CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Mon, 15 Oct 2018 07:10:38 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.6 Review : Asus ZenBook Pro 15 โน้ตบุ๊กสเปกแรง กับแนวคิดเสริมจอ 2 ด้วย Screen Pad https://cyberbiz.mgronline.com/review-asus-zenbook-pro-15/ Mon, 15 Oct 2018 07:10:38 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29458

ตลาดโน้ตบุ๊กระดับโปร กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตเนื่องมาจากมีกลุ่มผู้ใช้งานเฉพาะทาง ที่ต้องการเครื่องประสิทธิภาพสูง โดยไม่ได้กังวลในเรื่องของราคา แต่มองในแง่ของการตอบโจทย์การใช้งานมากกว่า รวมถึงกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นเกมมิ่งแล้วต้องการโน้ตบุ๊กที่สามารถใช้งานแทนเดสก์ท็อปได้

Asus ZenBook Pro จึงกลายเป็นรุ่นที่มีตลาดเฉพาะตัว และมีความน่าสนใจเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากสเปกเครื่องที่ผู้ผลิตแต่ละราย ถ้าต้องการก็ใส่กันมาได้อยู่แล้ว แต่เป็นการนำเสนอความต่างในแง่ของการใช้งานที่นอกเหนือขึ้นไป

Asus เคลมว่า ZenBook Pro 5 เป็นโน้ตบุ๊กรุ่นแรกที่สามารถแสดงผลได้พร้อมกัน 5 จอ ประกอบไปด้วยหน้าจอหลัก 15” หน้าจอที่ 2 ตรงทัชแพด 5.5” ส่วนจอที่ 3-5 จะใช้การเชื่อมต่อจากพอร์ต HDMI และ USB-C ที่ติดมากับเครื่อง ที่สำคัญคือสามารถจอที่ความละเอียด 4K และใช้งานได้อย่างลื่นไหล

ที่สำคัญราคาจำหน่ายของ ZenBook 15 Pro เริ่มต้นที่ 69,900 บาท สำหรับรุ่น Intel Core i7 8750H และ 89,990 บาท สำหรับรุ่น Intel Core i9 8950HK พร้อมกับระบุว่าถูกกว่า Macbook Pro เกือบ 3 เท่า ถ้าต้องการสเปกที่ใกล้เคียงกัน

ข้อดี

โน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงในราคาไม่ถึง 1 แสนบาท

– Screen Pad ที่เป็นการเปลี่ยนพื้นที่ทัชแพดเป็นจอแสดงผล

พอร์ตเชื่อมต่อที่มีมาให้ครบครัน

จอแสดงผลหลักแบบทัชสกรีนรองรับ 4K บนมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ

ระบบเสียง Harman Kardon

มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือให้เพื่อความปลอดภัย

ข้อสังเกต

ตัวเครื่องขนาดใหญ่ หนักเกือบๆ 2 กิโลกรัม (รวมที่ชาร์จ) ทำให้ไม่เหมาะกับการพกพา

– Screen Pad ยังมีแอปพลิเคชันรองรับน้อย เหมาะกับผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่ม

ตัวเครื่องที่แรง ทำให้ใช้งานบนแบตเตอรีได้ราว 2 ชั่วโมง

ทำความรู้จัก ScreenPad ตัวช่วยใหม่ในการใช้งาน

ใน Asus ZenBook Pro 15 นิ้ว มีการเพิ่มฟีเจอร์อย่าง Screen Pad มาให้ใช้งาน และถือว่าเป็นการนำหน้าจอทัชสกรีนที่สามารถปรับการแสดงผลได้มาใช้งานแทนทัชแพดรุ่นแรกของโลกด้วย โดยจะเปลี่ยนจากการเป็นทัชแพดแบบเดิมๆ มาเป็นกระจกในการแสดงผลขนาด 5.5 นิ้วแทน

ในการใช้งาน Screen Pad ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม F6 เพื่อเลือกสลับโหมดในการใช้งานได้ว่า จะเปิดใช้งาน Screen Pad ที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันพิเสษ อย่าง Spotify เครื่องคิดเลข ปฏิทิน เครี่องเล่นเพลง หรือเปลี่ยนเป็นปุ่มกรอกตัวเลข

หรือจะเลือกใช้เป็นการขยายหน้าจอวินโดวส์ โดยการเพิ่ม Screen Pad ให้เป็นจอที่ 2 โดยสามารถเลือกเปิดโปรแกรมมาใช้งานเพื่อแสดงผลอะไรก็ได้ สุดท้ายก็คือเลือกปิดการแสดงผล และใช้งานเป็นทัชแพดตามปกติ

Screen Pad ถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ สำหรับกลุ่มครีเอเตอร์ ที่สามารถใช้จอที่ 2 มาช่วยแสดงผลแบบงาน หรือตัวอย่างให้สามารถทำงานบนหน้าจอหลักได้ โดยไม่ต้องสลับหน้าจอไปมา หรือใช้ในการควบคุมการเล่นมัลติมีเดียต่างๆ เพียงแต่ว่าด้วยการที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ต้องรอนักพัฒนานำความสามารถไปใช้กับโปรแกรมหลักๆ เพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น

ตัวเครื่อง ZenBook 15 Pro

ดีไซน์ของ ZenBook Pro 15 นิ้ว จะเน้นไปที่การใช้สีสัน และขอบเครื่องให้ดูหรูหราขึ้นเป็นหลัก ไม่ได้เน้นการออกแบบให้ดูเพรียวบาง เพราะเนื่องจากตัวเครื่องมากับหน่วยประมวผลระดับ Core i9 ทำให้ต้องมีการเว้นพื้นที่ให้ระบบระบายอากาศมาช่วย เพื่อให้เวลาใช้งานตัวเครื่องหนักๆแล้วไม่ร้อนด้วย

ขนาดตัวเครื่อของ ZenBook Pro 15 จะอยู่ที่ 36.5 x 24.1 x 1.89 เซนติเมตร น้ำหนัก 1.88 กิโลกรัม มีให้เลือกสีเดียวคือ Deep Dive Blue ที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับขอบเครื่องสีทอง แต่อย่างไรก็ตาม ในการพกพาตัวเครื่องไปใช้งานก็ต้องพกคู่กับอะเดปเตอร์ชาร์จไฟขนาดใหญ่ไปด้วย เพราะตัวเครื่องค่อนข้างใช้ไฟเยอะ

เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาจะเจอกับหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 4K UHD (3840 x 2160 พิกเซล) ในอัตราส่วน 16:9 โดยมีจุดเด่นอยู่ที่มีการปรับค่าสีในการแสดงผลให้อยู่บนมาตรฐาน Delta E < 2, 100% Adobe RGB ขณะที่สัดส่วนหน้าจอต่อขอบจอจะอยู่ที่ 83% โดยขนาดของขอบจอจะอยู่ที่ 7.3 มิลลิเมตรเท่านั้น และมีกล้องเว็บแคมให้ใช้งานอยู่ด้วย

ถัดลงมาเป็นคีย์บอร์ด ด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ถึง 15 นิ้ว ดังนั้น ตัวคีย์บอร์ดที่ให้มาถือว่าเป็นขนาด Full Size พร้อมกับมีไฟแสดงผลใต้คีย์บอร์ดให้สามารถใช้งานในเวลากลางคืนได้ด้วย

ส่วนพอร์ตที่ให้มารอบตัวเครื่อง ไล่จากทางซ้ายประกอบไปด้วย ช่องต่ออะเดปเตอร์ไฟ พอร์ต HDMI และพอร์ต USB-C 2 พอร์ต ส่วนทางขวาเป็น พอร์ต USB 3.1 2 พอร์ต USB-C อีก 1 พอร์ต ช่องเสียบไมโครเอสดีการ์ด และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.

สเปกตัวเครื่อง ZenBook Pro 15 ที่ได้รับมาทดสอบจะเป็นรุ่น 8 Gen Intel Core i9 8950HK ที่เป็น Hexa Core (6 คอร์) ความเร็ว 2.9 GHz 12 MB Cache ให้ RAM มา 16 GB พร้อมกับกราฟิกการ์ด Nvidia GeForce GTX 1050i 4 GB และพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ SSD 512 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 10 โฮม ส่วนของการเชื่อมต่อ Asus ZenBook Pro 15 รองรับ WI-FI 5 หรือ 802.11ac พร้อมกับบลูทูธ 5.0

Gallery

เหมาะกับใครใช้งาน

ZenBook Pro 15 ถูกออกแบบมาให้กลายเป็นเวิร์คสเตชันเคลื่อนที่ เน้นการใช้งานโน้ตบุ๊กที่เน้นการประมวลผลเป็นหลัก ดังนั้น ถ้าใครที่ต้องใช้โน้ตบุ๊กเพื่อตัดต่อวิโอ ทำงานกราฟิก ออกแบบ 3มิติ เหล่านี้คือกลุ่มเป้าหมายหลักของเครื่องรุ่นนี้

แต่ในความเป็นจริง กลุ่มผู้ใช้ที่เป็นเกมเมอร์ และต้องการเครื่องแรงๆ ก็เป็นอีกกลุ่มที่เหมาะกับเครื่องรุ่นนี้ แม้ว่าระดับราคาเครื่องจะสูงขึ้นมาสักหน่อย แต่เมื่อแลกกันประสิทธิภาพที่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่า แต่ถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มเหล่านี้ เครื่อง ZenBook Pro 15 ก็จะเกินความจำเป็นในการใช้งานไป

ทดสอบประสิทธิภาพ

เมื่อเป็นเครื่องที่มากับหน่วยประมวลผลอย่าง Core i9 ที่ใส่กราฟิกการ์ด GTX 1050i มาให้ ความแรงของเครื่องก็อยู๋ในระดับน้องๆ คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปอยู่แล้ว โดยลองไปดูผลทดสอบกันว่า ZenBook Pro 15 ทำคะแนนได้เท่าไหร่จากโปรแกรมทดสอบกันบ้าง

]]>
Cyber Apps 15/10/18 : Leo AR สร้างสัตว์ในจินตนาการสู่โลกจริง / Kayak แหล่งตั๋วเที่ยวของคนไทย / Candy Crush 4 ภาคใหม่ล่าสุดของเกมฮิต https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-151018/ Mon, 15 Oct 2018 05:20:17 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29483 Leo Augmented Reality Camera  สนุกกับความเหนือจริง

หากช่วงนี้คุณรู้สึกว่าชีวิตในห้องเรียนหรือออฟฟิศดูเหงาๆ เราก็อยากเสนอให้คนรักความสนุกสนานอย่างคุณลุกขึ้นมาหาอะไรหนุกๆ ฮาๆ ทำ ด้วยการพาน้องแมว ไดโนเสาร์ นกเป็ดน้ำ หรือแม้กระทั่งโครงกระดูกเต้นได้ มาเป็นเพื่อนสร้างสีสันให้กับทุกวันธรรมดาของคุณ

ด้วยแอปอย่าง Leo Augmented Reality Camera แอปนี้ช่วยให้คุณสนุกกับโลกเสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี AR ได้ง่ายๆ แค่ส่องกล้องไปยังพื้นที่เรียบๆ ในห้องเรียนหรือห้องทำงาน และเลือกสัตว์หรือสิ่งของต่างๆ จากเมนู Add คุณก็จะเห็นพวกมันเดินเล่นไปมา ระหว่างที่เพื่อนๆ กำลังเคร่งเครียดอยู่หน้าคอม

