CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Mon, 20 Jan 2020 07:44:36 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.6 Cyber Apps 20/01/20 : สนุกรับตรุษจีนปีหนูทอง ด้วยแอปเด่นและเกมมัน https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-200120/ Mon, 20 Jan 2020 07:44:36 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32063 ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถืออำนวยพรให้คุณและครอบครัวประสบความสุขตลอดปีหนูทอง ช่วงวันหยุดนี้ มาพบกับเกมสนุกๆ ที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ และแอปเจ๋งๆ สำหรับสายชิล ที่คุณต้องไม่พลาด เริ่มทัพความสนุกด้วยเกมอย่าง
Garena RoV ที่ลูกหลานหรือเพื่อนๆ เราต่างสนุกสนานกับการรวมทีมต่อสู้เพื่อล้มป้อมปราการของฝ่ายตรงข้ามมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตรุษจีนปีนี้ เมื่อคุณซื้อสกินใหม่ให้ Violet ตัวละครโปรด คุณจะได้รับเหรียญ Token เพิ่มเป็นของแถม หรือแค่ล็อกอินเข้าไปเล่นเกมในช่วงนี้ ก็จะได้ส่วนลดในการซื้อฮีโร่และสกินสุดสวยให้การออกรบของคุณโดดเด่นไม่เหมือนใคร ดาวน์โหลดเกมได้ฟรี

ต่อด้วยอีกเกมที่เราหลงใหลและคิดถึงมิตรภาพที่มีให้กันในเกม อย่าง Ragnarok M: Eternal Love ที่รอบนี้มากับแพคเกจดอกไม้ไฟ พลุ เมื่อคุณไล่เก็บมอนสเตอร์ในแมพ ซึ่งแพคเกจเหล่านี้สามารถนำไปแลกกล่องของขวัญ New Year’s Giftboxes สร้อย Meteoric Chains หรือเหรียญทองได้ด้วย นี่คือเวลาดีๆ ที่น่ากลับไปเล่นเกมนี้อีกครั้ง ดาวน์โหลดฟรี 

ส่วน Eight Eight  ก็คือแอปแต่งใหม่ดีไซน์รูปสุดเรียบที่คุณไม่ควรพลาด เพราะมันพร้อมให้คุณจุดประกายภาพสุดสร้างสรรค์ด้วยสีสันที่แมทช์กัน วิธีการใช้งานก็เหมือนกับแอปแต่งรูปทั่วไปๆ เมื่อเปิดมา ก็เพียงกดปุ่ม + และเลือกรูปภาพที่จะต้องแต่งขึ้นมา จากนั้นก็เขียนคำสั้นๆ ลงไปที่ช่อง Message หรือ กดคำที่มีให้เลือกแล้วอย่าง good, love you ระบบก็เลือกภาพพื้นหลังที่เข้ากับสีของภาพถ่ายเราให้ทันที ซึ่งเราสามารถแก้ไขโทนสีอื่นๆ ได้อีกด้วย เสร็จแล้วก็แค่บันทึกภาพลงอัลบั้มได้ทันที แอปแต่งรูป Eight Eight ดาวน์โหลดได้ฟรีบน iPhone 

มาต่อกันที่การใช้ช่วงเวลาวันหยุดเพื่อชวนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในครอบครัวให้สนุกไปกับการระบายสีด้วยแอป Recolor by Numbers ที่มีภาพใหม่ๆ ให้ลงสีได้ทุกวัน วิธีการระบายสีก็แสนง่าย แค่เลือกสีด้านล่างให้ตรงกับตัวเลขในภาพ ซึ่งระบบได้กำหนดสีที่เข้ากันมาให้แล้ว หากไม่มั่นใจว่าจุดไหนใช้สีเบอร์อะไร ก็แค่กางนิ้วเพื่อซูมภาพในจอ ก็จะเห็นตัวเลข อยากเพิ่มความเพลิดเพลินก็อย่าลืมสั่งให้เปิดเสียงที่ลำโพง และหากอยากบันทึกช่วงเวลาความสนุกเก็บไว้ก็สามารถสั่งให้บันทึกภาพหน้าจอระหว่างเล่น เพื่อเก็บไว้ดูผลงานการระบายสีตั้งแต่ต้นจนจบได้อีกด้วยแอประบายสี Recolor by Numbers ดาวน์โหลดได้ฟรีบน iPhone และ iPad

]]>
Review : Apple iPad (7th Gen) เมื่อจัดครบชุดมาลองใช้งาน https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-ipad-7th-gen/ Mon, 13 Jan 2020 06:14:26 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32043

คำถามคาใจของหลายๆ คนคือต้องการอุปกรณ์พกพาที่มาใช้ทำงานแทนโน้ตบุ๊กได้ ประกอบกับการที่ iPad รุ่นเริ่มต้นทำราคาออกมาอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แล้วในการใช้งานจริง iPad เอามาใช้ทำงานแทนได้หรือไม่ ลองดูแนวทางการนำไปใช้จากรีวิวนี้ได้

Apple iPad 7th Generation ถือเป็น iPad รุ่นเริ่มต้นที่จริงๆ แล้วทำออกมาจับกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นนักศึกษา ที่ไม่ต้องการสเปกในการประมวลผลสูงมากนัก เน้นใช้งานทั่วๆไป ท่องเน็ต เข้าถึงโซเชียลมีเดีย และเข้าถึงความบันเทิงต่างๆ

ทำให้รุ่นนี้ ไม่ได้ใช้ซีพียูรุ่นใหม่อย่าง Apple A13 Bionic แต่มากับหน่วยประมวลผลอย่าง Apple A10 Fusion ขณะเดียวกันยังมากับหน้าจอ Retina ขนาด 10.2 นิ้ว มาให้ใช้งานคู่กับ Apple Pencil และเพิ่มการรองรับ Smart Keyboard มาด้วย

ข้อดี

  • ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 10,900 บาท
  • รองรับการใช้งานคู่กับ Apple Pencil
  • iPad OS ช่วยให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้น

ข้อสังเกต

  • ใช้หน่วยประมวลผลรุ่นเก่า เพื่อให้ราคาเข้าถึงได้มากขึ้น
  • ยังใช้พอร์ต Lightning ในการเชื่อมต่ออยู่

เน้นพกพาง่าย

จุดเริ่มต้นของการนำ iPad มาใช้งานคือต้องการความสะดวกในการพกพา ซึ่งกลายเป็นว่าปัจจุบันนี้โน้ตบุ๊กทั่วไป ไม่ตอบโจทย์การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่แล้ว แต่การพกพา iPad ทั้งเครื่องออกมากลับสะดวกกว่า iPad 7 มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ สีเงิน สีเทาสเปซเกรย์ และสีทอง

ด้วยขนาดตัวเครื่องของ iPad 7 ซึ่งอยู่ที่ 250.6 x 174.1 x 7.5 มิลลิเมตร น้ำหนัก 483 กรัม เมื่อประกอบเข้ากับเคสแบบ Smart Keyboard แล้วก็ยังมีน้ำหนักไม่ถึง 600 กรัม จึงกลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้พกพาได้ง่าย

จุดเด่นของ iPad 7 คือการที่มากับหน้าจอ Retina ชนาด 10.2 นิ้ว ความละเอียด 2160 x 1620 พิกเซล ซึ่งรองรับการสัมผัสได้ลื่นไหลตามมาตรฐานของแอปเปิล หรือในกรณีที่ต้องการใช้งานคู่กับปากกา Apple Pencil ก็สามารถใช้งานได้ เพราะตัวเครื่องรองรับแล้ว

สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาใน iPad รุ่นนี้คือส่วนของ Smart Connector บริเวณทางซ้ายของตัวเครื่อง เพื่อให้ iPad สามารถเชื่อมต่อกับ Smart Keyboard ได้ เหมือนกับบน iPad Pro ที่เคยทำออกมาก่อนหน้านี้แล้ว

ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่ออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Lightning ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ก็ยังมีมาให้ใช้งานเหมือนเดิม โดยรอบๆ ตัวเครื่องยังมีปุ่มเปิดเครื่องอยู่ที่มุมขวาบน ปุ่มปรับระดับเสียงอยู่ทางขวา และในรุ่น Cellular จะมีช่องใส่ถาดซิมอยู่ทางขวาด้วย

iPad 7  ยังมากับ Touch ID อยู่เช่นเดิม ทำให้ผู้ใช้งานยังสามารถปลดล็อกเครื่องด้วยลายนิ้วมือ แทนที่การใช้งาน Face ID บน iPad Pro หรือถ้าไม่ต้องการใช้สแกนลายนิ้วมือก็ใช้การกรอกรหัส หรือวาดรูปแบบบนหน้าจอได้ตามปกติ

เมื่อเชื่อมต่อกับเคสแบบ Smart Keyboard แล้ว iPad 7 ก็จะสามารถใช้งานคีย์บอร์ดเพื่อพิมพ์งาน หรือป้อนข้อมูลต่างๆ ได้ทันที ในจุดนี้ถือว่ามาตอบโจทย์สำหรับอาชีพที่เน้นการพิมพ์งาน หรือกรอกข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น

ครบชุดราคาเท่าไหร่?

iPad 7 ราคาเริ่มต้นสำหรับรุ่น Wi-Fi พื้นที่เก็บข้อมูล 32 GB จะอยู่ที่ 10,900 บาท ตามมาด้วยรุ่น 128 GB 13,900 บาท แต่ถ้าเป็นรุ่น Cellular จะเพิ่มขึ้นมาเริ่มต้นที่ 15,400 บาท และ 18,400 บาท สำหรับ 32 GB และ 128 GB ตามลำดับ

ตามมาด้วยอุปกรณ์เสริมอย่าง Apple Pencil 3,400 บาท และ Smart Keyboard 5,900 บาท ทำให้ถ้าต้องการซื้อครบชุด อย่างน้อยต้องมี 20,200 บาท แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ใช้ Apple Pecil ต้องการแค่คีย์บอร์ดมาใช้งานคู่กัน ก็จะเริ่มที่ 16,800 บาท

เหมาะกับใครบ้าง?

ถามว่ากลุ่มเป้าหมายของ iPad Gen 7 จริงๆ แล้วคือใคร ต้องบอกว่าเป็นแท็บเล็ตที่ครอบคลุมตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา จนถึงวัยทำงาน และผู้สูงอายุก็ว่าได้ เพียงแต่ว่าในแต่ละช่วงอายุ ก็จะมีรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน

นักเรียน นักศึกษา จะเหมาะกับนำไปใช้งานในการเรียนการสอน เหมาะกับการนำไปจดบันทึก ซึ่งในส่วนนี้แค่จับคู่ iPad กับ Apple Pencil ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเป็นกลุ่มเริ่มทำงาน โดยเฉพาะงานเขียน งานพิมพ์ กรอกข้อมูลต่างๆ การมีคีย์บอร์ดเข้ามาก็จะช่วยให้ใช้ได้สะดวกขึ้น

ส่วนผู้สูงอายุ ก็จะเหมาะไปกับการใช้เพื่อเข้าถึงความบันเทิง เข้าถึงข้อมูลต่างๆ จากขนาดหน้าจอที่ใหญ่ และน้ำหนักไม่มากเกินไป ทำให้สะดวกในการพกพาด้วย ดังนั้นกลุ่มผู้ใช้งานของ iPad จึงเป็นกลุ่มที่กว้างมาก

ยกเว้นกลุ่มมืออาชีพผู้ใช้เพื่อนำไปทำงานหนักๆ หรือกลุ่ม Power User ทั้งหลาย เพราะมีตัวเลือกอย่าง iPad Pro ที่จับกลุ่มนี้โดยเฉพาะอยู่แล้ว ด้วยตัวเครื่องที่ประสิทธิภาพสูงกว่า และมีพอร์ตอย่าง USB-C มาช่วยให้ใช้งานกับอุปกรณ์อื่นได้ง่ายขึ้น

ถ้าใช้งานทั่วๆ ไป ครบชุดสบาย

ในสายอาชีพการเป็นนักข่าว เริ่มเห็นทิศทางของการนำ iPad มาใช้งานมากขึ้น เพราะการมี Apple Pencil ช่วยให้การจดบันทึกข้อมูล ทำได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องคอยถือกระดาษ ปากกา ไปใช้งาน ส่วนช่วงอื่นๆ ที่ต้องใช้เข้าถึงข้อมูลก็สามารถใช้งานผ่านหน้าเว็บเบราว์เซอร์ได้หมดแล้ว

