Review : Apple iPhone SE ดีไซน์ที่คุ้นเคย แรงขึ้น ในราคาเริ่มต้น 14,900 บาท

4470

หลังจากเปิดตัวมา iPhone SE กลายเป็น iPhone รุ่นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด และเชื่อว่าจะสามารถทำยอดขายได้ดีเป็นลำดับต้นๆ เหมือนที่ประวัติศาสตร์ของ iPhone SE รุ่นแรกเคยทำได้ เนื่องจากเป็น iPhone ราคาประหยัด ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอีโคซิสเตมส์ และบริการต่างๆ ของ Apple ได้

จุดเด่นหลักของ iPhone SE รุ่นที่ 2 คือเรื่องของประสิทธิภาพตัวเครื่อง เนื่องจากใช้หน่วยประมวลผล Apple A13 Bionic เช่นเดียวกับในรุ่นท็อปสุดอย่าง iPhone 11 Pro Max มากับขนาดตัวเครื่องที่กระทัดรัด จับถือใช้งานง่าย ในราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท ซึ่งถือว่าเป็น iPhone ที่เปิดตัวมาราคาถูกที่สุดในเวลานี้

ข้อดี

  • หน่วยประมวลผล A13 Bionic
  • กันน้ำ กันฝุ่น IP67
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิม และเชื่อมต่อ WiFi 6

ข้อสังเกต

  • หน้าจอขนาดเล็ก 4.7 นิ้ว
  • กล้องหลัก ยังเป็นกล้องเดียว ทำให้มีข้อจำกัดในการถ่ายภาพ
  • ที่ชาร์จที่แถมให้ไม่รองรับการชาร์จเร็ว

iPhone SE เหมาะกับใคร?

ที่ผ่านมา iPhone SE รุ่นแรกได้แสดงให้เห็นแล้วว่า Apple ต้องการแย่งชิงกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานสมาร์ทโฟน Android แล้วต้องการเปลี่ยนมาใช้งาน iPhone ในระดับราคาที่ไม่สูงเกินไป เพราะถือว่าเป็น iPhone ที่ Apple วางออกมาในระดับราคาที่เหมาะสม และได้เครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Android รุ่นท็อป ตามที่ทิม คุก เคยบอกไว้

กับอีกกลุ่มคือผู้ที่ใช้งาน iPhone รุ่นเก่าๆ อย่าง iPhone 5 iPhone 6 iPhone 6s iPhone SE รุ่นแรก จนถึง iPhone 7 แล้วต้องการเครื่องรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในรูปทรงที่คุ้นชินกันอยู่แล้ว ก็สามารถเลือกใช้งาน iPhone SE ได้ โดยเฉพาะผู้ใช้งาน iPhone 6 ลงไป ที่ไม่สามารถอัปเกรด iOS 13 มาใช้งานได้แล้ว

ขณะเดียวกันก็เหมาะกับการใช้งานในช่วงนี้ ที่ทุกคนต้องใส่ผ้าปิดปากเวลาออกไปข้างนอก เพราะกลายเป็น iPhone รุ่นใหม่เพียงรุ่นเดียวในเวลานี้ ที่มากับระบบ Touch ID ในขณะที่ iPhone 11 iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ไม่มี Touch ID ให้ใช้งาน มีเพียงแต่การปลดล็อกด้วยใบหน้าอย่าง Face ID เท่านั้น

สำหรับราคาจำหน่ายของ iPhone SE มีด้วยกัน 3 ความจุ เริ่มต้นที่ 64 GB ในราคา 14,900 บาท ตามด้วย 128 GB ในราคา 16,900 บาท และ 256 GB ในราคา 20,900 บาท มีให้เลือกด้วยกัน 3 สีคือ ขาว ดำ และแดง (Product) Red ซึ่งเป็นสีพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เป็น iPhone SE ที่ใช้ดีไซน์ของ iPhone รุ่นเดิม ทำให้มีข้อจำกัดในแง่ของขนาดหน้าจอที่อาจจะเล็กไปสักหน่อย เมื่อเทียบกับหน้าจอของสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบัน ทำให้อาจจะต้องตัดสินใจดูเล็กน้อยว่าขนาดหน้าจอมีผลกับการใช้งานมากแค่ไหน

กับอีกจุดที่ Apple ทำได้ดีคือเรื่องของการซัพพอร์ตสินค้า โดย iPhone SE รุ่นแรกได้แสดงให้เห็นแล้วว่าตั้งแต่เครื่องออกมาวางจำหน่ายในปี 2016 จนถึงปี 2020 แล้ว ก็ยังได้รับการอัปเกรดเฟิร์มแวร์เป็นรุ่นใหม่อย่าง iOS 13 นั่นแปลว่า รองรับการอัปเกรดมาถึง 5 รุ่นด้วยกัน

