารถนำมาใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน Galaxy ได้อย่างลงตัว จากแอปพลิเคชันที่รองรับให้ปรับแต่งการใช้งานต่างๆ ได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ซัมซุง ยังไม่ได้นำระบบตัดเสียงรบกวนมาใช้ อาจจะทำให้ผู้ใช้งานบางส่วนที่ต้องการตัดเสียงรบกวนจากภายนอกมองข้ามรุ่นนี้ไปได้

Gallery

]]>
Cyber Apps 23/03/20 : Sleepzy / Digital Concert Hall / Renegade Racing / Snake Rivals https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-230320/ Mon, 23 Mar 2020 13:30:15 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32481 Sleepzy – Sleep Cycle Tracker ตื่นนอนอย่างสดใสในทุกๆ เช้า

คุณเองก็อยากรู้ใช่ไหมล่ะว่าเมื่อหลับปุ๋ยไปแล้ว แต่พอเช้าตื่นมาทำไมยังรู้สึกงัวเงียอยู่ก็ไม่รู้ การมีตัวช่วยวิเคราะห์การนอนหลับอย่าง Sleepzy – Sleep Cycle Tracker จะช่วยไขปริศนานี้ Sleepzy เป็นแอปตรวจจับการนอนของคุณ ที่จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้คุณนอนหลับได้อย่างเต็มอิ่มยิ่งขึ้นเอง แค่วางโทรศัพท์ไว้ข้างเตียงแล้วแอปก็จะคอยฟังเสียงที่ตัวเราสร้างขึ้นในขณะที่นอนผ่านไมโครโฟนและวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนั้นออกมา

ไม่ต้องกลัวนะว่าจะมีใครมาแอบฟังเสียงกรนหรือเสียงละเมอของคุณเพราะทุกเสียงที่อัดไว้จะอยู่บนเครื่องของคุณ และคุณยังสามารถกดเลือกว่าจะไม่แชร์ข้อมูลแบบไม่ระบุบุคคลได้ด้วย โดยหากใช้เป็นประจำทุกๆ วัน แอป Sleepzy จะแสดงสถิติที่สำคัญเกี่ยวกับการนอนของคุณอย่างละเอียด โดยจะแสดงจำนวนชั่วโมงการนอน รวมถึงคุณภาพการนอนว่าคุณหลับลึกแค่ไหนแล้ว

แอปยังจะแนะนำให้คุณเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตเพื่อพัฒนาการนอนของคุณให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการกรนของคุณด้วย ปล่อยตัวปล่อยใจให้ผ่อนคลายกับเสียงแบบเซนก่อนนอน และตั้งช่วงเวลาสำหรับการตื่นในตอนเช้า เพื่อที่แอปจะสามารถปลุกคุณได้ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในช่วงเวลาการนอนของคุณ หมายความว่าคุณจะตื่นขึ้นมาอย่างเต็มอิ่มแน่นอน

ยิ่งคุณใช้แอป แอปก็จะยิ่งฉลาดมากขึ้นด้วย ตั้งเป้าหมายในการนอนของคุณแล้วแอปก็จะเตือนเมื่อถึงเวลาเข้านอน และคุณจะได้รายงานการนอนที่สรุปข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นั้น เพื่อที่จะได้ดูกันว่าคุณนอนหลับเพียงพอหรือพักผ่อนไม่ถึงเป้าหรือเปล่า เพราะอย่างที่เราๆ รู้กัน การนอนน่ะคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยนะ

ดาวน์โหลดแอป Sleepzy – Sleep Cycle Tracker  ได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/sleepzy-sleep-cycle-tracker/id1064910141

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.apalon.alarmclock.smart&hl=th

Digital Concert Hall ยกวงออร์เคสตรามาไว้ในบ้านคุณ

การฟังดนตรีคลาสสิกที่รื่นหู นอกจากจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายและยังเชื่อกันว่าช่วยพัฒนาสมองและอารมณ์ได้อีกด้วย และลองนึกดูว่าหากคุณสามารถตีตั๋วได้นั่งแถวหน้าเพื่อดูการเล่นสดของวงออร์เคสตราได้จากโต๊ะทำงานหรือห้องนั่งเล่นของคุณล่ะโสตประสาทของคุณมันจะเพลิดเพลินถึงดีกรีไหน

ว่าแล้วก็มาพบกับแอปที่จะเปิดประตูบานใหม่ให้คุณเข้าถึงโลกแห่งดนตรีคลาสสิกอย่างแอป Digital Concert Hall กันเลย แอป Digital Concert Hall คือ แอปจากทีมงานของ Berlin Philharmonic Orchestra ที่มีวงดนตรีออร์เคสตราชื่อก้องโลก โดยภายในแอปได้กลายเป็นที่รวมสื่อทุกอย่างที่คนฟังเพลงคลาสสิกต้องการ อาทิ การดูคอนเสิร์ตด้วยภาพคมชัดสูง ดูแยกตามผลงานของศิลปิน และคอนดักเตอร์ได้ ดูภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของนักดนตรีคนดังเพื่อรู้จักชีวิตของพวกเขาในหลากมิติ พร้อมซับภาษาอังกฤษ รวมถึงการชมคลิปสัมภาษณ์นักดนตรีคนดังจากทั่วโลกอีกด้วย

ตอนนี้แอป Digital Concert Hall เปิดให้ผู้ที่สมัครสมาชิกภายใน 31 มีนาคมนี้ สามารถใช้งานฟรีถึง 30 วัน ดาวน์โหลดแอปนี้ได้ฟรีทั้งบน iPhone, iPad, Apple TV

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/digital-concert-hall/id554616591

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.novoda.dch&hl=th

Renegade Racing รัดเข็มขัดแล้วออกไปซิ่งผาดโผนกันให้หลุดโลก!

ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงเส้นชัยของเกม Renegade Racing ไม่ใช่แค่การเหยียบคันเร่งอย่างเดียวนะ คุณต้องโชว์การตีลังกากลับหลังสักหน่อยด้วยซิ่งแซงผู้เล่นออนไลน์อีก 5 คนให้ได้ด้วยการโชว์สตันท์สุดผาดโผนและลงพื้นอย่างปลอดภัย ในเกมแข่งรถอิงหลักฟิสิกส์นี้ ทุกๆ ทริคที่คุณใช้จะเป็นการเพิ่มหลอดบูสต์ของคุณ ดังนั้นใส่ให้เต็มที่แบบไม่ต้องกั๊กเลย คุณจำเป็นต้องรู้ว่าตอนไหนควรจะเสี่ยง (มีบ่อยเลยล่ะและตอนไหนควรเพลย์เซฟ (ไม่ค่อยมีหรอกจะช่วยให้คุณขึ้นนำในเส้นทางสุดโหดที่มีทั้งแท่นกระโดดสูงชัน เหวกว้าง และลูกตุ้มสุดอันตรายนี้ได้

ถ้าคุณสามารถเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 ได้ ก็รับรางวัลเป็นเงินในเกมและนำไปอัปเกรดการควบคุม อัตราเร่ง เทอร์โบ และอื่นๆ ได้เลย ทุกๆ การปรับแต่งจะสร้างความแตกต่างได้เยอะเลยล่ะเมื่อเล่นไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะปลดล็อกสนามใหม่ที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น รวมถึงรถแรงๆ อีกเพียบ ตั้งแต่ hot rod สุดเฟี้ยวไปจนถึงรถบิ๊กฟุตและรถบัส 2 ชั้นเลย แต่วางใจได้เลยว่า ทุกๆ การขับขี่ของคุณจะรวดเร็ว สนุกเร้าใจ และที่สำคัญ ซิ่งได้เต็มที่แบบไม่ต้องพะวงเรื่องกฎจราจรเลย

สนุกกับ Renegade Racing ได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/renegade-racing/id1355912318

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.notdoppler.renegaderacing&hl=th

Snake Rivals กินหัว กินหาง กินกลางตลอดตัว!

เกมงูในยุคนี้มีอะไรให้คุณทำมากกว่าการกินหางตัวเองนะ ใน Snake Rivals – io snakes game คุณจะได้แตะหน้าจอเพื่อบังคับทิศทางงูให้ไปหม่ำแอปเปิลที่จะทำให้ตัวของมันยาวขึ้น แต่มันไม่ได้ชิลล์ขนาดนั้นนะ เพราะในด่านจะมีทั้งสิ่งกีดขวางและงูคู่แข่งที่จ้องจะล้มคุณอยู่เพียบ

เมื่อแรกเริ่มที่คุณฟักออกมาจากไข่ จะมีงูตัวยักษ์มากมายรายล้อมอยู่ แต่ถ้าควบคุมงูของคุณดีๆ และใช้พาวเวอร์อัปให้ถูกจังหวะ (มีทั้งลูกไฟและแม่เหล็กดูดอาหารคุณจะสามารถเติบโตจนกลายเป็นพี่เบิ้มคุมสนาม และไต่ไปอยู่อันดับต้นๆ ของตารางคะแนนได้ แต่ก็นะ จำไว้ให้ดีว่า ความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวก็สามารถทำให้คุณต้องไปเริ่มใหม่จากศูนย์ได้เลย

ในเกมมีหลายโหมดให้เล่นด้วยนะ เช่น โหมด Classic ที่เราคุ้นเคย โหมด Gold Rush ที่ใครเก็บเหรียญสะสมได้มากที่สุดใน 3 นาทีก็จะเป็นผู้ชนะ ส่วนโหมด Battle Royale จะเป็นการสู้กันจนเหลืองูผู้ชนะแค่ตัวเดียว นอกจากนั้นยังมีเควสเสริมอีกมากมายให้ไปพิชิตด้วย ซึ่งถ้าคุณไม่ค่อยอยากเป็นงูเท่าไหร่ คุณก็สามารถเปลี่ยนตัวไปเป็นสัตว์น่ารักๆ แบบอื่น หรืออยากจะเป็นรถดับเพลิงคันยาวเหยียดก็ได้เหมือนกันนะ

Snake Rivals ได้พิสูจน์แล้วว่าเกมงูได้พัฒนามาไกลสุดๆ แถมยังสนุกอย่าบอกใครอีกต่างหากดาวน์โหลดฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/snake-rivals-io-snakes-game/id1440185894

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.supersolid.snake&hl=th

]]>
Review : Linksys MR9000X ไฮเอนด์เราเตอร์รองรับ Mesh WiFi https://cyberbiz.mgronline.com/review-linksys-mr9000x/ Mon, 23 Mar 2020 02:54:24 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32460

หลังจากที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายๆ รายเริ่มปรับความเร็วในการใช้งานเน็ตบ้านเพิ่มขึ้นเป็น 1 Gbps แต่กลายเป็นว่าเราเตอร์ที่ให้มาไม่รองรับ หรือใช้งานได้ไม่ครอบคลุม ทำให้เป็นโอกาสของ Linksys ที่จะนำเสนอเราเตอร์คุณภาพสูงให้ได้ใช้งานกัน

ที่ผ่านมา Linksys เริ่มนำเสนอ Mesh WiFi มา 2-3 ปีแล้ว ในรุ่นของไฮเอนด์ดีไซน์สวย และเริ่มพัฒนาให้มีคุณภาพในการใช้งานมากขึ้น อย่าง MR9000 รุ่นนี้ นอกจากจะเชื่อมต่อกับ Velop เพื่อทำ Mesh ได้แล้ว ยังสามารถแยกคลื่นเพื่อให้เกมเมอร์ใช้งานโดยเฉพาะได้

MR9000 ชูเรื่องของ Tri-Band ที่แบ่งเป็นการปล่อยสัญญาณ WiFi 5 GHz 2 ช่องสัญญาณ และ 2.4 GHz อีก 1 ช่องสัญญาณ ที่มีระบบป้องกันคลื่นรบกวน และให้ Latency ที่ต่ำด้วย จึงเหมาะกับพาวเวอร์ยูสเซอร์ที่ต้องการอินเทอร์เน็ตคุณภาพสูง

ข้อดี

  • เราเตอร์ Tri-Band รองรับ Velop Mesh WiFi
  • แยกสัญญาณ WiFi สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะได้
  • ติดตั้งใช้งานง่านผ่านแอป Linksys
  • เลือก 3 ดีไวซ์สำคัญที่จะให้ความสำคัญในการกระจายสัญญาณ

