Review : Apple Watch Series 5 จอไม่ดับแล้ว แต่ชาร์จทุกวันเหมือนเดิม

8312

การที่ Apple Watch กลายเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกไปแล้ว ทำให้การปรับปรุงที่เพิ่มขึ้นในซีรีส์ 5 นี้ จะเน้นเพิ่มความสามารถให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้สะดวกขึ้น พร้อมไปกับการพัฒนาฟีเจอร์ด้านสุขภาพให้ครอบคลุมมากขึ้น

จุดเด่นที่เพิ่มขึ้นมาใน Apple Watch Series 5 หลักๆ มีด้วยกันอยู่ 3 จุด คือเรื่องของการแสดงผล ที่หันมาใช้จอที่ติดตลอดเวลา (Always On) เพิ่มความสามารถในการระบุพิกัดของเข็มทิศ (Compass) และเรื่องของความปลอดภัย ที่มีระบบโทรหาบริการฉุกเฉินได้ 150 ประเทศทั่วโลก (รุ่นเซลลูลาร์)

ในประเทศไทย แอปเปิล (Apple) จะวางจำหน่าย Apple Watch Series 5 ในที่ 25 ตุลาคมนี้ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13,400 บาท สำหรับตัวเรือน 40 มม. และ 14,400 บาท สำหรับตัวเรือน 44 มม. ส่วนรุ่นเซลลูลาร์ จะเพิ่มไปเป็น 16,900 และ 17.900 ตามลำดับ

ข้อดี

จอติดตลอดเวลาแล้ว

การใช้งานสมาร์ทวอทช์ครบทั้งการแจ้งเตือน การวัดการออกกำลัง อัตราการเต้นหัวใจ

watchOS 6 ช่วยให้ติดตั้งแอปบนนาฬิกาได้เลย

ข้อสังเกต

แบตเตอรีเพียงพอใช้งานครบวัน แต่ต้องชาร์จทุกคืน

แตกต่างจาก Series 4 ไม่ค่อยเยอะ (ถ้ามี Series 4 อยู่ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน)

ตัวเรือนที่มีให้เลือกมากขึ้น

จุดที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดของ Apple Watch Series 5 คงหนีไม่พ้นการเพิ่มตัวเรือนไทเทเนียม และเซรามิค เข้ามา ทำให้กลายเป็นว่าปัจจุบัน Apple Watch 5 จะมีวัสดุให้เลือกทั้งหมด 3 วัสดุ 9 สี ด้วยกัน

ไล่ตั้งแต่ตัวเรือนอะลูมิเนียม มีให้เลือกตั้งแต่สีเทา สีทอง สีเงิน ตัวเรือนสแตนเลสสตีล มีสีทอง สีดำ และสีสแตนเลสขัดเงา โดยที่เพิ่มขึ้นมาคือตัวเรือนไทเทเนียม และไทเทเนียมสีดำ กับตัวเรือนเซรามิค สีขาว ไม่นับรวมรุ่นย่อยของไนกี้ และ Hermes อีกด้วย

โดยทางแอปเปิล จะเรียกตัวเรือน ไทเทเนียม และเซรามิค ที่เพิ่มขึ้นมาว่าเป็น Apple Watch Edition แตกต่างจากตัวเรือนอะลูมิเนียม และสแตนเลสสตีล ที่เรียกว่า Apple Watch เฉยๆ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ที่สนใจซื้อ Apple Watch ตัวเรือนอะลูมิเนียมไปใช้งาน ก็คือจะได้วัสดุของ iPhone มาอยู่ที่ข้อมือ กล่าวคือ ในการผลิตตัวเรือนของ Apple Watch รุ่นตัวเรือนอะลูมิเนียม แอปเปิล ได้เลือกนำอะลูมิเนียม 7000 ซีรีส์ ของตัว iPhone มารีไซเคิล เพื่อผลิตเป็นตัวเรือน Apple Watch แบบ 100%

รุ่นที่ทีมงานนำมาทดสอบกันคือ Apple Watch Edition Series 5 Space Black Titanium Case ตัวเรือน 44 มม. ที่ภายในกล่องจะมีตัวอักษรเขียนบอกอยู่ที่ด้านข้างเพียงจุดเดียวเท่านั้น

