Review : Apple TV 4K อุปกรณ์ที่จะช่วยให้เข้าถึงคอนเทนต์ 4K HDR ได้ง่ายขึ้น

7409

เมื่อคอนเทนต์ภาษาไทยเริ่มเพิ่มมากขึ้นใน iTunes Movies Store การเข้ามาทำตลาดของ Apple TV 4K ในประเทศไทยจึงถือเป็นอีกจุดที่มาช่วยกระตุ้นให้การเข้าถึงคอนเทนต์วิดีโอความละเอียดสูงผ่านอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

เพียงแต่ว่าตลาดของกล่องอินเทอร์เน็ตทีวี ก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมมากนักในประเทศไทย เพราะมีเพียงผู้บริโภคบางกลุ่มเท่านั้น ที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อเช่า หรือซื้อภาพยนตร์ หรือการสมัครสมาชิกบริการทีวีสตรีมมิ่งต่างๆ

ดังนั้น กลุ่มผู้ใช้งาน Apple TV 4K จริงๆ ก็จะเหลือแค่กลุ่มผู้ใช้งานสินค้าของแอปเปิล (Apple Ecosystems) ที่มีการใช้งานแมคบุ๊ก ไอแพด หรือไอโฟนในชีวิตประจำวัน มีโทรทัศน์ที่รองรับการแสดงผลแบบ 4K และชื่นชอบในการดูหนังออนไลน์ผ่านเน็ตฟลิกซ์ ที่ให้ความสนใจในการซื้อหามาใช้งาน

การออกแบบ

ดีไซน์ของกล่อง Apple TV 4K จริงๆแล้วไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก ยังคงมีสัญลักษณ์ของ Apple และคำว่า TV สกรีนอยู่ด้านบนของเครื่อง โดยมีขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 98 x 98 x 35 มิลลิเมตร น้ำหนัก 425 กรัม

เมื่อพลิกหลังเครื่องขึ้นมาก็จะเป็นรูระบายอากาศ และสัญลักษณ์ Apple อยู่ ส่วนรอบๆตัวเครื่องก็จะถูกปล่อยไว้โล่งๆ โดยมีไฟแสดงสถานะตัวเครื่อง (ไฟ LED สีขาว) ที่จะติดเวลาเปิดใช้งานเครื่อง และแสดงสถานว่าเครื่องรอสแตนบายอยู่

ส่วนหลังเครื่องที่เป็นช่องๆต่อสายต่างๆ ก็จะมีแค่ 3 ช่องหลักๆ คือช่องต่อปลั้กไฟ พอร์ต HDMI 2.0 และช่องเสียบสาย LAN เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าที่มีพอร์ต USB-C มาให้ด้วยก็จะรู้สึกเหมือนมีการตัดพอร์ตออกไป แต่จริงๆแล้ว Apple พัฒนามาเน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายมากกว่า

นอกจากตัวกล่องแล้วอีกอุปกรณ์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Apple TV Remote ที่มีขนาดอยู่ที่ 38 x 124 x 6.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 45 กรัม โดยแบ่งพื้นที่หลักๆ ออกเป็น 2 ส่วนคือ บริเวณพื้นผิวระบบสัมผัส และบริเวณปุ่มกด ที่จะมีทั้งปุ่มเมนู (กดเพื่อย้อนกลับได้) ปุ่มโฮมเพื่อกลับสู่หน้าหลัก

ปุ่มสั่งงานด้วยระบบเสียง (ใช้เพื่อกดค้นหาได้ด้วย) ปุ่มควบคุมการเล่น/หยุด และปุ่มปรับระดับเสียง โดยตัวรีโมทจะเชื่อมต่อกับกล่อง Apple TV ผ่านบลูทูธ รองรับระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว และชาร์จแบตได้ด้วยสาย Lightning ได้ทันที

