Review : Huawei P40 Pro+ สมาร์ทโฟน Leica Penta Cemra ซูมไกล 100x

3475

ความสามารถหลักของ Huawei P40 Pro+ เมื่อเทียบกับ P40 Pro คือการเพิ่มกล้องถ่ายภาพระยะไกลเข้ามาจนทำให้กลายเป็นรุ่นแรกของหัวเว่ย ที่นำชุดกล้อง Leica Penta Camera มาใช้งาน จนทำให้สามารถซุมดิจิทัลได้ระดับ 100 เท่า ที่ถือว่าเป็นกิมมิคให้ใช้งานกัน แต่ความจริงคือการเพิ่มระยะเลนส์มาช่วยให้การถ่ายภาพทำได้สนุกขึ้น

นอกเหนือจากเรื่องกล้องแล้ว P40 Pro+ ยังมีการปรับมาใช้ฝาหลังแบบเซรามิค และเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลเป็น 512 GB ทำให้ใช้งานได้ยาวๆ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ 5G ซึ่งทำให้เครื่องรุ่นนี้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น ประกอบกับ Huawei App Gallery ที่มีการพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้ถ้ามองถึงการนำมาใช้งานทั่วไป ก็สามารถตอบโจทย์ได้

หัวเว่ย เปิดราคา Huawei P40 Pro+ มาที่ 40,990 บาท เมื่อเทียบกับรุ่นกลางอย่าง P40 Pro ที่เปิดราคามา 31,990 บาท ถ้าใครที่กำลังลังเล ว่าจะเลือกซื้อรุ่นไหนดี กับความต่างเงิน 9,000 บาท แนะนำว่าถ้างบประมาณไม่ใช่ปัญหาการเลือก P40 Pro+ ไปเลยจะจบที่สุด แต่ถ้ามีจำกัด P40 Pro ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว

ข้อดี

  • กล้อง Leica Penta Camera ที่ถ่ายภาพดีที่สุดในสมาร์ทโฟนเวลานี้
  • รองรับการใช้งาน 5G ตั้งแต่แกะกล่อง
  • พื้นที่เก็บข้อมูล 512 GB
  • รองรับชาร์จเร็ว 40W ทั้งแบบมีสาย และไร้สาย

ข้อสังเกต

  • ราคาค่อนข้างสูง (40,990 บาท)
  • ไม่สามารถใช้งาน GMS ได้ (ถ้าไม่ติดตั้งเพิ่มเติม)

ฮาร์ดแวร์คือจุดเด่น

ถ้าตัดเรื่องซอฟต์แวร์ในการทำงานของ Huawei P40 Pro+ ออกไป โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่รองรับการใช้งาน Google Mobile Service ตั้งแต่แกะกล่องออกมา เชื่อว่า P40 Pro+ จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่มีความวมบูรณ์แบบ และได้รับเลือกเป็นสมาร์ทโฟนที่มีกล้องยอดเยี่ยมที่สุดในปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

เพียงแต่ว่าในการใช้งานจริง ระบบปฏิบัติการ และเซอร์วิสต่างๆ ที่อยู่ในเครื่องกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ และต้องเข้าใจว่าผู้ใช้งานบางส่วนไม่มีความรู้ที่จะติดตั้ง GMS เพิ่มเพื่อใช้งานเอง และเลือกที่จะใช้งานเท่าที่ใช้ได้หลังจากแกะกล่องออกมา

นั่นทำให้การใช้งาน Huawei P40 Pro+ นั้นไม่สามารถรีดประสิทธิภาพทั้งหมดของเครื่องออกมาได้ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ เชื่อได้ว่าการเลือกซื้อ P40 Pro+ มาใช้งานจะไม่ผิดหวัง โดยเฉพาะในแง่ของฮาร์ดแวร์ ที่โดดเด่นทั้งเรื่องหน่วยประมวลผล กล้อง การประหยัดพลังงาน ระบบชาร์จเร็ว จนถึงวัสดุ และดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน

