Accessories – CBIZ Reviews – MGR Online https://cyberbiz.mgronline.com เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Fri, 23 Jul 2021 09:19:19 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.0 Review : HMS CarPlay เปลี่ยนจอ CarPlay ในรถยนต์ให้เป็น Android เต็มรูปแบบ https://cyberbiz.mgronline.com/review-hms-carplay/ Fri, 23 Jul 2021 09:11:35 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35681

จากข้อจำกัดของระบบ Apple CarPlay หรือ Android Auto ภายในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จะเปิดให้ใช้งานเฉพาะฟีเจอร์ที่จำเป็นอย่างการโทรศัพท์ แผนที่นำทาง หรือระบบเล่นเพลงเพื่อความบันเทิงภายในรถยนต์เป็นหลัก แต่จะไม่รองรับการรับชมคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอจากบริการสตรีมมิ่งต่างๆ

HMS CarPlay จะเข้ามาปลดล็อกระบบความบันเทิงภายในรถยนต์ที่รองรับ CarPlay ให้ใช้งานเป็นเหมือนจอ Android ที่สามารถติดตั้งแอปพลิเคชันใช้งาน ดู YouTube Netflix LINE TV หรือ AIS Play ได้จากจอของรถยนต์ โดยไม่ต้องดัดแปลงอุปกรณ์ใดๆ ของรถ

จุดเด่นของ HMS CarPlay ที่นอกจากใช้แอปพลิเคชันต่างๆ จาก PlayStore ได้แล้ว ยังสามารถใช้ Screen Cast หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปยังจอในรถได้ รวมถึงเชื่อมต่อไฟล์ภาพยนต์ระดับ 4K ผ่านพอร์ต USB ที่ให้มา และยังรองรับการสั่งงานผ่านระบบสัมผัสหน้าจอ หรือปุ่มควบคุมของรถยนต์ได้ทันที วางจำหน่ายในราคา 8,990 บาท

***ไม่แนะนำให้ผู้ขับขี่ใช้เพื่อความบันเทิง เพราะจะเสียสมาธิในการขับรถได้ เน้นให้ผู้โดยสารใช้งานมากกว่า***

ข้อดี

  • เปลี่ยนจออัจฉริยะในรถยนต์ให้เป็น จอ Android
  • ไม่ต้องดัดแปลงอุปกรณ์ใดๆ ของรถ ไม่หมดประกัน
  • ใช้งานง่ายเพียงแค่เชื่อมต่อกล่องเข้ากับพอร์ต USB

ข้อสังเกต

  • รถยนต์ที่ใช้งานได้ต้องรองรับระบบ CarPlay
  • ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต้องแชร์ HotSpot จากสมาร์ทโฟน

ปลดล็อกให้ใช้งานได้มากขึ้น

เดิมทีระบบอย่าง Apple CarPlay และ Android Auto ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iPhone และ Android สามารถควบคุมและสั่งงานโทรศัพท์ ผ่านระบบควบคุมในรถยนต์ พร้อมนำข้อมูลต่างๆ มาแสดงผลเพื่อให้ผู้ขับมีสมาธิอยู่กับการขับขี่มากที่สุด ไม่ต้องใช้มือไปควบคุมโทรศัพท์ในการสั่งงาน

โดยมีข้อจำกัดในช่วงแรกคือรถยนต์ต้องรองรับระบบ CarPlay และทำการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับรถยนต์เพื่อใช้งาน และฟังก์ชันการใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นพื้นฐานอย่างการสั่งงานด้วยเสียง ฟังเพลงจากแอปพลิเคชัน นำทางผ่าน Apple Maps หรือ Google Maps โดยเชื่อมต่อข้อมูลจากสมาร์ทโฟน รวมถึงการใช้โทรศัพท์ ดูตารางนัดหมาย และแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการฟังเป็นหลัก

HMS CarPlay จึงกลายเป็นอุปกรณ์ที่เข้ามาปลดล็อกการใช้งานระบบ CarPlay ภายในรถยนต์ให้ใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดรับชมสตรีมมิ่งคอนเทนต์ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าการดูวิดีโอขณะขับรถจะเหมาะกับผู้ที่นั่งไปด้วยเท่านั้น ไม่เหมาะกับคนขับอยู่แล้ว เพื่อให้มีสมาธิในการขับรถมากที่สุด

เมื่อเชื่อมต่อ HMS CarPlay เข้ากับรถยนต์รุ่นที่รองรับแล้ว ตัวหน้าจอจะตัดเข้าสู่ระบบ Android ให้ใช้งาน เปรียบเสมือนแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบของรถยนต์อย่างสมบูรณ์ ทำให้สามารถสั่งงานผ่านหน้าจอสัมผัส หรือปุ่มควบคุมที่พวงมาลัย รวมถึงระบบเสียงภายในรถยนต์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการใช้งาน HMS CarPlay ให้ได้ประสิทธิภาพจำเป็นต้องให้มือถือเปิดแชร์อินเทอร์เน็ต มาให้กล่องสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติมจาก PlayStore หรือแม้แต่ในขณะที่ขับรถถ้าต้องการใช้งานแอปที่ต้องการเชื่อมต่อก็ต้องเปิด HotSpot ไว้ด้วย

สำหรับการใช้งานแอปพลิเคชัน ผู้ใช้สามารถกดเข้าไปใช้งานทั้งแอปวิดีโออย่าง YouTube Netflix LINE TV AIS Play หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้ทันที ส่วนถ้าใช้งานเพื่อการนำทาง ก็มี Google Maps ติดตั้งมาให้พร้อมใช้ สามารถป้อนพิกัด หรือค้นหาสถานที่เพื่อนำทางได้ผ่านจอของ CarPlay ที่ปลดล็อกแล้ว

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ HMS CarPlay สะดวกขึ้นก็คือสามารถแชร์หน้าจอสมาร์ทโฟนไปปรากฏบนหน้าจอได้เลย เหมาะกับเวลาเดินทางกันหลายๆ คนแล้วอยากเปิดคอนเทนต์ให้มาดูด้วยกัน ซึ่งเวลาแชร์ไปก็จะสะดวกกว่าต้องมาคอยพิมพ์ค้นหาบน CarPlay เอง

ทั้งนี้ ในกรณีที่รถยนต์ไม่ได้รองรับหน้าจอแบบสัมผัส ทำให้อาจจะสั่งงาน CarPlay ได้ยาก ทาง HMS จะมีอุปกรณ์เสริมอย่าง รีโมท Magic Keyboard มาให้เลือกซื้อเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการควบคุมแบบไร้สาย และมีคีย์บอร์ดให้พิมพ์ป้อนข้อมูลได้สะดวกขึ้น

อุปกรณ์ที่ให้มาพร้อม HMS CarPlay

ภายในกล่องของ HMS CarPlay Unlock จะประกอบไปด้วยกล่องปลดล็อกระบบ CarPlay ที่ภายในมาพร้อมกับซีพียู Quad Core 1.8 GHz RAM 4 GB ROM 32 GB ที่ติดตั้งระบบ Android มาให้ใช้งานพร้อมแอปพลิเคชันพื้นฐาน ซึ่งจะมีพอร์ตเชื่อมต่ออยู่ 2 ส่วนคือ USB-C สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับรถยนต์ และ USB Type A ในการเชื่อมต่อแฟลชไดรฟ์ หรือรีโมทควบคุมเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับสาย USB-C to USB Type A และ USB-C to USB-C มาให้แบบพร้อมใช้ทันที และในกรณีที่ GPS ของรถยนต์ไม่แม่นยำพอ สามารถติดอุปกรณ์เสริมเพื่อขยายสัญญาณ GPS พร้อมฟิวส์แท็บในกล่องเพิ่มเติมได้ทันที

สำหรับรีโมท Magic Keyboard ที่วางจำหน่ายเพิ่มในราคา 1,000 บาท จะเป็นลักษณะของรีโมทที่มี 2 ฝั่ง เป็นปุ่มคีย์บอร์ดสำหรับป้อนข้อมูล และอีกฝั่งเป็นปุ่มควบคุมปกติ มีแบตเตอรีภายในตัว สามารถเสียบชาร์จได้จากสาย MicroUSB เพื่อใช้งานร่วมกับ HMS CarPlay

ส่วนรุ่นรถยนต์ที่รองรับสามารถเข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติมได้จากหน้าเว็บไซต์ของ HMS https://hms.co.th/carplay/

สรุป

HMS Carplay ถือเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้เราใช้งานหน้าจออัจฉริยะภายในรถยนต์ของเราได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ผ่านสาย USB เข้ากับรถยนต์ เพียงแค่แชร์อินเทอร์เน็ตเท่านั้น และไม่ต้องกังวลกรณีที่เวลานำทางอยู่แล้วมีสายเรียกเข้า แผนที่จะหายอีกต่อไป

แน่นอนว่า เมื่อมีการปลดล็อกให้ใช้งานเพื่อความบันเทิงได้มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ สมาธิของผู้ขับขี่ ที่ควรใช้งานเมื่อรถหยุดวิ่งเท่านั้น ไม่ควรทำการควบคุมใช้งานระหว่างขับรถเด็ดขาด ระบบนี้จึงเหมาะกับผู้โดยสารที่สามารถใช้จอเพื่อรับชมความบันเทิงต่างๆ ได้มากกว่า

Gallery

]]>
Review : Huawei Watch 3 – FreeBuds 4 คู่หาสมาร์ทวอทช์สุขภาพ และหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวน https://cyberbiz.mgronline.com/review-huawei-watch-3-freebuds-4/ Thu, 15 Jul 2021 11:14:35 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35577

กลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทวอทช์ และหูฟังไร้สายของหัวเว่ย ถือเป็น 2 IoT ดีไวซ์ที่ หัวเว่ย (Huawei) เปิดตัวมาเป็นกลุ่มแรกๆ ในช่วงที่สมาร์ทโฟนของหัวเว่ย ได้รับความนิยม จนมีผู้บริโภคใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในปีนี้ หัวเว่ย ได้มีการเพิ่มความสามารถให้กับทั้งสมาร์ทวอทช์ และหูฟังไร้สาย ได้อย่างน่าสนใจ เพราะไม่ได้จำกัดการใช้งานเฉพาะบนอีโคซิสเตมส์ของ HUAWEI เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้งานกับทั้ง Android และ iOS ได้เป็นอย่างดี

Huawei Watch 3 มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือรองรับการเชื่อมต่อแบบ eSIM พร้อมการวัดค่าสุขภาพที่ครบถ้วนทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิ จนถึงค่าออกซิเจนในเลือด ในขณะที่ FreeBuds 4 มากับคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น และตัดเสียงรบกวนได้น่าประทับใจ

สำหรับราคาจำหน่าของ Huawei Watch 3 เริ่มต้นที่ 12,990 บาท ส่วน Huawei FreeBuds 4 ราคาเปิดตัว 5,999 บาท มีโปรโมชันพิเศษเหลือ 4,499 บาท ถึงวันที่ 22 .. นี้

ข้อดี

Huawei Watch 3

  • มีฟีเจอร์ตรวจจับเกี่ยวกับสุขภาพครบถ้วน
  • รองรับการใช้งาน eSIM สามารถใช้สื่อสารแทนสมาร์ทโฟนได้
  • มีโหมดประหยัดแบตเตอรี ใช้งานได้ 14 วัน

HUAWEI FreeBuds 4

  • หูฟังไร้สาย ตัดเสียงรบกวน สวมใส่สบาย
  • รองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์สลับใช้งานไปมาได้

ข้อสังเกต

  • Huawei Watch 3 ยังมีแอปพลิเคชันที่รองรับค่อนข้างน้อย จาก App Gallery
  • เวลาชาร์จแบตเตอรี ถ้าเครื่องร้อนจะตัดการชาร์จอัตโนมัติ (แนะนำให้ชาร์จในห้องแอร์)
  • HUAWEI FreeBuds 4 อาจจะไม่เหมาะกับรูปทรงหูของทุกคน เพราะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ถ้าใส่ไม่พอดีอาจะหลุดได้

HUAWEI Watch 3 นาฬิกาอัจฉริยะวัดอุณหภูมิได้

การพัฒนาสมาร์ทวอทช์ของ หัวเว่ย ในปีนี้ ค่อนข้างน่าสนใจตรงการเพิ่มฟีเจอร์ที่มีความสำคัญ และได้ใช้งานแน่ๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการวัดค่าออกซิเจนในเลือด (spO2) รวมถึงวัดอุณหภูมิบริเวณผิวหนัง ที่เพิ่มเข้ามา

เนื่องจากทั้ง 2 ค่านี้ สามารถใช้บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการเป็นไข้ หรือมีปัญหาในการหายใจ ซึ่งได้กลายเป็นอาการเบื้องต้นของโควิด-19 แต่แน่นอนว่าเมื่อสมาร์ทวอทช์ไม่ใช่เครื่องมือทางการแพทย์ ดังนั้นจึงสามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในการวินิจฉัยโรคได้

ความน่าสนใจของ Watch 3 ไม่ได้จบแค่ 2 ฟีเจอร์นั้น แต่ภายในยังอัดแน่นมาด้วยความอัจฉริยะที่น่าสนใจหลายๆ เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้ใช้งาน โดยฟีเจอร์พื้นฐานอย่างวัดก้าวเดิน วัดอัตราการเต้นของหัวใจ Huawei Watch รุ่นต่างๆ ทำได้ดีอยู่แล้ว

ที่เพิ่มขึ้นมาในรุ่นนี้ คือรองรับรูปแบบการออกกำลังกายมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มโหมดแนะนำในการออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้การใช้ชีวิตในช่วงนี้ของผู้คนยังสามารถรักษาสุขภาพให้แข็งแรงไปได้ด้วย

นอกจากนี้ Huawei Watch 3 ยังรองรับการเชื่อมต่อ eSIM (AIS และ TrueMove H มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ทำให้สามารถใช้รับสายโทรศัพท์จากนาฬิกาได้ทันที เวลาไปออกกำลังกายก็จะไม่พลาดการสื่อสารต่างๆ

เมื่อสมาร์ทวอทช์สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็จะช่วยปลดล็อกความสามารถอื่นๆ อย่างการฟังเพลง นำทาง โดยที่ไม่ต้องซิงค์กับสมาร์ทโฟนตลอดเวลาก็ได้ ทำให้กลายเป็นนาฬิกาอัจฉริยะที่มีความสามารถรอบด้าน

เบื้องหลังในการทำงานของ Huawei Watch 3 ก็คือการนำระบบปฏิบัติการ HarmonyOS มาใช้งาน ทำให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ Huawei App Gallery เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชันใช้งานได้ทันที แม้ว่าจะใช้งานร่วมกับ iOS หรือ Android ที่ไม่ใช่ Huawei ก็ตาม

ในแง่ของการออกแบบ Huawei Watch 3 ยังคงเอกลักษณ์ในแง่ของหน้าปัดทรงกลมเช่นเดิม ความรู้สึกที่ได้จะออกแมนๆ เหมาะกับผู้ชายมากกว่า จากขนาดตัวเครื่อง 46.2 x 46.2 x 12.15 มิลลิเมตร น้ำหนักไม่รวมสายจะอยู่ที่ 54 กรัม

