Review : Huawei Y9s จอใหญ่ กล้องละเอียด 48 ล้านพิกเซล มาพร้อมกูเกิลเซอร์วิส

6436

แม้ว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมา หัวเว่ย จะเผชิญปัญหากับการที่สมาร์ทโฟนระดับเรือธงอย่าง Mate 30 Pro ไม่รองรับการใช้งานกูเกิลเซอร์วิส และเริ่มหันมาพัฒนา หัวเว่ย โมบาย เซอร์วิส มาใช้งานแทน แต่ในกลุ่มของเครื่องสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นยังไม่ได้รับผลกระทบจากตรงนี้

ทำให้กลายเป็นว่า Huawei Y9s มาช่วยให้ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ย สามารถประคองตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ประกอบกับการทำราคาน่าสนใจที่ 7,990 บาท แต่ได้หน้าจอขนาด 6.59 นิ้ว จึงกลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนจอใหญ่

นอกจากหน้าจอใหญ่แล้ว Y9s ยังมีการเพิ่ม RAM มาเป็น 6 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 128 GB พร้อมกับการนำเซ็นเซอร์กล้อง 48 ล้านพิกเซลมาให้ใช้งาน เรียกได้ว่าครบเครื่องในราคาไม่ถึง 8 พันบาท จึงกลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจไม่น้อย

ข้อดี

  • หน้าจอ FullView Displayขนาดหน้าจอ 6.59 นิ้ว
  • กล้องหน้าป็อปอัพ กล้องหลัง 48 ล้านพิกเซล
  • RAM 6 GB + RON 128 GB

ข้อสังเกต

  • เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้เฉพาะคลื่น 2.4 GHz
  • แบตเตอรี 4000 mAh แต่ไม่รองรับระบบ Fast Charge

สมาร์ทโฟนจอใหญ่ แบตอึด ราคาดี

ที่ผ่านมา จุดเด่นของ Huawei Y ซีรีส์ จะเน้นที่ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาเป็นหลัก ซึ่ง Y9s ก็ยังคงรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ จากการที่ให้หน้าจอความละเอียดสูง Full HD+ ขนาด 6.59 นิ้ว แบบ FullView มาให้ใช้งาน โดยไม่มีรอยบาก หรือรูกล้องหน้าให้รำคาญใจ

ด้วยการที่ Y9s หันไปใช้กลไกกล้องแบบป็อปอัปแทน โดยให้กล้องหน้ามาที่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2 เรียกได้ว่าค่อนข้างถูกใจสายเซลฟี่กันอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อทำงานร่วมกับการประมวลผล AI เพิ่มเติม

ขนาดของตัวเครื่อง Y9s อยู่ที่ 77.2 x 163.1 x 8.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 206 กรัม มีให้เลือกด้วยกัน 2 สีคือ สีที่นำมารีวิว Breathing Crystal และสีดำ Midnight Black ซึ่งถ้าใครที่ชอบเครื่องสีรุ้งเมื่อตัวเครื่องสะท้อนแสงแล้วก็จะให้มุมมองที่สวยงามขึ้น

การวางตำแหน่งของกล้องหลัง จะเป็นแนวเดียวกับรุ่นพี่อย่าง P30 ที่เป็นแนวตั้ง 3 เลนส์ ประกอบไปด้วย กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล f/1.8 ตามด้วยเลนส์มุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล f/2.4 และกล้องวัดระยะ f2.4 ที่ช่วยให้ภาพที่ได้มีมิติมากขึ้น

พอร์ตเชื่อมต่อที่ให้มาจะเป็นพอร์ต USB-C ที่ใช้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และเสียบสายชาร์จ และมากับช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ให้ใช้งานกันอยู่ ที่ใต้เครื่อง ส่วนบนเครื่องจะมีถาดใส่ซิมการ์ด และจุดที่ซ่อนกล้องแบบป็อปอัปไว้