ขนาดของตัวเรือน 44 มม. จะอยู่ที่ 44 x 37.8 x 10.7 มม. โดยน้ำหนักของตัวเรือนอะลูมิเนียมจะอยู่ที่ 36.5 กรัม สแตนเลส 47.8 กรัม ไทเทเนียม 41.7 กรัม และ เซรามิก 46.7 กรัม จะเห็นได้ว่ารุ่นไทเทเนียมจะได้วัสดุที่แข็งแรงขึ้น และตัวเรือนเบาลง

โดยภายในของ Apple Watch Series 5 จะใช้หน่วยประมวลผล S5 ที่เป็น Dual Core 64 บิต มีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบไฟฟ้า เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจแบบออปติคัล อุปกรณ์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เซ็นเซอร์วัดความสูง GPS เข็มทิศมาให้

พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ WiFi 802.11 g/b/n จากชิปไร้สาย W3 พร้อมบลูทูธ​ 5.0 โดยมีพื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเรือน 32 GB ตัวเรือนสามารถกันน้ำได้ระดับ WR50 คือสามารถใส่ว่ายน้ำได้

จอที่ติดตลอดเวลา

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน Apple Watch Series 5 คือการพัฒนาจอ OLED ที่เป็นโพลีซิลิคอนและออกไซด์อุณหภูมิต่ำ (Low-Temperature Polycrystalline Oxid) ที่ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรายเดียวในตลาดที่นำมาใช้

สังเกตได้ว่าเมื่อเป็นจอ Always On จะไม่แสดงผลเข็มวินาที

ทำให้จอภาพสามารถปรับอัตราการดึงข้อมูลของหน้าจอ (Refresh Rate) ได้ จากเดิมที่ตั้งไว้สูงสุด 60 Hz หรือ 60 ครั้งต่อวินาที เมื่อใช้งาน และปรับให้ลดลงต่ำสุดได้ถึง 1 Hz หรือ 1 ครั้งต่อวินาที ช่วยให้ใช้พลังงานต่ำลง

จึงทำให้จอ Apple Watch Series 5 สามารถแสดงผลได้แบบติดตลอดเวลา เพียงแต่ว่าในขณะที่ใช้งานจอแบบ Always On นั้นรูปแบบการแสดงผลบนหน้าจอก็จะเปลี่ยนแปลงไป ตามจำนวนการแสดงผลข้อมูลที่ลดลง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้หน้าปัดนาฬิกาที่มีเข็มวินาทีอยู่ เมื่อเข้าสู่หน้าจอ Always On ตัวเข็มวินาทีก็จะหายไป หรือถ้าเป็นการแสดงผลข้อมูลระหว่างออกกำลังกาย จากเดิมที่แสดงผลเวลาระดับชั่วโมง นาที วินาที และเสี้ยววินาที ก็จะตัดลงเหลือเวลาระดับชั่วโมง และนาทีแทน

ไม่ใช่แค่เรื่องของการแสดงผลเวลาเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะแอปเปิลให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของผู้ใช้ ทำให้สามารถเลือกได้ว่าจะแสดงผลข้อมูลที่เซนซิทีฟหรือไม่

เพราะในเวลาที่หน้าจอ Always On ติดอยู่ ผู้อื่นก็จะเห็นทั้งตารางนัดหมาย ข้อมูลสุขภาพ การออกกำลังต่างๆ แอปเปิล จึงเลือกให้สามารถปิดการแสดงผลข้อมูลเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเห็นข้อมูลบนหน้าปัดนาฬิกาได้

นอกจากนี้ ถ้าเป็นผู้ที่ว่ายน้ำเป็นประจำ แต่เดิมเวลาจะดูข้อมูลบน Apple Watch อาจจะต้องหยุดว่ายขึ้นมาเพื่อดูเวลา แต่ตอนนี้สามารถดูได้แม้เวลาที่ว่ายน้ำอยู่ โดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอเพื่อให้หน้าจอติดขึ้นมา หรืออย่างผู้ที่ขี่จักรยาน ก็ไม่ต้องปล่อยมือจากแฮนด์จักรยานเพื่อดูเวลาด้วยเช่นกัน

เข็มทิศช่วยกำหนดทิศทาง และวัดระดับความสูง

เข็มทิศ หรือ Compass เป็นอีกแอปที่พัฒนาขึ้นบน Apple Watch เพื่อเปิดให้ผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่า หรือวิ่งเทรลสะดวกขึ้นในการใช้งานนาฬิกา เพราะ Apple Watch Series 5 จะมีเข็มทิศมาให้ใช้งานในตัว

