Review : Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ตัวเลือกสมบูรณ์ที่สุดของสมาร์ทโฟน 5G

9086

แม้ว่าในช่วงที่เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย Galaxy S20 Ultra 5G จะมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน 5G ในประเทศไทย จนทำให้ต้องรอถึงช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถึงจะรองรับการใช้งาน 5G ในไทยได้ แต่ด้วยความสมบูรณ์โดยรวมของ S20 Ultra 5G จึงทำให้กลายเป็นรุ่นที่มีความโดดเด่นน่าสนใจ

จุดเด่นของ Samsung Galaxy S20 5G คือการนำกล้องความละเอียด 108 ล้านพิกเซลมาใช้งานคู่กับทั้งเลนส์ UltraWide และเลนส์ Telephoto ที่เป็น SpaceZoom 100x รองรับการถ่ายภาพวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 8K

ตามด้วยการแสดงผลของจอภาพที่ Refresh Rate 120Hz ที่ให้ความเนียนตา และลื่นไหลในการใช้งาน รวมถึงการที่รองรับการเชื่อมต่อระดับสูงทั้ง 5G และ WiFi 6 และที่สำคัญคือทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 10 แบบสมบูรณ์ เพียงแต่ราคาจะค่อนข้างสูงอยู่ที่ 39,900 บาท

ข้อดี

  • จอแสดงผลขนาด 6.9 นิ้ว 120 Hz
  • รองรับ 5G
  • กล้อง 108 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอ 8K
  • มีทุกอย่างที่ไฮเอนด์สมาร์ทโฟนควรมี

ข้อสังเกต

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • การถ่ายวิดีโอ 8K ยังมีข้อจำกัดอยู่
  • กล้องเวลาถ่ายซูมดิจิทัล 100x ยังไม่คมชัดเท่าคู่แข่ง
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

รองรับ 5G ในไทย

Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของซุมซุง ที่นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย และรองรับการใช้งาน 5G ก็ว่าได้ แม้ว่าในช่วงแรกที่วางจำหน่ายจะเจอปัญหายังไม่ได้อัปเฟิร์มแวร์ให้รองรับการใช้งาน แต่หลังจากเดือนพฤษภาคมมา S20 Ultra 5G ก็สามารถใช้งาน 5G ในไทยได้แล้ว

เมื่อตัวเครื่องรองรับการใช้งาน 5G เมื่อเข้าไปใช้งานในพื้นที่ที่รองรับ และมีสัญญาณ 5G ตัวเครื่องก็จะจับสัญญาณแบบอัตโนมัติ ความเร็วในการเชื่อมต่อที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้น โดยปกติแล้วสามารถทำความเร็วได้เกิน 400 Mbps ขึ้นไป ซึ่งถือว่าเร็วกว่า 4G ที่ให้บริการในปัจจุบันอยู่แล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่ได้ใช้งานแพ็กเกจเน็ตแบบไม่จำกัด ต้องระมัดระวังในการใช้งานพอสมควร เนื่องจากเมื่อเชื่อมต่อกับ 5G แล้วไม่ได้มีแพ็กเกจรองรับ ปริมาณการใช้เน็ตจะเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นถ้าต้องการใช้งาน 5G แนะนำให้เปลี่ยนแพ็กเกจเน็ตที่ใช้งานด้วย

กล้อง SpaceZoom 100x

ฟีเจอร์อย่าง SpaceZoom 100x ดูดสี Filter และ SingleTake

ในช่วงแรกที่ S20 Ultra 5G วางจำหน่าย เชื่อว่าทุกคนคงผิดหวังกับความสามารถของกล้องที่ได้เมื่อทำการซูมระยะไกล แต่หลังจากมีการอัปเดตเฟิร์มแวร์มาพัฒนาการทำงานของกล้องแล้ว คุณภาพของภาพที่ได้ถือว่าดีขึ้นเยอะ เมื่อเทียบกับช่วงแรกๆ เรียกได้ว่าสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่

จุดขายที่ 2 ของ S20 Ultra 5G ที่มีเพิ่มขึ้นมาจาก S20+ คือการนำเลนส์ความละเอียด 108 ล้านพิกเซลมาใช้งานเป็นรุ่นแรก ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ความละเอียดชัดเจนมากขึ้น และเมื่อนำไปประมวลผลคู่กับเลนส์ซูมที่ใช้หลักการของ Folded lens ที่ใช้กระจกสะท้อนมาใช้งาน ทำให้สามารถซูมดิจิทัลได้ 100 เท่า ซึ่งซัมซุงตั้งชื่อว่า SpaceZoom