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเพิ่มความครึกครื้นยามบ่ายและสร้างเสียงฮาได้ตลอดวัน ว่าแล้วก็อย่าลืมถ่ายคลิปแอคชั่นสนุกๆ ที่เพื่อนคุณเต้นฮิปฮอปคู่กับเจ้าโครงกระดูกมาอวดเราบ้าง? (ของเล่นใหม่ที่ปล่อยมาเพื่อฉลองช่วงเทศกาลฮัลโลวีนที่กำลังจะถึงนี้โดยเฉพาะ)

ดาวน์โหลด Leo Augmented Reality Camera บน iPhone และ iPad ได้ฟรี

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/leo-augmented-reality-camera/id1286981298?l=th&mt=8

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.leoapp.main&hl=en_US

Kayak เที่ยวสะดวกด้วยฟีเจอร์คำสั่งเสียง

ถึงแม้แอปเปรียบเทียบราคาโรงแรมและตั๋วเครื่องบินมีมากมายในตลาด แต่แอปอย่าง Kayak ที่แม้จะฮอตมากในฝั่งตะวันตก เมื่อมาถึงไทยก็ยังมีมนต์ขลังสำหรับนักเดินทางหน้าใหม่อย่างเราๆ เพราะแค่เปิดแอปก็จะพบว่าทุกเมนูได้มีการแปลเป็นภาษาไทยอย่างดี ทำให้มือใหม่สามารถเข้าใช้งานได้โดยง่ายในแอปเดียวสามารถค้นหาและเปรียบเทียบทั้งราคาและข้อมูลของ โรงแรม ตั๋วเครื่องบิน และรถเช่า ได้อย่างง่ายดาย

หากเจอดีลไหนที่น่าสนใจก็กดบันทึกเอาไว้ หากมีการปรับเปลี่ยนราคาก็จะแจ้งให้เราทราบทันที และสำหรับผู้ที่อัปเกรดเป็น iOS12 คุณจะยิ่งใช้งานแอป Kayak ได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยคำสั่งเสียงจาก Siri ด้วยคำสั่งเสียงแค่กดปุ่มเปิดปิด และพูดหวัดดี Siri” จากนั้นก็ตามด้วยคำว่าแผนการเดินทางก็สามารถดูรายละเอียดของทริปที่คุณกำลังจะไปเที่ยวได้ทันที

อีกหนึ่งฟังก์ชันเจ๋งๆ ใน Kayak ที่เหมาะกับคนที่ยังคิดไม่ออกว่าจะไปชิลล์ที่ไหนในโลก เราก็ขอแนะนำให้คุณได้ลองใช้เมนูสำรวจทั่วโลกที่เพียงแค่เลือกงบประมาณของคุณ ระบบก็จะแนะนำสถานที่น่าไปให้พอกับเงินในกระเป๋า เพื่อลองใช้ชีวิตที่ผจญภัยได้อย่างสุดกู่ได้ดั่งใจ

ดาวน์โหลด Kayak บน iPhone, iPad, iMessage, Apple Watch ได้ฟรี

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/kayak-เทยวบโรงแรมรถเช/id305204535?l=th&mt=8

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.kayak.android&hl=th

Candy Crush Friends Saga จับคู่ขนมหวานกันอีกครั้งกับผองเพื่อน

เกม Candy Crush ภาคใหม่ลำดับที่ 4 ออกแล้วนะรู้ยังกับเกมในชื่อ Candy Crush Friends Saga เกมใหม่แกะกล่องจากซีรีส์จับคู่ลูกกวาดสุดฮิตที่เราคุ้นเคย แต่คราวนี้คุณไม่ได้เล่นอยู่คนเดียวนะ เพราะจะมีเหล่า ‘เพื่อนคู่หู’ มาคอยอยู่เคียงข้างคุณด้วย ซึ่งมีตั้งแต่เด็กหญิงตัวน้อยไปจนถึงเจ้าเยติที่มีพลังพิเศษสุดเจ๋งอีกด้วย

ตัวละครต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเล่นของคุณ โดยเมื่อเริ่มด่าน คุณสามารถเลือกได้ว่าจะให้ใครมาเป็นเพื่อนคู่หู ซึ่งแต่ละคนก็มีพลังพิเศษเฉพาะตัวและจะใช้งานเมื่อสถานการณ์คับขัน เมื่อคุณเล่นไปเรื่อยๆ คุณจะสามารถซื้อชุดเท่ๆ เก๋ๆ ให้เหล่าเพื่อนคู่หูของคุณได้ ซึ่งจะมีแอนิเมชันคิวท์ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย ลองกดที่พวกเขาดูสิ คุณอาจจะเจออะไรสนุกๆ ก็ได้นะ

ดาวน์โหลดเกมนี้ได้ฟรี เล่นได้บน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/candy-crush-friends-saga/id1225867923

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.king.candycrush4&hl=th

]]>
Review : Mio MiVue 729 กล้องติดรถยนต์พร้อมโหมดจับภาพฉุกเฉิน https://cyberbiz.mgronline.com/review-mio-mivue-729/ Thu, 11 Oct 2018 10:42:10 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29437

กล้องติดรถยน์กลายเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์มาตรฐานในการใช้ชีวิตบนท้องถนนกันไปเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่คปภ. ออกมาตรการมากระตุ้นให้รถยนต์ติดกล้องด้วยการให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ 5-10%

Mio ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์กล้องติดรถยนต์ประสิทธิภาพสูงมีให้เลือกหลายระดับราคาตั้งแต่ไม่กี่พันบาทไปจนถึง 8,900 บาท จึงออกมานำเสนอกล้องรถยนต์ระดับไฮเอนด์อย่าง MiVue 792 ออกสู่ตลาดในฐานะการเป็น DashCam ที่เป็นมากกว่าแค่กล้องติดรถยนต์

MiVue 792 มีความสามารถเด่นในเรื่องของการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด 1080p 60fps ที่ให้มุมมองภาพ 140 องศา ที่เป็นฟังก์ชันพื้นฐาน เสริมด้วยความสามารถพิเศษอย่างการเชื่อมต่อไวไฟกับแอปบนสมาร์ทโฟน ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวในกรณีฉุกเฉิน การแจ้งเตือนจุดตรวจจับความเร็ว เลี้ยวรถออกนอกเลนเป็นต้น

ข้อดี

– กล้องติดรถยนต์ที่มีฟีเจอร์เพิ่มเติม

– รองรับการบันทึกพิกัด GPS

– รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi กับสมาร์ทโฟน

ข้อสังเกต

– ราคาค่อนข้างสูง

– ที่ยึดกระจกเป็นแบบใช้กาว 3M ติด

– ไม่ได้แถม Micro SD การ์ดมาให้ด้วย

ทำความรู้จัก MiVue 792

Mio MiVue 792 วางจำหน่ายในราคา 8,900 บาท แต่กลายเป็นว่าอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องมีเพียงแค่ตัวกล้อง ขาตั้งแบบที่ใช้สติกเกอร์ 3M ในการยึดติดกับกระจก สายชาร์จแบบมินิยูเอสบี และคู่มือการใช้งานเท่านั้น

โดยไม่ได้มีการแถมไมโครเอสดีการ์ดมาให้ หรือตัวขายึดกับกระจกในกรณีที่เปลี่ยนจุดติดตั้ง ก็ต้องใช้การลอกกาว 3M แบบเหนียวพิเศษออกเพื่อติดตั้งใหม่แทน ไม่ได้ใช้ที่ติดกระจกแบบสุญญากาศ

ในขณะที่ตัวกล้อง MiVue 792 ด้านหน้าจะมีเลนส์กล้องที่ให้ความละเอียดวิดีโอสูงสุด 1080p 60fps ที่ใช้เซ็นเซอร์ IMX 291 STARVIS f/1.8 ช่วยให้สามารถบันทึกภาพในเวลากลางคืนได้แม้อยู่ในที่แสงน้อย

โดยมีสัญลักษณ์แบรนด์ Mio อยู่ทางซ้าย และสัญลักษณ์ Wi-FI + GPS อยู่ทางขวา ข้างบนเลนส์กล้องเป็นจุดเชื่อมต่อกับขายึดติดกล้องกับกระจกหน้ารถยนต์ ที่ใช้การใส่เข้าไปเพื่อยึดกับตัวล็อกไว้

ด้านหลังเป็นหน้าจอแสดงผลขนาด 2.7” โดยมีปุ่มเปิดปิดเครื่องอยู่ทางด้านซ้าย ทางด้านขวาจะมีปุ่มอัดภาพฉุกเฉิน (สีส้ม) และปุ่มควบคุมอีก 4 ปุ่มในการกดย้อนกลับ ตกลง เลื่อนขึ้นลง ในการสั่งงานต่างๆ

ที่ใส่ไมโครเอสดีการ์ดจะอยู่ใต้ตัวเครื่อง โดยรองรับการ์ดที่ความจุสูงสุด 128 GB รวมๆ มีขนาดอยู่ที่ 90.2 x 37.05 x 48.8 มิลลิเมตร นำ้หนัก 112 กรัม

Gallery

ฟีเจอร์เสริมที่ช่วยให้กล้องฉลาดขึ้น

ด้วยการที่ตัวกล้องมาพร้อมกับระบบ Wi-Fi ภายในตัวเครื่อง ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน MiVue บนสมาร์ทโฟน เพื่อใช้ดูภาพสดจากหน้าจอได้ทันที หรือจะเลือกดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอในช่วงเวลาต่างๆลงมาไว้บนสมาร์ทโฟนก็ได้

ถัดมาคือโหมดการทำงานต่างๆของเครื่อง นอกเหนือจากโหมดพื้นฐานคือการบันทึกวิดีโอ พร้อมเสียง ภาพนิ่ง ก็คือตัว MiVue 792 จะมากับโหมดการแจ้งเตือนเมื่อรถออกจากเลน ระบบเตือนการชนข้างหน้า

โดยเมื่อเปิดใช้การบันทึกวิดีโอแบบ 1080p ที่ 60 fps บนการ์ดขนาด 8 GB จะสามารถบันทึกได้ต่อเนื่อง 50 นาที และเมื่อปรับเป็น 1080p 30 fps จะบันทึกได้เกิน 1 ชั่วโมง โดยจะซอยวิดีโอออกเป็นคลิปละ 3 วินาที และเมื่อบันทึกจนเต็มก็จะวนทับคลิปที่เก่าสุดไปเรื่อยๆตามปกติ

รวมถึงโหมดฉุกเฉิน ที่ภายใน MiVue 792 จะมีเซ็นเซอร์ 3 แกนในการตรวจจับการเคลื่อนไหว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแบบทันที (กรณีรถชน) ตัวกล้องจะเข้าสู่โหมดบันทึกภาพฉุกเฉินทันที โดยเป็นการแยกไฟล์วิดีโอออกมาจากโหมดถ่ายภาพปกติ เพื่อป้องกันการอัดวิดิโอวนทับของกล้อง

น่าเสียดายที่ในประเทศไทย ยังไม่รองรับโหมดการแจ้งเตือนกล้องตรวจจับความเร็ว ที่เป็นอีกฟีเจอร์เด่นของ MiVue 792 ที่เปิดใช้งานแล้วในต่างประเทศ ด้วยการนำระบบ GPS มาช่วยในการแจ้งเตือนดังกล่าว

