Review : All-New Ford Everest ในมุมไซเบอร์บิซ

44341

DSC01505

ในมุมมองไอที All-New Ford Everest ถือเป็นรถในกลุ่ม PPV Pickup-based Passenger Vehicle (ฟอร์ดเรียกว่า SUV ขนาดใหญ่) อีกหนึ่งรุ่นที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับตลาดประเทศไทย แน่นอนว่าสื่อไอทีให้ความสนใจกับการมาของ All-New Ford Everest ในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่แพ้การเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่

โดยก่อนหน้านี้ทีมงานไซเบอร์บิซได้มีโอกาสไปร่วมทริปขนาดสั้นเพื่อสัมผัสเทคโนโลยีของ All-New Ford Everest กับทีมฟอร์ดประเทศไทยมาครั้งหนึ่งแล้ว ใน “ลองของจริง 4 เทคโนโลยีใหม่ใน All-New Ford Everest”

และเพื่อเป็นการเก็บรายละเอียดรีวิวที่ตกหล่นไป ทีมงานจึงได้รับ All-New Ford Everest กลับมาทดสอบในส่วนนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบเจาะลึกอีกครั้งหนึ่ง

ผู้ที่ต้องการอ่านรีวิวสมรรถนะการขับขี่ให้กดที่ลิงค์ด้านล่าง

feature-image-everest-2015

DSC01439DSC01411

แต่ก่อนจะไปชมรีวิวนวัตกรรมและเทคโนโลยี เรามากล่าวถึงสเปก All-New Ford Everest รุ่นที่เราทดสอบกันก่อน

สำหรับ Everest ที่ทีมงานได้รับมาเป็นรุ่น เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร Titanium+ 4X4 AT รุ่นท็อปสุด (เทคโนโลยีที่เราจะรีวิวในบทความนี้จะอยู่ในรุ่นท็อปสุดเท่านั้น) ของปี 2015 ไม่ใช่รุ่น MY2016 ที่มาพร้อมราคาใหม่ 1,749,000 บาท

DSC01441DSC01491

มิติขนาดตัวรถ – ยาว 4,893 มิลลิเมตร กว้าง 1,862 มิลลิเมตร (ไม่รวมกระจกข้าง) สูง 1,836 มิลลิเมตร

ระยะช่วงล้อ – 2,850 มิลลิเมตร

ระยะต่ำสุดจากพื้น – 225 มิลลิเมตร

น้ำหนักตัวรถ – ประมาณ 2,300 กิโลกรัม

ความจุถังน้ำมัน – 80 ลิตร

พวงมาลัย – พาวเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า

ไฟหน้า – โปรเจ็คเตอร์ HID ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติพร้อมที่ฉีดทำความสะอาด

เครื่อยนต์ – 3.2 ลิตร ดีเซล 5 สูบแถวเรียง 20 วาล์ว เทอร์โบแปรผันพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ 200 แรงม้า (ที่ 3,000 รอบต่อนาที) แรงบิด 470 นิวตัน-เมตร (ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที) พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ พร้อมระบบ Terrain Management System

DSC01529

ช่วงล่างและระบบกันสะเทือน – ด้านหน้าแบบอิสระ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์ ดิสก์เบรก 4 ล้อ และล้ออัลลอย 20″ ยาง 265/50 R20

ระบบความปลอดภัย

– ระบบป้องกันล้อล็อก และระบบกระจายแรงเบรก ABS & EBD
– ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP
– ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA
– ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control)
– ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Mitigation)
– ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล
– ระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ (Rollover Mitigation)

– ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
– ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
– ถุงลมนิรภัยกันหัวเข่าด้านคนขับ

– สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง
– สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า
– กล้องมองหลังขณะถอยจอด
– ระบบตรวจจับรถในจุดบอด
– ระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด
– สัญญาณกันขโมย

ส่วนรุ่นท็อปขายปีหน้า MY2016 (รับภาษีรถใหม่ ปรับราคาเพิ่มจาก 1,599,000 บาท เป็น 1,749,000 บาท) จะได้ระบบเพิ่มเติมดังนี้

– ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
– ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)
– ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)
– ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)
– ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)