ตัวหน้าจอที่ให้สีสันสดใส และสามารถเลือกเปลี่ยนหน้าปัดได้นั้น เลือกใช้จอแบบ AMOLED ขนาด 1.43 นิ้ว ความละเอียด 466 x 466 พิกเซล ให้ความละเอียดเม็ดสีที่ 326ppi วัสดุตัวเรือนทำจากสแตนเลสเป็นหลัก

การควบคุมทำได้ทั้งจากหน้าจอแบบสัมผัส เม็ดมะยมที่สามารถกด และหมุนได้ พร้อมกับปุ่มกดด้านข้าง เพิ่มเติม เพื่อให้เข้าถึงการใช้งานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว นาฬิกายังกันน้ำที่ระดับ 5 ATM ทำให้สามารถใส่ว่ายน้ำที่ไม่ลึกเกิน 50 เมตรได้ด้วย

สำหรับการเชื่อมต่อ นอกจากใส่ eSIM เพื่อใช้งาน 4G LTE แล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อ WiFi 4 (รองรับเฉพาะ 2.4 GHz) มี GPS ในตัว รวมถึง NFC และบลูทูธ 5.2 ทำให้สามารถเชื่อมต่อหูฟังไร้สาย เข้ากับ Watch 3 เพื่อใช้ฟังเพลงจากนาฬิกาโดยตรงได้ด้วย

ในส่วนของระยะเวลาการใช้งาน Huawei Watch 3 เคลมว่าในโหมดอัจฉริยะสามารถใช้งานได้นาน 3 วัน และโหมดประหยัดพลังงานจะอยู่ได้ 14 วัน ซึ่งในโหมดนี้จะยังคงวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนรับการแจ้งเตือน ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เชื่อมต่อกับ iOS ผ่านแอป Huawei Health ระยะเวลาการใช้งานจะสั้นลงเหลือ 1.5 วันเท่านั้น เนื่องจากใช้การเชื่อมต่อคนละแบบกับสมาร์ทโฟนที่มีพื้นฐานของ Android ทำให้ใช้พลังงานในการรับส่งข้อมูลมากกว่าเดิม

HUAWEI FreeBuds 4 คุณภาพเสียงตัดเสียงรบกวนเด็ดขึ้น

มาถึง HUAWEI FreeBuds 4 ที่เป็นหูฟังไร้สายชูความโดดเด่นเรื่องการตัดเสียงรบกวน ก่อนหน้านี้ หัวเว่ย เคยออก FreeBuds 4i ที่เป็นหูฟังไร้สายแบบ In-Ears ออกมารองรับการตัดเสียงรบกวนเหมือนกัน FreeBuds 4 รุ่นนี้จึงเหมือนเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ใช้เพิ่มเติม

โดยการออกแบบของ FreeBuds 4 จะเปลี่ยนดีไซน์ใหม่อย่างเคสที่เป็นทรงกลม ขนาด 58 x 21.2 มิลลิเมตร น้ำหนักรวม 38 กรัม ทำให้พกพาได้ง่าย ใส่ในกระเป๋ากางเกงได้สบายๆ มีให้เลือกด้วยกัน 2 สีคือ เงิน Silver Frost และ ขาว Ceramic White มีพอร์ตชาร์จ USB-C อยู่ด้านล่าง และปุ่มกดสำหรับเชื่อมต่อทางขวา

ในส่วนของหูฟัง FreeBuds 4 มาในลักษณะของหูฟังปกติ ที่ไม่ได้ต้องยัดจุกยางเข้าไปในรูหู โดยทางหัวเว่ย ระบุว่า มีการออกแบบให้เหมาะกับสรีระของใบหู ทำให้เมื่อสวมใส่แล้วจะกระชับ พอดี และมีน้ำหนักเบาข้างละ 4.1 กรัมเท่านั้น

นวัตกรรมที่ใส่มาให้ใช้งานใน FreeBuds 4 มีที่น่าสนใจมากมาย ทั้งระบบตัดเสียงรบกวน ANC 2.0 ที่แม้ว่าจะเป็นหูฟังแบบ Open Fit แต่มีการปรับปรุงเทคตัดเสียงรบกวน ที่จะคอยปรับแรงดันอากาศในหูทั้ง 2 ข้างให้สมดุล และทำให้มั่นใจว่าจะได้ยินเสียงจากรอบข้าง

ทำให้ FreeBuds 4 กลายเป็นหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนที่ใส่สบาย สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง ในแง่ของคุณภาพเสียงให้ไดรเวอร์ขนาด 14.3 มม. มาช่วยขับเสียงให้เสียงที่กว้าง และเติมด้วยเบสได้อย่างน่าสนใจ

ตัวหูฟังยังมากับระบบตรวจจับการสวมใส่ ทำให้เมื่อใช้งานอยู่ ถ้าเปิดเพลงฟัง พอถอดหูฟังเพลงก็จะหยุดโดยอัตโนมัติ เมื่อสวมกลับเข้าไปก็จะเล่นเพลงต่อได้ทันที รวมถึงรองรับการสลับใช้งานระหว่าง 2 อุปกรณ์ไปมาได้ จากการที่ใช้บลูทูธ 5.2 ช่วยให้สะดวกมากขึ้น

ส่วนการควบคุมจะใช้การสัมผัสในการสั่งงานบริเวณก้านหูฟัง โดยแบ่งเป็นการแตะสองครั้งเพื่อเล่น หยุด รับสาย วางสาย เลื่อนขึ้นลงเพื่อเพิ่มลดเสียง และแตะค้างเพื่อเปิดปิดโหมดตัดเสียงรบกวน ซึ่งการควบคุมเหล่านี้สามารถตั้งค่าผ่านแอป Huawei AI Life ได้ทั้งหมด

สำหรับระยะเวลาการใช้งาน FreeBuds 4 ให้แบตเตอรีมาข้างละ 30 mAh เคสชาร์จ 410 mAh เมื่อชาร์จ 1 ครั้ง สามารถเล่นเพลงต่อเนื่องในโหมดตัดเสียงรบกวนอยู่ที่ 2.5 ชั่วโมง และเมื่อปิดจะใช้งานได้ 4 ชั่วโฒง

เมื่อรวมกับแบตเตอรีในเคสชาร์จ จะใช้งานได้ต่อเนื่อง 14-22 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการเปิดหรือปิดระบบตัดเสียงรบกวน และใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าแบตเตอรีหมดค่อนข้างเร็ว เมื่อเทียบกับหูฟังไร้สายหลายๆ รุ่นในท้องตลาด

สรุป

Huawei Watch 3 และ HUAWEI FreeBuds 4 น่าจะเหมาะกับผู้ที่ใช้งานอีโคซิสเตมส์ของ Huawei อยู่แล้ว เพราะจะสามารถเรียกใช้ประสิทธิภาพของดีไวซ์ได้สูงที่สุด ในขณะเดียวกันถ้าเป็นผู้ใช้งาน iOS ก็สามารถใช้งานได้ แต่มีข้อจำกัดพอสมควร

ดังนั้น อาจจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใช้ iOS มากกว่าว่า ถ้าต้องการนาฬิกาอัจฉริยะที่ไม่ใช่ Apple Watch หรือหูฟังไร้สายที่ไม่ใช่ AirPods มาใช้งาน Huawei ทั้ง 2 รุ่นนี้ ก็น่าสนใจไม่น้อยจากฟีเจอร์ที่ให้มา

]]>
Review : Apple AirTag ทำงานอย่างไร ช่วยให้หาของหายง่ายขึ้นจริงไหม? https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-airtag/ Fri, 04 Jun 2021 07:09:20 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35311

เมื่อต้องให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ทำให้ แอปเปิล (Apple) ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนา AirTag ให้ปลอดภัยกับทั้งผู้ใช้ และผู้บริโภคทุกคนมากที่สุด เพราะเมื่อเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ติดตามสิ่งของหายได้ ก็ใช้ในการติดตามหรือสะกดรอยผู้คนได้เช่นเดียวกัน

แนวคิดในการพัฒนา AirTag ของ Apple นั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการระบุตำแหน่งสิ่งของสำคัญๆ ได้ง่ายขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีอ Ultra-wideband (UWB) เพื่อช่วยระบุพิกัดสิ่งของเหล่านั้น และเมื่ออยู่ใกล้วัตถุภายในระยะ 10 เมตร บลูทูธ ก็จะเข้ามาทำหน้าที่ในการระบุตำแหน่งที่ชัดเจนอีกทีหนึ่ง

Apple AirTag เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ววันนี้ ในราคาชิ้นละ 990 บาท และมีขายเป็นแพ็ก 4 ชิ้น ในราคา 3,390 บาท พร้อมกับอุปกรณ์เสริมอย่างพวงกุญแจหนัง (1,390 บาท) ห่วงคล้องแบบหนัง (1,590 บาท) และห่วงคล้องโพลียูรีเทน (1,190 บาท)

ข้อดี

  • ช่วยหาสิ่งของที่ลืมไว้ง่ายขึ้น
  • เข้ารหัสข้อมูล โดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว
  • กันน้ำ กันฝุ่น IP67
  • แบตเตอรีใช้งานได้ราว 1 ปี (เปลี่ยนเองได้)

ข้อสังเกต

  • ใช้งานได้เฉพาะอุปกรณ์ iOS 14.5 ขึ้นไป
  • ต้องซื้อพวงกุญแจสายห้อยเพิ่ม
  • กรณีที่ทำหล่นหาย หากถูกถอดแบตเตอรีจะไม่สามารถติดตามได้
  • การแจ้งเตือนผู้ใช้รายอื่นที่ถูก AirTag ติดตามต้องใช้ระยะเวลา

เบื้องหลังคือชิป U1 ที่มี Ultra-wideband

ก่อนหน้านี้ แอปเปิล ได้มีการนำฟีเจอร์อย่างค้นหาของฉันหรือ Find My มาใช้ในการติดตามผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น iPhone iPad Mac Apple Watch และ AirPods กันอยู่แล้ว ด้วยการที่ให้อุปกรณ์เหล่านั้นส่งพิกัดที่อยู่ผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทราบตำแหน่งคร่าวๆ บนแผนที่

ก่อนเริ่มประยุกต์ใช้เครือข่ายของ iPhone ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เป็นตัวช่วยในการตามหาอุปกรณ์ที่ Offline อย่าง MacBook ที่ไม่ได้เชื่อมต่อ WiFi หรือ iPad รุ่นที่ไม่ได้ใส่ซิมการ์ด ด้วยการให้อุปกรณ์เหล่านี้ส่งสัญญาณไปยัง iPhone เพื่อระบุตำแหน่งให้เจ้าของทราบได้

ทำให้ปัจจุบัน Find My ได้กลายเป็นเครือข่ายสำหรับติดตามสิ่งของต่างๆ ที่ใหญ่ และครอบคลุมมากที่สุดในโลก จากอุปกรณ์ของ Apple ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระดับพันล้านเครื่องทั่วโลก ที่สำคัญคือการส่งข้อมูลทั้งหมดนี้จะไม่มีการะบุตัวตน เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

ต่อจากนั้น แอปเปิลจึงเริ่มพัฒนาชิป U1 ที่นำเทคโนโลยี UWB มาใช้ในการ ระบุตำแหน่งที่ตั้งจริง (Precision Finding) สำหรับ iPhone 11 และ iPhone 12 ที่ช่วยระบุทิศทางที่แม่นยำในการตามหา AirTag เมื่ออยู่ในระยะใกล้เคียง จึงทำให้ AirTag สามารถค้นหาสิ่งของที่หายไปได้

แกะกล่องใช้งาน

เมื่อทราบถึงหลักการทำงานของ AirTag แล้วก็ถึงเวลาใช้งาน เมื่อแกะ AirTag ออกจากกล่องสิ่งแรกที่ต้องทำคือแกะพลาสติกที่หุ้มรอบตัวเครือง เพื่อดึงให้ขั้วแบตเตอรีสัมผัสกัน เพื่อเปิดการใช้งานก่อน

ขนาดของ AirTag จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 31.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 11 กรัม โดยมีความสามารถป้องกันน้ำ และฝุ่นระดับ IP67 (ลึก 1 เมตร ไม่เกิน 30 นาที) รองรับการเชื่อมต่อทั้ง บลูทูธ UWB และ NFC

ภายในของ AirTag จะใช้ถ่านกระดุมขนาดมาตรฐาน CR2032 ที่ใช้งานได้ราว 1 ปี เมื่อสัญญาณอ่อน หรือแบตเตอรีใกล้หมดผู้ใช้สามารถหาซื้อมาเปลี่ยนเองได้ทันที โดยจะมีสถานะแบตเตอรีแจ้งอยู่ในแอป Find My

หลังจากนั้นนำ AirTag ไปไว้ใกล้เคียงกับ iPhone ที่ต้องการเชื่อมต่อ จะเด้งหน้าจอขึ้นมาให้ทำการเชื่อมต่อได้ทันที คล้ายกับการเชื่อมต่อ AirPods ที่คุ้นเคยกัน หลังจากนั้นจะมีให้เลือกว่าต้องการทำ AirTag นี้ไปติดกับสิ่งของใด คล้ายๆ กับการระบุชื่อของสิ่งของให้เข้ามาเลือกดูได้สะดวกขึ้น ในจุดนี้ผู้ใช้สามารถเลือกปรับตั้งชื่อ พร้อมใส่ Emoji เพิ่มเติมได้ด้วย

เมื่อทำการเชื่อมต่อเสร็จแล้ว ก็จะสามารถใช้ในการค้นหาตำแหน่งได้ทันที โดยเมื่ออยู่ในระยะใกล้ประมาณ 10 เมตร จะใช้การค้นหาจากสัญญาณบลูทูธ ร่วมกับ UWB ในการระบุตำแหน่งที่แม่นยำ หรือจะกดให้ส่งเสียงจากตัว AirTag เพื่อช่วยระบุตำแหน่งเพิ่มเติมได้ด้วย

สำหรับการค้นหา AirTag เมื่อตามพิกัดบนแผนที่เข้ามาอยู่ในระยะที่เชื่อมต่อโดยตรงได้แล้ว ที่หน้าจอ iPhone จะมีการชี้บอกทิศทาง และระยะห่างให้ค้นหาได้ง่ายขึ้น ยิ่งเข้าใกล้ AirTag มากเท่าไหร่ ก็จะมีการสั่นช่วยบอกด้วย

กรณีที่ทำหายหล่นอยู่นอกสถานที่ ก็สามารถเข้าไปตั้งโหมดสูญหาย (Lost Mode) เพื่อระบุช่องทางติดตามอย่างเบอร์โทรศัพท์ หรืออีเมล ให้ผู้ที่เก็บได้ใช้ติดต่อกลับมา ในจุดนี้ผู้ที่เก็บ AirTag จะสามารถเห็นข้อมูลดังกล่าวได้ต่อเมื่อนำ AirTag ไปแปะบริเวณจุดรับสัญญาณ NFC ที่ตัวเครื่อง ซึ่งทำงานทั้งบน iOS และ Android