ขณะเดียวกันถ้าต้องการพิมพ์งาน การมีคีย์บอร์ดมาช่วยก็ทำให้สะดวกขึ้น แต่เสียอย่างเดียวตรงที่พอเป็นแบบ Smart Cover เวลาตั้งใช้งานต้องมีพื้นที่เรียบๆ ในระดับที่พอเหมาะให้ใช้ เพราะถ้าวางบนหน้าขาเหมือนโน้ตบุ๊กปกติ ระดับความเอียงของหน้าจอจะไม่เหมาะกับการใช้งานเท่าไหร่

นอกเหนือจากนี้ ก็คือการปรับแต่ง ครอบ ทำสีรูปเล็กๆ น้อยๆ iPad สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้อยู่แล้ว ดังนั้นในการทำงานจึงแทบไม่มีความต้องใช้งานโน้ตบุ๊กอีกเลย ซึ่งก็ถือว่าเข้ามาแทนที่ได้ 80-90% แล้ว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบในการใช้งานด้วย

อะไรที่ iPad ยังไม่ตอบโจทย์

ถ้ามองในมุมของการทำงาน การจัดการไฟล์เอกสาร หรือโปรแกรมเฉพาะที่ยังไม่ได้ทำงานผ่านคลาวด์ หรือโมบายเว็บไซต์ น่าจะเป็นปัญหาเดียวที่ iPad ยังไม่สามารถจัดการได้ ซึ่งปัจจุบันหลายๆ บริษัท ก็พัฒนาระบบหลังบ้านให้ทำงานผ่านหน้าเว็บไซต์ได้แล้ว

ปัญหาหลักๆ ของการทำงานบน iPad ตอนนี้คือเรื่องของการทำหลายๆ งานพร้อมกัน (Multitasking) ที่ปัจจุบัน แม้ว่า iPad OS จะรองรับการใช้งาน 2 แอป แบ่งครึ่งหน้าจอใช้งานแล้ว แต่การรันโพรเซสการทำงานเบื้องหลัง ยังไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร

สรุป

iPad Gen 7 น่าจะกลายเป็นรุ่นยอดฮิตอีกรุ่นต่อเนื่องจากรุ่นก่อนหน้า เพราะด้วยระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น บางทีการนำมาใช้เพื่อเข้าถึงคอนเทนต์ต่างๆ ก็ไม่ต้องการเครื่องราคาที่สูงเกินไป ขณะเดียวกันการปรัปรุง iPad OS ก็ช่วยให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น ใช้ทำงานได้แล้ว

ทั้งนี้ ถ้างบประมาณไม่ใช่ข้อจำกัด และต้องการพกพา iPad ไปใช้งานนอกสถานที่จริงๆ การเลือกรุ่น Cellular 128 GB น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการหา Wi-Fi ในการเชื่อมต่อใช้งาน และเรื่องของการบันทึกข้อมูลที่ช่วยให้ใช้งานได้ยาวๆ ไป

Gallery

]]>
Cyber Apps 13/01/20 : สอบติด / Magisto / Fishdom / Street Kart Racing https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-130120/ Mon, 13 Jan 2020 05:26:39 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=32035 สอบติดประถมศึกษา ฝึกทำข้อสอบทุกวิชาหลักๆ ได้จากทุกที่

หนึ่งในเคล็ดลับสำคัญของการทำคะแนนสอบได้ดี คือ การฝึกทำข้อสอบซ้ำไปซ้ำมา ชนิดที่เรียกว่าอ่านไวๆ ที่คำถามก็จะรู้ได้เลยว่าต้องตอบอะไร ที่ผ่านมาที่ชั้นหนังสือของเด็กๆ ก็จะต้องมีชั้นที่เก็บชุดข้อสอบเก่า ที่อาจจะเก็บไว้จนฝุ่นจับ แต่มาวันนี้โลกมันไฮเทคขึ้นเยอะ เราสามารถย่อขนาดของชุดข้อสอบเก่าสารพัดวิชา ให้มาอยู่ในแอปๆ เดียวที่ชื่อว่าสอบติด: ประถมศึกษา

แอปสอบติด: ประถมศึกษาเป็น 1 ใน 3 ของแอปเครือสอบติดฝีมือคนไทย (ที่ผ่านมาได้เปิดตัวแอป สอบติด Admission สำหรับเด็กเตรียมเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย และแอป สอบติดข้าราชการแต่สำหรับแอป “สอบติด: ประถมศึกษาเป็นการรวมข้อสอบเก่าสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 ในวิชาหลักได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ และ วิทยาศาสตร์ มาให้ฝึกทำกันได้ทุกที่ และเมื่อทำข้อสอบเสร็จสามารถรู้คะแนนได้ทันที ทั้งยังสามารถเก็บสถิติคะแนนในการทำข้อสอบในแต่ละครั้งเพื่อวิเคราะห์การพัฒนาในการทำข้อสอบของเด็กๆ แต่ละคนได้อีกด้วย

ฝึกทำข้อสอบผ่านแอปสอบติด: ประถมศึกษา”  ได้จากทุกที่  ทดลองใช้งานได้ฟรี 14 วัน (จากนั้นปีละ 299 บาทแอปนี้ใช้งานได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/สอบตประถมศกษา/id1444568064

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=edutainment.sobtid.android.kiddy&hl=th

Magisto Video Editor ให้รูปถ่ายเล่าเรื่องราวออกมาเป็นวิดีโอ

คลิปวิดีโอได้กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบเนื้อหาออนไลน์ที่คนนิยมมากในปัจจุบัน เพราะเพียงเวลาสั้นๆ แต่เราสามารถรับรู้เนื้อหาได้จากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าท่าทางของคนในคลิป หรือ ข้อความเนื้อหาที่วิ่งไปมาบนจอ แต่คุณสงสัยกันไหมว่า วิดีโอเหล่านี้มีเบื้องหลังการสร้างสรรค์อย่างไร? มาดูเบื้องหลังกันเลย

เพียงดาวน์โหลดแอปที่ชื่อว่า Magisto Video Editor มาลงเครื่อง เปิดมาคุณอาจะเซอร์ไพรส์ที่เมนูทั้งหมดของแอปเป็นภาษาไทยทำให้เข้าใจและทำตามได้ไม่ยาก ขั้นตอนแรกก็แค่เลือกว่าเราอยากทำวิดีโอแบบเล่นๆ ไว้ดูส่วนตัว หรือทำวิดีโอสำหรับองค์กร (Magisto Professional) จากนั้นก็เลือกเทมเพลตของวิดีโอ (ที่เตรียมเอฟเฟกต์และเพลงประกอบที่เข้ากันไว้แล้ว) เช่น เทมเพลตความทรงจำ ก็จะเป็นภาพสไลด์โชว์ช้าๆ พร้อมเพลงซึ้งๆ เมื่อได้เทมเพลตโดนใจแล้ว ก็เพียงเลือกภาพจากในแอป Photo ของเรา และเลือกเพลงในคลัง สุดท้ายก็เพียงตั้งชื่อภาพยนตร์ และกดปุ่มผลิตภาพยนตร์ของฉันเองก็เป็นอันเสร็จ ผลงานที่ได้ก็จะเป็นคลิปวิดีโอโชว์ภาพสไลด์โชว์พร้อมเพลงประกอบที่เข้ากัน พร้อมโพสต์อวดเพื่อนๆ ได้ทันที

แอป Magisto Video Editor แบบฟรีใส่ภาพได้ 10 ภาพ แต่หากต้องการทำวิดีโอที่ยาวขึ้นใส่ภาพได้มากขึ้น ก็สามารถอัปเกรดเป็นบัญชีพรีเมี่ยม ใส่ภาพได้ถึง 60 ภาพ มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 59 บาท (ปีละ 309 บาท) และหากต้องการทำวิดีโอสำหรับองค์กร (Magisto Professional) จะมีค่าบริการเดือนละ 319 บาท ดาวน์โหลด แอป Magisto Video Editor ฟรีได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/magisto-video-editor/id486781045

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.magisto&hl=en_US

Fishdom ดำดิ่งสู่ดินแดนมัจฉาแสนน่ารัก

ดำดิ่งสู่ความสนุกใต้ท้องทะเลไปกับเกม Fishdom เกมนี้ดูผิวเผินอาจดูเป็นเกมจับคู่สามธรรมดาๆ แต่พอได้เล่นแล้วจะรู้ว่าไม่ธรรมดานะขอบอก นี่คือพัซเซิลจับคู่สามที่คุณจะได้สร้างอควาเรียมไปด้วยพร้อมๆ กัน โดยในเกมจะมีพัซเซิลสไตล์ Candy Crush ให้จับคู่สิ่งของต่างๆ ในทะเลโดยในบางด่านก็จะมีอุปสรรคให้จัดการด้วย

ถ้าจับคู่ได้มากกว่า 3 ชิ้นล่ะก็ คุณจะได้รับพลังพิเศษที่สามารถระเบิดและเคลียร์กระดานได้เป็นวงกว้าง โดยความรุนแรงก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนชิ้นที่คุณจับคู่ได้นั่นเอง ซึ่งก็มีทั้งดอกไม้ไฟไปจนถึงระเบิดนิวเคลียร์เลยทีเดียวทุกๆ ครั้งที่คุณผ่านด่าน คุณจะได้กลับมาฟินกับการตกแต่งอควาเรียมให้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา นอกจากนั้นคุณจะได้รับกำลังใจอันอบอุ่นจากผองเพื่อนปลาอีกด้วย แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกว่าพัซเซิลสุดท้าทายนั้นง่ายขึ้นมาทันทีเลยล่ะ

ถ้าคุณกำลังมองหาเกมพัซเซิลสีสันสดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาแห่งท้องทะเลล่ะก็ ห้ามพลาด Fishdom ด้วยประการทั้งปวง ฟรี เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/fishdom/id664575829

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.playrix.fishdomdd.gplay&hl=th

Street Kart Racing  เมื่อชีวิตต้องการความเร็ว

เกมขับรถเกมนี้ไม่มีคำว่าง่าย มันเหมาะสำหรับคนที่จริงจังกับการแข่งรถโดยเฉพาะ เพราะเกม Street Kart Racing เน้นความสมจริงเป็นหลัก โดยมีนักแข่งจริง แบรนด์จริง และสนามจริงอยู่ในเกม การควบคุมในเกมนั้นไม่ซับซ้อน คุณจะใช้ปุ่มบนหน้าจอหรือจะเอียงจอก็ได้ และคุณจะแข่งในมุมมองบุคคลที่ 1 โดยแข่งขันกับเพื่อนๆ หรือผู้เล่นออนไลน์คนอื่นๆ การจะคว้าชัยชนะมาให้ได้นั้น ไม่เพียงแต่ต้องเรียนรู้สนามแข่งและฝึกฝนฝีมือการขับขี่เท่านั้น คุณยังต้องปรับแต่งรถของคุณเองเหมือนในการแข่งขันของจริงด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเซ็ตเบรกหรือเครื่องยนต์ให้เข้ากับสนามต่อไปที่คุณกำลังจะลงแข่ง Street Kart Racing ยังมีการจำลองสภาพอากาศด้วย นั่นก็หมายความว่าคุณต้องเลือกชนิดยางล้อและปรับความดันลมยางเองด้วยเช่นกัน

ถ้าคุณกำลังมองหาเกมแข่งรถโกคาร์ทระดับโปรที่มีความสมจริงมากกว่าที่ Mario และผองเพื่อนของเขาจะให้ได้ล่ะก็ เกมนี้มีให้ครบเลย เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad ในราคา 179 บาท 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/street-kart-racing/id727544019

]]>
Review : Microsoft Surface Laptop 3 เรียบหรู คีย์บอร์ดดี จอสัมผัส https://cyberbiz.mgronline.com/review-microsoft-surface-laptop-3/ Mon, 06 Jan 2020 10:50:30 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31990