รีวิวเทคโนโลยี

Ford Sync 2

DSC01384

เริ่มจากระบบ Infotainment ที่ชาวไอทีสนใจมากที่สุด เพราะนี่คือครั้งแรกของฟอร์ดที่นำระบบหน้าจอสัมผัส “MyFord Touch with Sync” ขนาด 8 นิ้ว มาติดตั้งลงในรถของตน (ไม่รองรับภาษาไทย) โดย Everest ตัวใหม่จะมาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียงซิงค์ 2 ต่อยอดจาก ซิงค์ 1 ที่อยู่ใน Ford Focus 2012

ford-sync2-1

มาดูเรื่องความสามรถของ MyFord Touch กันก่อน เริ่มจากหน้าจอโฮมสกรีนจะแบ่งเป็น 4 โซนได้แก่ โซนแรกบนซ้ายจะเป็นส่วนของ “โทรศัพท์ (Phone)” โดยในครั้งแรก ผู้ใช้จำเป็นต้องให้สมาร์ทโฟนและรถเชื่อมต่อกันผ่านบลูทูธเสียก่อน (ไม่รองรับการเชื่อมต่อส่วนโทรศัพท์ผ่านสาย USB) จากนั้นระบบจะดึงสมุดโทรศัพท์ในสมาร์ทโฟนออกมาเก็บไว้ในรถ เวลาผู้ใช้ต้องการโทรออกสามารถกดเลือกเบอร์ที่โทรออกได้ หรือจะใช้การสั่งงานด้วยเสียงก็สามารถทำได้เช่นกัน

ส่วนผู้ใช้ที่ไม่อยากให้โทรศัพท์รบกวนการขับขี่ของเรา ที่หน้าโฮมสกรีนให้กดปุ่ม “Do Not Disturb” เพียงเท่านี้เวลามีคนโทรเข้าหรือมีข้อความเข้ามาจะไม่มีเสียงแจ้งเตือนใดๆเกิดขึ้น

ford-sync2-2

โซนต่อไปสีเขียว เป็นส่วนของ “Information” สำหรับในเวอร์ชันบ้านเรา ในหน้าโฮมจะแสดงเข็มทิศ และเมื่อกดเข้าด้านใน ส่วนนี้จะสามารถซิงค์กับปฏิทินในสมาร์ทโฟนเพื่อใช้แสดงแจ้งเตือนนัดหมาย รวมถึงสามารถติดตั้งแอปฯเพิ่มเติมผ่าน USB ได้ด้วย (อนาคตถ้าฟอร์ดประเทศไทยปล่อยแผนที่นำทางออกมาก็สามารถเลือกติดตั้งได้จากส่วนนี้)

นอกจากนั้นในเมนู Where Am I? เมื่อผู้ใช้กดเข้าไป ระบบสามารถแสดงพิกัด ละติจูด ลองจิจูดได้ด้วย (เสียดายไม่มีแผนที่มาให้)

connect-fordford-sync2-3

มาถึงโซนแดง “Entertainment” ส่วนนี้จะเป็นส่วนควบคุมเครื่องเล่นเพลง รองรับ AM, FM, CD, USB iPod/iPhone/iPad, SD Card และ Bluetooth สามารถโชว์ภาพหน้าปกอัลบั้มเพลงได้ (ต้องต่อสาย USB กับอุปกรณ์ iOS เท่านั้น)

ส่วนการตั้งค่าเสียงสามารถทำได้เช่นกันผ่านเมนู Options โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตั้งแต่เสียงเบส กลาง แหลม และสามารถตั้งสมดุลเสียงหน้าหลังซ้ายขวาผ่านหน้าจอสัมผัสได้

ลำโพงใน All-New Ford Everest มีทั้งหมด 9 ตัวพร้อมซัปวูฟเฟอร์ด้านหลัง

DSC01416

มาดูโซนสุดท้ายสีฟ้า “Climate” เป็นโซนปรับแอร์ในรถทั้งหมด โดยในส่วนอุณหภูมิสามารถปรับแยกอิสระซ้ายขวาได้รวมถึงเปิดปิดแอร์ด้านหลังได้จากหน้าจอสัมผัสนี้เช่นกัน

ส่วนผู้ใช้ที่ไม่ถนัดการเปิดปิดแอร์ด้วยหน้าจอสัมผัส บริเวณด้านล่างจะมีปุ่มกดสั่งงานอยู่ สามารถกดเพิ่มลดอุณหภูมิหรือปรับการทำงานของแอร์จากส่วนนี้ได้ รวมถึงการเปิดปิดวิทยุ ปรับเพิ่มลดระดับเสียงและจูนหาคลื่นวิทยุ ก็สามารถทำได้จากส่วนนี้ทั้งหมด