ในระหว่างที่เข้าสู่โหมดสูญหาย เจ้าของ AirTag ยังสามารถติดตามตำแหน่งของอุปกรณ์ หรือสิ่งของนี้ได้ และจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีคนค้นหาเจอ ซึ่งถ้าคนอื่นเก็บได้แล้วนำมาสแกน ก็จะปรากฏลิงก์ให้เข้าสู่เว็บไซต์ แสดงรายละเอียดเฉพาะการติดต่อ และเลขซีเรียลเท่านั้น ไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดส่วนตัวอื่นๆ แต่อย่างใด

การนำไปใช้งาน

Apple ออกแบบให้ผู้ใช้สามารถนำ AirTag ไปห้อยไว้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่ทำหายบ่อยๆ หรือชอบลืมทิ้งไว้แล้วหาไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็น AirPods หูฟังอื่นๆ กระเป๋าสตางค์ หรือแม้แต่กระเป๋าถือ เมื่อนำไปห้อยไว้ ก็จะสามารถใช้ AirTag ในการตามหาได้ทันที

ระบบป้องกันการถูกติดตาม

ในแง่ของความเป็นส่วนตัว เมื่อ AirTag สามารถใช้ในการระบุพิกัดได้ ทำให้อาจะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีในการสะกดรอยได้ ในจุดนี้แอปเปิล ได้คิดค้นวิธีการป้องกันที่จะคอยแจ้งเตือน เมื่อตรวจพบว่า AirTag เดินทางไปในสถานที่ต่างๆ โดยไม่ได้อยู่กับเจ้าของ

เมื่อได้รับการแจ้งเตือน AirTag ที่ไม่ได้อยู่กับเจ้าของ จะแจ้งข้อมูลให้ผู้ใช้งานได้ทราบว่า AirTag เครื่องนี้ติดตามตั้งแต่สถานที่ใดบ้าง และมีปุ่มให้กดเล่นเสียงเพื่อค้นหา AirTag ดังกล่าว เพื่อทำการปิดกั้นไม่ให้ติดตามได้ หรือในกรณีที่อยู่ห่างไกลจากเจ้าของนานเกินช่วงเวลา 8 – 24 ชั่วโมง แอปเปิล ได้ตั้งให้ AirTag ส่งเสียงเพื่อแจ้งเตือนไว้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ผู้ใช้ iPhone สามารถเข้าไปแอป Find My แล้วกดเข้าไปใน ระบุสิ่งของที่พบ (Identify Found Item) เมื่อตรวจพบจะขึ้นรายละเอียดของ AirTag ให้เห็นอย่าง Serial Number และเลขหมายโทรศัพท์ 2 หลักหลัง พร้อมคำแนะนำในกรณีที่ไม่ใช่เจ้าของ และเป็น AirTag ต้องสงสัย

โดยถ้ามีการสะกดรอยตามจริงๆ ก็สามารถนำข้อมูล Serial Number ไปดำเนินคดีตามกฏหมายได้ เพราะเมื่อมีการฟ้องร้องทาง Apple สามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเจ้าของ AirTag ที่ลงทะเบียนไว้ได้อย่าง ชื่อ และอีเมล เพื่อช่วยในการดำเนินคดี

เบื้องต้นทาง Apple จะแนะนำวิธีป้องกันไม่ให้อุปกรณ์นี้สามารถติดตามคุณได้ด้วยการถอดแบตเตอรีออกได้ทันที AirTag นั้นจะไม่สามารถระบุตำแหน่งได้อีกต่อไป จนกว่าจะใส่แบตเตอรีกลับเข้ามา

อุปกรณ์เสริม

เนื่องจาก Apple วางจำหน่าย AirTag เป็นชิ้นๆ ไม่ได้มีสายคล้อง หรือสายห้อยมาให้ด้วย ทำให้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมแบรนด์อื่นๆ สามารถผลิตพวงกุญแจต่างๆ มาจำหน่ายเพิ่มเติมได้

โดยปัจจุบัน Apple มีห่วงคล้องสำหรับ AirTag ที่เป็นแบบพื้นฐานให้เลือก 2 แบบ และพวงกุญแจอีก 1 แบบ ไม่นับรวมกับสายคล้อง Hermes ที่มีตัวเลือกเพิ่มเติม เพื่อนำไปคล้องกับอุปกรณ์ต่างๆ

เริ่มกันที่ Leather Loop ที่เป็นห่วงคล้องหนัง มีให้เลือก 2 สีคือ แดง และน้ำตาล ถัดมาคือ Loop ที่เป็นยางโพลียูรีเทนมีให้เลือก 4 สี คือ ส้ม เหลือง กรมท่า และขาว ส่วนพวงกุญแจหนัง (Leather Key Ring) มีให้เลือก 3 สี น้ำเงิน น้ำตาล และแดง

นอกจากนี้ ในตลาดยังมี Belkin ที่เปิดตัว Belkin Secure Holder for AirTag มีให้เลือก 2 รูปแบบคือ พวงกุญแจ และสายรัด มีให้เลือก 4 สี คือ สีดำ สีขาว สีชมพู และสีฟ้า วางจำหน่ายแล้วในราคา 490 บาท

ทำให้ในการเลือกซื้อ AirTag นอกจากตัวอุปกรณ์แล้ว ยังต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมเพื่อนำมาใส่ AirTag ให้นำไปติดกับสิ่งของต่างๆ ได้สะดวกขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น ติดกับกุญแจรถ กุญแจบ้าน กระเป๋า จักรยาน กล้อง หูฟัง เสื้อคลุม ร่ม หรือแม้แต่กระเป๋าตังก็ตาม

สรุป

AirTag จะกลายเป็นอีกอุปกรณ์เสริมที่ผู้ใช้งาน iPhone ต้องมีติดตัวไว้ สำหรับการค้นหาสิ่งของอย่างแน่นอน เพราะสามารถใช้ในการติดตามหาของได้จริง แม้ว่าจะทำตกไว้ระหว่างทาง หรือตามสถานที่ต่างๆ

ที่สำคัญคือ Apple ออกแบบให้ป้องกันการขโมยไว้อย่างน่าสนใจ โดยผู้ที่ได้ AirTag ไป จะไม่สามารถเชื่อมต่อใช้งานได้ จนกว่าเจ้าของจะยกเลิกการเชื่อมต่อ ดังนั้นถึงขโมยไปได้ ก็จะได้แค่ถ่าน CR2032 ไปใช้งานเท่านั้น ส่วน AirTag ก็ไม่ต่างจากของชิ้นหนึ่งที่ไม่สามารถใช้งานได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก AirTag ยังไม่มีวิธีป้องกันไม่ให้คนติดตามได้ในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงถ้าไม่ได้ใช้งาน iOS 14.5 ขึ้นไป ก็จะไม่ได้รับการแจ้งเตือนว่ามี AirTag คอยสะกดรอยตามอยู่ เพราะระบบแจ้งเตือนที่คิดค้นมาไม่ได้ทำมาเผื่อให้ Android จึงต้องใช้การฟังเสียงเตือน (ที่ค่อนข้างเบา) จาก AirTag เวลาอยู่ห่างจากเจ้าของนานๆ แทน

]]>
Review : Huawei Band 6 สมาร์ทแบนด์วัดออกซิเจนในเลือด ราคา 1,499 บาท https://cyberbiz.mgronline.com/review-huawei-band-6/ Mon, 26 Apr 2021 05:05:35 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=35094

เมื่อการวัดค่าออกซิเจนในเลือดกลายเป็นฟีเจอร์สำคัญที่ผู้บริโภคมองหา ทำให้บรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพหลายๆ แบรนด์เร่งพัฒนาความสามารถนี้ ให้กลายเป็นฟีเจอร์พื้นฐานในการใช้งาน ที่แม้ว่าจะไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ก็สามารถวัดค่าออกซิเจนในเลือดได้ มาเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค

Huawei Band 6 ถือเป็นหนึ่งในสมาร์ทแบนด์ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ดังกล่าว ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ด้วยโปรโมชันเปิดตัวที่ 1,499 บาท ที่นอกจากได้ Wearable ที่มาวัดค่า SpO2 หรือออกซิเจนในเลือดแล้ว ยังได้กึ่งๆ สมาร์ทวอทช์หน้าจอ 1.47 นิ้ว ที่รองรับการแจ้งเตือน และตรวจจับการออกกำลังกายได้ด้วย

ข้อดี

  • สมาร์ทแบนด์ฟีเจอร์ครบราคาเข้าถึงได้ 1,499 บาท (จากราคาปกติ 1,899 บาท)
  • หน้าจอ AMOLED 1.47 นิ้ว เหมาะกับทุกคน
  • ตรวจวัด HR / SpO2 / ความเคลียด / มีโหมดกีฬา 96 โหมด

ข้อสังเกต

  • สายเป็นซิลิโคนทำให้ดูไม่พรีเมียม แต่สามารถเปลี่ยนสีได้
  • ต้องใช้งานคู่กับสมาร์ทโฟน Huawei ถึงใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

เน้นฟีเจอร์เพื่อสุขภาพ

การเป็นสมาร์ทแบนด์ ที่เน้นเรื่องสุขภาพเป็นหลัก ทำให้ Huawei Band 6 มากับความสามารถที่น่าสนใจหลากหลายอย่างเกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์พื้นฐานอย่างการวัดจำนวนก้าวเดิน การทำกิจกรรมต่างๆ จนถึงการนอน ที่สมาร์ทแบนด์ส่วนใหญ่ในท้องตลาดทำได้อยู่แล้ว

แต่ความพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาของ Huawei Band 6 คือการเพิ่มความสามารถในการวัดค่าออกซิเจนในเลือดขณะออกกำลังกาย (SpO2) ทำให้ผู้ใช้งาน สามารถรับรู้ถึงปริมาณออกซิเจนในเลือดได้ว่าอยู่ที่เท่าไหร่ (ตามปกติต้องสูงกว่า 95%)

โดยปัจจุบันค่าออกซิเจนในเลือดได้กลายมาเป็นหนึ่งในการวัดค่าสุขภาพที่ผู้บริโภคสนใจ เกี่ยวเนื่องมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เมื่อเกิดการติดเชื้อแล้วเริ่มลามไปที่ปอด ออกซิเจนในร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อจะลดลง การที่มีอุปกรณ์วัดออกซิเจนมาติดตัวจะช่วยให้สามารถเฝ้าระวังความผิดปกติของร่างกายได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ Huawei Band 6 ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความแม่นยำในการวัดค่า SpO2 รวมถึงการเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์วัดออกซิเจนในเลือดตลอดเวลา ดังนั้นในการใช้งาน Huawei Band 6 ต้องระลึกไว้เสมอว่าเป็นค่าที่อาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ ต้องมีการตรวจสอบร่วมกับอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง และข้อมูลที่ได้ถือเป็นข้อมูลอ้างอิงเฉพาะบุคคลเท่านั้น

นอกเหนือจากการวัด SpO2 แล้ว Huawei Band 6 ยังได้พัฒนาระบบตรวจจับการออกกำลังกายเพิ่มเติม ที่จะคอยแทร็กพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ เมื่อพบว่ามีการออกกำลังกายโดยที่ยังไม่ได้เริ่มเก็บข้อมูล ก็จะคอยบันทึกข้อมูลไว้ เพื่อให้ผู้ใช้งานเลือกประเภทของกีฬาในการบันทึกข้อมูลภายหลังได้

ปัจจุบัน Huawei Band 6 มีชนิดกีฬาให้เลือกใช้งานทั้งหมด 96 โหมด ที่มีกีฬาประเภทใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างสเก็ตบอร์ด หรือกระโดดเชือก เพิ่มเข้าไปด้วย ทำให้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ ยังมีโหมดที่จะคอยเก็บข้อมูลรอบประจำเดือนของผู้หญิง ทำให้เหมาะกับการใช้งานทั้งผู้ชาย และผู้หญิงไปพร้อมๆ กัน

Huawei Band 6 ยังรองรับการตรวจวัดทางด้านสุขภาพเพิ่มเติม ทั้ง Huawei TruSleep ที่เมื่อเปิดใช้งานจะวัดการนอนในระดับที่ลึกมากขึ้น การตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจตลอดเวลา และทำการแจ้งเตือนเมื่อเกินค่าที่กำหนด รวมถึงวัดระดับความเครียดของผู้สวมใส่ได้

จอใหญ่ ใช้งานง่าย

ในส่วนของการออกแบบ Huawei Band 6 ถือว่าทำมาได้น่าสนใจ กับสมาร์ทแบนด์ที่ให้หน้าจอขนาด 1.47 นิ้ว ความละเอียด 194 x 368 พิกเซล โดยหน้าจอมีสัดส่วนเมื่อเทียบกับตัวเครื่องถึง 64% วางจำหน่ายด้วยกัน 3 สีคือ ดำ Graphite Black เขียว Forest Green และ ชมพู Sakura Pink

น้ำหนักเฉพาะตัวเรือนประมาณ 18 กรัม โดยมีขนาดตัวเรือนที่ 43 x 25.4 x 10.99 มิลลิเมตร ในส่วนของสายซิลิโคนที่ให้มาจะมีขนาด 13-21 เซนติเมตร ถือว่ารองรับการใช้งานทั้งผู้ชาย และผู้หญิง ให้สามารถสวมใส่ใช้งานได้

หน้าจอที่ให้มาเป็น AMOLED ที่รองรับการสัมผัสในการสั่งงาน และมีปุ่มเรียกเมนูเพิ่มทางด้านขวาของตัวเครื่อง ด้านหลังเป็นเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ภายในให้แบตเตอรี 180 mAh สามารถใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 14 วัน และมีระบบชาร์จเร็ว 5 นาที ใช้งานได้ต่อเนื่อง 2 วัน ชาร์จเต็มในเวลาประมาณ 65 นาที

ความน่าสนใจของ Huawei Band 6 อีกอย่างคือผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้เพิ่มเติม เพียงแต่ต้องเชื่อมต่อกับ Huawei Health บนสมาร์ทโฟน ถึงจะสามารถดาวน์โหลด และเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้ (iOS โหลดได้เฉพาะหน้าปัดฟรี)

จะได้เห็นว่าในการใช้งาน Huawei Band 6 ร่วมกับ iOS บนแอปพลิเคชัน Huawei Health จะมีฟังก์ชันในการใช้งานได้น้อยกว่าใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ หรือ มือถือของหัวเว่ย เอง อย่างฟีเจอร์ในการใช้เป็นเครื่องมือควบคุมการเล่นเพลง หรือเป็นชัตเตอร์กล้องจะหายไป ไม่สามารถใช้งานร่วมกับ iOS ได้

สรุป

ถ้าใครเป็นผู้ที่ใช้งาน Android แล้วกำลังมองหาสมาร์ทแบนด์ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายๆ สามารถตรวจวัดเกี่ยวกับสุขภาพ อย่างอัตราการเต้นของหัวใจ วัดค่าออกซิเจนในเลือด และตรวจจับการออกกำลังกายได้ Huawei Band 6 ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่น่าสนใจเวลานี้

