Review : Huawei P40 Pro กล้องยังสุด พร้อมใช้ 5G

6997

ต้องยอมรับ Huawei P40 Pro กลายเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่น่าใช้ที่สุดในเวลานี้ ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพในการประมวลผลที่ใช้เล่นเกม หรือทำงานหนักๆ ได้สบาย การเชื่อมต่อ 5G – WiFi 6 ที่เร็วที่สุดในกลุ่มสมาร์ทโฟนด้วยกัน

รวมถึงจุดเด่นในเรื่องของกล้องจากการทำงานร่วมกับทาง ไลก้า (Leica) ที่แม้ P40 Pro จะยังไม่ใช่รุ่นท็อปสุด เพราะในอนาคต หัวเว่ย มีโอกาสนำ P40 Pro+ เข้ามาทำตลาดด้วย และคุณภาพของกล้องก็จะสูงขึ้นไปอีก

แต่กลายเป็นว่าด้วยการที่รุ่นนี้ไม่มี Google Play Store ทำให้การใช้งานสำหรับผู้บริโภคทั่วไปอาจจะยากลำบากสักหน่อย แม้ว่าทางหัวเว่ย จะมีการพัฒนา Huawei App Gallery และมีทางเลือกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันจากช่องทางอื่นเพิ่มเติมแล้วก็ตาม

เพราะสุดท้ายการที่มีแอปฯ มาให้ใช้งานได้ไม่ครบ ก็ถือว่าเป็นการสร้างความลำบากให้ผู้ใช้งานอยู่ดี ทำให้อาจจะต้องรอหัวเว่ย พัฒนา Huawei Mobile Service ให้มีจำนวนแอปพลิเคชันให้ใช้งานมากกว่านี้ และครบถ้วนไม่ต่างจาก Google ถึงจะเป็นสมาร์ทโฟนที่เหมาะกับทุกคน

ข้อดี

  • หน้าจอ 6.58 นิ้ว 90 Hz โค้ง 4 ด้าน และมีขอบจอบางที่สุดในท้องตลาด
  • วัสดุ  และงานประกอบยกระดับให้กลายเป็นเครื่องที่มีความหรูหรา
  • กันน้ำ กันฝุ่น มาตรฐาน IP68
  • คุณภาพของกล้องที่รองรับทุกสภาพแสง
  • รองรับการเชื่อมต่อทั้ง 5G และ WiFi 6

ข้อสังเกต

  • บางคนอาจจะไม่ชอบใช้งานสมาร์ทโฟนจอโค้ง เพราะมีโอกาสแตกง่าย และเวลาถือใช้งานจะต้องระวังมากกว่าปกติ
  • ไม่มี Google Mobile Service ให้ใช้งาน

คุณภาพกล้องยังสุดเหมือนเดิม

หัวเว่ย ยังยึดมั่นใจการนำกล้องถ่ายภาพ และดีไซน์ตัวเครื่อง ที่ดีที่สุดมาไว้กับสมาร์ทโฟนในตระกูล P ซีรีส์ เหมือนเดิม ตั้งแต่เริ่มสร้างชื่อเสียงในยุคของ P9 ต่อเนื่องถึง P10 P20 P30 และล่าสุดคือ P40 ที่มีการทำงานร่วมกับ Leica อย่างใกล้ชิด

ทำให้ที่ผ่านมา P ซีรีส์ กลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ของผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ เพราะให้โทนสีที่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่น มีความคลาสสิคของ Leica อยู่เล็กๆ และขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาเรื่องการถ่ายภาพในเวลากลางคืน และการซูมภาพมานำเสนอ

ใน P40 Pro นี้ก็เช่นเดียวกัน นอกจากยกคุณภาพกล้องที่เป็นที่สุดทั้งการถ่ายภาพในมุมกว้าง มุมมองปกติ ภาพระยะไกล และช่วงเวลากลางคืน ด้วยการหันมาใช้เลนส์กล้องที่ดีขึ้น ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ที่เป็น Ultra Vision ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.28 นิ้ว ซึ่งยังคงใช้เทคโนโลยีสีแบบ RYYB เพื่อให้เก็บรายละเอียดแสงได้ดีขึ้น

ตามด้วยเลนส์ Telephoto 12 ล้านพิกเซล ที่เป็น SuperZoom Periscope ทำหน้าที่ซูมถ่ายภาพมีทั้งแบบ Optical 5x Hybrid 10x และซูมได้สูงสุด 50x (รุ่น Pro+ จะซูมได้ 100x) โดยเลนส์นี้จะมาช่วยเก็บรายละเอียดภายในระยะไกล นำมาประมวลผลคู่กับเลนส์อื่นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีเลนส์มุมกว้าง 40 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นเลนส์ที่ทำหน้านี้ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงด้วยในตัว จากการเป็น Cinematic Video Camera ที่มีขนาดเซ็นเซอร์ถึง 1/1.54 นิ้ว สุดท้ายคือเลนส์วัดระยะ 3D Depth Sensing เพื่อนำมาช่วย AI ประมวลผลการละลายพื้นหลังเพื่อทำเอฟเฟกต์โบเก้ต่างๆ