มาถึงการทดสอบสั่งงานด้วยเสียง Sync 2 การเรียกใช้งานทำได้ง่ายเพียงกดปุ่มไอคอนคนพูดตรงพวงมาลัยด้านล่างซ้าย จากนั้นหน้าจอจะปรากฏตัวอย่างคำสั่งที่ระบบรองรับเป็นไกด์ให้ โดยคำสั่งเสียงที่เพิ่มเข้ามาใน Sync 2 ใหม่ล่าสุดจะเป็นเรื่องการปรับตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ เช่น ถ้าเราจะตั้งอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ให้พูดว่า “Climate Set Temperature 20 degree” หรือถ้าต้องการฟัง FM ให้พูดว่า “FM ตามด้วยชื่อคลื่นที่ต้องการเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ” เป็นต้น (กรุณารับชมตัวอย่างจากคลิปวิดีโอด้านบน)

หน้าปัดเรือนไมล์ Dual TFT

DSC01386steer-ford-everesr2015

จากรุ่นก่อนหน้าจะเป็นหน้าจอ TFT ติดตั้งตรงกลางหน้าปัดเรือนไมล์ปกติ แต่ใน Everest ใหม่หน้าจอ TFT ถูกย้ายมาติดตั้งอยู่ตำแหน่งซ้ายและขวา 2 หน้าจอด้วยกัน แบ่งการทำงานดังนี้

display-tft-left-1

จอซ้าย (ควบคุมการทำงานด้วยปุ่มลูกศรขึ้นลงซ้ายขวาที่พวงมาลัยด้านซ้าย) ใช้ดูข้อมูลในเรื่อง Entertainment และโทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถกดเลือกเบอร์โทรศัพท์ ดูอุณหภูมิภายนอก เข็มทิศ เวลา รวมถึงดูชื่อเพลงเมื่อเชื่อมต่อกับ iPod หรือคลื่นวิทยุได้จากหน้าจอด้านนี้

display-tft-right-1

จอขวา (ควบคุมการทำงานด้วยปุ่มลูกศรขึ้นลงซ้ายขวาที่พวงมาลัยด้านขวา) จะเป็นหน้าจอแสดงการทำงานของระบบและสถานะรถ ตั้งแต่ เกจน้ำมัน อุณหภูมิเครื่อง ส่วนพื้นที่สีดำด้านขวาสุดสามารถโชว์ค่าได้หลากหลายตั้งแต่

Display Mode > เรื่องแสดงผลรอบเครื่อง > ความลาดเอียงรถ > ความเร็วแบบเลขดิจิตอล > ระยะทางที่วิ่งได้จนน้ำมันหมด

display-tft-right-2

Trip 1&2 / Fuel Economy (กดปุ่ม OK ค้างไว้เพื่อรีเซ็ทค่า) > ระยะทางทริป 1 > ทริป 2 พร้อมอัตราบริโภคน้ำมันและระยะเวลาวิ่งรถ > Fuel Economy อัตราบริโภคน้ำมันเฉลี่ยทั้งหมด > Fuel History ประวัติอัตราบริโภคน้ำมันที่ทำได้ > ความเร็วเฉลี่ย

display-tft-right-3

Driver Assist / Settings > Blindspot, Chimes, Cross Traffic Alert เปิดปิดระบบช่วยตรวจจับรถในมุมอับสายตาและตรวจจับรถเวลาถอยออกจากที่จอด > Gauge Display เลือกโชว์เฉพาะเกจน้ำมันหรือเลือก เกจ+วัดรอบเครื่องยนต์ > Distance เลือกเปลี่ยนหน่วยบริโภคน้ำมันได้ 3 หน่วย Miles & Gallons, L/100km และ KM/L

4x4-ford-everest-2015

นอกจากนั้นการเลือกโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อ Terrain Management และข้อความแจ้งเตือนต่างๆ จะมีการแสดงผลผ่านหน้าจอด้านนี้ด้วย