เนื่องจากในช่วงเปิดตัวมีการทำโปรโมชันให้สั่งจองล่วงหน้าในราคา 1,499 บาท จะได้รับสายซิลิโคนเพิ่ม 1 เส้น ระหว่างวันที่ 26 เมษายน – 5 พฤษภาคม ก่อนที่จะวางจำหน่ายในราคาปกติ 1,899 บาท ผ่านช่องทางออนไลน์ และหน้าร้าน Huawei High-End Experience Store ที่สยามพารากอน เท่านั้น

Gallery

]]>
Review : AIS Fibre Mesh WiFi เพิ่มจุดกระจายสัญญาณเดือนละ 100 บาท https://cyberbiz.mgronline.com/review-ais-fibre-mesh-wifi-subscription/ Fri, 05 Feb 2021 05:42:35 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34719

AIS ได้เริ่มนำเสนอบริการ Mesh WiFi เข้ามาแก้ไขพื้นที่อัปสัญญาณ WiFi ภายในบ้านมาสักพักแล้ว ในรูปแบบของแพ็กเกจหลักให้ลูกค้าเลือกสมัครใช้งาน หรือเลือกซื้อเราเตอร์ Mesh WiFi หรือ Super Mesh WiFi เพิ่มเพื่อไปกระจายสัญญาณในบ้าน

แต่ด้วยลักษณะของการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในช่วงการที่ต้องอยู่บ้านในสถานการณ์โควิดระบาดระลอกใหม่ ทำให้ต้องมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายในบ้านเพิ่มขึ้น ทำให้เอไอเอส นำเสนอแพ็กเสริมในการเพิ่มจุดกระจายสัญญาณ ในรูปแบบของค่าบริการเพิ่มเติมเดือนละ 100 บาทต่อจุด

โปรโมชันนี้จึงเหมาะกับในช่วงที่เราต้อง Work from Home หรือในกรณีที่มีบุตรหลานต้องเรียนออนไลน์ ก็จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาจุดอับสัญญาณได้ โดยความสะดวกก็คือติดตั้งได้ง่าย ไม่ต้องเดินสายเพิ่มเติมด้วย

ข้อดี

  • ลดจุดอับสัญญาณ
  • ใช้งานร่วมกับแพ็กเกจใดก็ได้

ข้อสังเกต

  • ลูกค้าเก่าติดสัญญาแพ็กเกจเพิ่มอีก 12/24 เดือน ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่สมัคร
  • ความเร็วของจุดที่ 2 ซึ่งเป็นตัวกระจายสัญญาณจะไม่เท่ากับจุดแรก

เน้นสะดวก เพิ่มจุดใช้งาน

ก่อนหน้านี้ AIS ได้มีการนำเสนอแพ็กเกจหลักที่เป็น AIS SuperMESH WiFi ที่ให้เน็ต 1 Gbps / 500 Mbps โดยลูกค้าจะได้รับ SuperMESH WiFi เราเตอร์ 2 ตัวไปติดตั้งใช้งานในบ้านทันที แต่ค่าบริการายเดือนจะอยู่ที่ 999 บาทต่อเดือน

การออกแพ็กเกจบริการเสริม AIS Fibre MESH WiFi จึงเข้ามาเสริมให้ผู้ที่ใช้งาน AIS Fibre แพ็กเกจอื่นๆ สามารถติดตั้งจุดกระจายสัญญาณเพิ่มได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแพ็กเกจหลักมาเป็น AIS SuperMESH WiFi ในรูปแบบของค่าบริการเพิ่มจากเดิมเดือนละ 100 บาทแทน

ทำให้เหมาะกับการใช้งานในช่วงนี้ ที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้าน มีความจำเป็นต้องใช้งานมากขึ้นจากเดิม เพื่อใช้ในการทำงาน หรือเรียนออนไลน์ Mesh WiFi จะเข้าไปช่วยกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในบ้านมากขึ้น ไม่เกิดจุดอับสัญญาณในบ้าน

นอกจากนี้ AIS Mesh WiFi ยังทำงานในแบบใยแมงมุม ทำให้อุปกรณ์ทุกชิ้นสามารถเชื่อมต่อเข้าในเครือข่ายเดียวกับแบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตบ้านได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม

มีช่างมาติดตั้งให้ถึงบ้าน

ข้อดีอย่างหนึ่งของ AIS Mesh WiFi คือติดตั้งได้สะดวก ไม่ต้องเดินสาย LAN เชื่อมระหว่างเราเตอร์ โดยเมื่อตัดสินใจเลือกใช้บริการจะมีช่างเข้าไปดำเนินการติดตั้ง และทดสอบใช้งานให้ครอบคลุมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

โดยลูกค้าที่ใช้งาน AIS Fibre เดิมสามารถเข้าไปสมัครผ่าน https://newfibre.ais.co.th/process/existingfibre ได้ทันที ในกรณีที่สมัครจะมีการเริ่มนับระยะสัญญาใหม่ ในวันที่สมัครบริการเสริมอีก 12 หรือ 24 เดือน ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่สมัคร ซึ่งจะมีค่าบริการอุปกรณ์เสริมเดือนละ 100 บาทต่อจุด (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ผู้ที่สมัคร AIS Fibre MESH WiFi จะสามารถสมัครจุดเสริมได้ไม่เกิน 3 จุด เพื่อให้คุณภาพของการใช้งานเครือข่ายไร้สายในบ้านดีที่สุด และในกรณีที่ไม่ต้องการใช้งานก็สามารถยกเลิกบริการอุปกรณ์เสริมได้ทันที

ทั้งนี้ รุ่นของ Mesh WiFi ที่นำมาติดตั้งให้เพิ่มเติมนั้น จะขึ้นอยู่กับแพ็กเกจหลักที่ใช้งาน โดยจะมีทั้งรุ่นที่เป็น Mesh WiFi ปกติ และ SuperMESH WiFi ซึ่งจะมีข้อจำกัดในเรื่องของความเร็วที่แตกต่างกัน

ทดสอบใช้งาน

ทีมงานได้ลองทดสอบใช้งาน AIS Super MESH WiFi ในจุดที่ 3 ในแพ็กเกจ 1000/500 Mbps ความเร็วหลักที่ได้เมื่อเชื่อมต่อกับจุดหลักบน MacBook Pro จะอยู่ที่ราว 800 Mbps บนคลื่น 5GHz

ในขณะที่เมื่อเชื่อมต่อจากจุดเสริมความเร็วที่ได้จะอยู่ที่ราว 200-300 Mbps จากเดิมที่ในจุดนี้ถ้าเชื่อมต่อจากจุดหลักจะได้ไม่ถึง 100 Mbps ซึ่งนับว่าเป็นจุดที่อับสัญญาณ WiFi ในบ้าน

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นข้อจำกัดของเราเตอร์ Mesh ที่ไม่ได้ทำงานแบบ Tri-Band ทำให้เราเตอร์เสริมต้องแบ่งช่องสัญญาณในการรับอินเทอร์เน็ตจากจุดหลัก และมากระจายต่อในจุดที่ 2 ดังนั้นความเร็วที่ได้จึงไม่เท่ากับใช้งานจากจุดหลักแน่นอน

การติดตั้งใช้งาน MESH WiFi จะเข้ามาช่วยเสริมพื้นที่ในการให้งานในบ้านให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่อาจจะเป็นจุดอับสัญญาณ หรือสัญญาณอ่อน การมี MESH WiFi จึงเข้าไปทำให้ใช้งานได้ทุกพื้นที่นั่นเอง และความเร็วที่ได้ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอกับการใช้งานแล้ว

อีกส่วนที่ AIS SuperMESH WiFi มีประโยชน์ คือการนำเราเตอร์จุดที่ 2-3 ไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ผ่านสาย LAN อย่างคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก เกมคอนโซล สมาร์ททีวี กล่องอินเทอร์เน็ตทีวี ที่จะได้ความเร็วในการเชื่อมต่อเต็มที่

โดยเฉพาะในช่วงที่ PlayStation 5 กำลังวางขาย ใครที่บริเวณโทรทัศน์ไม่มีเราเตอร์ติดตั้งอยู่ ต้องใช้การเชื่อมต่อผ่าน WiFi ทำให้ความเร็วเน็ตที่ได้ไม่เต็มที่ MESH WiFi ก็จะเข้าไปช่วยให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เร็วขึ้นด้วย

สรุป

บริการเสริม AIS Fibre MESH WiFi จุดละ 100 บาท ถือว่าเข้ามาตอบโจทย์ของทั้งลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ที่ต้องการสมัครใช้งาน เพราะสามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตในบ้านได้ครอบคลุมขึ้น

เพราะด้วยการใช้งานในปัจจุบันจะไม่ได้อยู่แค่ในห้องนั่งเล่น หรือห้องนอนอีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่ Work from Home อาจจะต้องเปลี่ยนโต๊ะทานข้าวเป็นห้องทำงาน หรือมีการใช้งานในพื้นที่อื่นๆ ของบ้านเพิ่มเติม

]]>
Review : Apple AirPods Max หูฟังครอบหูเน้นใช้ง่าย ปรับเสียงอัตโนมัติ https://cyberbiz.mgronline.com/review-apple-airpods-max/ Thu, 07 Jan 2021 14:17:17 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34485

การที่ แอปเปิล (Apple) เลือกนำเสนอหูฟังครอบหูแบบไร้สายออกสู่ตลาดในชื่อ AirPods Max พร้อมกับตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 19,900 บาท ทำให้หลายๆ คนอาจจะมองว่าเป็นระดับราคาที่สูงเกินไป แต่ถ้าลองดูในตลาดแล้ว หูฟังแบบครอบหูคุณภาพเสียงดีๆ ก็จะอยู่ในช่วงระดับราคาเกิน 15,000 บาทขึ้นไปอยู่แล้ว

จุดเด่นของ AirPods Max ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพเสียงที่ถูกปรับมาให้แบบอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความง่ายในการใช้งานร่วมกับอีโคซิสเตมส์ต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ Apple และจุดเด่นเรื่องระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation ทำให้กลายเป็นหูฟังที่หยิบมาใช้งานได้อย่างสบายใจ

อย่างไรก็ตาม AirPods Max ไม่ได้เหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบเหมือน AirPods Pro ที่มากับมาตรฐานกันน้ำ ทำให้สามารถใส่ออกกำลังได้ แต่เหมาะกับใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป หรือระหว่างเดินทาง เพื่อให้เข้าถึงคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นมากกว่า

ข้อดี

  • หูฟังครอบหูตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation
  • ทำงานกับอีโคซิสเตมส์ของ Apple ได้อย่างไร้รอยต่อ
  • โฟมครอบหูสามารถถอดเปลี่ยนได้

ข้อสังเกต

  • ใช้ที่ชาร์จ Lighting เท่านั้น
  • ไม่มีช่องต่อสาย 3.5 มม. มาให้ (ต้องใช้กับสายแปลง Lighting)
  • น้ำหนักค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับหูฟังครอบหูแบบพลาสติก

ออกแบบเก็บทุกรายละเอียด

แม้ว่า Apple จะผลิต AirPods ทำตลาดมาแล้วหลายปี รวมถึงเคยทำงานร่วมกับ Beats นำชิปประมวลผลทางด้านเสียงไปใส่ใช้งานในหูฟังทั้งแบบครอบหู และหูฟังเกี่ยวหูที่เหมาะกับการออกกำลังกาย

แต่กลายเป็นว่า AirPods Max นับเป็นหูฟังไร้สายแบบครอบหูรุ่นแรกที่ Apple ผลิตออกมา ทำตลาด ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ย่อมมีการเก็บรายละเอียดในการออกแบบทุกส่วนให้ใช้งานได้สบายที่สุด

โครงสร้างหลักๆ ของ AirPods Max มีด้วยกัน 3 ส่วน คือบริเวณโครงหลักที่ใช้วัสดุเป็นสแตนเลสตีล เพื่อให้หูฟังมีความแข็งแรง หุ้มด้วยวัสดุที่มีผิวสัมผัสนุ่ม อย่างบริเวณส่วนก้านครอบศีรษะ จะนำจากตาข่ายถักที่ช่วยระบายอากาศ และลดแรงกดบนศรีษะด้วย

ถัดมาคือในส่วนของก้านยืดหดที่ใช้ปรับขนาดของหูฟัง Apple เรียกส่วนนี้ว่า Telescoping arms ที่ออกแบบมาให้สามารถเลื่อนปรับเข้าออกได้อย่างลื่นไหล แตกต่างจากหูฟังครอบหัวรุ่นอื่นๆ ในท้องตลาดที่จะมีลักษณะเป็นขั้นๆ ให้เลื่อนปรับ

สุดท้ายในส่วนของบริเวณที่ครอบหู จะใช้วัสดุอะลูมิเนียมแบบ Anodised ที่มีคามแข็งแรงสูงเช่นเดียวกัน ส่งผลให้โดยรวมแล้วนำ้หนักของ AirPods Max อยู่ที่ 384 กรัม เมื่อเทียบกับหูฟังครอบหูพลาสติกในระดับราคาใกล้เคียงกันจะอยู่ที่ราว 255 กรัมเท่านั้น

เมื่อเจาะลึกลงมาบริเวณที่ครอบหูด้านในส่วนที่สัมผัสกับศีรษะ Apple ได้นำ เมมโมรี่โฟม มาใช้งานทำให้เมื่อครอบหูแล้วนอกจากปิดกันเสียงภายนอกแล้ว ยังให้ความรู้สึกสบายเวลาสวมใส่ใช้งานด้วย

สำหรับปุ่มควบคุมต่างๆ บน AirPods Max จะมีเพียงปุ่มควบคุมเสียงรบกวน ที่ใช้ในการเลือกปรับโหมดใช้งาน และเม็ดมะยม (Digital Crown) มาใช้ในการหมุนปรับเสียง หรือกดสั่งงานเท่านั้น โดยทั้ง 2 ปุ่ม จะอยู่ที่หูฟังฝั่งขวา

ในขณะที่พอร์ตชาร์จเป็น Lightning ทำให้สามารถนำสายชาร์จ iPhone มาเสียบชาร์จได้ทันที และภายในกล่องก็มีสาย USB-C to Lightning มาให้ใช้งานด้วย นั่นแปลว่าไม่สามารถเสียบใช้งานร่วมกับช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ได้ถ้าไม่เสียเงินซื้อสายเชื่อมต่อเพิ่ม

AirPods Max จะมาพรอ้มกับ Smart Case หรือซองเก็บหูฟังมาด้วย โดยที่ตัวซองเก็บหูฟังจะมีแม่เหล็กที่ หูฟังจะตรวจจับว่าเมื่อเก็บเข้าซองแล้ว จะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานสูงสุด เพื่อช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรีในช่วงที่ไม่ได้ใช้งานด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ Smart Case คลุมแค่บริเวณที่เป็นส่วนของหูฟังเท่านั้น เวลาเก็บใส่กระเป๋าก็อาจจะต้องระวังส่วนอื่นไปสัมผัสกับวัสดุที่มีโอกาสทำให้บริเวณตาข่ายข้างบนขาดได้ หรือแม้แต่ตัวเคส ที่ใช้เป็นผิวสังเคราะห์เมื่อใช้งานไปนานๆ ก็มีโอกาสลอก ซึ่งคาดว่าเป็นวัสดุเดียวกับเคสของ iPad ที่เมื่อใช้งานไปสักพักจะลอกได้ ดังนั้น Smart Case จึงไม่ใช่เคสเก็บ AirPods Max ที่ดีที่สุด

