Review : Apple AirPods 2 ปะทะ Galaxy Buds

3260

ถือเป็นการออกหูฟังไร้สายแบบ True Wireless มาปะทะกันแบบเต็มตัว หลังจากที่ Samsung ปล่อยให้ Apple ทำตลาดล่วงหน้ามาก่อนถึง 2 ปีเต็มๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้ Samsung จะพยามนำเสนอ Gear Icon ออกมาแล้ว แต่ความสามารถก็ยังไม่ถึง ทำให้ Apple กลายเป็นผู้นำตลาดอยู่ในเวลานี้

จากข้อมูลล่าสุดของ Counter Point ระบุว่า ปัจจุบัน AirPods เป็นอุปกรณ์ในกลุ่ม Hearables (อุปกรณ์หูฟังไร้สาย) ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ตามมาด้วย Jabra และ Samsung ที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึงครึ่งของ Apple

ในขณะที่ก่อนหน้านี้ IDC เพิ่งมีการแจ้งว่าจะเพิ่มกลุ่มอุปกรณ์ไอทีสวมใส่หู (Ear-Worn) ขึ้นมา เป็นอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะเก็บข้อมูล เพราะเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง จากการที่หลายๆ แบรนด์เริ่มให้ความสนใจในการผลิตหูฟังแบบ True Wireless ออกมา เช่นเดียวกับความนิยมในการใช้งานผู้ช่วยส่วนตัว ทั้ง Siri Google Assistant และ Alexa

AirPods 2 ชาร์จไร้สาย-อัตโนมัติมากขึ้น

การเปิดตัว AirPods 2 ออกมาพร้อมกับการเพิ่มความสามารถเล็กน้อย อาจจะทำให้มองว่ารุ่นนี้ไม่มีอะไรใหม่ แต่ในความเป็นจริง ฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นมากลายเป็นตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้เป็นอย่างดี เมื่อรวมกับความสามารถเดิมทำให้ผู้ที่อยู่ใน Apple Ecosystems ใช้งานสะดวกขึ้น

5 จุดหลักๆ ที่ถูกอัปเดตเพิ่มขึ้นมาบน AirPods 2 คือ 1.การที่ปรับปรุงชิปเซ็ตที่ใช้ภายในจากเดิมที่เป็น Apple W1 มาเป็น Apple H1 ที่ช่วยให้การสลับใช้งานระหว่างอุปกรณ์ได้เร็วขึ้น 2 เท่า นอกจากนี้ ยังมีการวัดถึงความเร็วในการโอนสายระหว่างโทรศัพท์ ไปยัง AirPods ได้เร็วขึ้น 50%

2.แบตเตอรี ที่เมื่อหันมาใช้ชิป H1 ทำให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น โดยทาง Apple แจ้งว่า ใช้ฟังเพลงได้ต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง และใช้สนทนาต่อเนื่องได้ 3 ชั่วโมง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 50% ถ้านับรวมเวลาที่ชาร์จร่วมกับเคสจะใช้งานได้ต่อเนื่องกว่า 24 ชั่วโมง โดยเมื่อชาร์จ 15 นาที จะใช้สนทนาได้กว่า 2 ชั่วโมง

3.สามารถเรียกใช้งาน Siri ได้ด้วยการพูดหวัดดี Siri’ เพื่อสั่งให้ปรับเสียง เปลี่ยนเพลง สั่งงานต่างๆได้ โดยไม่ต้องแตะสั่งงานที่ AirPods เหมือนเมื่อก่อน ส่วนฟังก์ชันการแตะสองครั้งเพื่อเปลี่ยนเพลงก็ยังสามารถแตะสั่งได้เช่นกัน

4.มีเคสชาร์จแบบไร้สายมาให้เลือก ก่อนหน้านี้เวลาที่จะชาร์ตเคส AirPods ผู้ใช้จำเป็นต้องชาร์จผ่านสาย Lighting เท่านั้น แต่ในรุ่น AirPods 2 จะมีเคสชาร์จไร้สายเพิ่มมาเป็นทางเลือก ให้ผู้ใช้สามารถวางเคส บนแท่นชาร์จที่รองรับมาตรฐาน Qi ได้ทันที

ส่วนความสามารถเดิมอย่างการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ iOS เมื่อเปิดเคสขึ้นมา จะมีให้เลือกเชื่อมต่อก็ยังคงอยู่ เช่นเดียวกับการตรวจจับการใช้งานเมื่อใส่เข้าหู ก็จะทำการเชื่อมต่อให้อัตโนมัติ เมื่อถอดออกจากหูเพลง หรือภาพยนตร์ที่รับชมอยู่ก็จะหยุดให้อัตโนมัติ และเมื่อใส่กลับเข้าไปก็จะทำงานต่ออัตโนมัติ