ไม่นับในเรื่องของระบบความปลอดภัย จากทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ และเซ็นเซอร์ปลดล็อกใบหน้าแบบ Depth Camera ที่มาช่วยทำให้กล้องหน้าสามารถถ่ายภาพเซลฟี่แบบเบลอฉากหลังได้เนียนตามากขึ้นอีก รวมๆ แล้ว P40 Pro+ จึงกลายเป็นมือถือที่มีความสมบูรณ์ในแง่ของฮาร์ดแวร์อย่างเห็นได้ชัด

รวมถึงในแง่ของการเชื่อมต่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 5G ที่รองรับการใช้งานกับเครือข่ายในไทยทั้งเอไอเอส และทรูมูฟ เอช ตัวเครื่องยังรองรับ WiFi 6 ทำความเร็วดาวน์โหลดได้สูงสุดถึง 2.4 Gbps บลูทูธ 5.1

ส่วนหน่วยประมวล Huawei เลือกใช้ซีพียูที่ผลิตเองอย่าง Kirin 990 5G ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ใน P40 Pro และ Mate 30 Pro โดยมากับ Octa Core ที่ให้ความเร็ว 2.86 GHz x2 + 2.36 GHz x2 + 1.95 x4 ซีพียูเป็น Mali-G76 และยังมี Dual NPU มาช่วยประมวลผลเพิ่มเติมด้วย

ทั้งนี้ Huawei P40 Pro+ ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบด้วย EMUI 10.1 ที่ภายในมี Huawei Mobile Service ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ ได้จาก Huawei AppGallery

ความโดดเด่นของ Leica Penta Camera

ส่วนถัดมาคือการชูจุดเด่นเรื่องของกล้อง โดย P40 Pro+ ถือเป็นการยกระดับความสามารถของกล้องที่หัวเว่ย ทำงานร่วมกับทางไลก้า (Leica) มาอย่างต่อเนื่องได้น่าสนใจ โดยเฉพาะการนำเลนส์เทเลโฟโต้ 2 เลนส์ มาใช้ทำให้ได้ภาพซูมระยะไกลที่คมชัดมากขึ้น

เริ่มกันจากเลนส์หลักของ P40 Pro+ ที่มากับความละเอียด 50 ล้านพิกเซล โดยหัวเว่ย ใช้ชื่อว่าเป็นเลนส์ Ultra Vision Camera f/1.9 มาพร้อมกับกันสั่น OIS เลนส์นี้จะทำหน้านี้เป็นเลนส์ถ่ายภาพในมุมปกติ รวมถึงการซูมภาพในระยะไม่เกิน 3x

ถัดมาคือเลนส์มุมกว้าง 40 ล้านพิกเซล CineCamera ซึ่งกลายเป็นเลนส์หลักที่ใช้ในการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K มากับ f/1.8 ช่วยให้สามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ และทำงานร่วมกับระบบกันสั่น OIS+AIS ทำให้ภาพเคลื่อนไหวออกมานิ่ง

ต่อด้วยชุดเลนส์เทเลโฟโต้ 8 ล้านพิกเซล ที่มี 2 ช่วงเลนส์คือ เลนส์ Telephoto Camera f/2.4 รับผิดชอบระยะการซูมระหว่าง 3x – 9.9x และเลนส์ SuperZoomCamera f/4.4 ที่รับผิดชอบระยะซูม 10x ขึ้นไป ซึ่งตัว SiperZoomCamera จะนำหลักการของ Periscope มาใช้งาน ทำให้เมื่อใช้ซูมระยะไกลแบบไฮบริดจะสามารถซูมได้ถึง 100x