ข้อสังเกต

  • เราเตอร์ยังรองรับแค่ WiFi 5
  • ไม่สามารถตั้งค่าขั้นสูงได้ (เลือกช่องสัญญาณ WiFi เองไม่ได้)

เราเตอร์กระจายสัญญาณคุณภาพสูง

เชื่อว่าก่อนเลือกซื้อเราเตอร์ที่มีราคาค่อนข้างสูงมักจะเกิดคำถามขึ้นว่า จะเสียเงินทำไมในเมื่อผู้ให้บริการก็มีเราเตอร์มาให้ และสามารถใช้งาน WiFi ในบ้านได้

แต่จริงๆ แล้วเราเตอร์คุณภาพสูงเหล่านี้ จะเหมาะกับผู้บริโภคที่ต้องการประสิทธิภาพ และคุณภาพในการใช้งานเครือข่ายไวไฟภายในบ้าน ซึ่งไม่ใช่แค่ใช้ได้ แต่ต้องคุณภาพดี ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในบ้านด้วย

ทำให้ตลาดของเราเตอร์กระจายสัญญาณในบ้านยังได้รับการตอบรับที่ดีเสมอมา และเติบโตไปพร้อมๆ กับปริมาณผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่เพิ่มมากขึ้น

ยิ่งในเฉพาะช่วงที่เกิดการทำงานที่บ้าน (Work From Home) การที่นั่งทำงานที่บ้านแล้วสัญญาณไวไฟมีปัญหา เน็ตช้า หรือนั่งทำได้เฉพาะบางจุด ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ การหาเราเตอร์ดีๆ มาช่วยกระจายสัญญาณจะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป

3 ย่านความถี่ ส่งข้อมูลได้สเถียรกว่า

จากจุดเด่นของ Linksys MR9000X ที่ชูเรื่องของ Tri-Band หรือ 3 ย่านความถี่ ที่มากับหน่วยประมวลผล Quad Core ช่วยให้การประมวลผล ส่งข้อมูลทำได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการส่งต่อข้อมูลขนาดใหญ่ระดับ 4K หรือการเล่นเกมที่ต้องการความเร็วในการตอบสนอง

โดยการที่มี 3 ย่านความถี่ทำให้รองรับทั้งอุปกรณ์รุ่นเก่าที่รองรับ WiFi 4 ส่วน ย่านคลื่นความถี่ 5 GHz ที่มี 2 ช่องสัญญาณ จะใช้สำหรับการส่งข้อมูลไปยัง Mesh WiFi เพื่อช่วยให้การใช้งานครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด ซึ่งความเร็วสูงสุดที่ส่งได้ภายในเครือข่ายภายในบ้านจะอยู่ที่ 3000 Mbps

ขณะเดียวกัน ด้วยการที่นำระบบ Intelligent Mesh มาช่วยในการกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมทั่วบ้าน และรองรับการเชื่อมต่อกับ Velop ทำให้ตัวเราเตอร์จะคำนวนการส่งสัญญาณที่ได้คุณภาพมากที่สุดโดยอัตโนมัติ

ที่สำคัญคือมีระบบค้นหาช่องสัญญาณที่ดีที่สุดแบบอัตโนมัติด้วย โดยเมื่อเลือกแล้วเราเตอร์จะทำการสแกนช่องสัญญาณรบกวนบริเวณบ้าน ก่อนเลือกช่องสัญญาณที่โดนรบกวนน้อยที่สุดมาใช้ ซึ่งถ้ามีการใช้งานในระบบ Mesh ก็จะมีการเลือกช่องสัญญาณที่แตกต่างกันไปด้วย

จุดสำคัญอยู่ที่แอปฯ

นอกเหนือจากประสิทธิภาพของเราเตอร์ที่ดีแล้ว การบริหารจัดการเครือข่ายภายในบ้านที่ง่าย และรวดเร็วกลายเป็นอีกจุดเด่นของ Linksys หลังจากเริ่มนำเสนอแอปพลิเคชันในการตั้งค่าต่างๆ ภายในบ้านตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อตอนที่ออก Velop มาให้ใช้งานกัน

ผู้ที่สนใจ Velop สามารถย้อนกลับไปอ่านรีวิว Review : Linksys Velop สร้างเครือข่าย Wi-Fi ที่คลุมทุกพื้นที่ในบ้าน ได้ที่ https://cyberbiz.mgronline.com/review-linksys-velop/ โดยทางทีมงานได้นำ Velop มาเชื่อมต่อกับ MR9000X เพื่อช่วยกระจายสัญญาณเพิ่มเติมด้วย

ในการติดตั้งครั้งแรก หลังจากนำเราเตอร์เชื่อมต่อกับ Eternet ผ่านสาย LAN จากโมเด็มเข้าเราเตอร์ เปิดเครื่อง ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Linksys มาติดตั้งไว้บนสมาร์ทโฟน หลังจากนั้นทำการล็อกอินเลือกเพิ่มเราเตอร์เข้าไปในระบบ ทำตามขั้นตอนต่างๆได้เลย

โดยเมื่อติดตั้งเราเตอร์หลักเสร็จ ค่อยเลือกเพิ่มจุดกระจายสัญญาณเพิ่ม เมื่อติดตั้งครบทุกจุดแล้ว แนะนำให้ใช้ความสามารถของ Intelligent Mesh ในการเลือกช่องสัญญาณอัตโนมัติ (Channel Finder) เพื่อให้การเชื่อมต่อได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด

ภายในแอปฯ ยังเลือกตั้งดีไวซ์ที่จะให้ความสำคัญในการเชื่อมต่อมากที่สุด (Device Prioritization) เลือกตั้งจำกัดการเข้าถึงเฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด (Parental Controls) รวมถึงแยกสัญญาณ WiFi ออกมาให้แขกที่มาบ้านใช้งาน (Guest Access) ซึ่งจะช่วยในเรื่องความปลอดภัยที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญภายในบ้านได้

ข้อดีอีกหนึ่งอย่างคือ Mesh WiFi ของ Linksys จะไม่มีการแยกคลื่น 2.4GHz หรือ 5GHz ให้เชื่อมต่อ แต่ใช้เป็นชื่อเดียวกันเชื่อมต่อได้ทั้งบ้าน ทำให้ไม่ต้องมาคอยเปลี่ยนช่องสัญญาณที่ใช้งาน เพราะสมาร์ทโฟนจะเลือกสัญญาณ WiFi ที่ดีที่สุดอัตโนมัติอยู่แล้ว

ทดสอบประสิทธิภาพ

หลังจากที่ทีมงานได้ทดลองติดตั้ง Linksys MR9000X ไว้ในห้องทำงานบริเวณชั้น 2 ของบ้าน และนำ Velop อีก 1 คู่ มาติดตั้งเพื่อใช้งานในชั้น 1 และ ชั้น 3 อย่างแรกที่เกิดขึ้นคือ ไม่มีพื้นที่ที่เป็นจุดบอดของสัญญาณ WiFi ภายในบ้านอีกต่อไป

โดยบริเวณชั้น 2 ที่ MR9000X กระจายสัญญาณ จะเป็นชั้นที่ทำความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้สูงที่สุด ส่วนชั้น 1 และ ชั้น 3 เมื่อเป็นการเชื่อมต่อผ่าน Mesh ทำให้ความเร็วในการใช้งานจะอยู่ที่ราว 200 – 250 Mbps เนื่องจากเป็นการกระจายสัญญาณผ่าน Velop

ประโยชน์ของการเพิ่มจุดที่ 2 และ 3 เข้ามาก็คือช่วยให้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับอุปกรณ์ที่ต้องการความเสถียรอย่างชั้น 1 เชื่อมเข้ากับเครื่องเล่นเกม Playstation 4 และกล่องอินเทอร์เน็ตทีวี ซึ่งเมื่อเชื่อมต่อจาก LAN ของ Velop เข้าไปจะทำความเร็วได้ระดับ 600 Mbps

เช่นเดียวกับชั้น 3 ที่ติดตั้งกล่องควบคุมกล้องวงจรปิด และมีสมาร์ททีวี ก็สามารถใช้สาย LAN จาก Velop เชื่อมต่อเข้าไปเพื่อช่วยให้คุณภาพดีที่สุดเช่นกัน ส่วนอุปกรณ์พกพาต่างๆ การใช้งานบนความเร็วอินเทอร์เน็ตระดับ 200 Mbps ต่ออุปกรณ์ก็ถือว่าเพียงพออยู่แล้ว

สรุป

การที่จะตัดสินใจเลือกซื้อเราเตอร์กระจายสัญญาณ WiFi ภายในบ้าน ถือเป็นเรื่องที่ตัดสินใจค่อนข้างยากจากการที่มีเราเตอร์ที่ทางผู้ให้บริการแถมมาให้อยู่แล้ว แต่ถ้าใช้แล้วมีปัญหาสัญญาณไม่ครอบคลุม อินเทอร์เน็ตช้า ไม่ได้ความเร็วตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นปัญหาหลักๆ ที่พบเจอในการใช้งานเน็ตบ้าน

การเลือกซื้อเราเตอร์กระจายสัญญาณคุณภาพดีมาใช้งานจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ในตัว ซึ่งถ้ามองว่าเป็นการลงทุนเพื่อให้ใช้งาน WiFi ได้คุณภาพ และประสิทธิภาพดีขึ้น โดยเฉพาะในบ้านที่มีจำนวนดีไวซ์เยอะ และมีแนวโน้มที่จะติดตั้งอุปกรณ์ IoT เพิ่มเติม Linksys จะช่วยเข้ามาตอบโจทย์นี้ได้

ทั้งนี้ ราคาจำหน่ายของ Linksys MR9000X เปิดตัวอยู่ที่ 7,990 บาท ส่วนถ้าต้องการ Mesh WiFi Velop มาช่วยเรื่องความครอบคลุม สามารถซื้อ Linksys Velop AC4400 เพิ่มได้ ในราคา 8,990 บาท

Gallery

]]>
Cyber Apps 16/03/20 : Talk & Translate / Toca Hair Salon 4 /  Light of Thel / I Love Hue Too https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-160320/ Mon, 16 Mar 2020 06:24:48 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32453 Talk & Translate แปลภาษาได้ทันที ทุกที่ทุกเวลา

หลังจากที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงเกือบทุกเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ทำให้ความห่างทางพรมแดนได้เลือนหายไป แต่จริงๆ แล้วพรมแดนทางด้านภาษาก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารอยู่ดี แต่ใครจะไปคิดว่าด้วยเทคโนโลยีทันสมัยในวันนี้ ทำให้เราสามารถสื่อสารกับคนทุกชาติทุกภาษาบนโลกได้

แค่เริ่มจากการมีแอปอย่าง Talk & Translate ไว้ติดตัว แอปนี้ชื่อก็บอกชัดเจนว่าเก่งเหมือนวุ้นแปลภาษา เพราะแค่เราพูดภาษาไทยออกไป ระบบก็จะแปลเป็นภาษาต่างๆ ให้เราทันที วิธีการใช้งานก็ง่ายๆ แค่กดปุ่มรูปธงไทย และพูดภาษาไทยเป็นประโยคยาวๆ ได้เลย

ระบบจะจดจำเสียงเราและแปลงเป็นข้อความ จากนั้นก็แปลงข้อความนั้นเป็นภาษาต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็พร้อมจะคัดลอกเพื่อส่งผ่านแชตหรืออีเมล์ได้ รวมถึงเปิดเป็นเสียงผ่านลำโพงหากอยู่กันแบบซึ่งๆ หน้าได้อีกด้วย

แอป Talk & Translate สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีบน iPhone และ iPad หากสมัครเป็นสมาชิก ก็จะเพิ่มฟีเจอร์จากการแปลด้วยเสียงเพิ่มเข้ามาอีก เช่น แปลภาษาด้วยการถ่ายภาพ พร้อมตัดโฆษณาออก ทั้งยังสามารถลองใช้ฟรีเจอร์พิเศษเหล่านี้ฟรี 7 วัน จากนั้นก็จะมีค่าสมาชิก เดือนละ 179 บาท หรือปีละ 1,220 บาท