เจาะลึกรายละเอียด iPhone SE รุ่นที่ 2

ด้วยการที่ดีไซน์ของ iPhone SE เป็นการนำโครงของ iPhone 8 มาใช้ และมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในบางจุด ที่สังเกตได้หลักๆ คือ บริเวณขอบจอของ iPhone SE รุ่นที่ 2 นี้ จะมากับสีดำทั้งหมด แตกต่างจากก่อนหน้าที่ในรุ่นสีขาว ขอบจอก็จะเป็นสีขาวด้วย กับอีกจุดคือสัญลักษณ์โลโก้ Apple ที่หลังเครื่อง จะขยับลงมาอยู่ตรงกึ่งกลางมากขึ้น

สำหรับขนาดตัวเครื่องของ iPhone SE จะอยู่ที่ 138.4 x 67.3 x 7.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 148 กรัม เรียกได้ว่าเป็นขนาดเล็กที่พอดีกับมือมากที่สุด วัสดุที่เป็นอะลูมิเนียม 7000 ซีรีส์ ที่ให้ความแข็งแรง น้ำหนักเบาด้วย และกลายเป็น iPhone รุ่นสุดท้ายที่เวลาใช้งาน สามารถใช้มือเดียวสัมผัสได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของจอก็ว่าได้

โดยขนาดหน้าจอของ iPhone SE จะอยู่ที่ 4.7 นิ้ว ที่เป็นหน้าจอ Retina HD ความละเอียด 1344 x 750 พิกเซล ให้วามละเอียดเม็ดสีที่ 326ppi รองรับการแสดงผลแบบ True Tone ที่จะปรับแสงหน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแสง รองรับการแสดงผลขอบเขตสีกว้างแบบ P3 ให้ความสว่างสูงสุดที่ 625 นิต

บริเวณส่วนบนของหน้าจอ ก็จะเป็นที่อยู่ของลำโพงสนทนา และกล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล f/2.2 ความพิเศษก็คือ เป็นกล้องหน้าที่รองรับการถ่าย Portrait ด้วย แม้ว่าจะไม่ได้ใช้เซ็นเซอร์ True Depth เหมือนใน iPhone รุ่นหลังๆ แล้วก็ตาม

ส่วนล่างหน้าจอเป็นที่อยู่ของ Touch ID ที่นำเทคโนโลยี Taptic Engine มาใช้งาน ทำให้เวลากดปุ่ม หรือสัมผัส จะมีการสั่นสะท้อนตอบรับกลับมาแทน ใครที่ใช้ iPhone รุ่นที่มีปุ่ม Home แบบกดอยู่ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเจออาการปุ่ม Home เสีย เพราะ Apple แก้ไขปัญหานี้มาตั้งแต่ iPhone 7 แล้ว

รอบๆ ตัวเครื่องถือว่าเหมือนเดิมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งซ้ายที่มีปุ่มเปิดปิดเสียง เพิ่มลดเสียง ทางฝั่งขวาเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง โดยมีช่องใส่ถาดซิมอยู่ตรงกึ่งกลาง ด้านล่างมีไมค์ ลำโพง และพอร์ต Lightning ซึ่งตัดช่องหูฟังแบบ 3.5 มม. ออกไปแล้ว

ด้านหลังเครื่อง จะมีโลโก้ Apple อยู่ตรงกึ่งกลาง โดยมีกล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 และแฟลชแบบ True Tone อยู่ข้างๆ ซึ่งถ้าเป็นผู้ที่ใช้งาน iPhone 7 หรือ iPhone 8 อยู่ สามารถนำเคสรุ่นเก่ามาใช้งานได้เลย เพราะกล้องจะอยู่บริเวณเดียวกัน

ข้อจำกัดแบตเตอรีขนาดเล็ก?

อีกประเด็นที่เป็นคำถามตามมาเมื่อตัวเครื่องมีขนาดเล็ก ก็ทำให้ปริมาณแบตเตอรีที่ให้มาในเครื่องเล็กตามไปด้วย โดย iPhone SE จะให้แบตเตอรีมาขนาดเดียวกับ iPhone 8 ที่ประมาณ 1800 mAh ซึ่งทางแอปเปิล เคลมว่าสามารถใช้งานได้หมดวันแน่ๆ

เท่าที่ทีมงานทดลองใช้งาน iPhone SE มาพบว่า แบตเตอรี ถือว่าอยู่ในระดับที่พอรับได้กับการใช้งานทั่วไป ใช้งานเล่นโซเชียลมีเดีย รับส่งอีเมล โปรแกรมแชทต่างๆ สลับกับเล่นเกมบ้าง ใช้งานกล้องบ้าง จนหมดวันแบตฯ ก็ยังเหลือ นั่นแปลว่าตอนเช้าตื่นมาถอดเครื่องออกจากสายชาร์จ ก่อนกลับมาเสียบชาร์จอีกครั้งตอนนอนก็ยังไหว

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของอะเดปเตอร์ที่แอปเปิล แถมมาให้ในกล่องเป็นแบบ 5W ทำให้การชาร์จทำได้ค่อนข้างช้า แต่ด้วยการที่ตัวเครื่องรองรับการชาร์จเร็วแบบ 18W ในกรณีที่ซื้ออะเดปเตอร์ 18W (1,190 บาท) มาใช้งานคู่กับสาย USB-C to Lightning จะสามารถชาร์จ iPhone SE ได้ 50% ภายในเวลา 30 นาที