พร้อมทั้งเพิ่มความสามารถในการแจ้งเตือนว่ากำลังอยู่ในทิศทางที่ตั้งไว้ แสดงระดับความชัน ความสูงจากพื้นดิน รวมถึงละติจูด และลองจิจูด ที่จะช่วยให้การวัดค่าการออกกำลังกายแม่นยำมากขึ้น และช่วยนำทางได้ในตัว

โทรฉุกเฉินแม้เดินทางในต่างประเทศ

ฟีเจอร์นี้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนอยากใช้งาน แต่การที่มีไว้ทำให้ Apple Watch Series 5 แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้า เพราะด้วยการที่รุ่นเซลลูล่าร์สามารถเชื่อมต่อเพื่อใช้เป็นโทรศัพท์ได้

ทำให้แอปเปิล ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายกว่า 150 ประเทศทั่วโลก เชื่อมต่อนาฬิกา เข้ากับเครือข่ายพิเศษ ที่ทำให้สามารถใช้โทรฉุกเฉิน (SOS) ได้แม้ว่าจะไม่ได้พกสมาร์ทโฟน หรือเปิดใช้งานเซลลูล่าร์บน Apple Watch

ทำให้เหมาะกับผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และเมื่อทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับการล้ม (Fall Detection) ที่มีมาตั้งแต่ Apple Watch Series 4 จะช่วยให้ผู้สูงอายุที่สวมใส่ปลอดภัยมากขึ้นด้วย

watchOS 6 ที่ใส่ใจผู้ใช้มากขึ้น

นอกเหนือจากฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นจาก Apple Watch รุ่นใหม่แล้ว การที่แอปเปิล อัปเดตระบบปฏิบัติการ watchOS 6 ก็ช่วยเพิ่มความสามารถในส่วนของการวัดค่าสุขภาพต่างๆ มาด้วยเช่นกัน

อย่างการติดตามรอบเดือน (Cycles) สำหรับสุภาพสตรีทั้งหลาย ที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลรอบเดือน ระยะเวลาตกไข่ และจะมีการแจ้งเตือนเมื่อใกล้เวลามีประจำเดือน โดยผู้ที้ใช้งาน Apple Watch รุ่นเก่าก็จะได้รับฟีเจอร์นี้ด้วยเช่นกัน

อีกแอปที่น่าสนใจคือ Hearing หรือการตรวจจับเสียงรอบข้าง ที่จะคอยแจ้งเตือนผู้ใช้เมื่ออยู่ในบริเวณที่ระดับเสียงเกิน 90 เดซิเบล เป็นเวลานาน ซึ่งจะกระทบกับการทำงานของหูในการรับเสียง และเปิดให้ผู้ใช้สามารถเข้าแอปบนนาฬิกาเพื่อดูระดับเสียงรบกวนได้ตลอดเวลาด้วย

ที่เหลือก็จะเป็นการเพิ่มความแม่นยำในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การตรวจจับการออกกำลังกายต่างๆ รวมถึงการที่ผู้ใช้สามารถติดตั้งแอปเพิ่มเติมได้จาก Apple Store บน Apple Watch ได้แล้ว โดยไม่ต้องติดตั้งผ่าน iPhone

สรุป

Apple Watch Series 5 ยังคงเป็นสมาร์ทวอทช์ที่เป็นตัวเลือกแรกในการนำมาใช้งานคู่กับ iPhone เพราะด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงความสามารถในการใส่ใช้งาน

เพียงแต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่เพิ่งซื้อ Apple Watch Series 4 ไปใช้งานไม่นาน ถามว่ามีจุดเปลี่ยนอะไรที่ควรทำให้เปลี่ยนมาใช้หรือไม่ก็อาจจะยังไม่ถึงเวลา แต่ถ้าใช้งานรุ่น 3 หรือเก่ากว่านั้น ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่จะเปลี่ยนมาใช้งาน

ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยใช้งาน Apple Watch มาก่อนแล้วสนใจอยากลอง ถ้าไม่ได้ต้องการรุ่นใหม่ล่าสุด ทางแอปเปิล มีการปรับลดราคา Apple Watch Series 3 ลงมาเหลือ 6,400 บาท เป็นตัวเลือกให้ใช้งานด้วย

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น