ตัวอย่างการภาพจากกล้อง MiVue792 ที่บันทึกทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน

สรุป

โดยรวมแล้ว Mio MiVue 792 ถือเป็นกล้องติดรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง มีฟังก์ชันเพิ่มเติมให้ใช้งานกล้องได้สะดวกขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ที่มากกว่ากล้องติดรถยนต์ทั่วไป เพราะฟีเจอร์ที่เพิ่มมาอย่างการเชื่อมต่อ Wi-Fi การแจ้งเตือนในโหมดฉุกเฉินต่างๆ จะเป็นประโยชน์ถ้ามีการนำไปใช้งาน

]]>
Review : Lenovo ThinkPad T480s โน้ตบุ๊กสำหรับองค์กรที่เน้นความปลอดภัย https://cyberbiz.mgronline.com/review-lenovo-thinkpad-t480s/ Mon, 08 Oct 2018 05:56:24 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29388

เมื่อนึกถึงภาพของโน้ตบุ๊กเลอโนโว (Lenovo) ในตระกูล ThinkPad ขึ้นมาเชื่อว่า ภาพแรกๆที่คิดถึงคือโน้ตบุ๊กเครื่องหนาๆ สีดำ ที่มากับความคลาสสิค เรียบง่าย ที่เป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่สมัยของ IBM แต่ในช่วงหลังๆ ดีไซน์ของ ThinkPad เริ่มมีการปรับเปลี่ยนมากขึ้น

โดยเฉพาะหลักจากที่เลอโนโว เริ่มมีการทำตลาด ThinkPad X ออกมา ดีไซน์ตัวเครื่องรุ่นหลังๆก็จะเริ่มบางลง เบาขึ้น ตามสมัยนิยม จนเมื่อทีมงาน Cybrbiz ได้รับเครื่อง ThnikPad T480s มาทดสอบ ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊กองค์กรระดับกลางสูง ก็พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายๆจุดที่น่าสนใจ

ความอ้วนดำเดิมที่เคยมี ถูกปรับให้มีความเพรียวบางมากขึ้น เช่นเดียวกับการใส่เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่ม ทั้งในแง่ของความปลอดภัยในยุคที่ข้อมูลในโน้ตบุ๊ก มีค่ามากกว่าตัวเครื่อง โดยเฉพาะโน้ตบุ๊กที่ถูกนำไปใช้งานภายในองค์กรทั้งหลาย ที่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นหลัก

จุดเด่นหลักของ Lenovo T480s นอกจากเรื่องของดีไซน์คลาสสิค และความปลอดภัยที่กล่าวไปแล้ว ภายในก็ยังใส่สเปกมารองรับการทำงานแบบโมบายได้สบายๆ มีพอร์ตเชื่อมต่อให้ใช้งานครบครัน จึงเรื่องได้ว่าเป็นหนึ่งในโน้ตบุ๊กองค์กรที่ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดเรื่อยมา

ข้อดี

โน้ตบุ๊กองค์กรประสิทธิภาพสูง ความปลอดภัยครบ

มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ใช้งาน

– ThinkShutter ช่วยปิดกล้องหน้าเวลาไม่ใช้งาน

– Lenovo Vantage ช่วยบริหารจัดการเครื่อง

ข้อสังเกต

ตัวเครื่องยังหนาอยู่ เมื่อเทียบกับ ThinkPad X Series

หน้าจอความละเอียด FullHD

ราคาค่อนข้างสูง (49,990 บาท)

เน้นความปลอดภัยเป็นหลัก

ประเด็นหลักที่เชื่อว่าทุกองค์กรให้ความสนใจ คือเรื่องของความปลอดภัย เนื่องจากเป็นโน้ตบุ๊กที่ต้องเก็บข้อมูลของบริษัทไว้ ในจุดนี้ Lenovo T480s จึงเพิ่มตัวเลือกในการรักษาความปลอดภัยมาให้ เพิ่มเติมจากระบบปกติของ Windows 10 ที่มี Windows Hello ที่เป็นระบบปลดล็อกตัวเครื่องด้วยใบหน้า หรือการใส่รหัสปกติ

สิ่งที่มาเสริมในที่นี้คือเรื่องของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ร่วมกับ ระบบยืนยันตัวตน Fast Identity Online (FIDO) ที่ช่วยให้ผู้ใช้ปลดล็อกตัวเครื่อง โดยวางตำแหน่งไว้ข้างๆกับทัชแพด เพื่อให้สะดวกในการวางนิ้วเพื่อปลดล็อก

เช่นเดียวกันภายในเนื่องจากหันมาใช้หน่วยเก็บข้อมูลแบบ SSD ก็มีการเพิ่มระบบตรวจกับการกระแทกมาเพื่อหยุดการอ่านเขียน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสียหายของข้อมูลเพิ่มเข้ามา รวมถึงการเข้ารหัสข้อมูลจากชิปเซ็ต

นอกจากนี้ ยังมีการใส่ฟีเจอร์อย่าง ThinkShutter ที่เป็นเหมือนม่านชัตเตอร์ที่ผู้ใช้สามารถเลื่อนเพื่อปิดการใช้งานกล้องหน้าได้ในเวลาที่ไม่ใช้งาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดจากการแอบรีโมทเข้ามาใช้กล้อง

พอร์ตเชื่อมต่อครบ

ขณะเดียวกันด้วยความที่เป็นโน้ตบุ๊กที่เจาะตลาดลูกค้าองค์กรโดยเฉพาะ ทำให้หลักๆแล้ว T480s จะมาพร้อมกับพอร์ตใช้งานที่ครบ ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB-C พอร์ต ThunderBolt3 USB 3.0 อีก 2 พอร์ต ช่องต่อ HDMI รวมถึงการ์ดรีดเดอร์ ช่องเสียบหูฟัง และช่องเสียบสาย LAN ด้วย

ผู้ที่ต้องการใช้งานเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา T480s มีรุ่นที่เป็นออปชันให้เลือกซื้อคือ รุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE โดยตัวเครื่องจะมีช่องใส่ซิมการ์ดมาให้แล้วอยู่ด้านหลังเครื่อง ในรูปแบบของนาโนซิมการ์ด

ส่วนการเชื่อมต่อมาตรฐานอย่าง Wi-Fi มาตรฐาน 802.11ac บลูทูธ 4.1 ก็มีมาให้ตามปกติ ดังนั้นจึงเรียกว่ามากับการเชื่อมต่อที่ครบครันทั้งแบบมีสาย และไร้สาย ช่วยให้สามารถใช้งานได้กับการเชื่อมต่อทุกรูปแบบ

สำหรับสเปกของ Lenovo ThinkPad T480s ที่ได้มาทดสอบ จะมากับหน่วยประมวลผล Intel Core i7 8550 @ 1.8 GHz ที่สามารถ Turbo Boots ขึ้นไปอยู่ที่ 3.99 GHz L3-Cache 8 MB RAM 8 GBการ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD 620 ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows 10

การออกแบบ

ในส่วนของการดีไซน์แม้ว่าโดยภาพรวมแล้ว ThinkPad จะหน้าตาเหมือนเดิม แต่ก็มีจุดที่ทำการปรับปรุงให้ตัวเครื่องน่าถือใช้งานมากขึ้น ด้วยการทำให้ตัวเครื่องบางลง โดยขนาดรอบตัวอยู่ที่ 331 x 226.8 x 18.45 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.31 กิโลกรัม

บริเวณฝาหน้าก็จะมีสัญลักษณ์ ThinkPad พร้อมจุดแดงที่จะติดไฟขึ้นมาเมื่อเปิดใช้งาน ความพิเศษคือเมื่อเปิดฝาขึ้นมาผู้ใช้สามารถกางได้ 180 องศา จากข้อต่อที่ถูกออกแบบมาเฉพาะตัว ให้มีทั้งความแข็งแรง และสามารถกางได้สุด

หน้าจอแสดงผลของ T480s จะอยู่ที่ 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD โดยผู้ใช้สามารถเลือกซื้อได้ว่าจะใช้รุ่นหน้าจอทัชสกรีน หรือหน้าจอธรรมดาก็ได้ โดยความละเอียดหน้าจอก็ปรับขึ้นไปได้ถึงระดับ 2K โดยรุ่นที่ได้มาทดสอบจะสามารถทัชสกรีนได้ด้วย ทำให้สามารถเปิดใช้งานเป็นโหมดแท็บเล็ตก็ได้

ปุ่มคีย์บอร์ด แทร็กพอยต์สีแดง และแทร็กแพดที่นำปุ่มคลิกซ้ายขวามาไว้ส่วนบนที่ ยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญของเครื่องรุ่นนี้อยู่เช่นเดิม โดยจากขนาดของคีย์บอร์ดที่ได้มาตรฐานทำให้สามารถพิมพ์ใช้งานได้สะดวกขึ้นด้วย และสามารถใช้นิ้วโป้งในการกดคลิก เมื่อใช้งานร่วมกับแทร็กพอยต์ได้ทันที

Gallery

Lenovo Vantage ช่วยจัดการตัวเครื่อง

นอกเหนือจากการตั้งค่าทั่วไปของวินโดวส์ 10 แล้ว Lenovo ยังมีการเพิ่มซอฟต์แวร์มาช่วยบริหารจัดการตัวเครื่องเพิ่มขึ้นในชื่อ Lenovo Vantage ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปดูสถานะแบตเตอรี เช็กการอัปเดตไดร์ฟเวอร์ต่างๆของตัวเครื่อง

รวมถึงมีปุ่มลัดให้สั่งงานอย่างการเปิดปิดไฟบนแป้นคีย์บอร์ด ระบบเสียง Dolby เปิดใช้งานกล้อง ไมโครโฟน การเข้ารหัสไวไฟ และแสดงระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรีให้ดูด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าไปตั้งค่าเพิ่มเติมสำหรับพอร์ต USB ให้สามารถเสียบชาร์จโทรศัพท์ได้แม้ปิดเครื่องอยู่

ทดสอบประสิทธิภาพ

ในเมื่อเน้นเป็นโน้ตบุ๊กสำหรับการทำงาน ที่ไม่ได้มีการ์ดจอแยกมาให้ แต่ด้วยหน่วยประมวลผลของ Intel Core i7 กับการ์ดจอออนบอร์ด ก็เพียงพอกับการใช้งานภายในสำนักงานอยู่แล้ว ดังนั้นถ้ามองในแง่ของประสิทธิภาพก็จะอยู่ในระดับกลางไปบน แต่ที่แน่นอนเลยคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล

]]>
Cyber Apps 08/10/18 : MellowMe คลังเพลงผ่อนคลาย / Storyluxe ใส่ฟิลเตอร์ภาพถ่าย / Gimi สอนเด็กเก็บเงิน / Fallout Shelter https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-081018/ Mon, 08 Oct 2018 05:56:02 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29426 MellowMe  คลังเพลงเพื่อความผ่อนคลาย

การงีบหลับช่วงสั้นๆ ระหว่างวัน สามารถช่วยเพิ่มพลังยามบ่ายได้ไม่แพ้กาแฟ แต่คนวัยทำงานก็เห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า กว่าจะหลับตาลงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เราจึงอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับ MellowMe แอปนี้เป็นเหมือนคลังเพลงบำบัดเพื่อความผ่อนคลาย โดยนอกเหนือจากจะเลือกเสียงเพื่อกล่อมให้หลับยามกลางวัน (nap) ยังมีเสียงเพื่อช่วยเพิ่มบรรยากาศของการพักเบรกจากการทำงาน (Break at work) รวมถึงเสียงเพลงเพื่อการหลับได้ลึกๆ (Sleep like a baby) และคลังเพลงอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้แล้ว ยังมีฟีเจอร์เทคนิคการฝึกลมหายใจแบบ 4-7-8 เพื่อช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ลดความตึงเครียด และช่วยฝึกสมาธิเพิ่มความสงบให้กับจิตใจด้วย แค่กดปุ่ม Breathe และเมื่อหน้าจอขึ้นคำว่า Breathe in ก็ให้หายใจเข้าทางจมูก (ใช้เวลา 4วินาทีในการสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และเมื่อเจอคำว่า Hold ก็กลั้นไว้ (7 วินาที) จนกว่าจะขึ้นคำว่า Breathe out จากนั้นก็หายใจออกทางปาก (ให้ได้ยาวถึง 8 วินาทีสำหรับช่วงปลายปีที่มีงานมะรุมมะตุ้ม แอปนี้อาจจะกลายเป็นเพื่อนสนิทคนใหม่ของคุณก็เป็นได้!