เซ็นเซอร์รอบคัน

คลิปวิดีโอแสดงการทำงาน Active Park Assist

คลิปวิดีโอแสดงการทำงาน Blind Spot Information System และ Cross Traffic Alert

เสียดายที่เราไม่ได้รับ All-New Ford Everest ตัวท็อป MY2016 (รุ่นปรับเพิ่มราคาตามภาษีรถใหม่ปี 2559) มาทดสอบ เพราะในรุ่นใหม่จะมีเทคโนโลยีเพิ่มมาอีก 5 ตัว ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ, ระบบเตือนการชนด้านหน้า, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง, ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะและระบบแจ้งเตือนการขับขี่

DSC01546

กระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวานอกจากจะมาพร้อม Blind Spot Information System แล้ว บริเวณขอบกระจกยังเป็นเลนส์มุมกว้างพิเศษช่วยให้ผู้ขับมองเห็นรถในมุมอับได้ง่ายขึ้น

แต่ถึงอย่างไรในรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบก็ถือว่า ฟอร์ดให้เซ็นเซอร์ช่วยเหลือมาค่อนข้างดีแล้ว โดยเฉพาะ Blind Spot Information System ระบบตรวจจับรถในมุมอับสายตา (ทำงานเมื่อรถเดินหน้าในเกียร์ D ครอบคลุมระยะ 3 เมตรทั้งซ้ายและขวาของตัวรถ) และ Cross Traffic Alert ระบบตรวจจับรถขณะถอยออกจากซองจอด ที่ทำงานค่อนข้างไวและใช้ได้ดีตามคลิปทดสอบ ส่วนระบบ Active Park Assist ตัวช่วยจอดเทียบฟุตบาทอัตโนมัติที่เคยมีใน Ford Focus ก็ยังทำงานได้ดีเหมือนเดิม 

ford-everest-camera-backDSC01488

ส่วนที่เปลี่ยนไปจริงๆจะอยู่ที่ชุดเซ็นเซอร์ด้านหน้าตรวจจับได้ 6 ตำแหน่ง (หลังตรวจจับได้ 4 ตำแหน่ง) ที่เปลี่ยนเป็นทำงานเปิดปิดอัตโนมัติตามความเร็วรถแล้วด้วย

ส่วนการถอยจอด ด้วยการที่ฟอร์ดติดตั้งกล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะที่สามารถโค้งตามการหมุนพวงมาลัยได้แล้ว เซ็นเซอร์ชุดหลังถือว่าทำงานได้ค่อนข้างแม่นยำและรวดเร็วดี ต่างจากเซ็นเซอร์หน้าที่ทำงานค่อนข้างช้า เวลาหักหน้ารถเข้าที่จอดด้วยความเร็ว บ่อยครั้งที่เซ็นเซอร์หน้าร้องเตือนไม่ทัน

Active Noise Canceling (ANC)

mic-noise-reduction-everest

ใน All-New Ford Everest มีการติดตั้งไมโครโฟนความไวสูง 3 ตัวไว้บริเวณเพดานรถ เพื่อรับเสียงเครื่องยนต์ รวมไปถึงเสียงจากยางวิ่งบดถนน จากนั้นระบบจะประมวลผลและปล่อยคลื่นความถี่มาหักล้างเสียงเหล่านั้นออกไป (รองรับความถี่ระหว่าง 30-180Hz) ทำให้บรรยากาศในห้องโดยสารมีความเงียบลง

MyKey

ford-my-key

น่าจะเป็นรถฟอร์ดในประเทศไทยรุ่นแรก (หลังจากฟอร์ดต่างประเทศมีระบบดังกล่าวมานานแล้ว) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถกำหนดระบบการทำงานของรถตั้งแต่ กำหนดล็อคความเร็วสูงสุด เปิดปิดระบบ AdvanceTrac ฯลฯ ตามลูกกุญแจที่เสียบเข้าไป (Everest ตัวใหม่ยังใช้กุญแจ Key Knob แบบดั้งเดิม ไม่ใช่ระบบ Keyless เหมือนคู่แข่ง) ยกตัวอย่างเหตุการณ์

