Review : Samsung Galaxy A80 สมาร์ทโฟนพลิกกล้องหลังมาเป็นกล้องหน้า

2016

Samsung ยังคงเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมมาใช้งานกับสินค้าในตระกูล Galaxy A อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรุ่นล่าสุดนี้อย่าง Galaxy A80 ที่ออกมาจับกลุ่มครีเอเตอร์ โดยเฉพาะผู้ใช้งานที่เป็นผู้หญิง และต้องการกล้องหน้าที่มีความคมชัด

จุดเด่นหลักของ Galaxy A80 จึงกลายมาอยู่ที่กล้องหน้าที่พลิกจากกล้องหลังมาใช้งาน ทำให้ได้คุณภาพระดับเดียวกับกล้องหลัง และยังเพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ทำได้สนุกขึ้น และเมื่อไม่ต้องเว้นที่หน้าจอให้กับกล้องหน้าก็ทำให้พื้นที่จอแสดงผลเต็มตามากขึ้นด้วย

ข้อดี

  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.7 นิ้ว เต็มพื้นที่
  • กล้องหลังที่สามารถพลิกกลับมาเป็นกล้องหน้าได้
  • สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ
  • รองรับระบบ Super Fast Charging

ข้อสังเกต

  • ใช้เวลาในการสลับกล้องหน้าหลัง
  • ราคาค่อนข้างสูงสำหรับรุ่นระดับกลางบน
  • ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย
  • ไม่สามารถใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มได้

 

จับกลุ่มผู้หญิงกล้องสวย หน้าจอใหญ่

ด้วยการที่จุดเด่นของ Samsung Galaxy A80 จะเน้นที่กลุ่มผู้หญิงเป็นหลัก สังเกตได้จากการนำ Blackpink มาเป็นแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ตั้งแต่ช่วงงานเปิดตัวในเดือนเมษายน แม้กระทั่งของแถมที่ให้พร้อมกับการวางจำหน่าย A80 ก็จะมากับชุดของลิมิเต็ดจาก Blackpink

ดังนั้น ซัมซุง จึงเน้นการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้หญิงรุ่นใหม่ ที่ต้องการสมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่เพื่อใช้งานทั่วไป แต่ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้ตลอดเวลา ที่สำคัญคือต้องเซลฟี่สวยด้วย

คำตอบที่ซัมซุง เลือกออกมาตอบโจทย์กลุ่มนี้ก็คือ การพัฒนาสมาร์ทโฟนที่คำนึงถึงคุณภาพของกล้องหน้าเป็นหลัก จึงย้อนไปมองว่าในเมื่อกล้องหลังที่ใช้งานมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่พลิกกลับมาเป็นกล้องหน้าให้ใช้งานได้

จึงออกมาเป็น Rotating Camera ให้ใช้งานกันใน Galaxy A80 รุ่นนี้ โดยนำความสามารถของกล้องหลังที่มากับความละเอียด 48 ล้านพิกเซล f/2.0 มาทำงานร่วมกับเลนส์มุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล f/2.2 และกล้องวัดระยะ 3มิติ (ToF) เพื่อช่วยให้การโฟกัสทำได้แม่นยำมากขึ้น

ทำให้นอกจากการใช้ถ่ายภาพจากกล้องหลังที่ผู้ใช้สามารถเลือกถ่ายได้ทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอในมุมกว้าง และมุมแคบ ยังมีโหมดกันสั่นมาให้ใช้งานกันเพิ่มเติมด้วย

เมื่อสลับมาเป็นกล้องหน้าก็จะได้ความสามารถในการถ่ายวิดีโอแบบ Live Focus เพิ่มเติม ที่ใช้จุดเด่นของการที่มีกล้อง 2 เลนส์ ช่วยทำให้เวลาถ่ายวิดีโอแบบเซลฟี่สามารถเบลอพื้นหลังได้ด้วย นอกเหนือจากการถ่ายภาพนิ่งทั่วไป

ประกอบกับด้วยกลไกในการสลับกล้องหลังมาหน้าที่ไปซับซ้อน ทำให้เวลาเรียกใช้งานโหมดกล้องก็จะเปิดกล้องหลังขึ้นมาก่อน เมื่อสลับมาเป็นกล้องหน้ากลไกก็จะดันโมดูลกล้องขึ้นมาพร้อมกับสลับกล้องมาเป็นด้านหน้าแทน

ที่น่าสนใจคือ ซัมซุง เตรียมความพร้อมของระบบเซ็นเซอร์ในการตรวจจับการเคลื่อนไหวมาปกป้องตัวกล้องด้วย เมื่อเปิดใช้งานโหมดกล้องหน้าอยู่ หน้าเครื่องเกิดอุบัติเหตุหล่นจากมือ ตัวกล้องก็จะหดลงมาพร้อมพลิกกลับไปอยู่ด้านหลัง เพื่อป้องกันการตกกระทบด้วย

ตัวเครื่องงานประกอบดี ฟีเจอร์แน่น

กลับมาในส่วนของตัวเครื่อง Galaxy A80 ในส่วนของงานประกอบในจังหวะแรกสัมผัสถือว่า ทำให้สมกับอยู่ในไลน์สินค้าอย่าง Galaxy A Series ที่จะเน้นความหรูหรา และนวัตกรรมของซัมซุงเสมอมา เพราะตัวเครื่องให้ความรู้สึกเป็นอะลูมิเนียมที่แข็งแรง วัสดุให้ความหรูหราดี

