Review : Samsung Galaxy S21 Ultra เรือธงสมบูรณ์แบบรอบด้าน

7068

การที่ ซัมซุง (Samsung) เร่งวางจำหน่าย Galaxy S21 ซีรีส์ให้เร็วขึ้นกว่าปกติ จากเดิมที่อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์มีนาคม มาเป็นช่วงมกราคา ถือว่าเป็นเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการทำตลาดของซัมซุงได้อย่างน่าสนใจ

ในปีที่ผ่านมา Galaxy S20 ซีรีส์ ถือเป็นช่วงรอยต่อระหว่างสมาร์ทโฟนระหว่างยุคของ 4G และ 5G ทำให้หลายๆ ฟีเจอร์การใช้งานยังมีข้อจำกัดอยู่ และทุกอย่างได้ถูกแก้ไขให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นใน Galaxy S21 ซีรีส์ของปีนี้

โดย Samsung Galaxy S21 ซีรีส์ ทั้ง 3 รุ่น รองรับการเชื่อมต่อ 5G ทั้งหมด ซึ่งรุ่นใหญ่อย่าง Galaxy S21 Ultra จะมีความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้นมาในเรื่องของกล้อง Space Zoom รวมถึงหน้าจอที่ดีที่สุดในตลาดสมาร์ทโฟนเวลานี้ ที่สำคัญคือรองรับการทำงานร่วมกับ S Pen ด้วย

ข้อดี

  • ดีไซน์ใหม่ กล้องใหม่ เครื่องสีดำเรียบหรู
  • จอ Dynamic AMOLED 2X 120 Hz
  • รองรับ 5G / WiFi 6E / UWB
  • กล้องทุกเลนส์ รองรับถ่าย 4K 60fps

ข้อสังเกต

  • ไม่สามารถใส่ MicroSD เพิ่มได้
  • ราคาค่อนข้างสูง
  • ในกล่องไม่แถมอะเดปเตอร์มาให้

Phantom Black เรียบหรู ดูแพง

ใน Samsung Galaxy S21 Ultra ซัมซุง วางจำหน่ายด้วยกัน 2 สีคือ Phantom Silver และ Phantom Black โดยกลายเป็นว่าสีที่เข้ากับยุคสมัยนี้มากที่สุดกลับเป็นสีคลาสสิกอย่างสีดำ เนื่องจากซัมซุง เลือกใช้เป็นสีดำแบบด้าน ที่ให้ทั้งสัมผัส และสีที่ให้ความหรูหรา เมื่อเทียบกับสีเงิน Phantom Silver จะออกแนวเฉดสีที่สะท้อนออกมามากกว่า

ขนาดของ Samsung Galaxy S21 Ultra จะอยู่ที่ 75.6 x 165.1 x 8.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 227 กรัม ซึ่งยังมากับหน้าจอโค้ง Edge Quad HD+ ขนาด 6.8 นิ้ว เมื่อเทียบกับ S21+ 6.7 นิ้ว และ S21 6.2 นิ้ว จะเป็นแบบจอแบน และความละเอียดหน้าจอเหลือ Full HD+ เท่านั้น

ความเปลี่ยนแปลงหลักๆ ของดีไซน์ตัวเครื่อง S21 Ultra คือลักษณะของวัสดุที่ใช้ และการจัดวางกล้อง โดยทางซัมซุง เลือกใช้กระจก Gorilla Glass Victus ทั้งหน้า และหลัง ประกอบเข้ากับโครงเครื่องที่เป็นโลหะ หล่อขึ้นรูปมาครอบคลุมในส่วนของแผงกล้องด้วย ทำให้บริเวณชุดกล้องจะไม่มีรอยต่อระหว่างตัวเครื่อง

บริเวณขอบเครื่องทั้ง 4 ด้านจะเป็นโลหะขัดเงา โดยมีปุ่มเปิดเครื่อง และปรับระดับเสียงอยู่ทางขวา พอร์ต USB-C ช่องใส่ซิมการ์ดคู่ ไม่รองรับไมโครเอสดีการ์ด ลำโพง ไมโครโฟนสนทนาอยู่ด้านล่าง ด้านบนเป็นช่องไมโครโฟนตัดเสียง และลำโพงอีกจุดทำให้ได้เสียงแบบสเตอริโอเวลาถือเครื่องใช้งานในแนวนอน