ดาวน์โหลด MellowMe –  Relax, Sleep, Focus บน iPhone ได้ฟรี

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/mellowme-relax-sleep-focus/id1370264566?mt=8

Storyluxe จัดวางภาพให้สวยดั่งใจ

เทรนด์ของการแต่งภาพให้เหมือนกับภาพที่ถ่ายด้วยกล้องสมัยซึ่งใช้ฟิล์มกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก เราได้ค้นพบแอปใหม่ที่จะทำให้คุณสนุกกับการร้อยเรียงรูปภาพเก๋ๆ จากคลังภาพของคุณ เป็นอัลบั้มภาพหลายๆ ช็อตที่เหมือนล้างผ่านกล้องฟิล์มด้วยแอปอย่าง Storyluxe

ในแอปนี้มีกรอบภาพให้ฟรีมากมายใน 6 หมวดหมู่ ได้แก่ กรอบภาพสไตล์กล้องฟิล์ม (Film) กรอบสไตล์ภาพวาด (Edge) กรอบภาพสไตล์การพ่นสเปรย์ (Xplo) กรอบภาพพร้อมไฟนีออน (Neon) กรอบภาพไดคัทรูปดอกไม้ (flora) และกรอบภาพรูปทรงต่างๆ (element) แค่เลือกรูปภาพไปลงตามจุดต่างๆ ในกรอบ แค่อึดใจเดียวคุณก็จะได้ภาพพร้อมกรอบเท่ๆ ทั้งขนาด 4:5 หรือ 9:16 พร้อมแชร์ขึ้นโซเชี่ยลได้ทันที และหากต้องการเพิ่มกรอบภาพลายพิเศษอื่นๆ ก็สามารถกดที่กรอบภาพที่มีปุ่มกุญแจล็อก เพื่อสมัครสมาชิกใช้งานทุกกรอบภาพในแอปได้ไม่จำกัด เดือนละ 99 บาท เท่านั้น

ดาวน์โหลด Storyluxe บน iPhone ได้ฟรี

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/storyluxe/id1324447436?mt=8

Gimi – สอนลูกเก็บเล็กผสมน้อย ด้วยการทำความดี

หนึ่งในสิ่งที่ทุกคนต้องสอนลูกหลานไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็คือเรื่อง “ค่าของเงิน” แต่คำถามก็คือ เราควรจะสอนเรื่องนี้ให้กับพวกเขาอย่างไรดีแอป Gimi จะช่วยให้เด็กๆ ได้เข้าใจถึงที่มาของเงินทุกบาททุกสตางค์จากการทำความดี ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่โรงเรียนก็ตาม

ส่วนสำคัญที่สุดก็คือการสอนให้รู้จักถึงผลของการทำดี รวมถึงความรับผิดชอบส่วนตัวได้ด้วย โดยเริ่มจากการตั้งโปรไฟล์ Gimi ของเด็กๆ และให้เขาใส่ของที่เขาอยากได้รวมถึงมูลค่าลงไป  จากนั้นก็ลิงค์เข้ากับบัญชีของคุณเอง เพื่อที่คุณจะได้ตั้งเป้าหมายให้กับเด็กๆ ได้ พร้อมกับมอบหมายงานที่จะให้พวกเขาทำเพื่อไปให้ถึงเป้าให้ได้

Gimi จะทำให้การเก็บเงินเป็นเหมือนเกมด้วยภาพสนุกๆ และเด็กๆ สามารถชวนผู้ใหญ่คนอื่นๆ ให้มาช่วยทำให้ทะลุเป้าให้เร็วขึ้นได้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเด็กๆ เริ่มถามหาเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนและญาติๆ ก็รู้เลยนะว่าเอาไปทำอะไร เมื่อเขาทำตามเป้าสำเร็จ ก็จะได้รางวัลเป็นสิ่งของหรือรางวัลตามที่คุณสัญญาไว้ ดังนั้น อย่าลืมให้รางวัลและให้กำลังใจให้เขาสำเร็จเป้าหมายต่อๆ ไปกันนะ

Gimi ใช้งานได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/gimi-a-pocket-money-manager/id935778197?mt=8

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=se.veckopengen.app&hl=th

Fallout Shelter – เมื่อคุณเป็นผู้สร้างโลก (ใต้ดิน)

เมื่อโลกข้างบนกำลังผจญภัยร้ายจากนิวเคลียร์ เกม Fallout Shelter นี้จะให้คุณทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล คอยสั่งการเหล่าผู้หลบภัยตัวเล็กๆ เพื่อสร้างสังคมใต้ดินขนาดยักษ์ขึ้นมา หน้าที่หลักของหัวหน้าใหญ่อย่างคุณก็คือ สร้างที่อยู่อาศัย ทำให้สิ่งต่างๆ ทำงานได้ไม่ติดขัดและพร้อมที่จะเปิดรับผู้อพยพใหม่ๆ จากดินแดนรกร้างด้านนอกให้เข้ามาอยู่ในเมืองใต้ดินของคุณอย่างปลอดภัย

ฟังดูยุ่งยากใช่ไหมเอาเป็นว่าโฟกัสที่เป้าหมายที่สำคัญที่สุดก็พอ นั่นก็คือ ทำให้ทุกคนในหลุมหลบภัยแฮปปี้ ผู้อาศัยแต่ละคนก็มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัว การที่จะสร้างเมืองใต้ดินให้ได้เต็มประสิทธิภาพ คุณจะต้องมอบหมายงานให้ถูกคนด้วย ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพให้งานอย่างเดียวนะ คนที่ถูกมอบหมายงานที่เขาถนัดก็จะมีความสุขด้วยเช่นกัน คุณสามารถเฝ้าดูชีวิต เพลิดเพลินไปกับพวกเขา เพิ่มบทบาทตัวละคร สังเกตและเปลี่ยนแปลงสังคมใต้ดินนี้ได้ตามใจชอบเลย

Fallout Shelter ใช้งานได้ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/fallout-shelter/id991153141?mt=8

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.bethsoft.falloutshelter&hl=en_US

]]>
Cyber Apps 01/10/18 : Relax Melodies / Whink / Slowly / Earth Atlantis https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-011018/ Mon, 01 Oct 2018 05:11:26 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29376 Relax Melodies: Sleep Sounds ผ่อนคลายกับซาวน์บน Apple Watch

ทุกๆ ค่ำคืนที่เรากระสับกระส่ายไปมา เพราะยังไม่สามารถทำให้กายและใจสงบลงได้ อยากลองให้คุณรู้จักกับแอปอย่าง Relax Melodies: Sleep Sounds ที่มาพร้อมกับเสียงเอฟเฟกต์ของธรรมชาติหลากรูปแบบ เช่น เสียงฝนพรำ เสียงนกร้อง และเสียงดนตรีสไตล์คลาสสิก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้คลื่นสมองของคุณสงบและผ่อนคลายได้อย่างน่าทึ่ง รวมถึงระหว่างเวลาทำงาน หากต้องการมีสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้า การสั่งให้แอปนี้ทำงานผ่าน Apple Watch ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้แล้วตัวแอปยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ Sleep Moves โดยเป็นเหมือนเสียงโค้ชให้คุณทำสมาธิก่อนนอนด้วยการหยิบหมอนและขยับร่างกายเบาๆ ไปมาเพื่อฝึกสมาธิให้ร่างกายผ่อนคลายและพร้อมสู่นิทรา เพื่อการหลับสนิทตลอดทั้งคืน

แอปนี้ดาวน์โหลดได้ฟรีบน iPhone, iPad และ Apple TV แต่หากต้องการได้ฟีเจอร์เพิ่ม เช่น เพิ่มรายการเสียงเอฟเฟกต์ ใช้ฟังก์ชันฝึกสมาธิด้วยหมอนก่อนนอนอย่าง Sleep Moves ก็สามารถปรับเป็นระดับโปร ที่ราคาปีละ 669 บาท (สามารถทดลองใช้ฟีเจอร์โปรนี้ได้ฟรี 7 วัน)

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/relax-melodies-sleep-sounds/id314498713?mt=8
ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=ipnossoft.rma.free&hl=en

Whink บันทึกไอเดียทันใจ ด้วยวิธีสุดง่าย

เทคโนโลยีทันสมัยทุกวันนี้ ทำให้ชีวิตทั้งวัยเรียนและวัยทำงานคล่องตัวขึ้นมากๆ จากที่ต้องหิ้วกระเป๋า พกสมุด หยิบปากกา ทุกอย่างก็มารวมตัวกันอยู่ในแอปๆ เดียวที่ชื่อว่า “Whink” แอปล้ำๆ ที่เป็นทั้งสมุดโน้ต กระดานดำ ปากกาไฮไลท์ เครื่องอัดเสียง และเครื่องสแกนในแอปๆ เดียวเมื่อใดที่ต้องการจดโน้ต เครื่องมือในแอป “Whink” ก็พร้อมทำงาน

โดยสามารถจดเป็นตัวอักษร จดเป็นลายมือเขียน แทรกรูปภาพประกอบ และไฮไลท์ข้อความสำคัญได้อีกด้วย นอกจากนี้หากการเขียนรายงานของเราเกี่ยวข้องกับงานเอกสาร เราก็แค่กดปุ่มสแกน ระบบก็จะทำหน้าที่จับภาพเฉพาะส่วนขอบกระดาษให้เรา และปรับสีให้เห็นตัวอักษรบนกระดาษได้โดยอัตโนมัติ สุดท้ายหากต้องการสรุปไอเดียของการโน้ตแต่ละครั้งเพื่อนำไปทบทวนทีหลัง ก็กดปุ่มอัดเสียงไว้ได้เลย และก็พร้อมส่งต่อให้เพื่อนๆ หรือหัวหน้างานในรูปแบบของไฟล์ PDF ได้ทันที (แต่ถ้าส่งเป็นไฟล์ PDF จะไม่มีเสียงแนบมาด้วย)

แอปนี้ราคา 179 บาท สามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพการเรียนและการงานของเราได้เป็นอย่างดี สามารถใช้งานได้ทั้งบน iPhone และ iPad (ที่ซิงก์ข้อมูลหากันข้ามเครื่องด้วย iCloud) รวมถึงส่งโน้ตที่เขียนด้วยลายมือผ่าน iMessage ได้อีกด้วย