อีกจุดที่ P40 Pro พัฒนาขึ้นมาจากรุ่นก่อนหน้าคือ การหันมาใช้กล้องหน้าคู่ 32 ล้านพิกเซล คู่กับ DepthCamera ที่รองรับการสแกนใบหน้าแบบอินฟาเรดด้วยทำให้นอกจากมีความแม่นยำในการปลดล็อกด้วยใบหน้ามากขึ้น และทำให้เวลาถ่ายเซลฟี่สามารถเบลอฉากหลังได้ด้วย

ส่วนเรื่องการถ่ายภาพวิดีโอ P40 Pro ยังจำกัดการถ่ายภาพอยู่ที่ 4K60fps ซึ่งเมื่อใช้งานคู่กับเลนส์กันสั่นแบบ OIS ทำให้ได้ภาพที่นิ่ง และเก็บรายละเอียดได้เพิ่มขึ้นจากคุณภาพของเลนส์เช่นเดียวกัน โดยโหมดพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาคือสามารถถ่ายวิดีโอ 4K แบบ Time Lapse ด้วยตัวอย่างการซูมเพื่อถ่ายภาพดวงจันทร์

Gallery

หน้าจอแสดงผลแบบใหม่

ถัดจากเรื่องการถ่ายภาพ ก็คือเรื่องของการแสดงผลที่คราวนี้ P40 Pro หันมาใช้จอแบบ Quad-Curve Overflow Display ที่เป็นจอโค้งทั้ง 4 ด้าน ทำให้กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ขอบจอบางที่สุดในตลาดเวลานี้ก็ว่าได้ โดยตัวจอยังคงใช้เทคโนโลยี OLED อยู่เช่นเดิม

สำหรับความละเอียดของหน้าจออยู่ที่ระดับ 2K (2640 x 1200 พิกเซล) ที่ปรับค่าการแสดงผลหน้าจอขึ้นมาเป็น 90 Hz ซึ่งทางหัวเว่ย ระบุว่า เป็นค่าการแสดงผลที่เหมาะสมที่สุดเพราะช่วยให้แสดงผลได้ลื่นไหล และประหยัดแบตด้วย แม้ว่าคู่แข่งหลายๆ แบรนด์หันไปใช้หน้าจอแบบ 120 Hz แล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการเจาะรูกล้องหน้าคู่ที่มาวางไว้ทางมุมซ้าย ซึ่งทางหัวเว่ย เน้นว่าเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด เพราะเวลาปรับเครื่องมาใช้งานในแนวนอนอย่างการเล่นเกม ตัวกล้องคู่จะอยู่บริเวณอุ้งมือที่จับทำให้ไม่รบกวนการแสดงผลก็ตาม

แต่ในความเป็นจริง Samsung เคยนำกล้องหน้าคู่ในลักษณะดังกล่าวมาใช้งานตั้งแต่ Galaxy S10+ ซึ่งเป็นรุ่นของปีที่แล้ว เพียงแต่อยู่ทางมุมขวา และเลิกใช้งานไปแล้วตั้งแต่ Note10 ที่หันมาใช้กล้องหน้าที่มีขนาดเล็กแทน ตามด้วย S20 ซีรีส์ ก็ใช้กล้องหน้าเจาะรูตรงกลางแทนแล้ว

อีกจุดที่ P40 Pro ทำได้ดีคือเรื่องของวัสดุที่ให้ความเป็นพรีเมียมมากขึ้น ตามสไตล์ของ P ซีรีส์ ที่จะเน้นเรื่องของแฟชัน โดยจากสี Deep Sea Blue รุ่นนี้ จะเห็นได้ถึงการสะท้อนของแสง และเงาที่ฝาหลังเครื่อง ส่วนใครที่ชอบสีหรูๆ ก็จะมีตัวเลือกอย่าง Silver Frost ให้เลือกด้วย

ทั้งนี้ ขนาดตัวเครื่องของ P40 Pro จะอยู่ที่ 72.6 x 158.2 x 8.95 มิลลิเมตร นำ้หนัก 209 กรัม มีให้เลือกด้วยกัน 3 สีก่อนในช่วงแรก คือ น้ำเงิน Deep Sea Blue ทอง Blush Gold และ เงิน Silver Frost โดยภาพรายละเอียดตัวเครื่องต่างๆ สามารถย้อนกลับไปดูได้ที่ พรีวิว : Huawei P40 Pro