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/talk-translate/id1102728735

Toca Hair Salon 4 ซาลอนนี้มีแต่ทรงผมเก๋ๆ 

ความสุขที่สุดของเด็กๆ คือ การได้เล่นให้เต็มจินตนาการ บางวันก็เป็นไอ้มดแดง บางวันก็เป็นคนสวน และอาชีพล่าสุดที่เด็กๆ จะสนุกกับความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ก็คือ การแปลงตัวเป็นช่างทำผม

แอปใหม่ล่าสุดจากทีมทำแอปเด็กชื่อดังอย่าง Toca Boca ก็ได้ออกแอปใหม่ชื่อว่า Toca Hair Salon 4 ที่นอกจากจะสนุกกับการแต่งหน้าสุดมันกับการทำผมทรงแปลกๆ แล้ว เด็กๆ ยังได้รู้จักการผสมผสานระหว่างสไตล์ที่เป็นตัวเองทั้งเสื้อผ้า หน้า และผม ได้อย่างเต็มยศ

ในแอปนี้ทำให้เด็กๆ ได้สนุกกับการเลือกใช้อุปกรณ์มากมายในร้านทำผม อาทิ การฉีดสเปรย์ การปัดมาสคาร่า การย้อมผมสีเจ็บๆ เมื่อจับนางแบบนายแบบมาจัดแต่งทรงผม และแต่งหน้าเต็มที่แล้ว ก็พร้อมเลือกชุดที่เข้ากันได้ทันที เสร็จแล้วก็สามารถโชว์ผลงานสุดครีเอทให้คนในครอบครัวได้ชื่นชมกัน

แอป Toca Hair Salon 4 สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/toca-hair-salon-4/id1485387513

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.tocaboca.tocahairsalon4&hl=th

Light of Thel การผจญภัยสุดแปลกใหม่ในโลกแห่งสีสัน

ฮีโร่ไม่จำเป็นต้องใส่ผ้าคลุมหรือขับรถหรูเพื่อไปไหนมาไหนเสมอไปนะ ดูอย่างฮีโร่ในเกม Light of Thel-Glory of Cepheus สิ พวกเขาชอบเดินทางโดยการขี่ไปบนถาดอาหารที่มีเพื่อนมอนสเตอร์เจ้าเนื้อเป็นคนถือ และบางทีพวกเขาก็บินไปรอบๆ ด้วยการใช้ปืนใหญ่ด้วยนะ ซึ่งนี่ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นของเกมผจญภัยแนว RPG สุดแปลกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าหลงใหลนี้

เลือกคลาสตัวละครที่คุณชอบจากหลายๆ คลาสที่มีให้เลือกสิ เช่น สายลุยอย่าง Omni Knight สายฮีลอย่าง Holy Priest หรือนักยิงไกล Elven Archer เพื่อเริ่มการผจญภัย โดยในขณะที่คุณเดินทางไปในเมืองแห่ง Thel และสำรวจโลกแห่ง Cepheus คุณจะได้พบกับเควสมากมายที่มีให้ทำ มีทั้งอะไรแปลกๆ อย่างการปลอมตัวเป็นหอยทากเพื่อสอดแนม หรือใช้เครื่องแปลภาษากับสัตว์ที่คล้ายแมวกับกระรอกด้วย

แต่อย่าคิดว่าเกมที่มีภาพสดใสมุ้งมิ้งแบบนี้จะไม่มีความล้ำลึกซ่อนอยู่เชียวล่ะ ในเกม Light of Thel มีระบบอยู่มากมายเพื่อปรับแต่งและเสริมความแกร่งให้ฮีโร่ของคุณ เช่น หินวิเศษ เสริมสกิล อัปเกรดสัตว์เลี้ยง และเกณฑ์ทหารรับจ้าง ซึ่งเมื่อเล่นไปเรื่อยๆ คุณจะสามารถสลับคลาสตัวละครได้อีกด้วยนะ ในเกมนี้คุณมีอิสระในการเลือกการผจญภัยของคุณเอง แล้วจะรออะไรอยู่ล่ะ ออกเดินทางกันเลยดีกว่า

ดาวน์โหลดฟรีบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/light-of-thel-glory-of-cepheus/id1487107334

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.yoozoogames.lightofthel&hl=th

I Love Hue Too เรียงสายรุ้งให้สวยดังเดิม

พัซเซิลแสนนุ่มนวลของเกมนี้ ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ใช่ที่จะเป็นสมุดระบายสีสุดผ่อนคลายสำหรับผู้ใหญ่ ทุกๆ ด่านจะเป็นการผสมผสานภาพสลับลายเข้ากับการต่อจิ๊กซอว์ โดยในตอนแรก คุณจะได้เรียงเฉดสีง่ายๆ จากแดงไปหาน้ำเงิน แต่สักพัก ความยากจะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แผ่นเฉดสีต่างๆ จะค่อยๆ มีชิ้นส่วนที่มากขึ้น มีขนาดเล็กลง และไม่นานคุณจะพบกับความท้าทายในการแยกเฉดสีที่ต่างกันอย่างน้อยนิดระหว่างสีม่วงสดและสีม่วงเข้ม

ในขณะที่คุณสนุกไปกับด่าน ‘ปกติ’ ของเกม ก็ยังมีชาเลนจ์ประจำวันที่ปรับแต่งมาสำหรับคุณเพื่อสร้างความท้าทายเป็นประจำอีกด้วย I Love Hue Too เป็นเหมือนโลกสุดชิลล์ที่เอาไว้หนีจากความวุ่นวาย เป็นเหมือนตั๋วสู่การเดินทางอันยาวไกล เช่นเดียวกับภาคก่อนหน้านี้ มันจะไม่ทำให้คุณรู้สึกเครียดหรือกระวนกระวาย และด้วยการผสมผสานระบบทัชสกรีนที่ใช้ง่าย สีสันอันสวยงาม และซาวด์ซินธ์ฟังเพลินๆ จึงทำให้เกมนี้เป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลายและเพลิดเพลินเป็นที่สุด 

ดาวน์โหลดฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/i-love-hue-too/id1395332051

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.zutgames.ilovehue2&hl=th

]]>
Review : AIS Fibre SuperMESH WiFi ยกระดับ WiFi คุณภาพสูงเต็มพื้นที่ https://cyberbiz.mgronline.com/review-ais-fibre-supermesh-wifi/ Tue, 10 Mar 2020 16:58:20 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32435

จากในปีที่ผ่านมา เอไอเอส เริ่มนำเสนอบริการ Mesh WiFi ในการขยายพื้นที่ให้บริการ WiFi ภายในบ้านของลูกค้า AIS Fibre ให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ มาในช่วงต้นปี เอไอเอส ได้ออกเราเตอร์รุ่นใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพดีขึ้น และรองรับการใช้งานระดับ 1 Gbps

ในชื่อ AIS SuperMESH WiFi พร้อมกับปรับแพกเกจให้บริการใหม่ ที่ทำให้สามารถใช้เน็ต 1 Gbps ได้ในราคาเดือนละ 999 บาท โดยเราเตอร์เครื่องหลักสามารถทำความเร็วในการใช้งานผ่าน WiFi ได้ถึง 1 Gbps

ขณะเดียวกันการที่มี SuperMESH WiFi มาช่วยทำให้สัญญาณที่ได้ครอบคลุมทั่วบ้านมากขึ้น และยังมีโหมดปรับสปีดในการเลือกปรับความเร็วดาวน์โหลด อัปโหลดได้ตามการใช้งานของผู้ใช้

ข้อดี

  • เราเตอร์รองรับการกระจายสัญญาณ WiFi 1 Gbps
  • ปรับปรุงคุณภาพเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
  • ตัวเราเตอร์เป็นโมเด็มในตัว ทำให้ไม่ต้องมีตัวแปลงสัญญาณไฟเบอร์อีกชิ้น

ข้อสังเกต

  • อุปกรณ์ที่รองรับการใช้งาน WiFi 1 Gbps (WiFi 5 4×4 MIMO) ยังมีจำกัดเฉพาะบางรุ่น
  • สมัครใช้งานติดสัญญา 24 เดือน (กรณีติดตั้งฟรี)

เน็ตบ้านต้องใช้ WiFi ได้เต็ม 1 Gbps

ปัจจุบันแม้ว่าหลายๆค่ายจะเร่ิมให้บริการเน็ตบ้านความเร็ว 1 Gbps กันแล้ว แต่กลายเป็นว่าถ้าต้องการความเร็ว 1 Gbps จะต้องใช้ผ่านการเชื่อมต่อสาย LAN เท่านั้น แต่ถ้าใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ จะมีข้อจำกัดเรื่องของ WiFi 5 ทั่วไป ที่ให้ความเร็วเชื่อมต่อสูงสุดราว 650 Mbps

แต่ไม่ใช่กับ AIS SuperMESH WiFi ที่สามารถใช้งาน WiFi ได้ความเร็วระดับ 1 Gbps ด้วยการที่ เอไอเอส เข้าไปร่วมพัฒนากับทาง หัวเว่ย (Huawei) นำเราเตอร์ที่รองรับ WiFi 5 เดิมที่มีข้อจำกัดในการเชื่อมต่อไร้สายอยู่ที่ 650 Mbps ปรับวิธีการส่งสัญญาณใหม่จากเดิม 2×2 MIMO เป็น 4×4 MIMO ทำให้สามารถส่งสัญญาณ WiFi ได้เกิน 1 Gbps

ทำให้เมื่อใช้งานกับเครื่องที่รองรับ (วิธีสังเกตที่ง่ายที่สุดคือ ลองทดสอบความเร็ว ถ้าได้เกิน 800 Mbps แปลว่าอุปกรณ์รองรับ WiFi 5 แบบ 4×4 MIMO เพราะถ้าไม่รองรับจะได้ความเร็วไม่เกิน 650 – 800 Mbps

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเครื่องที่รองรับ WiFi 5 หรือ มาตรฐาน 802.11ac 4×4 จะมีไม่กี่รุ่น อย่างสมาร์ทโฟน Huawei รุ่น Mate 20 Pro, Mate 30, Mate 30 Pro, P30, P30 Pro ส่วนโน้ตบุ๊ก จะเป็นรุ่นที่ใช้ Wireless Chipset รุ่น Intel AC9260, Intel AC9560, Killer AX1650x, Intel AX200, Intel AX201 เป็นต้น

เช่นเดียวกับเรื่องของระยะในการใช้งาน ที่จะทำความเร็วได้สูงสุด 1 Gbps ในบริเวณจุดกระจายสัญญาณเท่านั้น แต่ถ้าระยะห่างไกลออกมา ความเร็วที่ได้ก็จะดรอปลง แต่โดยรวมถ้านับระยะการใช้งาน กับสัญญาณที่ลดลงจาก 1 Gbps พอระยะไกลหน่อยความเร็วลงมาเหลือ 500 – 600 Mbps ก็เพียงพอกับการใช้งานอยู่แล้ว

คงคอนเซปต์ Mesh WiFi ใช้งานง่าย

อีกจุดเด่นหนึ่งของ SuperMESH WiFi คือเรื่องของการกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่บ้าน โดยเมื่อสมัครแพกเกจ AIS SuperMESH WiFi ทางเอไอเอส จะให้เราเตอร์มา 2 ตัวทันที ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมมาติดตั้งเพิ่มเติม

ประกอบกับด้วยการที่เราเตอร์รุ่นใหม่นี้เป็นโมเด็มภายในตัว ทำให้สามารถเชื่อมต่อสายสัญญาณไฟเบอร์ เข้ากับตัวเราเตอร์ได้ทันที ไม่ต้องใช้ ONU รับสัญญาณไฟเบอร์ แล้วส่งต่อให้เราเตอร์กระจายสัญญาณเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้

ทำให้เวลาติดตั้งใช้งานในจุดหลักก็จะใช้ปลั้กเพียงช่องเดียว ซึ่งแน่นอนว่าควรจะติดตั้งไว้ในห้องที่มีการใช้งานหนักมากที่สุด เพื่อให้ได้อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงเต็มประสิทธิภาพ