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/whink/id1008546049?mt=8

Slowly – หาเพื่อนใหม่ ด้วยการส่งสารสุดคลาสสิก

ถ้าพูดถึง “เพ็น เฟรนด์ (Pen Friends)” เด็กสมัยนี้คงไม่รู้จักกับการเขียนจดหมายทำความรู้จักเพื่อนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโลก การบรรจงเขียนข้อความลงในกระดาษ ใส่ซอง ส่ง จนถึงปลายทาง ให้ความรู้สึกที่อิ่มเอมต่างจากแอปแชทที่เราคุ้นเคยกัน เพราะมีการรอคอยว่าเมื่อไหร่สารที่เราใส่ใจส่งไปนั้นจะถึงมือผู้รับ

ไอเดียโรแมนติกนี้ โดนใจกับ Kevin Wong นักพัฒนาชาวฮ่องกง ที่เริ่มเบื่อหน่ายกับโลกโซเชียล ผสานกับความเครียด และความกดดันจากทุกคนที่อยากได้รับการตอบกลับการทุกการสื่อสารแบบทันท่วงที จึงทำให้เขาคิดถึงเพื่อนทางจดหมายในอดีต (Pen Friends) นั่นจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาตัดสินใจสร้างแอปอย่าง SLOWLY ขึ้นมา แอปนี้จะทำให้การรอคอยนั้นกลับมาหอมหวานอีกครั้ง แอปนี้จะให้คุณเขียนจดหมายหาอีกคนที่คุณไม่รู้จักจากอีกซีกโลก

โดยตัวข้อความนั้นจะใช้เวลานับหลายชั่วโมงถึงหลายวันจนกว่าจะปลายทางจะได้เปิดอ่าน คุณสามารถแนบรูปประกอบข้อความได้ราวกับว่าเขียนจดหมายจริงๆ เลยแหละ อยากได้จดหมายฉบับแรกจากเพื่อนใหม่กันหรือยังใช้เวลาสักนิดไปกับการค่อยๆ กลั่นและเกลาคำทีละคำ เพราะเสน่ห์ของ SLOWLY ที่ไม่เหมือนใครก็คือกระบวนการและเวลาที่ใช้ไปกับการเขียนและรอคอยนั่นเอง

แอปนี้ดาวน์โหลดได้ฟรี ใช้งานได้บน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/slowly/id1199811908?mt=8

Earth Atlantis – ได้เวลาปราบสัตว์ประหลาดใต้บาดาล

โลกล่มสลายแล้วในเกม Earth Atlantis ทุกอย่างจมอยู่ใต้ทะเล ข่าวร้ายคือในมหาสมุทรไร้ขอบเขตนี้เต็มไปด้วยหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายสัตว์น้ำออกอาละวาดโจมตีทุกอย่างที่พวกมันเห็น ข่าวร้ายกว่านั้นก็คือ คุณมีหน้าที่ดำน้ำลงไปจัดการพวกมัน

แต่อย่าเพิ่งกลัวไป เพราะนี่จะเป็นประสบการณ์ที่มันเร้าใจสุดๆ ไปเลย คุณจะได้บังคับเรือดำน้ำ ควบขับผ่านเมืองใต้บาดาล หลบหลีกสิ่งปลูกสร้างและอันตรายต่างๆ พร้อมกับยิงต่อสู้กับศัตรูนานาชนิดในรูปแบบภาพ 2D แม้เรื่องจะเป็นโลกอนาคต แต่ใช้เทคนิคภาพแบบคลาสสิคขาวดำแบบลายเส้นวาดมือ ซึ่งเอาเข้าจริงก็เข้ากัน เล่นได้เพลิด เพลินใจ แต่ก็อาจจะหัวร้อนได้เหมือนกันถ้าเจอบอสตัวเป้งๆ ที่ต้องกำราบให้อยู่หมัด

เกมนี้ราคา 179 บาท ใช้งานได้บน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://itunes.apple.com/th/app/earth-atlantis/id1065334252?mt=8

]]>
Review : Microsoft Surface Go เล็กสุดดีสุดของไมโครซอฟท์ https://cyberbiz.mgronline.com/review-microsoft-surface-go/ Mon, 01 Oct 2018 04:30:55 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29327 ยกแชมป์ให้ไปเลยสำหรับ Surface Go อุปกรณ์ 10 นิ้วที่ไมโครซอฟท์การันตีเองว่าเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดประจำปีนี้ จุดดีจุดด้อยของ Surface Go มีหลายส่วน ทุกส่วนถือว่าลงตัวรับได้จนทำให้ Surface Go เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับใครที่กำลังมองหาอุปกรณ์คู่ใจมาใช้งาน

การออกแบบ

Surface Go หน้าจอขนาด 10 นิ้ว ความละเอียด 1800×1200 (217 PPI) ซีพียู Intel Pentium Gold 4415Y เป็นรุ่นเริ่มต้นในสินค้ากลุ่ม Surface สินค้าที่มากับกล่อง Surface Go มีเพียงอะแดปเตอร์ชาร์จไฟ และเอกสารเท่านั้น

Surface Go มีให้เลือก 2 รุ่น คือความจุ 64GB แบบ eMMC แรม 4GB (ราคา 14,999 บาท) และรุ่นความจุ 128GB แบบ SSD แรม 8GB (ราคา 19,999 บาท) รุ่นที่ทีมงานได้ทดสอบคือรุ่น 128GB ความจุสูงและทำงานเร็วกว่า

ด้านขวามือของเครื่อง มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต USB-C 3.1 ที่ใช้ชาร์จไฟได้ และพอร์ต Surface Connect สำหรับชาร์จกับอะแดปเตอร์ที่แถมมา ขณะที่ปุ่ม Power และปุ่มปรับเสียง ติดที่ขอบบนของเครื่องเช่นเดิม ขอบล่างของเครื่องออกแบบมาสำหรับต่อคีย์บอร์ด Type Cover ซึ่งต้องซื้อเพิ่มในราคาเริ่มต้น 3,590 บาท

ไมโครซอฟท์ให้ทางเลือกคีย์บอร์ด 2 ทาง คือรุ่น Signature ที่ใช้ผ้า Alcantara แบบเดียวกับรถยนต์หรู (4,690 บาท) และรุ่น Standard สีดำ (3,590 บาท) ความต่างที่ชัดเจนคือสัมผัสเนียนซึ่งรุ่น Signature ชนะขาด

ช่องเสียบ microSD อยู่ด้านหลังขาตั้งของ Surface Go ซึ่งเป็นบานพับที่เปิดได้กว้างเต็มที่ 165 องศา ดังนั้นหากพื้นที่เก็บข้อมูลไม่พอ สามารถซื้อการ์ด microSD มาใส่เพิ่มได้สูงสุด 512GB ขณะที่ด้านหน้าของเครื่องมีกล้องหน้า เมื่อใช้งานกล้องจะมีไฟ LED สีขาวแสดงขึ้นมา

สเปก

สำหรับ Surface Go รุ่นใหม่นี้จะวางตลาดด้วยสเปกซีพียู Intel Pentium Gold 4415Y โดยรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบเป็นรุ่นแรม LPDDR3 8GB หน่วยเก็บข้อมูลเป็น SSD ความจุ 128GB (เหลือให้ใช้จริงประมาณ 117GB) มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ตัวเต็ม

ด้านการเชื่อมต่อจะรองรับ WiFi มาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac บลูทูธ 4.1 ไม่รองรับการใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์ และไม่มี GPS นำทางในตัว รุ่นพิเศษ Surface Go LTE ที่ใส่ซิมการ์ดได้ยังไม่มีประกาศวางจำหน่ายในไทย

ฟีเจอร์เด่นและทดสอบประสิทธิภาพ

Surface Go จะติดตั้ง Windows 10 Home แบบ S Mode ที่เปิดปิดได้มาให้ หากเปิด S Mode เครื่องจะทำงานเหมือน Windows 10 ปกติทั้งหมด แต่จะถูกจำกัดให้ติดตั้งหรือรันแอปพลิเคชันได้เฉพาะจาก Microsoft Store เท่านั้น ไม่สามารถรันไฟล์ .exe ได้ ผลดีของโหมดนี้คือเครื่องจะทำงานได้เร็วอยู่เสมอ และปลอดภัยจากไวรัสเพราะหมดโอกาสเปิดการทำงานไฟล์จากเว็บไซต์ล่อลวง

แม้ Surface Go แบบ S Mode จะเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะมีแอปใน Store ค่อนข้างหลากหลายทั้ง LINE, Facebook, Netflix, Spotify รวมถึง iTunes (ไม่มี Amazon Video หรือ Google Play Movies) แต่ถ้าต้องการใช้โปรแกรมเฉพาะทาง ไมโครซอฟท์ก็เข้าใจและเปิดช่องให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถออกจาก S Mode ได้ เพื่อให้รันไฟล์ .exe และติดตั้งโปรแกรมที่ไม่ได้อยู่ใน Microsoft Store ได้

จุดสำคัญที่ต้องระวังคือใครที่ออกจาก S Mode จะกลับมาเปิด S Mode กลับมาอีกไม่ได้ ประเด็นนี้ไมโครซอฟท์ยืนยันว่าแม้แต่การ reset เครื่องก็จะไม่มีโหมด S Mode ให้เลือกใช้ ใครที่สนใจอยากปิดโหมด S Mode ให้กดปุ่ม turn off S Mode ที่จะแสดงขึ้นมาเมื่อพิมพ์ค้นหาในเครื่อง

เครื่องที่ทีมงานได้รับมาทดสอบนั้นปิด S Mode ไว้แล้ว พบว่าเครื่องสามารถติดตั้งเครื่องมือ เกม หรือแอปพลิเคชันคุ้นมือที่ใช้งานได้บ่อยบนแล็ปท็อปทั่วไปโดยไม่ทำให้เครื่องหน่วง แต่บนหน้าจอจะแสดงความเสี่ยงจากการปิด S Mode บ่อยครั้ง

ความสะดวกสบายคือชาวออฟฟิศสามารถซื้อ Office 365 บน Microsoft Store ได้ทันที ผู้ที่ซื้อไว้แล้วสามารถลงชื่อใช้งานและติดตั้งได้ตามปกติ นอกจากนี้ Office เวอร์ชันฟรีก็มีให้ใช้งาน บนฟีเจอร์การทำงานที่น้อยกว่า

จากที่ใช้งาน MacBook Air เป็นประจำ การเปลี่ยนมาพิมพ์งานบน Surface Go ผ่าน Type Cover ทำให้พิมพ์ผิดบ่อยมาก เนื่องจากคีย์บอร์ดค่อนข้างเล็กและระยะกดปุ่มสั้นกว่า แต่เมื่อปรับตัวได้ก็สามารถใช้งานได้ดีไม่แพ้แล็บท็อปรุ่นไหน แถมยังเหนือกว่าเพราะมีปุ่ม Home, End, Page Up และ Page Down มาให้พร้อม ทำให้ไม่ต้องกด Fn คู่กันแบบโน้ตบุ๊กทั่วไป ขณะเดียวกันก็มี TouchPad ที่ใช้ได้สะดวกและแม่นยำไม่ผิดหวัง