แบตฯ ยังอึดเหมือนเดิม เพิ่มเติมด้วยชาร์จเร็วขึ้น

อีกหนึ่งจุดแข็งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของ หัวเว่ย คงหนีไม่พ้นเรื่องของการประหยัดพลังงาน ที่ทำให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนาน และแบตเตอรีไม่หมดระหว่างวันแน่นอน ซึ่งความสามารถนี้ ก็ยังตามติดมาใน P40 Pro ด้วยเช่นเดียวกัน

แบตเตอรีที่ให้มาใน P40 Pro อยู่ที่ 4,200 mAh เมื่อทำงานกับหน่วยประมวลผลอย่าง Kirin 990 ที่แม้จะเพิ่มการรองรับการเชื่อมต่อ 5G เข้ามา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใช้พลังงานมากขึ้นแต่อย่างใด

นอกจากนี้ P40 Pro ยังมากับระบบชาร์จเร็ว Huawei SuperCharge 40W และการชาร์จไร้สาย Wireless Huawei SuperCharge 27W ทำให้ใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรีเพียงไม่กี่นาทีก็ใช้งานได้ต่อเนื่องสบายๆ

เช่นเดียวกับฟีเจอร์อย่าง Reverse Charge ก็ยังมีติดตั้งมาให้สามารถแชร์แบตเตอรีของ P40 Pro ให้กับอุปกรณ์อื่นที่รองรับ โดยสามารถแชร์พลังงานได้ทั้งจากสาย USB-C และผ่านระบบชาร์จไร้สายด้วย

ฟีเจอร์ภาพรวม

ที่ผ่านมา หัวเว่ย ได้พัฒนาอินเตอร์เฟสอย่าง EMUI มาให้ใช้งานกันต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันคือ EMUI 10.1 แล้ว ความสามารถในการใช้งานโดยรวมถึอว่าถูกปรับปรุง และออกแบบมาได้อย่างลงตัวแล้ว

โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันภายในอีโคซิสเตมส์ของหัวเว่ย อย่างผู้ที่มี MateBook MediaPad หรือ MatePad ใช้งานอยู่ ก็สามารถแชร์หน้าจอใช้งานระหว่างอุปกรณ์ (MeeTime) โยนไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ (Huawei Share) ใช้การแตะเครื่องเพื่อเชื่อมต่อ (OneHop) ได้ด้วย

ตามด้วยเรื่องของความปลอดภัย P40 Pro รองรับทั้งการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้า (อาจจะไม่สะดวกในเวลานี้ที่ต้องใส่หน้ากากกัน) และการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ถือว่าปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว

กล้องหน้ายังถูกพัฒนามาให้รองรับการสั่งงานแบบไม่สัมผัสหน้าจอ (Air Gesture) ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถใช้มือควบคุมการเลื่อนของหน้าจอด้วยการปัดขึ้นลง และจับภาพหน้าจอเมื่อกำมือเข้ามาด้วย

ทำให้ในส่วนนี้ ถือว่าไม่ติดอะไร ถือว่าหัวเว่ย ทำออกมาได้สมบูรณ์แบบ และเริ่มสร้างอีโคซิสเตมส์ในการใช้งานหัวเว่ยดีไวซ์ ให้แก่ผู้ใช้ ที่สามารถเชื่อมต่อการใช้งานจากหลายๆ อุปกรณ์เข้าหากันได้อย่างลงตัว

HMS แทนที่ GMS ได้หรือยัง?

มาถึงประเด็นใหญ่ที่สุดในการใช้งาน P40 Pro จากที่ทีมงานทดลองใช้งานแบบไม่ติดตั้ง GMS (Google Mobile Service) เพิ่มเติม ใช้วิธีการหาโหลดแอปพลิเคชันเท่าที่มีใน Huawei App Gallery ภายในอีโคซิสเตมส์ของ Huawei Mobile Service และจากเว็บไซต์นักพัฒนาเท่านั้น โดยเน้นเรื่องของความปลอดภัย

ทำให้พบว่าในภาพรวมแล้วจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานเลยว่า ในแต่ละวันใช้งานแอปพลิเคชันอะไรบ้าง ถ้าให้ดีลองเช็กก่อนว่าแอปฯ หลักๆ ที่จำเป็นต้องใช้งานเป็นประจำมีให้ใช้อยู่ใน App Gallery หรือไม่ ถ้าไม่มีมีแอปตัวไหนทดแทนได้

เพราะกลายเป็นว่า แม้ว่าจำนวนแอปพลิเคชันที่อยู่บน App Gallery จะเพิ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะแอปที่ใช้งานทั่วไป อย่างที่หัวเว่ย แนะนำมาในหมวดการท่องเที่ยว โซเชียลมีเดีย ความบันเทิง ช้อปปิ้ง เกม และธุรกรรมทางการเงิน ที่แอปฯ หลักๆ มากันเกือบครบแล้ว