ส่วนจุดกระจายสัญญาณที่ 2 ที่ช่วยขยายสัญญาณ อาจจะนำไปไว้ใช้ภายในห้องต่างๆ ที่ต้องการกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงนำไปใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสาย LAN ได้ด้วย

ไม่ว่าจะเป็นกล่อง Playbox กล่อง Apple TV 4K สมาร์ททีวี เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิด จนถึงเครื่องเล่นเกมคอนโซลต่างๆ เพื่อให้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ โดยความเร็วที่ได้จากสาย LAN ผ่าน SuperMESHWiFi จะอยู่ที่ราว 600 Mbps

ยังมีฟีเจอร์พิเศษอย่าง SuperMESH WiFi Setting ที่เอไอเอส เพิ่มมาให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะปล่อยสัญญาณไวไฟโดยเน้นระยะครอบคลุมในการกระจายสัญญาณ ที่จะสั่งให้เราเตอร์ปล่อยสัญญาณเน้นที่ความครอบคลุม ซึ่งอาจจะทำให้ความเร็วสูงสุดที่ได้ลดลงเล็กน้อย แลกกับพื้นที่ครอบคลุมมากขึ้น หรือจะเลือกเน้นความเร็วก็ได้

กับฟีเจอร์อย่างการสลับความเร็วอินเทอร์เน็ตภายในบ้านด้วยตนเอง (Speed Toggle) โดยตามปกติจะตั้งไว้ที่ 1000 / 200 Mbps ที่สามารถปรับได้เป็น 600 / 600 Mbps และ 200/1000 Mbps ด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพ

ทีมงานทดลองใช้งาน AIS SuperMESH WiFi โดยจุดแรกวางไว้ในห้องทำงาน เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนตามปกติ สามารถเชื่อมต่อได้ความเร็วตามขีดจำกัดของแต่ละอุปกรณ์

เมื่อเชื่อมต่อผ่านพอร์ต LAN ความเร็วที่ได้จะอยู่ประมาณ 9xx Mbps

เช่น เมื่อเชื่อมต่อผ่านสาย LAN ความเร็วที่ได้จะอยู่ราว 930 Mbps หรือถ้า MacBook Pro 16” ที่เพิ่งรีวิวไปจะได้อยู่ประมาณ 730 Mbps ขณะที่ iPad Pro จะอยู่ราว 680 Mbps

Dell XPS 13 ที่ใช้ภาครับสัญญาณ Killer 1650s

หรืออย่างการเชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊กรุ่นที่ใช้งานชิปเซ็ต Killer AX1650x อย่าง Dell XPS 13 สามารถเชื่อมต่อ WiFi ได้ราว 891 Mbps ส่วนสมาร์ทโฟนอย่าง Huawei Mate30 Pro ทำความเร็วได้ที่ 940 Mbps

เมื่อเชื่อมต่อ LAN จาก SuperMESH WiFi ตัวที่ 2 ซึ่งรับสัญญาณ WiFi จากเราเตอร์หลัก

ถัดมาในส่วนของจุดกระจายสัญญาณที่ต่อเพิ่มเข้ามา ความเร็วที่ได้จากการใช้งานจะลดลงมาเหลือราว 350 Mbps เมื่อทำการเชื่อมต่อผ่าน WiFi จาก SuperMESH WiFi หรือถ้าผ่าน LAN ก็อย่างที่แจ้งไปว่าทำได้สูงถึง 600 Mbps ซึ่งถือว่าพอกับการใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

ปัจจัยภายนอกที่คุมไม่ได้

ทดสอบรับ WiFi 5 4×4 MIMO ผ่าน Huawei Mate30 Pro 5G

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการติดตั้ง SuperMESH WiFi แล้วจะได้ความเร็วสูงระดับ 1 Gbps ทุกพื้นที่ เพราะในความเป็นจริงด้วยการที่ปัจจุบันทุกๆ บ้านมีการติดตั้งเราเตอร์กระจายสัญญาณ WiFi ทำให้อาจจะมีเรื่องของสัญญาณรบกวน (interference) จากอุปกรณ์ไร้สายอื่นๆ ได้

โดยเฉพาะในการปล่อยสัญญาณ WiFi ให้ได้เน็ต 1 Gbps ทางที่ดีต้องอยู่ในจุดที่ไม่มีสัญญาณรบกวน เพราะบนคลื่น 5GHz แค่เพียงมีอุปกรณ์ในบริเวณเดียวกันใช้ช่องสัญญาณเดียวกันก็ทำให้ทำความเร็วได้ไม่ถึง 1 Gbps แล้ว

วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือการเปลี่ยนช่องสัญญาณให้ไม่ชนกับอุปกรณ์ไร้สายอื่นๆ ในบริเวณเดียวกัน โดยผู้ที่ตั้งค่าเราเตอร์เป็นสามารถเข้าไปตั้งค่าในส่วนของ Admin เพื่อปรับช่องสัญญาณได้เองทันที หรือในตอนที่ติดตั้งสามารถแจ้งให้ AIS Fibre Guru ช่วยดูแลให้ได้ด้วย

ภาพรวมเราเตอร์ AIS SuperMESH WiFi

ตัวเราเตอร์ AIS SuperMESH WiFi จะมากับเสากระจายสัญญาณ 4 เสา ที่สามารถปรับองศาในการกระจายสัญญาณได้ ที่ใต้ตัวเครื่องจะมีช่องไว้เสียบสายไฟเบอร์เข้าไปเพื่อแปลงสัญญาณ

ส่วนด้านหลังจะมีทั้งปุ่มเปิดปิดเราเตอร์ ช่องเสียบอะเดปเตอร์ไฟ ช่องสัญญาณโทรศัพท์ (กรณีที่ต้องการติดตั้งโทรศัพท์บ้านด้วย) พอร์ต Lan 4 พอร์ต และพอร์ต USB

สรุป

AIS Fibre SuperMESH WiFi จะเหมาะกับการนำไปใช้งานในบ้านขนาด 2-3 ชั้นขึ้นไป ที่ต้องการกระจายสัญญาณ WiFi ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในบ้าน และได้ประสบการณ์ใช้งานเน็ตบ้านที่เต็มประสิทธิภาพ

โดยแม้ว่าผู้ใช้จะไม่ได้มีอุปกรณ์ที่รองรับ WiFi 5 (4×4 MIMO) แต่ถ้ามีการใช้งานหลายดีไวซ์พร้อมกันๆ จากจำนวนผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน การมี SuperMESH ไปช่วยก็จะทำให้การใช้งานโดยรวมดีขึ้น

ที่สำคัญคือ SuperMESH WiFi ได้ทลายข้อจำกัดเรื่องความเร็วในการเชื่อมต่อ WiFi สูงสุดจากรุ่น Mesh WiFi รุ่นแรก ที่จำกัดอยู่ที่ 300 Mbps ดังนั้นถ้าบ้านไหนที่ใช้งาน AIS Fibre แพกเกจ 500 Mbps ขึ้นไป เปลี่ยนมาใช้เป็น SuperMESH WiFi จะได้ประสบการ์ที่ดีขึ้นแน่นอน

]]>
Review : Asus ExpertPC D3 เดสก์ท็อปองค์กรรุ่นเริ่มต้น แต่สเปกเทียบรุ่นใหญ่ https://cyberbiz.mgronline.com/review-asus-expertpc-d3/ Tue, 10 Mar 2020 16:31:15 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32375

ตลาดเดสก์ท็อปพีซีสำหรับองค์กรธุรกิจในช่วงหลัง เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งจากการที่ไมโครซอฟท์ ประกาศยุติการซัพพอร์ต Windows 7 ทำให้หลายองค์กรใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ เพื่อให้รับกับการทำงานในอนาคต บน Windows 10

Asus เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่บุกตลาดเดสก์ท็อปองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง และด้วยรุ่นอัปเกรดล่าสุดที่มีตัวเลือกหลากหลายขึ้นตามความต้องการของธุรกิจ พร้อมกับจุดเด่นเรื่องของประสิทธิภาพ ความปลอดภัย พร้อมใช้งานได้ทันที กับพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน

Asus ExpertPC D3401SFF ถือเป็นเดกส์ท็อปราคาประหยัด ที่สามารถเลือกปรับแต่งสเปกได้สูงสุดที่ Intel Core i7 RAM DDR 4 สูงสุด 32 GB เลือกใช้งาน HDD แบบคู่ได้สูงสุด 2 TB + SSD 512 GB ส่วนการ์ดจอสูงสุดเป็น Nvidia GTX 1660 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home

ข้อดี

  • คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป พร้อมติดตั้งใช้งาน
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบถ้วน
  • มีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลภายในตัวเครื่อง

ข้อสังเกต

  • ขนาดตัวเครื่องค่อนข้างใหญ่ ทำให้ไม่เหมาะกับสำนักงานที่มีพื้นที่จำกัด
  • เสียงพัดลมค่อนข้างดัง เวลาประมวลผลหนักๆ

เสียบปลั้ก ติดตั้งใช้งานได้ทันที

หนึ่งในความสะดวกของ Asus ExpertPC D3 คือการที่แกะกล่องออกมาเสียบปลั้ก ต่อคีย์บอร์ด เมาส์ และจอ เข้าสู่การติดตั้ง Windows 10 หลังจากนั้น ก็พร้อมใช้งานได้ทันที ทำให้ลดความยุ่งยากของฝ่ายไอทีภายในองค์กรที่จะต้องมาคอยอัปเดตไดร์ฟเวอร์ของคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งใหม่

โดยนอกจากตัว Asus ExpertPC D3 ที่ใส่มาให้ในกล่องแล้ว ยังมีคีย์บอร์ด และเมาส์ มาให้ด้วย ดังนั้นแค่เตรียมจอที่รองรับพอร์ต DVI หรือ HDMI ก็สามารถนำมาเชื่อมต่อเพื่อเปิดใช้งานได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปหาอุปกรณ์อื่นๆ มาเสริม ซึ่งแน่นอนว่าถ้าสั่งซื้อกับทางเอซุส ก็มีจอมอนิเตอร์ที่พร้อมจำหน่ายไปแบบครบชุดอยู่แล้ว

อีกหนึ่งความพิเศษของ AsusExpertPC คือการที่มี Asus Business Manager มาให้ใช้งานด้วย ตรงจุดนี้จะเข้าไปช่วยองค์กรธุรกิจที่ต้องการบริหารจัดการคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรให้มีการอัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อให้ตัวเครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด โดยไม่ทำให้ผู้ใช้มีความยุ่งยากในการใช้งาน

ความสะดวกอีกอย่างคือ Asus ExpertPC D3 สามารถเพิ่มสเปกในเรื่องของที่จับหูหิ้วด้านบนตัวเครื่อง เพื่อให้เคลื่อนย้ายได้สะดวกมากขึ้น

ตัวเครื่องยังผ่านมาตรฐานความทนทานระดับกองทัพ (MIL-STD-810G) ที่ทำการทดสอบทั้งเรื่องการสั่นสะเทือน แรงกระแทก ทนต่อความชื้น และอุณหภูมิต่างๆ ทำให้มั่นใจได้ว่าจะรองรับการใช้งานอีกหลายปี

นอกจากนี้ ในกรณีที่ต้องการรักษาความปลอดภัยด้านไอที ตัวเครื่องสามารถตั้งให้มีการแจ้งเตือนเมื่อมีการเปิดฝาเครื่อง (ติดตั้งเพิ่มเติม) มีพอร์ตล็อกเครื่องแบบ Kensington เลือกควบคุมการอ่าน / เขียนข้อมูลผ่านพอร์ต USB และการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความปลอดภัยต่างๆ ด้วย

สุดท้ายคือเรื่องของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ ExpertPC D3 แหล่งจ่ายไฟมีการรับรองแบบ 80 Plus Bronze ซึ่งจะมีพลังงานที่สูญเปล่าน้อยที่สุด ส่งผลให้เกิดความร้อนน้อยลงแถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

การออกแบบที่คิดถึงผู้ใช้

เมื่อแกะออกมาจากตัวเครื่อง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือเรื่องของการออกแบบให้มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้ อย่างในภาพรวมแม้ว่าตัวเครื่องจะมาในทรงสี่เหลี่ยม แต่บริเวณส่วนบนเครื่องจะมีส่วนให้ใช้มือสอดเข้าไปจับถือตัวพีซีได้ (เป็นออปชันเสริมที่สามารถเลือกใส่เพิ่มได้) ทำให้สะดวกในการยกไปติดตั้ง