ขณะที่ปากกาที่ใช้ทดสอบเป็น Surface Pen รุ่นปี 2017 ราคาปี 2018 ยังเท่าเดิมไม่ลดลง จุดเด่นของปากกาคือการรองรับแรงกด 4,096 จุด ตอบสนองได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้า หัวปากกาขนาด HB ตัวปากกาเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ แบตเตอรีใช้ถ่าน AAAA 1 ก้อน รองรับการเอียงปากกาเพื่อแรเงาด้วย

ด้านแบตเตอรี่ เมื่อชาร์จเต็ม ใช้งานเบราว์เซอร์เปิดหลายแท็บ ดูยูทูบ พร้อมเปิดแอป Spotify ค้างไว้ แบตอยู่ได้ราว 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น การชาร์จแบตจาก 3% จนถึง 100% ทำได้ภายใน 2 ชั่วโมงผ่านอะแดปเตอร์ที่ให้มา มีข้อเสียคือสถานะไฟเป็นสีเดิมตลอดการชาร์จ ทำให้ไม่สามารถสังเกตได้ว่าชาร์จเต็มแล้วหรือยัง เมื่อจับเครื่องขณะชาร์จโดยไม่ใส่รองเท้า หลายครั้งรู้สึกเหมือนถูกไฟดูดอ่อนๆ

หลายครั้งที่ Surface Go ร้อนเป็นพิเศษ เช่นระหว่างการใช้งานทั่วไปในสวนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ พบว่าเครื่องร้อนแบบรู้สึกได้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องยกนิ้วให้เรื่องความเงียบ เพราะ Surface Go ไม่มีพัดลมติดตั้งภายในเครื่อง


ทดสอบประสิทธิภาพ : PCMark 10 = 1,591 คะแนน


ทดสอบประสิทธิภาพ : Geekbench 4 / Single Core = 1,701 คะแนน / Multi Core = 3,310 คะแนน


ทดสอบประสิทธิภาพ : Cinebench R15 / OpenGL = 20.85 เฟรมต่อวินาที / CPU = 99cb

แม้คะแนนจะน้อย แต่ทีมงานยืนยันว่าการใช้งานโดยรวมลื่นไหล การเปิดโปรแกรมทำได้เร็ว พร้อมใช้งานเร็ว อย่างไรก็ตาม การใช้ Chrome บน Surface Go กลับไม่ลื่นไหลเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับ Edge ที่ใช้งานได้ดีกว่า

สรุป

ตลอดการใช้งาน 1 สัปดาห์ เราพบว่าหลายคนแอบเหลียวมองเมื่อหยิบ Surface Go ขึ้นมา ความเบาขนาดเล็กพกง่ายใช้งานลงตัวกลายเป็นจุดขายที่ใช้โฆษณา Surface Go กับทุกคนได้แบบไม่ต้องคิดมาก โดยเฉพาะคีย์บอร์ดที่ทำมาได้ดีชนิดต้องปรบมือให้

จุดขายสำคัญของ Surface Go คือการใช้เป็นแท็บเล็ตได้เลยในเครื่องเดียว เหมาะมากสำหรับคนที่ไม่อยากมี 2 เครื่องแยกกัน ซึ่งที่ผ่านมา หลายคนต้องมีแท็บเล็ตเพื่อพกไว้ใช้จดบันทึกหรือวาดรูป และมีคอมพิวเตอร์พีซีอีกเครื่องเพื่อทำงานหลัก จุดนี้ถือว่า Surface Go สามารถทำงานได้แบบ 2 in 1 ทำให้การทำงานสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม


ภาพจากกล้องหลัง


ภาพจากกล้องหน้า

น่าเสียดายที่ Surface Go อาจไม่เหมาะกับงานตัดต่อวิดีโอ 4K หนักหน่วงเหมือน Surface Pro 2017 แต่ก็ถือว่ารับได้เมื่อเทียบกับความสามารถใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ Windows ได้แบบเดียวกัน บนจุดเด่นเรื่องการปิดเปิดเครื่องที่รวดเร็วกว่าโน้ตบุ๊กปกติไม่ต่างกัน และการมีพอร์ต USB-C ทำให้ Surface Go สามารถถ่ายโอนไฟล์หรือต่อออกจอนอกได้ง่ายมาก ทั้งหมดนี้จัดให้บนราคา Surface Go ที่ต่ำกว่า Surface Pro 2017 หลักหมื่น ซึ่งถือเป็นอีกจุดที่ชาว Surface ต้องพิจารณาก่อนซื้อ.

ข้อดี

– เล็ก เบา พกสะดวก ขาตั้งแข็งแรง มีพอร์ต USB-C
– มีช่องอ่านการ์ด microSD
– Windows 10 ใช้งานได้เต็มรูปแบบ ไม่กระตุก
– คีย์บอร์ดดี ปากกาดี

ข้อสังเกต

– แบตเตอรี่ไม่อึด
– ไม่มีพอร์ต USB-A แบบมาตรฐานเลย ต้องการใช้งานต้องซื้ออะแดปเตอร์ราคาเริ่มที่ 790 บาท
– ไม่แถมคีย์บอร์ด อุปกรณ์เสริมราคาไม่ธรรมดา

]]>
Review : Xiaomi Mi Robot Vacuum หุ่นยนต์ดูดฝุ่น สั่งงานผ่านมือถือ https://cyberbiz.mgronline.com/review-xiaomi-mi-robot-vacuum/ Mon, 24 Sep 2018 05:02:34 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29303

ตลาดอุปกรณ์หุ่นยนต์ดูดฝุ่นภายในบ้าน นอกจากผู้ผลิตรายหลักอย่าง iRobot แล้ว เราก็จะเริ่มเห็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง Philips Samsung LG มีการนำสินค้าเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น และล่าสุด Xiaomi ก็เริ่มนำหุ่นยนต์ดูดฝุ่น เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Mi Ecosystems เพื่อทำตลาดในประเทศไทยแล้ว

จุดเด่นหลักของ Mi Robot Vacuum คือเรื่องของความฉลาดที่ตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น จะมีการใช้เลเซอร์ในการช่วยวัดระยะ และสร้างแผนที่จำลองขึ้นมา ก่อนที่จะคำนวนหาเส้นทางในการทำความสะอาด โดยผู้ใช้สามารถควบคุมได้ผ่านแอปบนสมาร์ทโฟนทุกที่ทุกเวลา แม้ไม่ได้อยู่บ้านก็ตาม

ทั้งนี้ ราคาจำหน่ายของ Mi Robot Vacuum จะอยู่ที่ 12,990 บาท

ข้อดี

มีระบบสแกนพื้นที่ เพื่อทำความสะอาดให้รอบบริเวณ
เชื่อมต่อกับไวไฟ และควบคุมผ่านแอปพลิเคชันได้
ตั้งเวลา / สั่งให้ทำความสะอาดเวลาไม่อยู่บ้านได้

ข้อสังเกต

ไม่สามารถใช้งานบริเวณพื้นผิวต่างระดับได้
ถ้าไม่ต้องการให้เข้าไปบางจุด ไม่สามารถกำหนดในแอปได้ ต้องหาอะไรมาวางกั้

เชื่อมต่อเครือข่าย สั่งงานผ่านมือถือ

ด้วยการที่ Mi Robot Vacuum เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่อยู่ใน Mi Ecosystems ดังนั้นในการใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพผู้ใช้ควรที่จะทำการเชื่อมต่อหุ่นยนต์ทำความสะอาดเข้ากับเครือข่ายไวไฟภายในบ้าน เพื่อให้สามารถควบคุมได้ง่ายที่สุด

โดยอุปกรณ์ที่มาในกล่องของ Mi Robot Vacuum นอกจากตัวเครื่องดูดฝุ่น แล้วก็จะมีแท่นชาร์จ และแปรงทำความสะอาดมาให้เท่านั้น ไม่ได้มีรีโมทมาใช้ควบคุม หรืออุปกรณ์อื่นๆมาให้แต่อย่างใด

เมื่อแกะจากกล่องออกมา ทำวางลงที่พื้น เริ่มแรกเลยคือการเชื่อมต่อเข้ากับไวไฟภายในบ้าน ด้วยการเปิดเครื่อง ทำการกดปุ่มเปิดเครื่องพร้อมปุ่มโฮม (สัญลักษณ์รูปบ้าน) พร้อมกันค้างไว้เพื่อเปิดให้ตัวเครื่องเข้าสู่โหมดเชื่อมต่อ

ขณะเดียวกันในมือถือก็เปิดแอปพลิเคชัน Mi ขึ้นมา ทำการเลือกเพิ่มอุปกรณ์เข้าไป โดยให้เลือก Mi Robot Vacuum ตัวแอปจะให้ทำการเชื่อมต่อเข้ากับไวไฟของหุ่นยนต์ทำความสะอาด เพื่อให้เข้าไปตั้งค่าเชื่อมต่อกับไวไฟในบ้านอีกครั้ง

หลังจากนั้น ก็สามารถตั้งค่าได้ว่าจะให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นนี้ อยู่ที่ห้องใดภายในบ้าน เพื่อที่ในกรณีที่มีหลายตัว ใช้งานในหลายๆ ห้องจะได้สามารถแยกสั่งงานกันได้ด้วย เมื่อเลือกห้องเสร็จก็ทำการตั้งชื่อให้เรียบร้อย

ส่วนแท่นชาร์จก็สามารถนำไปเสียบปลั้กวางไว้ในบริเวณที่ Mi Robot Vacuum เข้าถึงได้ หลังกดสั่งงานผ่านแอปให้เข้าไปหาแท่นชาร์จ (Dock) ได้ โดยไม่ต้องยกไปลากชาร์จในครั้งแรก เพราะตัวหุ่นยนต์สามารถสแกนหาได้เอง

เลือก 3 โหมดในการทำความสะอาด

ในการสั่งให้หุ่นยนต์เริ่มดูดฝุ่น ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม Clean จากหน้าจอแอปพลิเคชันได้เลย หลังจากนั้นก็สามารถกดเลือกได้ว่าจะให้ทำงานในโหมดปกติ (Normal) โหมดความแรงสูง (Turbo) หรือโหมดเงียบ (Silent) ในกรณีที่ทำความสะอาดอยู่แล้วต้องการให้หยุดก็สามารถสั่งหยุดชั่วคราว (Pause) หรือจะกดให้เครื่องกลับไปหาแท่นชาร์จ (Dock) ก็กดได้ทันที

ทั้งนี้ เทคโนโลยีที่ Mi Robot Vacuum นำมาใช้เพื่อสแกนหาพื้นที่ในการทำความสะอาดคือใช้กลไกการทำงานของ LDS (Laser Distance Sensor) และ SLAM (Simultaneous Lacalization and Mapping)

ที่ช่วยให้ Mi Robot Vacuum สร้างแผนที่ของห้องขึ้นมา ก่อนทำการคำนวณหาเส้นทางในการทำความสะอาด โดยจะเป็นการสแกนแบบ 360 องศา ราว 1,800 ครั้งในแต่การสแกน โดยเมื่อสังเกตถึงการทำแผนที่ตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นจะเริ่มจากเริ่มไล่ทำความสะอาดจากริมกำแพงก่อนเข้ามาทำความสะอาดบริเวณกลางห้อง

เมื่อทำความสะอาดเสร็จ ก็จะกลับเข้าสู่แม่นชาร์จในทันที เพื่อสแตนบายในการทำความสะอาดครั้งต่อไป ในจุดนี้ ผู้ใช้สามารถเปิดฝาขึ้นมา เพื่อถอดกล่องที่อยู่ภายในเพื่อนำฝุ่นผง ไปเททิ้ง และทำความสะอาดได้ตลอดเวลา