เมื่อพลิกมาหลังเครื่องจะเห็นชุดกล้อง 4 เลนส์ ประกอบไปด้วยเลนส์หลัก 108 ล้านพิกเซล อยู่ตรงกลาง เลนส์มุมกว้าง 12 ล้านพิกเซลอยู่ด้านบน และเลนส์ซูมแบบ Periscope 10 ล้านพิกเซล ระยะซูม 10 เท่า อยู่เลนส์ล่าง และมีเลเซอร์โฟกัส ไฟแฟลช และเลนส์ซูม 10 ล้านพิกเซล ระยะซูม 3 เท่าอีกเลนส์

สำหรับแบตเตอรีที่อยู่ภายในของ S21 Ultra จะอยู่ที่ 5,000 mAh รองรับการชาร์จไร้สาย 15W และชาร์จแบบมีสายที่ 25W โดยภายในกล่องที่ให้มาจะมีแค่เเข็มจิ้มซิม และสาย USB-C เท่านั้น ไม่ได้แถมอะเดปเตอร์มาให้ด้วย

จอสวยที่สุดในเวลานี้

อีกจุดที่ Samsung Galaxy S21 Ultra สร้างความประทับในการใช้งานคือการเลือกใช้หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.8 นิ้ว ที่เป็นจอ OLED แบบพิเศษ ความละเอียดหน้าจอ WQHD+ (3200 x 1440 พิกเซล) รองรับอัตราแสดงผล (Refresh Rate) ที่ 120 Hz ด้วย และกลายเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่แสดงผล 120 Hz บนจอระดับ 2K

ขอบจอของ Note20 Ultra เทียบกับ S21 Ultra

ความพิเศษของจอ Dynamic AMOLED คือมากับ Adaptive Display ที่จะปรับอัตราการแสดงผลได้ตั้งแต่ 10 Hz – 120 Hz ขึ้นอยู่กับคอนเทนต์ที่แสดงผลบนหน้าจอ อย่างถ้าเปิดหน้าเว็บอ่านข้อมูลตัวอักษร เครื่องก็จะปรับลดการแสดงผลลง ถ้าดูหนัง หรือเล่นเกม ก็จะเพิ่มอัตราการแสดงผลขึ้นมาให้เนียนที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ซัมซุง จึงสามารถรักษาระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรีใน S21 Ultra ได้อย่างน่าประทับใ แม้ว่าจะเปิดใช้งานจอแบบ Adaptive 120 Hz บนความละเอียด 2K แต่ระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรีเมื่อเทียบกับจอความละเอียด Full HD+ แล้วแทบไม่แตกต่างกัน

ไม่เหมือนกับตอน S20 Ultra 5G ในช่วงที่เปิดตัว เมื่อเปิดความละเอียดสูงสุด 2K หรือเลือกใช้ Refresh Rate 120 Hz แบตเตอรีจะหมดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถือว่าเป็นจุดที่ซัมซุง พัฒนามาได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนทำให้เมื่อใช้งาน S21 Ultra แล้วกลับไปใช้เครื่องอื่นจะรู้สึกว่าจอแสดงผลต่างกันชัดเจน

อีกหนึ่งความสามารถของ S21 Ultra ก็คือหน้าจอรองรับการทำงานร่วมกับ S Pen แล้ว ภายใต้เทคโนโลยีของ Wacom ดังนั้นผู้ที่มีปากกา Wacom อยู่ก็สามารถนำมาใช้จดบันทึก ขีดเขียนได้ทันที หรือถ้ามีปากกา S Pen รุ่นอื่นๆ ก็สามารถนำมาใช้งานได้ เพียงแต่จะไม่มีฟีเจอร์บางอย่างเหมือนใน Note20 อย่างลูกเล่นการตวัดปากกากลางอากาศ

ส่วนในอนาคตเมื่อซัมซุง วางจำหน่าย S Pen+ ที่สามารถเชื่อมต่อบลูทูธได้ ก็จะทำให้ S21 Ultra สามารถใช้งานได้ไม่แตกต่างจากบน Note20 เพียงแต่ก็ต้องแลกกับการพกปากกาแยกจากตัวเครื่อง และขนาดของปากกาก็จะใหญ่ขึ้น และไม่รองรับการชาร์จปากกาจากตัวเครื่องเหมือนในซีรีส์ของ Galaxy Note

กล้องพัฒนาทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ

ต่อเนื่องจากจอแสดงผล กล้องเป็นอีกจุดที่ซัมซุง พัฒนาขึ้นบน S21 Ultra อย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเมื่อเทียบกับ Note20 Ultra ที่ออกมาก่อนหน้าไม่กี่เดือนก็เทียบกับรุ่นนี้ได้ยากแล้ว เนื่องจากมีการพัฒนาทั้งในส่วนของเลนส์ที่ใช้ เซ็นเซอร์รับภาพ และการทำงานร่วมกันของเลนส์ซูมคู่ ก่อนนำมาประมวลผลร่วมกับ AI