โดยขนาดรวมๆ ของ ExpertPC D3 จะอยู่ที่ 160 x 293 x 354.4 มิลลิเมตร น้ำหนัก 5.59 กิโลกรัม หรือเทียบเท่าประมาณ 15 ลิตร ซึ่งถือว่าเป็นขนาดกลางๆ ของคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปในปัจจุบัน แต่ความพิเศษของ ExpertPC คือเมื่อทางเอซุส เป็นผู้ออกแบบเอง ทำให้สามารถคำนวนพื้นที่การใช้งานคู่กับเมนบอร์ดได้อย่างแม่นยำ ทำให้ประหยัดพื้นที่เมื่อเทียบกับเดกส์ท็อปทั่วไป

ด้านหน้าของเครื่องที่มุมซ้ายบนจะมีการสกรีนตัวอักษร Asus ExpertPC อยู่ ถัดลงมาเป็นปุ่มเปิดเครื่อง และไฟแสดงสถานะ ตามด้วยช่องใส่ซีดีการ์ด เยื้องๆ ไปทางขวาจะเป็นพอร์ตเชื่อมต่ออเนกประสงค์ ที่ตามจริงแล้วสามารถเลือกได้ว่าต้องการพอร์ตอะไรใช้งานบ้าง (เฉพาะตรงพอร์ต USB ทั้ง 4 พอร์ต)

อย่างในรุ่นที่ได้มาทดสอบนี้ ทางเอซุส ได้เลือกใส่พอร์ต USB 3.1 มาให้พร้อมกับพอร์ต USB-C และ USB 2.0 อีก 2 พอร์ตตามด้วยช่วงเสียบหูฟัง และไมโครโฟน ที่ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐาน ในจุดนี้การที่เลือกวางพอร์ตเชื่อมต่อไว้ส่วนบนเพื่อเวลาที่นำเครื่องไปวางไว้ใต้โต๊ะ ผู้ใช้จะสามารถเสียบใช้งานได้สะดวกขึ้น

ในส่วนของหลังเครื่องต้องยอมรับว่า เมนบอร์ดของเอซุสที่ให้มาเป็นแบบมาตรฐานอยู่แล้ว ดังนั้นการที่มีพอร์ตเชื่อมต่อทั้ง ช่องต่อเมาส์ และคีย์บอร์ดแบบ PS/2 พอร์ต USB 2.0 / USB 3.1 / DVI-D / HDMI / VGA / Serial / LAN ช่องเสียบไมโครโฟน เสียงเข้า เสียงออก ครบถ้วน

ที่พิเศษขึ้นมาในรุ่นที่ได้มาทดสอบคือมากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GT1660 ทำให้มีพอร์ต DVI-D และ HDMI เพิ่มเข้ามาเป็นพอร์ตหลักในการเชื่อมต่อจอมอนิเตอร์แทน กับอีกส่วนคือ Wireless Card ที่ติดตั้งมาให้ใช้งานด้วย หลังเครื่องก็จะมีช่องให้เชื่อมต่อไปยังเสารับสัญญาณภายนอกด้วย

เมื่อแกะฝาเคสออกมา เพื่อดูภายในของเดสก์ท็อป จะเห็นการจัดวางภายในไล่ตั้งแต่ Power Supply ที่มุมซ้ายบน ทางขวาเป็นที่อยู่ของฮาร์ดดิสก์ และ SSD ภายในเป็นเมนบอร์ด ซีพียู พัดลม พร้อมกับมีลำโพงติดตั้งภายในมาให้ด้วย เพื่อที่จะพร้อมใช้งานได้ทันที

เดสก์ท็อปที่ปรับเลือกสเปกได้เอง

ด้วยการที่ออกแบบมาให้เป็นคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานภายในองค์กรรุ่นเริ่มต้น ทำให้ทาง Asus เปิดให้แต่ละองค์กรธุรกิจสามารถเลือกจัดสเปกได้ตามความต้องการในการใช้งาน ตั้งแต่หน่วยประมวลผล ระบบปฏิบัติการ การ์ดจอ RAM ฮาร์ดดิสก์

อย่างในส่วนของหน่วยประมวลผลจะเริ่มต้นที่ Intel Celeron G4930 ไล่มาเป็น Pentium Gold / Core i3 / Core i5 จนถึง Core i7 เพราะในการใช้งานจริง แต่ละองค์กร หรือแม้แต่คนละหน่วยงานภายในองค์กรก็จะมีการใช้งานที่แตกต่างกัน

ถัดมาในส่วนของ Windows 10 ก็สามารถเลือกได้ตั้งแต่ 10 Home หรือ 10 Pro การ์ดจอใส่เพิ่มได้ตั้งแต่ NVIDIA GeForce GT1030 – RTX 2060 RAM ใส่ได้ 2 สล็อต สูงสุดที่ 32 GB

ฮาร์ดดิสก์ สามารถใส่ใช้งานคู่ได้ระหว่าง ฮาร์ดดิสก์ 3.5” เลือกได้สูงสุด 2 TB กับ SSD สูงสุด 512 GB ซึ่งถ้าให้แนะนำ ก็ควรเลือกใช้งานคู่กัน โดยเลือกลงระบบปฏิบัติการไว้บน SSD ที่จะทำให้เครื่องเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ไม่นับรวมการเปิดทางเลือกให้สามารถเลือกได้ว่าจะใส่ DVD ROM เลือกปรับพอร์ตการเชื่อมต่อด้านหน้าที่ จึงทำให้ ExpertPC D3 เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลายมากๆ

สำหรับสเปกของ Asus ExpertPC D3401SFF ที่ได้มาทดสอบ จะมากับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ทำงานบนซีพียู Intel Core i7 9700 ความเร็ว 3.0 GHz และ Turbo boost ขึ้นไปได้ถึง 4.7 GHz

ยังมาพร้อมกับการ์ดจอ GTX 1660 RAM DDR4 2666 MHz 32 GB พื้นที่เก็บข้อมูล SSD 512 GB + HDD 1 TB พร้อมตัวรับสัญญาณ Wi-Fi 5 และบลูทูธ 4.1

ทดสอบประสิทธิภาพ

ด้วยสเปกที่จัดมาทำให้ ExpertPC D3401SFF รุ่นนี้ รองรับการใช้งานการประมวลผลหนักๆ ได้สบาย หรือแม้กระทั่งทำไปใช้เพื่อเล่นเกมประสิทธิภาพสูงในท้องตลาดเวลานี้ก็ทำได้

ดังนั้น ถ้ามองในแง่ของการเป็นคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานภายในสำนักงาน ถือว่ารองรับการใช้งานได้สบายๆ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกปรับสเปกเพื่อนำไปใช้งานให้เหมาะสมภายในองค์กรด้วย

สำหรับผลการทดสอบผ่าน PCMark10 3DMark10 Geekbench และ Cinebench ดูได้จากอัลบั้มภาพด้านล่าง

สรุป

องค์กรธุรกิจที่มีแผนจะเปลี่ยนเครื่องเดสก์ท็อปใหม่ และต้องการหาโซลูชันที่เหมาะสมในการนำไปใช้งาน Asus ExpertPC D3 ถือเป็นรุ่นเริ่มต้นที่น่าสนใจ เพราะสามารถเลือกปรับสเปกตั้งแต่การใช้งานทั่วไป จนถึงการประมวลผลขั้นสูงได้ทันที

]]>
Cyber Apps 09/03/20 :  Extraordinary Women / Doubletake / A Life of Logic / King of Fighters https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-090320/ Mon, 09 Mar 2020 04:53:31 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32424 Extraordinary Women เรื่องราวของสตรีผู้สร้างแรงบันดาลใจ

คุณคิดว่าโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลกและนักเขียนนิยายติดอันดับหนังสือขายดีตลอดกาล จะมีอะไรที่เหมือนๆ กันคำตอบก็คือ เธอทั้งสองคนเป็นผู้หญิงเก่งที่มีความสามารถที่โดดเด่นเหมือนๆ กันนั่นเอง และเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล (8 มีนาคมนักพัฒนาแอปอย่าง Extraordinary Women จึงอยากบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงเก่งมากมายทั่วโลกให้เด็กตัวเล็กได้รับทราบและเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาและเธอได้

โดยทำออกมาในรูปแบบของการ์ตูนเล่าชีวประวัติของหญิงแกร่งชื่อดังของโลก อาทิ “เกรตา ธันเบิร์ก” เด็กสาวจากสวีเดน วัยเพียง 16 ปี ที่ปลุกให้คนทั้งโลกหันมาใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึง “เจ เค โรว์ลิ่ง” นักเขียนนิยายชื่อดัง แฮรี่ พอตเตอร์ ที่ต้องผ่านช่วงชีวิตที่มีทั้งขึ้นและลง จนมาถึงการเป็นนักเขียนชื่อดังเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกวัย แอปทำเรื่องราวประวัติของสตรีผู้เป็นแรงบันดาลใจหลายท่าน ในรูปแบบของการ์ตูนแบบอินเตอร์แอคทีฟพร้อมเสียงพากย์เป็นภาษาอังกฤษ

ผู้อ่านต้องแตะจุดต่างๆ ของหน้าจอเพื่อดูทีละฉาก หรือดูเนื้อหาที่ซ่อนไว้ นอกจากการเรียนรู้ประวัติของผู้หญิงเก่งๆ แล้ว ในแอปยังมีพื้นที่ให้เด็กๆ แสดงออกถึงความคิด ความฝันของตัวเองในเมนู Who I am? ได้อีกด้วย เช่น การตอบคำถามว่าโตขึ้นฉันอยากเป็นอะไรฉันอยากปรับปรุงตัวเองยังไงทั้งหมดก็เพื่อให้เด็กๆ ได้รู้จักตัวเองทีละนิดๆ และเดินรอยตามสตรีแห่งแรงบันดาลใจนั่นเอง

แอป  Extraordinary Women ราคา 119 บาท ใช้งานได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/TH/app/extraordinary-women/id1486862784

Doubletake by FiLMiC Pro ถ่ายวิดีโอหลายกล้องได้พร้อมกัน

FiLMiC ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตแอปสำหรับการถ่ายภาพยนตร์ ล่าสุดได้ออกแอปใหม่ชื่อว่า Doubletake by FiLMiC Pro ที่มีจุดเด่นคือ การถ่ายวิดีโอจากกล้องหน้าและหลังได้พร้อมกัน พร้อมได้ภาพความคมชัดสูงแบบ Full HD (และเลือกถ่ายวิดีโอในรูปแบบความละเอียด 24, 25 หรือ 30 เฟรมต่อวินาทีได้)

เหมาะกับกับบล็อกเกอร์ที่เดินทางคนเดียว ก็สามารถเล่าเรื่องทั้งจากหน้ากล้องและหลังกล้องได้พร้อมๆ กันในช่วงเวลาเดียวกัน วิธีการใช้แอปก็แสนง่าย เมื่อเปิดแอปขึ้นมาก็อนุญาตให้เข้าถึงกล้องและเสียง จากนั้นกดปุ่มมุมซ้ายล่าง ก็จะพบกับจอ 2 จอที่ได้ภาพจากกล้องหน้าและกล้องหลัง และก็พร้อมกดปุ่มถ่ายคลิปได้ทันที

Doubletake by FiLMiC Pro ดาวน์โหลดได้ฟรี และใช้ได้กับรุ่นต่างๆ ดังนี้ iPhone 11 Pro Max, 11 Pro, 11, XS Max, XS และ XR

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/doubletake-by-filmic-pro/id1478041592

A Life of Logic ปริศนาสุดเฉียบผสานกับการเล่าเรื่องอันมีเสน่ห์

หากคุณชอบเล่นซูโดกุงั้นคุณต้องเพลินกับพัซเซิลในเกม A Life of Logic แน่ๆ เป้าหมายของคุณก็คือการเติมช่องด้วยเลข 0 และ 1 แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่พูดหรอกนะ มีกฎ 3 ข้อที่คุณต้องทำถ้าอยากจะผ่านด่าน

ข้อแรก คุณไม่สามารถวางเลขเดียวกัน 3 ตัวติดกัน ข้อต่อไปคือ แต่ละแถวและคอลัมน์ต้องมีจำนวน 0 และ 1 ที่เท่ากัน (คุณจะมีตัวที่คอยเตือนอยู่ว่าคุณใส่เลขไปกี่ตัวแล้วอยู่ที่ด้านข้างของตารางข้อสุดท้าย คุณไม่สามารถมีแถวหรือคอลัมน์ที่เหมือนกันเป๊ะได้ A Life of Logic มีอะไรมากกว่าการเรียงเลข 0 กับ 1 ในตารางนะ

ถ้าคุณไขปริศนาได้สำเร็จ มันจะเผยภาพวาดสวยๆ ที่เล่าเรื่องดีๆ ของชีวิตออกมาโดยแต่ละอันจะเป็นแต่ละช่วงของชีวิตของเด็กผู้ชายที่เติบโตเป็นบัณฑิต และได้ก้าวสู่การเป็นนักดาราศาสตร์ชื่อดัง ซึ่งถือเป็นแรงกระตุ้นที่ดีเวลาคุณติดขัด นอกจากนั้นเกมยังมีแมตช์มัลติเพลเยอร์แบบเรียลไทม์ ชาเลนจ์ประจำวัน และพลังพิเศษที่จะเปลี่ยนหน้าตาของตารางได้ด้วย (เปลี่ยนตัวเลขให้เป็นจระเข้ กิ้งก่าคาเมเลี่ยนหรือแมวหน้าบึ้งแบบนี้คนที่เป็นคอเกมพัซเซิลจะพลาดได้ไงล่ะ!