ตัวกล้องหลังของ S20 Ultra 5G มีมาด้วยกัน 4 เลนส์ ประกอบด้วยเลนส์หลัก 108 ล้านพิกเซล f/1.8 ตามด้วยเลนส์มุมกว้าง 12 ล้านพิกเซล f/1.2 ให้มุมกว้างที่ 120 องศา ตามด้วยเลนส์ซูม 48 ล้านพิกเซล f/3.5 รองรับการซูมแบบออปติคัล 10x พร้อมกับเลนส์ DepthVision ที่ใช้ในการวัดระยะลึกตื้นเพิ่มเข้ามา

โดยเวลาใช้งานตัวสมาร์ทโฟนจะมีการคำนวนระยะที่เหมาะสมในการใช้งานแต่ละเลนส์ เช่นการถ่ายภาพในมุมกว้างสุด 0.5 – 0.9x จะใช้เลนส์มุมกว้าง 12 ล้านพิกเซล เมื่อเข้ามาในระยะปกติ 1x – 9.9x จะใช้เลนส์ 108 ล้านพิกเซล และเมื่อเข้าระยะ 10x – 100x จะปรับไปใช้เลนส์ซูม 48 ล้านพิกเซล

สำหรับระยะหวังผลในการใช้งานเลนส์ซูมที่ได้ภาพคมชัดมากที่สุดจะอยู่ในช่วงประมาณ 30x ที่ภาพหลังจากประมวลผลออกมาแล้วแทบจะไม่สูญเสียรายละเอียดของภาพให้ใช้งาน ในขณะที่เมื่อถ่ายภาพในระยะไกลกว่านั้น ความคมชัดก็จะลดน้อยลงตามลักษณะของ Hybrid Digital Zoom

คุณภาพของกล้องหน้าก็ไม่ใช่เล่นๆ เพราะด้วยการใส่เลนส์ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล f/2.2 มาให้ ทำให้รองรับทั้งการถ่ายภาพนิ่งหน้าชัดหลังเบลอ จนถึงรองรับการถ่ายวิดีโอกล้องหน้าความละเอียด 4K60fps ด้วย

ซื้อตอนนี้ใช้ได้ยาวๆ

เมื่อจุดขายหลักของเครื่องรุ่นนี้คือรองรับการใช้งาน 5G ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ Galaxy S20 Ultra 5G กลายเป็นสมาร์ทโฟน Android ที่สมบูรณ์ที่สุดในตอนนี้ เพราะนอกจากรองรับ 5G แล้วยังมากับ Google Mobile Service ที่คู่แข่งอย่าง Huawei ไม่มีอยู่ในเวลานี้

เช่นเดียวกับเรื่องกล้องที่กลายเป็น 1 ในมือถือที่มากับกล้องที่ครอบเครื่องที่สุดทั้งการถ่ายภาพนิ่ง และภาพวิดีโอที่รองรับความละเอียดถึง 8K แม้ว่าจะไม่สามารถถ่ายต่อเนื่องยาวๆ ได้จากข้อจำกัดเรื่องของพื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเครื่อง แต่ก็ถือว่านำมาใช้งานในเวลาจำเป็นได้เป็นอย่างดี

ประกอบกับในช่วงหลังๆ ประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนในระดับไฮเอนด์ เมื่อมากับหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ๆ ที่มีความแรงทำให้สามารถใช้งานระยะยาวได้ 3 ปีขึ้นไปสบายๆ ยิ่งเมื่อ Samsung รองรับการอัปเดตระบบปฏิบัติการ Android ต่อเนื่อง ทำให้ S20 Ultra 5G สามารถใช้งานได้ยาวๆ

การออกแบบตัวเครื่อง

กลับมาที่ดีไซน์ของตัวเครื่อง Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ซึ่งถือว่าไม่ได้แตกต่างจากรุ่นอื่นในซีรีส์ S20 มากนัก เพียงแต่ด้วยการที่ S20 Ultra มีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นมาเป็น 6.9 นิ้ว ทำให้ขนาดตัวเครื่องใหญ่ และหนักตามไปด้วย โดยขนาดของเครื่องจะอยู่ที่ 166.9 x 76 x 8.8 มิลลิเมตร นำ้หนัก 220 กรัม ตัวเครื่องมีให้เลือกด้วยกัน 2 สี คือเทา Cosmic Gray และ ดำ Cosmic Black

หน้าจอของ S20 Ultra จะใช้จอแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด Quad HD+ (3200 x 1440 พิกเซล) ที่เป็นจอ Infiniti-O หรือจอที่มีการเจาะรูเพื่อฝังกล้องหน้าความละเอียด 40 ล้านพิกเซลไว้ ที่ตรงกึ่งกลางบนของหน้าจอ โดยตัวจอยังรองรับการแสดงผลที่ 120 Hz ด้วยเช่นเดียวกัน

