Review : Samsung Galaxy A9 นำนวัตกรรมสู่ A ซีรีส์ ด้วยกล้องหลัง 4 เลนส์

1931

จุดเด่นที่ซัมซุง (Samsung) เน้นในการนำเสนอ Samsung Galaxy A9 ซึ่งออกมาวางจำหน่ายเป็นรุ่นส่งท้ายปีที่ผ่านมา ถือเป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้แก่วงการโทรศัพท์มือถือ ด้วยการที่ซัมซุง เลือกนำนวัตกรรมกล้อง 4 เลนส์ มาใช้งานเป็นครั้งแรกในสมาร์ทโฟนที่เป็นซีรีส์รองลงมา ไม่ได้อยู่ในรุ่นตัวท็อปก่อนๆ เหมือนที่ผ่านมา

เหตุผลหลักที่ซัมซุง ออกมานำเสนอคือ ต้องการให้ผู้ใช้ในระดับกลาง ได้เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อนใครบ้าง ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่สำคัญที่สุดของซัมซุง ดังนั้นการใส่กล้อง 4 เลนส์ มาให้ใช้งาน นอกจากในแง่ของการนำเสนอนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นการแสดงให้ผู้บริโภคได้เปลี่ยนมุมมองใหม่ๆในการถ่ายภาพจากสมาร์ทโฟนไปในตัว

ข้อดี

สมาร์ทโฟนหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.3 นิ้ว

กล้องหลัง 4 เลนส์ ช่วยให้ถ่ายภาพได้หลายมุมมองมากขึ้น

ฝาหลังไล่เฉดสี ให้ความแปลกใหม่

ข้อสังเกต

จากการที่เป็นรุ่นระดับกลาง คุณภาพของรูปยังไม่เทียบเท่ารุ่นท็อป

ราคาจำหน่ายเกือบ 2 หมื่นบาท

กล้องหลัง 4 เลนส์

ภาพรวมการใช้งานต้องบอกว่า Galaxy A9 รองรับการใช้งานทั่วไปได้หลากหลายอยู่แล้ว ตามประสิทธิภาพของเครื่องที่อยู่ในระดับกลางบน ดังนั้น ถ้ามองถึงการเป็นสมาร์ทโฟนที่มาใช้งานทั่วๆไป A9 ตอบโจทย์ได้อยู่แล้ว

แต่สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมา คือความแปลกใหม่ของกล้องหลัง 4 เลนส์ ที่ช่วยให้สามารถเลือกถ่ายภาพได้หลากหลาย ทั้งมุมมองปกติ ภาพซูม ภาพมุมกว้าง และการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ

ความฉลาดของ A9 คือผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเข้าไปตั้งค่าใช้งานให้ยุ่งยาก แต่ตัวสมาร์ทโฟนจะเลือกเลนส์ที่เหมาะสมให้ใช้งานโดยอัตโนมัติ เริ่มจากเลือกสัญลักษณ์ต้นไม้สามต้น คือการเลือกถ่ายภาพมุมกว้าง เลนส์มุมกว้างก็จะถูกเรียกใช้

ตัดมาเมื่อใช้เลนส์ถ่ายภาพบุคคลก็จะมีโหมด Portrait ขึ้นมาช่วยให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ หรือถ้าซูมภาพเข้าไปถ่ายก็จะเลือกเลนส์เทเลโฟโต้ให้อัตโนมัติ ดังนั้นจึงกลายเป็นความสนุกที่น่าสนใจ

เพียงแต่ว่าด้วยการที่เป็นรุ่นแรกในการทำตลาด ความสามารถของเลนส์แต่ละตัวจะแยกกันอยู่ ทำให้ยังไม่เห็นการผสมผสาน เลนส์เข้ามาใช้งานด้วยกันเพื่อให้ได้ภาพที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่เชื่อว่าเมื่อมีการนำไปใส่ในรุ่นใหม่ๆ จะมีการเพิ่มความสามารถตรงนี้

อีกประเด็นคือด้วยการที่ไม่ใช่รุ่นท็อป ทำให้เลนส์รองที่ใส่มา ทั้งเลนส์มุมกว้าง และเลนส์เทเลฯ ไม่ได้คุณภาพเท่ากับรุ่นใหญ่ๆ ดังนั้นภาพที่ได้ก็จะดูไม่ละเอียดเท่าเลนส์มุมปกติที่ถือว่าเพียงพอต่อการใช้ถ่ายภาพบนมือถือ

ที่เหลือ A9  จะมีใส่ฟีเจอร์อย่างระบบชาร์จเร็ว (Fast Charge) มาให้ใช้งานด้วย เนื่องจากตัวเครื่องให้แบตเตอรี 3,800 mAh ทำให้ต้องมีการใส่ระบบชาร์จเร็วมาให้ใช้งาน บนพื้นฐานของพอร์ต USB-C ด้วย

ถัดมาคือเรื่องของการปลดล็อกด้วยใบหน้าที่แอนดรอดย์รุ่นหลังๆ สามารถทำได้แม่นยำขึ้น หรือถ้าไม่ชอบใช้งานก็ยังสามารถเลือกปลดล็อกด้วยเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือหลังเครื่อง หรือใช้รหัสผ่านรูปแบบต่างๆได้ตามปกติ

ส่วนฟีเจอร์ที่มากับอินเตอร์เฟสการใช้งานของ Samsung อย่างการใช้ Multi WIndows การเรียกใช้งานแอปคู่ Dual Messenger ระบบป้องกันข้อมูลอย่าง Knox และคำสั่งเสียงของ Bixby ก็มีใส่มาให้ใช้งานครบครัน