ดาวน์โหลด A Life of Logic ได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/a-life-of-logic/id1329455663

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.latte.takuzu&hl=en_US

The King of Fighters Allstar ออกไปซัดกันอีกสักตั้งในเกมดังสุดคลาสสิก

นับตั้งแต่ปี 1994 เกมในซีรีส์ King of Fighters กว่า 20 เกมได้มอบความสนุกเร้าใจให้กับผู้เล่นด้วยการต่อสู้แลกหมัดที่รวดเร็วและหนักหน่วง แถมด้วยตัวละครสุดโดดเด่นมากมายที่มีให้เลือกเล่นอย่างจุใจ และพวกเขาก็จะมารวมตัวกันอีกครั้งในเกม The King of Fighters ALLSTAR ปลดปล่อยกระบวนท่าให้เต็มที่ไปกับเกมต่อสู้สุดคลาสสิกที่ทำขึ้นใหม่ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยนักสู้ที่มีให้เลือกมากกว่า 200 คนจากไทม์ไลน์ของ King of Fighters

ลองจับคู่ Terry Bogard จากปี 1997 กับสาว Mai Shiranui จากปี 1995 ดูสิ แล้วก็ฟอร์มทีม 3 คนด้วยการเพิ่มพ่อหนุ่ม Kyo Kusanagi สุดคลาสสิกจากปี 1994 เข้าไปอีกคน แบบนี้สิถึงจะครบการควบคุมง่ายๆ ที่ใช้แค่ปุ่มเดียวจะทำให้คุณปลดปล่อยท่าพิเศษและท่าปิดฉากสุดอลังการได้อย่างง่ายดาย ตั้งใจฝึกการบล็อกและหลบให้คล่อง แล้วคุณจะได้เปรียบคู่แข่งหลายขุมเลยล่ะ

ส่วนเหล่าร้ายก็จะมีให้คุณซัดอย่างหนำใจเลย ทั้งในเควสหลักไปจนถึงเนื้อเรื่องสั้นๆ ของตัวละครต่างๆ ด้วย ซึ่ง The King of Fighters ALLSTAR ก็จัดเต็มเรื่องภารกิจมากมาย รวมถึงอีเวนต์และชาเลนจ์อีกเพียบ ถ้าเริ่มคล่องแล้วก็ขอเชิญไปซัดกันแบบตัวต่อตัวในแมตช์ออนไลน์ที่เป็นเหมือนกับเกมต่อสู้สุดคลาสสิกในอดีตได้เลย แล้วก็อย่าลืมตั้งการ์ดให้มั่นล่ะ เพราะนักสู้เหล่านี้มือเท้าหนักใช่ย่อยนะ โดดทีมีกระอักแน่!

ออกลีลาฟาดอริฝ่ายตรงข้ามกันใน The King of Fighters ALLSTAR ได้ฟรี บน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/the-king-of-fighters-allstar/id1444835826

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.netmarble.kofg&hl=th

]]>
Review : Huawei MateBook D15 โน้ตบุ๊ก 15 นิ้ว ราคาดี แชร์ไฟล์กับมือถือ Huawei สะดวก https://cyberbiz.mgronline.com/review-huawei-matebook-d15/ Wed, 04 Mar 2020 06:49:28 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32329

นิยามของ Huawei MateBook D15 ที่ หัวเว่ย วางไว้คือการเป็นโน้ตบุ๊กในระดับราคาคุ้มค่า ประสิทธิภาพสูง และมากับฟีเจอร์ที่น่าสนใจ แถมยังเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้ทั่วๆ ไป ที่กำลังมองหาโน้ตบุ๊กราคาไม่เกิน 2 หมื่นบาทด้วย

จุดเด่นหลักของ MateBook D15 คือการที่มากับหน้าจอ 15.6 นิ้ว ทำงานบนหน่วยประมวลผล AMD Ryzen 5 พร้อมกับใส่ SSD 256 GB มาให้ใช้งานคู่กับฮาร์ดดิสก์ขนาด 1 TB เพื่อใช้เก็บข้อมูล ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home

รวมถึงการใส่ฟีเจอร์พิเศษอย่าง Huawei Share ที่ให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนหัวเว่ย สามารถเชื่อมต่อกับ MateBook D15 ได้ง่ายแค่นำมาแตะไว้ที่ตัวเครื่อง และฝังกล้องหน้าไว้ในคีย์บอร์ด ที่ต้องกดปุ่มขึ้นมาเพื่อเรียกใช้งาน ป้องกันการแอปส่องกล้องโดยไม่รู้ตัว

ข้อดี

  • โน้ตบุ๊กจอ 15.6” ประสิทธิภาพดี ราคา 17,990 บาท
  • พื้นที่เก็บข้อมูลแบบ SSD + HDD ทำให้ใช้งานได้เร็ว และมีพื้นที่เก็บข้อมูลเพียงพอ
  • Huawei Share ให้ส่งข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟน และโน้ตบุ๊กสะดวกขึ้น

ข้อสังเกต

  • แบตเตอรีหมดค่อนข้างเร็ว
  • จอไม่ตัดแสง ทำให้ไม่เหมาะกับใช้งานภายนอก
  • ตัวเครื่องหนัก 1.63 กิโลกรัม ตามสไตล์ของโน้ตบุ๊กจอ 15 นิ้ว

ราคาดี เหมาะใช้เป็นเครื่องในบ้าน

ราคาของ Huawei MateBook D15 น่าจะกลายเป็นจุดที่ดึงดูดที่สุดของโน้ตบุ๊กรุ่นนี้ เพราะถ้ามองไปในตลาด โน้ตบุ๊กขนาดหน้าจอ 15.6” ที่มากับหน่วยประมวลผล Ryzen 5 ระดับราคาส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 2 หมื่นบาทขึ้นไป

แต่ทาง Huawei กลับทำราคา MateBook D15 ได้น่าสนใจ แถมยังเป็นเครื่องที่มากับพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบถ้วน ทั้ง USB-C USB 3.0 HDMI ทำให้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังต้องการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กมาใช้งาน ในระดับราคาที่ไม่สูงมากนัก

การออกแบบตัวเครื่อง

ในแง่ของดีไซน์ MateBook D15 มีจุดที่น่าสนใจอยู่ 2-3 จุด ไล่ตั้งหน้าจอที่เลือกใช้งานเป็นแบบ IPS FullView ขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด FullHD ให้ Contrast Ratio ที่ 800:1 ความสว่างหน้าจอ 250 nits ในสัดส่วนหน้าจอแบบ 16:9 โดยมีขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 357.8 x 229.9 x 16.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.62 กิโลกรัม

ความพิเศษอยู่ที่ขนาดหน้าจอเมื่อเทียบกับตัวเครื่องคิดเป็นสัดส่วนถึง 87% โดยมีขอบหน้าจอ 5.3 มิลลิเมตรเท่านั้น ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดเล็กกว่าโน้ตบุ๊ก 15 นิ้วทั่วไปในท้องตลาด ประกอบกับการเปลี่ยนตำแหน่งของกล้องหน้าไปไว้ที่คีย์บอร์ดแทน ทำให้ขอบหน้าจอเล็กลงด้วย

ภายนอกของตัวเครื่องจะมีสัญลักษณ์ HUAWEI สีเงินแปะอยู่ตรงกลางเครื่องสีเทา เน้นความเรียบง่ายเป็นหลัก ส่วนหลังเครื่องก็จะมีจุดยางเป็นแถบยาวในส่วนหลัง และอีก 2 จุดตรงส่วนหน้า เพื่อยกเครื่องขึ้นมาจากพื้นผิว เพื่อช่วยระบายความร้อน และมีสติกเกอร์แสดงรายละเอียดต่างๆ ติดอยู่

ถัดลงมาในส่วนของคีย์บอร์ดให้ปุ่มมาในขนาดมาตรฐาน โดยมีเฉพาะแถวบนที่มีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของปุ่มปกติ โดยจะเป็นแถบไว้ใช้ควบคุมการปรับแสงกว่าง เปิดปิดเสียง และการควบคุมด่วนต่างๆ รวมถึงเป็นจุดที่ใช้ซ่อนกล้องหน้าของ MateBook D15 ด้วย

ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีสัญลักษณ์รูปกล้องอยู่ระหว่าง F6 และ F7 เมื่อกดปุ่มดังกล่าว ตัวกล้องหน้าก็จะเด้งขึ้นมา และถ้าต้องการปิดก็สามารถดันลงไป ทาง หัวเว่ย ระบุว่า การออกแบบกล้องไว้จุดนี้เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครแอบดูกล้องในโน้ตบุ๊กของเรา

อีกจุดที่มีความพิเศษคือ ปุ่มเปิดเครื่อง ที่อยู่ทางขวาบนของฐานตัวเครื่อง เพรารองรับการปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ จากเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ฝังไว้ภายใน ช่วยเพิ่มในเรื่องของความปลอดภัยในการเข้าใช้งานตัวเครื่องร่วมกับ Windows Hello

สำหรับพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ MateBook D15 ถือว่าให้มาครบ ไล่จากทางฝั่งซ้าย จะมีพอร์ต USB-C ที่ไว้เสียบสายชาร์จ และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ได้ ตามด้วยพอร์ต USB 3.0 และ HDMI ส่วนทางฝั่งขวา จะมีพอร์ต USB อีก 2 พอร์ต และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ให้ใช้งาน

สเปก

Huawei MateBook D15 มากับหน่วยประมวลผล AMD Ryzen 3500U ที่เป็น Quad Core 2.1 GHz และสามารถทำความเร็วนาฬิกาสูงสุดขึ้นไปที่ 3.7 GHz ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับโน้ตบุ๊ก ทำงานร่วมกับการ์ดจอ Radeon Vega Mobile RAM 8 GB พื้นที่เก็บข้อมูลแบบ SSD 256 GB ร่วมกับฮาร์ดดิสก์อีก 1 TB

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ WiFi 5 (802.11ac) บลูทูธ 5.0 แบตเตอรีที่ให้มาขนาด 42 Wh ซึ่งมากับอะเดปเตอร์ USB-C ขนาด 65W รองรับระบบ Fast Charge ทำให้สามารถชาร์จแบต 53% ได้ภายใน 30 นาที ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหัวเว่ยได้ด้วย