ที่ผ่านมา Microsoft Surface ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของ Windows 10 ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊กทั้งแบบางเบา และ 2-1 ได้เป็นอย่างดี จนทำให้ผู้ที่ชื่นชอบการใช้งาน Windows มีทางเลือกใช้งานคอมพิวเตอร์พกพามากขึ้น

โดยล่าสุด ไมโครซอฟท์ ได้อัปเกรดไลน์ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Surface ทั้งในส่วนของ Surface Pro และ Surface Laptop ด้วยการนำซีพียูรุ่นใหม่ของ Intel และ AMD มาใช้งานทำให้เครื่องมีประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อมกับปรับปรุงตัวเครื่องให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ในส่วนของ Surface Laptop 3 ซึ่งมาในรูปลักษณ์ของโน้ตบุ๊กแบบฝาพับก็มีตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นระหว่างจอ 13.5 นิ้ว และ 15 นิ้ว มาให้ตัดสินใจเลือกใช้งานกัน โดยที่พิเศษก็คือในรุ่น 15 นิ้ว จะใช้หน่วยประมวลผลของ AMD Ryzen ด้วย ส่วนรุ่นจอ 13 จะเลือกได้ระหว่าง Core i5 – Core i7

จุดเด่นหลักของ Surface Laptop 3 คือเรื่องของดีไซน์ที่มีความหรูหรา พกพาง่าย และแบตเตอรีใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น หน้าจอรองรับระบบสัมผัส ทำให้สามารถใช้งานคู่กับ Surface Pen ในการทำงานได้ และที่สำคัญคือเพิ่มพอร์ต USB-C มาให้จากที่รุ่นก่อนไม่มี

ข้อดี

  • โน้ตบุ๊กบางเบา พกพาง่าย ดีไซน์หรู
  • มีให้เลือกตั้งแต่ 34,990 – 52,990 บาท
  • มีพอร์ต USB-C มาให้ใช้งานแล้ว

ข้อสังเกต

  • สายชาร์จยังเป็น Surface Connect ทื่เป็นแบบแม่เหล็กอยู่
  • ตัวเครื่องรุ่นเริ่มต้น สเปกอาจไม่เพียงพอกับการใช้งานหนักๆ
  • พอร์ต USB-C ไม่รองรับ Thunderbolt 3 และให้มาน้อยเกินไป

พัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้น

รูปลักษณ์ของ Surface Laptop 3 จริงๆ แล้วแทบไม่ได้แตกต่างจาก Laptop 2 มากนัก จะเรียกว่าเป็นไมเนอร์เชนจ์ก็ไม่แปลก เพราะสิ่งที่เพิ่มเข้ามาจากรุ่นเดิมหลักๆ แล้วมีแค่พอร์ต USB-C ที่เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เพราะปัจจุบันสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์พกพาส่วนใหญ่หันมาใช้พอร์ต USB-C ในการเชื่อมต่อกันหมดแล้ว

การเพิ่มพอร์ต USB-C เข้ามาจึงช่วยให้ Surface Laptop 2 เดิมที่ทำงานได้ดีอยู่แล้ว สมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าถ้าใครที่ใช้งาน Laptop 2 อยู่ก็แทบไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมาเป็น Laptop 3 นอกจากจะเปลี่ยนขนาดไปใช้รุ่น 15 นิ้ว แทน

ดีไซน์ของ Surface Laptop 3 ยังคงเน้นความเรียบง่ายมีให้เลือกด้วยกัน 2 สี คือเงิน และดำ โดยจะมีสัญลักษณ์ของ Surface อยู่ตรงกึ่งกลางเท่านั้น เมื่อเปิดฝาขึ้นมาก็จะเจอกับหน้าจอขนาด 13.5 นิ้ว ความละเอียด 2256 x 1504 พิกเซล มีกล้องหน้าความละเอียด HD อยู่ด้านบน ซึ่งทำงานร่วมกับ Windows Hello ที่ใช้ใบหน้าในการปลดล็อกตัวเครื่อง

อย่างไรก็ตามขอบจอ (Bezel) ของ Laptop 3 ยังถือว่าค่อนข้างหนาอยู่ เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กหลายๆ รุ่นในระดับราคาใกล้เคียงกัน โดยขนาดตัวเครื่องของ Laptop 3 จะอยู่ที่ 308 x 223 x 14.5 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 1.2 กิโลกรัม

ในส่วนของคีย์บอร์ด ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Surface Laptop 3 เลยก็ว่าได้ เพราะให้สัมผัสในการพิมพ์ที่ลื่นไหล เหมาะกับการพิมพ์มากๆ เช่นเดียวกับแทร็กแพด ที่ทำให้ลืมภาพแทร็กแพดช้าๆ ในโน้ตบุ๊ก Windows หลายๆ รุ่นไปได้เลย

ด้านหลังเครื่องก็ยังคงความเรียบง่ายอยู่เช่นเดิม โดยจะมีการสกรีน Microsoft และเครื่องหมายรับรองต่างๆ ประกอบกับช่องระบายอากาศหลังเครื่อง ที่เวลาเปิดหน้าจอขึ้นมาจะเป็นการเปิดช่องระบายอากาศไปในตัว

สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ จะอยู่ทางซ้ายของเครื่อง คือพอร์ต USB 3.0 USB-C และพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. ส่วนทางขวาเป็น Surface Connect ที่เป็นช่องสำหรับเสียบสายชาร์จสำหรับ Surface โดยเฉพาะ ที่ตัวอะเดปเตอร์ยังสามารถเชื่อมต่อสาย USB-A ได้เช่นเดิม

อุปกรณ์เสริมของ Surface Laptop 3 ที่น่าสนใจก็คือ Surface Pen (3,900 บาท) ที่สามาารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบของ Windows 10 ได้อย่างสมบูรณ์ กรณีที่ต้องใช้ปากกาในการวาด หรือคอมเมนต์งานก็จะช่วยให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น

หรือถ้าไม่ได้ใช้ปากกา Surface Arc Mouse (2,600 บาท) หรือเมาส์บลูทูธ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใช้ กรณีที่ต้องการควบคุมเมาส์ใช้งานนานๆ ซึ่งสะดวกกว่าการใช้งานแทร็กแพดควบคุมแน่ๆ และยังมีขนาดเล็กพับให้แบนเพื่อเก็บได้ด้วย

สเปกของ Surface Laptop 3

ในการวางจำหน่าย Surface Laptop 3 ไมโครซอฟท์ ประเทศไทยได้นำเข้ามาทำตลาดด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่นหลัก คือรุ่นจอ 13.5 นิ้ว ที่มากับซีพียู Intel Core i5 RAM 8 GB SSD 128 GB ในราคา 34,990 บาท ตามด้วย รุ่น SSD 256 GB ราคา 44,990 บาท และ รุ่น Core i7 RAM 16 GB SSD 256 GB ที่ราคา 52,990 บาท ส่วนรุ่นจอ 15 นิ้ว จะมากับซีพียู AMD Ryzen 5 RAM 8 GB ราคา 256 GB ในราคา 49,990 บาท

ทั้งนี้ รุ่นที่ได้มาทดสอบเป็นรุ่น Surface Laptop 3 ที่มากับ Intel Core i7-1065G7 ซึ่งมากับการ์ดจอ Intel Iris Plus และมีจุดเด่นที่เหนือกว่ารุ่น 15 นิ้ว AMD คือรองรับ Wi-Fi 6 ที่เป็นมาตรฐาน 802.11ax ใหม่ด้วย ส่วนบลูทูธที่ให้มาก็เป็น 5.0

Sub-Head3

สำหรับการทดสอบใช้งาน Surface Laptop 3 ผ่านโปรแกรมอย่าง PCMark10 และ 3DMark ดูได้จากรูปภาพด้านล่าง

ฟีเจอร์ที่มากับ Surface

ด้วยการที่ Surface Laptop มาในลักษณะของการเป็นโน้ตบุ๊ก พร้อมจอสัมผัส ที่รองรับ Surface Pen ทำให้เมื่อเชื่อมต่อกับปากกา ก็สามารถแปลงตัวเครื่องให้กลายเป็นหน้าจอสำหรับวาดเขียนได้ทันที ในจุดนี้จะเหมาะกับผู้ที่นิยมใช้ปากกาในการคอมเมนต์งาน หรือช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น

แน่นอนว่า ตัว Surface มาพร้อมกับ Windows 10 ลิขสิทธิ์ของทางไมโครซอฟท์อยู่แล้ว ดังนั้นฟีเจอร์การใช้งานต่างๆ ที่มากับ Windows 10 จึงสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องทั้งหมด และรองรับการอัปเดตเวอร์ชันใหม่ๆ ในอนาคตด้วย

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ชอบแล้วได้ใช้งานจริงๆ คือ Mobile Hotspot ที่จากเดิมคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะสามารถรับสัญญาณจาก LAN มาปล่อยเป็น Wi-Fi ให้เครื่องอื่นใช้งานได้ แต่ด้วยความสามารถของ Surface Laptop 3 ที่รองรับ Wi-Fi 6 ทำให้ตัวเครื่องสามารถรับสัญญาณ Wi-Fi มาแล้วปล่อย Wi-Fi ให้อุปกรณ์อื่นใช้งานได้ด้วย

แต่แน่นอนว่าก็มีข้อจำกัด เพราะต้องเลือกว่าจะแชร์ Wi-Fi ผ่านคลื่น 2.4 GHz หรือ 5 GHz ทำให้ ความเร็วที่ได้ก็จะตามสัญญาณที่แชร์ ซึ่งลักษณะในการใช้งานที่แนะนำคือ กรณีที่เดินทางไปพักในโรงแรม หรือทำงานในสถานที่ใด ที่สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้เพียงบัญชีเดียว ก็สามารถใช้ Surface จับสัญญาณแล้วปล่อยให้สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์อื่นใช้เน็ตได้ด้วย

รุ่นไหนที่ควรเลือก

ด้วยการที่กลุ่มเป้าหมายของ Surface นั้นไม่ได้อยู่ในกลุ่มคอนซูเมอร์ทั่วไป แต่เป็นกลุ่มลูกค้าระดับกลางบนที่มีกำลังซื้อ และต้องการเลือกซื้อสินค้าที่ดีที่สุดมาใช้งาน ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของ Surface จึงถือว่าออกมาจับกลุ่มลูกค้าในระดับพรีเมียมเป็นหลัก

เพราะด้วยระดับราคาเริ่มต้นของ Surface Laptop ซึ่งอยู่ที่ 34,990 บาท แต่ได้พื้นที่เก็บข้อมูลแค่ 128 GB ซึ่งไม่เพียงพอกับการใช้งานในระยะยาวแน่ๆ ดังนั้นรุ่นที่ควรเลือกซื้อจึงกลายเป็นรุ่นกลางที่เป็น Core i5 + SSD 256 GB ในราคา 44,990 บาท ที่จะเพียงพอกับการใช้งานทั่วไป

ส่วนถ้าเป็นผู้ใช้ในกลุ่มมืออาชีพ ที่ต้องการหน่วยประมวลผลแรงๆ ซึ่ง Core i5 ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ราคาก็จะพุ่งขึ้นไปเป็น 52,990 บาท สำหรับรุ่น Core i7 + SSD 256 GB จะเห็นได้ว่าราคาอยู่ในระดับบนของโน้ตบุ๊กในตลาดก็ว่าได้

แน่นอนว่าคำถามที่ตามมาคือราคาขนาดนี้หันไปเลือกใช้ MacBook Pro เลยดีกว่ามั้ย ถ้าไม่ได้ติดกับการทำงานบน Windows 10 การเลือกใช้ MacBook ที่มี macOS ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าต้องใช้งาน Windows 10 สุดท้ายก็ต้องจบที่ Surface อยู่ดี

สรุป

Microsoft Surface Laptop 3 จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่องประสิทธิภาพปานกลาง ดีไซน์เรียบหรู ซึ่งด้วยการที่ออกแบบมาได้ดีทำให้กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ด้วยระดับราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสเปกใกล้เคียงกัน ก็อาจจะทำให้ตัดสินใจได้ยากขึ้นเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม Surface Laptop 3 ไม่เหมาะกับการนำไปใช้ทำงานหนักๆ เพราะตัวเครื่องไม่ได้มีกราฟิกการ์ดแยกมาให้ จึงเหมาะกับใช้งานทั่วๆ ไปมากกว่า ไม่ถึงขั้นเป็นเวิร์กสเตชันเคลื่อนที่ ประกอบกับพอร์ตเชื่อมต่อที่ให้มาแค่ USB 3.0 และ USB-C เท่านั้น ถือว่าค่อนข้างจำกัด