ตัวเครื่องไล่เฉดสี

กลับมาในส่วนของการออกแบบตัวเครื่อง Samsung Galaxy A9 ถือว่าไม่ได้ใช้งานดีไซน์ใหม่หมดสักทีเดียว เพราะเป็นการนำดีไซน์ของ A ซีรีส์ มาใช้ และเพิ่มลูกเล่นของการไล่เฉดสีฝาหลังเข้าไป

ขนาดของตัวเครื่องจะอยู่ที่ 162.5 x 77.0 x 7.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 183 กรัม โดยสีที่ได้มาทดสอบจะเป็นสีชมพู Bubble Gum และมีให้เลือกอีก 2 สีคือ ดำ และน้ำเงิน ซึ่งตัวเครื่องสีดำจะไม่มีการไล่เฉดสีอะไรให้เห็นอยู่แล้ว

หน้าจอของ A9 จะมากับจอ SuperAMOLED ที่เป็น Infinity Display ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ (2220 x 1080 พิกเซล) ที่จะมีส่วนที่เป็นขอบบน ซึ่งเป็นที่อยู่ของลำโพงสนทนา และกล้องหน้า ส่วนขอบล่างจะปล่อยไว้เฉยๆ

ความโดดเด่นของเครื่องจึงไปอยู่ที่ฝาหลัง ซึ่งมีการไล่เฉดสีให้เห็นชัดเจน โดยจะมีแนวกล้องสีดำ และไฟแฟลชอยู่ที่มุมซ้ายบน ตรงกลางเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และสัญลักษณ์ Samsung พาดอยู่ ภายในมีแบตเตอรีขนาด 3,800 mAh

รอบๆตัวเครื่องด้านบนจะเป็นช่องถาดซิมการ์ด โดยจะรองรับการใส่ 2 นาโนซิมการ์ด พร้อมกับไมโครเอสดีการ์ดสูงสุด 512 GB จากที่ให้มาในเครื่องอยู่แล้ว 128 GB ด้านล่าง เป็นพอร์ต USB-C และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

ด้านซ้าย Samsung ยังคงใส่ปุ่มน่ารำคาญอย่าง Bixby มาให้ ส่วนทางด้านขวา จะเป็นปุ่มปรับเสียง และปุ่มเปิดปิดเครื่อง โดยรวมๆ ก็ถือว่าให้มาตามมาตรฐาน และยังน่าดีใจที่ซัมซุงยังใส่พอร์ตหูฟัง 3.5 มม. มาให้ด้วย

สเปกระดับกลางบน

Samsung Galaxy A9 เลือกใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 660 ความเร็ซ 2.2 GHz มากับกราฟิก Adreno 512 ใส่ RAM 6 GB ROM 128 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 8.0 Oreo และจะได้รับการอัปเดตเป็น 9.0 Pie ในอนาคต

ในส่วนของสเปกกล้องประกอบไปด้วย กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล f/2.0 กล้องหลังเลนส์หลัก 24 ล้านพิกเซล f/1.7 เลนส์ชัดลึก 5 ล้านพิกเซล f/2.2 เลนส์มุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล f/2.4 และ เลนส์เทเลฯ 10 ล้านพิกเซล f/2.4

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ 3G/4G ที่ใช้งานในประเทศไทยอยู่แล้ว เพียงแต่รับได้ 2CA ดังนั้นความเร็วของ 4G ที่ได้ก็จะไม่สูงเท่ากับรุ่นท็อปอย่าง S9 หรือ Note9 ส่วน Wi-Fi อยู่บนมาตรฐาน 802.11ac บลูทูธ 5.0 มี NFC GPS มาให้ใช้งานตามปกติ

ทดสอบประสิทธิภาพ

สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของ A9 ก็อยู่ในระดับกลางบน จากผลการทดสอบต่างๆ เพียงแต่ถ้าไปเทียบกับรุ่นไฮเอนด์ของแบรนด์จีนหลายๆแบรนด์ที่ขายในระดับราคาใกล้เคียงกันก็อาจจะต่ำกว่านิดหน่อย

ส่วนเรื่องของแบตเตอรี A9 สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 11 ชั่วโมง เพราะจากการทดสอบของ PCMark ใช้งานจากแบตเตอรี 100% เหลือ 80% จะได้อยู่ประมาณ 10 ชั่วโมง 58 นาที

สรุป

ซัมซุง เหมือนส่ง Galaxy A9 ออกมาแก้ขัด เพื่อชนกับเครื่องระดับไฮเอนด์ของแบรนด์จีน ที่เข้ามาแย่งตลาดช่วงหมื่นปลายๆ ด้วยการชูจุดขายเรื่องของกล้อง 4 เลนส์ กับประสบการณ์ใช้งานที่ผู้บริโภคคุ้นชิน เพื่อรอไลน์อัปเครื่องของปี 2019

แต่กลายเป็นว่าวางจำหน่ายในราคา 19,990 บาทไปได้ไม่ถึงเดือน ล่าสุดทางซัมซุงมีการปรับราคาลดพิเศษลง 2,000 บาท เหลือ 17,990 บาท เนื่องจากคู่แข่งในเวลานี้ปรับราคาอย่าง P20 Pro ลงมาใกล้เคียงกันทำให้ถือเป็นตลาดที่แข่งขันกันสูงมาก

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น