เชื่อมต่อง่าย ใช้งานได้ทุก Apple ดีไวซ์

สำหรับผู้ที่เคยใช้งาน AirPods มาก่อนทั้ง AirPods และ AirPods Pro น่าจะเคยได้สัมผัสถึงความง่ายในการเชื่อมต่อใช้งานหูฟังไร้สายของ Apple มาแล้ว เพราะเพียงแค่เปิดฝา AirPods เท่านั้น iPhone ก็จะตรวจพบทันทีว่า มีอุปกรณ์ใหม่มาอยู่บริเวณใกล้เคียง

หลังจากนั้น เพียงแค่กดเชื่อมต่อ (Connect) ครั้งเดียว ทุกผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่ล็อกอินด้วย Apple ID เดียวกัน ก็จะรู้จักหูฟังนี้ทันที ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสลับใช้งานหูฟังร่วมกับ iPhone iPad Mac ได้ โดยไม่ต้องมาคอยเชื่อมต่อใหม่

รวมถึงความสามารถในการโอนย้ายการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องโดยอัตโนมัติ อย่างกรณีที่ฟังเพลงบน iPhone อยู่ แล้วหยุดเล่น เปลี่ยนมาดูหนังบน iPad อีโคซิสเตมส์ของ Apple จะช่วยสลับการใช้งานให้โดยอัตโนมัติ ทำให้สะดวกในการใช้งาน

AirPods Max ก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่ได้ความสามารถนี้มาเช่นเดียวกัน และยังเก่งขึ้นด้วย ในเรื่องของการปรับเรื่องการตัดเสียงรบกวน โดยนอกจากสั่งงานที่หูฟังแล้ว ยังสามารถเลือกเปลี่ยนโหมดในเครื่อง Mac ได้ทันที (เมื่ออัปเดตเป็น macOS Big Sur)

ในส่วนของการควบคุม AirPods Max นั้น การกดปุ่มควบคุมการตัดเสียงรบกวน จะเป็นการสลับระหว่างโหมดตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation) และโหมดรับฟังเสียงรอบข้าง (Transparency) ในเบื้องต้น ถ้าต้องการให้มีโหมดปกติด้วยจะต้องไปตั้งค่าเพิ่มเติมใน iPhone

ถัดมาในส่วนของปุ่ม Digital Crown สามารถหมุนเพื่อปรับระดับเสียง (เลือกทิศทางหมุนได้) กด 1 ครั้ง เพื่อเล่น/หยุดเพลง และรับสายโทรศัพท์ กด 2 ครั้ง เพื่อเปลี่ยนเพลงไปข้างหน้า กด 3 ครั้ง เพื่อย้อนกลับไปเพลงก่อนหน้า และกดค้าง เพื่อเรียกใช้งาน Siri

สำหรับระยะเวลาการใช้งาน AirPods Max ทาง Apple ระบุว่า สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 20 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ในการเปิดโหมดป้องกันเสียงรบกวน และระบบเสียง Spatial Audio ซึ่งถ้าปิดโหมดป้องกันเสียงรบกวนก็จะช่วยเพิ่มระยะเวลาในการใช้งานได้อีก ส่วนการชาร์จ มีระบบชาร์จเร็วเมื่อชาร์จ 5 นาที จะใช้งานได้ต่อเนื่อง 90 นาที

คุณภาพเสียงตัดเสียงรบกวน

เรื่องของคุณภาพเสียงที่ได้ถือว่ากลายเป็นหนึ่งจุดที่ผู้สนใจซื้อหา AirPods Max มาใช้งาน คำนึงถึงเป็นส่วนแรกๆ เนื่องจากด้วยระดับราคาเกือบ 2 หมื่นบาท การเลือกซื้อหูฟังคุณภาพเสียงดีๆ สักตัวที่เหมาะกับการใช้งานนั้นมีตัวเลือกที่หลากหลาย

ในจุดนี้ แอปเปิล ยังคงความโดดเด่นในแง่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับการใช้งานสำหรับทุกคนเช่นเดิม กล่าวคือคุณภาพเสียงของ AirPods Max นั้น ไม่ได้มีจุดที่โดดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีจุดที่ให้ตำหนิได้ ทำให้กลายเป็นว่า AirPods Max มอบคุณภาพเสียงที่ดีในระดับพรีเมียมได้อย่างน่าสนใจ

เบื้องหลังของคุณภาพเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ดีของ AirPods Max เกิดขึ้นจากการนำความสามารถของชิปเซ็ตประมวลผล Apple H1 มาทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ ในการขับเคลื่อนไดรเวอร์ 40 มม. ภายในหูฟังได้เป็นอย่างดี โดยแอปเปิลเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Computational Audio

โดยตัวหูฟัง AirPods Max จะมากับระบบ Adaptive EQ ที่จะคอยปรับย่านเสียงใหม่เหมาะสม และให้ประสบการณ์ในการฟังที่ดีที่สุด จึงทำให้ AirPods Max กลายเป็นหูฟังครอบหูที่เหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไปทุกคน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกปรับ Equalizer ด้วยตัวเองก็อาจจะผิดหวังได้ เพราะแอปเปิล ไม่ได้เปิดช่องให้ตั้งค่าด้วยตนเองได้

ถัดมาในส่วนของระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation ก่อนหน้านี้ แอปเปิล เคยนำระบบตัดเสียงรบกวนนี้มาให้ผู้บริโภคใช้งานกันแล้วใน AirPods Pro และใน AirPods Max นี้ก็ได้พัฒนาเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถใส่ไมโครโฟนในการรับเสียงได้เพิ่มขึ้น

ภายใน AirPods Max จะมีการฝังไมโครโฟนไว้ทั้งหมด 9 ตัว โดย 8 ตัวจะถูกนำมาใช้ในการเก็บเสียงทั้งภายนอก ภายในหูฟัง เพื่อให้ชิป H1 นำไปคำนวนคลื่นเสียงที่ส่งเข้ามา และปรับคลื่นเสียงให้เหมาะสมภายในหูฟัง ทำให้ได้ระบบตัดเสียงรบกวนที่ดีที่สุด ในขณะที่ไมโครโฟนตัวที่ 9 จะถูกใช้ในการเก็บเสียงสนทนาเวลาใช้เป็นหูฟังบลูทูธปกติ

นอกเหนือจากโหมดตัดเสียงรบกวน ในโหมดรับเสียงจากภายนอก ก็ได้ใช้ประโยชน์ของไมโครโฟนทั้ง 8 ตัวในการรับ และประมวลผลเสียง ทำให้ผู้ใช้ได้ยินเสียงรอบข้างได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องเอื้อมมือไปถอดหูฟังออกแต่อย่างใด

Spatial Audio เพิ่มประสบการณ์รับชมคอนเทนต์

อีกหนึ่งเทคโนโลยีเสียงที่ Apple ใส่มาให้ใช้งานใน AirPods Max คือระบบเสียงที่ติดตามทิศทางการหันของศีรษะ Spatial Audio ที่เริ่มเปิดให้ผู้ใช้งาน AirPods Pro บน iOS 14.3 ใช้งานมาแล้วก่อนหน้านี้

เมื่อ AirPods Max วางจำหน่ายก็รองรับระบบนี้เช่นเดียวกัน โดยจะนำข้อมูลจากเซ็นเซอร์ Accelerometers และ Gyroscopes มาผสมผสานกับข้อมูลของดีไวซ์ที่ใช้งานอย่าง iPhone หรือ iPad ในการระบุตำแหน่งของหูฟังที่สวมใส่

ทำให้เวลารับชมคอนเทนต์ที่รองรับระบบเสียง 5.1, 7.1 หรือ Dolby Atmos ทำงานร่วมกับ AirPods Max ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เสียงที่ออกมาเหมือนอยู่รอบๆ ตัวแบบ 360 องศา ช่วยให้การรับชมภาพยนต์สนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สรุป

แน่นอนว่า AirPods Max นั้นต้องเหมาะกับผู้ที่มีอุปกรณ์ของ Apple ใช้งานอยู่แล้ว เพราะถ้าซื้อมาใช้งานคู่กับแอนดรอยด์โฟน ฟีเจอร์อย่าง Spatial Audio หรือการสลับการใช้งานระหว่างอุปกรณ์แบบอัจฉริยะก็จะหายไป ดังนั้นผู้ที่เหมาะกับ AirPods Max คงหนีไม่พ้นผู้ที่มี iPhone iPad ใช้งานเป็นอุปกรณ์หลัก

ในขณะที่คุณภาพของหูฟัง เสียง และเทคโนโลยีที่ได้ เมื่อเทียบกับราคา ต้องยอมรับว่า Apple ทำการบ้านมาได้เป็นอย่างดี ด้วยวัสดุที่เลือกใช้งาน การปรับ Adaptive EQ ที่ฉลาด ระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation ที่ทำได้ตามมาตรฐานของหูฟังระดับนี้

อย่างไรก็ตาม AirPods Max อาจจะไม่เหมาะกับการนำไปใช้สำหรับการออกกำลังกาย เนื่องจากหูฟังไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กันน้ำ เหมือนกับ AirPods Pro หรือนำไปใช้กับการรับฟังเสียงเพื่อใช้งานตัดต่อที่ต้องการความแม่นยำของเสียง เพราะตัวหูฟังจะมีการปรับแต่งเสียงให้ดีที่สุดตลอดเวลา

สุดท้ายก็คือ AirPods Max ไม่ได้มีช่องเสียบสาย 3.5 มม. มาให้ ถ้าต้องการนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ต้องจ่ายเงินซื้อสาย Lightning to 3.5 มม. อีก 1,290 บาท เช่นเดียวกับการที่ในกล่องไม่มีอะเดปเตอร์ชาร์จมาให้ด้วย

Apple วางจำหน่าย AirPods Max ด้วยกันทั้งหมด 5 สี คือ เงิน เทาสเปซเกรย์ สกายบลู ชมพู และเขียว ในราคา 19,990 บาท ส่วนบริเวณโฟมหูฟัง หรือ Ear Cushions ในกรณีที่อยากสั่งเพิ่มมาสลับสี หรือเปลี่ยนใช้งานจะอยู่ที่ 2,290 บาท มีให้เลือก 5 สีเช่นเดียวกัน

Gallery

]]>
Review : Mi Air Purifier 3C เครื่องฟอกอากาศใช้งานง่าย ราคาเข้าถึงได้ https://cyberbiz.mgronline.com/review-mi-air-purifier-3c/ Thu, 31 Dec 2020 03:21:31 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34452

ปัจจุบันเครื่องฟอกอากาศภายในห้อง ได้กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ต่อเนื่องถึงต้นปี ที่สภาพอากาศหลายพื้นที่ในประเทศไทย เริ่มกลับมาได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 จนทำให้ผู้บริโภคต้องหาทางแก้ไขด้วยการเลือกหาเครื่องฟอกอากาศมาใช้งาน

Mi Air Purifier 3C ถือเป็นเครื่องฟอกอากาศรุ่นเริ่มต้นของ Xiaomi ในตอนนี้ ด้วยการเปิดราคาจำหน่ายมาที่ 3,190 บาท รองรับการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Mi Home เพื่อใช้ควบคุมระยะไกล ส่วนไส้กรองสามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็ก 0.3 ไมครอน ได้ 99.97% ตามมาตรฐานของไส้กรอง HEPA

โดนในรุ่นนี้ถ้าเทียบกับ Air Purifier 2S หรือ Air Purufier 3H ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน และวางจำหน่ายก่อนหน้านี้ จะมีการตัดฟีเจอร์อย่างการวัดอุณหภูมิ และระดับความชื้นในอากาศออกไป มาเน้นที่การเป็นเครื่องกรองอากาศหลักๆ แทน

ข้อดี

  • เครื่องฟอกอากาศ ไส้กรอง HEPA กรองอนุภาค 0.3 ไมครอน 99.97%
  • ครอบคลุมพื้นที่สูงสุด 38 ตารางเมตร
  • รองรับการเชื่อมต่อกับแอปฯ สั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน

ข้อสังเกต

  • ไม่สามารถวัดอุณหภูมิ และความชื้นในอากาศได้

ความแตกต่าง Mi Air Purifier แต่ละรุ่น

Xiaomi เริ่มนำ Mi Air Purifier 3C เข้ามาเสริมตลาดเครื่องกรองอากาศในประเทศไทย ด้วยการวางตำแหน่งให้อยู่ในรุ่นเริ่มต้น เข้ามาแทนที่ Air Purifier 2S รุ่นเดิม ตามด้วย Air Purifier 3H ที่มีขนาดเครื่องใกล้เคียงกัน ก่อนขยับขึ้นไปเป็น Air Purifier Pro และ Air Purifier Pro H ที่ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ขึ้น

โดยความสามารถหลักในการกรองอากาศ กรองฝุ่น PM ต่างๆ ทำได้เหมือนกันทุกรุ่น เพราะใช้ไส้กรอง HEPA รุ่นเดียวกัน ทำให้สามารถกรองอนุภาคเล็ก 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.97% ทำให้การเลือกซื้อมาใช้งานจะคำนวนจากขนาดพื้นที่เป็นหลัก

ในรุ่นเริ่มต้น 3C จะเหมาะกับใช้ในห้องนอน หรือห้องรับแขกที่มีพื้นที่ประมาณ 22-38 ตารางเมตร ถัดมาคือ 3H ที่ครอบคลุมเพิ่มขึ้นมาเป็น 26-45 ตารางเมตร เหมาะกับการใช้งานในบ้าน หรือวางตามห้องต่างๆ

ส่วนรุ่น Pro จะสามารถฟอกอากาศในห้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ถ้ามีบ้านที่ห้องรับแขกกว้างๆ หรือเลือกใช้ในสถานที่ทำงาน ก็จะเหมาะกว่า เพราะสามารถฟอกอากาศได้ครอบคลุม 35-60 ตารางเมตร ตามด้วย Pro H ที่ครอบคลุมพื้นที่สูงสุด 72 ตารางเมตร

ดังนั้น ในการเลือกซื้อมาใช้งาน แนะนำให้ลองคำนวนจากขนาดห้องดู อย่างถ้าเป็นการใช้งานตามคอนโด หรือหห้องหักที่มีขนาดไม่เกิน 38 – 45 ตารางเมตร รุ่นอย่าง 3C และ 3H ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว แต่ถ้าต้องการนำไปใช้ฟอกอากาศในห้องที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น ก็แนะนำให้เลือกรุ่น Pro ใช้งานแทน