Gallery

]]>
Cyber Apps 06/01/20 : Pillow Automatic Sleep Tracker / Box Breathe / Penguin Isle / World of Tanks https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-060120/ Mon, 06 Jan 2020 03:24:08 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31983 Pillow Automatic Sleep Tracker ตัวช่วยให้หลับง่ายและหลับลึกยิ่งขึ้น

แอป Pillow คือจะช่วยให้คุณหลับเต็มตื่นมากยิ่งขึ้น เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่จะตระเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับการนอนที่ดีของคุณ เพราะเคล็ดลับการนอนหลับที่ดีก็คือ การทำให้เป็นกิจวัตร โดย Pillow จะคอยเตือนคุณให้เข้านอนในเวลาที่ตั้งเอาไว้หรือเวลาที่ดีที่สุด

ถ้าวันไหนคุณเกิดนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ทานมื้อดึกมา หรือดื่มกาแฟก่อนนอน ให้จดบันทึกสิ่งเหล่านี้ลงไปในฟังก์ชัน ‘Notes’ ของแอปด้วย เพื่อให้แอปสามารถประเมินและวิเคราะห์เสาะหาสาเหตุที่ทำให้คุณนอนไม่หลับได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ในแอปยังมี ‘Sleep Aid Function’ ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศชวนง่วงด้วยเสียงกล่อมหลากแนวอีกด้วย พอกล่อมให้คุณหลับได้แล้ว Pillow ก็จะหยุดเล่นเสียงเหล่านั้นโดยอัตโนมัติเลย เจ๋งไหมล่ะ? Pillow ยังช่วยเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์คุณภาพการนอนผ่าน Apple Watch ได้ด้วย (แนะนำให้เปิด Theatre Mode นะ) หรือจะใช้ iPhone ก็ได้ โดยนำไปวางที่โต๊ะข้างเตียงนอนของคุณ ต่อให้คุณจะเปิด Airplane Mode เอาไว้ แอปก็ทำงานได้อยู่นะจ๊ะ

พอเช้าวันใหม่ ฟังก์ชัน Smart Wake Up ของ Pillow จะเลือกเวลาที่ดีที่สุดที่จะปลุกคุณ และแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการนอนของคุณเมื่อคืนที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง หลับไปนานแค่ไหน หลับลึกไหม ซึ่งคุณเลือกจะใส่รายละเอียดเพิ่มเติมได้ด้วย เช่น คุณรู้สึกอย่างไรหลังจากตื่นนอน แต่คืนเดียวจะไปพออะไร Pillow จะวิเคราะห์ข้อมูลของคุณไปเรื่อยๆ และแนะนำวิธีที่จะทำให้คุณหลับสบายขึ้น และจะกระตุ้นให้คุณมีลักษณะนิสัยในการนอนที่ดีขึ้นด้วย ผ่านคำแนะนำและคำถามต่างๆ ที่จะกระตุ้นต่อมง่วงของคุณ Pillow อาจจะไม่ได้การันตีว่าคุณจะหลับฝันดี แต่เชื่อได้เลยว่านี่คือบันไดขั้นแรกสู่การนอนหลับสบายอย่างมีประสิทธิภาพ

Pillow สามารถดาวน์โหลด ได้ฟรีทั้งบน iPhone, iPad, Apple Watch

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/pillow-automatic-sleep-tracker/id878691772

Box Breathe ฝึกกำหนดลมหายใจ เพื่อใจที่ว่างและผ่อนคลาย

เริ่มต้นปีมาใครที่รู้สึกว่าชีวิตยังไม่ง่ายอย่างที่คิด เราก็อยากชวนคุณมาก่อความสันติสุขให้เกิดขึ้นภายในตัวคุณด้วยแอปอย่าง Box Breathe 

Box Breathe  คือ แอปที่ให้คุณฝึกฝนการกำหนดลมหายใจแบบเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับและทำให้ระบบประสาทสงบลงเสมือนกับว่าได้ไปนั่งฟังเสียงน้ำตกท่ามกลางหุบเขาเลยล่ะ เพียงแค่คุณหายใจเข้าและกลั้นลมหายใจนั้นไว้เป็นชุดในรูปแบบเดิม วนไปเรื่อยๆ

ยกตัวอย่างเช่น หายใจเข้าสี่ครั้ง กลั้นหายใจสี่ครั้ง หายใจออกสี่ครั้ง และกลั้นหายใจอีกสี่ครั้ง ง่ายๆ เรียบๆ แบบนี้เอง เริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างการหายใจเข้า หายใจออกให้ Box Breathe ค่อยๆ พาคุณไปทีละขั้นตอนด้วยการออกแบบรูปสี่เหลี่ยมและมีเวลานับถอยหลัง โดยที่มันจะค่อยๆ นับครั้งของทุกลมหายใจ

จากนั้นแต่ละด้านของสี่เหลี่ยมก็จะถูกเติมเต็มทำให้คุณรู้ว่ากำลังหายใจอย่างสงบและถูกจังหวะ Box Breathe ปรับแต่งง่ายดายตามใจคุณ แอปสีอะไรที่ถูกใจ ธีมสีอะไรทำให้ใจนิ่งขึ้น กำหนดระยะเวลาของการหายใจในแต่ละครั้ง และจำนวนรอบที่อยากจะฝึกก็ปรับได้ตามใจนึก สะดวกสบายกว่านั้นถ้าคุณมี Apple Watch ข้อมูลการฝึกการหายใจทั้งหมดจะถูกซิงค์เข้ากันกับแอป Health เพื่อดูจำนวนนาทีที่ฝึกไปในแต่ละวัน ค้นพบความสงบสุข รักษาสมดุล เพิ่มความคิดที่สวยงามให้กับชีวิตอย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้วคุณกันตั้งแต่วันนี้เลย

Box Breathe สามารถดาวน์โหลด ได้ทั้งบน iPhone, iPad, Apple Watch ในราคา 69 บาท

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/box-breathe/id1347597121

Penguin Isle ดินแดนนี้ต้องการผู้อยู่อาศัยหน้าใหม่ ถ้าสนใจก็เชิญเลย

รับสมัครด่วนเพนกวินขาลุยเพื่อมาเริ่มชีวิตใหม่บนเกาะน้ำแข็งสุดชิลล์ที่เรียกว่า Penguin Isle เรื่องอาหารไม่ต้องพูดถึง เพราะที่นี่มีปลาเพียบ ก็มันเป็นใจกลางขั้วโลกใต้นี่ ซึ่งคุณก็จับปลาได้ง่ายๆ ด้วยการตกปลานี่แหละ การตกปลายังช่วยเพิ่มเงินให้กับเกาะแห่งนี้ด้วย

เพราะเงินนี่แหละคือสิ่งสำคัญที่จะเอามาพัฒนาเกาะน้ำแข็งแห่งนี้ด้วยการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เช่น ฟาร์มดอกทานตะวัน รังของนกทะเล และแคมป์อิกลู Penguin Isle จะมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริงก็ตอนที่มีฝูงเพนกวินเพิ่มขึ้นนี่แหละ คุณสามารถสร้างสวนสนุกไว้บนเกาะได้ด้วยนะ อะไรมันจะน่าสนุกขนาดนี้!

ที่อยู่อาศัยใหม่ๆ จะเป็นสถานที่สุดเพอร์เฟกต์สำหรับเพนกวินหลากสายพันธุ์ ที่นี่ต้อนรับหมดตั้งแต่เพนกวินจักรพรรดิไปจนถึงอาเดลีเพนกวิน เพราะเรามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการฟักไข่และให้ลูกเพนกวินได้เติบโต ทั้งยังมีที่ให้เดินเล่น ทำความสะอาดขน และปั้นสโนว์บอลได้ตามสบายเลย บนเกาะ Penguin Isle เราให้ความสำคัญกับวันที่แสนผ่อนคลายและเป็นสถานที่ที่เงียบสงบสำหรับเพนกวินทุกตัว มีกิจกรรมสนุกๆ มากมายที่รอคุณอยู่ด้วย เช่น การถ่ายรูปด้วยกล้องใต้น้ำ กระโดดลงน้ำเย็นเจี๊ยบเพิ่มความสดชื่น แล้วดูว่ามีอะไรอยู่ใต้เกาะน้ำแข็งแห่งนี้บ้าง

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราใน Penguin Isle สุดยอดที่อยู่อาศัยชั้นหนึ่งของขั้วโลกใต้สิดาวน์โหลดได้ฟรี เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/penguin-isle/id1474314811

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.fantome.penguinisle&hl=th

World of Tanks ศึกรถถังสุดแกร่งพร้อมประจัญบานแล้ว

สงครามเป็นเหมือนนรกก็จริง แต่สำหรับศึกรถถังออนไลน์แห่งนี้ มันจะเต็มไปด้วยการแข่งขันที่สุดแสนตื่นเต้นและสนุกจนหยุดไม่อยู่เลยทีเดียว ใน World of Tanks Blitz ผู้เล่นจะถูกส่งไปอยู่ในรถถัง และต่อสู้กันในแมตช์ออนไลน์แบบ 7 ต่อ 7 มีรถถังจากหลากหลายประเทศด้วยกัน ถึงแม้ว่าตอนแรกๆ รถถังของคุณจะค่อนข้างอ่อนแอ แต่คุณสามารถใช้เงินและค่าประสบการณ์ที่ได้จากการต่อสู้มาอัปเกรดให้มันแข็งแกร่งขึ้นได้

การควบคุมนั้นเข้าใจง่ายมากๆ ใช้จอยด้านหนึ่งของจอเพื่อเคลื่อนที่ และอีกด้านหนึ่งเพื่อเล็ง ยังมีปุ่มเพื่อเล็งแบบซูมและยิงด้วย ในการคว้าชัยชนะในสงคราม คุณต้องจัดการรถถังฝ่ายศัตรูให้หมด หรือยึดฐานทัพตรงกลางแผนที่ให้ได้ ศึกนี้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และความคล่องตัว รถถังแต่ละคันจะมีการใช้งานและจุดด้อยที่แตกต่างกันออกไป ผู้เล่นที่มีประสบการณ์จะเรียนรู้การหลบและออกจากที่กำบัง รวมถึงการเคลื่อนที่รอบๆ ศัตรูโดยใช้ความสามารถของรถถังตัวเองให้เป็นประโยชน์ที่สุด

มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ World of Tanks  ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ซึ่งเมื่อคุณได้เข้าสู่สนามรบด้วยตัวเอง คุณจะรู้เลยว่าเหตุผลเหล่านั้นคืออะไร ลองขึ้นควบรถถังสักคัน ฟรี บน iPhone และ iPad 

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/world-of-tanks-blitz-mmo/id859204347

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=net.wargaming.wot.blitz&hl=en_US

]]>
Review : Huawei Watch GT 2 เด่นเรื่องเก็บข้อมูลสุขภาพ และแบตอึด https://cyberbiz.mgronline.com/review-huawei-watch-gt-2/ Fri, 03 Jan 2020 08:48:41 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31946

ตลาดนาฬิกาสมาร์ทวอทช์สำหรับผู้ใช้งานแอนดรอยด์โฟน ยังถือว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง จากทั้งแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเอง และแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์ตรวจจับการออกกำลังกายต่างๆ แตกต่างจากทางฝั่งของผู้ใช้งานไอโฟนที่ถูกยึดด้วย Apple Watch ไปเรียบร้อยแล้ว

Huawei เป็นอีกแบรนด์ที่มุ่งทำตลาดสมาร์ทวอทช์ และอุปกรณ์ฟิตเนสแทร็กเกอร์ ออกสู่ตลาด เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานสมาร์ทโฟนของ Huawei เอง และยังเปิดกว้างให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์อื่น หรือระบบปฏิบัติการอื่นสามารถใช้งานได้ด้วย