“กุญแจดอกแรกให้ลูกขับ พ่อแอบมาตั้ง MyKey โดยกำหนดความเร็วไว้ไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมถึงตั้งกำหนดเสียงวิทยุไว้ระดับต่ำสุด เมื่อลูกได้รับกุญแจรถดอกนี้จากพ่อไปและเสียบสตาร์ทรถ ระบบจะสั่ง ECU ปรับระบบรถตามที่พ่อแอบมาตั้งไว้ทั้งหมด ทำให้ลูกไม่สามารถขับรถเกินความเร็วที่กำหนดไว้ได้ เพราะจะมีเสียงแจ้งเตือนให้รำคาญตลอดเวลา ส่วนกุญแจดอกที่สองของพ่อ ไม่มีการตั้งระบบเหล่านั้นไว้ เมื่อมาเสียบสตาร์ทรถ ECU จะสั่งปรับเปลี่ยนระบบตามโปรแกรมที่ MyKey ระบุกับกุญแจแต่ละดอกไว้”

Wireless & Internet

ford-gateway

ใน Everest ใหม่นี้จะมาพร้อมเราท์เตอร์ รองรับการเชื่อมต่อ Aircard และแชร์อินเตอร์เน็ตให้ผู้โดยสารในรถได้ รวมถึงผู้ใช้สามารถใช้ Personal Hotspot จากสมาร์ทโฟนเชื่อมต่อเข้ากับ MyFord Touch จากนั้นให้ MyFord Touch แชร์อินเตอร์เน็ตจากสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออยู่ไปให้กับผู้โดยสารในรถได้ด้วย

Power-fold third rows and Power Lift Gate

Smart-Drive-with-All-New-Everest_4.2

DSC01484DSC01483

ประตูหลังเปิดปิดด้วยไฟฟ้าและเบาะแถวสามพับขึ้นลงด้วยไฟฟ้าช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้โดยเฉพาะผู้หญิงสามารถเปิดปิดประตูหลังรถและสามารถพับเบาะแถวสามที่ปกติจะมีขั้นตอนยุ่งยากและต้องออกแรงเยอะให้ง่ายขึ้น

คลิปวิดีโอแสดงการเปิดปิดประตูหลัง All-New Ford Everest

แต่ทั้งนี้ในส่วนประตูหลังเปิดปิดด้วยไฟฟ้าจะมีเงื่อนไขการทำงานอยู่เล็กน้อย โดยก่อนกดปุ่มเปิดประตูหลัง (กดเปิดได้ 3 ที่ ทั้งจากรีโมท คอนโซลหน้ารถข้างปุ่มเปิดไฟหน้าและบริเวณที่จับประตูหลัง) รถต้องจอดหยุดนิ่งและเกียร์ต้องอยู่ในตำแหน่ง P ประตูถึงจะยอมเปิดให้

พวงมาลัยไฟฟ้า Electric Power-Assisted Steering (EPAS)

All-New Ford Everest เป็นรถรุ่นเดียวรุ่นแรกของกลุ่ม PPV ตอนนี้ที่ใช้พวงมาลัยพาวเวอร์ผ่อนแรงไฟฟ้า EPAS (รัศมีวงเลี้ยว 5.85 เมตร) โดยฟอร์ดตั้งพวงมาลัยมาค่อนข้างไว เอาใจผู้หญิงและผู้ใช้รถ PPV ในเมืองหลวงด้วยการตอบสนองของพวงมาลัยที่ไวและแม่นยำมาก การแทรกไปตามช่องทาง เปลี่ยนเลนถนน เลี้ยวเข้าออกซอยขนาดเล็กทำได้ง่ายดายเหมือนรถเล็ก จนลืมไปในทันทีว่าเรากำลังบังคับรถ PPV ที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากถึง 2 ตันกว่าๆอยู่ ส่วนเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง พวงมาลัยจะถูกปรับให้หนัก ตึงมือและนิ่งมากขึ้น on center ดีมาก แต่พวกขาซิ่งอาจจะไม่ชอบบุคลิกของพวงมาลัยลักษณะนี้นักเพราะบางครั้งพวงมาลัยเบาจนไม่เป็นธรรมชาติ

Panoramic Moon Roof

panoramic-roof-1

ปิดอยู่

panoramic-roof-2

เปิดที่กั้นแสงครึ่งหนึ่งสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า

panoramic-roof-3

เปิดที่กั้นแสงออกทั้งหมด

panoramic-roof-4

กระจกหลังคาสามารถเปิดออกได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

Ambient Lighting

All-New Ford Everest มาพร้อมไฟ LED สีขาวส่องสว่างภายในห้องโดยสารมากกว่า 5 ดวง ซึ่งมีความสว่างพอจะใช้อ่านหนังสือระหว่างเดินทางได้ อีกทั้งเมื่อดับรถเปิดประตู กระจกข้างทั้งสองด้านยังมาพร้อมไฟส่องสว่างพื้นด้วย

