Review : Apple iPhone 11 สีสวย กล้องดี

23467

หลังจากที่พาไปแกะกล่อง iPhone 11 รุ่นใหม่กันแล้ว แน่นอนว่าหลายๆ คนมีคำถามที่ตามมาว่า iPhone 11 เพียงพอไหมกับการเปลี่ยนรุ่นใหม่ หรือควรเก็บเงินเพื่อไปซื้อ iPhone 11 Pro เลยดีกว่า

ในความเป็นจริงแล้วถ้าไม่เคยใช้ iPhone XS หรือ iPhone XS Max มาก่อน iPhone 11 จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่อยากใช้งาน iPhone และต้องการเครื่องรุ่นใหม่ในปีนี้ทันที

โดยเฉพาะผู้ที่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งาน iPhone XR อยู่แล้ว iPhone 11 จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทันที เพราะมีการอัปเกรดหลายๆ อย่างขึ้นมาไม่แตกต่างจาก iPhone 11 Pro เลย

จุดที่แตกต่างกันจริงๆ จะเป็นเรื่องของจอภาพที่ใช้เป็น Liquid Retina กับ OLED และเรื่องของกล้องหลังที่มีเลนส์ Telephoto เพิ่มเข้ามาเท่านั้น ส่วนที่เหลือใช้งานได้ไม่แตกต่างกันเลย

ข้อดี

ตัวเครื่องสเปกแรง ราคาเริ่มต้นที่ 24,900 บาท

มีสีสันให้เลือกหลากหลาย

เลนส์ Ultra Wide ช่วยให้ถ่ายภาพสนุกขึ้น

ข้อสังเกต

ในกล่องไม่แถมอะเดปเตอร์ Fastcharge มาให้

จอยังเป็น LCD อยู่เมื่อเทียบกับรุ่น Pro จะสวยไม่เท่า

ขอบจอยังหนาอยู่เช่นกัน เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนในระดับราคาเดียวกัน

ดีไซน์ที่ใส่ใจรายละเอียด

แม้ว่าจะดูเหมือน iPhone 11 ไม่ได้แตกต่างจาก iPhone XR มากนัก แต่จริงๆ แล้ว iPhone 11 มีการปรับปรุงในส่วนของการดีไซน์ที่น่าสนใจหลายๆ จุด โดยตัวเครื่องยังคงเป็นอะลูมิเนียมผสมกับกระจกหน้าหลังเหมือนเดิม ขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 150.9 x 75.7 x 150.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 194 กรัม

โดย iPhone 11 จะมีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 6 สี คือ ม่วง เขียว เหลือง ขาว ดำ และ แดง ซึ่งรุ่นที่นำมารีวิวในครั้งนี้คือสีเขียว เมื่อวางเครื่องเทียบกันทุกสี จะเห็นจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับ iPhone XR คือฝาหลัง

ในรุ่น iPhone 11 แอปเปิล เลือกที่จะปรับตำแหน่งโลโก้ Apple ลงมาอยู่ตรงกึ่งกลางเครื่องแทน และไม่มีการสกรีนตัวอักษรใดๆ ลงที่ฝาหลังอีกแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้จะมีการสกรีน iPhone หรือสัญลักษณ์ต่างๆ อยู่ ทำให้ในปีนี้จะมีรุ่นสีแดง (Product)Red เท่านั้น ที่มีการสกรีนตัวอักษรลงไปที่ฝาหลัง

ถัดมาก็คือตัวกระจกที่นำมาครอบตัวเครื่องด้านหลัง จะถูกออกแบบให้เป็นกระจกชิ้นเดียว แล้วมีการขัดด้านบริเวณขอบของกล้อง ทำให้เพิ่มความแข็งแรง และช่วยให้ตัวเครื่องป้องกันน้ำกันฝุ่นบนมาตรฐาน IP68 ได้ (น้ำลึกไม่เกิน 2 เมตร 30 นาที) และตัวเครื่องยังรองรับระบบชาร์จไร้สายด้วย