การออกแบบ

ดีไซน์โดยรวมของ Mi Air Purifier 3C นั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะยังมากับรูปทรงสี่เหลี่ยมแนวตั้ง สไตล์มินิมอล สีขาว ทำให้สามารถนำไปวางเข้ากับเฟอนิเจอร์ในบ้านได้สบายๆ ซึ่งในรุ่น 3C จะปรับเปลี่ยนในส่วนของแผงวงจร และระบบไฟต่างๆ ขึ้นมาอยู่ส่วนบนเครื่องแทน

โดยผู้ใช้สามารถยกถอดบริเวณพัดลมขึ้นมา ด้วยการกดสลักปลดล็อกข้างเครื่องได้ทันที เมื่อถอดออกมาก็จะสามารถเปลี่ยนไส้กรอง HEPA ด้านในได้ทันที แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่าง 2S หรือ 3H ที่จะเป็นฝาหลังเครื่องให้ถอดเปลี่ยน ทำให้ในรุ่น 3C นี้ สามารถถอดฐานส่วนล่างไปทำความสะอาดได้ด้วย

ส่วนปุ่มสั่งงานต่างๆ ยังอยู่ด้านบนเช่นเดิม โดยปุ่มทางฝั่งซ้าย เมื่อกดจะเป็นการปรับความสว่างของจอแสดงผลมีให้เลือกทั้งสว่าง หรี่ และปิดหน้าจอ ส่วนปุ่มทางขวาใช้ในการสลับโหมดฟอกอากาศเช่นเดิม และเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่องด้วยการกดค้างไว้

หน้าจอแสดงผล จะขึ้นแสดงข้อมูล PM2.5 โดยใช้สีเขียวสำหรับอากาศที่บริสุทธ์ สีเหลือง และสีแดง แสดงว่าค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ตามด้วยสัญลักษณ์โหมดใช้งานต่างๆ ประกอบด้วยอัตโนมัติ กลางคืน และปรับความแรงด้วยตนเอง

 

หลังเครื่องจะมีเซ็นเซอร์วัดคุณภาพอากาศอยู่ ซึ่งจะทำงานร่วมกับตัวเครื่องเพื่อคำนวนความแรงในการฟอกอากาศให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติด้วย ดังนั้นเวลาวางเครื่องใช้งาน ควรเผื่อพื้นที่ด้านหลังเครื่องให้สามารถเก็บค่าสภาพอากาศด้วย

การทำงานของ Mi Air Purifier 3C จะใช้การดูดอากาศจากด้านล่างเครื่อง ผ่านไส้กรอง HEPA และฟอกอากาศออกด้วยพัดลมด้านบนตัวเครื่อง ทำให้อากาศเกิดการหมุนเวียน และฟอกอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย โดยสามารถสร้างอากาศบริสุทธิ์ (CADR) อยู่ที่ 320 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง

ควบคุมผ่านระบบ Smart Home

จุดเด่นอย่างหนึ่งของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของ Mi คือการที่ออกแบบมาให้รองรับการเชื่อมต่อกับแอป Mi Home ทำให้ผู้ใช้สามารถสั่งงานตัวเครื่องผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที ทำให้เราสามารถตั้งเปิดเครื่องฟอกอากาศก่อนเข้าบ้านได้ เพื่อให้เวลาที่ถึงบ้านอากาศภายในห้องจะได้รับการปรับอากาศเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ถ้ามีการติดตั้งอุปกรณ์ Smart Home ต่างๆ ใช้งานภายในบ้าน ก็สามารถสั่งเปิดปิด เครื่องฟอกอากาศได้จาก Google Assistant ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มี Google Nest เวลาออกจากบ้านก็ใช้คำสั่งเสียง สั่งปิดเครื่องฟอกอากาศได้ทันที

ส่วนการแสดงผลในแอป Mi Home นั้นจะมีทั้งบอกคุณภาพอากาศ เลือกปรับเปลี่ยนโหมดในการฟอกอากาศได้ โดยเฉพาะปรับความแรงของการฟอกอากาศที่ต้องปรับผ่านแอปพลิเคชันเท่านั้น ที่เหลือก็จะแสดงข้อมูลไส้กรองว่าใช้งานไปแล้วกี่เปอเซนต์ สามารถตั้งเวลาเปิดปิดเครื่อง ปรับเสียงปิดหน้าจอได้ด้วย

สรุป

Mi Air Purifier 3C ถือเป็นเครื่องฟอกอากาศรุ่นเริ่มต้น ที่มีความอัจฉริยะในตัว และรองรับการควบคุมผ่านระบบ Smart Home ได้ด้วย ดังนั้น ใครที่กำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศราคาไม่สูงมากนักรุ่นนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ไม่ยาก

สำหรับราคาจำหน่ายของ Mi Air Purifier 3C อยู่ที่ 3,190 บาท และมีการทำโปรโมชันพิเศษผ่านการจำหน่ายช่องทางออนไลน์ทั้ง Lazada / Shopee / JD Central ที่บางช่วงราคาไม่ถึง 3,000 บาท ด้วย ส่วนในกรณีที่ใช้งานไปนานๆ แล้วต้องการเปลี่ยนไส้กรองก็สามารถหาซื้อได้ในราคาประมาณ 8-900 บาท

Gallery

]]>
Review : Huawei FreeLace Pro หูฟังคล้องคอพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน https://cyberbiz.mgronline.com/review-huawei-freelace-pro/ Thu, 29 Oct 2020 05:44:04 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=34078

หัวเว่ย (Huawei) หันมาให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ในกลุ่มหูฟังบลูทูธมากยิ่งขึ้น หลังจากเริ่มประสบความสำเร็จในการออกหูฟัง True Wireless ตัดเสียงรบกวนอย่าง FreeBuds 3 ในช่วงปีที่ผ่านมา

มาในปีนี้ Huawei อัปเดตไลน์ผลิตภัณฑ์หูฟังเพิ่มเติม อย่าง FreeBuds Pro และอีกรุ่นที่น่าสนใจคือ Huawei FreeLace Pro รุ่นนี้ เนื่องจากเป็นหูฟังไร้สายแบบคล้องคอ  ไว้ใส่ใช้งานในชีวิตประจำวัน แบบไม่ต้องกลัวหลุดหายเหมือนหูฟัง True Wireless

จุดเด่นของ FreeLace Pro คือมากับระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation แบบแยกไมโครโฟน 2 ตัว พร้อมนำอัลกอริธึมมาช่วยลดเสียงรบกวนขณะคุยโทรศัพท์ สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุด 24 ชั่วโมง ในราคา 2,990 บาท

ข้อดี

  • หูฟังบลูทูธตัดเสียงรบกวนแบบ ANC
  • In-Ears สวมใส่สบาย
  • กันน้ำ ใส่ออกกำลังได้
  • ใช้งานต่อเนื่องสูงสุด 24 ชั่วโมง

ข้อสังเกต

  • ไม่รองรับการเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์พร้อมกัน
  • พอร์ต USB-C ต้องถอดปลอกก่อนชาร์จ
  • หูฟังจะปิดอัตโนมัติ เมื่อปลายหูฟังติดกันผ่านแม่เหล็ก

หูฟังคล้องคอ ตัดเสียงรบกวนได้

ความโดดเด่นของ Huawei FreeLace Pro นอกจากเรื่องของสีสันที่มีให้เลือกทั้งสีเขียว สีดำ และสีขาว (อมชมพู) แล้ว ที่ขาดไม่ได้เลยคือเรื่องของการสวมใส่สบาย แม้ว่าจะเป็นหูฟังแบบ In-Ears ก็ตาม แต่ด้วยการที่เวลาสวมใส่ไม่ต้องระมัดระวังเหมือนตอนสวมหูฟัง True Wireless เพราะมีสายคล้องคอมาช่วยป้องกันการหล่นหายได้ด้วย

อีกความสามารถที่ขาดไม่ได้เลยคือ เรื่องของการตัดเสียงรบกวนที่ FreeLace Pro ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการที่ Huawei มีประสบการณ์ในการผลิตหูฟังตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancelling มาก่อนหน้านี้ ยิ่งทำให้การตัดเสียงรบกวนในรุ่นนี้ทำได้ดียิ่งขึ้น

หลักการทำงานของระบบตัดเสียงรบกวนของ FreeLacnce Pro คือการนำไมโครโฟนคู่มาใช้งาน โดยเมื่อสวมใส่แล้วจะมีไมโครโฟนตัวหนึ่งที่อยู่นอกหู คอยตรวจจับเสียงรบกวนต่างๆ มาหักลบกับเสียงจากไมโครโฟนภายในรูหู จึงทำให้การตัดเสียงรบกวนของ FreeLace Pro ทำได้อย่างน่าสนใจ

ขณะเดียวกัน FreeLace Pro ยังมากับไดรเวอร์ของหูฟังขนาด 14 มิลลิเมตร ที่ใหญ่กว่าหูฟังแบบ True Wireless ทั่วไปในท้องตลาด จึงทำให้สามารถขับเสียงได้ดีกว่า โดยเฉพาะเสียงเบส ดังนั้นใครที่ชื่นชอบเสียงเบสหนักๆ หน่อยน่าจะชื่นชอบหูฟังรุ่นนี้เป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ในการใช้งาน FreeLace Pro ให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ควรใช้งานคู่กับแอปพลิเคชัน AI Life ที่ผู้ใช้งาน Android สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งใช้งานได้จาก PlayStore หรือถ้าใช้งานสมาร์ทโฟนหัวเว่ย ก็สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งจาก Huawei App Gallery ได้เช่นเดียวกัน

ภายในแอปพลิเคชัน AI Life หลังจากทำการเชื่อมต่อหูฟังเข้ากับสมาร์ทโฟนแล้ว ผู้ใช้สามารถเลือกปรับโหมดการใช้งานระหว่างเปิดระบบตัดเสียงรบกวน ANC หรือเล่นเปิดใช้งานโหมด Awareness เพื่อรับฟังเสียงจากรอบข้างได้ ซึ่งถ้าใช้งานหูฟังอยู่ ก็สามารถแตะที่หูฟังเพื่อรับฟังเสียงจากภายนอกได้ทันทีเช่นเดียวกัน

วิธีการเชื่อมต่อกลายเป็นอีกจุดที่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนหัวเว่ย คู่กับ FreeLace Pro จะได้เปรียบมากกว่า เพราะหูฟังรุ่นนี้ มากับฟีเจอร์อย่าง HiPair ที่ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อพอร์ต USB-C ที่หูฟังเข้ากับสมาร์ทโฟนของหัวเว่ย เพื่อทำการเชื่อมต่อได้ง่ายๆ ภายในคลิกเดียว

แต่ถ้าใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ รวมถึงการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ จะต้องเปิดโหมด Paring ที่ตัวหูฟังด้วยการกดปุ่มเปิดเครื่องค้างไว้ให้เข้าสู่โหมด Pairing ก่อนทำการจับคู่กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ตามปกติ เหมือนการเชื่อมต่อบลูทูธทั่วๆ ไป

ควบคุมได้ครบ โดยไม่ต้องสั่งผ่านสมาร์ทโฟน

ด้วยการที่ Huawei FreeLace Pro เป็นหูฟังบลูทูธแบบคล้องคอ ทำให้หัวเว่ย มีพื้นที่ในการเพิ่มปุ่มควบคุมการสั่งงานต่างๆ มาให้ด้วย โดยจะแบ่งเป็น 2 จุดหลักๆ ด้วยกันคือ บริเวณสายหูฟังด้านขวา จะมีแถบควบคุมอยู่ ผู้ใช้สามารถกดปุ่มด้านข้าง เพื่อเปิดปิดเครื่อง / กดค้าง 4 วินาที เพื่อเข้าโหมดจับคู่ (Pairing) และที่เพิ่มขึ้นมาคือ กดปุ่มนี้ 2 ครั้ง เพื่อสลับการเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ก่อนหน้า

การที่มีฟีเจอร์ให้สามารถกดปุ่มเพื่อสลับการเชื่อมต่อได้นั้น ช่วยให้ผู้ที่มีอุปกรณ์พกพาหลายเครื่อง สามารถสลับการเชื่อมต่อหูฟังระหว่างอุปกรณ์ได้สะดวกขึ้น ยกตัวอย่างเช่นผู้ที่ใช้งานทั้งสมาร์ทโฟน ร่วมกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือแท็บเล็ต ในเวลาที่ใช้งานกับหน้าจอใหญ่ๆ แล้วมีการฟังเพลง หรือดูหนังอยู่ ถ้ามีสายเข้าที่โทรศัพท์ ก็สามารถกดสลับมาสนทนาผ่านหูฟังได้ทันที

ฟีเจอร์นี้ จึงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องของการที่ FreeLace Pro รองรับการเชื่อมต่อทีละ 1 อุปกรณ์ไปได้ เพราะตามปกติแล้วเวลาต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ ผู้ใช้จำเป็นต้องไปยกเลิกการเชื่อมต่อบนสมาร์ทโฟนก่อนกดเชื่อมต่อในอุปกรณ์ใหม่ ปุ่มสลับเครื่องนี้จึงมาช่วยให้ผู้ใช้งานสะดวกขึ้น

ต่อมาคือปุ่มควบคุมพื้นฐาน อย่างปุ่มเพิ่มลดเสียง และปุ่มฟังก์ชัน ที่สามารถกดค้างเพื่อเรียกใช้งานผู้ช่วยส่วนตัว หรือปฏิเสธสาย กด 1 ครั้งเพื่อ เล่นเพลง หยุดเพลง รับสาย วางสาย กด 2 ครั้ง เพื่อเล่นเพลงถัดไป และกด 3 ครั้ง เพื่อเล่นเพลงก่อนหน้า

อีกจุดหนึ่งก็คือบริเวณหูฟังด้านซ้ายที่สามารถแตะค้างเพื่อสลับโหมดการใช้งานระหว่างเปิด ANC โหมด Awareness และ ปิดการตัดเสียงรบกวนได้ จะเห็นได้ว่าในการควบคุมหูฟังนั้น สามารถทำได้ครบจากหูฟังทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์อื่นๆ เลย

ออกแบบมาเหมาะกับการออกกำลังกาย

ถ้าถามว่า FreeLace Pro เหมาะกับใครมากที่สุด คงหนีไม่พ้นผู้ที่ต้องการหูฟังบลูทูธ สำหรับใช้ใส่ออกกำลังกาย ที่ไม่ต้องมาคอยกังวลว่าหูฟัง True Wireless ที่ใส่อยู่จะหลุดหล่นหายระหว่างออกกำลังหรือไม่ และอีกกลุ่มก็คือผู้ใช้งานที่มีไลฟ์สไตล์แบบแอคทีฟ ชอบเดินทาง พกพาหูฟังรุ่นนี้ไปใช้งานระหว่างวันได้ตลอดทุกที่ ทุกเวลา เพราะกันน้ำกันฝุ่นในมาตรฐาน IP55

โดยหูฟัง FreeLace Pro นั้น จะมีลักษณะเป็นหูฟังบลูทูธที่เส้นเดียว มีความยาว 862.4 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 34 กรัม มีให้เลือกด้วยกัน 3 สีคือ ดำ Graphite Black เขียว Spruce Green และ ขาว Dawn White ที่มีความพิเศษคือหูฟังจะไม่พันกันเด็ดขาด เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่วางทิ้งไว้หูฟังจะคลายตัวออกมาเป็นทรงพร้อมคล้องคอโดดอัตโนมัติ