Huawei Watch GT 2 ที่เปิดราคาออกมา 6,490 บาท จึงกลายเป็นสมาร์ทวอทช์รุ่นที่น่าสนใจรุ่นหนึ่งในตลาด เพราะนอกจากจะมีความสามารถในการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนแล้ว ยังสามารถใช้ตรวจจับการออกกำลังกาย วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และบันทึกข้อมูลสุขภาพต่างๆ ได้ด้วย

ข้อดี

  • สมาร์ทวอทช์ราคาไม่ถึง 8,000 บาท
  • มี 3 รุ่นให้เลือก ตั้งแต่เริ่มต้นสายสแตนเลส
  • แบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่อง 2 สัปดาห์

ข้อสังเกต

  • ไม่สามารถติดตั้งแอปจากนักพัฒนาภายนอกได้
  • การปรับแต่งหน้าปัดต่างๆ ยังมีข้อจำกัดอยู่
  • ต้องเชื่อมต่อกับ Huawei Health เท่านั้น

ดีไซน์หรู เน้นใช้งานง่าย

Huawei Watch GT 2 ออกมาด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่นหลักด้วยกันคือรุ่นตัวเรือน 42 มม. แบ่งให้เลือกเป็น 3 เวอร์ชันคือ Sport Classic และ Elegant ส่วนรุ่นตัวเรือน 46 มม. จะมีให้เลือกเป็น Sport Classic และ Elite โดยระดับราคาจะอยู่ที่ 6,490 – 7,990 บาท

ตัวเรือนที่ได้มารีวิวคือรุ่น 46 มม. Elite Edition ที่ภายในนอกจากจะมีสายยางสำหรับใช้ใส่ออกกำลังกายมาให้แล้ว จะมีสายที่เป็นสแตนเลสแถมมาให้ พร้อมกับไขดวงเพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับขนาดสายได้ด้วยตัวเอง ถือว่าหัวเว่ย คิดมาได้ละเอียดมากๆ ในจุดนี้

กลับมาที่ตัวเรือนขนาด 46 มม. วัสดุหลักที่ใช้จะเป็นโลหะ ผสมกับกระจกหน้าจอแบบ 3 มิติ โดยขนาดตัวเรือนจะอยู่ที่ 45.9 x 45.9 x 10.7 มิลลิเมตร น้ำหนักเฉพาะตัวเรือนประมาณ 41 กรัม

หน้าจอที่ใช้จะเป็น AMOLED ขนาด 1.39 นิ้ว ความละเอียด 454 x 454 พิกเซล ซึ่งรองรับการสัมผัสสั่งงาน หรือจะใช้งานผ่านปุ่มควบคุมที่เป็นเม็ดมะยมทางด้านขวาทั้ง 2 ปุ่มก็ได้เช่นเดียวกัน

ภายในตัวเครื่องของ Watch GT 2 นอกจากชิป Kirin A1 ที่ออกแบบมาสำหรับสมาร์ทวอทช์โดยเฉพาะ ก็จะมีทั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ตรวจจับแสง แรงกดอากาศต่างๆ โดยรองรับการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ 5.1 และมี GPS ภายในตัว

Huawei ระบุว่า Watch GT 2 รุ่น 46 มม. สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และใช้ในการวัดออกกำลังได้ต่อเนื่อง 30 ชั่วโมง ซึ่งเท่าที่ทดสอบใช้งาน ถ้าใช้งานทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับที่หัวเว่ยเคลมไว้ แต่ถ้าออกกำลังหนักๆ ต่อเนื่องระยะเวลาใช้งานก็จะลดน้อยลง

ในส่วนของการชาร์จจะมีแท่นชาร์จแม่เหล็กติดมาให้ด้วย ผู้ใช้สามารถนำแท่นชาร์จต่อเข้ากับสายชาร์จ USB-C และวาง Watch GT 2 ลงไปชาร์จไฟได้ทันที นอกจากนี้ ตัวเรือนยังสามารรถกันน้ำได้ระดับ 5 ATM ทำให้สามารถใส่ว่ายน้ำได้ด้วย

เริ่มต้นใช้งานกับ Huawei Health

ในการใช้งาน Watch GT 2 สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Huawei Health ที่สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งบน Play Store ของแอนดรอดย์ และ App Store ของไอโฟน

เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อย ก็จะขึ้นแสดงผลสถานะการเชื่อมต่อ ปริมาณแบตเตอรี พร้อมกับรายละเอียดจำนวนก้าว ปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาน ระยะทางที่เดินเป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีโหมดให้เลือกเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาเพิ่มเติมจากในแอปด้วย

นอกจากนี้ ก็สามารถตั้งค่าเพิ่มเติมอย่าง การเปิดวัดการนอน (TruSleep) แจ้งเตือนให้เคลื่อนไหว จับอัตราการเต้นของหัวใจอัตโนมัติ เปิดระบบวัดความเคลียดของผู้สวมใส่ จนถึงการตั้งค่าทั่วๆ ไปอย่างนาฬิกาปลุก เครื่องเล่นเพลง การแจ้งเตือน รายชื่อผู้ติดต่อ รายงานสภาพอากาศ เตือนเมื่อการเชื่อมต่อบลูทูธหลุด ปรับให้หน้าจอสว่างขึ้นเมื่อยกแขนเป็นต้น

ภายในแอป ยังจะแสดงรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้ใช้ทำเพิ่มเติม อย่างการออกกำลังกาย ก็สามารถย้อนดูเส้นทาง อัตราการเต้นของหัวใจได้ เช่นเดียวกับการนอน และการควบคุมน้ำหนัก กรณีที่ป้อนข้อมูลไว้

สิ่งที่น่าสนใจคือแอปจะมีการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย จนถึงคำนวนระยะเวลาให้ร่างกายพักฟื้นอย่างเต็มที่ก่อนออกกำลังกายครั้งถัดไป

ในส่วนของการวัดนอนก็เช่นกัน เมื่อใส่นอนก็จะมีการวัดช่วงเวลาหลับตื้น หลับลึก เพื่อนำมาคำนวนเป็นคะแนน พร้อมคำแนะนำให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเหมาะกับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษ

ใช้งานทั่วไป Watch GT 2 เอาอยู่

ด้วยการที่เป็นสมาร์ทวอทช์ ดังนั้นเวลาสั่งงานต่างๆ จึงไม่ได้จำเป็นต้องเข้าไปสั่งผ่านแอปบนสมาร์ทโฟนอย่างเดียว แต่ผู้ใช้สามารถเลือกปรับตั้งค่าต่างๆ ที่ตัวนาฬิกาได้ อย่างการเปลี่ยนรูปหน้าปัดนาฬิกา ตั้งหน้าจอแสดงผลจำนวนก้าว แสดงช่วงเวลาที่เคลื่อนไหว

Watch GT 2 ยังใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมการเล่นเพลงได้ อย่างกรณีที่เปิดเพลงฟังอยู่ สามารถสั่งเล่น หยุด เปลี่ยนเพลง ปรับเสียง ได้ผ่านนาฬิกาทันที ทำให้ในกรณีที่ใส่หูฟัง ฟังเพลงอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเลือกเปลี่ยนเพลงอีกต่อไป

แอปพลิเคชันส่วนใหญ่ที่ติดตั้งมาให้บน Watch GT 2 จะเป็นแอปเกี่ยวกับการใช้งานทั่วไป และสุขภาพเป็นหลัก อย่างการออกกำลังกาย ดูอัตราการเต้นของหัวใจ ดูการนอน วัดความเคลียด แอปที่ช่วยควบคุมการหายใจเเพื่อให้ผ่อนคลาย เพลง รายชื่อผู้ติดต่อ ประวัติการโทร

แสดงความกดอากาศ เข็มทิศ พยากรณ์อากาศ การแจ้งเตือน นาฬิกาจับเวลา นาฬิกาปลุก ไฟฉาย และสั่งให้ค้นหาสมาร์ทโฟน ด้วยการสั่งให้เสียงดังขึ้นมาเพื่อให้ทราบว่าสมาร์ทโฟนอยู่ตรงไหน

ส่วนของการตั้งค่าเพิ่มเติมก็คือ สามารถเลือกจับคู่ Watch GT 2 กับหูฟังบลูทูธ ตั้งค่าหน้าจอแสดงผล เปิดโหมดห้ามรบกวน ตั้งค่าปุ่มควบคุม และตั้งค่าระบบของตัวเครื่องต่างๆ

โดยในโหมดของการออกกำลังกาย ผู้ใช้สามารถกดเข้าไปแล้วเลือกประเภทกีฬาที่ออกกำลังกายได้ ทั้งการเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน และกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งในการออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องพกสมาร์ทโฟนติดตัวไปด้วย เพราะตัว Watch GT 2 มี GPS ภายในตัวอยู่แล้ว สามารถบันทึกข้อมูลการออกกำลังกายได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ Watch GT 2 ไม่ได้ใช้ระบบปฏิบัติการที่เปิดกว้างอย่าง Wear OS แต่เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Huawei Lite แทน ทำให้ในการใช้งานมีข้อจำกัดอยู่ค่อนข้างเยอะ ยังไม่ได้เหมือนกับสมาร์ทวอทช์ที่ใช้ Wear OS ที่มีความหลากหลายกว่า

ดังนั้น Watch GT 2 จึงไม่สามารถติดตั้งแอปพลิเคชันอื่นๆ เพิ่มเติมได้ นอกจากที่รองรับใน Huawei Health ซึ่งถ้านำไปใช้งานทั่วๆไป เป็นนาฬิกาที่ใส่เพื่อรับการแจ้งเตือน และวัดสุขภาพไปในตัว Watch GT 2 ก็ถือว่าตอบโจทย์ แต่ถ้าต้องการความอัจฉริยะของนาฬิกามากกว่านั้นอาจจะต้องมองข้ามไป

สรุป

Huawei Watch GT 2 เหมาะกับผู้ใช้งานทั่วๆไป ที่ต้องการนาฬิกามาใช้เพื่อรับการแจ้งเตือน และวัดการออกกำลังกายไปในตัว โดยเฉพาะผู้ใช้ Android ทื่ต้องการหาสมาร์ทวอทช์มาใช้งานคู่กันไปด้วย

เพราะความสามารถของฮาร์ดแวร์ถือว่าทำได้ดี ติดก็ตรงซอฟต์แวร์อย่าง Huawei Health ทื่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาทำให้ขาดความสามารถหลายๆ อย่างไป ซึ่งถ้ามองแนวโน้มในการพัฒนาจากรุ่นก่อน ก็ถือว่าหัวเว่ยทำได้ค่อนข้างดี ประกอบกับราคานาฬิกาที่ไม่ได้สูงจนเกินไป ทำให้ผู้ใช้ที่กำลังหานาฬิกามาคู่มือตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วย

Gallery

]]>
Review : Samsung Blue Sky AX5500 เครื่องฟอกอากาศควบคุมได้ผ่านมือถือ https://cyberbiz.mgronline.com/review-samsung-blue-sky-ax5500/ Mon, 30 Dec 2019 03:53:22 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31924

สภาพอากาศภายในเมือง และบริเวณภาคเหนือที่ปกคลุมด้วยฝุ่น PM2.5 ทำให้ผู้บริโภคชาวไทย เริ่มให้ความสนใจกับการจัดการปัญหาเรื่องฝุ่นมากขึ้น ทั้งมีความรู้ในการป้องกัน จนถึงการหาอุปกรณ์มาช่วยป้องกันฝุ่น และมลพิษภายในบ้าน

ด้วยเหตุนี้จึงได้เห็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศหลายแบรนด์ ต่างเริ่มทยอยนำผลิตภัณฑ์เครื่องฟอกอากาศเข้ามาทำตลาดในไทย Samsung เป็น 1 ในแบรนด์ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำตลาดเครื่องฟอกอากาศมาก่อน แต่เป็นผู้นำในกลุ่มแอร์ภายในบ้าน จึงตัดสินใจเพิ่มไลน์สินค้านี้เข้ามาทำตลาด

ประเดิมด้วยไลน์อัปของ Blue Sky ที่มีให้เลือกใช้งานตามขนาดของพื้นที่ ไล่ตั้งแต่พื้นที่ 40 ตารางเมตร จนถึง 90 ตารางเมตร ในรุ่น AX3300 AX5500 และ AX7500 โดยรุ่นที่ได้รับมาทดสอบคือรุ่น AX5500 ที่สามารถใช้ฟอกอากาศได้ครอบคลุมพื้นที่ 60 ตารางเมตร