โดยขนาดตัวเครื่องของ Samsung Galaxy A80 จะอยู่ที่ 165.2 x 76.5 x 9.3 มิลลิเมตร 220 นำ้หนักราว กรัม มีให้เลือกด้วยกัน 3 สีคือ ดำ ทอง ขาว และรุ่นพิเศษ Blackpink Edition ที่นำเข้ามาทำตลาดแบบจำนวนจำกัด

ด้านหน้าตัวเครื่องมากับหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ในสัดส่วน 20:9 ซึ่งดูแล้วตัวเครื่องจะค่อนข้างยาว แต่ก็ช่วยทำให้จับมือใช้งานถนัดมือ ไม่อ้วนจนเกินไป

เทคโนโลยีที่ซัมซุงนำมาใช้ในส่วนของจอภาพ นอกเหนือจากการที่ไม่ต้องเจาะรู หรือเว้นที่สำหรับกล้องหน้าแล้ว ในเครื่องรุ่นนี้ยังเปลี่ยนในเรื่องของการให้เสียง จากเดิมที่ใช้ลำโพง มาเป็นใช้การสั่นสะเทือนของหน้าจอ (On-Screen Sound) เพื่อให้เสียงที่ได้ออกมาดีขึ้น และไม่ต้องเว้นที่บริเวณหน้าจอไว้ใส่ลำโพงด้วย

ขณะเดียวกัน ใต้หน้าจอก็จะมีการใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้จอมาให้ใช้งานกัน ในลักษณะเดียวกับ Galaxy A70 ที่เปิดตัวออกมาก่อนหน้านี้ ที่แม้ว่าจะยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกับใน S10 ที่เป็น UltraSonic แต่ความแม่นยำในการปลดล็อกถือว่าทำได้ดีอยู่

หลังเครื่อง ส่วนสำคัญๆจะอยู่ที่บริเวณกล้องหลังที่สามารถพลิกกลับไปเป็นกล้องหน้าได้ ตรงกลางลงมาจะมีสัญลักษณ์ ‘Samsung’ สกรีนไว้ตรงกึ่งกลาง ภายในมีแบตเตอรีขนาด 3,700 mAh ให้ใช้งาน

ส่วนรอบๆตัวเครื่อง ทางฝั่งซ้ายจะเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ทางขวามีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ขณะทีพอร์ตเชื่อมต่อจะมีเพียง USB-C พอร์ตเดียวเท่านั้น ใช้งานทั้งเสียบสายชาร์จ เชื่อมต่อหูฟัง และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ด้วย

อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องนอกจากตัวเครื่องแล้วก็จะมี อะเดปเตอร์รองรับการชาร์จเร็ว สาย USB-C หูฟัง USB-C และมีอะเดปเตอร์แปลง USB-C เป็น หูฟัง 3.5 มม. ให้มาด้วย พร้อมกับเคสที่ออกแบบมาได้น่าสนใจ เพราะต้องมีการเว้นในส่วนของกล้องที่หมุนได้มาได้

สเปกภายใน

สำหรับหน่วยประมวลผลที่ใช้งานภายใน Samsung Galaxy A80 จะใช้เป็น Qualcomm Snapdragon 730 2.2 GHz โดยทางซัมซุงเลือกนำรุ่น RAM 8 GB ROM 128 GB เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เรียกได้ว่าสเปกเพียงพอกับการใช้งานอยู่แล้ว

ตัวเครื่องทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 9.0 Pie ที่ครอบด้วย Samsung One UI ทำให้การใช้งานสำหรับผู้ที่เคยใช้ Samsung มาก่อน จะไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะซัมซุงเริ่มปรับมาใช้ UI ใหม่นี้สักพักใหญ่ๆแล้ว

ด้านการเชื่อมต่อถือว่าให้มาครบ ทั้ง 3G/4G ที่รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด WiFi 802.11ac บลูทูธ 5.0 GPS NFC แต่ยังไม่รองรับไวเลสชาร์จ และไม่มีช่องใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติมมาให้

ทดสอบประสิทธิภาพ

สรุป

การใช้งานโดยรวมของ Samsung Galaxy A80 ถ้าเป็นการใช้งานทั่วๆไป ฟังเพลง ดูหนัง เล่นโซเชียลมีเดีย แทบไม่ต่างจากรุ่นท็อป แต่ก็จะมีในส่วนของแบตเตอรีที่ให้มา 3,700 mAh อาจจะไม่เพียงพอกับหน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว ทำให้แบตหมดเร็วไปสักหน่อย

ส่วนการตอบสนองโดยเฉพาะการเล่นเกมถือว่าทำได้ดี ประกอบกับหน้าจอไม่มีรอยบาก หรือรูกล้องทำให้ได้ภาพเต็มตาทั้งเล่นเกม และดูหนัง ส่วนกล้องคุณภาพโดยรวมอาจจะเทียบรุ่นไฮเอนด์ไม่ได้ในที่แสงน้อย แต่ถ้าเป็นสภาพแสงทั่วไปไม่น้อยหน้าแน่นอน

โดยเฉพาะการปรับกล้องหลังมาเป็นกล้องหน้าที่ทำให้เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายเซลฟี่ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว แถมยังเก็บภาพมุมกว้างได้ ทำให้ได้คุณภาพที่ดีกว่ากล้องหน้าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆในตลาดแน่นอน

ทั้งนี้ ราคาจำหน่ายของ Samsung Galaxy A80 อยู่ที่ 21,990 บาท

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น