ใต้หน้าจอของ S20 Ultra 5G ยังมากับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Ultra Sonic ทำให้สะดวกในการปลดล็อกสมาร์ทโฟน แม้อยู่ในช่วงเวลาที่ต้องใส่หน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลาก็สามารถปลดล็อกได้ หรือจะเลือกผสมผสานการใช้งานกับกล้องหน้าในการตรวจจับใบหน้าเพื่อปลดล็อกก็ได้เช่นกัน

ทางฝั่งขวาของ S20 Ultra 5G จะมีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิดปิดเครื่องอยู่ ส่วนด้านบน จะมีถาดใส่ซิมการ์ดที่เป็นแบบนาโนซิมการ์ด 2 ซิม หรือเลือกใช้งานเป็นช่องเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลไมโครเอสดีการ์ดได้เช่นกัน ที่พิเศษก็คือรุ่นนี้รองรับการใช้งาน eSIM ด้วยดังนั้นก็สามารถใช้งาน 2 เลขหมาย พร้อมใส่การ์ดเพิ่มได้

ด้านล่างจะมีพอร์ต USB-C สำหรับเสียบสายชาร์จโดยตัวเครื่องรองรับระบบชาร์จเร็วสูงสุด 45W (แต่ในกล่องให้หัวชาร์จ 25W มาให้) นอกจากนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อกับจอภาพ หรือคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งาน Samsung DeX ได้ตามปกติของแฟลกชิปสมาร์ทโฟน ข้างๆพอร์ต USB-C เป็นช่องลำโพง และไมโครโฟนสนทนา

หลังเครื่องจุดหลักๆ เลยคือชุดเลนส์กล้องที่นูนขึ้นมาจากตัวเครื่องพอสมควร ทำให้ในกรณีที่ไม่ได้ใส่เคสใช้งาน แนะนำให้ระมัดระวังเวลาวางตัวเครื่องเล็กน้อย นอกจากชุดเลนส์สี่เหลี่ยมแล้ว ก็จะมีสัญลักษณ์ของ Samsung อยู่ อีกความพิเศษก็คือรองรับการชาร์จไร้สายที่ 15W

ภายในของ S20 Ultra 5G ที่ใช้หน่วยประมวลผล Exynos 990 5G ที่เป็น Octa Core 2.73 GHz 2.5 GHz และ 2 GHz RAM 12 GB พื้นที่เก็บข้อมูล 128 GB สามารถเพิ่มไมโครเอสดีการ์ดได้สูงสุด 1 TB แบตเตอรีภายใน 5,000 mAh

ด้านการเชื่อมต่อรองรับทั้ง 3G/4G/5G รวมถึง WiFi 6 ทำให้สามารถใช้เน็ตบ้านระดับ 1 Gbps ได้สบายๆ ที่เหลือบลูทูธเป็นเวอร์ชัน 5.0 NFC GPS ระดับท็อป ส่วนระบบปฏิบัติการที่ใช้ก็เป็น Android 10 ที่ครอบด้วย One UI 2.0

ทดสอบประสิทธิภาพ

ในช่วงแรกที่เริ่มใช้งาน Samsung Galaxy S20 Ultra 5G สิ่งที่เกิดขึ้นเลยคืออาการแบตไหล หรือแบตเตอรีหมดเร็วมาก ทั้งๆที่ปรับการแสดงผลหน้าจอเป็นแบบ 60 Hz แต่พอใช้งานต่อเนื่องไปสักพัก เมื่อตัวเครื่องเริ่มเรียนรู้การใช้งานของผู้ใช้มากขึ้น อาการแบตฯ ไหลก็เริ่มหายไป และใช้งานได้นานขึ้น

ขณะที่ในแง่ของการใช้งานทั่วไป S20 Ultra 5G ตอบโจทย์การใช้งานแทบทุกรูปแบบอยู่แล้ว ทั้งเพื่อความบันเทิงอย่างดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ที่จอใหญ่เต็มตา จนถึงใช้ในการทำงาน และใช้เพื่อสร้างคอนเทนต์อย่างการถ่ายภาพ หรือถ่ายวิดีโอ ซึ่งสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมาก

สำหรับผลการทดสอบประสิทธิภาพตัวเครื่องจากแอปพลิเคชันต่างๆ สามารถดูผลได้จากภาพด้านล่าง

เทียบแบตเตอรี เมื่อเปิดใช้ 120 Hz จะหมดเร็วกว่า 60 Hz

สรุป

ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ถ้ามองหาสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งานเผื่อไปในอนาคต และราคาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ เชื่อว่า Samsung Galaxy S20 Ultra 5G กลายเป็นคำตอบเดียวสำหรับผู้ที่ต้องการ Android ประสิทธิภาพสูงรองรับทุกรูปแบบการใช้งานมากที่สุด

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น