โดยหลักๆ แล้ว กล้องของ S21 Ultra 5G จะทำงานบนเลนส์ 108 ล้านพิกเซล f/1.8 0.8 µm ในการเก็บภาพรายละเอียดสูง และมีการพัฒนาให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับ Laser Focus ทำให้การโฟกัสภาพทำได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเลนส์ Ultra Wide 12 ล้านพิกเซล f/2.2 1.4 µm ก็จะช่วยเก็บภาพในมุมกว้าง 120 องศา

ในขณะที่เลนส์ซูมคู่ จะเข้ามารับหน้าที่ในระยะ 3x จากเลนส์ Telephoto 10 ล้านพิกเซล f/2.4 1.22 µm และขยับเป็น 10x ด้วยเลนส์ Telephoto 10 ล้านพิกเซล f/4.9 1.22 µm ซึ่งทุกเลนส์จะสามารถบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K 60 fps ได้ด้วย ในขณะที่การถ่ายภาพ 8K จะใช้เลนส์หลัก 108 ล้านพิกเซลเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกล้องหน้า 40 ล้านพิกเซล f/2.2 0.7 µm ที่ให้มาใช้งาน ยังเป็นความละเอียดเท่าเดิม พร้อมปรับให้ถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K 60 fps ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นทุกกล้องของ S21 Ultra จึงรองรับครีเอเตอร์ที่ชื่นชอบทั้งการถ่ายภาพนิ่ง และภาพวิดีโอ

โหมดถ่ายภาพสำหรับครีเอเตอร์

ในการที่จะเรียกประสิทธิภาพของชุดเลนส์บน S21 Ultra ออกมาให้ดีที่สุด ซัมซุง ได้มีการพัฒนาโหมดถ่ายภาพในหลายๆ รูปแบบ ไล่ตั้งแต่โหมดอัตโนมัติอย่าง Single Take 2.0 ที่ใช้การถ่ายคลิปสั้น แล้วประมวลผลออกมาเป็นภาพนิ่งในช็อตที่ดีที่สุด พร้อมใส่เอฟเฟกต์วิดีโอในบางจังหวะแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ไม่พลาดจังหวะสำคัญ

ถัดมาคือการถ่ายภาพนิ่ง ที่รองรับทั้งแบบอัตโนมัติ และแบบมืออาชีพ โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปเลือกปรับตั้งค่าได้ตามต้องการ โดยในส่วนของระยะซูม ก็จะมีให้เลือกตั้งแต่ มุมกว้าง ปกติ 3 เท่า และ 10 เท่า ซึ่ง S21 Ultra จะทำการสลับเลนส์อัตโนมัติ ตามระยะที่เลือก โดยคำนวนจากความคมชัดสูงที่สุด ทำให้บางจังหวะเวลาถ่ายภาพซูม ไม่เกิน 5 เท่า จะเป็นการครอบภาพจากเลนส์หลัก 108 ล้านพิกเซลแทน

ระยะซูมที่หวังผลได้ของ S21 Ultra จะอยู่ที่ราว 30x ที่ยังได้ภาพคมชัด สามารถนำไปใช้งานได้ แต่ถ้าเป็นระยะที่เกินขึ้นไปจนถึง 100x รายละเอียดของภาพจะเริ่มหายไป เริ่มมีวุ้นๆ เข้ามาในภาพ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการถ่ายภาพ 100x บนสมาร์ทโฟนนั้นเพื่อใช้ในการซูมดูรายละเอียดบางอย่างเท่านั้น อาจจะไม่ได้เน้นนำไปใช้งานจริง

ต่อมาในส่วนของการถ่ายวิดีโอ แม้ว่าจะรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 60fps ทุกเลนส์ แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่างเช่นเวลาบันทึกวิดีโออยู่ จะไม่สามารถสลับเลนส์เพื่อเปลี่ยนมุมมองได้ในโหมดปกติ และโหมดมืออาชีพ ทำให้ต้องกดหยุดบันทึกก่อน แล้วทำการเปลี่ยนช็อตใหม่ก่อนถ่ายต่อ