ถ้าใช้สมาร์ทโฟน Huawei โยนไฟล์ง่ายแค่วาง

ในเมื่อเป็นโน้ตบุ๊กของหัวเว่ย ฟีเจอร์ที่ชูมาเป็นจุดเด่นเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยสนใจคงหนีไม่พ้น Huawei Share ที่เปิดให้ผู้ใช้งาน MateBook D15 สามารถเชื่อมต่อเพื่อถ่ายโอนไฟล์จากสมาร์ทโฟน ไปยังโน้ตบุ๊กแบบไร้สายได้ทันที เพียงแค่วางสมาร์ทโฟนแปะลงไปที่ตัวเครื่อง

โดยสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นที่มี NFC สามารถนำมาวางบริเวณสัญลักษณ์ Huawei Share เพื่อทำการเชื่อมต่อผ่านโปรแกรม PC Manager หลังจากผ่านการยืนยันเรียบร้อยแล้ว จะมีหน้าต่างแสดงหน้าจอเสมือนขึ้นมาบนโน้ตบุ๊ก หลังจากนั้นก็สามารถโยนไฟล์ได้ทันที

ถ้าทำการเชื่อมต่อเสร็จแล้วก็สามารถยกสมาร์ทโฟนออกไปวางไว้ข้างๆ และควบคุมผ่านหน้าจอในโน้ตบุ๊กได้เช่นกัน ทำให้เพิ่มความสะดวกในการทำงาน ไม่ต้องเสียเวลาไปจับมือถือกรณีที่ต้องตอบแชท หรือเข้าถึงข้อมูลบางอย่างบนสมาร์ทโฟน หัวเว่ย เรียกฟีเจอร์การทำงานนี้ว่า Huawei OneHop คือเพียงแค่วางแตะ และเชื่อมต่อ หลังจากนั้นก็สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องทันที

นอกจากนี้ PC Manager ยังถูกแปลงมาเป็นโปรแกรมที่ใช้ตรวจสอบสถานะต่างๆ ของเครื่อง แจ้งเตือนให้มีการอัปเดตโปรแกรมให้ใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ รวมถึงการสอนใช้งานด้วย เรียกได้ไว่าเป็นโปรแกรมสารพัดประโยชน์ประจำเครื่องก็ว่าได้

ทดสอบประสิทธิภาพ

ด้วยระดับราคาของ MateBook D15 ที่ออกมาในราคา 17,990 บาท ในแง่ของประสิทธิภาพการใช้งาน ต้องเรียกว่าตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้เป็นอย่างดี ถ้านำมาใช้ทำงานอย่าง Microsoft Office หรือตกแต่งรูปภาพ เข้าเว็บ เล่นวิดีโอ เรียกได้ว่าสอบผ่านทั้งหมด

แต่ก็ยังไปไม่ถึงระดับที่สามารถนำมาใช้ในการเล่นเกมสเปกสูงๆ หรือการนำไปใช้งานด้านโปรดักชันที่ต้องการประมวลผลสูงๆ ได้แบบลื่นไหล ดังนั้น จึงเป็นรุ่นที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ได้โน้ตบุ๊กจอใหญ่ ในราคาเข้าถึงได้มากกว่า

เช่นเดียวกับเรื่องของแบตเตอรี ที่เท่าที่ลองใช้งานต่อเนื่องจะอยู่ที่ราว 5-6 ชั่วโมงติดต่อกันเท่านั้น จึงไม่เหมาะจะเป็นดีไวซ์ที่พกพาออกไปใช้งานนอกบ้านได้ตลอดวัน

สรุป

Huawei MateBook D15 กลายเป็นตัวเลือกโน้ตบุ๊กที่น่าสนใจในระดับราคาไม่ถึง 2 หมื่นบาท โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนหัวเว่ยอยู่แล้ว สามารถนำมาเชื่อมต่อใช้งาน Huawei Share ได้ทันที ส่วนผู้ที่ไม่ได้ใช้หัวเว่ย ก็อาจจะใช้ฟีเจอร์อย่าง Your Phone ของทาง Microsoft ที่พัฒนาขึ้นมาคล้ายๆ กันแทนได้

Gallery

]]>
Review : Samsung Galaxy S10 Lite กับแฟลกชิป Snapdragon ที่รอคอย https://cyberbiz.mgronline.com/review-samsung-galaxy-s10-lite/ Mon, 02 Mar 2020 07:59:44 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32292

ปีนี้ Samsung ถือว่ามาแรงในตลาดสมาร์ทโฟน ครอบคลุมทุกช่วงระดับราคาจริงๆ หลังจากเปิดตัว A51 / A71 ที่เข้ามาจับตลาดสมาร์ทโฟนราคาหมื่นต้นๆแล้ว

ยังมีคู่หู Samsung Galaxy S10 Lite และ Galaxy Note 10 Lite ตามออกมาด้วย โดยทั้ง 2 รุ่น ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป วันนี้เริ่มกันจากรีวิว Samsung Galaxy S10 Lite กันก่อน ในราคา 18,900 บาท

จุดเด่นของ Galaxy S10 Lite หลักๆ เลยคือเรื่องของขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว และกล้องถ่ายภาพความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ที่มากับระบบกันสั่นแบบใหม่ Super Steady OIS ทำให้การถ่ายภาพวิดีโอทำได้นิ่งมากขึ้น

ข้อดี

  • สมาร์ทโฟนสเปกเรือธงราคา 18,900 บาท
  • กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมระบบกันสั่นพิเศษ
  • แบตเตอรี 4,500 mAh รองรับชาร์จเร็ว 45W

ข้อสังเกต

  • ไม่กันน้ำ กันฝุ่น
  • ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
  • การถ่ายภาพในที่แสงน้อยยังสู้ S10 ไม่ได้

ถึงเป็นรุ่น Lite แต่คุ้มค่าไม่ต่างจากรุ่นพี่

เชื่อว่าหลายๆ คนพอเห็นมีชื่อห้อยท้าย Galaxy S10 ว่า Lite อาจจะทำให้มองว่าเครื่องรุ่นนี้ประสิทธิภาพจะไม่ดี หรือใช้งานได้ไม่เทียบเท่ากับรุ่นเรือธงอย่าง Galaxy S10 หรือ S10+ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย

Samsung Galaxy S10 Lite นั้นถือเป็นรุ่นที่ซัมซุงทำการบ้านมาดี ด้วยการเลือกใช้หน่วยประมวลผลรุ่นที่เป็นแฟลกชิป มาเสริมด้วยการปรับดีไซน์กล้องเป็นแบบใหม่ที่ใช้แบบเดียวกับบน S20 พร้อมกับเปลี่ยนสเปกกล้องให้ละเอียดขึ้น

ส่วนที่แตกต่างจาก S10 และ S10+ จริงๆ จะเป็นเรื่องของหน้าจอที่ไม่ได้ใช้จอโค้งแล้ว กับการเปลี่ยนชุดกล้องหลังที่เป็นเลนส์เสริมให้เพียงพอกับการใช้งานทั่วๆ ไป รวมถึงการตัดเรื่องของกันน้ำกันฝุ่นออกไป

รวมถึงฟีเจอร์ปลีกย่อยที่ใส่มาข้างในอย่างการตัด Samsung DeX ออกไป ตัดระบบชาร์ตไร้สาย แต่ก็เพิ่มการรองรับชาร์จเร็วมาให้ถึง 45W และยังคงระบบสแกนลายนิ้วมือใต้จอไว้ให้ใช้งานกัน

แฟลกชิป Snapdragon รุ่นแรกในตลาดไทย

การวางตำแหน่งของ Galaxy S10 Lite จึงกลายเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงราคาประหยัด ที่ซัมซุง นำออกมาชนกับสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนรุ่นแฟลกชิปในรุ่นระดับราคาใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ S10 Lite ยังกลายเป็นแฟลกชิปสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของซัมซุง ที่ใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855 เข้ามาใช้ จากเดิมที่ซัมซุงจะเลือกนำซีพียู Exynos มาทำตลาดในประเทศไทย

กลับมาที่ดีไซน์ของตัวเครื่อง S10 Lite ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่ปรับดีไซน์ใหม่ที่ซัมซุงเริ่มใช้งานในปี 2020 นี้ โดยจะเห็นได้จากการวางจำแหน่งของกล้องหลังกับแฟลชที่ออกมาในลักษณะของสี่เหลี่ยม เช่นเดียวกับ A51 A71 และ Note 10 Lite

ตัวเครื่องมีให้เลือกด้วยกัน 3 สีคือ ดำ Prism Black, ขาว Prism White และ น้ำเงิน Prism Blue โดยขนาดของตัวเครื่องอยู่ที่ 162.5 x 75.6 x 8.1 มิลลิเมตร น้ำหนัก 186 กรัม

ในส่วนของหน้าจอยังคงใช้จอ Super AMOLED Plus เช่นเดิม เพียงแต่ว่าไม่ได้ใช้จอโค้งแล้ว ทำให้เป็นทางเลือกของผู้ที่ไม่ชอบจอโค้งเพราะตกแตกง่ายได้หันมาเลือกใช้ด้วย ขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.7 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (2400 x 1080 พิกเซล)

หน้าจอใช้การเจาะรูเพื่อฝังกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซลเข้าไป ที่ทางซัมซุงเรียกว่าเป็นจอแบบ Infinity O โดยภายใต้จอมีการฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ให้ใช้งานกันด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้การปลดล็อกด้วยใบหน้า หรือลายนิ้วมือก็ได้

รอบๆ ตัวเครื่องจะมีปุ่มปรับระดับเสียงอยู่ทางขวา พร้อมปุ่มเรียกใช้งาน Bixby (สามารถตั้งกลับเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่องได้) ทางซ้ายจะมีช่องใส่ถาดซิมที่ใส่ได้ 2 ซิมพร้อมกัน และไมโครเอสดีการ์ด

ส่วนขอบบนจะมีไมโครโฟนไว้ช่วยตัดเสียงรบกวนกับเสารับสัญญาณโทรศัพท์ เช่นเดียวกับด้านล่างที่มีไมโครโฟน ลำโพง และพอร์ต USB-C โดยไม่มีช่องเสียบหูฟังมาให้ใช้งาน

ด้านหลังตัวเครื่องจะเป็นที่อยู่ของกล้อง 3 เลนส์ และไฟแฟลช ประกอบไปด้วยเลนส์หลัก 48 ล้านพิกเซล f/2.0 ที่มีการนำโหมด Super Steady OIS ที่ใช้กลไกในการควบคุมกล้องเพิ่มเข้ามาทำให้กันสั่นได้มากขึ้น ตามด้วยเลนส์มาโคร 5 ล้านพิกเซล f/2.4 และเลนส์มุมกว้าง 12 ล้านพิกเซล f/2.2

ภายในให้แบตเตอรีมาขนาด 4,500 mAh และที่พิเศษคือการใส่ระบบชาร์จเร็ว 45W มาให้ใช้งาน ทั้งๆที่ Galaxy S10 รองรับชาร์จเร็วแค่ 15W เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามอะเดปเตอร์ที่ซัมซุงแถมมาให้ในกล่องจะเป็นแบบชาร์จเร็ว 25W เท่านั้น ถ้าต้องการชาร์จเร็วแบบเต็มประสิทธิภาพอาจจะต้องหาอะเดปเตอร์ที่รองรับมาใช้งานแทน

สเปก

กลับมาที่สเปกของ Samsung Galaxy S10 Lite ที่ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 855 ที่เป็น Octa Core 2.8 GHz 2.4 GHz / 1.7 GHz มาให้ใช้งาน คู่กับ RAM 8 GB ROM 128 ซึ่งถือว่าเพียงพอกับการใช้งานทั่วๆไปอยู่แล้ว

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ 3G/4G ตามที่ให้บริการในประเทศไทย พร้อมกับ WiFi 5 (802.11ac) บลูทูธ 5.0 มี NFC มาให้ใช้งาน โดยทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 10 และ One UI 2.0 มาตั้งแต่แกะกล่อง

เน้นที่กล้องถ่ายวิดีโอ

จุดเด่นของ S10 Lite นอกเหนือจากสเปกการใช้งาน ที่สามารถใช้งานหนักๆ เล่นเกมได้สบายๆ แล้ว ก็จะมีในเรื่องของกล้องที่ซัมซุงชูว่าเป็น Pro Grade Camera เพิ่มเข้ามา จากกล้องความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