ข้อดี

  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียง
  • ควบคุมได้ผ่านสมาร์ทโฟน
  • มีโหมดเงียบฟอกอากาศเวลานอน

ข้อสังเกต

  • ราคาแผ่นกรองอากาศ ยังค่อนข้างสูง (2,290 บาท)
  • เซ็นเซอร์ตรวจจับฝุ่นอยู่ทางฝั่งขวา ทำให้ไม่สามารถวางชิดผนังได้

ตัวเครื่อง Samsung AX5500

เครื่องฟอกอากาศ Samsung AX5500 มีขนาดอยู่ที่ 36 x 78.3 x 29.3 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 11.2 กิโลกรัม โดยตัวเครื่องมีให้เลือกเฉพาะสีขาวเท่านั้น วัสดุหลักที่ใช้งานเป็นพลาสติก ที่รองรับการยืดหยุ่นได้ดี

สำหรับทิศทางที่ฟอกอากาศออกมา จะเป็น 3 ทิศทางคือด้านบน ด้านซ้าย และด้านขวา ซึ่งทั้งทางซ้าย และขวา จะพัดลมในทิศที่เยื้องมาข้างหน้า เพื่อให้สามารถวางเครื่องฟอกอากาศด้านหลังชิดกับผนังได้ ไม่ต้องกังวลว่าจะฟอกอากาศไม่ครอบคลุมทั่วห้อง

บริเวณแฝงด้านหน้าจะใช้เป็นส่วนในการดูดอากาศเข้าไป โดยสามารถอดฝาส่วนนี้ออกได้ แล้วภายในจะเป็นฟิลเตอร์กรองอากาศอยู่ภายใน ซึ่งถ้าใช้งานจนสกปรกสามารถซื้อมาเปลี่ยนใหม่ได้เอง

การควบคุม

การควบคุมใช้งานเครื่องฟอกอากาศ สามารถทำได้ผ่านแผงควบคุมระบบสัมผัสที่อยู่ส่วนบนของตัวเครื่อง ใกล้ๆ กับบริเวณที่ฟอกอากาศออกมา โดยจะใช้การแสดงผลแบบดิจิทัลทั้งหมด และมีไฟบอกคุณภาพอากาศให้เห็นในระยะไกลด้วย

แถบไฟแสดงสถานะ Air Quality Indicator จะมีการปรับเปลี่ยนตามฝุ่นที่ตรวจพบภายในห้อง โดยการนำสีมาใช้เป็นตัวบอกคุณภาพอากาศ ไล่จากสีแดง สีเหลือง สีเขียว และสีฟ้า ซึ่งถ้าเป็นสีฟ้าแปลว่าอากาศบริสุทธิ์มากที่สุด

ส่วนปุ่มควบคุม จะมีตั้งแต่เปิดปิดเครื่อง ปรับความเร็วลม เข้าโหมดเงียบ (Sleep Mode) ตั้งเวลา เปิดปิดไฟแสดงข้อมูล และเลือกดูหน่วยของ PM ที่มีตั้งแต่ PM10 PM2.5 และ PM1.0

ส่วนของจอแสดงผลก็จะมีแสดงคุณภาพอากาศ พร้อมใข้ต้นไม้มาคอยบอกคุณภาพ ตามด้วยตัวเลขบอกคุณภาพของอากาศ ที่ดูได้ตั้งแต่ PM10 PM2.5 และ PM 1.0 ในระดับ ug/m3 ตามด้วยแก๊ส ความแรงลม และสัญลักษณ์การเชื่อมต่อไวไฟ

ในการเชื่อมต่อไวไฟ จะต้องกดเปิดใช้งานก่อน โดยสามารถกดปุ่ม Sleep Mode ค้างไว้ 3 วินาที เพื่อเปิดการเชื่อมต่อไวไฟ เพื่อให้สมาร์ทโฟนสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องฟอกอากาศนี้ได้

ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน

จุดเด่นที่ Samsung ชูขึ้นมาสำหรับเครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้ คือรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อควบคุมใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา โดยผู้ใช้ต้องควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน SmartThing ด้วยการเพิ่มเครื่องฟอกอากาศเข้าไปก่อน

หลังจากนั้น ผู้ใช้สามารถเข้าไปดูสถานะการทำงานของเครื่อง สั่เปิดปิดเครื่องได้ผ่านแอปทันที (ในกรณีที่เสียบปลั้ก และเชื่อมต่อไวไฟอยู่) ทำให้กรณีที่กำลังกลับเข้าบ้าน หรือห้องคอนโด สามารถสั่งเปิดเครื่องล่วงหน้า ให้ฟอกอากาศก่อนถึงห้องได้ด้วย

นอกจากนี้ ก็สามารถกดเพื่อปรับความแรง เปลี่ยนโหมดใช้งาน หรือดูคุณภาพอากาศได้ด้วย รวมถึงการแจ้งเตือนเพื่อบำรุงรักษา ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนฟิลเตอร์ ก็จะมีการแจ้งเตือนขึ้นมาให้สั่งฟิลเตอร์มาเปลี่ยน

เมื่อเชื่อมต่อกับ SmartThings แล้ว ก็จะช่วยให้สามารถเชื่อมต่อเครื่องฟอกอากาศเข้ากับผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง Bixby ได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถสั่งเปิด ปิด เครื่องด้วยคำสั่งเสียงเพิ่มเติมขึ้นมาด้วย

ประสิทธิภาพในการฟอกอากาศ

ด้วยการที่มีตัวเลข และไฟแสดงคุณภาพอากาศชัดเจน ทำให้ผู้ใช้เห็นได้เลยว่าตัวเครื่องฟอกอากาศได้เร็วแค่ไหน ซึ่งถ้าซื้อเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะกับขนาดของห้องที่นำมาใช้งาน ก็จะช่วยลดระยะเวลาในการฟอกอากาศได้เร็วขึ้นด้วย

อย่างที่ทดสอบเครื่อง AX5500 ในห้องขนาดประมาณ 50 ตารางเมตร หลังจากเปิดใช้งานที่ขึ้นไฟสถานะสีส้มๆ (ใช้ในห้องปิด ไม่ได้เปิดรับฝุ่น) ไม่กี่นาทีต่อมาไฟสถานะก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว และฟ้าตามลำดับ

อีกจุดที่ทำได้ดีคือโหมดเงียบ ที่ช่วยให้ฟอกอากาศในเวลานอน โดยไม่มีเสียงรบกวน ซึ่งทำได้เงียบสนิทดี จนบางทีลืมไปว่าเปิดเครื่องฟอกอากาศทิ้งไว้ ประกอบกับสามารถกดปิดไฟหน้าจอได้ด้วย ทำให้ไม่มีแสงรบกวนออกมา

สรุป

Samsung AX5500 น่าจะกลายเป็นอีกตัวเลือกของเครื่องฟอกอากาศในเวลานี้ เพียงแต่ด้วยระดับราคาที่ค่อนข้างสูง อาจทำให้ตัดสินใจยากหน่อย (20,900 บาท) แต่ก็แลกมากับความสะดวกที่สามารถสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ถ้าใช้งานในห้องขนาดเล็ก Samsung มีตัวเลือกอย่าง AX3300 ที่ครอบคลุมพื้นที่ 40 ตารางเมตร ในราคา 11,900 บาท และ AX75000 สำหรับพื้นที่ห้องขนาดใหญ่ 90 ตารางเมตร จำหน่ายในราคา 29,900 บาท

Gallery

]]>
Review : Apple AirPods Pro หูฟังไร้สายที่โปรขึ้น ตัดเสียงรบกวนได้เด็ด https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-airpods-pro/ Mon, 23 Dec 2019 06:22:53 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31887

ตอนนี้ AirPods กลายเป็นหูฟังไร้สายแบบ True Wireless ที่ขายดีที่สุดในโลกไปแล้ว และยังต่อเนื่องถึงการเป็นของขวัญที่ได้รับความนิยมในเทศกาลของขวัญช่วงปลายปี ยิ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จในการทำตลาด AirPods ของแอปเปิล (Apple) ได้เป็นอย่างดี

พอแอปเปิล ออก AirPods Pro มา เชื่อว่าผู้ที่เคยใช้งาน AirPods มาและมีประสบการณ์ใช้งานที่ดี ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนมาใช้งานในรุ่นที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้ที่เคยมีปัญหาไม่สามารถใช้งาน AirPods ได้เพราะใส่แล้วหลุด พอออกมาเป็น AirPods Pro ก็จะใช้งานได้แล้ว

จุดเด่นของ AirPods Pro จะอยู่ที่การออกแบบหูฟัง In-Ears ให้ใส่ได้สบายหู พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation รุ่นแรกของแอปเปิล และยังมีโหมดรับเสียงจากรอบข้าง เพื่อให้ใส่ใช้งานได้ในทุกๆ เวลา

ข้อดี

  • หูฟังไร้สาย พร้อมระบบตัดเสียงรบกวน
  • มีโหมด Transparency รับเสียงจากรอบข้าง
  • ระบบปรับแรงดันในหู ช่วยให้ใส่ In-Ears ได้สบายขึ้น
  • เชื่อมต่อกับ iPhone และ Apple Device ได้ง่าย แบบไร้รอยต่อ

ข้อสังเกต

  • เวลาใช้งานต่อเนื่องอยู่ที่ 4.5 – 5 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ถ้านับรวมแบตฯ เคสได้เกิน 24 ชั่วโมง)
  • คุณภาพเสียง ยังสู้กับแบรนด์อื่นในระดับราคาใกล้เคียงกันไม่ได้

 

ทำความรู้จักเทคโนโลยีตัดเสียง

เทคโนโลยีที่ทำให้ AirPods Pro มีความแตกต่างจากหูฟังตัดเสียงรบกวน (Noise Cancelling) รุ่นอื่นๆ ในท้องตลาดคือเรื่องของการนำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation มาใช้งาน ด้วยการติดตั้งไมโครโฟนเพิ่มมาช่วยตรวจจับเสียงภายนอก

โดยไมโครโฟนที่จับเสียงภายนอกนี้จะทำให้หูฟังรับรู้ว่าเวลาที่ใช้งานอยู่สภาพเสียงรบกวนภายนอกเป็นอย่างไร หลังจากนั้น AirPods Pro จะส่งคลื่นเสียงด้านตรงข้ามที่เท่ากัน เพื่อตัดเสียงภายนอกออก

แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะ AirPods Pro มีไมโครโฟนที่หันเข้ามาอยู่ภายในหูของผู้ใช้ ที่จะคอยฟังเสียงภายในหูด้วย เพื่อคำนวนและตัดเสียงรบกวนที่ไม่อยากได้ยินออกเช่นกัน โดยระบบการทำงานจะมีการตัดเสียงรบกวนต่อเนื่องที่ 200 ครั้งต่อวินาที

In-Ears ที่ใส่สบาย

อีกจุดที่แอปเปิลนำมาใช้เป็นจุดขายสำคัญของ Air Pods Pro คือเรื่องของการใส่ได้สบายหู โดยเริ่มจากภายในกล่องจะมีจุกซิลิโคน (Ear Tip) ให้เลือก 3 ขนาด เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนที่มีขนาดรูหูไม่เท่ากัน

โดยสิ่งที่แอปเปิล พัฒนาเพิ่มมาคือ ฟีเจอร์ที่จะตรวจสอบว่า จุกซิลิโคนที่ใส่อยู่พอดีหูหรือไม่ โดยหลังจากที่ทำการเชื่อมต่อ AirPods Pro เข้ากับอุปกรณ์ที่ใช้งาน iOS 13.2 ขึ้นไป แล้วผู้ใช้สามารถกดเข้าไปทดสอบกันได้

แน่นอนว่าวิธีการเชื่อมต่อ AirPods Pro ยังง่ายเหมือน AirPods ที่เพียงเปิดฝาขึ้นมา ตัว iOS ก็จะทำการแจ้งเตือนให้กดเชื่อมต่อได้ทันที หลังจากนั้นสามารถเข้าไปตั้งค่าเพิ่มเติมได้ใน Setting > Bluetooth > กดสัญลักษณ์ i ด้านหลัง AirPods Pro เพื่อเข้าสู่การตั้งค่า

สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือการกด Ear Tip Fit Test เพื่อตรวจสอบว่า จุกซิลิโคนที่ใส่ใช้งานอยู่พอดีหรือไม่ ซึ่งจะช่วยทั้งในเรื่องของคุณภาพเสียง และการตัดเสียงรบกวนด้วย

ถ้าใส่พอดีจะมีการขึ้นบอกว่า Good Seal ถ้าไม่พอดีจะขึ้นแจ้งว่าให้ลองขยับ หรือเปลี่ยนจุกซิลิโคนดู ซึ่งจุกมาตรฐานที่ติดมากับ AirPods Pro คือขนาดกลาง ถ้ารู้สึกว่าหลวมไปให้เปลี่ยนเป็นขนาดใหญ่ขึ้น และถ้ารู้สึกว่าแน่นไปให้ลองปรับให้เล็กลงดู

ในการใส่ใช้งาน เท่าที่ทดสอบใช้งานจนแบตเตอรี AirPods Pro หมด ประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง พบว่า AirPods Pro ออกแบบจุกมาได้ดีมากๆ เพราะไม่รู้สึกล้าหู เหมือนเวลาใส่หูฟัง In Ears ของแบรนด์อื่นๆ อาจจะเพราะ AirPods Pro มีระบบช่วยปรับแรงดันภายในหูด้วยในตัว

ตัดเสียงรบกวนที่เลือกปรับได้เอง

แน่นอนว่าฟีเจอร์หลักของ AirPods Pro คือระบบการตัดเสียงรบกวน แต่ในการใช้งานในชีวิตประจำวัน การใส่หูฟังแบบตัดเสียงรบกวนตลอดเวลา กลายเป็นเรื่องอันตราย เพราะจะไม่ทำให้ได้ยินเสียงแวดล้อมรอบตัว

ในจุดนี้แอปเปิล จึงได้เพิ่มฟีเจอร์ในการสั่งงาน AirPods Pro เข้ามาให้ผู้ใช้เลือกปรับได้ว่า จะเปิดใช้งานระบบตัดเสียงรบกวน (Noise Cancellation) ปิด หรือเปิดโหมดรับเสียงจากภายนอก (Transparency) ที่เลือกปรับได้ 3 วิธี

วิธีแรกคือ กดบีบก้านหูฟัง เพื่อสลับระหว่างตัดเสียง และรับเสียงจากภายนอก วิธีที่สองคือเข้าไปปรับในการตั้งค่าบลูทูธ เหมือนตอนทดสอบจุกซิลิโคน และวิธีที่สาม เข้าจากแถบตั้งค่าด่วน กดค้างที่แถบปรับระดับเสียง จะมีตัวเลือกขึ้นมาให้ปรับ

การออกแบบ AirPods Pro

รูปลักษณ์ของ AirPods Pro เมื่อเทียบกับ AirPods บริเวณก้านหูฟังจะสั้นลงเล็กน้อย ส่วนตัวหูฟังจะมีส่วนของจุกซิลิโคนที่ยื่นขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ทำให้ โดยขนาดจะอยู่ที่ 30.9 x 21.8 x 24 มม. น้ำหนักข้างละ 5.4 กรัม

โดยทั้งภายในและภายนอกของ AirPods Pro จะมีไมโครโฟนอยู่ด้วยเพื่อใช้คู่กับระบบตัดเสียงรบกวนดังที่กล่าวไปข้างต้น นอกจากนี้ก็จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับเวลาใส่ และถอดออกจากหู

ส่วนตรงก้านได้ออกแบบใหม่ให้มีส่วนที่เว้าลงไปเล็กน้อย เพื่อรับนำ้หนักในการบีบสั่งงาน ด้วยการใส่เซ็นเซอร์แรงกดที่ไว้ใช้ทั้งการควบคุมเพลง บีบเพื่อรับโทรศัพท์ และเปลี่ยนโหมดใช้งาน

ภายในของ AirPods Pro จะมีชิปเซ็น Apple H1 ที่คอยประมวลผลเรื่องของเสียง ซึ่งทำงานร่วมกับไดรเวอร์ของลำโพง ในการตัดเสียงรบกวน จนถึงการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Siri ด้วย

ส่วนของเคส AirPods Pro เมื่อเทียบกับ AirPods ปกติ จะมีลักษณะกว้างขึ้น แต่สั้นลง ขนาดเคสจะอยู่ที่ 45.2 x 60.6 x 21.7 มิลลิเมตร นำ้หนัก 45.6 กรัม ส่วนขนาดเคสของ AirPods จะอยู่ที่ 53.5 x 44.3 x 21.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 40 กรัม

โดยตัวเคสจะมากับระบบชาร์จไร้สายอยู่แล้ว สามารถนำไปวางบนแท่นชาร์จมาตรฐาน Qi เพื่อชาร์จได้เลย หรือจะเลือกชาร์จผ่านพอร์ต Lightning ก็ได้เช่นกัน

สรุป

AirPods Pro น่าจะเป็นหูฟังไร้สายที่ผู้ใช้งาน iPhone ส่วนใหญ่ต้องหารซื้อหามาใช้งาน ทั้งผู้ที่มี AirPods เดิมอยู่แล้ว และยังไม่มี เพราะถือว่ามาช่วยในเรื่องของการตัดเสียงรบกวนจากภายนอกเวลาใช้งานได้

แม้ว่าระดับราคาของ AirPods Pro จะค่อยข้างสูง (9,490 บาท) แต่เมื่อเทียบกับหูฟังไร้สายแบบตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูงในท้องตลาดแล้ว ถือว่าใกล้เคียงกัน ถ้าใครที่อยากซื้อแล้วจบก็แนะนำ

แต่ถ้ามองว่าระดับราคานี้ค่อนข้างสูงเกิดไป ก็อาจจะมองตัวเลือกอย่าง AirPods ที่ปรับลดราคาลงมา แต่ก็แลกกับไม่มีระบบตัดเสียงรบกวน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละรายด้วย เพราะหูฟังแบบ In Ears อาจจะชอบไม่เหมือนกัน

Gallery

]]>
Cyber Apps 23/12/19 : Tayasui Calligraphy / Dr. Panda AR / Just Dance Now / Minecraft Earth  https://cyberbiz.mgronline.com/cyber-apps-231219/ Mon, 23 Dec 2019 06:16:32 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31914 Tayasui Calligraphy ใช้ช่วงเวลาชิลๆ เพื่อคัดลายมือ พร้อมส่งเป็นการ์ดแทนใจรับปีใหม่

ท่ามกลางชีวิตในเมืองที่แสนวุ่นวาย การหลบหามุมเงียบๆ เพื่อพักสมองและจิตใจด้วยการ “คัดลายมือ (Calligraphy)” ถือเป็นไอเดียใหม่ที่ใครๆ ที่ได้ลองก็ต้องติดใจกันทั้งนั้น แต่ที่ผ่านมาการหาอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นปากกาหัวตัด หมึก และกระดาษหนาๆ ก็กลายเป็นเรื่องที่วุ่นวาย

โอกาสนี้เราจึงอยากแนะนำให้คุณได้รู้จักกับแอปใหม่ล่าสุดอย่าง Tayasui Calligraphy แอปที่ช่วยให้คุณฝึกคัดลายมือได้อย่างเพลิดเพลิน ทั้งยังให้ความรู้สึกและผลลัพธ์ไม่ต่างจากการจรดปากกาและละเลงน้ำหมึกจริงๆ เลยด้วย เปิดแอปมาแล้ว แนะนำว่าอย่าลืมเปิดเสียงด้วย จากนั้นก็ละเลงนิ้ว หรือ ปากกา Apple Pencil ลงบนพื้นที่ว่างๆ คุณจะได้ยินเสียงซาวด์เอฟเฟกต์ที่เหมือนกับการเขียนด้วยปากกาจริงๆ ทั้งลายเส้นที่ออกมาก็มีความหนาบางเหมือนการใช้หมึกจริงๆ เสียด้วย

นอกจากนั้นยังเพลินกับการเปลี่ยนสีน้ำหมึก และเลือกหัวปากกาได้ตามใจชอบ เพียงลองเขียนคำง่ายๆ อย่างคำว่า “ขอบคุณ”, “รักนะ”, “โชคดี” เชื่อว่าภาพที่อยู่ตรงหน้า จะทำให้คุณทึ่งจนต้องอยากที่จะแชร์เป็นอีการ์ดให้คนรู้ใจในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่นี้อย่างแน่นอน!

สามารถดาวน์โหลดแอป Tayasui Calligraphy ได้ทั้งบน iPhone และ iPad ในราคา 69 บาท

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/tayasui-calligraphy/id1480868354

Dr. Panda AR Christmas Tree ชวนคุณหนูมาตกแต่งต้นคริสต์มาสด้วยกัน

แค่เปิดแอปมาก็เพลินกับเสียงเพลงฉลองเทศกาลแห่งความสุขกันได้แล้ว… แอปนี้ช่วยให้คุณเสกต้นคริสต์มาสแบบ AR ให้มาอยู่ตรงมุมไหนก็ได้ในบ้าน ทั้งยังตกแต่งมันให้คิ้วท์ได้ตามต้องการอีกด้วย วิธีการเล่นก็ง่ายๆ แค่อนุญาตให้แอปเข้าถึงกล้อง

จากนั้นก็จะมีปฏิทินปริศนาให้เรากดเพื่อเปิดกล่องของขวัญสำหรับแต่ละวัน ซึ่งภายในก็จะเป็นของตกแต่งต้นคริสมาสต์แบบต่างๆ อาทิ กระดิ่ง โบว์ ลูกบอล ฯลฯ และแล้วความสนุกก็พร้อมจะเริ่มต้นขึ้น แค่สแกนกล้องไปยังพื้นที่ว่าง

สักพักภาพของต้นคริสต์มาสปรากฎตรงหน้าได้ทันที ที่เหลือก็เพียงลากของประดับมาติดตรงส่วนต่างๆ ของต้นไม้ เมื่อตกแต่งเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมชวนคุณหนูมายืนข้างๆ และถ่ายรูปคู่กับต้นคริสต์มาสสุดสวยนี้ด้วยล่ะ

แอป Dr. Panda AR Christmas Tree ดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/dr-panda-ar-christmas-tree/id1294156707

Just Dance Now สนุกมากแถมได้ออกกำลังกายด้วย

เป็นเวลามากกว่าหนึ่งทศวรรษแล้วนะ ที่เกม Just Dance เปิดตัวและเข้ามาเปลี่ยนห้องนั่งเล่นของเราให้กลายเป็นแดนซ์ฟลอร์ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เหตุผลที่ทำให้เกมประสบความสำเร็จไปทั่วโลกคือเนื้อหาที่เรียบง่ายของมัน ที่เป็นเหมือนคาราโอเกะของการเต้นนั่นเอง

วิธีเล่นก็คือ ให้คุณเต้นตามนักเต้นที่อยู่บนจอให้ตรงจังหวะที่สุดเพื่อเพิ่มระดับดวงดาวของตัวเอง ซึ่งคุณสามารถเต้นตามเพลงกับเพื่อนๆ ที่บ้าน หรือสนุกกันแบบออนไลน์ก็ได้ เมื่อคุณเลือกแทร็กและเริ่มเต้น เกมจะสังเกตการเคลื่อนไหวของคุณและให้คะแนนคุณตามการเต้นว่าตรงกับท่าของนักเต้นขนาดไห

 เกม Just Dance Now มีคอลเล็กชันเพลงสุดหลากหลายรวมตั้งแต่เพลงดังสุดคลาสสิกอย่าง Fame และ Y.M.C.A. ไปจนถึงเพลงฮิตร่วมสมัยจากศิลปินอย่าง Shakira, Ariana Grande, Will.i.am, Justin Bieber และ Bruno Mars นอกจากนั้นยังมีมุมของเด็กๆ สำหรับนักเต้นตัวน้อยอีกด้วย แถมด้วยโบนัสสุดพิเศษ Just Dance Now ได้เพิ่มหมวดฟิตเนสเพื่อทำให้รู้ว่าคุณออกกำลังกายได้ดีขนาดไหนด้วย ไม่มีอะไรจะง่ายไปกว่าการออกกำลังกายแบบนี้อีกแล้ว แถมยังสนุกด้วยนะขอบอก