แต่ก็จะมีบางอย่างที่ต้องไปหาดาวน์โหลดเอง อย่างในมุมของการใช้โซเชียลมีเดีย ทีมงานลองติดตั้งแอป Facebook จากการโหลดไฟล์ติดตั้งจากเว็บไซต์ของทาง Facebook การใช้งาน Instagra ต้องใช้งานผ่านหน้าเว็บเบราว์เซอร์แทน LINE แม้ว่าจะประกาศเตรียมให้ดาวน์โหลดแต่ในช่วงที่ทดสอบยังไม่มา

เกมดังๆ ก็ยังมีมาน้อยไมเกมที่เล่นประจำอย่าง Call of Duty ก็ยังไม่มีมาให้เล่น ดังนั้นในความรู้สึกส่วนตัว ก็ยังมองว่า App Gallery ยังตอบโจทย์ได้ไม่ทั้งหมด และยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ ถึงจะตาม PlayStore ทัน

ไม่นับกับการใช้งานที่แทบจะผูกกับบริการของ GMS ต่างๆ ทั้งการใช้ Gmail (ใช้แอป Mail ในเครื่องพอทดแทนได้) Google Drive ในการเก็บไฟล์ การดึงข้อมูลแผนที่นำทางจาก Google Maps การสั่งงานอุปกรณ์ IoT ใน Google Home ปฏิทินบน Google Calendar พวกนี้ ตัดขาดกันไปได้เลย

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ยังถือเป็นจุดอ่อนเดียวของ Huawei P40 Pro ในเวลานี้ ในมุมของผู้ใช้งานทั่วไป ยังคงอยู่ที่การขาด Play Store และไม่รองรับการใช้งาน GMS ต่างๆ ไม่นับกับพาวเวอร์ยูสเซอร์ที่ยังมีช่องทางให้ติดตั้งใช้งานได้ แต่ก็ไม่การันตีความสมบูรณ์ในการใช้งาน 100%

เห็นได้ชัดจากยอดขายของหัวเว่ย ในช่วงปีที่ผ่านมา จากที่เคยมีโอกาสขึ้นไปเบียดเป็นท็อป 3 ในตลาดแอนดรอยด์ด้วยส่วนแบ่ง 15% แต่กลายเป็นว่าปีที่ผ่านมายอดขายของหัวเว่ย หายไปกว่า 28% ทำให้ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 12% จากข้อมูลของทาง IDC

สเปก และการเชื่อมต่อ

ย้อนกลับมาที่สเปกของ Huawei P40 Pro ที่ใช้หน่วยประมวลผลรุ่นท็อปของค่ายในเวลานี้อย่าง Kirin 990 อัด RAM มาให้ใช้งาน 8 GB และพื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่องอีก 256 GB ซึ่งผู้ใช้สามารถเพิ่มหน่วยความจำ NM SD ได้อีกสูงสุด 256 GB ก็ถือว่าเพียงพอกับการใช้งาน

ในด้านของการเชื่อมต่อ เมื่อแกะกล่อง P40 Pro ออกมา จะสามารถใช้งาน 5G ในประเทศไทยบริเวณพื้นที่ที่รองรับการใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ก็ยังรองรับ 4G LTE และ Wi-Fi 6 ที่เมื่อเชื่อมต่อกับเราเตอร์ที่ปล่อยสัญญาณได้ดีๆ จะทำความเร็วระดับ 1 Gbps ได้สบายๆ

นอกจากนี้ ก็จะรองรับการเชื่อมต่อผ่าน บลูทูธ 5.1 ที่รองรับ บลูทูธพลังงานต่ำ พอร์ตการเชื่อมต่อ USB-C 3.1 สามารถเชื่อมต่อกับจอภาพเพื่อใช้งานเป็น Desktop Mode ได้เหมือนเดิม ทำงานบนพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Android 10

สรุป

Huawei P40 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่หัวเว่ย ทำออกมาได้สมบูรณ์แบบทั้งหมดในเรื่องของฮาร์ดแวร์ พร้อมไปกับการได้เห็นพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้นของซอฟต์แวร์ ทั้ง EMUI 10.1 ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง กล้องที่ยังรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างชัดเจน

สุดท้ายก็จะติดอยู่เรื่องเดียวคือ HMS ยังไม่สามารถมาแทนที่การใช้งาน GMS ได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าตัดสินใจเลือกซื้อแล้วคิดว่าสามารถติดตั้ง GMS ได้เอง กับเครื่องราคา 31,990 บาท P40 Pro จะคุ้มค่ามาก แต่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อาจจะต้องมองข้ามไปก่อน

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น