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องก็จะมีตัวเครื่อง Apple TV รีโมท สาย Lightning และคู่มือการใช้งานเท่านั้น ไม่ได้มีแถมสาย HDMI มาให้ด้วย ดังนั้นถ้าต้องการนำมาต่อกับทีวี ก็ควรหาสายที่รองรับไว้ด้วย

สเปก

สิ่งที่น่าสนใจใน Apple TV 4K คือหน่วยประมวลผลที่อัปเกรดมาใช้ Apple A10X Fusion บนสถาปัตยกรรมแบบ 64 บิต เช่นเดียวกับ iPhone 8 และ iPhone X ทำให้การประมวลผลหนักๆ ทำได้สบายๆ

ส่วนการเชื่อมต่อต่างๆ ก็จะมีมาให้ทั้งพอร์ต HDMI 2.0 (รองรับ 4K) พอร์ต LAN (Gigabit Ethernet) หรือถ้าไม่ได้เชื่อมต่อผ่านสาย LAN ก็ใช้การเชื่อมต่อไร้สายบน Wi-Fi 802.11ac ได้ นอกจากนี้ก็จะมีบลูทูธ 5.0 ไว้สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ

ฟีเจอร์เด่น

ถ้ามองให้ง่ายๆ Apple TV 4K ก็จะเป็นกล่องที่แปลงโทรทัศน์ธรรมดาให้กลายเป็น Smart TV ได้ (แม้ว่าในปัจจุบัน ทีวี 4K ส่วนใหญ่จะมากับฟีเจอร์สมาร์ททีวีแล้วก็ตาม) เพียงแต่จุดเด่นหลักๆของ Apple TV 4K จะอยู่ที่มีช่องทางให้ผู้บริโภคเลือกซื้อคอนเทนต์ภาพยนตร์ ผ่านทาง ITunes Movie ที่จะเหมาะมากกับผู้ที่ชอบรับชมภาพยนตร์อยู่บ้าน

ปัจจุบันคอนเทนต์ที่อยู่บน iTunes Movies ถือว่าเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่เริ่มให้บริการ โดยเฉพาะคอนเทนต์ระดับ 4K ที่มีบรรยายไทย ที่มีให้เลือกมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยผู้ใช้สามารถเลือกซื้อ หรือเช่า (เมื่อกดเช่าแล้วต้องเริ่มดูภายใน 30 วัน และเมื่อเริ่มดูแล้วต้องดูให้จบภายใน 48 ชั่วโมง)

เพียงแต่จุดเด่นจริงๆ ของ Apple TV 4K ไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่อยู่ตรงที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมาติดตั้งเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็น Netflix (บริการดูหนังออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก) หรือการเข้าไปดูวิดีโอใน Facebook Youtube Dailymotion Vimeo ต่างๆก็ได้เช่นกัน

เมื่อได้ลองนำมาใช้งาน ด้วยการที่ปกติรับชม Netflix เป็นประจำอยู่แล้ว การนำ Apple TV 4K มาใช้ ก็ช่วยให้การใช้งานสะดวกขึ้น เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา เข้าแอป Netflix เลือกซีรีส์เรื่องโปรดที่กดเซฟไว้ หรือจะกดดูต่อก็สามารถทำได้ทันที

ส่วน Youtube ก็จะถูกนำมาใช้เพื่อการดูละคร หรือรายการทีวีย้อนหลัง เพียงแต่ว่าอินเตอร์เฟสของแอป Youtube บน Apple TV 4K จะใช้งานค่อนข้างยาก เพราะปรับให้เป็นอินเตอร์เฟสเดียวกับบนสมาร์ททีวี เพื่อให้ง่ายกับการใช้รีโมทกดมากกว่า

ในการป้อนข้อมูล Apple TV 4K จะมีความฉลาดตรงที่ ถ้าเป็นผู้ใช้งาน iOS อยู่ เมื่อกดเข้าช่องค้นหา บน iPhone หรือ iPad ที่เชื่อมต่ออยู่บน Apple ID และเครือข่ายเดียวกัน จะมีเด้งแจ้งเตือนขึ้นมา ให้ผู้ใช้สามารถกดพิมพ์ได้จากแป้นคีย์บอร์ดบนสมาร์ทโฟน