ส่วนเลนส์สุดท้ายคือ 3D Depth Sensing Camera ที่ใช้ในการวัดระยะชัดลึกชัดตื้น เพื่อให้เวลาถ่ายภาพบุคคล หรือการโฟกัสวัตถุบางอย่าง สามารถเบลอภาพพื้นหลักได้อย่างเนียนตามากขึ้น

ในส่วนของกล้องหน้า P40 Pro+ มากับกล้องหน้าคู่ 32 ล้านพิกเซล Selfie Camera f/2.2 ที่เป็นตัวหลัก คู่กับกล้อง Depth Camera ไว้ใช้ในการวัดระยะ ทำให้การถ่ายกล้องหน้าสามารถถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอเพื่อสร้างโบเก้ได้ด้วย

ทั้งนี้ ในการใช้งานจริงต้องยอมรับว่า P40 Pro+ ทำออกมาให้ถ่ายภาพได้สนุกกว่าเดิม ทั้งภาพนิ่ง และภาพวิดีโอ โดยระยะหวังผลที่สามารถซูมได้จะอยู่ที่ราว 10x-20x ถ้าไกลกว่านั้น คุณภาพของรูปที่ได้นั้น ไม่ได้คมชัดมาก แต่ช่วยให้สามารถเห็นรายละเอียดในระยะไกลๆ ได้สบายๆ

เช่นเดียวกับการประมวลผล AI ของ Huawei ที่ฉลาดขึ้น มีการปรับแต่งสีรูปภาพให้สดใส แน่นอนว่าใครที่ชอบโทนภาพของ Huawei ไม่ผิดหวังแน่นอน แต่ถ้าใครที่ต้องการสีแบบที่ตาเห็น อาจจะต้องมองข้ามกล้องของหัวเว่ยไป

แบตอึด ชาร์จเร็วพึ่งพาได้

แบตเตอรีกลายเป็นอีกจุดขายสำคัญในช่วงหลังของ Huawei ได้อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะตั้งแต่ P30 เป็นต้นมา ที่แบตเตอรีของสมาร์ทโฟนหัวเว่ย เมื่อทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผล Kirin มีการจัดการพลังงานที่ยอดเยี่ยมมาก

ใน P40 Pro+ ก็เป็นอีกรุ่นที่แบตเตอรี สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสบายๆ แม้ว่าจะมีการนำไปถ่ายภาพหนักๆ ตลอดวันก็ยังรอดมาให้ใช้งานได้ถึงเย็นๆ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานร่วมกับ HMS เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ลง GMS แบตเตอรีก็จะอึดกว่าปกติด้วย

ทั้งนี้ ในส่วนของการชาร์จเร็ว Huawei P40 Pro+ รองรับการชาร์จทั้งแบบไร้สาย และมีสายที่ความเร็ว 40W โดยอะเดปเตอร์ที่แถมมาให้ในกล่องจะรองรับการชาร์จแบบมีสาย 40W

ในกรณีที่ต้องการชาร์จไร้สายแบบ 40W ด้วยจะต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มคือแท่นชาร์จ Huawei SuperCharge Wireless Charger Stand และอะเดปเตอร์ Huawei 65 W เพิ่มเติม

ดีไซน์ที่ลงตัว

ในแง่ของการออกแบบตัวเครื่อง P40 Pro+ เมื่อเทียบกับ P40 Pro อาจจะไม่ได้แตกต่างกันมาก เพราะขนาดตัวเครื่องจะใกล้เคียงกันคือ 72.6 x 158.2 x 9 มิลลิเมตร

แต่ตัวเครื่อง P40 Pro+ จะมีน้ำหนักมากกว่าที่ 226 กรัม เนื่องจากเลนส์กล้องที่เพิ่มมา และฝาหลังของ Pro+ จะใช้วัสดุเป็นเซรามิค ที่แข็งแรงกว่า โดย P40 Pro+ ที่วางจำหน่ายในไทย จะวางขายเฉพาะรุ่น White Ceramic เท่านั้น