นอกจากนี้ บริเวณปลายหูฟังทั้ง 2 ฝั่ง จะมีแม่เหล็กอยู่ ทำให้เวลาเราถอดหูฟังออกจากหู และปล่อยลงมาคล้องคอ บริเวณปลายหูฟังก็จะเชื่อมต่อติดกันด้วยแม่เหล็ก (Magnetic Snap) ซึ่งเมื่อติดกันแล้วจะเข้าสู่โหมดพักการใช้งานเครื่องโดยอัตโนมัติเพื่อประหยัดแบตเตอรีด้วย

Huawei FreeLace Pro รองรับการเชื่อมต่อแบบบลูทูธ 5.0 และมีพอร์ตชาร์จแบบ USB-C ที่จะซ่อนอยู่บริเวณสายหูฟังทางฝั่งซ้าย ทำให้เวลาต้องการเสียบชาร์จ หรือเชื่อมต่อแบบ HiPair ต้องถอดบริเวณขั้วชาร์จออกมา ซึ่งแน่นอนว่าต้องดูในเรื่องของความคงทนของยางที่ซีลบริเวณขอบของส่วนนี้ด้วย เพราะเวลาใช้ไปนานๆ ถ้ามีการถอดเข้าถอดออกบ่อยๆ ซีลยางอาจจะเสื่อมได้

แบตเตอรี ภายในของหูฟังรุ่นนี้จะอยู่ที่ 150 mAh โดยทางหัวเว่ย ระบุว่า สามารถเปิดใช้งานในโหมดปิดการตัดเสียงรบกวนได้สูงสุด 24 ชั่วโมง และถ้าเปิดใช้งานโหมด ANC จะอยู่ที่ราว 16 ชั่วโมง ส่วนระยะเวลาในการชาร์จจะอยู่ที่ราว 60 นาที แต่ทั้งนี้ เมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหัวเว่ย ในโหมด HiPair จะสามารถชาร์จแบตเตอรีใช้งานได้ต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง ในเวลา 5 นาที

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาภายในกล่องของ FreeLace Pro นั้น ประกอบไปด้วย Ear Tips หรือจุกหูฟังให้เลือกเพิ่มอีก 2 ขนาด รวมเป็นทั้งหมด 3 ขนาด มีสายแปลงพอร์ต USB-C ไปเป็น USB-A เพื่อใช้งานร่วมกับอะเดปเตอร์ชาร์จมือถือ และคู่มือการใช้งานต่างๆ

สรุป

Huawei FreeLace Pro นับว่าเป็นหูฟังแบบบลูทูธคล้องคอที่มีฟีเจอร์ในการใช้งานที่น่าสนใจ ทั้งระบบการตัดเสียงรบกวน และฟีเจอร์สลับการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ เพียงแต่ว่าด้วยการที่ปัจจุบันหูฟังแบบ True Wireless ได้รับความนิยมมาก เพราะพกพาใช้งานได้สะดวกกว่า ทำให้อาจจะต้องเลือกตัดสินใจว่า ต้องการหูฟังรูปแบบไหนมาใช้งาน 

ขณะเดียวกัน ด้วยระดับราคา 2,990 บาท คุณภาพเสียงที่ได้ก็จะอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับราคา แต่ถ้าใครที่ต้องการหูฟังที่ให้รายละเอียดเสียงได้ครบ หรือคุณภาพเสียงดีจริงๆ ก็อาจจะต้องมองข้ามรุ่นนี้ไปหาหูฟังระดับไฮเอนด์แทน ซึ่งถ้าไม่ได้ซีเรียสเรื่องเสียงขนาดนั้น และต้องการหูฟังที่ตัดเสียงรบกวนได้ดี FreeLace Pro ตอบโจทย์อย่างแน่นอน

Gallery

]]>
Review : Sennheiser CX 400BT True Wireless หูฟังไร้สายคุณภาพเสียงดี สวมใส่สบาย https://cyberbiz.mgronline.com/review-sennheiser-cx-400bt-true-wireless/ Sun, 13 Sep 2020 08:37:06 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33567

จากความสำเร็จของหูฟังไร้สายอย่าง Sennheiser Momentum True Wireless 2 ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากเรื่องคุณภาพเสียง และการตัดเสียงรบกวน จนทำให้กลายเป็นหนึ่งในหูฟังไร้สายรุ่นที่น่าสนใจในตลาด เพียงแต่ว่าด้วยระดับราคาที่ค่อนข้างสูงเกินหมื่นบาท ทำให้หลายคนอาจจะตัดสินใจได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ Sennheiser จึงออกหูฟังไร้สายที่มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้นอย่าง Sennheiser CX 400BT True Wireless ออกมา ด้วยการดึงจุดเด่นเรื่องไดรเวอร์เสียงรุ่นเดียวกับ MTW2 มาใช้งาน ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ไม่แตกต่างกัน แต่ก็มีการตัดฟีเจอร์บางอย่างออกไป เพื่อให้ทำราคาได้ดีขึ้น

นอกจากเรื่องคุณภาพเสียงแล้ว CX 400BT True Wireless ยังมากับรูปแบบการควบคุมที่ใช้งานง่าย สวมใส่สบาย และสามารถใช้งานต่อได้เนื่องถึง 7 ชั่วโมง ไม่นับเคสชาร์จที่รวมแล้วใช้ได้ถึง 20 ชั่วโมง โดยเปิดราคามาที่ 7,990 บาท ปรับราคาลงเหลือ 6,990 บาท

ข้อดี

  • หูไร้ฟังสายคุณภาพเสียงดี
  • สวมใส่สบาย
  • แบตเตอรีใช้ได้ต่อเนื่อง 7 ชั่วโมง

ข้อสังเกต

  • ไม่มีระบบตัดเสียงรบกวน (ANC)
  • ใส่ใช้งานข้างเดียวได้เฉพาะด้านขวา
  • ไม่สามารถสลับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ แบบอัตโนมัติ

เสียงดี ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น

ในตลาดหูฟังไร้สายแบบ True Wireless นั้นถือว่ามีการแข่งขันกันสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่หลายๆ รุ่นมีการตัดพอร์ตการเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 มม. ออกไป ทำให้ผู้ที่ต้องการใช้งานหูฟังต้องหาอุปกรณ์เสริมมาใช้งาน

ประกอบกับการที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาหูฟังไร้สายมาใช้งานกันในแบบที่มีคุณภาพเสียงดีขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือระดับเริ่มต้นที่เน้นราคาถูกเข้าถึงได้ง่ายในระดับราคาไม่กี่พันบาท ตามมาด้วยกลุ่มหลักที่ได้รับความนิยมคือ AirPods ในระดับราคาต่ำกว่าหมื่นบาท จนถึงรุ่นที่เน้นเรื่องคุณภาพเสียงในราคาเกิน 10,000 บาท

โดยที่ผ่านมา Sennheiser มี MTW2 มาจับผู้ใช้งานในกลุ่มที่ต้องการคุณภาพเสียงดี พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนแล้วในกลุ่มราคาสูงกว่า 10,000 บาท และยังมีช่องว่างให้สามารถสอดแทรกเข้ามาในตลาดที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น

จนทำให้เกิดเป็นรุ่น CX 400BT ออกมาเพื่อแข่งขันกับหลายๆ รุ่นที่ได้รับความนิยมในตลาดตอนนี้ ด้วยการนำไดรเวอร์ไดนามิก 7 มม. รุ่นเดียวกับที่ใช้งานใน Momentum True Wireless 2 มาใช้ ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ถึงเสียงที่ได้ทั้งทุ้มลึก กลางธรรมชาติ และให้รายละเอียดเสียงแหลมที่ชัดเจน

ความน่าสนใจของ CX 400BT ยังมีในเรื่องของการนำ Audio Codec ซึ่งรองรับทั้ง SBC, AAC และ aptX ทำให้สามารถใช้งานได้กับทั้งสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ และ iPhone ทำให้สามารถดึงประสิทธิภาพของหูฟังออกมาได้หมดไม่ว่าจะใช้กับสมาร์ทโฟนใดก็ตาม

ถัดมา ยังมีเรื่องของแบตเตอรี ที่ CX 400BT สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงถึง 7 ชั่วโมง ต่อการใช้งาน 1 ครั้ง และถ้ารวมกับแบตเตอรีที่อยู่เคสก็จะใช้งานได้นานถึง 20 ชั่วโมง โดยใช้เวลาชาร์จ 10 นาที สำหรับการใช้งานต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง และใช้เวลา 1.5 ชั่วโมงเพื่อชาร์จจนเต็มทั้งหูฟัง และเคสชาร์จ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นรุ่นที่รองลงมาจาก MTW2 ทำให้มีการตัดฟีเจอร์บางส่วนออกไป อย่างการตัดเสียงรบกวนของหูฟัง หรือ Active Noise Cancelling (ANC) ทำให้รุ่นนี้ ไม่ได้โดดเด่นในเรื่องของการตัดเสียงรบกวน แต่ด้วยการที่ปกติแล้วหูฟังแบบ In-Ears จะช่วยตัดเสียงภายนอกอยู่แล้ว ก็ถือว่าชดเชยไปบางส่วนได้

กับอีกส่วนคือคือเรื่องของไมโครโฟนสนทนา แม้ว่าทาง Sennheiser จะมีการใส่ไมโครโฟนที่ตัดเสียงรบกวนมา แต่ด้วยข้อจำกัดของรูปทรงทำให้ยังรับเสียงพูดได้ไม่ดีเท่าที่ควร เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเปิดที่มีเสียงจากภายนอกอย่างนั่งรถไฟฟ้า ปลายสายยังได้ยินเสียงบอกสถานีปลายทางชัดเจน

ดีไซน์ และการใช้งาน

สำหรับ Sennheiser CX 400BT True Wireless นั้น ตัวเคสชาร์จจะอยู่ที่ 59 x 33.8 x 42.3 มิลลิเมตร น้ำหนักรวม 49 กรัม ซึ่งจะเห็นว่าตัวเคสนั้นค่อนข้างหนา แต่ก็ยังอยู่ในขนาดที่สามารถใส่กระเป๋าพกพาไปได้

ที่ตัวเคสด้านบนจะมีสัญลักษณ์ของ Sennheiser อยู่ ส่วนด้านหลังจะมีช่องเสียบสายชาร์จ USB-C และปุ่มสำหรับกดเพื่อเช็กสถานะแบตเตอรี โดยถ้ามีไปสีเขียวขึ้นแปลว่าชาร์จเต็มแล้ว ถ้าสีเหลืองแปลว่ามีแบตเตอรีอยู่ราว 50% และถ้าสีส้มคือแบตใกล้หมดแล้ว

เมื่อเปิดฝาขึ้นมาจะเห็นหูฟัง CX 400BT เสียบชาร์จกับขั้วชาร์จที่เป็นแม่เหล็กอยู่ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะหลุดเวลาหยิบออกมาใช้งาน เพราะแม่เหล็กที่ใช้งานพลังดูดสูงมาก

ในส่วนของหูฟัง CX 400BT นั้นถูกออกแบบมาในลักษณะของ Minimalist และให้ความสำคัญกับการสวมใส่สบาย ตามหลัก Ergonomic ดังนั้นเวลาหยิบขึ้นมา วิธีใส่ที่ถูกต้องคือเมื่อใส่จุก In Ears เข้าไปในรูหูแล้วให้บิดหูฟังมาข้างหน้าเล็กน้อย จะทำให้รู้สึกฟิตพอดีกับหู

นอกจากนี้ เนื่องจากขนาดรูหูของแต่ละคนไม่เท่ากัน Sennheiser จึงได้เพิ่มจุกยางมาให้เลือกรวมแล้ว 4 ขนาด ไล่ตั้งแต่ XS S M และ โดยขนาดที่ใส่มากับหูฟังจะเป็น M ถ้าลองใส่แล้วแน่นเกินไปก็สามารถเปลี่ยนขนาดได้ทันที ส่วนอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องเพิ่มเติมก็จะมีคู่มือการใช้งาน และสายชาร์จแบบ USB-C 

ตามคำแนะนำของ Sennheiser คือเมื่อใช้งานครั้งแรก แนะนำให้เชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชัน Smart Control ด้วยการใส่หูฟังทั้ง 2 ข้างเข้าไป แตะทั้ง 2 ข้างค้างไว้เพื่อเข้าสู่โหมดเชื่อมต่อ (Pairing) หลังจากนั้นเลือก CX 400BT TW ในลิสต์ของอุปกรณ์บลูทูธ ก็จะพร้อมใช้งานได้ทันที

โดยภายในแอป Smart Control ผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งค่าหูฟังเพิ่มเติม อย่างการตั้งปุ่มลัด แยกทั้งซ้ายขวา อย่างการเล่นเพลง หยุดเพลง เรียกใช้งานผู้ช่วยส่วนตัว แตะ 2 ครั้ง – 3 ครั้งเพื่อเปลี่ยนเพลง และแตะค้างเพื่อเพิ่ม หรือลดเสียง หรือถ้าไม่ต้องการใช้งานระบบควบคุมก็สามารถกดปิดการสัมผัสได้

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการปรับแต่ง Equalizer ก็สามารถเข้าไปปรับแต่งใน Smart Control ได้เช่นกัน โดยสามารถเลือกปรับเพิ่มลดเสียงเบส เสียงกลาง และความใสของเสียงสูง ได้ทั้งหลักของคลื่นเสียง และปุ่มปรับตามปกติ

ทั้งนี้ ในการใส่ Sennheiser CX 400BT True Wireless ใช้งาน ในกรณีที่ต้องการใช้หูฟังเพียงข้างเดียว จะใช้ได้เฉพาะข้างขวาเท่านั้น เพราะเป็นหูฟังข้างหลักที่ Sennheiser มีการเพิ่มตัวรับสัญญาณเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ในขณะที่ข้างซ้ายจะมีเฉพาะตัวส่งสัญญาณไปยังข้างขวาเท่านั้น

ทาง Sennheiser ให้เหตุผลว่า เนื่องมาจากการออกแบบที่ต้องการให้หูฟังเชื่อมต่อได้สเถียรมากที่สุด ลดสัญญาณรบกวนต่างๆ ทำให้เลือกใช้การเชื่อมต่อระหว่างหูฟังซ้ายขวา แล้วค่อยส่งสัญญาณมาที่สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อแทน

กับอีกจุดที่ Sennheiser ยังไม่ได้ปรับปรุงขึ้นมาจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง MTW2 คือเรื่องของการสลับอุปกรณ์ที่ใช้งาน ผู้ใช้จำเป็นต้องยกเลิกการเชื่อมต่อ (Disconnect) จากอุปกรณ์เดิมก่อน ถึงจะสลับไปอุปกรณ์ใหม่ได้ แม้จะเคยเชื่อมต่ออุปกรณ์มาก่อนแล้วก็ตาม