นอกจากนี้ ก็จะฟีเจอร์เพื่อความบันเทิงอย่างเกม หรือแอปเรียนรู้สำหรับเด็กมาให้เพื่อใช้งานในครอบครัว โดยจะใช้การควบคุมผ่าน รีโมท ไร้สายที่จะจับการเคลื่อนไหวของผู้เล่นได้ด้วย แต่ทั้งนี้เกมที่ให้มาส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกมสนุกๆ เล่นกับครอบครัวมากกว่า

ที่เหลือก็จะเป็นความสามารถในการดึงคอนเทนต์ทั้งรูปภาพจาก Photos เพลงจาก Apple Music ฟัง Podcast โดยทั้งหมดจะผูกอยู่ภายใต้บัญชี Apple ID เดียวกัน ดังนั้น ก้จะเหมาะกับผู้ที่ใช้อีโคซิสเตมส์ของ Apple อยู่แล้วเป็นหลัก

หรือจะใช้ในการส่งเพลงที่เปิดในเครื่อง iPhone iPad จากทั้ง Apple Music Joox หรือแม้กระทั่ง Spotify เข้าไปเล่นบน Apple TV 4K ก็สามารถเลือกได้ ผ่านหน้าจอตั้งค่าด่วนบนอุปกรณ์ iOS

ไม่นับรวมกับฟังก์ชันอย่าง AirPlay ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถ Screen Mirroring หน้าจอจากทั้ง iPhone iPad หรือ Mac มาแสดงผลบน Apple TV ได้ทันที ซึ่งก็ช่วยให้สะดวกในการเล่นคอนเทนต์บนหน้าจอโทรทัศน์ หรือนำไปใช้แต่กับเครื่องฉายโปรเจกเตอร์ก็ได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Apple TV ยังเป็นระบบปิดอยู่ ทำให้ไม่สามารถใช้การ Cast Screen จากแอนดอรยด์ หรือระบบอื่นๆมาใช้งานได้ ถ้าต้องการสตรีมไฟล์หนังก็ต้องใช้การจำลอง Server ผ่านโปรแกรมอย่าง Plex แล้วไปดาวน์โหลดแอปอย่าง VLC มาใช้งานร่วมกันแทน ซึ่งก็ต้องใช้ความสามาถรเพิ่มเติมเล็กน้อย

สรุป

ถ้ามีโทรทัศน์ที่รองรับการแสดงผลแบบ 4K HDR อยู่ ประกอบกับมีการใช้งานอุปกรณ์ของ Apple อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น iPhone iPad หรือ Mac ก็ตาม การมี Apple TV 4K เข้ามาก็จะช่วยให้การดูภาพยนตร์ หรือรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ผ่านโทรทัศน์ได้สะดวกขึ้น

คุณภาพของคอนเทนต์ 4K ทั้งผ่าน iTunes Movie และ Netflix ถือว่าคมชัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นก็ถือเป็นอีกทางเลือกในการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันเหล่านี้ แต่ด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 8,500 บาท สำหรับรุ่น 32 GB และ 9,200 บาท สำหรับ 64 GB ก็ควรพิจารณาเพิ่มเติมว่า ซื้อมาแล้วจะได้ใช้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ได้นิยมซื้อ/เช่า ดิจิทัลคอนเทนต์ หรือมีการสมัครบริการดูหนัง/ซีรีส์ อย่าง Netflix อยู่เป็นประจำแล้ว ก็ควรมองข้าม Apple TV 4K ไปดีกว่า เพราะถึงซื้อมาก็ไม่ตรงกับรูปแบบการใช้งาน กลับกันถ้าเป็นคนที่ชอบสนับสนุนผู้ผลิต และมองว่าไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกินจำเป็น Apple TV 4K ก็จะมาเพิ่มประสบการณ์ในการรับชมคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

SHARE