หรือในกรณีที่ใช้งาน MacBook หรือ iPad Pro ที่มีอะเดปเตอร์ USB-C ที่แรงกว่า 18W อยู่แล้ว ก็สามารถซื้อเฉพาะสาย USB-C to Lightning (ขายแยกในราคาเส้นละ 690 บาท) มาใช้งานได้เหมือนกัน หรือถ้าไม่ได้จำเป็นต้องชาร์จเร็ว และไม่อยากเสียบๆ ถอดๆ สายชาร์จ iPhone SE ก็รองรับการชาร์จไร้สายด้วยเช่นกัน

กล้องเดียว เพียงพอหรือไม่?

ในยุคที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่มากับกล้องคู่กันเป็นอย่างต่ำแล้ว แต่กลายเป็นว่า iPhone SE ยังมากับกล้องหลักกล้องเดียวอยู่ แต่กลายเป็นว่ากล้องที่อยู่ใน iPhone SE กลับถ่ายภาพได้ดีขึ้นกว่าสมัย iPhone 8 เยอะมาก

ส่วนหนึ่งเกิดจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ของกล้องให้ทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผล Neural Engine บน Apple A13 Bionic ทำให้นอกจากการถ่ายภาพปกติแล้ว เลนส์ของ iPhone SE ยังรองรับการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ที่สามารถปรับระยะชัดลึกได้ ซึ่งใช้งานได้ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง

อีกส่วนที่ iPhone SE ทำได้ดีขึ้นคือเรื่องของการถ่ายภาพวิดีโอ ที่สามารถถ่ายได้สูงถึง 4K 60fps รองรับการถ่ายภาพสโลว์โมชัน และไทม์แลปส์ด้วย หรือในกรณีที่ต้องการถ่ายวิดีโอในโหมดป้องกันภาพสั่นไหวที่ 4K 30fps เชื่อว่าให้ภาพที่ดีกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในระดับราคาใกล้เคียงกันแน่นอน

นอกจากนี้ iPhone SE ยังมากับซอฟต์แวร์ถ่ายภาพใหม่อย่าง QuickTake ที่ผู้ใช้สามารถกดปุ่มชัตเตอร์ค้างเพื่อเข้าสู่การถ่ายวิดีโอได้ทันที เพื่อนำไปใช้แชร์ Instagram Story หรือ TikTok ก็ได้ หรือถ้าต้องการถ่ายวิดีโอระยะยาวก็สามารถเลื่อนปุ่มชัตเตอร์ไปที่สัญลักษณ์วิดีโอเพื่อถ่ายวิดีโอต่อเนื่องได้ทันที

Gallery

มากับ 2 ซิม และ WiFi 6

อีกสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน iPhone SE คือการที่ตัวเครื่องรองรับการใช้งานซิมคู่ เหมือนใน iPhone 11 และ iPhone 11 Pro โดยสามารถใช้ซิมการ์ดปกติ จับคู่กับ eSIM เพื่อใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ ยังรองรับ LTE ระดับ Gigabit  และ WiFi 6 ทำให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปล่อยสัญญาณที่รองรับได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตัวหน้าจอรองรับการใช้งาน Haptic Touch ด้วย ทำให้สามารถแตะค้างที่หน้าจอ หรือไอค่อนที่ต้องการเพื่อเข้าสู่โหมดลัดได้ ส่วนการเรียกใช้งานแถบควบคุม จะกลับไปใช้การลากจากขอบจอล่างเหมือนใน iPhone 8

สรุป

Apple iPhone SE น่าจะกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งาน iPhone ในระดับราคาหมื่นกลางๆ ได้อย่างไม่น่าแปลกใจ รวมถึงผู้ที่กำลังลังเลว่าจะเปลี่ยนจากการใช้งานสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ มาลองใช้งาน iPhone ในระดับราคาที่ไม่สูงมาก

ข้อดีอย่างหนึ่งของ iPhone คือผู้ใช้สามารถแน่ใจได้ว่าจะได้รับการอัปเกรดเฟิร์มแวร์ต่อเนื่องไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปี อย่างที่ iPhone SE รุ่นแรกเคยทำได้มาแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับข้อจำกัดในเรื่องของขนาดหน้าจอ 4.7 นิ้ว และกล้องที่มีข้อจำกัดในเรื่องของฮาร์ดแวร์ ทำให้ไม่สามารถซูม หรือถ่ายภาพมุมกว้างได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าตัดสินใจเลือกซื้อ iPhone SE มาใช้งานแล้ว อย่าลืมเรื่องข้อจำกัดของ iPhone ที่ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้ ดังนั้นการเลือกซื้อรุ่นเริ่มต้น 64 GB อาจจะไม่ตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาว แนะนำให้เลือกรุ่น 128 GB ขึ้นไปจะเหมาะสมกว่า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น