ด้านขวาเครื่องนอกจากปุ่มปรับระดับเสียงแล้ว ก็จะมีปุ่มเปิดเครื่อง ที่เป็นจุดสแกนลายนิ้วมือในตัว ซึ่งวางไว้ในจุดที่สามารถหยิบเครื่องขึ้นมาแล้วใช้นิ้วชี้มือซ้าย หรือนิ้วโป้งมือขวาปลดล็อกได้ทันที อย่างไรก็ตามด้วยการที่เป็นกล้องหน้าแบบป็อปอัปทำให้ Y9s ไม่รองรับการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้า

สำหรับสเปกภายในของ Y9s มากับหน่วยประมวลผล Kirin 710F ที่เป็น Octa-Core 2.2 GHz + 1.7 GHz RAM 6 GB พื้นที่เก็บข้อมูล 128 GB สามารถเพิ่มไมโครเอสดีได้สูงสุด 512 GB ภายในมีแบตเตอรีขนาด 4,000 mAh

ตัวเครื่องทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 9 บน EMUI 9.1 ที่รองรับการอัปเดตเป็น EMUI 10 ในอนาคต ในส่วนของการเชื่อมต่อ ตัวเครื่องรองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด รองรับการใช้งาน 4G Wi-Fi 802.11n และบลูทูธ 4.2

ขณะเดียวกัน ด้วยการที่ราคาเปิดตัวของ Huawei Y9s อยู่ที่ 7,990 บาท ทำให้มีการตัดสเปกบางส่วนออกไป อย่างเรื่องของการรองรับการชาร์จเร็วที่ไม่มีมาด้วย รวมถึงการเชื่อมต่อ Wi-Fi แบบ 5 GHz ที่กลายเป็นมาตรฐานของไฟเบอร์ในปัจจุบันแล้ว

ทำให้เวลาเชื่อมต่อ Wi-Fi ความเร็วจะจำกัดอยู่ที่ราว 50-70 Mbps เท่านั้น แต่ถ้าใช้งานทั่วๆ ไปความเร็วดังกล่าวก็ถือว่าเพียงพออยู่แล้ว ดังนั้นก็รับรู้ไว้ว่ามีข้อจำกัดนี้อยู่ แต่กับราคาที่ไม่ถึง 8 พันบาท ก็ถือเป็นเรื่องที่รับได้

ทดสอบประสิทธิภาพ

ในแง่ของการใช้งาน Kirin 710F ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานทั่วๆ ไป รวมถึงเล่นเกมแบบปรับสเปกต่ำๆ ได้ สบายๆ แต่ถ้าต้องการปรับความละเอียดสูงๆ อาจจะต้องหันไปมองรุ่นที่ราคาสูงกว่านี้ หรือเลือกเป็นซีรีส์ nova แทน เพราะ Y9s จะเหมาะกับการใช้งานเริ่มต้นมากกว่า

ดังนั้น ถ้าต้องการนำมาใช้ดูยูทูป เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก Y9s ถือว่าตอบโจทย์นี้ได้ จากการที่ให้แบตเตอรีมา 4,000 mAh สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวัน

ผลทดสอบต่างๆ สามารถดูได้จากอัลบัมภาพด้านล่าง

สรุป

Huawei Y9s ถือว่าเป็นรุ่นที่จับกลุ่มผู้ใช้งานได้ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าต้องเป็นผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนราคาคุ้มค่า ได้หน้าจอใหญ่ มีเทคโนโลยีอย่างเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือให้ใช้งาน รวมถึงกล้องความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ที่เก็บภาพในที่แสงดีได้สบายๆ

แต่ก็มีข้อจำกัดอย่างที่บอกเรื่องของชาร์จเร็ว และ Wi-Fi 5 GHz ที่ไม่มีมาให้ ซึ่งถ้าไม่ได้ใช้งานตรงจุดนี้ หรือถ้าคิดว่าไม่ได้จำเป็นกับการใช้งาน รุ่นนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่เหมาะกับช่วงราคานี้มากๆ

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น