นอกจากนั้นในส่วนไฟตรงบริเวณที่เปิดประตู ที่จับประตูและช่องเก็บของและวางสมาร์ทโฟนตรงกลางสามารถเปลี่ยนสีได้ 7 สี (ตั้งค่าสีได้จากหน้าจอ MyFord Touch ส่วน Settings)

DSC01479

ในส่วนช่องต่อไฟจะให้ช่องไฟ 12V มามากถึง 4 ช่อง แบ่งเป็นคอนโซลหน้า 2 ช่อง ด้านหลังที่วางแขนคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า 1 ช่องและท้ายรถหลังเบาะแถวสามอีก 1 ช่อง นอกจากนั้นยังมาพร้อมช่องต่อไฟบ้าน 3 ขา AC 230V 150W อีก 1 ช่อง

สรุป

เทคโนโลยีทั้งหมดใน All-New Ford Everest หลังจากทีมงานทดลองใช้ชีวิตร่วมกันถึง 1 สัปดาห์เต็ม อย่างแรกยอมรับเรื่องความตั้งใจของฟอร์ดที่อยากยกระดับ PPV SUV ของตนให้เหนือคู่แข่งด้วยการอัดเทคโนโลยีที่สุดแสนฉลาดเข้ามามากมาย ซึ่งฟีเจอร์หลายตัวใช้งานได้จริงและหลายฟีเจอร์ปรับปรุงมาได้ดีกว่าเดิม ยกตัวอย่างระบบช่วยจอดเทียบฟุตบาทที่ปรับใหม่ให้ไวขึ้น Cross Traffic Alert ตรวจจับไวและใช้งานได้ดีเมื่อต้องจอดในตลาดสดบ้านเรา ไปถึงพวงมาลัยที่ปรับจูนมาได้ดีสำหรับชีวิตคนเมืองหลวงไปถึงเซ็นเซอร์รอบคันที่ฉลาด สิ่งเหล่านี้คือความคุ้มค่าที่น่าสนใจ

ในส่วนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full Time พร้อม Terrain Management System ปรับเปลี่ยนโหมดใช้งานด้วยการหมุนสวิตซ์ที่ใช้งานง่ายและน่าชื่นชมในเรื่องความฉลาดในการจัดการแรงหมุนของแต่ละล้อ เพราะที่ล้อจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การขับขี่แบบ Off Road ทำได้ง่ายขึ้นมาก

นอกจากนั้นระบบช่วยลงเขา Hill Descent Control (HDC) ฟอร์ดออกแบบมาได้ดีมาก เพราะเวลาปล่อยรถไหลลงเขา เมื่อเปิดโหมดนี้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกหรือคันเร่งใดๆ การควบคุมความเร็วให้ใช้เพียงปุ่ม SET+ เพื่อเพิ่มความเร็ว และ SET- เพื่อลดความเร็วเท่านั้น

แต่ทั้งนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ฟอร์ดใส่เข้ามามากมาย ถ้ามองถึงความเป็นมิตรกับผู้ใช้ชาวไทย All-New Ford Everest อาจสอบตกในเรื่องนี้ได้ เพราะนอกจากการแจ้งเตือนและข้อมูลช่วยเหลือจะมีแต่ภาษาอังกฤษแล้ว หลายเทคโนโลยีที่สดใหม่กับตลาดประเทศไทย ผู้ใช้ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และจดจำใหม่หมด โดยเฉพาะ MyFord Touch ที่ดูเก่า ตอบสนองช้า ใช้งานยากและไม่มีภาษาไทย แม้ระบบสั่งงานด้วยเสียงจะใช้งานง่ายขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็สั่งด้วยเสียงภาษาไทยไม่ได้อยู่ดี

หรือแม้แต่สัญญาณกันขโมยที่เข้าใจยากเพราะปกติ ระบบเหล่านี้จะร้องแจ้งเตือนเมื่อรถถูกทุบกระจกหรือโดนงัด แต่สำหรับ All-New Ford Everest บางครั้งแค่ต้องการยกรถขึ้นด้วยแม่แรง สัญญาณกันขโมยก็สามารถร้องได้ เป็นต้น

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

SHARE