ขนาดหน้าจอของเครื่องจะอยู่ที่ 6.58 นิ้ว มีการเจาะรูกล้องหน้าคู่อยู่ที่มุมซ้ายบน ตัวเครื่องจะมีลักษณะเป็นจอโค้ง ความละเอียด 2640 x 1200 พิกเซล Refresh Reate อยู่ที่ 90Hz ใต้หน้าจอฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ให้ใช้งาน

ปุ่มควบคุมหลักจะอยู่ทางด้านขวาเครื่อง มีทั้งปุ่มปรับเสียง และปุ่มเปิดปิดเครื่อง ส่วนทางขวาจะปล่อยว่างไว้ โดยมีลายเสารับสัญญาณอยู่ที่ข้างตัวเครื่องด้วย

ด้านบน นอกจากช่องไมโครโฟนตัวที่ 2 แล้วก็จะมีเซ็นเซอร์อินฟาเรดมาให้ใช้ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ด้านล่าง มีพอร์ต USB-C ช่องลำโพง ไมโครโฟน และถาดใส่ซิมการ์ดที่ใส่ได้ 2 ซิม หรือจะเลือกเพิ่ม NM SD Card  เพื่อใช้เก็บข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้

ด้านหลัง จะเป็นที่อยู่ของชุดกล้อง 5 เลนส์ และไฟแฟลช Dual LED และจะมีสัญลักษณ์ของ Huawei สกรีนอยู่ด้วย ภายในเป็นแบตเตอรีขนาด 4,200 mAh

ทดสอบประสิทธิภาพ

ด้วยการที่ปัจจุบันเกมที่อยู่ใน Huawei AppGallery ยังไม่ได้มีครบเหมือนใน PlayStore ดังนั้น เท่าที่ทดสอบบางเกมที่มาลงใน AppGallery แล้ว P40 Pro+ เล่นได้ทุกเกมแน่นอน และเชื่อว่าถ้าใครที่ลง GMS ใช้งาน เกมอื่นๆ ที่อยู่ใน PlayStore เครื่องรุ่นนี้ก็รองรับ

ในแง่ของการใช้งานด้านความบันเทิง P40 Pro+ ที่ให้จอขนาด 6.58 นิ้ว พร้อมกับ Refresh Rate 90Hz ถือว่าแสดงผลได้คมชัด ลื่นไหล ครบเครื่องดี ดังนั้นเครื่องรุ่นนี้จึงตอบโจทย์ได้ทุกกลุ่ม

สำหรับประสิทธิภาพในการประมวลผลผ่านโปรแกรมทดสอบต่างๆ ลองไล่ดูได้ด้านล่าง

สรุป

Huawei P40 Pro+ นั้นมีกลุ่มผู้ใช้งานเฉพาะที่ชัดเจนมากๆ เพราะต้องเป็นผู้ที่อยากได้สมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายภาพได้สนุก ครบเครื่อง เพราะ P40 Pro+ ตอบโจทย์ได้ทุกอย่างจากการที่เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ Huawei ที่มากับกล้องหลัง 5 เลนส์

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ราคาเปิดตัวมาอยู่ที่ 40,990 บาท อาจจะสูงไปสักหน่อย สำหรับสมาร์ทโฟน 5G ที่ไม่รองรับ GMS เพราะมีคู่แข่งในระดับเดียวกันอย่าง Galaxy S20 Ultra 5G เปิดตัวมาในราคาต่ำกว่าที่ 39,990 บาท แถมยังมี GMS ให้ใช้งาน ก็เป็นการตัดสินใจที่เลือกได้ยาก

แน่นอนว่า ถ้างบประมาณไม่ใช่ปัญหา และสามารถติดตั้ง GMS ใช้งานได้ด้วยตนเอง การเลือกซื้อ P40 Pro+ จะเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่พกใช้งานแทนกล้องถ่ายภาพได้ไปในตัว

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น