กลับมาในส่วนของหน้าจอ iPhone 11 จะมากับหน้าจอ Liquid Retina 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1792 x 828 พิกเซล 326ppi ที่รองรับการใช้งาน True Tone Display ในการปรับสภาพแสงหน้าจออัตโนมัติ ประกอบกับกล้อง TrueDepth Camera ที่ใช้ทั้งปลดล็อก FaceID และเป็นกล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซลด้วย

เทียบกล้อง iPhone XR กับ iPhone 11

ส่วนรายละเอียดของกล้องหลังที่ให้มาเป็น 2 เลนส์ใน iPhone 11 จะใช้เป็นกล้อง Ultra Wide คู่กับ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล โดยกล้อง Ultra Wide จะมากับรูรับแสง f/2.4 มุมมองถ่ายภาพ 120 องศา ส่วน Wide มากับรูรับแสง f/1.8

รอบๆ ตัวเครื่อง iPhone 11 จะเหมือนเดิมคือ มีปุ่มปรับระดับเสียงอยู่ทางซ้าย พร้อมปุ่มปิดเสียง ทางขวาเป็นปุ่มเปิดเครื่อง และเรียกใช้งาน Siri ด้านล่างเป็นลำโพง และพอร์ต Lightning ให้ใช้งาน

ในส่วนของแบตเตอรีแอปเปิล ระบุว่า iPhone 11 สามารถใช้งานได้นานกว่า iPhone XR 1 ชั่วโมง โดยสามารถเล่นวิดีโอได้ต่อเนื่อง 17 ชั่วโมง สตรีมมิ่งได้ 10 ชั่วโมง เล่นเพลงได้ 65 ชั่วโมง และชาร์จได้ 50% ในเวลา 30 นาที ถ้าใช้กับที่ชาร์จเร็ว 18W

กล้องที่เด็ดไม่แพ้รุ่นพี่

การพัฒนากล้องบน iPhone 11 ให้เป็นกล้องคู่ (Dual Camera) ช่วยลดช่องว่างระหว่างเครื่องรุ่นธรรมดา กับรุ่น Pro ที่เป็น 3 เลนส์ ได้ค่อนข้างเยอะ เพราะในการใช้งานจริง มุมมองที่จะใช้เพื่อการถ่ายภาพจากสมาร์ทโฟนจะเป็นมุมปกติ และมุมกว้างที่ให้มุมมองใหม่มากกว่า ในขณะที่การซูมภาพจะใช้งานเฉพาะบางช่วงเท่านั้น

ดังนั้นกล้องคู่บน iPhone 11 ถึงทำงานได้ไม่แตกต่างจากรุ่นพี่อย่าง iPhone 11 Pro ในแง่ของการเก็บรายละเอียดภาพทั้งมุมปกติ และมุมกว้าง เพราะใช้เลนส์ชุดเดียวกัน ทำให้คุณภาพของรูป และวิดีโอที่ได้ไม่แตกต่างกัน

โดยจุดที่ iPhone 11 ได้เปรียบกว่า iPhone 11 Pro คือการถ่ายภาพ Portrait ที่ระยะของ iPhone 11 จะเป็นมุมมอง 26 มม. (เลนส์ปกติ) แต่ iPhone 11 Pro จะใข้มุมมอง 56 มม. (เลนส์เทเลฯ) แล้วใช้ AI มาช่วยประมวลผลฉากหลังให้เบลอแทน

แน่นอนว่า iPhone 11 สามารถใช้งาน Night Mode ในการถ่ายภาพได้ เพียงแต่ว่า Night Mode ใน iPhone ผู้ใช้ไม่สามารถเลือกเปิดที่จะใช้งานได้เอง แต่ระบบจะช่วยคำนวนให้ เมื่อกล้องตรวจจับว่าถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย

หลังจากกล้องเปิด Night Mode ให้แล้วผู้ใช้ถึงจะปรับเลือกได้ว่าจะทำการเปิดชัดเตอร์ถ่ายภาพค้างไว้กี่นาที โดยต้องไม่เกินช่วงเวลาที่กล้องคำนวนให้ แต่สูงสุดจะอยู่ที่ 30 วินาที เมื่อใช้งานคู่กับขายึดจับสมาร์ทโฟน (Night Mode ไม่สามารถใช้กับเลนส์ Ultra Wide ได้)