ซัมซุง จึงได้เพิ่มโหมดถ่ายวิดีโออย่าง Director View ขึ้นมาเปิดให้ผู้ใช้สามารถเลือกสลับมุมกล้องระหว่าง 3 ช่วงเลนส์ คือมุมกว้าง มุมปกติ และระยะซูม 3 เท่าได้ พร้อมเปิดให้สามารถบันทึกภาพจากกล้องหน้า และหลังซ้อนกันได้ เหมาะกับครีเอเตอร์ที่ชื่นชอบการทำ Vlog ให้สามารถถ่ายวิดีโอเห็นหน้า และบรรยากาศไปพร้อมกัน

ในภาพรวมแล้วกล้องของ S21 Ultra ถือว่าทำได้ดีขึ้น แก้ไขปัญหาประมวลผลช้าที่เกิดขึ้นใน S20 Ultra 5G ได้อย่างดี จนทำให้ปัจจุบัน S21 Ultra กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ถ่ายทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ ได้ดีที่สุดของซัมซุงในเวลานี้อย่างแน่นอน

ฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์

S21 เทียบกับ S21 Ultra

ในส่วนของการใช้งานทั่วไป S21 Ultra ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่องที่สุดในเวลานี้ก็ไม่แปลก เพราะใส่ฟีเจอร์ในการใช้งานระดับไฮเอนด์มาครบ ทั้งเรื่องของการกันน้ำ กันฝุ่น IP68 มีระบบรักษาความปลอดภัย Samsung Knox มาให้ใช้งาน เชื่อมต่อกับจอภาพใช้งาน Samsung DeX แทนคอมพิวเตอร์ได้ทั้งแบบมีสาย และไร้สาย

ไม่นับรวมการเชื่อมต่อระดับไฮเอนด์เช่นกัน ทั้งการที่เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่รองรับ WiFi 6E ที่เป็นมาตรฐานใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ใช้งานกันในไทยปลายปีนี้ หรือแม้แต่ 5G ที่สามารถใช้งานได้แล้วในประเทศไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังมีการใส่ UltraWide Band เข้ามาช่วยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

ในแง่ของความปลอดภัย รุ่นนี้ยังคงใช้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบ Ultra Sonic เหมือนใน S20 และ Note20 แต่มีการพัฒนาให้เซ็นเซอร์มีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยให้ปลดล็อกได้แม่นยำมากขึ้น และรองรับการปลดล็อกด้วยใบหน้าจอกล้องหน้าด้วยเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ซัมซุง ยังได้พัฒนา SmartThings ให้น่าสนใจขึ้น ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ต่างๆ รวมถึง SmartTag ที่ใช้บลูทูธพลังงานต่ำ ในการค้นหาแท็ก โดยสามารถนำ SmartTag ไปติดไว้กับกุญแจรถ กุญแจบ้าน หรือสิ่งของต่างๆ ที่มีโอกาสลืมวางทิ้งไว้ได้

โดยเมื่อติดตั้ง และเชื่อมต่อ SmartTag เรียบร้อยแล้ว จะสามารถเข้าไปในแอป เพื่อทำการค้นหาสิ่งของนั้นๆ ได้ทันที บนหน้าจอสมาร์ทโฟนจะแสดงผลระดับความแรงของสัญญาณ เพื่อทำให้เห็นว่าเข้าใกล้ SmartTag แล้ว นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่า SmartTag ให้กลายเป็นปุ่มอัจฉริยะในการสั่งงานอุปกรณ์ IoT ก็ได้ด้วย

สเปก

Samsung Galaxy S21 Ultra รุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทย มากับชิปเซ็ตประมวลผล Exynos 2100 บนสถาปัตยกรรมแบบ 5 นาโนเมตร มีการผสมผสานทั้ง CPU GPU NPU หน่วยความจำ และโมเด็ม เข้าไปภายในชิป ทำให้สามารถประมวลผลได้รวดเร็ว และประหยัดแบตเตอรีได้มากขึ้น

โดยในประเทศไทยจะวางจำหน่ายด้วยกัน 3 รุ่นย่อยคือ RAM 12 GB ROM 128 GB ราคา 39,900 บาท RAM 12 ROM 256 GB ราคา 41,900 บาท และ RAM 16 GB ROM 512 GB ราคา 45,900 บาท ตอนที่เลือกซื้ออย่าลืมว่ารุ่นนี้ไม่สามารถเพิ่มไมโครเอสดีการ์ดได้แล้ว ดังนั้นควรเลือกซื้อเป็นรุ่น 256/512 GB เพื่อให้เพียงพอกับการเก็บข้อมูลในระยะยาว