ทำให้ผู้ที่ต้องสลับใช้งานระหว่างสมาร์ทโฟน 2 เครื่อง หรือบางทีต้องการใช้งานร่วมกับโน้ตบุ๊ก ก็ต้องยกเลิกการเชื่อมต่อที่สมาร์ทโฟนก่อน ในขณะที่คู่แข่งรายหลักอย่าง Apple AirPods นั้นไม่มีปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด

สรุป

Sennheiser CX 400BT True Wireless ออกมาเป็นตัวเลือกให้ผู้ที่ชื่นชอบหูฟัง True Wireless คุณภาพเสียงดี ของทาง Sennheiser เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เมื่อดูในส่วนของระดับราคาเปิดตัวที่ 7,990 6,990 บาท มีให้เลือกทั้งสีขาว และสีดำ

แต่ในขณะเดียวกันก็ตัดบางฟีเจอร์ออกไปจากรุ่นพี่อย่าง Momentum True Wireless 2 ทั้งระบบตัดเสียงรบกวน ANC ฟีเจอร์รับฟังเสียงจากรอบข้าง ระบบหยุดเล่นอัตโนมัติ และมาตรฐานกันน้ำอย่าง IP4 ซึ่งถ้าใครมองว่าฟีเจอร์เหล่านี้ไม่ได้ใช้งาน การเลือกเป็น CX 400BT ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

Gallery

]]>
Review : Samsung Galaxy Buds Live หูฟังไร้สายดีไซน์แหวกแนว https://cyberbiz.mgronline.com/review-samsung-galaxy-buds-live/ Wed, 19 Aug 2020 05:45:14 +0000 https://cyberbiz.mgronline.com/?p=33454

ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหูฟังไร้สายส่วนใหญ่จะถูกจำกัดอยู่ในลักษณะการออกแบบที่มาในแนวทางเดียวกันคือ ไม่เหมือน AirPods ที่มีก้านยาวลงมา กับลักษณะของหูฟังบลูทูธที่มาพร้อมที่เกี่ยวหู ก็จะเป็นลักษณะของจุกหูฟังทั่วไปที่ใส่เข้ามาในหู

ทำให้การเปิดตัว Galaxy Buds Live ที่ Samsung เปิดตัวมาพร้อมกับ Galaxy Note20 นั้น ได้ออกมาพลิกโฉมรูปแบบของหูฟังไร้สายในตลาด ด้วยรูปทรงแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด Ergonomic ที่เข้ากับหูของคนส่วนใหญ่ได้อย่างพอดี

แน่นอนว่า ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของผู้ที่ได้สัมผัสทุกคนคือ Buds Live จะมีดีไซน์เหมือนถั่ว จนทำให้เรียกผิดเป็น Galaxy Beans และทุกคนก็เข้าใจว่าคือ Buds Live ด้วยการที่มีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน

จุดเด่นของ Galaxy Buds Live นั้นถือว่าตอบโจทย์การเป็นหูฟังไร้สายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเรื่องของการสวมใส่ที่สบาย ระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรี ฟีเจอร์การสั่งงาน ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และดีไวซ์อื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ จนถึงเรื่องของคุณภาพเสียง แต่ก็มากับราคาที่ค่อนข้างสูงขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเปิดตัวมาที่ 6,990 บาท

ข้อดี

  • หูฟังไร้สาย ใส่สบาย
  • คุณภาพเสียงสมกับราคา
  • เคสรองรับการชาร์จไร้สาย

ข้อสังเกต

  • หูฟังค่อนข้างเล็กลื่น ทำให้เวลาจับใส่หูมีโอกาสหลุดมือ
  • มีขนาดเดียว ทำให้อาจไม่เหมาะกับคนที่หูเล็ก
  • ระบบตัดเสียงรบกวน ยังไม่ดีเท่าที่ควร

สวมใส่สบายผิดคาด

ด้วยรูปทรงที่แปลกตาของ Buds Live ทำให้ในครั้งแรกที่หยิบขึ้นมาใส่หูเพื่อลองใช้งานนั้น กลายเป็นว่าต้องทำความเข้าใจก่อนเบื้องต้นว่า จะใส่ Buds Live เข้าไปในหูอย่างไร เพราะไม่ใช่ว่าสามารถจับใส่เข้าไปในรูหูได้เหมือนหูฟังปกติ

ในการใส่ Buds Live ให้พอดีนั้นจำเป็นต้องใส่ด้านที่เป็นลำโพงเข้าไปบริเวณรูหูก่อน แล้วค่อยใส่ส่วนที่เป็นปลายอีกฝั่งตามเข้าไปเพื่อให้ยึดเข้ากับใบหูส่วนใน ซึ่งหลังจากใส่แล้วจะรับรู้ได้ว่า Samsung ทำการบ้านมาได้ค่อนข้างดี ในแง่ของ Ergonomic เพราะสามารถใส่เข้าไปได้พอดิบพอดี

ความน่าสนใจก็คือ Buds Live เข้าไปได้กระชับพอดี ไม่แน่น หรือหลวนจนเกินไป ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าหูฟังจะหลุดออกมาในขณะที่สวมใส่ แม้จะมีการโยกหัวแรงๆ ก็ยังไม่หลุดออกมา แต่ก็มีข้อควรระวังในกรณีที่ใส่ออกกำลังกาย อย่างการวิ่งเมื่อมีเหงื่อออกหูฟังจะไม่กระชับเหมือนเดิมทำให้ต้องคอยจับอยู่เรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม Buds Live มีจุดที่ต้องระวังอยู่ 2 ส่วนหลักๆ ในการหยิบใส่ใช้งาน อย่างแรกคือตัวหูฟังทำมาในลักษณะผิวมัน และมีขนาดเล็ก ทำให้เวลาจับใส่หูจะค่อนข้างลื่น อาจจะลื่นหลุดมือตกพื้นได้ง่ายๆ กับอีกส่วนคือเซ็นเซอร์รับสัมผัสในการสั่งงานทำงานค่อนข้างเร็ว บางทีต้องการจับหูฟังเพื่อให้กระชับขึ้นแต่กลายเป็นไม่แตะโดนเซ็นเซอร์แทน

ทั้งนี้ ดีไซน์ของ Buds Live อย่างที่เห็นกันคือมีการปรับการออกแบบให้ไม่เหมือนใคร ด้วยการนำรูปทรงคล้ายถั่วมาใช้งาน โดยขนาดของหูฟังจะอยู่ที่ 27.3 x 16.5 x 14.9 มม. ส่วนเคสจะอยู่ที่ 50 x 50.2 x 27.8 มม. มีให้เลือกด้วยกัน 3 สี คือ Mystic Bronze Mystic White และ Mystic Black ในราคา 6,990 บาท

ในส่วนของเคสชาร์จ ภายนอกจะมีไฟแอลอีดี แสดงสถานะแบตเตอรี ที่จะติดขึ้นเมื่อชาร์จไฟ และแสดงระดับของแบตเตอรีเมื่อเปิดปิดเคส โดยถ้าเป็นสีแดงแปลว่าแบตต่ำกว่า 30% ตามด้วยสีเหลืองแสดงว่าต่ำกว่า 50% ถ้าสูงกว่านี้จะเป็นสีเขียว ด้านหลังจะมีช่องเสียบสายชาร์จ USB-C โดยที่ตัวเคสรองรับการชาร์จไร้สายด้วย

เชื่อมต่อแอปฯ เริ่มใช้งาน

เมื่อเปิดฝาเคสขึ้นมา จะพบกับหูฟัง Buds Live 2 ข้างชาร์จอยู่กับ Connecter โดยมีแม่เหล็กอ่อนๆ ช่วยยึดไว้ทำให้แม้จะคว่ำเคสลงมาหูฟังก็จะไม่หลุดจากตัวเคส (ยกเว้นเขย่า) โดยตรงบริเวณนี้จะมีไฟแอลอีดี อีกจุดเพื่อแสดงสถานะการเชื่อมต่อ

ครั้งแรกที่เปิดเคสขึ้นมาไฟแอลอีดีสีเขียวจะกระพริบเพื่อให้รับรู้ว่า Buds Live กำลังเข้าสู่โหมดรอการเชื่อมต่อ (Pairing) โดยผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy สามารถดาวน์โหลดแอป Galxaxy Wearable มาเชื่อมต่อใช้งานได้ทันที เช่นเดียวกับผู้ใช้ Android รุ่นอื่นๆ

ส่วนผู้ใช้งาน iOS สามารถดาวน์โหลดแอป Galaxy Buds มาเพื่อเชื่อมต่อกับ Buds Live ได้เช่นกัน โดยประสบการณ์ในการใช้งานนั้นไม่แตกต่างกัน เรียกได้ว่า Samsung ทำการบ้านในจุดนี้มาค่อนข้างดี

ความน่าสนใจของ Buds Live ในเรื่องของการเชื่อมต่อก็คือ หลังจากเชื่อมต่อเข้ากับดีไวซ์หลักแล้ว ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อ Buds Live เข้ากับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ด้วย ผ่านการแตะค้างที่หูฟังทั้ง 2 ข้างเพื่อเข้าโหมด Pairing 

หลังจากเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้วผู้ใช้สามารถสลับการใช้งานไปมาระหว่างอุปกรณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ต้องมาคอยยกเลิกการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เก่า แล้วค่อยกดเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใหม่ เหมือนหูฟังไร้สายทั่วๆ ไปในท้องตลาด

ภายในแอปพลิเคชัน Buds Live จะมีการแสดงผลสถานะของแบตเตอรี ทั้งหูฟังข้างซ้ายขวา และตัวเคส ถัดลงมาเป็นสถานะการเปิดใช้งานระบบตัดเสียงรบกวน ANC ที่สามารถสั่งเปิดปิด ได้จากในแอป หรือแตะสั่งงานที่ตัวหูฟังก็ได้เช่นกัน

ต่อมาเป็นการปรับอีควอไลเซอร์ ซึ่งมีให้เลือกด้วยกัน 6 โหมด ประกอบไปด้วย Normal Bass Boost Soft Dynamic Clear และ Treble boost ซึ่งถือว่าครอบคลุมการใช้งานในระดับหนึ่ง

ที่เหลือก็จะเป็นการตั้งค่าการสัมผัส อย่างการกดค้างให้เปิดใช้โหมด ANC หรือจะเปลี่ยนการสั่งงานเฉพาะข้างให้กดค้างแล้วเรียกใช้งานแอปพลิเคชันก็ได้ ส่วนการแตะสัมผัส 1 ครั้ง จะถูกตั้งให้เป็นการเล่นเพลง หยุดเพลง ตามด้วยแตะ 2 ครั้ง ในการเปลี่ยนเพลง และแตะ 3 ครั้งเพื่อเล่นเพลงก่อนหน้าเป็นต้น

จุดที่น่าสนใจคือผู้ใช้สามารถสั่งปิดโหมดสัมผัสที่หูฟังได้ด้วย ซึ่งแปลว่าจะเปลี่ยนการควบคุมเป็นผ่านแอปพลิเคชันแทน ทำให้เห็นว่า Samsung เองก็ทราบว่าการรับสัมผัสที่หูฟังไวเกิดไป จนทำให้เวลาจับหูฟังกลายเป็นแตะสั่งงานแทน

คุณภาพเสียง และระบบตัดเสียงรบกวน

Samsung

อีกหนึ่งจุดที่ Galaxy Buds Live ทำได้ประทับใจคือเรื่องของเสียงที่ได้จากหูฟังไร้สายในราคาระดับนี้ ถือที่ว่าสมกับคุณภาพที่ได้อย่างแน่นอน โดยลำโพงของ Buds Live มีขนาด 12 มม. มาพร้อมกับไดรฟ์เวอร์ขนาดใหญ่ ช่วยเพิ่มเบส และมีช่องลมที่ช่วยเพิ่มเบสให้ลุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม

Samsung

ในขณะที่ไมโครโฟนของ Buds Live นั้นให้มาถึง 3 ตัวด้วยกัน แบ่งเป็น 2 ตัวที่จะจับเสียงภายนอก และอีกหนึ่งตัวด้านในที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ที่จะคอยตรวจจับการสั่นสะเทือนของขากรรไกรให้กลายเป็นสัญญาณเสียง แม้จะอยู่ในสภาพที่มีเสียงรบกวนต่างๆ

แม้ว่า Buds Live จะใส่ไมโครโฟนมาให้ถึง 3 ตัว แต่กลายเป็นว่าเวลาใช้งานโทรศัพท์นั้นจะต้องพูดในระดับเสียงที่ดังกล่าวปกติเล็กน้อย ดังนั้นถ้าใครที่ปกติเป็นคนพูดเสียงดังอาจจะไม่มีปัญหากับการใช้งานด้านบันทึกเสียง แต่ถ้าเป็นคนพูดเบาอาจจะต้องปรับตัวเล็กน้อยเพื่อให้ปลายสายได้ยินเสียงชัดเจนขึ้น

สิ่งที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งคือระบบตัดเสียงรบกวน แบบ Active Noise Cancellation : ANC ที่กลายเป็นว่าด้วยรูปแบบของหูฟังที่ไม่ใช่ In-Ears เหมือน Galaxy Buds ทำให้ถึงแม้เปิดใช้งานโหมด ANC แล้วก็ยังได้ยินเสียงรบกวนเข้ามาอยู่ ไม่ได้ตัดให้เงียบสนิทเหมือนอย่างที่หวังไว้

แม้ซัมซุงจะระบุว่า ระบบตัดเสียงรบกวนแบบ ANC จะสามารถลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ถึง 97% ในช่วงคลื่นความถี่ต่ำอย่างเสียงรถไฟ หรือเครื่องบิน ทำให้สามารถได้ยินเสียงพูด และเสียงประกาศต่างๆ ได้ตามปกติ แต่กลายเป็นว่าแทบไม่รู้สึกถึงความต่างเลย

สำหรับแบตเตอรีของ Buds Live นั้น สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง และเมื่อรวมกับเคสชาร์จจะทำให้ใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 21 ชั่วโมง และยังมีโหมดชาร์จไฟเร็วที่ใส่เคสชาร์จ 5 นาทีจะสามารถใช้งานได้ราว 30 นาที

สรุป

Samsung Galaxy Buds Live ถือว่าเป็นหูฟังไร้สายที่ทำดีไซน์ออกมาได้เป็นเอกลักษณ์มากๆ ขณะเดียวกันด้วยการออกแบบใหม่นี้ทำให้สวมใส่แล้วสบาย ถูกหลักสรีระมากขึ้น จึงทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งหูฟังไร้สายที่สวมใส่สบายรุ่นหนึ่งในเวลานี้ก็ว่าได้

แต่ในแง่ของการใส่ใช้งานอาจจะต้องระมัดระวังกันสักหน่อยเพราะหูฟังมีขนาดเล็ก กับเรื่องของระบบสัมผัสที่ค่อนข้างไวทำให้กดสั่งงานโดยไม่ตั้งใจได้ง่ายน สำหรับคุณภาพของเสียงที่ได้ถือว่าสมราคาดี จากการปรับแต่งร่วมกับทาง AKG ติดอยู่ตรงระบบตัดเสียงรบกวน ANC ที่มีปัจจัยจากดีไซน์มาทำให้สู้แบบ In-Ears ไม่ได้

Gallery

]]>