นอกจากนี้ การพัฒนาการถ่ายภาพวิดีโอบน iPhone 11 ก็ให้คุณภาพที่สูงขึ้น โดยสามารถเลือกถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 4K 60fps ประกอบกับระบบกันสั่นของกล้องที่ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญคือถ่าย 4K ได้ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง

Gallery ภาพจากกล้อง iPhone 11

เบื้องหลังคือ Apple A13 Bionic

ทั้ง iPhone 11 และ iPhone 11 Pro ทำงานบนหน่วยประมวลผล Apple A13 Bionic

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ iPhone 11 กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจไม่แตกต่างจาก iPhone 11 Pro คือการเลือกนำชิปเซ็ต Apple A13 Bionic มาให้ใช้งานในทุกรุ่นของ iPhone 11 เพราะด้วยประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ A12 Bionic กว่า 40% และประหยัดแบตเตอรีขึ้น 20%

เพราะหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ iPhone น่าสนใจคือการทำงานบน iOS 13 ที่นำ Neural Engine มาใช้สำหรับ Machine Learning เพื่อเรียนรู้การใช้งานของผู้ใช้ และปรับแต่งให้เข้ากับพฤติกรรมของแต่ละคน

โดยเฉพาะในโหมดถ่ายภาพ อย่างการปรับเฉดสีในโหมด Portrait การประมวลผลภาพบน Night Mode การเลือกรูปภาพที่น่าสนใจใน Photos จนถึงการตัดต่อวิดีโอระดับ 4K บนเครื่อง iPhone 11 ได้เลย

นอกจากนี้ iPhone 11 ก็ยังรองรับการเชื่อมต่อ Gigabit LTE / Wi-Fi 6 รวมถึงการใช้งาน 2 ซิมการ์ด โดยสามารถใส่เป็น eSIM คู่กับนาโนซิมการ์ดปกติ โดยถ้าต้องการใช้งาน eSIM ต้องไปให้ที่ศูนย์บริการเป็นผู้เปิดใช้งานให้

อย่าลืมเผื่องบซื้ออุปกรณ์เสริม

อย่างที่เขียนไปตั้งแต่ตอนแกะกล่อง iPhone 11 แล้วว่าอะเดปเตอร์ชาร์จที่แถมมาให้ภายในกล่องของ iPhone 11 ยังคงเป็นที่ชาร์จธรรมดาอยู่ ดังนั้นถ้าจะใช้งาน iPhone 11 ให้สะดวกมากขึ้นแนะนำให้ซื้ออะเดปเตอร์ชาร์จเร็วเพิ่มมาใช้งานด้วย

โดยตัวอะเดปเตอร์ชาร์จเร็ว 18W ของแอปเปิลที่วางจำหน่ายในสโตร์จะอยู่ที่ 1,190 บาท และอย่าลืมซื้อสาย USB-C to Lightning อีก 690 บาท ด้วย หรือถ้าต้องการความสะดวก อาจจะมองหา Wireless Chrage มาใช้ร่วมด้วยอีก

สรุป

iPhone 11 น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของผู้ที่มีงบจำกัด เพราะด้วยระดับราคาเริ่มต้นที่ 24,900 บาท น่าจะช่วยให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ยิ่งมีการทำโปรโมชันร่วมกับโอเปอเรเตอร์มือถือ เมื่อสมัครแพกเกจร่วมด้วยทำให้ราคาต่ำลงมาอีก

ส่วนใครที่ต้องการเครื่องระดับโปร แล้วงบประมาณไม่จำกัดการหันไปเลือก iPhone 11 Pro ก็จะเหมาะสมกว่ากันอยู่แล้ว เพราะจะได้หลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นจาก iPhone 11 ที่สามารถอ่านได้เพิ่มเติมจากในรีวิวของ iPhone 11 Pro หลังจากนี้

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น