โดยในการใช้งานถ้าเป็นการถ่ายภาพในสภาพแสงปกติ ต้องยอมรับว่า S10 Lite เก็บรายละเอียดของภาพได้ครบถ้วน แต่พอเป็นการถ่ายภาพในที่แสงน้อย เนื่องจากเป็น f/2.0 ทำให้เก็บแสงได้ไม่ดีเท่ากับรุ่นพี่อย่าง S10 แน่นอน

ทำให้ถ้าต้องการนำไปถ่ายภาพในสภาพแสงทั่วไป S10 Lite สามารถตอบโจทย์ได้แน่นอน รวมถึงการถ่ายวิดีโอในโหมด Super Steady ที่นิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และช่วยทำให้การถ่ายวิดีโอสนุกขึ้นด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพ

ในแง่ของการใช้งานแบตเตอรีของ S10 Lite ถือว่าทำออกมาได้น่าพอใจ ด้วยการทดสอบจะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องเกือบ 11 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าใช้งานในแต่ละวันถือว่าเพียงพออยู่แล้ว หรือถ้าแบตใกล้จะหมดก็เสียบชาร์จเปปเดียว ก็ใช้งานได้ต่อยาวๆ

ส่วนเรื่องของการประมวลผลต่างๆ ลองดูได้จากคะแนนทดสอบเหล่านี้ครับ

สรุป

Samsung Galaxy S10 Lite จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนสเปกเรือธงราคาประหยัดอย่างแท้จริง เพราะด้วยการที่เปิดราคามา 18,900 บาท แต่ให้ซีพียูรุ่นท็อป อัด RAM ROM และกล้อง 48 ล้านพิกเซลมาให้ใช้งานถือว่าคุ้มค่ามาก

แต่ถ้าใครที่ไม่ได้มีข้อจำกัดในแง่ของงบประมาณการข้ามไปมอง Samsung Galaxy S20 ย่อมดีกว่าแน่นอนอยู่แล้ว หรือถ้าต้องการใช้งานคู่กับปากกา S-Pen ก็มีตัวเลือกอย่าง Note 10 Lite ให้ใช้งาน แต่ถ้าไม่ได้มีความจำเป็น S10 Lite ก็ตอบโจทย์การใช้งานได้หมดแล้ว

Gallery

]]>
Cyber Apps 02/03/20 : Airvid / Chineasy / The Seven Deadly Sins / KleptoCats https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-020320/ Mon, 02 Mar 2020 05:30:35 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32283 Airvid ตัดแต่งคลิปแนวตั้งให้สุดฮิป

สิ่งที่สนุกไม่แพ้การลองชิมไอศกรีมรสใหม่ๆ ก็คือ การสร้างและแต่งคลิปวิดีโอที่มีกลิ่นอายของความสนุกพร้อมกราฟิกที่น่ารัก ซึ่งทั้งหมดเริ่มได้ง่ายๆ แค่เข้าไปที่แอป Airvid และกดเลือกรูปและคลิปสวยๆ จากในมือถือของคุณ

ในแอปมีเมนูต่างๆ ให้คุณตกแต่งคลิปได้ง่ายๆ  เช่น ฟิลเตอร์แต่งสีภาพโทนต่างๆ เลือกกรอบภาพเก๋ๆ เช่น กรอบลาย IG, กรอบสไตล์ภาพโพลารอยด์ รวมถึงเลือกภาพพื้นหลังเคลื่อนไหว เช่น ภาพแสงแดดยามเช้า ภาพเงาสะท้อนจากแม่น้ำ เป็นต้น

ที่เด็ดกว่านั้นสำหรับผู้ใช้ชาวไทยคือ การเพิ่มข้อความด้วยแบบอักษร (Fonts) ภาษาไทยสไตล์ลายมืออย่าง Bread  หรืออักษรแบบไม่มีหัวกลมๆ อย่าง LilyUPC เพิ่มความคิ้วท์ให้กับคลิปของคุณได้อย่างดี นอกจากนั้นก็ยังเลือกปรับความเร็วของคลิป และเลือกเพลงประกอบได้อีกหลายอารมณ์

แอป Airvid เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีบน iPhone และตอนนี้ก็มาพร้อมโปรพิเศษแพคเกจรายปีลด 50% เหลือเพียงปีละ 639 บาทเท่านั้น ซึ่งก็จะได้ใช้ทุกฟิลเตอร์ กรอบ แบบอักษรได้เต็มที่ และลบลายน้ำออกจากคลิปได้อีกด้วย

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/airvid-vlog-transition-frame/id1057858901

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ :

Chineasy จำอักษรจีนด้วยภาพ ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายๆ 

เพราะ “ภาษาจีน” ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในภาษาที่เรียนยากที่สุดโลก ทำให้หลายๆ คนถอดใจแม้จะยังไม่ได้ได้ลงเรียนสักคอร์ส ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผู้ทำสื่อการสอนที่สุดสนุกเพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าถึงการเรียนรู้ตัวอักษรจีนได้ด้วยการเรียนรู้จากภาพ (Pictograph) เพราะพื้นฐานแล้วสัญลักษณ์แต่ละตัวแสดงคำในภาษาจีนและความหมาย มีจุดกำเนิดจากรูปคน สัตว์ หรือสิ่งอื่นๆ

แอปอย่าง Chineasy จึงหยิบเอาแนวคิดนี้มาสอนผู้ที่สนใจเรียนภาษาจีนระดับพื้นฐานนั่นเอง ซึ่งตัวอักษรแรกที่คุณจะรู้จักและจำได้ทันทีที่เปิดแอป ก็คือ ตัวอักษร 人 อ่านว่า เหริน แปลว่า คน ซึ่งภาพที่ปรากฎก็จะเป็นรูปคนกำลังก้าวขาเดินไปข้างหน้านั่นเอง และจากตัวอักษรนี้ การแค่เดิมขีดไปตามตำแหน่งต่างๆ ก็จะกลายเป็นคำๆ ใหม่ เช่น 大 อ่านว่า ต้า แปลว่า ใหญ่ และหากเติมอีกขีดด้านบน ก็จะกลายเป็นคำว่า 夫 อ่านว่า ฟู แปลว่า สามี เป็นต้น หากคุณสมใจในภาษาและวัฒนธรรมจีน แอปนี้ถือเป็นประตูสู่ความรู้ที่แสนเพลิดเพลิน เพราะในแอปเดียว คุณจะได้เรียนคำศัพท์ภาษาจีนถึงพันๆ คำ ซึ่งตามหลักการแล้วก็เท่ากับว่าคุณได้เรียนรู้ศัพท์สำคัญที่คุณควรรู้หากจะต้องการใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว

ดาวน์โหลด Chineasy มาเรียนได้ฟรี แต่หากต้องการเรียนครบ 300 ด่าน แนะนำให้อัปเกรดเป็นบัญชีพรีเมี่ยม ที่มีมีค่าเรียนเดือนละ 149 บาท (แต่สมัครรายปีคุ้มกว่า เหลือเพียงปีละ 1,220 บาทเท่านั้น)

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/chineasy/id1318941705

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ :

The Seven Deadly Sins ออกผจญภัยไปกับแอนิเมชันที่คุ้นเคย

มันไม่ง่ายเลยที่จะถ่ายทอดผลงานต้นฉบับที่ประสบความสำเร็จให้ออกมายอดเยี่ยมได้เหมือนเดิม แต่ว่าเกม The Seven Deadly Sins (อิงจากซีรีส์มังงะ “อัศวิน 7 บาป”) ได้พาซีรีส์สุดยิ่งใหญ่สไตล์แฟนตาซีนี้ไปสู่ความสดใหม่และน่าตื่นตามากยิ่งขึ้นด้วยแอนิเมชันระดับคุณภาพ พร้อมกับการผจญภัยที่มันเร้าใจและเข้มข้นน่าติดตาม

เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกแห่งบริแทนเนียโบราณ โลกซึ่งไม่เพียงมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่อาศัยอยู่ ยังมียักษ์ แฟรี่ ปิศาจ และเทพธิดาอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าจะให้เข้าใจภารกิจของคุณอย่างละเอียดล่ะก็ ต้องย้อนเวลากลับไป 10 ปี กลุ่มอัศวินแห่งบาปทั้ง 7 เคยเป็นอัศวินผู้คอยปกป้องอาณาจักรลีโอเนส แต่ทว่าหลังจากที่ถูกใส่ร้ายในข้อหาลอบสังหารหัวหน้าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ (ผู้พิทักษ์ของดินแดนนี้กลุ่ม 7 บาปได้สลายตัวและหนีจากอาณาจักร โดยหลังจากที่พวกเขาหายตัวไป อาณาจักรก็ถูกยึดครองโดยเหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์โดยสมบูรณ์ หน้าที่ของคุณคือต้องออกเดินทางตามหาอัศวินทั้งเจ็ด แต่เส้นทางไม่ได้ราบเรียบแบบนั้น คุณจะได้รับการ์ด 7 ใบ ซึ่งจะเป็นสกิลที่เอาไว้ใช้โจมตีศัตรู ถ้ามีการ์ดที่เหมือนกันอยู่ติดกัน คุณสามารถรวมมันเพื่อสร้างสกิลที่รุนแรงมากขึ้นได้ ดังนั้นก่อนใช้การ์ดอย่าลืมเรียงลำดับให้รอบคอบด้วยล่ะ

เต็มอิ่มกับเรื่องราวแอนิเมชันในแบบเกมที่คุณได้ร่วมผจญภัยกับ The Seven Deadly Sins ได้ฟรี บน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/the-seven-deadly-sins/id1475440231

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ :

KleptoCats Cartoon Network ระวังโดนขโมยหัวใจในเกม idle สุดคิวท์

เหมียวจอมขโมยบุกจักรวาล Cartoon Network แล้วและคราวนี้แก๊งเหมียวทะลุมิติจะไปฉกของในการ์ตูนดังทั้ง Adventure Time, Steven Universe และเรื่องโปรดอื่นๆ ด้วย ส่งเจ้าเหมียวนักย่องเบาออกไปขโมยของเจ๋งๆ จากนั้นก็ใช้ของที่ขโมยมาไปตกแต่งสถานที่ที่คุ้นเคยอย่างบ้านริมชายหาดของ Steven และบ้านต้นไม้จากการ์ตูนเรื่อง Adventure Time แต่ไม่ต้องกลัวโดนจับนะ เพราะเกม “แมว(จอม)ขโมย Cartoon Network (KleptoCats Cartoon Network)” เป็นแค่เกม idle เท่านั้น

ในโลกแห่งความจริงไม่มีใครโดนฉกของแน่นอน (เกมแนว idle คือเกมที่มีความคืบหน้าของตัวละครแม้เราจะไม่ได้เข้าไปเล่นในระยะเวลาหนึ่งถึงจะเป็นเกมแนว idle แค่คุณก็สามารถช่วยเพื่อนขนปุยด้วยการแปรงขน ให้อาหาร และเล่นกับพวกเค้าเพื่อเพิ่มความโชคดีเวลาออกไปย่องเบาได้ด้วย อย่าลืมใช้สกิลมัลติทาสก์ให้เต็มที่ด้วยล่ะเพราะเจ้า Guapo สามารถไปขโมยของจากห้องนั่งเล่นในการ์ตูนเรื่อง The Amazing World of Gumball ในขณะที่คุณก็สามารถเลือกชุดให้ Lucky ในร้านขายของไปด้วยได้ ส่วนเหรียญที่เจอระหว่างการเดินทาง (หรือที่ได้จากมินิเกมสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นอัญมณีได้ และอัญมณีก็สามารถนำไปแลกเพื่อนใหม่ ธีมใหม่ และของเล่นอื่นๆ ได้อีกเพียบ แต่ขอเตือนไว้อย่าง ระวังหัวใจของคุณไว้ด้วยแล้วกัน เพราะมันอาจจะโดนเจ้าเหมียวแสนน่ารักขโมยไปแบบไม่รู้ตัว

ดาวน์โหลดเกม “แมว(จอม)ขโมย Cartoon Network (ชื่อภาษาอังกฤษ KleptoCats Cartoon Network)” ได้ฟรี บน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/kleptocats-cartoon-network/id1460588274

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ :

]]>