สำหรับราคาจำหน่ายของ AirPods 2 ที่มาพร้อมกับเคสชาร์จไร้สายจะอยู่ที่ 7,990 บาท ถ้าเป็นเคสชาร์จ Lightning ปกติจะอยู่ที่ 6,500 บาท ถ้าต้องการซื้อเฉพาะเคสชาร์จไร้สายจะอยู่ที่ 2,990 บาท

Galaxy Buds ที่พัฒนาตามในราคาที่ดีกว่า

ในฝั่งของ Samsung การพัฒนา Galaxy Buds ออกมาเป็นหูฟัง True Wireless แบบ In-Ears ก็กลายเป็นอีกทางเลือกให้ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน Galaxy ที่กำลังมองหาอุปกรณ์มาช่วยเสริมการใช้งานในอีโคซิสเตมส์

จุดที่ทาง Samsung เรียนรู้ และพัฒนาได้น่าสนใจ อย่างฟังก์ชันการเชื่อมต่ออัตโนมัติเมื่อเปิดเคสขึ้นมา เมื่อใช้งานร่วมกับ Galaxy S10 ก็จะมีหน้าจอขึ้นมาให้เลือกเชื่อมต่อได้ไม่ต่างจาก AirPods หรือเรียกได้ว่าพัฒนาตามมาได้อย่างน่าสนใจ

ส่วนเรื่องของแบตเตอรี Galaxy Buds ก็ทำได้น่าสนใจ เพราะทาง Samsung เคลมว่าสามารถใช้งานฟังเพลงได้ต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง และใช้สนทนาได้ 5 ชั่วโมง ตามด้วยแบตเตอรีในเคสที่สามารถชาร์จใช้งานเพิ่มได้อีก

รวมถึงความสามารถของเคสที่รองรับการชาร์ตแบบไร้สายอยู่แล้ว โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แถมใน Galaxy S10 และ S10+ ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์อย่าง Wireless Power Share ทำให้ถ้าแบตหูฟังหมดฉุกเฉินก็ใช้ Galaxy S10 เป็นแท่นชาร์จให้เคสหูฟังได้เลย

ส่วนราคาของ Galaxy Buds จะอยู่ที่ 4,999 บาท และยังมีให้เลือกด้วยกัน 3 สี คือ ดำ ขาว และเหลือง ดังนั้น จะเห็นได้ว่าราคาของ Galaxy Buds จะถูกกว่า AirPods 2 อยู่แล้ว และได้เคสแบบชาร์จไร้สายด้วย

การใช้งาน

ทั้ง Galaxy Buds และ AirPods สามารถนำไปเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง iOS และ Android รวมถึงพีซีต่างๆ เพียงแต่ถ้า AirPods เชื่อมต่อกับ iOS ก็จะได้ความสะดวกในการเชื่อมต่อที่ง่ายกว่า เช่นเดียวกับที่ผู้ใช้ Galaxy ที่ลงแอป Smart Ware ก็จะเชื่อมต่อ Galaxy Buds ได้ง่ายกว่า

เพียงแต่ว่า Galaxy Buds จะมีฟีเจอร์เพิ่มเติมที่ ผู้ใช้ iOS ไม่สามารถใช้ได้คือการแตะที่หูฟังค้างไว้เพื่อฟังเสียงรอบข้าง (Ambient Sound) เพราะถ้านำมาใช้กับ iOS เมื่อแตะค้างไว้จะเป็นการเรียกใช้งาน Siri แทน

ส่วนรูปแบบของหูฟัง ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้มากกว่าว่าชอบแบบหูฟังธรรมดา หรือแบบ In-Ears ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าใส่แบบ In-Ears ใช้งานเป็นเวลานาน ก็จะรู้สึกเมื่อยหูได้ ในขณะที่ใช้งาน AirPods ไม่เจออาการดังกล่าว แต่ก็มีผู้ใช้บางรายที่ไม่เหมาะกับการใช้ AirPods เพราะใส่แล้วหลุดก็มี

ทำให้รวมๆแล้ว ก็อยู่กับว่าผู้ใช้เลือกใช้อีโคซิสเตมส์ของดีไวซ์แบบไหน ถ้าใช้อุปกรณ์ของ Apple ก็จะเหมาะกับ AirPods มากกว่า ในขณะที่ถ้าใช้ Galaxy ก็จะเหมาะกับ Galaxy Buds มากกว่าเช่นกัน ที่สำคัญคือต้องใส่แล้วให้ความมั่นใจว่าจะไม่หลุดหายง่ายๆด้วย

โดยในอีโคซิสเตมส์ของ Apple นอกจาก AirPods แล้ว ก็เพิ่งมีการะเปิดตัว Apple Powerbeats Pro ออกมา โดยจะเน้นกลุ่มผู้ที่นำไปใช้กับการออกกำลังกาย และคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นจาก Beats by Dr.Dre ที่จะมีให้เลือกหลายสีทั้ง  Black, Ivory, Moss และ Navy วางจำหน่ายในช่วงเดือนพฤษภาคม ราคา 8,900 บาท

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น