ตัวเครื่องยังรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.2 NFC มีระบบ Wireless PowerShare ในการเป็นแท่นชาร์จไร้สายให้อุปกรณ์อื่นด้วย ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 11 ครอบด้วย Samsung One UI 3.1 ที่พัฒนาให้การใช้งานรวดเร็ว และใช้งานได้สะดวกขึ้นในทุกๆ ส่วน

ทดสอบประสิทธิภาพ

ด้วยการที่ตัวเครื่อง S21 Ultra ถือเป็นสมาร์ทโฟนในระดับท็อปเวลานี้ ทำให้การใช้งานต่างๆ ทั้งเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง จนถึงการใช้งานทั่วๆไป รองรับการทำงานทั้งหมดอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ S21 Ultra ทำได้น่าประทับใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือเรื่องของแบตเตอรี ที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องทั้งวันสบายๆ

อย่างไรก็ตาม ในการทดสอบใช้งานยังพบว่าเวลาที่ใช้ถ่ายวิดีโอกลางแจ้งติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มีโอกาสที่เครื่องจะร้อนเกิน จนไม่สามารถบันทึกวิดีโอต่อได้ ดังนั้นในการใช้งาน ถ้าต้องถ่ายวิดีโอต่อเนื่อง ให้เว้นช่วงให้เครื่องระบายความร้อนเพิ่มเติมด้วย ส่วนในการใช้เล่นเกม ความร้อนสะสมถือว่าลดลงค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

เลือกรุ่นไหนระหว่าง S21 / S21+ / S21 Ultra

ด้วยการที่ซีรีส์ของ Galaxy S21 ออกมาพร้อมกันทั้งหมด 3 รุ่น โดยมีระดับราคาตั้งแต่ 27,900 – 45,900 บาท แล้วรุ่นไหนจะเหมาะกับการใช้งาน ต้องย้อนกลับไปมองว่า ต้องการสมาร์ทโฟนระดับท็อปที่เน้นการถ่ายภาพนิ่ง หรือวิดีโอระดับ S21 Ultra หรือไม่ ถ้าไม่ได้เน้นถ่ายภาพ ต้องการนำมาใช้งานทั่วไป S21 และ S21+ ก็ตอบโจทย์การใช้งานแล้วในราคาที่ต่ำกว่า เนื่องจากทุกรุ่นตอนนี้รองรับ 5G อยู่แล้วในการซื้อใช้งาน สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องไป 3-5 ปีข้างหน้าสบายๆ

โดยความต่างของ S21 และ S21+ ก็จะขึ้นอยู่กับขนาดหน้าจอ แบตเตอรี เป็นหลัก ส่วนจุดอื่นๆ จะมีเพิ่มเติมอย่าง S21+ จะมี UltraWide Band มาให้เชื่อมต่อกับ IoT อื่นๆ ในอนาคต ซึ่งก็ถือว่าไม่ใช่อุปกรณ์จำเป็นในเวลานี้ ทำให้เลือกได้จากขนาดตัวเครื่องเป็นหลัก ว่าถือแล้วรุ่นไหนถนัดมือใช้งานได้มากกว่ากัน

ส่วนถ้าต้องการสมาร์ทโฟนที่ให้ความเป็นที่สุดในทุกด้านก็จะไปจบที่ S21 Ultra ได้อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะเรื่องของการแสดงผลที่เป็นหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ที่ให้สีสันสดใสสวยงามจริงๆ ตามด้วยเรื่องของกล้องที่รองรับการซูม 100x แต่ก็แลกกับน้ำหนักตัวเครื่อง และราคาที่สูงขึ้นด้วย

สรุป

Samsung Galaxy S21 Ultra ถือว่าออกมาแสดงนวัตกรรมในการพัฒนาสมาร์ทโฟนของซัมซุงได้อย่างน่าสนใจ และจะเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ใช้กลับมาได้อย่างแน่นอน ด้วยการที่ให้ทั้งหน้าจอ กล้อง ชิปเซ็ตประมวลผลที่แรงขึ้น และรองรับ 5G ด้วย ทำให้สามารถใช้งานได้ทุกรูปแบบ

โดยเฉพาะในกลุ่มของครีเอเตอร์ที่ต้องการสมาร์ทโฟนคู่ใจที่สามารถบันทึกเรื่องราวได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงผู้ใช้งานทั่วๆ ไปที่ต้องการใช้สมาร์ทโฟนจดบันทึกต่างๆ จากเดิมที่ต้องใช้งาน Galaxy Note ซีรีส์ ก็สามารถเลือกมาใช้งาน S21 Ultra คู่กับ S Pen แทนได้แล้วด้วย

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น