แน่นอนว่าในการใช้งานจริง หุ่นยนต์ดูดฝุ่นทำความสะอาดก็ยังมีข้อจำกัดหลังๆอยู่ในเรื่องของพื้นต่างระดับ ประกอบกับ Mi Robot Vacuum ไม่สามารถสั่งจำกัดบริเวณได้จากในแอปได้ ทำให้เวลาใช้งาน ต้องมีการกั้นพื้นที่ในระดับนึงก่อนเปิดใช้งาน รวมถึงข้อจำกัดเดิมๆ เรื่องกรณีที่พื้นมีน้ำขัง อย่างทำน้ำหกก็อาจเกิดปัญหาในการใช้งานได้

Gallery

]]>
Review : Huawei Nova 3 ไม่ได้มีดีแค่กล้อง 4 ตัว!! https://cyberbiz.mgronline.com/review-huawei-nova-3/ Fri, 21 Sep 2018 08:54:05 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29255 ใครกำลังมองหาสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นเด่นแต่ราคาไม่แรงเกินไป Huawei Nova 3 อาจเป็นคำตอบที่ยอดเยี่ยมเพราะ Nova 3 จัดเต็มหน่วยประมวลผลรวดเร็ว พื้นที่เก็บข้อมูลกว้างขวาง และระบบการจัดการเครื่องที่ครบถ้วน ยังมีระบบกล้องถ่ายภาพ 4 เลนส์ที่แบ่งเป็น 2 ตัวด้านหน้าและ 2 ตัวด้านหลังอย่างเท่าเทียม เรียกว่าไม่ได้มีดีเฉพาะที่จุดขายอย่างกล้อง 4 ตัวเท่านั้น ยังมีอีกหลายจุดเด่นที่ถูกห่อไว้ด้วยดีไซน์สีสดใสแวววาวมีสไตล์

ข้อดี

– สมรรถนะจัดเต็ม ชิปแรง RAM เยอะ
– ระบบกล้องถ่ายรูปไม่อายใคร มีระบบ AI ดันสีให้สดใสถ่ายง่าย
– EMUI ปรับใหม่ใช้ง่าย มีหลายฟีเจอร์ช่วยบริหารเครื่องตั้งค่ารวดเร็ว

ข้อสังเกต

– คุณภาพหน้าจออยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่โดดเด่น

– ตัวกล้องยังแพ้สมาร์ทโฟนระดับเรือธง

– ระบบชาร์จไฟด่วน ไม่ด่วนเท่าที่ควร

*** กระจกคู่กรอบโลหะ

Nova 3 ใช้กระจกคู่กับกรอบโลหะทำให้โทรศัพท์มีรูปลักษณ์ทันสมัย หน้าจอขนาดใหญ่ในตัวเครื่องบาง 7.3 มม. มาพร้อมรอยบากด้านบนหน้าจอที่ซ่อนไว้ได้ ซึ่งแม้จะเป็นโทรศัพท์ขนาดจอใหญ่แต่สามารถจัดการได้ด้วยมือเดียว น้ำหนัก 166 กรัมถือว่าไม่หนักไม่เบาสำหรับโทรศัพท์ในขนาดกลุ่มนี้

Huawei Nova 3 รุ่นที่เราได้มาทดสอบเป็นรุ่นสีม่วง 2 โทนสีสไตล์เดียวกับสีเด่นของ P20 Pro อย่างสี Twilight แสดงว่า Huawei จัดเต็มดีไซน์เรือธงที่เตรียมไว้สำหรับปี 2018 มาให้ใน Nova 3 แบบไม่หวง โดยเฉพาะโปรเซสเซอร์และหน่วยความจำสำรองที่เทียบกับเรือธงได้สบาย นอกจากนี้ยังมีหน้าจอ LCD ขนาดใหญ่ 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD ที่ 1080×2340

ดีไซน์กระจก 3D ไล่เฉดสีของ Nova 3 มีรอยนิ้วมือเกิดขึ้นง่ายมาก แต่ก็อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับใครหลายคน Nova 3 มาพร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือด้านหลังกึ่งกลางเครื่องเช่นเดียวกับโทรศัพท์ Huawei รุ่นอื่น ระบบสแกนลายนิ้วมือทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำมากในระดับน่าพอใจ

Huawei Nova 3 ยังคงมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. แสดงว่าเป็นโทรศัพท์ที่มุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มผู้ใช้ทั่วไป มีช่องเสียบ USB Type-C ที่ด้านล่าง โทรศัพท์รองรับเทคโนโลยีชาร์จไวทันใจ ตัว EMUI ออกแบบใหม่เพื่อให้ดูทันสมัยขึ้น มีโปรแกรมจิ๋วหรือวิดเจ็ตใหม่ที่บอกสภาพอากาศและการแจ้งเตือนใหม่ที่ใช้ไอคอนเพื่อการสลับไปมาอย่างรวดเร็ว ทำให้โทรศัพท์ดูสะอาดตามากขึ้น

***กล้อง 4 ตัว – หน้า 2 หลัง 2

หนึ่งในไฮไลท์ของ Huawei Nova 3 คือกล้องคู่ที่มีอยู่ด้านหน้าและหลัง กล้องคู่ด้านหน้าเป็นเซ็นเซอร์ขนาด 24MP ที่มีรูรับแสง f / 2.0 ใช้ร่วมกับเซ็นเซอร์สีกว้าง 2MP ที่จับข้อมูลความลึกของภาพเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ bokeh ที่ชัดเจน กล้องทั้ง 2 ตัวใช้ AI ซึ่ง Huawei ระบุว่าสามารถเข้าใจสภาพแวดล้อมรอบด้านเพื่อสร้างภาพที่น่าตื่นตา

ด้านหลังของ Huawei Nova 3 มีกล้องคู่ 24MP + 16MP สำหรับ AI ที่กล้องหลัง ระบบสามารถแยกสภาพแวดล้อมได้กว่า 200 แบบใน 8 ประเภทไม่ซ้ำกัน ได้แก่ ท้องฟ้าสีฟ้า ชายหาด พืช กลางคืน ดอกไม้ และหิมะ

โดยรวมแล้ว Huawei Nova 3 ทำให้เรารู้สึกประทับใจกับกล้องทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพราะเมื่อใช้ Huawei Nova 3 ถ่ายภาพในเวลากลางวัน การทำ bokeh เกิดขึ้นได้ง่ายดายและมีการจัดการเพื่อเบลอพื้นหลังโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดเลย

นอกจากนี้ ชาว Huawei Nova 3 สามารถเปิดปิด AI ได้ง่าย ระบบสามารถระบุว่าเป็นภาพถ่ายพืช ท้องฟ้า และรถได้อย่างถูกต้อง และสามารถปรับแสงให้สดได้ในไม่กี่อึดใจ (ภาพด้านล่างเปรียบเทียบระหว่างเปิดและปิด AI)

การทำงานของกล้องในช่วงที่แสงน้อยทำได้ดี Huawei Nova 3 ไม่เสียชื่อที่มี AI เป็นจุดขาย เพราะสามารถดึงสีขึ้นมาได้ชัดเมื่อเทียบกับภาพถ่ายที่ปิดโหมด, ใช้แฟลช และไม่ใช้แฟลช

กล้องหลังคู่ 16MP + 24MP ของ Nova 3 ทำให้โหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอชัดเจน ขณะเดียวกัน Nova 3 ก็ไม่ลืมจัดโหมดให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่ารูรับแสงได้ตามใจต้องการ รวมถึงโหมด HDR อัตโนมัติ ที่เป็นสุดยอดตัวช่วยผู้ทำงานได้ดีในทุกสภาวะ บนการซูมที่ทำได้ดี

ลูกเล่นใน Huawei Nova 3 ถือว่ามาครบ เพราะมี 3D Portrait Lighting ให้เลือกปรับแต่งแสงแบบสตูดิโอได้ 5 ระดับในโหมดถ่ายภาพบุคคล มีโหมด AR Fun, AR Effect ที่รองรับการวิเคราะห์ท่าทาง ทำให้เพียงชี้นิ้วขึ้นฟ้าก็มีภาพสายฟ้าฟาด หรือการไขว้นิ้วชและโป้งก็มีภาพมินิฮาร์ทแสดงขึ้น ยังมี 3D Qmoji ตัวการ์ตูนแสดงอารมณ์ที่เชื่อว่าจะเพิ่มความสนุกให้กับการถ่ายภาพมากยิ่งขึ้น

Nova 3 โดดเด่นมากเรื่องการตั้งค่ากล้องที่ครบและง่าย โดยเฉพาะกล้องหน้าเพื่อการถ่ายภาพตัวเองด้วยเซ็นเซอร์ 24 MP + 2 MP เมื่อเทียบภาพที่เปิดและปิดโหมดความงาม พบว่าแตกต่างกันชัดเจน

*** สุดยอดชิป

Huawei Nova 3 ยังมีจุดเด่นเรื่องการใช้หน่วยประมวลผล 8 คอร์ระดับท็อปของตลาด Hisilicon Kirin 970 ทำให้สามารถเบลอเส้นกั้นระหว่างสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ได้มากกว่ารุ่นอื่น ยังมี RAM 6GB และพื้นที่เก็บข้อมูล 128GB ซึ่งโดยทั่วไปจะมีไว้สำหรับรุ่นเรือธง ผลคือ Nova 3 สามารถทำงานได้เร็วลื่นไหล

นอกจากนี้ Nova 3 ยังใช้ GPU Turbo ช่วยให้การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนทำได้ไม่สะดุด กราฟฟิกเต็มตา ยังมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ใช้งานได้ตลอดวัน

การทดสอบบน AuTuTu Benchmark v7.1.0 พบว่า Nova 3 เครื่องที่ทีมงานได้รับมาทดสอบนั้นทำคะแนน 207355 โดย Nova 3 รองรับเกมแรงอย่าง PUBG mobile หรือ ROV ได้ดี

จากการทดสอบ แบตเตอรี่ที่ Huawei เคลมว่ามีคุณสมบัติ SuperCharge นั้นใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงจึงจะชาร์จเต็มจากเกือบ 0% เป็น 100% โดย Nova 3 ที่เราได้ทดสอบจะชาร์จได้ 25% ในครึ่งชั่วโมงแรก และเพิ่มเป็น 55% เมื่อครบชั่วโมงแรก และหลังการใช้งานตลอดวัน เครื่องจะมีแบตเตอรี่เหลือ 30-40% ทำให้ยังใช้งานต่อได้มากกว่า 5 ชั่วโมง

*** สรุป

วันนี้โทรศัพท์มือถือในท้องตลาดกำลังแข่งกันให้มีคุณสมบัติดีขึ้นบนราคาที่ประหยัดกว่า สมาร์ทโฟนหลายรุ่นเป็นตัวอย่างได้ดีในวันที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกภูมิภาคทั่วโลก Nova 3 ก็เช่นกัน ราคาที่ Huawei ตั้งไว้สำหรับสมาร์ทโฟน RAM 6GB อย่าง Nova 3 คือ 16,990 บาท ถือเป็นราคาที่สูงในกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับกลาง

สเปกระดับไฮเอนด์ทำให้หลายคนสรุปว่า Nova 3 เป็นโทรศัพท์ที่ดีกว่าโทรศัพท์พื้นฐานในตระกูล Huawei แถม Huawei P20 Pro อย่างเรือธงยังมาพร้อมกล้องถ่ายรูป 3 เลนส์ ซึ่ง Huawei Nova 3 จัดมาให้ 4 ตัวแซงหน้าไปแล้ว ดังนั้น Nova 3 ถือว่ามีคุณสมบัติหลากหลายและสมดุล คาดว่าจะเป็นอีกรุ่นที่โดนใจคนไทย และเป็นอีกแรงที่ส่งให้ Huawei ขยายฐานตลาดได้สำเร็จเพราะความคุ้มค่า

แต่หากใครยังไม่รีบ การอดทนรอดูรุ่นอื่นที่จะดาหน้าบุกตลาดไทยช่วงปลายปีนี้ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะจะมีตัวเลือกไว้เปรียบเทียบอีกมากในรุ่นที่เป็น RAM 6GB และอาจจะทำให้ได้รุ่นที่มีหน้าจอละเอียดเหนือชั้นกว่า

สรุปคุณสมบัติเด่น Nova 3:

หน่วยประมวลผล Hisilicon Kirin 970 Octa Core
หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G72 MP12 รองรับ GPU Turbo
หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ 2340 x 1080 พิกเซล
ระบบปฎิบัติการ Android 8.1 Oreo พร้อม EMUI 8.2
หน่วยความจำในตัว ROM 128GB พร้อมรองรับ MicroSD Card สูงสุด 256 GB
รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด, USB Type-C
รองรับเครือข่าย 2G/3G/4G
RAM 6GB
กล้องหลังคู่ความละเอียด 16MP + 24MP
กล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP + 2MP
รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint Scan
มีฟีเจอร์สแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่อง
แบตเตอรี่ 3750 mAh รองรับระบบชาร์จเร็วของ Huawei
ราคา 16,990 บาท.

]]>
Review : Linksys Velop สร้างเครือข่าย Wi-Fi ที่คลุมทุกพื้นที่ในบ้าน https://cyberbiz.mgronline.com/review-linksys-velop/ Tue, 11 Sep 2018 20:27:43 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=29230

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ปัญหาสัญญาณ Wi-Fi อ่อน หรือได้ความเร็วไม่เต็มที่  เมื่อต้องใช้งานภายในบ้าน กลายเป็นเรื่องน่าปวดหัว เพราะเมื่อใช้งานแล้วรู้สึกช้า ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะคิดไปว่าเป็นที่ผู้ให้บริการ หรือ ISP แต่ในความเป็นจริง การที่สัญญาณ Wi-Fi อ่อนกลายเป็นจุดหลักที่ทำให้ใช้งานแล้วช้ามากกว่า

เมื่อเป็นเช่นนั้น ในยุคปัจจุบันจึงเริ่มมีการนำระบบ Mesh Wi-Fi เข้ามาใช้งานกัน โดยรูปแบบการใช้งานคือจะเป็นอุปกรณ์กระจายสัญญาณ Wi-Fi ที่สามารถเชื่อมต่อหลายๆ จุดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานทั่วบ้าน หรือภายในอาคารต่างๆ

Linksys Velop เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมสำหรับการทำ Mesh- Wi-Fi ภายในบ้าน ด้วยการที่ Velop 3 ตัว สามารถครอบคลุมพื้นที่ใช้งานได้ถึง 550 ตารางเมตร เมื่อรวมกับการตั้งค่าใช้งานที่ง่ายสะดวก จึงทำให้กลายเป็น 1 ในแบรนด์ที่ได้รับความนิยม

เพียงแต่ว่าด้วยระดับราคาที่ค่อนข้างสูง แม้จะมีให้เลือกตั้งแต่ตัวกระจายสัญญาณ 1 ตัวเริ่มต้นที่ 7,990 บาท 2 ตัว 12,990 บาท และ 3 ตัว ที่นำมารีวิวคือ 17,990 บาท ทำให้อาจจะตัดสินใจค่อนข้างยากในการเลือกซื้อมาใช้งาน

ข้อดี

ระบบ Mesh Wi-Fi ช่วยกระจายสัญญาณ Wi-Fi ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบ้าน

เทคโนโลยี Velop ที่มาช่วยในการจัดการเครือข่าย

ส่งต่อข้อมูลแบบ Tri-Band ทำให้ใช้งานภายในเครือข่ายได้เต็มประสิทธิภาพ

รองรับความเร็วระดับ 1 Gbps

ข้อสังเกต

ราคาค่อนข้างสูง

เหมาะกับใช้งานในบ้านขนาดใหญ่

ควรใช้กับเน็ตความเร็วเกิน 100 Mbps ขึ้นไป

ตั้งค่าง่ายควบคุมผ่านแอปฯ

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง Velop 1 ชุด จะประกอบไปด้วยตัวกระจายสัญญาณ 3 ตัว พร้อมกับอะเดปเตอร์ ที่มีหัวเสียบมาให้เลือกหลากหลายตามรูปแบบของปลั้กที่ใช้งาน พร้อมกับสาย LAN 1 เส้น และคู่มือที่เป็นกระดาษ 1 ใบเท่านั้น

โดยวิธีการเริ่มติดตั้งใช้งานจะเริ่มจากนำ Velop เข้าไปเชื่อมต่อกับเราเตอร์ที่ใช้งานอยู่ผ่านสาย LAN หลังจากนั้นเปิดเครื่องรอให้ไฟแสดงสถานะกระพริบเป็นสีม่วงฟ้า ในขณะเดียวกันบนสมาร์ทโฟนก็ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Linksys มาติดตั้งไว้

เมื่อเตรียมการเรียบร้อยก็เข้าสู่กระบวนการตั้งค่า ด้วยการเปิดแอปพลิเคชันขึ้นมา ทำตามขั้นตอนเริ่มจากการเลือกว่าจะติดตั้ง A Velop System จากนั้นในแอป ก็จะสอนวิธีการเชื่อมต่อ โดยจะมีให้เลือกว่าใช้ Velop เป็นตัวกระจายสัญญาณเฉยๆ หรือใช้เป็นโมเด็มด้วย

ในกรณีที่จะใช้งาน Velop เป็นโมเด็มด้วย ผู้ใช้อาจจะต้องมีการติดต่อกับทาง ISP เพิ่มเติม เพื่อให้เข้ามาตั้งค่าการเชื่อมต่อต่างๆให้ แต่ถ้าใช้การแชร์สัญญาณจากเราเตอร์เครื่องเก่า ก็สามารถเสียบสาย LAN เพื่อเชื่อมต่อได้เลย

เมื่อตัว Velop ขึ้นไฟแสดงสถานะเป็นสีม่วง ก็กดติดตั้งได้เลย หลังจากนั้นแอปจะทำการตั้งค่าเราเตอร์ให้อัตโนมัติ ถ้าต้องการเพิ่มจุด Velop เพิ่มก็สามารถกด Add Another Node ต่อไปได้ทันที เมื่อทำการติดตั้งครบทั้ง 3 จุดแล้ว ก็จะได้ Mesh Wi-Fi มาใช้งานในบ้านแล้ว

ต่อจากนั้น ก็เข้าสู่การตั้งค่าเชื่อมต่อทั่วไป โดยเมื่อเข้าไปในแอป Linksys จะมีหน้าจอแสดงสถานะ (Dashboard) ขึ้นมา แสดงว่าขณะนี้มีการเชื่อมต่อสัญญาณกับอินเทอร์เน็ตหรือไม่ มีอุปกรณ์เชื่อมต่อเข้ามาในเครือข่ายกี่ชิ้น

ผู้ใช้สามารถเข้าไปเลือกเปลี่ยนชื่อ Wi-Fi ตั้งรหัส เลือก Channel เพื่อไม่ให้ชนกับเครือข่ายอื่นๆได้ตามปกติ รวมถึงเปิดการใช้งาน Guest Wi-Fi ที่สามารถตั้งจำกัดความเร็วในการเชื่อมต่อ และป้องกันไม่ให้เข้าสู่เครือข่ายภายในบ้านด้วย

เช็กความเร็ว จำกัดการเข้าถึง

นอกเหนือจากการตั้งค่าเชื่อมต่อทั่วไปแล้ว อีกฟีเจอร์ที่มีมาให้ในแอป Linksys คือเรื่องของการตรวจสอบความเร็วในการเชื่อมต่อ โดยผู้ใช้สามารถกดที่เมนู Speed Check เพื่อเทสความเร็วอินเทอร์เน็ตได้ทันที ตัวแอปจะมีการซิงค์ข้อมูลกับ Speedtest.net ในการทดสอบความเร็ว

ยังมีฟีเจอร์อย่างการจำกัดการเข้าถึงของบุตรหลาย อย่างเช่นผู้ปกครองสามารถตั้งค่าได้ว่า อุปกรณ์ใดสามารถใช้เน็ตได้ในวันไหน ช่วงเวลาใดบ้าง รวมถึงบล็อกเว็บไซต์แบบเจาะจงก็สามารถทำได้ และยังสามารถตั้งความสำคัญของอุปกรณ์ (Device Prioritization)ที่จะได้แบนด์วิธในการใช้งานเน็ตได้สูงสุดด้วย

ในส่วนของการเชื่อมต่อ เมื่อกดเข้าไปดูก็จะเห็นว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้างเชื่อมต่อกับ Velop ในจุดต่างๆ รวมถึงแสดงให้เห็นว่าเชื่อมต่อบนเครือข่าย 2.4 GHz หรือ 5 GHz หรือผ่านสาย LAN ก็จะมีการแสดงผลอย่างชัดเจน

ข้อดีอีกอย่างก็คือที่ใต้ Velop ทุกตัวจะมีช่องให้เชื่อมต่อสาย LAN ได้ 2 พอร์ต ดังนั้น ถ้าต้องการให้อินเทอร์เน็ตสเถียรที่สุด ก็สามารถใช้การเชื่อมต่อสาย LAN เข้ากับอุปกรณ์ได้เลย อย่าง Apple TV เครื่องเล่นเกม PS4 กล่อง Android TV เป็นต้น

Mesh Wi-Fi ที่คลุมทุกจุดในบ้าน

เมื่อทดลองใช้งานจริง การที่มีเครือข่าย Velop อยู่ในบ้านแล้วจะช่วยเรื่องหลักเลยคือ ปัญหาสัญญาณ Wi-Fi อ่อนในบางจุดจะหมดไป เพราะสามารถเลือกวางจุดกระจายสัญญาณได้ตามที่ต้องการ

ขณะเดียวกัน เมื่อมีการเดิน หรือย้ายจุดใช้งานตัวอุปกรณ์ก็จะเชื่อมต่อเข้ากับตัวกระจายสัญญาณที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะบางทีถ้าสัญญาณอ่อนลงเหลือ 1-2 ขีด จากความเร็วเน็ตที่ 100 Mbps อาจจะลดลงมาเหลือ 15-20 Mbps ก็เป็นได้

ที่น่าสนใจคือ ในอนาคตถ้ามีการนำอุปกรณ์ IoT ต่างๆเข้ามาใช้งานภายในบ้าน การมี Velop ก็เหมือนเป็นการช่วยสร้างเครือข่ายการเชื่อมต่อ IoT ในบ้านแบบง่ายๆอยู่แล้ว ถ้ามีแผนที่จะเปลี่ยนบ้านเป็น Smart Home ในอนาคตก็ถือเป็นการลงทุนที่ได้ใช้งานยาวๆกันไป

Gallery

]]>