ออกลีลาท่าทางไปกับ Just Dance Now ได้แล้ว ฟรีบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/just-dance-now/id833517462

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.ubisoft.dance.JustDance&hl=th

Minecraft Earth สร้างสรรค์โลกน่าทึ่งด้วยบล็อกในแบบ AR

อะไรเอ่ย เจ๋งกว่าการสร้างบ้านใน Minecraft? ก็การได้เดินเข้าประตูหน้าบ้านที่คุณเป็นคนสร้างและสำรวจด้วยสองเท้าของคุณเองไงล่ะ ความฝันเป็นจริงแล้วใน Minecraft Earth เกมระบบ AR ที่จะพาคุณเข้าสู่โลกแห่งเกมยอดนิยมที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก Minecraft Earth จะเติมแต่งโลกของคุณด้วยไอเทมต่างๆ จากโลกเสมือนจริง เช่น บล็อกหิน บล็อกไม้ และรวมไปถึงเหล่าสัตว์แสนน่ารักและสัตว์ใหม่ๆ ด้วย (เช่น วัวแบบแปลกๆ อย่าง moobloom)

ลองออกไปเดินเล่นและแวกบ้านและเก็บสะสมพวกมันให้ครบได้เลยแล้วอย่าลืมมองหาการเผชิญหน้ากับ AR แบบมัลติเพลเยอร์ที่อาจโผล่ขึ้นมาในแผนที่ของคุณด้วยล่ะ มันอาจจะเป็นดันเจี้ยนที่เต็มไปด้วยฝูงโครงกระดูกให้คุณต่อสู้กลางสวนสาธารณะก็ได้ แบบนี้ต้องเตรียมคราฟต์ดาบเอาไว้ให้พร้อมแล้วล่ะ ออกไปสำรวจข้างนอกบ้านกันเลยดีกว่า หีบสมบัติมากมายรอให้คุณค้นพบอยู่นะ!

Minecraft Earth ดาวน์โหลดฟรี เล่นได้ทั้งบน iPhone และ iPad

ผู้ใช้ iOS สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://apps.apple.com/th/app/minecraft-earth/id1467316099

ผู้ใช้ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.mojang.minecraftearth&hl=th

]]>
Review : Fitbit Versa 2 สมาร์ทวอทช์สายสุขภาพ https://cyberbiz.mgronline.com/review-fitbit-versa-2/ Fri, 20 Dec 2019 09:53:44 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=31830

ในกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ ชื่อของ Fitbit กลายเป็นแบรนด์ที่หลายคนนึกถึงทันที หลังจากเริ่มทำตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Wearable Device มาสักพัก และเห็นถึงการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมทั้งอีโคซิสเตมส์ให้เติบโตไปด้วยกัน

จุดเด่นหลักของ Fitbit จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่ดีไวซ์ หรือเฉพาะตัวอุปกรณ์สวมใส่เท่านั้น แต่ที่ทุกคนให้การยอมรับคือเรื่องของแอปพลิเคชันที่นำข้อมูลไปซิงค์ และแสดงผลออกมา พร้อมกับการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ เพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้ออกกำลังกาย หรือรักษาาสุขภาพต่างๆ มากขึ้น

Fitbit Versa 2 จึงเหมือนเป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมาไว้ใช้เพื่อเก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้ ไปพร้อมๆ กับการเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ทำหน้าที่ได้หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการแสดงเวลา วัดก้าว และวัดนอน ที่เป็นเรื่องปกติของสินค้าในกลุ่มนี้

ข้อดี

สมาร์ทวอชท์เก็บข้อมูลสุขภาพ พร้อมแอปช่วยวิเคราะห์ข้อมูล

น้ำหนักเบา ใส่นอนได้

แบตเตอรี่ใช้งานได้ต่อเนื่องทั้งสัปดาห์

ข้อสังเกต

ยังไม่รองรับภาษาไทย

ราคาสูงกว่า Apple Watch 3 รวมถึงสมาร์ทวอทช์ Android หลายๆ รุ่น

ยิ่งใส่ ยิ่งเก็บข้อมูล ยิ่งสุขภาพดี

ข้อมูลหลักที่ Fitbit เลือกมาใช้นำเสนอร่วมกับการจำหน่าย Versa 2 คือเรื่องของการนอน ที่นำข้อมูลมาแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันสุขภาพของหลากหลายบุคคลกำลังเสียนไปจากการที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน ถ้ามีอุปกรณ์ที่มาช่วยวัดเพื่อปรับให้การนอนทำได้เต็มที่มากขึ้น ก็จะช่วยทำให้สุขภาพของผู้ใช้งานดีขึ้นเช่นกัน

การเลือกนำเสนอการวัดนอนนี้ ถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Fitbit ก็ว่าได้ เพราะคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดนี้อย่าง Apple Watch ยังไม่มีอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับใส่นอนโดยเฉพาะ จากข้อจำกัดในเรื่องของแบตเตอรีที่ต้องชาร์จเกือบทุกวัน แต่ Fitbit สามารถใส่นอนได้ ด้วยแบตเตอรีที่สามารถใช้งานได้ทั้งสัปดาห์

พร้อมกับพัฒนาระบบที่มาวิเคราะห์การนอนออกมาเป็นคะแนน เพื่อให้ผู้ใช้ได้มีการพัฒนาการนอนให้ดียิ่งขึ้น และเมื่อตัวเครื่องถูกตั้งให้อยู่ในโหมดวัดนอนแล้ว จะตัดการแจ้งเตือน ไฟสถานะต่างๆ เมื่อพลิกตัวออก เพื่อป้องกันไม่ให้ Versa 2 ไปรบกวนช่วงเวลานอนของผู้ใช้งาน

ด้วยเหตุนี้ Versa 2 จึงกลายเป็นสมาร์ทวอชท์ที่ Fitbit เลือกนำเสนอมาใช้เพื่อวัดนอน ในขณะที่รายอื่นทำไม่ได้ (ไม่นับพวกสายรัดข้อมือสุขภาพที่ทุกแบรนด์วัดนอนได้อยู่แล้ว) มาเป็นจุดขายหลัก คู่กับการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน ในเรื่องของการแจ้งเตือนข้อมูล และควบคุมการสั่งงานบางส่วน

อย่างการควบคุมเครื่องเล่นเพลง คู่กับสมาร์ทโฟน ทำให้สามารถสั่งเล่นเพลง หยุดเพลง เปลี่ยนเพลง ได้ทันที โดยไม่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา หรือการอ่านข้อมูลการแจ้งเตือนที่เด้งเข้ามา แต่ในจุดนี้ก็ยังน่าเสียดายที่ไม่รองรับภาษาไทย ทำให้การแสดงผลยังไม่สมบูรณ์มากนัก

ส่วนเรื่องการออกกำลังกาย Versa 2 สามารถทำงานคู่กับสมาร์ทโฟนเพื่อวัดการออกกำลังได้ตามปกติ โดยเลือกสั่งงานได้จากทั้งบน Versa 2 หรือจะกดบันทึกผ่านสมาร์ทโฟนก็ได้ นอกจากนี้ Fitbit ยังฉลาดที่จะคอยบันทึกกิจกรรมต่างๆ แบบอัตโนมัติเมื่อตรวจพบการเคลื่อนไหว ในลักษณะออกกำลังกายได้

ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกบันทึกไว้จะเก็บอยู่ภายในแอปพลิเคชัน Fitbit เพื่อให้ผู้ใช้เข้าไปย้อนดูได้ หรือจะซิงค์ข้อมูลสุขภาพเหล่านี้ไปเก็บไว้ในแอปพลิเคชัน 3rd Party อย่างสายวิ่ง หรือปั่น ที่นิยมใช้ Strava ในการเก็บสถิติ หรือเก็บข้อมูลไว้กับระบบปฏิบัติการที่ใช้งานอย่าง Google Fit หรือ Apple Health ได้ด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลสุขภาพที่จัดเก็บจะมีทั้งข้อมูลพื้นฐานทั่วไป อย่างในแต่ละวันเดินกี่ก้าว ขึ้นลงบันไดกี่ชั้น ระยะทางเดินเท่าไหร่ ปริมาณแคลอรี่ที่เผาหลาน ระยะเวลาที่ออกกำลัง อัตราการเต้นของหัวใจ และลึกลงไปถึงข้อมูลการออกกำลังกาย อย่างเส้นทาง ความเร็ว จนถึงการวัดระยะเวลาในการนอน ว่านอนหลับสนิท หลับตื้น เพราะทุกอย่างมีผลกับสุขภาพทั้งสิน

ความพิเศษของ Fitbit คือการเพิ่มความพรีเมียมให้แก่ลูกค้าที่ใช้งาน สามารถเข้าไปเลือกดูโปรแกรม สำหรับออกกำลัง หรือเลือกที่จะท้าทายกับเพื่อนในกลุ่มเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สุขภาพของผู้ใช้ดีขึ้นทั้งหมด

ปรับให้แฟชันมากขึ้น

อีกส่วนที่ Versa 2 มีการปรับปรุงจากรุ่นแรก คือเรื่องของดีไซน์ ที่ทำให้ดูน่าใส่ใช้งานมากขึ้น หรือในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้คล้ายกับ Apple Watch ที่กลายเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกเวลานี้ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าเพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าได้ใช้งาน

ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกพรีเมียมมากขึ้นด้วยการเพิ่มสายสปอร์ต สายผ้า มาให้เลือกใช้งาน โดยขนาดของ Versa 2 จะมีทั้ง Small ซึ่งมีเส้นรอบวงอยู่ที่ 140-180 มิลลิเมตร Large อยู่ที่ 180 – 220 มิลลิเมตร ซึ่งจะแถมสายมาให้เปลี่ยนอยู่ภายในกล่อง ส่วนตัวเรือนจะเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสมีขนาดอยู่ที่ 25.07 มิลลิเมตร

ส่วนฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Versa 2 ก็จะมีอย่าง Fitbit Pay ที่ปัจจุบันเปิดให้ผู้ใช้สามารถผูกบัตรเดบิต และบัตรเครดิต ผูกเข้ากับนาฬิกา ทำให้สามารถใช้แตะเพื่อชำระค่าบริการได้ ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีร้านค้าที่รับชำระเพิ่มมากขึ้นแล้ว

ถัดมาในส่วนของการออกกำลัง Versa 2 กันน้ำได้ 50 เมตร ทำให้สามารถใส่เพื่อเก็บรายละเอียดในการออกกำลังอย่างว่ายน้ำเพิ่มเติมได้ ส่วนกรณีที่เป็นสุภาพสตรี จะมีระบบอย่างการวัดรอบเดือนเพิ่มเข้ามาให้ใช้งานกันด้วย

ส่วนแบตเตอรีสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องกว่าสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมที่ใช้งาน อย่างถ้าออกกำลังบ่อย มีการใช้วัดอัตราการเต้นของหัวใจเป็นประจำ พร้อมเก็บข้อมูลออกกำลังต่างๆ ก็จะทำให้ระยะเวลาใช้งานลดง

สรุป

ในภาพรวมของการเป็นนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ เชื่อว่า Fitbit Versa 2 สามารถตอบโจทย์ใช้งานได้ครบ โดยเฉพาะการวัดสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นก้าวเดิน การนอน ออกกำลังกาย รวมถึงการแจ้งเตือนคู่กับสมาร์ทโฟนเพื่อให้สะดวกขึ้น

แต่ข้อเสียสำคัญที่สุดของ Versa 2 และเป็นข้อเสียของ Fitbit แทบทุกรุ่นที่ผ่านมาคือยังไม่รองรับภาษาไทย ซึ่งทำให้ใครที่ใช้การสื่อสาร หรือข้อความแจ้งเตือนเป็นภาษาไทยก็จะไม่สามารถอ่านผ่านนาฬิกาที่ข้อมือได้เหมือนเดิม

ทั้งนี้ Fitbit Versa 2 วางจำหน่ายในราคา 7,990 บาท

Gallery

]]>